<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศธ. | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A8%E0%B8%98/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 07 Feb 2026 02:07:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ศธ. | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กระทรวงศึกษาธิการ–กสศ. ปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน ใช้โอกาสเรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-051125/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Nov 2025 11:54:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กช้างเผือก]]></category>
		<category><![CDATA[ทุน ODOS]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=97313</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-051125/">กระทรวงศึกษาธิการ–กสศ. ปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน ใช้โอกาสเรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 <strong>ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการปฐมนิเทศโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) นักเรียนและนักศึกษาทุนรุ่น 3 ปีการศึกษา 2568 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวนกว่า 1,200 คน โดยมี <strong>ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี</strong> เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน <strong>นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์</strong> รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้บริหารจากหน่วยงานในโครงการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูสังกัดต่าง ๆ จากสถานศึกษา 602 แห่ง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Teleconference</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-1.jpeg" alt="" class="wp-image-97317" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-1.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-1-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-1-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-1-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-1-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์</figcaption></figure></div>


<p><strong>ศ.ดร.นฤมล</strong> กล่าวว่าทุน ODOS<strong> </strong>เป็นทุนที่มุ่งสร้าง <strong>‘</strong>เด็กช้างเผือก<strong>’ </strong>โดยคัดเลือกเยาวชนศักยภาพสูงจากทุกภูมิภาค ให้ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศ สำหรับรุ่นที่ 3 ผ่านการคัดเลือกจำนวน 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่งทั่วประเทศ นับเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง ที่จะสะท้อนให้เห็นพลังของการสร้างโอกาสทางการศึกษา<strong> </strong>ซึ่งเปรียบได้กับสะพานเชื่อมความฝันของเด็กเยาวชนไปสู่ความจริง<strong>&nbsp;</strong></p>



<p>รัฐบาลมอบหมายให้สำนักงาน กพ. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงการคลัง รวมทั้งสพฐ. สอศ. สถ. ร่วมกันช่วยเหลือและพัฒนานักเรียนทุนในทุกด้าน สนับสนุนการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัย เพราะระดับปริญญาตรีมีการแข่งขันสูงกว่าปริญญาโทหรือปริญญาเอก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image.jpeg" alt="" class="wp-image-97316" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>ในส่วนของเด็กอาชีวะประเด็นหลักอยู่ที่ด้านภาษา ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ควรให้มีการสนับสนุนการเรียนภาษาผ่านหลักสูตรออนไลน์ เช่น Box Test และ คลังข้อสอบออนไลน์ เพื่อให้นักเรียนสามารถทดสอบด้วยตนเองได้ เน้นเรื่องการพัฒนาเด็กไทยให้พร้อมแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะเรื่องภาษาต่างประเทศ และการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ</p>



<p>“ขอบคุณกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สถานศึกษาทั้งในสังกัด สพฐ. สอศ. และท้องถิ่น ที่ร่วมกันสนับสนุนนักเรียนอย่างเต็มที่ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเหลือนักเรียนในการเตรียมตัวสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศในระดับโลก ขอฝากข้อคิดให้นักเรียนใช้ชีวิตอย่างมีสติรอบคอบ และขออวยพรให้นักเรียนประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียน อาชีพการงาน และทุกด้านของชีวิตในอนาคต” รมว.ศธ. กล่าว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-3.jpeg" alt="" class="wp-image-97319" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-3.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-3-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-3-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-3-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-3-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. </strong>กล่าวว่า ปัจจุบันทุน ODOS ได้บรรลุเป้าหมายแรกของการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยผู้รับทุนเป็นเด็กเยาวชนจากครอบครัวขาดแคลน มีโอกาสศึกษาต่อถึงระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยระดับการศึกษาของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังช่วยให้ประเทศไทยไม่สูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพและความสามารถไป</p>



<p>ในรุ่นที่ 3 ของโครงการ มีนักเรียนและนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก 1,200 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 850 คน และนักเรียนหญิง 350 คน อยู่ในสังกัด สพฐ. 1,124 คน สอศ. 66 คน กระทรวง อว. 7 คน และ อปท. 3 คน</p>



<p>“ข้อมูลเชิงลึกเผยให้เห็นว่านักเรียนกลุ่มช้างเผือก แม้มาจากครอบครัวยากจนที่สุด แต่ก็สามารถทำคะแนนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนจากครอบครัวฐานะดีในกลุ่มที่ทำคะแนนได้สูงสุดของประเทศ ข้อมูลจากการประเมิน PISA 2022 คาดว่า ประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มช้างเผือกประมาณ 26,896 คน คิดเป็น 3.75% ของนักเรียนระดับ ม.3 ทั้งประเทศ ดังนั้นการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นการลดปรากฏการณ์ The Lost Einstein ในประเทศไทย”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-4.jpeg" alt="" class="wp-image-97320" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-4.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-4-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-4-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-4-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-4-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-2.jpeg" alt="" class="wp-image-97318" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-2.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-2-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-2-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-2-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-2-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่าตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการจนถึงรุ่นที่ 3 มีผู้ได้รับทุนรวมกว่า 3,600 คน โดยมีข้อมูลเชิงประจักษ์สะท้อนว่า เด็กและเยาวชนไทยจำนวนมากมีความสามารถ แต่ยังขาดโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม โดยในจำนวนผู้ได้รับทุน กว่าครึ่งมาจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษ อีกส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 12,000 บาท ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเยาวชน ‘ช้างเผือก’ แม้มีศักยภาพสูง แต่หากไม่ได้รับโอกาส ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้เช่นกัน</p>



<p>อีกหนึ่งข้อเท็จจริงสำคัญคือ ผู้ได้รับทุนส่วนใหญ่เติบโตจากครอบครัวที่มีรายได้ไม่ถึง 150 บาทต่อวัน แต่กลับมีเกรดเฉลี่ยมากกว่า 3.75 ขึ้นไป เป้าหมายของทุน ODOS จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือด้านการเงิน แต่ยังมุ่งเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของผู้รับทุนในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ ภาษาอังกฤษ ทักษะชีวิต และสุขภาวะจิตใจ เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถศึกษาต่อได้อย่างต่อเนื่องและเต็มศักยภาพ ในสาขาที่เป็นเป้าหมายสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศ</p>



<p>นอกจากนี้ กสศ. ยังมุ่งออกแบบเส้นทางการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ จากระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา ไปสู่ระดับอุดมศึกษา หรือสาขาอาชีพที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศ พร้อมส่งเสริมให้นักเรียนทุนได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นกำลังคนคุณภาพ เพื่อลดช่องว่างทางโอกาส และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-5.jpeg" alt="" class="wp-image-97321" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-5.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-5-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-5-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-5-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/image-5-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>สำหรับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ หรือทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) เป็นโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส แต่มีศักยภาพในการเรียนรู้สูง หรือ “เด็กช้างเผือก” โดย กสศ. และภาคีเครือข่าย ได้ดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในการพัฒนาทุนมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-051125/">กระทรวงศึกษาธิการ–กสศ. ปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน ใช้โอกาสเรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>6 หน่วยงานความร่วมมือเชิงระบบ เตรียมบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 จำนวน 295 อัตรา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-130625/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 Jun 2025 11:51:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ค.ศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[คุรุสภา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=93905</guid>

					<description><![CDATA[<p>13 มิถุนายน 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-130625/">6 หน่วยงานความร่วมมือเชิงระบบ เตรียมบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 จำนวน 295 อัตรา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>13 มิถุนายน 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ 5 องค์กรหลักร่วมดำเนินโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และคุรุสภา จัดประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อชี้แจงแนวทางการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ในโครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” รุ่นที่ 2 โดยมีผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนปลายทางเข้าร่วม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-375c54"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/Screenshot-2568-06-13-at-10.26.59.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> เปิดเผยว่า ปัจจุบันครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 จำนวน 295 คน สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 10 สถาบันต้นแบบการผลิตครูคุณภาพ ครอบคลุมสาขาปฐมวัย 155 คน และประถมศึกษา 140 คน พร้อมเข้าสู่กระบวนการบรรจุในตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล จำนวน 285 แห่งใน 45 จังหวัด 73 เขตพื้นที่การศึกษา ช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เป็นต้นไป โดยกระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ&nbsp; เช่น พื้นที่สูง บนภูเขา พื้นที่เสี่ยงภัย บนเกาะ พื้นที่ชายแดน พื้นที่ทุรกันดาร พื้นที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ และโรงเรียนที่มีการโยกย้ายบ่อย</p>



<p>ก่อนการบรรจุอย่างเป็นทางการ ทั้ง 73 เขตพื้นที่การศึกษา จะจัดสอบสัมภาษณ์และดำเนินการแต่งตั้งเป็นข้าราชการต่อไป ขณะนี้ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 ได้เข้าทำงานในฐานะครูอาสาสมัครที่โรงเรียนปลายทางตั้งแต่ 1 มิถุนายน โดย กสศ. สนับสนุนค่าครองชีพเดือนละ 8,000 บาท จนกว่าจะได้รับเงินเดือนข้าราชการจากต้นสังกัด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-353dbd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/2-4.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ. ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สพฐ. และ ก.ค.ศ. มีการส่งหนังสือไปยังทั้ง 2 หน่วยงาน เป็นการทำงานที่เป็นขั้นตอนเหมือนรุ่นที่ 1 และนำประสบการณ์ทำงานรุ่นแรก มาปรับปรุงขั้นตอนวิธีการทำงานในครั้งนี้” ดร.อุดม กล่าว</p>



<p>ดร.อุดม ระบุเพิ่มเติมว่า กสศ. และ 5 องค์กรร่วมดำเนินโครงการฯ จะยังดูแลและช่วยส่งเสริมครูรัก(ษ์)ถิ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ครูรัก(ษ์)ถิ่นจะรับราชการในโรงเรียนปลายทางการบรรจุไม่น้อยกว่า 6 ปี เพื่อแก้ปัญหาการโยกย้ายบ่อยและขาดแคลนครูในพื้นที่</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="788" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-17-1400x788.jpeg" alt="" class="wp-image-93908" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-17-1400x788.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-17-300x169.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-17-768x432.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-17-1536x864.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-17.jpeg 1600w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9e8768"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/3-3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล</strong> <strong>รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน </strong>กล่าวว่า สพฐ. ได้จัดสรรตำแหน่งครูผู้ช่วยไว้สำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 ครบถ้วนแล้วทั้ง 295 อัตรา เพราะเล็งเห็นว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เนื่องจากครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นผู้ที่ต้องการกลับไปทำงานในโรงเรียนบ้านเกิด เข้าใจบริบทของพื้นที่ และสามารถปฏิบัติงานในระยะยาวได้อย่างมีคุณภาพ</p>



<p>ทั้งนี้ หนึ่งในปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับการร้องเรียนบ่อยที่สุด คือ การขอย้ายของครูที่ได้รับการบรรจุให้ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา แต่สำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่น กลับเป็นผู้ที่มีโอกาสได้ทำงานในโรงเรียนบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งแม้โรงเรียนในพื้นที่เหล่านี้จะมีข้อจำกัดหรือความขาดแคลนในหลายด้าน แต่ครูทั้ง 295 คนที่สำเร็จการศึกษาภายใต้โครงการนี้ ต่างได้รับการเตรียมพร้อมมาอย่างมีคุณภาพ และพร้อมเข้าไปเติมเต็มสิ่งที่ขาดแคลน สร้างการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ๆ ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30a7fd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/4-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์</strong> <strong>เลขาธิการสภาการศึกษา และ</strong><strong>อนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิต พัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ.</strong> กล่าวเสริมว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นโมเดลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และสอดคล้องกับแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ในการสร้างครูคุณภาพเพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ทั้ง 6 หน่วยงานที่ร่วมดำเนินโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ต่างคาดหวังว่า ผู้ที่กำลังจะได้รับการบรรจุในครั้งนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญให้กับชุมชนบ้านเกิดของตนเอง เป็นผู้ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนเติบโตเป็นผู้นำชุมชนที่ใช้ศักยภาพและความรู้ความสามารถที่มีอยู่ สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c4a66d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/5-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า อนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิต พัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ.</strong> ได้ฝากถึงผู้บริหารสถานศึกษาและเขตพื้นที่ฯ ให้ดูแลและสนับสนุนครูรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เปิดพื้นที่ให้นำเสนอแนวทางการสอนที่สร้างสรรค์และสอดคล้องกับชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b03666"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/6-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร ที่ปรึกษาด้านพัฒนาวิชาชีพของคุรุสภา</strong> ยืนยันว่า คุรุสภาจะติดตามพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นครู สนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ Professional Learning Community (PLC) และรณรงค์คุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นได้เป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในโรงเรียนและสังคม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="788" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-18-1400x788.jpeg" alt="" class="wp-image-93917" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-18-1400x788.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-18-300x169.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-18-768x432.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-18-1536x864.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/06/image-18.jpeg 1600w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p><strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> เป็นโครงการที่สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 18-24 ปี) ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส แต่มีผลการเรียนดีและมีจิตวิญญาณความเป็นครู ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลนครู และเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นท้องถิ่นของตนเอง เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนครู ครูไม่ครบชั้นและการโยกย้ายบ่อย ควบคู่กับการพัฒนาต้นแบบการผลิตครูคุณภาพในสถาบันอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ห่างไกล เป็นนักพัฒนาชุมชน เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครู&nbsp; รวมถึง การศึกษา วิจัย หรือค้นคว้าแนวทางในการพัฒนาครู ให้มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ กสศ. ตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 หลังจากนี้ ภายในระยะเวลา 4 ปี โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจะมีครูรุ่นใหม่กลับไปบรรจุเป็นข้าราชการครู ราว 1,500 คน ครอบคลุมพื้นที่ 62 จังหวัด ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-130625/">6 หน่วยงานความร่วมมือเชิงระบบ เตรียมบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 จำนวน 295 อัตรา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>6 หน่วยงานร่วมแสดงความยินดี “ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก” สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 11 สถาบันผลิตครู เตรียมบรรจุ 285 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลตุลาคมนี้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-220624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Jun 2024 08:46:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ค.ศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83715</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2567 ณ อาคาร Impact Forum  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220624/">6 หน่วยงานร่วมแสดงความยินดี “ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก” สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 11 สถาบันผลิตครู เตรียมบรรจุ 285 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลตุลาคมนี้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2567 ณ อาคาร Impact Forum เมืองทองธานี กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรและเข็มสัญลักษณ์แก่นักศึกษาทุนโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ซึ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 11 สถาบันผลิตและพัฒนาครู รวมทั้งสิ้น 327 คน โดยมี <strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong> ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรหลักร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) คุรุสภา และคณะกรรมการบริหาร กสศ. ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครูรัก(ษ์)ถิ่นสำเร็จการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce7617"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2206_ปัจฉิมนิเทศครูรักษ์ถิ่นรุ่นแรก-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16fb62"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2206_ปัจฉิมนิเทศครูรักษ์ถิ่นรุ่นแรก-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> เป็นโครงการนักเรียนทุนรัฐบาล ภายใต้ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 มีแนวคิดเพื่อพั</p>



<p>ฒนาครูระบบปิดให้ตรงกับความต้องการของประเทศในสาขาที่ขาดแคลน คือ การศึกษาปฐมวัย และการประถมศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือยากลำบาก การผลิต ‘ครูของชุมชน’ ที่มีใจรักในการเป็นครู รักถิ่นฐาน เป็นนักพัฒนาชุมชน โดยมีสัญญาผูกพันในการบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนปลายทางต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ปี เพื่อลดอัตราการโยกย้าย และเป็นแนวทางการผลิตและพัฒนาครูระบบปิดของประเทศอย่างเป็นระบบ (Systems change)</p>



<p>นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 โดยในเดือนตุลาคมปี 2567 ครูรัก(ษ์)ถิ่น 327 คน จะได้เข้าบรรจุเป็นข้าราชการครูเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ตามโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลต่าง ๆ จำนวน 285 แห่งใน 44 จังหวัด แบ่งเป็นกลุ่มโรงเรียน ดังนี้</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">บนภูเขา : 69 คน 60 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">พื้นที่เสี่ยงภัย : 20 คน 17 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">พื้นที่ชายแดน : 17 คน 16 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">พื้นที่ทุรกันดาร: 14 คน 12 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">บนเกาะ : 12 คน 11 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนชนกลุ่มน้อย : 8 คน 7 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนพระราชดำริ : 5 คน 5 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งโรงเรียนคุณภาพ : 35 คน 34 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">พื้นที่พิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง : 19 คน 18 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนร่วมพัฒนา : 1 คน 1 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนไม่ทุรกันดารแต่ขาดแคลนครู : 127 คน 104 โรงเรียน</li>
</ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-50632d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ดร.สิริพงศ์-อังคสกุลเกียรติ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยสนับสนุนนักเรียนยากจนให้คงอยู่ในระบบด้วยการเรียนครู และส่งเสริมครูกลุ่มนี้ไปพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่เด็กชนบทในฐานะ Change Agent หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลง</p>



<p>“กระทรวงศึกษาได้รับเรื่องร้องเรียนบ่อยที่สุดคือครูขอย้ายกลับบ้าน เพราะการทำงานไกลบ้าน ไกลถิ่นฐานของตัวเอง มันเป็นความทุกข์ มันเป็นภาระ วันนี้น้อง ๆ ได้มีโอกาสไปทำงานในบ้านตัวเอง คำถามที่มีมาโดยตลอดว่าโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล อยู่ในชนบท อยู่ชายขอบ ทำยังไงถึงจะมีครูที่มีคุณภาพไปสอนเด็กเหล่านั้น ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่คือคำตอบ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5d9b95"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2206_ปัจฉิมนิเทศครูรักษ์ถิ่นรุ่นแรก-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ </strong>กล่าวต่อไปว่า การได้บรรจุเป็นครูทันทีแม้เป็นโอกาส แต่การต้องไปทำงานจริงในโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ย่อมมีความท้าทายทั้งงบประมาณและภาระงานบนข้อจำกัดมากมาย<strong> </strong>วันนี้นอกจากมาให้กำลังใจ ยังมาให้คำมั่นด้วยว่าครูรัก(ษ์)ถิ่นจะไม่สู้โดยลำพังอย่างแน่นอน กระทรวงศึกษาธิการนำโดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ จะร่วมสู้ไปกับทุกคน ตรงไหนที่เติมเต็มได้จะพยายามเต็มที่ ทำให้ทุกคนมีความสุขในการทำงานตรงกับนโยบายเรียนดีมีความสุข</p>



<p>“วันนี้เป็นวันที่น้องเก็บเกี่ยวความสุข แล้วก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจกับตัวเองมากที่เราจบการศึกษา วันนี้เราเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน ความหวัง ฉะนั้นหลังจากทำงานไปแล้ว 1 ปี 2 ปี&nbsp; 3 ปี หรืออาจจะเป็น 10 ปี อย่าลืมความฝันของเรา ความฝันที่เราจะกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ความฝันที่เราอยากจะกลับไปพัฒนาเด็ก ๆ อย่าให้กระแสสังคมมาเปลี่ยนเจตคติของเรา ขอให้กำลังใจน้อง ๆ ทุกคน เราจะจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4dc75b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/รศ.ดร.ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล </strong>กล่าวว่า ในฐานะที่มีส่วนร่วมกับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นตั้งแต่เริ่มต้น ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มองเห็นความสำคัญของการสร้างครูที่มีคุณภาพสูงให้กับประเทศไทย บัณฑิตใหม่ของเราจบการศึกษาหลักสูตรปฐมวัยและประถมศึกษา ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ในช่วง 12 ปีแรก ครูปฐมวัยและประถมศึกษาจะได้เห็นช่วงเวลาของการเติบโตจากวัยอนุบาลที่ยังเปราะบางไปสู่ชั้นประถมที่เริ่มมีรากฐานจิตใจที่มั่นคง นี่คือความสุขและความภาคภูมิใจของครู</p>



<p>อย่างไรก็ตามเชื่อว่าวันนี้คือหนึ่งวันที่ทุกคนมีความสุข แต่การทำงานทุกอย่างจะมีปัญหาอุปสรรคอยู่เสมอ อยากให้ทุกคนมองว่าสิ่งนั้นคือความท้าทาย และมีความมั่นคงทางจิตใจและยังคงมีความสุขกับการผู้ให้ เพื่อที่จะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปได้</p>



<p>“ในการเป็นครูเราต้องเจอเด็กหลากหลาย ทั้งคนที่เก่งช่วยเหลือตัวเองได้ มีคนปานกลางทั่วไป และมีเด็กที่ต้องการได้รับการช่วยเหลือดูแลพิเศษ เชื่อว่าการได้รับกระบวนการบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย 4 ปี จะทำให้บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นของเรามีเครื่องมือ ความรู้ เทคนิค และสำคัญคือมีประสบการณ์เพียงพอในการดูแลลูกศิษย์ทุกคน ทุกประเภท และครูทุกคนจะไม่โดดเดี่ยว เพราะแม้จะเข้าสู่ช่วงปฏิบัติงานจริงแล้ว ก็ยังมีสถาบันมีคณะหนุนเสริมที่จะคอยติดตามให้กำลังใจ เพื่อให้ครูของเราทุกคนสามารถพัฒนาเด็ก ๆ ได้ต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5cad3a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นสำเร็จได้ด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกหน่วยงาน ดังคำว่า It takes a village to raise a child การสร้างคนหนึ่งคนต้องใช้พลังทั้งชุมชน ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จะเป็นเด็กกลุ่มแรกที่ได้รับโอกาสเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า หากทุกคนร่วมกันพัฒนาครูที่มีจิตใจรักถิ่นฐานบ้านเกิด มีความตั้งใจในการไปพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและลูกหลานในพื้นที่ให้ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลจะลดลง</p>



<p>“เราหวังเป็นอย่างยิ่งเลยว่านักเรียนกลุ่มแรกที่น้อง ๆ ได้สัมผัส และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตเขา จะสร้างความหวังให้เกิดขึ้นในชุมชน และเป็นความหวังให้กระทรวงศึกษาธิการได้มีโอกาสสนับสนุนให้น้อง ๆ มีความก้าวหน้าในวิชาชีพครู และด้วยพลังของครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ตรงนี้ รวมกับน้อง ๆ อีก 4 รุ่น รวมกว่า 1,500 คน จะเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกับระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าน้อง ๆ จะเจอปัญหาหรืออุปสรรคอะไร เจอความยากในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้นึกย้อนถึงวันแรกที่เราตัดสินใจจะเป็นครู โดย กสศ. และอีก 5 หน่วยงานในโครงการ เรายินดีที่จะช่วยส่งเสริมน้อง ๆ ต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1fd7ea"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อุดม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. </strong>กล่าวว่า บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นคงรูู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทุกคนในวันนี้ คือครูอาจารย์ที่ดูแลน้อง ๆ มาตลอด 4 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ลงไปค้นหาคัดเลือก จนถึงวันนี้ที่สำเร็จการศึกษา และหลังจากนี้ที่ทุกคนจะแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ครูในพื้นที่ของตัวเอง ครูอาจารย์ก็จะยังไม่ปล่อยมือจากไป&nbsp;</p>



<p>สำหรับเส้นทางของครูรัก(ษ์)ถิ่นที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 ถึงวันนี้ที่นักศึกษารุ่นท่ 1 จบการศึกษาในปี 2567 เชื่อว่าทุกคนรู้ว่ากว่าที่จะก้าวเข้าไปในมหาวิทยาลัยนั้นไม่ง่าย และตลอด 4 ปีที่ผ่านมาก็ยิ่งเหนื่อยกับการเรียนและกระบวนการบ่มเพาะต่าง ๆ แต่เชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าเราเหนื่อยเพื่ออะไร และเป้าหมายของเราคือสิ่งใด&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การมาถึงตรงนี้ได้ คือข้อพิสูจน์ว่าทุกคนมีฝีมือ มีความสามารถไม่แพ้ใคร และจากวันนี้ไป อยากให้ทุกคนรักในวิชาชีพด้วยหัวใจ จดจำวันที่เราตั้งใจอยากเป็นครูเอาไว้ และเพิ่มพูนอุดมการณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ปล่อยให้ไฟมอดดับไปตามเวลา จนวันหนึ่งข้างหน้าที่พวกเราจะเติบโตและก้าวไปเป็นผู้ให้ความรู้และแนวทางในการเป็นครูที่ดีกับคนรุ่นต่อ ๆ ไป ขออวยพรให้ทุกคนโชคดี และจำไว้ว่า กสศ. จะยังอยู่กับครูรัก(ษ์)ถิ่นทุกคนไปอีกตลอดหลายปีจากนี้ แล้วพบกันในโอกาสต่อไป”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220624/">6 หน่วยงานร่วมแสดงความยินดี “ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก” สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 11 สถาบันผลิตครู เตรียมบรรจุ 285 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลตุลาคมนี้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศธ. ชื่นชมโมเดล Work &#038; Study จากความร่วมมือ KFC กสศ. ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ปรับการศึกษาให้ยืดหยุ่นตามแนวทาง Thailand Zero Dropout</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-050624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jun 2024 08:01:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[KFC ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82520</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ในงานเปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050624/">ศธ. ชื่นชมโมเดล Work & Study จากความร่วมมือ KFC กสศ. ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ปรับการศึกษาให้ยืดหยุ่นตามแนวทาง Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567<strong> </strong>ในงานเปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซี สร้างหลักสูตรการศึกษานอกกรอบ หรือ “หลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ” เพื่อนำร่องการศึกษาที่ยืดหยุ่น ให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ผ่านการทำงานและเรียนไปพร้อมกัน โดยความร่วมมือของ<strong>เคเอฟซี ประเทศไทย </strong>กับ<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> และ<strong>ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37190d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-117-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong> <strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)</strong> กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาบอกเล่าว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังขับเคลื่อนการศึกษาหลายเรื่อง โดยจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนการทำงานด้านการศึกษาร่วมกัน ซึ่งความร่วมมือของเคเอฟซี ประเทศไทย กสศ. และศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ที่นำร่องสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่น่ายกย่องและนำเสนอเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>



<p>“ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการพยายามขับเคลื่อนประเด็นด้านการศึกษาหลายเรื่อง เพื่อผลักดันให้นโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พยายามยกระดับการศึกษา หาแนวทางที่ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีเครื่องมือและระบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ทันสมัยจะเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา หาแนวทางให้เด็กสามารถเรียนรู้ แล้วก็หาประสบการณ์เพื่อที่จะนำไปพัฒนาตัวเอง</p>



<p>“โจทย์ของเรา คือ ทำอย่างไรที่จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา คุณครูสามารถพัฒนาการสอนได้ทุกที่ทุกเวลา ทำอย่างไรแหล่งความรู้ในเมืองหลวงจะสามารถเผยแพร่ไปในส่วนภูมิภาคได้ ทำอย่างไรรูปแบบการเรียนการสอนที่ กำลังใช้อยู่ในโรงเรียนชั้นนำจะสามารถไปถ่ายทอดในโรงเรียนส่วนภูมิภาค ในโรงเรียนพื้นที่ชายขอบได้</p>



<p>“นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังประกาศใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต ธนาคารเครดิต (Cradit Bank) และการรับรองประสบการณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดการถ่ายโอนหน่วยกิตหรือเทียบวุฒิการศึกษา และพัฒนา Skill Certificate ด้วยความตระหนักว่า ในปัจจุบันหลายองค์กรและหน่วยงาน ได้ปรับแนวทางในการรับเด็กเข้าทำงาน ไม่ได้รับคนเข้าทำงาน โดยดูจากวุฒิการศึกษาเหมือนในอดีต แต่ดูจากความสามารถในการทำงาน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง Skill Certificate คือหลักฐานที่ใช้บ่งบอกว่า แต่ละคนมีความสามารถด้านไหนบ้าง และต้องเรียนรู้หรือเพิ่มทักษะด้านใด เพื่อใช้พัฒนาความสามารถในแต่ละสายงาน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-543a3d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3770c9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์</strong> กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ กำลังร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติอ้างอิงอาเซียนและมาตรฐานสากลของหน่วยผลิตและพัฒนากำลังคน สร้างมาตรวัดความสามารถที่สอดคล้องกับการพัฒนากำลังคนของประเทศในอนาคต</p>



<p>เช่นเดียวกับความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และภาคเอกชนที่มาร่วมขับเคลื่อนประเด็นด้านการศึกษาในหลาย ๆ ด้าน อาทิ โครงการ Thailand Zero Dropout  เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ โดยได้พยายามขยายโครงการ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปในหลายจังหวัด เพื่อแสดงจุดยืนให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาในยุคปัจจุบัน กำลังพยายามสร้างความยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เพราะทราบดีว่า การแก้ปัญหาด้วยการปรับหลักสูตรเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน การปรับหลักสูตรแต่ละครั้ง ในแง่ของการแก้ไขกฎหมาย เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ซึ่งอาจจะไม่ทันกับปัญหาในหลาย ๆ เรื่องที่เผชิญอยู่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60f270"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-117_PHOTO4.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ศธ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องทำในวันนี้ คือ คิดนอกกรอบ ทำตัวให้มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้สถานศึกษาสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนได้ ระบบธนาคารหน่วยกิตเป็นหนึ่งในกลไกนั้น และพยายามออกแบบ แนวทางความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่อยากรับนักเรียนเข้าไปทำงานพาร์ตไทม์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้จากการทำงาน เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และสร้างรายได้ระหว่างช่วงปิดภาคเรียน หาช่องทางให้สามารถรับนักเรียนสายสามัญที่มีความต้องการด้านนี้ เข้าทำงานได้โดยไม่ผิดกฎหมายแรงงาน</p>



<p>“กระทรวงศึกษายุคใหม่ จะเป็นแซนด์บ็อกซ์ที่ให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ มาช่วยกันออกแบบแนวทางและระบบการศึกษาร่วมกัน โดยสิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้ คือ ต้องไปสร้างความเข้าใจ ด้านนโยบายเรื่องความยืดหยุ่นทางการศึกษาและความร่วมมือกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนหลักสูตรนอกกรอบในแนวทางเดียวกับความร่วมมือของเคเอฟซี ในการเปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซี และสร้างหลักสูตรนอกกรอบ หรือหลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อปลดล็อกกำแพงต้นทุนชีวิตให้กับเยาวชนไทยในอีกหลาย ๆ พื้นที่หลาย ๆ จังหวัด และขอยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมที่จะทำงานกับทุกภาคีและเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไปด้วยกัน”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050624/">ศธ. ชื่นชมโมเดล Work & Study จากความร่วมมือ KFC กสศ. ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ปรับการศึกษาให้ยืดหยุ่นตามแนวทาง Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. หารือการทำงานร่วมกับ รมว.ศธ. จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคร่วมกัน ผ่านความร่วมมือโครงการต่างๆ ของ กสศ. และศธ.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-201023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Oct 2023 11:30:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73548</guid>

					<description><![CDATA[<p>พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-201023/">กสศ. หารือการทำงานร่วมกับ รมว.ศธ. จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคร่วมกัน ผ่านความร่วมมือโครงการต่างๆ ของ กสศ. และศธ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และคณะผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ได้ ร่วมหารือและประสานการทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. และคณะเข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงาน</p>



<p>ผู้จัดการ กสศ. ได้รายงานข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปีการศึกษา 2566 และผลการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนในสังกัด สพฐ. สอศ. และ สช. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ครัวเรือนมีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้สามารถศึกษาต่อทั้งในและนอกระบบการศึกษาจนเต็มศักยภาพเพื่อเป็นกำลังคนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ.ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6 สังกัดดูแลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษในระบบการศึกษาประมาณ 1.2 ล้านคน และพัฒนาการค้นหาและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งช่วยให้เด็กกลุ่มเป้าหมายกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนภายใต้เครือข่ายข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนการผลิตพัฒนาครูให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารมากกว่า 1,500 แห่ง พร้อมทั้งส่งเสริมการระดมความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน รวมทั้งการระดมทรัพยากรจากภาคเอกชน และการเสนอโครงการเพื่อออกสลากการกุศล เป็นต้น</p>



<p>ทั้งนี้ ภายหลังจากการรับฟังข้อมูล พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ศธ. และ กสศ. ให้ร่วมกันบูรณาการทรัพยากรเพื่อสนับสนุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาร่วมกัน เช่น การสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่กลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษาสังกัด ศธ. โดยเฉพาะเยาวชนจากครัวเรือนยากจนที่ต้องการศึกษาต่อสายอาชีพในสังกัด สอศ. ทั้งหลักสูตร ปวช. ปวส. และหลักสูตรระยะสั้นที่เน้นจบการศึกษาในเวลาสั้น เพราะเห็นร่วมกันว่าเป็นรูปแบบการเรียนที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีความยากจนพิเศษเรียนเพื่อมีงานทำได้ และหาแนวทางสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อให้เยาวชนได้เข้าเรียนสายอาชีพให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาดแรงงาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5cc897"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/43-กสศ.-หารือการทำงานร่วมกับ-รมว.ศธ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ครูเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณภาพทางการศึกษา จำเป็นที่จะต้องหามาตรการและแนวทางต่างๆ มาพัฒนาคุณภาพครู เช่น การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือครู ช่วยแบ่งเบาภาระงานด้านการดูแลนักเรียน</p>



<p>โดยกรณีนี้ ดร.ไกรยส ได้รายงานเพิ่มเติมว่า กสศ. ได้ทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาบูรณาการฐานข้อมูลความเสี่ยงของนักเรียน จัดทำ Data Catalogue แนวทางและกระบวนการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างครอบคลุมทุกมิติปัญหา ผ่านระบบ OBEC Care ให้สอดคล้องกับแนวทางการดูแลช่วยเหลือเด็กตามความต้องการเป็นรายบุคคล ซึ่งได้ดำเนินการเป็นโครงการนำร่องแล้วใน 28 เขตพื้นที่การศึกษา ในปีการศึกษา 2566 มีสถานศึกษา 1,050 แห่งทั่วประเทศ โดย สพฐ. และ กสศ. มีแผนจะขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หรือ ระบบ OBEC Care ให้ครอบคลุม 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศในปีการศึกษา 2567</p>



<p>ด้าน พล.ต.อ.เพิ่มพูน จึงได้มอบหมายให้ สพฐ. สรุปตัวเลขจำนวนครูที่ใช้ระบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงานส่วนนี้เพื่อนำมาออกแบบ วางแผนและวางแนวทางการขยายผลเพิ่มเติมจากพื้นที่นำร่องที่ได้ดำเนินการไปแล้วต่อไป</p>



<p>ขณะเดียวกัน ยังได้ร่วมกันหารือประเด็นอื่นๆ เช่น แนวทางการสร้างระบบแนะแนวของโรงเรียน ซึ่งนอกจากจะต้องมีครูแนะแนวที่ดีแล้ว ควรนำระบบรุ่นพี่มาช่วยแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนและการทำงาน การผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น พิจารณานำโครงการคุรุทายาทที่เคยทำมาแล้ว 13 รุ่น เพื่อให้มีรุ่นพี่คุรุทายาทช่วยสนับสนุนการทำงานต่อในโรงเรียนพื้นที่เป้าหมายหรือโรงเรียนปลายทาง ซึ่งอาจรวมเป็นโครงการเดียวกัน โดยควรหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน ศธ. เพื่อทำงานร่วมกัน โดยมีข้อเสนอให้ใช้ชื่อคุรุทายาทเพื่อให้ครอบคลุมการผลิตครูในระบบปิด</p>



<p>ที่ยังประชุมยังได้หารือด้านการแก้ปัญหาต่างๆ ของโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะการเดินทาง โดยเสนอให้ทดลองนำร่องการจัดการขนส่งให้นักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Stand Alone) เพื่อให้เด็กมีโอกาสไปเรียนในโรงเรียนคุณภาพ โดยสร้างแรงจูงใจในการทำงานของระบบขนส่งให้เพียงพอ เช่น เพิ่มเติมงบประมาณด้านการเดินทาง ฯลฯ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-201023/">กสศ. หารือการทำงานร่วมกับ รมว.ศธ. จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคร่วมกัน ผ่านความร่วมมือโครงการต่างๆ ของ กสศ. และศธ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เตรียมความพร้อมส่งบัณฑิตครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 คืนสู่โรงเรียนปลายทาง อุดช่องว่างขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-020623-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2023 09:28:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ค.ศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ร่วมมือ ร่วมใจ สร้างครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[คส.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อนันต์ พันนึก]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68213</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2565 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-020623-2/">กสศ. เตรียมความพร้อมส่งบัณฑิตครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 คืนสู่โรงเรียนปลายทาง อุดช่องว่างขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2565 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> โดยสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา จัดประชุมเชิงปฏิบัติ <strong>‘ร่วมมือ ร่วมใจ สร้างครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น’</strong> ครั้งที่ 1 ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางการผลิตและพัฒนาครูเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และขั้นตอนเตรียมการบรรจุและแต่งตั้งครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 โดยมีศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารและครูโรงเรียนปลายทาง สถาบันผลิตและพัฒนาครูที่เข้าร่วมโครงการ ทีมหนุนเสริมโรงเรียนในภูมิภาค คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานภาคีความร่วมมือ เข้าร่วม&nbsp;</p>



<p>การประชุมครั้งนี้เป็นวาระสำคัญของ <strong>‘<a href="https://www.eef.or.th/fund/teachereef/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</a>’</strong> ซึ่งดำเนินมาแล้ว 4 ปี โดยความร่วมมือ 6 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (คส.) ที่ช่วยสนับสนุนและพัฒนาโครงการร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้ที่นักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 เข้าสู่กระบวนการฝึกสอนและเตรียมบรรจุเป็นข้าราชการครู ณ โรงเรียนปลายทางในปีการศึกษา 2567</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dec1a0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.อนันต์-พันนึก.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อนันต์ พันนึก ผู้ช่วยเลขาธิการ<br>คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อนันต์ พันนึก ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน </strong>กล่าวว่า ปัญหาขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกลเป็นสิ่งที่ สพฐ. ประสบอยู่ในปัจจุบัน ด้วยหลักเกณฑ์วิธีการบางอย่างที่ทำให้ครูบรรจุใหม่อยู่ในพื้นที่ได้ไม่นาน โดยสาเหตุหลักที่พบคือ&nbsp;</p>



<p>1) เกิดจากหลักเกณฑ์ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้กับโรงเรียนทุกขนาด ว่าด้วยการคำนวณอัตรากำลังครูโดยใช้จำนวนนักเรียนเป็นฐาน ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารมีครูไม่ครบชั้น หรือไม่เพียงพอกับสัดส่วนการดูแลนักเรียน&nbsp;</p>



<p>2) ครูที่ได้รับการบรรจุในพื้นที่ห่างไกลส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในพื้นที่ ประกอบกับความต้องการเติบโตก้าวหน้าในอาชีพ ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งพื้นที่อื่นมีความพร้อมเรื่องการเดินทางที่สะดวกสบายและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า ดังนั้นเมื่อครูกลุ่มนี้ได้รับการบรรจุในพื้นที่ห่างไกลเป็นเวลา 2 ปีตามเกณฑ์แล้วจึงมักขอย้ายออก ขณะที่การบรรจุแต่งตั้งครูใหม่ไม่สามาถดำเนินการได้ทันที ทำให้ไม่สามารถหาครูทดแทนได้ จนเกิดภาวะขาดแคลนครู ส่งผลให้การเรียนรู้ของเด็กขาดความต่อเนื่อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f6382e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผลสำรวจล่าสุดของ สพฐ. ในวาระการเปิดสอบบรรจุครูเดือนมิถุนายน 2566 พบว่ามีตำแหน่งว่างในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาราว 30,000 อัตรา เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้สิ่งที่ตามมาคือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือการเติมครูเข้าไปในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลกลายเป็นอุปสรรค โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นของ กสศ. จึงก่อเกิดขึ้น โดยมีการพัฒนารูปแบบการผลิตและพัฒนาครูร่วมกับสถาบันต้นแบบและสถานศึกษาปลายทาง เป้าหมายหลักคือการแก้ปัญหาขาดแคลนครูของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการให้โอกาสกับเยาวชนที่มีศักยภาพในพื้นที่ และมีความตั้งใจที่จะกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ให้ได้รับการศึกษาในวิชาชีพครูภายใต้การดูแลของคณะทำงานโครงการ และเมื่อจบการศึกษาแล้วจะได้รับการบรรจุทันทีในโรงเรียนปลายทางที่กำหนดไว้”</p>



<p><strong>ดร.อนันต์ </strong>ระบุว่า จุดเด่นที่แตกต่างจากโครงการผลิตครูของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาคือ ครูรัก(ษ์)ถิ่นจะเป็นโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการระยะยาวว่าด้วยการรับนักศึกษาครูเพื่อนำมาผลิตและพัฒนาในระบบปิด จากการลงพื้นที่ค้นหา คัดกรอง และคัดเลือกเยาวชนผู้มีความสามารถ แต่ขาดแคลนโอกาส แล้วทำงานร่วมกับโรงเรียนปลายทางในภูมิลำเนาของนักศึกษา พร้อมกระบวนการส่งต่อจากโรงเรียนถึงมหาวิทยาลัย และจากมหาวิทยาลัยกลับคืนสู่โรงเรียนปลายทาง กระบวนการนี้จึงไม่ใช่เพียงสร้างความเปลี่ยนแปลงไปที่ตัวบุคคล หากยังเป็นการพัฒนาโรงเรียนปลายทางควบคู่กันไปด้วย</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-01.jpg" alt="" data-id="68222" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68222" class="wp-image-68222" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-04.jpg" alt="" data-id="68223" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-04.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68223" class="wp-image-68223" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>“การค้นหา คัดกรอง และคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมในพื้นที่ เพื่อผลิตและพัฒนาเป็นครูที่มีคุณภาพ พร้อมกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนาของตนเองนั้น ทาง สพฐ. และเขตพื้นที่การศึกษาได้เตรียมตำแหน่งรองรับไว้แล้ว เพื่อให้ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 ที่จะจบการศึกษาในปี 2567 สามารถเข้าไปเติมเต็มในโรงเรียนที่ขาดแคลนได้ทันที พร้อมกันนี้คณะทำงานยังเดินหน้าเตรียมหารือกับทุกฝ่าย เพื่อจัดกระบวนการรองรับบัณฑิตรุ่นต่อ ๆ ไป เพราะสิ่งสำคัญคือเราต้องวางแผนให้กับบัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นในอนาคต ว่าเมื่อจบการศึกษาแล้วจะมีขั้นตอนบรรจุในแต่ละอัตราอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในขั้นตอนเปลี่ยนผ่านจากสถาบันอุดมศึกษาสู่โรงเรียนปลายทาง และให้แต่ละเขตพื้นที่การศึกษาได้รับจัดสรรครูตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-02.jpg" alt="" data-id="68226" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68226" class="wp-image-68226" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-06.jpg" alt="" data-id="68227" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-06.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68227" class="wp-image-68227" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-06-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>“นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกที่จะสำเร็จการศึกษาในปี 2567 คือบัณฑิตครูในสาขาปฐมวัยและประถมศึกษา ซึ่งปัจจุบันเป็นสาขาที่ขาดแคลน โดยเฉพาะกับโรงเรียนกันดารห่างไกล โรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่สูง หรือโรงเรียนบนเกาะ ดังนั้นการได้รับครูปฐมวัยและประถมศึกษาเข้าไปเติมเต็ม จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจัดการเรียนการสอนได้ดีขึ้น สอดคล้องกับหลักเกณฑ์คำนวณอัตรากำลังในสถานศึกษาตาม ว.23 ของ ก.ค.ศ. ว่าในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ต้องมีครูวิชาเอกปฐมวัยและประถมศึกษาเป็นหลัก โดยการผลิตครูเพื่อแก้ปัญหาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด และเป็นการเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้กับโรงเรียนเหล่านี้”</p>



<p><strong>ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> กล่าวว่า เชื่อว่าคณะทำงานทุกฝ่าย พร้อมแล้วที่จะเปิดรับนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 เข้าสู่สถานศึกษา เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญช่วยขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าโรงเรียน 20,000 กว่าแห่งในสังกัด สพฐ. นั้นมีความแตกต่างเชิงพื้นที่ ฉะนั้นสิ่งที่โรงเรียนเหล่านี้ต้องการคือครูที่เป็นคนในพื้นที่ เพื่อความเข้าใจในบริบทของนักเรียน โรงเรียน สภาพแวดล้อม และทรัพยากร ทั้งยังจะช่วยลดอัตราการขอย้ายย้ายออกในระยะยาว </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3298f8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. </strong>กล่าวว่า ปีการศึกษา 2567 เป็นปีแรกที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกจำนวน 327 คน จะเข้าบรรจุและเริ่มจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. 281 แห่ง ครอบคลุม 44 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยโรงเรียนที่ประสบปัญหาขาดแคลนครูสูง จะได้รับครู 2 คน เพื่อแก้ปัญหาการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>กสศ. และภาคีทุกฝ่ายมีความมุ่งมั่นว่า ปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การเติมครูเข้าไปในโรงเรียน แต่กระบวนการผลิตและพัฒนาครูตลอดช่วง 4 ปี ที่ได้มีการปรับปรุงและนำเอานวัตกรรมที่ กสศ. ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น การจัดการเรียนการสอนโดยภาษาถิ่นหรือการสอนคละชั้น ได้มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาตามบริบทและเงื่อนไขของโรงเรียนในท้องถิ่นต่าง ๆ พร้อมด้วยหน่วยสนับสนุนที่จะเป็นที่ปรึกษาระยะยาว เพื่อให้การทำงานของครูในโรงเรียนปลายทางเกิดความยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d90ba4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กสศ. และ 5 หน่วยงานหลัก ทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณ มีกระบวนการผลิตและพัฒนาครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นละ 300 คน เป็นระยะเวลา 5 ปี ตลอดโครงการจะมีครูรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและเป็นผลผลิตจากท้องถิ่น ได้รับการป้อนกลับไปยังโรงเรียนปลายทางรวมทั้งสิ้น 1,500 คน</p>



<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่นทั้งหมดในโครงการ 1,500 คน จะปฏิบัติงานในพื้นที่คนละ 6 ปีเป็นอย่างต่ำ โดยมีสถาบันผลิตและพัฒนาครูติดตามดูแลด้วยรูปแบบ service learning หรือช่วยพัฒนาครูไปด้วยกันตลอดเส้นทางในระหว่างการจัดการเรียนการสอน ซึ่ง กสศ. และคณะทำงานทุกฝ่ายมีความตั้งใจว่ากระบวนการนี้จะเป็นต้นแบบเชิงนโยบายให้กับการผลิตครู เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในอนาคต</p>



<p>“กสศ. ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตลอด และขอเชิญชวนทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน มาร่วมกันต้อนรับและสนับสนุนครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก ที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในปีการศึกษา 2567 ให้มีความพร้อม มีทรัพยากร มีกำลังหนุนเสริม เพื่อสร้างและขยายให้ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ขยายผลออกไปได้ไกลกว่าในรั้วโรงเรียน โดยสร้างประโยชน์ไปถึงชุมชน สังคม และให้ผู้คนในวงกว้างได้เห็นความก้าวหน้าในการทำงานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาขาดแคลนครูของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล และสุดท้ายคือเพื่อให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นทั้ง 327 คนในรุ่นแรก สามารถเป็นต้นแบบให้กับรุ่นน้อง ๆ อีก 4 รุ่น และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนอีกจำนวนมากที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นครูต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-608c80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.พลรพี-ทุมมาพันธ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับขั้นตอนการบรรจุเพื่อไปเป็นครูในโรงเรียนปลายทาง <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา</strong> กล่าวว่า นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จะเข้าบรรจุรอบแรกในเดือนกรกฎาคม 2567 และรอบที่สองในเดือนตุลาคม 2567 นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญร่วมกัน สำหรับคุรุสภาถือเป็นเครือข่ายหนึ่งที่ทำงานร่วมกับ กสศ. พร้อมช่วยสนับสนุนเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาสำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 และรุ่นต่อ ๆ ไป โดยยึดถือในหลักเกณฑ์เดียวกันกับครูทุกคนที่จะเข้ารับการบรรจุ</p>



<p>สำหรับมาตรฐานวิชาชีพครู ปัจจุบันเป็นข้อบังคับฉบับที่ 4 ประกาศใช้เมื่อปี 2562 ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือ 1) มาตรฐานความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ 2) มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3) มาตรฐานการปฏิบัติตน หรือที่เรียกว่า ‘จรรยาบรรณของวิชาชีพ’ ซึ่งก่อนที่นักศึกษาครูจะเรียนจบและออกไปเป็นครู จะต้องผ่านขั้นตอนการสอบตามเกณฑ์กำหนด จึงจะสามารถไปปฏิบัติวิชาชีพครูได้ โดยข้อบังคับฉบับที่ 4 ระบุว่า นักศึกษาครูทุกคนที่จบการศึกษาจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (P License) โดยอัตโนมัติ หมายถึงการมีมาตรฐานความรู้จากการสอบผ่านวิชาครู ซึ่งปัจจุบันมุ่งไปที่การวัดทักษะมากกว่าตัวความรู้ โดยนักศึกษาต้องผ่านแบบทดสอบในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง (situation based) เพราะครูในยุคสมัยใหม่เมื่อเข้าบรรจุแล้วต้องมีความสามารถทำได้และทำเป็น  จึงต้องประเมินเชิงสมรรถนะโดยใช้การทดสอบเชิงสถานการณ์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ccbe87"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วน ‘ประสบการณ์ทางวิชาชีพ’ จะมาจากการฝึกสอนในโรงเรียน โดยหลักสูตรกำหนดไว้ว่าครูทุกคนต้องมีชั่วโมงฝึกสอนรวมกันอย่างน้อย 1 ปีการศึกษา ซึ่งในปีการศึกษา 2566 นี้ ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงแล้วตลอดทั้งปี ส่วนมาตรฐานการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน เป็นเรื่องการจัดการเรียนรู้และการปฏิบัติตนในฐานะครู รวมถึงการมีความสัมพันธ์กับชุมชนและผู้ปกครอง ซึ่งจะมีการประเมิน 3 ครั้งในทุกสิ้นปีการศึกษา ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 ถึงชั้นปีที่ 4 โดยคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด และส่งข้อมูลไปยังคุรุสภา</p>



<p>“ครูที่จะสอบบรรจุเข้ารับราชการจะต้องมีคุณสมบัติคือ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ไม่มีประวัติเสื่อมเสียในการปฏิบัติตน มีความรู้ความสามารถซึ่งผ่านการทดสอบและบ่มเพาะประสบการณ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และสำหรับนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น มีการประกาศไว้อย่างชัดเจนในหลักสูตรว่า เมื่อจบการศึกษาแล้วจะได้รับการบรรจุทันที </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-019a3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/16_ครูรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ถิ่น-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“อย่างไรก็ตาม สำหรับคำถามที่ว่าครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น หรือครูในโครงการอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันจะมีสิทธิ์มากกว่านิสิตนักศึกษาครูทั่วไปหรือไม่ ประเด็นนี้สามารถอธิบายได้ว่า กว่าที่จะได้รับสิทธิ์เหล่านี้ ครูกลุ่มนี้ต้องผ่านข้อกำหนดว่าด้วยหลักสูตรและการขัดเกลาเพื่อการปฏิบัติงานในบริบทเฉพาะ เพื่อให้ได้คุณสมบัติพิเศษที่เมื่อลงพื้นที่บรรจุแล้วจะปฏิบัติงานในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ทันทีและต่อเนื่องยาวนาน อีกทั้งข้อแม้ของการได้รับการบรรจุทันทีหลังจบการศึกษายังมีเงื่อนไขว่า ไม่สามารถโยกย้ายได้ตามข้อกำหนดโครงการที่ตกลงไว้ตั้งแต่ต้น ฉะนั้นจึงไม่อาจเรียกว่าเป็นสิทธิ์ แต่มองได้ว่าเป็นประโยชน์ของระบบการผลิตและพัฒนาครูแบบปิด โดยใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 4 ปี เพื่อให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นทั้ง 1,500 คน เข้าไปแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลโดยเฉพาะ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-020623-2/">กสศ. เตรียมความพร้อมส่งบัณฑิตครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 คืนสู่โรงเรียนปลายทาง อุดช่องว่างขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที &#8216;พลิกโฉมการศึกษาไทย&#8217; เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2022 12:22:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีนุช เทียนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[National Consultation for Transforming Education Summit]]></category>
		<category><![CDATA[คยองซอน คิม]]></category>
		<category><![CDATA[ชิเกรุ อาโอยางิ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Statement 2022]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวงานต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59212</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/">กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที ‘พลิกโฉมการศึกษาไทย’ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการพลิกโฉมการศึกษา (National Consultation for Transforming Education Summit) ผ่านระบบการประชุมทางไกล&nbsp;&nbsp;โดยมี โดย<strong> นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นายชิเกรุ อาโอยางิ ผู้อำนวยการ องค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ รองประธานสายงาน FTI Academy สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</strong> และ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมเป็นส่วนสำคัญกล่าวในหัวข้อแนวทางการพลิกโฉมการศึกษาไทยว่า&nbsp; การรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญมากต่อการทำงานด้านการศึกษา โดยเฉพาะประชากรในส่วน 5 &#8211; 10 % สุดท้าย คือกลุ่มที่เราต้องเข้าถึงให้ได้ เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 และทำให้พวกเขาได้เข้าถึงโอกาสในการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f37a7d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;ประชากร&nbsp; 5 &#8211; 10 % นี้ เราเรียกว่า ประชากรในหลักกิโลเมตรสุดท้าย (Last &#8211; mile) ซึ่งทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐหรือภาคเอกชน ต่างทราบดีว่าโจทย์ของหลักกิโลเมตรสุดท้ายเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายมากที่สุดเสมอ เป็นโจทย์ที่จะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจริง ๆ เราจึงใช้คีย์เวิร์ดสำคัญเรื่อง All for Education เพื่อบรรลุเป้าหมาย Education for All&nbsp; ร่วมกันให้ได้</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวต่อไปว่า การบรรลุไปสู่ All for Education จะต้องใช้มาตรการที่หลากหลาย และหลายหน่วยงานมาทำร่วมกัน อย่างมาตรการด้านข้อมูลสารสนเทศ เช่น ถ้าใช้เลข 13 หลักเป็นตัวตั้ง จะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการบูรณาการทุกสังกัด แม้ทุกสังกัดจะเปิดเทอมใกล้เคียงกัน แต่วงจรในการรวบรวมข้อมูลรายบุคคลไม่เหมือนกัน เช่น ข้อมูลจาก กทม.มี 400 กว่าโรงเรียนก็แบบหนึ่ง เมื่อเปิดเทอมใหม่ เด็กอาจย้ายไปตามไซต์ทำงานของพ่อแม่หรือกลับต่างจังหวัดไป ข้อมูลอาจไปอยู่ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. หรือหายไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ba0d0f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/นางสาวตรีนุช-เทียนทอง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ฉะนั้นการจะรวบรวมข้อมูลรายบุคคลมาจากทุก ๆ หน่วยงาน สู่ระบบข้อมูลเดียวกันเพื่อตรวจสอบเด็กตกหล่น จึงยังเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างมาก</p>



<p>ในส่วนของการทำงานด้านกระบวนการเหล่านี้ เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนตรงกันแล้ว ก็ไปสู่เรื่องของงบประมาณต่อไป การที่เรามีข้อมูลที่มีตัวตนชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณไปที่ตัวเด็กอย่างถูกต้องและรายงานผลได้อย่างไม่คลาดเคลื่อน</p>



<p>“ประเทศไทยภายใต้แนวคิด All for Education จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีระบบสารสนเทศที่ดี มีแนวทางประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมให้ได้ รวมถึงต้องมีนวัตกรรมทางการเมืองและการคลังด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab1215"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวเสริมว่า เป็นที่ทราบดีว่าเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19&nbsp; การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐมีแนวโน้มลดลง แนวทางและมาตรการในการใช้งบประมาณเพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 จึงมีความจำกัด แต่มีมิติที่หลากหลายขึ้น ดังนั้น การสร้างนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อดึงเงินจากภาคเอกชน หรือภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาหนุนเสริมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำให้รัฐมีงบประมาณที่เพียงพอในการจัดการศึกษาในภาวะโควิด-19 รวมถึงมีระบบคุ้มครองด้านสังคมต่าง ๆ อย่างครอบคลุมปัญหา</p>



<p>“ประเด็นสุดท้าย ผมจะขอเน้นย้ำตามข้อสรุปที่เคยเสนอไปตั้งแต่เมื่อปี 2563 คือ Area Based Education หรือการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ อย่างจังหวัดที่มีสภาหอการค้าจังหวัด หรือสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เขาจะรู้ความต้องการภาคแรงงาน รู้ความต้องการของทักษะตามแต่ละพื้นที่ต้องการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-965b1c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/1660238206670-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการศึกษา จึงต้องเป็นการปักหมุดหมายร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ให้สามารถผลิตบัณฑิตและกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวต่อไปว่า เมื่อขยับการทำงานมาในปี 2564 เรามีการประชุมนานาชาติ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ&nbsp; กสศ. และองค์กรระหว่างประเทศร่วมกันจัด ครั้งนั้นได้มีการเน้นย้ำความสำคัญไปที่เรื่องของครู เพราะภายใต้วิกฤตเป็นช่วงที่โรงเรียนต้องปิดและเปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์</p>



<p>&#8220;คุณครูคือความหวังสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนรู้ยังคงมีอยู่ได้ แต่คุณครูและสถานศึกษาจะเข้าไปอยู่ในระบบออนไลน์ ตรงนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญต่อการจะพลิกโฉมทางการศึกษา เพราะในสถานการณ์นี้ เราจะทำแบบเดิมไม่ได้อีก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7e0998"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การแก้ไขปัญหาทั้งหมดจึงเน้นหลักการขับเคลื่อนให้ทุก ๆ ภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา Last mile ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญและเราก็พยายามที่จะให้ข้อสรุปจากข้อตกลงที่เรียกว่า ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 มุ่งสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนและการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย &#8211; แปซิฟิก (Bangkok Statement 2022) เข้าไปอยู่ในการทำงานในอนาคต ของทั้ง กสศ.และหน่วยงานต่าง ๆ”</p>



<p>ดร.ไกรยส อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอในถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 แบ่งออกเป็นหลายด้าน แต่ที่อยากเน้นย้ำมี 4 ด้าน คือ 1.การเปิดเรียนอย่างปลอดภัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนทุกคน 2.กลยุทธ์การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ 3.ความเท่าเทียม การครอบคลุมและความเสมอภาคทางการศึกษา และ 4.การลงทุนทางการศึกษาที่ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a97b5a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/นายชิเกรุ-อาโอยางิ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายชิเกรุ อาโอยางิ ผู้อำนวยการ องค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การเปิดเรียนอย่างปลอดภัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนทุกคน ที่เราเน้นในด้านนี้เพราะอยากให้ทุก ๆ คนได้นึกถึงน้อง ๆ ในส่วนที่ยังไม่ได้กลับมาสู่โรงเรียน ทุกวันนี้แม้ว่าในโครงการพาน้องกลับมาเรียน ของรัฐบาล เราพาน้อง ๆ กลับมาได้สำเร็จพอสมควรในปี 2564 แต่พอปี 2565 ก็เหมือนวงจรต้องย้อนกลับมาให้เริ่มต้นใหม่</p>



<p>“เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบชื่อทั่วประเทศไปแล้ว หลังจากนี้ทุกโรงเรียนต้องไปติดตามว่ามีเด็กคนไหนที่หายไปจากการตรวจเช็คเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมาหรือไม่ และจะมีการตรวจสอบครั้งต่อไปในวันที่ 10 พฤศจิกายน เราต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย ต้องให้น้อง ๆ กลับมาได้ เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องมีมาตรการเรื่องการฟื้นฟูการเรียนรู้เป็นรายบุคคล เด็กคนไหนที่มีภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ต้องมีการติดตามเป็นรายบุคคล”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23661a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ดร.ไกรยส-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การทำงานตรงนี้จะต้องมีระบบติดตามกลุ่มเปราะบาง และอีกสิ่งสำคัญคือ การลงทุนด้านการศึกษา &#8220;นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปีที่เราใช้โอกาสตรงนี้พูดถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีการปรับอัตราให้เด็ก ๆ ทุกคนได้รับงบประมาณอย่างทั่วถึงกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กยากจนอีกกลุ่มที่เปราะบาง ถ้ามีการจัดการให้เด็กกลุ่มนี้อยู่ในเป้าหมายของเรียนฟรี 15 ปีด้วย เราก็จะสามารถขยับตรงนี้ได้เพิ่มเติมในอนาคต การฟื้นฟูให้เกิดความเสมอภาคได้อย่างแท้จริง จะต้องมีการลงทุนทางการศึกษาที่ดีขึ้นด้วยการจัดสรรงบประมาณตามหลักความเสมอภาคและเชื่อมโยงกับแผนคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งอย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/">กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที ‘พลิกโฉมการศึกษาไทย’ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เดินหน้า “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ปีที่ 4 เปิดรับสถาบันการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-teachereef-230622/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2022 18:00:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ค.ศ.)]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์ รองคณบดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=57434</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงแรมทีเค พาเลส ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ วันที่ 22 มิถุนา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-teachereef-230622/">กสศ. เดินหน้า “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ปีที่ 4 เปิดรับสถาบันการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรงแรมทีเค พาเลส ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ วันที่ 22 มิถุนายน 2565 &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมชี้แจงการเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อร่วมเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู “โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น” รุ่นที่ 4 ปีการศึกษา 2566 มุ่งพัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ  และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ได้เรียนครูจนจบปริญญาตรี และได้รับการบรรจุเป็นครูคุณภาพสูงในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเองทั้งหมด โดยมีเป้าหมายผลิตครูให้ได้จำนวน 1,500 คน ภายในระยะเวลา 9 ปี และเกิดการยกระดับการศึกษาและพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 600 โรงเรียน</strong></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า ปัจจุบันระบบการผลิตครูของประเทศยังไม่ตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งระบบการบรรจุครูของโรงเรียนในพื้นที่ทำให้ได้ครูที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นมากถึงร้อยละ 80 จนเกิดปัญหาครูย้ายออกจากโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลจำนวนมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้   กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงได้ดำเนิน <strong>โครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น”</strong> โดยร่วมกับ 6 หน่วยงานประกอบด้วย <strong>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา </strong> พัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ครูไม่ครบชั้น รวมถึงพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกันซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบและนโยบายสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทยที่มีอัตลักษณ์สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aa0c38"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/01-ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“</em>โครงการครูรัก<em>(</em>ษ์<em>)</em>ถิ่น<em> </em>มุ่งทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาต้นแบบที่ร่วมโครงการในลักษณะเครือข่าย<em> </em>ร่วมพัฒนาหลักสูตรสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีอัตลักษณ์<em> </em>สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชนแต่ละภูมิภาค<em> </em>และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู<em> </em>ให้ได้เรียนครูจนจบปริญญาตรีและได้รับการบรรจุเป็นครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเองทั้งหมด<em> </em>โดยนักศึกษาจะได้รับการบ่มเพาะให้เป็นครูของชุมชนที่มีคุณภาพสูง<em> </em>มีสมรรถนะทั้งทางวิชาการ<em> </em>และวิชาชีพ<em> </em>มีความสามารถพัฒนาผู้เรียนและชุมชนเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนได้<em> </em>ถือเป็นการลงทุนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ตรงจุด<em> </em>สอดคล้องกับปัญหาของประเทศ<em>”  </em>รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี กล่าว</p>



<p>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. ยังกล่าวอีกว่า “โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงานผลิตและพัฒนาครูตั้งแต่ปี<em> 2563-2571 </em>มีเป้าหมายผลิตครูให้ได้จำนวน<em> 1,500 </em>คน<em> </em>ปัจจุบันเป็นปีที่<em> 4 </em>มีนักเรียนที่ได้รับโอกาสเข้าศึกษาต่อเข้าเรียนครูในสาขาประถมศึกษาและปฐมวัยรวมทั้งสิ้น<em> 861 </em>คน<em> </em>และมีเป้าหมายในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำนวน<em> 696 </em>แห่ง<em> </em>โดยมีสถาบันผลิตและพัฒนาครูเข้าร่วมโครงการจำนวน<em> 16 </em>สถาบัน<em>”</em></p>



<p><strong>ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์ รองคณบดี คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งใน 16 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมกับ กสศ. ในการพัฒนาครูรัก(ษ์)ถิ่น มาตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวว่า ในอดีตการผลิตครูจะเป็นไปตามหลักสูตรของคุรุสภา แต่ในโครงการนี้เริ่มจากต้องปรับกระบวนการคิดและทำงานโดยเข้าไปค้นหาตัวเด็กแทน และต้องปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์กับพื้นที่ของชุมชน โดยครูจะต้องมีทักษะการสอนที่หลากหลาย สามารถสอนได้ทุกระดับชั้น เพราะในพื้นที่ห่างไกลมีครูน้อย และหลักสูตรที่ได้พัฒนาร่วมกับ กสศ. นั้นยังมีความแตกต่างจากเดิม เพราะเกิดจากการลงพื้นที่สอบถามทางโรงเรียนและชุมชนว่าต้องการครูที่มีคุณสมบัติแบบไหน แล้วสถาบันก็จะพัฒนาครูให้มีทักษะตรงกับที่ชุมชนนั้นๆ ต้องการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-884cc8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/02-อนุชา-พิมศักดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์ รองคณบดี คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา<br>มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“</em>สิ่งที่แตกต่างคือการเป็นครูของท้องถิ่นจากคนในท้องถิ่นจริงๆ<em> </em>มีทักษะในการเป็นนักพัฒนาชุมชน<em> </em>เพราะสภาพพื้นที่ในจังหวัดกาฬสินธุ์<em> </em>เป็นภาคการเกษตรที่หลากหลาย<em> </em>ดังนั้นครูรัก<em>(</em>ษ์<em>)</em>ถิ่นจึงต้องมีความรู้เรื่องการเกษตรที่ยั่งยืน<em> </em>มีความเข้าใจในศาสตร์ของพระราชา<em> </em>มีความรู้เรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง<em> </em>มีทักษะการเกษตรที่สามารถประยุกต์ใช้ในท้องถิ่นและนำเข้าสู่ชุมชนและสร้างความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชนได้จริง<em>”</em></p>



<p><strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีการศึกษา 2566 กำลังเปิดรับสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์หรือคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการประถมศึกษา หรือการศึกษาปฐมวัย และมีแนวคิดในการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอน พัฒนาเด็กและเยาวชนได้ตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกัน&nbsp; โดยสามารถยื่นข้อเสนอโครงการ ผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ www.eef.or.th&nbsp; ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2565 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2565&nbsp; หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 079 5475 ต่อ 5</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-teachereef-230622/">กสศ. เดินหน้า “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ปีที่ 4 เปิดรับสถาบันการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง&#8230;โรงเรียน กสศ. ศธ. ปตท. ผนึกกำลังครูทั่วประเทศ ติดตามเด็กยากจนพิเศษชั้นรอยต่อที่เสี่ยงหลุดจากระบบ  ปิดช่องว่างพาน้องกลับมาเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-210622/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jun 2022 10:27:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[ตชด.]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนไทรน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ยางกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง...โรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=57146</guid>

					<description><![CDATA[<p>เด็กทุกคนต้องได้เรียนต่อ กสศ. ศธ. ตชด. อปท. สช. สร้างกล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210622/">เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง…โรงเรียน กสศ. ศธ. ปตท. ผนึกกำลังครูทั่วประเทศ ติดตามเด็กยากจนพิเศษชั้นรอยต่อที่เสี่ยงหลุดจากระบบ  ปิดช่องว่างพาน้องกลับมาเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เด็กทุกคนต้องได้เรียนต่อ กสศ. ศธ. ตชด. อปท. สช. สร้างกลไกช่วยเหลือและติดตามนักเรียน ในช่วงชั้นรอยต่อ ป.6 และ ม.3 ที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาให้กลับมาเรียน ภายใต้โครงการพาน้องกลับมาเรียน</p>



<p><strong>ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> เปิดเผยในเวทีเสวนา “เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง&#8230;โรงเรียน” ซึ่งจัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการ ว่าในปีการศึกษา 2563-2564 พบมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 238,000 คน จึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วนเดินหน้าติดตามพาน้องกลับมาเรียน ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือเพียง 17,000 คนเท่านั้นที่ยังตามกลับเข้ามาไม่ได้ กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งศูนย์ประสานงานตามน้องกลับมาเรียน ติดตามเด็กกลุ่มนี้ให้กลับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8bb9b5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/Photo2_New-เปิดเทอมใหม่-ยังมีเด็กไปไม่ถึง...โรงเรียน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การตามนักเรียนให้กลับมาถือว่ายากแล้ว แต่ที่สำคัญกว่าคือทำอย่างไรไม่ให้ต้องหลุดออกไปอีกครั้ง เพราะปัญหาของเด็กที่มีความซับซ้อนมากกว่าแค่ 1 เรื่อง จึงมองแต่ตัวเด็กไม่ได้ แต่ต้องมองไปถึงผู้ปกครองด้วย ทั้งเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ถ้าจะให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จทุกหน่วยงาน ทั้ง กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ฯลฯ จะต้องร่วมกันดูแลอย่างเป็นระบบไปจนถึงตัวผู้ปกครอง ซึ่งโรงเรียนเองก็จะเป็นหัวใจหลักในการประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่”</p>



<p><strong>ในเวทีเสวนา ยังได้ยกกรณีตัวอย่างกลไกการช่วยเหลือ “น้องนนท์” (นามสมมติ) นักเรียนชั้น ม.1 อายุ 14 ปี ซึ่งเคยเรียนอยู่ในโรงเรียนเอกชนสองภาษา มีผลการเรียนระดับดีมาก จากวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ครอบครัวเกิดปัญหาความยากจนเฉียบพลัน ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม จึง ทำให้ “น้องนนท์”&nbsp; ไม่มีสิทธิสอบ ไม่มีสิทธิเข้าเรียน จนในที่สุดต้องหลุดจากระบบไป 1 ปีการศึกษา&nbsp; เปิดเทอมปีการศึกษา 2565 มาหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ได้กลับไปเรียน</strong></p>



<p><strong>นายปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี</strong> เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาและนำ “น้องนนท์” กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ด้วยการใช้ “ไทรน้อยโมเดล” โดยทำงานร่วมกันกับศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤติทางการศึกษา กสศ. &nbsp; ด้วยแนวทางรับเด็กเข้าเรียนทันที&nbsp; แม้จะเปิดเทอมมาแล้วกว่า 1 เดือน&nbsp; เพราะเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันที่ยิ่งทำให้เด็กเสียโอกาส ปัญหาที่โรงเรียนเก่าค่อยมาหาทางแก้ไขกันทีหลัง ขอให้เด็กได้กลับมาเรียนก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายรายหัว ค่าหนังสือ และอื่นๆ ทางโรงเรียนไม่ได้คำนึงถึงตรงนี้ เพราะสามารถนำไปเฉลี่ยกับเด็กทั้งหมดได้</p>



<p>“ไทรน้อยโมเดล เป็นระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่มีปัญหา โดยไม่ใช่แค่การพาเด็กกลับเข้าระบบมาแล้วส่งเข้าห้องเรียนแค่นั้น แต่จะมีการสำรวจความพร้อม และความต้องการของเด็กหลังจากหยุดเรียนไป 1 ปี และจัดทำโปรแกรมการฟื้นฟูทุกด้าน โดยความร่วมมือของทุกฝ่ายในโรงเรียน  และมีการประสานนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลเพราะการหยุดเรียนไปนานส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจพอสมควร ซึ่งโรงเรียนของเรามีความเชื่อว่าเมื่อเด็กอยากเรียนแล้วเขาก็จะมีพลังบวกในตัวเอง โดยตอนนี้ น้องนนท์ได้กลับมาเข้าเรียนต่อในระดับ ม.2 แล้ว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a23cb3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/Photo1_New-เปิดเทอมใหม่-ยังมีเด็กไปไม่ถึง...โรงเรียน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)</strong> เปิดเผยว่า การพาน้องกลับมาโรงเรียนได้ จะได้รับการดูแลและสวัสดิการต่างๆ ที่รออยู่ที่โรงเรียน เช่น ทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ทุนเสมอภาค นมโรงเรียน อาหารกลางวัน&nbsp; ซึ่งครอบครัวก็ได้รับประโยชน์ตรงนี้ด้วย โรงเรียนจึงเป็นพื้นที่ที่มีความหมายมากกว่าการไปเรียนหนังสือ ดังนั้นการพาเด็กกลับมาได้นับแสนคนจึงถือว่าเป็นคุณูปการต่อตัวเด็ก ครอบครัว และสังคม ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ในระยะยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>กสศ. ร่วมกับโรงเรียน 17,432 แห่ง 4 สังกัด (สพฐ. ตชด. อปท. สช.) ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมที่นักเรียนยากจนพิเศษ ช่วงชั้นรอยต่อ เคยศึกษาในภาคเรียนที่ 2 /2564 เพื่อติดตามสถานะการศึกษาต่อของนักเรียน และให้กลับมารับทุนการศึกษาลมหายเพื่อน้องที่โรงเรียน เนื่องจากคุณครูมีประสบการณ์ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ติดตามนักเรียนกลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิด</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> <strong>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</strong> กล่าวว่า หลังเปิดเทอมยังมีเด็กจำนวนมากที่ไปไม่ถึงโรงเรียน หนึ่งในปัญหาที่สำคัญคือปัญหาความยากจนเฉียบพลัน โดยข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเด็กนักเรียนใน กทม.ผู้ปกครองจะมีค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมประมาณ 37,000 บาทต่อคน  ต่างจังหวัดจะอยู่ที่ 17,800 บาทต่อคน ดังนั้นถ้าเราไม่ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจให้กับผู้ปกครอง โอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะได้ไปต่อก็ยากขึ้น และยังพบว่าเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดสูงนั้นจะมีปัญหามากกว่า 1 เรื่องทั้งเศรษฐกิจ ครอบครัว การหย่าร้าง และสุขภาพ โดยตัวอย่างการทำงานในหลายพื้นที่ของโครงการพาน้องกลับมาเรียนในวันนี้ทำให้เห็นว่าสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้จริง แต่หลังจากนี้จะต้องมีนโยบายเข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้เด็กหลุดซ้ำ เพราะตอนนี้เราดึงกลับมาได้แล้วกว่า 2 แสนคน ต้องหาทางประคับประคองไม่ให้กลุ่มนี้หลุดซ้ำ สิ่งที่ช่วยได้ก็คือเรื่องของทุน การมีงานทำ และการมีครูที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤติ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-293331"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/Photo3_New-เปิดเทอมใหม่-ยังมีเด็กไปไม่ถึง...โรงเรียน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทุกปัญหาในครอบครัวทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การมีงานทำ ปัญหาสังคม ผลกระทบทุกอย่างจะตกไปอยู่ที่ตัวเด็กทั้งหมด ดังนั้นการแก้ปัญหา จึงต้องเข้าไปแก้ปัญหาถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง จึงมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนที่ต้องมีการกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันในการดูแล และในภาวะแบบนี้ควรจะต้องพลิกมุมมองจากการดูแลเด็กจากเด็กเก่งและดี เป็นดูให้เด็กรอด และต้องบูรณาการการทำงานของ 4 กระทรวงในทุกๆ พื้นที่ โดย กสศ.จะทำหน้าที่ป้องกันให้พ้นวิกฤติ แล้วส่งต่อให้จังหวัดดูแลต่อในระยะยาว”</p>



<p>“โครงการพาน้องกลับมาเรียน” เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ 14 องค์กร และเอกชน เพื่อสร้างกลไกการค้นหาและติดตามเด็กที่ประสบปัญหาความยากจน พิการซ้ำซ้อน ไม่มีค่าเดินทาง ต้องเสียสละให้น้องเรียน ไม่ได้จ่ายค่าเทอม ไม่มีวุฒิไปเรียนต่อ จนทำให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการร่วมกันพาน้องกลับโรงเรียน&nbsp; โดยมีบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ร่วมสมทบเงินบริจาค 150 ล้านบาท จากโครงการลมหายใจเพื่อน้อง เพื่อช่วยนักเรียนช่วงชั้นรอยรอยต่อที่หลุดนอกระบบ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210622/">เปิดเทอมใหม่ ยังมีเด็กไปไม่ถึง…โรงเรียน กสศ. ศธ. ปตท. ผนึกกำลังครูทั่วประเทศ ติดตามเด็กยากจนพิเศษชั้นรอยต่อที่เสี่ยงหลุดจากระบบ  ปิดช่องว่างพาน้องกลับมาเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2021 12:00:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุภัทร จำปาทอง]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ]]></category>
		<category><![CDATA[ด้อยโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48054</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขยายการช่วยเหลือนักเรียนยากจน-พิการ-ด้อยโอกาสสังกัดเอกช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/">เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขยายการช่วยเหลือนักเรียนยากจน-พิการ-ด้อยโอกาสสังกัดเอกชนโรงเรียนประเภทสายสามัญทั่วประเทศ 3,900 แห่ง หวังเป็นฐานข้อมูลช่วยเหลือติดตามนักเรียนอย่างทันท่วงที รวมถึงพัฒนาครูและสถานศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนเพิ่มสมรรถนะในศตวรรษที่ 21</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ดร.กนกวรรณ  วิลาวัลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การวิจัยพัฒนาคุณภาพครู และสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8364e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-06.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ &nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</span> </strong>&nbsp;กล่าวว่า &nbsp;วันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายดีที่ทำความร่วมมือกันระหว่าง ศธ.และ กสศ.ขับเคลื่อนระบบการศึกษาโดย&nbsp;</p>



<p>1. สนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การจัดสรรงบประมาณแบบมีเงื่อนไข เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และให้การช่วยเหลือนักเรียนยากจน&nbsp;</p>



<p>2. ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน นักเรียนพิการ และด้อยโอกาสให้ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามศักยภาพ&nbsp;</p>



<p>3. สนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือ ส่งเสริมนักเรียนยากจน นักเรียนพิการและด้อยโอกาส เพื่อลดความเลื่อมล้ำ ในการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพครูของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ &nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b314c6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โรงเรียนเอกชนมักจะถูกมองว่าเด็กมักจะมีฐานะดีแต่ในข้อเท็จจริงโรงเรียนเอกชนยังมีเด็กที่ด้อยโอกาสและผู้พิการ และครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้ใช้แอปพลิเคชันของ กสศ. ที่มีมาตรฐาน และได้ใช้มาในทุกระบบของการศึกษา ครั้งนี้จำนวนอาจจะยังไม่ได้เข้าเป้ามากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่กระทรวงศึกษาธิการจะรับไปปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงสถานศึกษาจำนวนมากขึ้น โอกาสต่อไปก็คือ นักเรียน ครู และสถานการศึกษา จะได้รับความร่วมมือจาก กสศ.เพื่อพัฒนาระบบการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาคือ พัฒนาระบบการศึกษาให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะพื้นที่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้ยากไร้” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว</p>



<p>ดร.กนกวรรณกล่าวด้วยว่า ด้วยข้อจำกัดของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครูและนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ต้องเรียนอย่างยากลำบาก ครูจึงต้องหาวิธีการให้นักเรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ในส่วนของการเรียนแบบ On-Site และ On-Hand ต้องทำด้วยความยากลำบาก เพราะต้องทำควบคู่กับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ยังหาช่องทางให้เด็กที่ด้อยโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมด้วย ซึ่งนับเป็นความเสียสละและความท้าทายของผู้บริหารและครูของโรงเรียนเอกชน จึงอยากขอบคุณจากใจ&nbsp;</p>



<p>สำหรับผู้ปกครองบางรายมีจำนวนมากที่เกิดภาระจากการว่างงาน เป็นข้อจำกัดของสภาพครอบครัว ส่งผลไปยังบุตรและลูกหลานในปกครอง &nbsp;วันนี้จึงเป็นวันสำคัญที่เราจะมาร่วมพัฒนาอนาคตที่สดใดของเด็กด้อยโอกาสให้มีความสุขมากขึ้น จึงอยากให้การทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง ศธ.และ กสศ. บรรลุวัตถุประสงค์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-497e23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นพ.สุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">นพ.สุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</span> </strong> กล่าวว่า เด็กยากจนจำนวนมากมีชีวิตที่ยากลำบากจนทนไม่ไหว ต้องหลุดจากระบบการศึกษา  กสศ.ทำงานครอบคลุมทั่วประเทศ  และขยายสังกัดเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ   </p>



<p>ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้มากกว่า 1.2 ล้านคน &nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรากังวล แม้ยังไม่หลุดจากระบบการศึกษา แต่ถ้ามาโรงเรียน ท้องยังหิว &nbsp;เดินทางด้วยความยากลำบาก หรือได้รับการเรียนการสอนไม่ตรงกับการใช้ประโยชน์ในชีวิต &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กสศ.จึงจัดงบประมาณลักษณะเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือด้านอาหารเช้า การเดินทาง การจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติม ให้ตรงกับประโยชน์ที่นักเรียนจะใช้ได้จริง &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>



<p>นพ.สุภกรกล่าวว่า การช่วยเหลือนักเรียนยากจนกลุ่มนี้ กสศ.เริ่มจากเด็กๆ ในสังกัด สพฐ. ซึ่งมีนักเรียนยากจนมากที่สุด และมีความพร้อมของข้อมูล  และได้ขยายไปสู่สังกัด อปท. ตชด.  ยังเหลือสังกัดที่ยังไม่ครอบคลุมอีก หนึ่งในนั้นคือสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช.   กสศ.จึงพยายามต่อสู้เรื่องงบประมาณมาอย่างน้อย 3 ปี  ในปีนี้มีโอกาสเริ่มต้นดำเนินการร่วมกับ สช. เป็นปีแรก     </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb5e56"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การดำเนินงานจะมีเงื่อนไขคือ การใช้เครื่องมือการคัดกรองความยากจนด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test : PMT) &nbsp; ของ กสศ. เพื่อให้รัฐบาล รัฐสภา สำนักงบประมาณ มั่นใจว่าสนับสนุนงบประมาณถูกคน ยากจนจริง &nbsp;ทั้งนี้ความร่วมมือยังนำมาสู่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว ครอบคลุมเด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ครอบคลุมสถานศึกษาสังกัด สช.กว่า 3,902 แห่ง&nbsp;</p>



<p>นพ.สุภกรกล่าวว่า &nbsp;ในปีแรก กสศ.จะเริ่มต้นทำงานกับโรงเรียนเอกชนประเภทการกุศล 566 แห่งจากการคัดกรอง สามารถช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค สังกัด สช.ได้จำนวน 2,500 คน &nbsp; &nbsp;ที่จะได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขคนละ 3,000 บาท/ปี เพื่อบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน ค่าครองชีพ ค่าอาหารเช้า พร้อมทั้งมีระบบติดตามการมาเรียน ผลการเรียน และการเจริญเติบโตของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง &nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ada7b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตามการสนับสนุนอาจยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เราเชื่อว่าอาจมีจำนวนนักเรียนที่ยากลำบากมากกว่านี้หลายเท่า &nbsp; ซึ่งรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าจะต้องมีการสำรวจคัดกรองเร็วขึ้น เพื่อสามารถจัดทำงบประมาณ ช่วยเหลือนักเรียนกว้างขวางขึ้นในปีถัดไป &nbsp;ความร่วมมือครั้งนี้ กสศ.ยังสนับสนุนโรงเรียนสังกัด สช. เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเองรุ่นที่ 2 ประมาณ 27 แห่ง &nbsp;ครอบคลุมนักเรียนที่จะได้รับประโยชน์และยกระดับคุณภาพการศึกษา จำนวน 10,000 คน &nbsp;ในการหาวิธีการจัดการเรียนการสอน &nbsp;สอดคล้องกับความจำเป็นในชีวิตของเด็ก และสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ ของ กระทรวงศึกษาธิการ&nbsp;</p>



<p>“ข้อจำกัดของการช่วยเหลือเป็นรายคน คือ ถ้างบประมาณหมด หรืองบประมาณน้อย จะเป็นปัญหาอุปสรรคมาก กสศ.จึงพยายามทำงานกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก  เน้นงานวิจัยพัฒนาระบบงานไปด้วย  เพื่อช่วยเหลือลดอุปสรรคเฉพาะหน้า และสนับสนุนงานวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่าต้องมีการแก้ไข   โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่นักเรียนส่วนใหญ่ยากจน”  นพ.สุภกรกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa1396"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-09.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ดร.สุภัทร จำปาทอง  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</span>  </strong>กล่าวว่า ตลอดสามปี ที่ กสศ.กำเนิดขึ้นมา เป็นการเติมเต็มช่องว่างในสังคมไทย  เปลี่ยนชีวิตเด็กให้เป็นบุคคลสำคัญ ขับเคลื่อนประเทศในอนาคต   อย่างไรก็ตามนักเรียนที่อยู่ในสถานศึกษามีความด้อยโอกาสที่แตกต่างกันส่วนหนึ่งจากสภาวะทางเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะในวิกฤตโควิด-19  ทำให้มีการย้ายถิ่นฐาน  ผู้ปกครองว่างงาน  ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กไทย   ทำให้มีเด็กจำนวนมากที่ยังไม่พบว่าศึกษาต่อในระบบ  เป็นเด็กตกหล่นประมาณ 43,000 คน    โดยขณะนี้เหลืออีกราว 20,000 กว่าคน ที่กระทรวงศึกษากำลังเร่งรัด ติดตาม ซึ่งเรามีชื่อเด็กทุกคน เพื่อให้เข้าสู่การศึกษาในระบบ หรือการศึกษานอกระบบหรือเรียนอาชีวะ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c77361"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการ<br>ส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) &nbsp;กล่าวว่า การสนับสนุนนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ สช.มีฐานข้อมูลความยากจนของนักเรียนที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้ สช.นำข้อมูลไปใช้ในการขอรับงบประมาณประจำปี สำหรับช่วยเหลือนักเรียนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากปัญหาความยากจน ด้อยโอกาสได้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ สช.และ กสศ.ยังมุ่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ผ่านโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teacher and School Quality Program: TSQP ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของระบบบริหารจัดการโรงเรียน และการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสูงในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/">เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
