<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 20 Mar 2023 09:04:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร: กางแผนงบประมาณการศึกษา สำรวจอุปสงค์-อุปทานในตลาดการเมือง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-veerayooth-kanchoochat-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Mar 2023 09:01:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[GRIPS]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน]]></category>
		<category><![CDATA[วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65501</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การศึกษาคือต้นตอปัญหาสารพัดของประเทศ” ประโยคคลาสสิกข้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-veerayooth-kanchoochat-interview/">วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร: กางแผนงบประมาณการศึกษา สำรวจอุปสงค์-อุปทานในตลาดการเมือง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>“การศึกษาคือต้นตอปัญหาสารพัดของประเทศ”</em></p>



<p>ประโยคคลาสสิกข้างต้นเป็นจริงเพียงครึ่งหนึ่ง เพราะหากมองในรายละเอียดจะพบว่า ประเด็นการศึกษาอยู่ท่ามกลางปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ กลไกราชการ และระบบงบประมาณ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา</p>



<p>กว่า 10% ของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี ถูกจัดสรรให้กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมความคาดหวังของสังคมว่า ปัญหาการศึกษาไทยจะได้รับการแก้ไข ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มคุณภาพให้เด็กนักเรียนไทยอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้คืออุปสงค์ของสังคม ที่ตลาดการเมืองและกลไกราชการควรทำงานตอบรับกัน</p>



<p>ทว่านับตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 การศึกษาไทยกลับอยู่ในสถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ และการปฏิรูปการศึกษายังไม่เป็นไปตามอุดมคติ</p>



<p>คำถามสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าจะปฏิรูปการศึกษาแบบใด หรือควรออกแบบนโยบายทางการศึกษาอย่างไร แต่ต้องคำนึงด้วยว่ากระบวนการปฏิรูปควรเป็นไปในทิศทางใดภายใต้ข้อจำกัดมากล้นของกฎระเบียบ</p>



<p>ด้วยมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์สถาบันของ&nbsp;<strong>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร</strong>&nbsp;รองศาสตราจารย์แห่ง National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในทีมวิจัย “โครงการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab3030"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00866-1024x683-1.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองศาสตราจารย์แห่ง GRIPS กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังบทสนทนา เราอาจเข้าใจปัญหาการศึกษาที่มากไปกว่าขอบรั้วโรงเรียน พร้อมกางแผนที่เพื่อชี้ว่า การศึกษาไทยถูกจัดวางอยู่ตรงไหนของระเบียบการเศรษฐกิจการเมือง และองค์ประกอบใดกันที่ทำให้การศึกษาไทยถูกจัดว่ามีปัญหา หรือกระทั่งล้าหลังตามตัวชี้วัดสากล&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>โจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษาคืออะไร</strong></h2>



<p>ประเทศไทยทำเรื่องปฏิรูปการศึกษามานานมาก นานกว่าหลายๆ เรื่อง ถ้าถามว่าปฏิรูปการศึกษาเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เราสามารถย้อนกลับไปได้ 30 ปี เป็นอย่างน้อย&nbsp;</p>



<p>ในระดับครอบครัว ไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนเชื่อว่าการศึกษาจะทำให้สถานะครอบครัวดีขึ้น ส่วนระดับประเทศก็เชื่อว่า ที่ประเทศไทยล้าหลังหรือไม่พัฒนาก็เป็นเพราะการศึกษา ทำให้มีความพยายามปฏิรูปในหลายระลอก แต่ไม่ค่อยเห็นผล และไม่มีใครกล้าพูดว่าประสบความสำเร็จ แม้แต่คนที่ทำงานปฏิรูปเองก็ยอมรับถึงปัญหาและความล้มเหลว</p>



<p>ถ้าจะทำความเข้าใจปัญหาการปฏิรูปการศึกษา โจทย์เลยไม่ใช่เพียง ‘นโยบายที่ดีคืออะไร’ เพราะส่วนใหญ่ก็พอรู้กันอยู่แล้วว่านโยบายที่ดีมีอะไรบ้าง แปลว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าเรื่องนโยบายดีไม่ดี&nbsp;&nbsp;</p>



<p>โครงการวิจัยที่ผมร่วมทำเลยเริ่มต้นจากการถอยออกมามองปัญหาการศึกษาให้กว้างขึ้น ใช้มุมมองแบบเศรษฐศาสตร์สถาบันมาประเมินเส้นทางการปฏิรูปการศึกษาไทย&nbsp;</p>



<p>งานวิจัยของเราแบ่งการมองปัญหาออกเป็น 3 ส่วน หรือที่เรียกว่า 3I คือ Institutions ปัจจัยทางสถาบัน พวกกฎระเบียบและค่านิยมต่างๆ Interests คือปัจจัยด้านผลประโยชน์ กลุ่มผลประโยชน์ที่สนับสนุนหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เช่น กลุ่มครู โรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน และสุดท้าย Ideas คือ คุณค่า หรือเรื่องเล่าบางอย่างที่มาพร้อมการปฏิรูปการศึกษาแต่ละยุค เช่น ‘เด็กเป็นศูนย์กลาง’ ‘เก่งดีมีสุข’</p>



<p>งานส่วนของผมจะเน้นไปที่ I ตัวแรก คือ Institution และมีนักวิจัยท่านอื่นมองเรื่อง Interest กับ Ideas เพื่อนำมาประกอบกัน ว่าสุดท้ายแล้วเราจะเข้าใจปัญหาปฏิรูปการศึกษาไทยในมุมที่กว้างและใหญ่ขึ้นได้อย่างไร</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>มีกรอบและวิธีการศึกษาอย่างไร</strong></h2>



<p>กรอบของผมจะคล้ายกับงานของ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่เคยศึกษาเรื่องเศรษฐกิจซึ่งนับเป็นงานคลาสสิกชิ้นหนึ่ง คือ&nbsp;<em>กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย: บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเมือง พ.ศ. 2475-2530</em>&nbsp;</p>



<p>งานนั้นไม่ได้ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี แต่ตั้งคำถามว่า กระบวนการกำหนดนโยบายเป็นอย่างไร ทำไมสุดท้ายนโยบายออกมาจึงมีหน้าตาเป็นอย่างนี้ แล้ว อ.รังสรรค์ ก็ไปดูอุปสงค์อุปทานของนโยบาย รวมถึงระเบียบการเมืองโลกที่ส่งผลต่อวิธีคิดเรื่องนโยบายแต่ละยุค จุดตั้งต้นของผมในงานวิจัยนี้ก็คล้ายกัน แต่เปลี่ยนจากการดูตลาดนโยบายเศรษฐกิจมาดูเรื่องการศึกษาแทน มองนโยบายปฏิรูปการศึกษาเป็นตลาดอย่างหนึ่ง เพื่อไปดูต่อไปว่า อุปสงค์ อุปทาน และทรัพยากรที่จัดสรร มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร</p>



<p>โดยการศึกษาแบบเศรษฐศาสตร์สถาบันจะเปรียบเทียบระหว่างอุดมคติและความเป็นจริง ว่าอะไรเป็นตัวขัดขวางที่ทำให้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมันไม่ตรงกับอุดมคติที่ควรเป็น</p>



<p>ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ เวลาจะข้ามถนน ทุกประเทศมีองค์ประกอบทางกายภาพเหมือนกันทุกอย่าง มีสัญญาณไฟจราจร มีถนนคอนกรีต มีรถวิ่ง แต่ในทางปฏิบัติ พฤติกรรมคนในแต่ละสังคมกลับไม่เหมือนกันเลย อย่างในประเทศญี่ปุ่น ผมสามารถใส่หูฟัง เดินร้องเพลง แล้วก็รอดูแค่สัญญาณไฟ ไม่ต้องดูอย่างอื่นเลย คนขับรถก็เข้าใจตรงกัน แต่ถามว่า ถ้าอยู่เมืองไทยต้องทำยังไง มองซ้าย มองขวา มอเตอร์ไซค์มาทางนั้น รถยนต์มาทางนี้ ตำรวจอยู่ไหม สัญญาณไฟก็จะเปลี่ยนแล้ว แล้วทำไมทางม้าลายหายไปครึ่งทาง&nbsp;</p>



<p>หมายความว่า ภายใต้องค์ประกอบทางกายภาพที่เหมือนกันหมด มันยังมีอะไรซ่อนอยู่ที่ทำให้พฤติกรรมในทางปฏิบัติแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน เศรษฐศาสตร์สถาบันพยายามหาคำตอบว่าอะไรเป็นปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้แม้องค์ประกอบทางกายภาพจะเหมือนกัน แต่พฤติกรรมของคนกลับต่างกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0f29e4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00800-1024x683-1.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>แล้วอุปสงค์ของระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>อุปสงค์ (demand) คือ สังคมไทยสนใจเรื่องการศึกษาเยอะ ทุกบ้านสนใจเรื่องการศึกษา ถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือพลังงาน บางคนอาจไม่สนใจ แต่ถ้าคุณลองชวนคุยเรื่องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน นักการเมือง เทคโนแครต (กลุ่มข้าราชการชั้นสูง) ทุกคนพร้อมจะพูดเรื่องการศึกษา ทุกคนมีอารมณ์ร่วม ดังนั้น ต้องบอกว่าอุปสงค์ในสังคมไทยเรื่องการศึกษามันเยอะ เกิดขึ้นตลอดเวลา และเกิดขึ้นทุกพื้นที่&nbsp;</p>



<p>ในอุดมคติ เราเลยคาดหวังให้ “ตลาดการเมือง” ทำหน้าที่คัดกรองและส่งผ่านความคาดหวังนี้ไปสู่นโยบายด้านการศึกษา ช่วยเรียงลำดับเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ส่งผู้บริหารที่เหมาะสมเข้ามาผลักดันต่อเนื่องให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม</p>



<p>โดยเฉพาะถ้าเราขีดเส้นปี 2540 ที่เชื่อกันว่ารัฐธรรมนูญใหม่น่าจะทำให้การเมืองไทยเข้มแข็งเป็นระบบขึ้น แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่ปี 2540-2565 ช่วงเวลา 25 ปี เรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง 22 คน ถ้าหารเฉลี่ยตรงๆ คือ 1 คน อยู่ในตำแหน่งประมาณ 13 เดือนเท่านั้นเอง</p>



<p>และถ้าไปดูต่อว่ามีกี่คนที่เป็นรัฐมนตรีเกิน 1 ปี ปรากฏว่าเหลือแค่ 10 คนเท่านั้น</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>ในรอบ 25 ปี เรามี รมว.ศึกษาธิการ 22 คน พอดูลึกจริงๆ คนที่อยู่เกิน 1 ปี มีน้อยมาก บางคนอยู่แค่ไม่กี่เดือน แค่เฉพาะตัวเลขนี้ก็พอจะสะท้อนได้ว่า ทำไมการปฏิรูปการศึกษาถึงไม่สำเร็จ&nbsp;</p></blockquote>



<p>แม้นายกฯ จะเปลี่ยนบ่อย แต่ รมว.ศึกษาธิการ เปลี่ยนบ่อยกว่าอีก ในกรณีการเปลี่ยนรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอาจยังพอเข้าใจได้มากกว่า เพราะวาระทางเศรษฐกิจอาจจะเปลี่ยนได้ภายใน 1 ปี แต่เรื่องการศึกษา ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าเป็นเรื่องรากฐาน ต้องอาศัยการการทำงานระยะกลางและระยะยาว แต่ก็ยังเปลี่ยนบ่อยขนาดนี้ แปลว่าตลาดการเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ตามอุดมคติที่เราคาดหวัง</p>



<p>ใน 1 ปี ถ้าพูดตัวเลขกลมๆ รัฐไทยมีงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท 10% คือ 3 แสนล้านบาท ลงไปกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมากกว่ากระทรวงอื่นๆ แม้แต่คมนาคมหรือมหาดไทย แต่ที่น่าสนใจคือ นักการเมืองไทยกลับไม่ได้มองกระทรวงศึกษาเป็น “กระทรวงเกรดเอ” ถึงจะได้รับงบประมาณมหาศาล แต่นักการเมืองไทยก็มองกระทรวงศึกษาเป็นแค่กระทรวงระดับกลางๆ เท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะจริงๆ แล้ว ในงบ 100% ที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับ 62% ใช้ไปกับงบบุคลากร 25% ใช้ไปกับเงินอุดหนุนหรือที่เรียกว่าโครงการเรียนฟรี บวกกันแค่ 2 ก้อน ก็ปาเข้าไป 87% ต่อให้ได้เงินมา 100% คุณก็เหลือพื้นที่ว่างสำหรับนโยบายแค่ 13% เป็นอย่างมาก แล้วอันที่จริง งบบุคลากรก็ไปแทรกในงบอื่นๆ ด้วย เช่น คนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการประจำก็จะได้รับเงินจากงบส่วนอื่นใน 13% ที่เหลือนี้ เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นงบก้อนใหญ่ แต่เหลือให้ใช้ทางนโยบายน้อยมาก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-324d86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00790.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88-"><strong>งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการมีจำนวนมหาศาล แต่งบในเชิงนโยบายมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย เพราะเหตุนี้จึงทำให้ไม่เห็นผลงานด้วยหรือไม่</strong></h2>



<p>ถ้ามองจากตลาดการเมืองไทย ก็มีหลายเรื่องประกอบกัน หน่วยงานในกระทรวงศึกษามักจะมีปัญหาการทุจริตที่คาราคาซัง แต่ละทศวรรษจะมีเรื่องต่างกัน เช่น ทุจริตซื้อนม การสอบครูผู้ช่วย</p>



<p>นอกจากนี้ ในแง่พลังทางการเมืองของกระทรวงศึกษาเองก็ลดลง เพราะในอดีตกลุ่มเครือข่ายครูเคยมีพลังต่อผลการเลือกตั้งมากกว่านี้ แต่หลังปี 2544 เป็นต้นมา นโยบายระดับชาติมีผลต่อการเลือกตั้งมากขึ้น แบรนด์พรรคการเมืองมีผลมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น เมื่อรวมๆ กันแล้ว พื้นที่งบประมาณน้อย ปัญหาทุจริตคาราคาซัง รวมกับการมีอำนาจต่อเครือข่ายครูมันส่งผลทางการเมืองลดลง ทั้งหมดทั้งปวงรวมกัน ก็เลยทำให้นักการเมืองไม่ได้มองกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงสำคัญอย่างในอุดมคติที่สังคมคาดหวังไว้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="5-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3"><strong>ความคาดหวังของสังคมจะนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายได้อย่างไร</strong></h2>



<p>ตลาดการเมืองควรส่งผ่านอุปสงค์ของสังคมไปสู่ความสนใจของนักการเมืองที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมวาระการปฏิรูปที่ชัดเจน เพราะถ้าทำแล้วก็จะได้รับเครดิตทางการเมือง นี่คืออุดมคติ แต่กลายเป็นว่า เมื่อความคาดหวังสูง ตลาดการเมืองกลับไม่ได้เห็นความสำคัญของการศึกษาขนาดนั้น คือแทนที่จะส่งผ่านความคาดหวังอันมโหฬารในสังคมไปสู่การผลักดันวาระทางการศึกษา แต่ตลาดการเมืองก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่นั้นเท่าที่ควร&nbsp;</p>



<p>รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเพียงเวลาสั้นๆ หลายคนอยากไปกระทรวงอื่นแต่ไม่มีที่ลง บางคนมานั่งเพื่อรอขึ้นไปกระทรวงเกรดเออื่นๆ ในสมัยหน้า วาระปฏิรูปจึงไม่ชัดเจน ไม่ต่อเนื่อง</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://circleschool.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00848-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-560"/></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99-supply-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ในแง่อุปทาน (supply) การปฏิรูปการศึกษาในตลาดการเมืองไทยเป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>ในอุดมคติ เราคาดหวังให้ระบบราชการมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการปฏิรูปการศึกษาที่ชัดเจน มีกลไกรัฐที่คอยผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เพื่อทำงานร่วมกับฝั่งตลาดการเมืองที่นำกระแสสังคมมาประสานกับราชการตามกลไกประชาธิปไตย</p>



<p>แต่เราพบว่าเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ช่องทางการปฏิรูปการศึกษาจากฝั่งรัฐเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับจังหวะการเมืองแต่ละช่วงเวลา ซึ่งพอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง</p>



<p>ถ้ามองย้อนกลับไป หมุดหมายที่เรานับกันคือการออก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งนับเป็นแผนแม่บทการศึกษาฉบับแรกในประวัติศาสตร์ไทย&nbsp;</p>



<p>ถ้านับจากตอนนั้นถึงตอนนี้ เราแบ่งคลื่นปฏิรูปการศึกษาได้เป็น 3 คลื่น คลื่นปฏิรูประลอกแรกเกิดจากกระแสช่วงกลางทศวรรษ 2530 ซึ่งเป็นยุคที่ไทยกำลังจะเป็นเสือตัวที่ 5 เศรษฐกิจไทยเติบโตดี บางช่วงเติบโตสูงสุดในโลกด้วยซ้ำ ดังนั้น คนก็เลยเริ่มตื่นตัวว่า เราจะรักษาสถานภาพอย่างนี้ได้อีกนานไหม จึงเกิดความสนใจปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ และเป็นโจทย์ว่าจะขี่กระแสโลกาภิวัตน์ยังไง ซึ่งผมเรียกว่าเป็นช่วง “เศรษฐกิจการเมืองปลายเปิด” ที่กระตุ้นให้คนในสังคมร่วมกันระดมสมอง มีการจัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนกว้างขวาง เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษาระลอกที่ 1</p>



<p>ถ้านับปี 2542 เป็นหมุดหมาย 10 ปีต่อมาก็คือปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แวดวงการศึกษาเรียกกันว่า การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 แต่ระลอกนี้สั้นกว่าเดิม เพราะถูกบังคับให้จบลงด้วยการรัฐประหารในปี 2557&nbsp;</p>



<p>คลื่นปฏิรูปการศึกษาระลอกที่ 3 จึงเกิดขึ้นในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขึ้นมาจำนวนมาก&nbsp;</p>



<p>เราพบว่า 3 องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาจากฝั่งรัฐประสบความสำเร็จ คือ 1) เศรษฐกิจการเมืองปลายเปิดที่กระตุ้นให้คนเข้ามามีส่วนร่วม 2) การได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการ และ 3) การปฏิรูปต้องมียุทธศาสตร์เชิงกฎหมายภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน</p>



<p>แต่ใน 3 ระลอกที่ผ่านมา ไม่มีระลอกไหนทำได้ครบทั้ง 3 องค์ประกอบเลย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-53d587"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/712633.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>คลื่นปฏิรูปการศึกษาระลอกแรกเป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>ระลอกแรกต้องย้อนกลับไปกลางทศวรรษ 2530 เกิดกระแสเรื่องการปฏิรูปครั้งใหญ่ องค์ประกอบที่สำคัญคือเศรษฐกิจการเมืองปลายเปิด ซึ่งนำไปสู่การบรรจุเรื่องการเข้าถึงการศึกษาให้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก รัฐธรรมนูญ 2540 เลยเป็นหมุดหมายสำคัญ และนำไปสู่การออก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ปรับโครงสร้างกระทรวงครั้งใหญ่ได้สำเร็จ แต่ปัญหาของระลอกแรกคือ การทำงานทั้งหมดแทบจะเป็นฉันทามติจากเทคโนแครตระดับนโยบายเป็นหลัก แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากระดับปฏิบัติการเท่าที่ควร</p>



<p>นโยบายที่ออกมาส่วนใหญ่เกิดจากความเห็นพ้องต้องกันในหมู่ข้าราชการระดับบน เช่น ต้องการจัดพื้นที่การศึกษาใหม่ให้รวมมัธยมกับประถมเข้าด้วยกันในเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละเขต แต่เป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากระดับปฏิบัติการ เพราะวิธีการและต้นทุนการจัดการศึกษาระดับมัธยมกับระดับประถมต่างกันเยอะมาก จนครูและโรงเรียนมัธยมออกมาเรียกร้องให้แยกตัวออกมา จนสุดท้าย ก็ต้องแยกเขตพื้นที่การศึกษาระดับประถมกับมัธยมออกจากกัน&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ การปฏิรูประลอกนี้ก็ปล่อยให้กรอบเวลาในการทำกฎหมายยาวนานเกินไป กระแสสังคมเริ่มตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 มีการผลักดันจนเกิด พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 แต่กว่าจะปรับโครงสร้างกระทรวง ออก พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการได้ ก็ปาเข้าไปปี 2546 จะเห็นว่าใช้ระยะเวลานานมาก ผู้เกี่ยวข้องทั้งฝั่งการเมืองและฝั่งราชการก็เปลี่ยนไปเยอะ พอไปถามผู้นำการปฏิรูปยุคแรกอย่าง ดร.รุ่ง แก้วแดง ก็บอกว่าผลลัพธ์ที่ออกมาในปี 2546 ไม่ได้เหมือนกับความตั้งใจเริ่มต้นเมื่อตอนกลางทศวรรษ 2530 เลย&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาระลอกแรกคือ การศึกษาได้รับการยกระดับให้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มีการออกแผนแม่บทการศึกษาแห่งชาติ แต่จุดอ่อนก็คือ ไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากข้าราชการระดับปฏิบัติการเท่าที่ควร และมีกรอบเวลานานเกินไป ไม่ได้คิดในเชิงยุทธศาสตร์การปฏิรูป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="8--%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>คลื่นปฏิรูประลอกที่ 2 สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>อย่างที่เราทราบกัน การเมืองตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2550 เป็นต้นมา เริ่มเข้าสู่การแบ่งขั้ว ดังนั้น การระดมสมองจากคนที่สนใจมาให้ความเห็น เสนอแนะ หรือจัดตั้งเครือข่ายทางสังคมก็น้อยลงไป จุดเด่นของการปฏิรูประลอกที่ 2 (2552-2557) เปลี่ยนไปอยู่ที่แรงสนับสนุนจากกลไกราชการ&nbsp;</p>



<p>ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วราชการก็ทำมาต่อเนื่องในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนเพื่อบรรเทาภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ฝ่ายการเมืองอยากทำให้เป็นจุดขายทางนโยบาย ก็เลยยกระดับและเรียกว่า “นโยบายเรียนฟรี”&nbsp;</p>



<p>การทำนโยบายที่ต่อยอดจากระบบราชการมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวมันเอง จุดแข็งก็คือ เป็นการทำต่อเนื่องมาจากที่รัฐราชการทำอยู่แล้ว ดังนั้น จึงส่งผลต่อนักเรียนและโรงเรียนในวงกว้าง ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คุ้นเคย ไม่ต้องปรับตัวมาก&nbsp;</p>



<p>แต่จุดอ่อนก็คือ พอให้ราชการนำ ราชการก็จะทำตามตัวบทกฎหมายแบบเคร่งครัด กลัวถูกฟ้อง ดังนั้น พอรัฐธรรมนูญระบุว่าทุกคนต้องได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน เงินอุดหนุนก็เลยต้องจัดสรรต่อหัวเท่ากันหมด พูดง่ายๆ ก็คือการเอานักเรียน 10 คนที่จนที่สุดยันรวยที่สุดมาเรียงแถวกัน แล้วคุณแจกเงินทุกคนเท่ากัน ทุกคนจะแฮปปี้ไหม แฮปปี้ แต่ความเหลื่อมล้ำลดลงไหม ก็ไม่ลด ยังไม่นับว่า พอต้องให้ทุกคนเท่ากัน ภาระทางงบประมาณก็ยิ่งมหาศาล ขยับอะไรเพื่อกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มก็ยาก</p>



<p>ในตอนนั้น เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ก็ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก พอคุณตีความตามตัวบทว่าต้องเสมอภาค จึงส่งผลลัพธ์ที่อาจไปซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำได้อีกทางเช่นกัน</p>



<p>ดังนั้น การปฏิรูประลอกสองมีจุดเด่นคือราชการนำ ทำอะไรที่ส่งผลวงกว้างได้ แต่เป็นช่วงเวลาเศรษฐกิจการเมืองปลายปิด แล้วกลุ่มผู้ผลักดันก็ไม่ได้คิดเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ไม่ได้เห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นวาระสำคัญ กังวลเรื่องการตีความตามตัวบทเหนือเรื่องอื่นๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://circleschool.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00859-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-562"/></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="9--%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B0-"><strong>คลื่นปฏิรูประลอกที่ 3 ล่ะ</strong></h2>



<p>ระลอก 3 จะขีดเส้นเริ่มต้นที่ปี 2557 ในแง่นี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับระลอก 2 ด้วยเพราะว่าเขาทำงานในระยะเวลาที่สั้นกว่า พอมีการรัฐประหาร รัฐบาลประยุทธ์ก็มาพร้อมวาระการปฏิรูปของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>แต่ในระลอก 3 ก็มีจุดเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน คือก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ 2560 จะมีเวทีปฏิรูปหลายเวที หลายกลุ่มก้อน แต่นโยบายไม่ชัดเจน คุยกันแต่เรื่องเด็กดี มีวินัย เน้นอุดมการณ์เชิงนามธรรม จุดเปลี่ยนเกิดตอนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หรือ กอปศ. และมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ</p>



<p>ผลลัพธ์สำคัญคือ เกิด พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ซึ่งต่อมามีการจัดตั้ง กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) มี พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562, พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562&nbsp;</p>



<p>จุดเด่นของการปฏิรูประลอกล่าสุดนี้คือ มียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าต้องการก้าวข้าม (bypass) ระบบราชการ แต่เป็นความตั้งใจของกลุ่มผู้ผลักดันที่ไม่อยากแตะโครงสร้างใหญ่ เพราะเห็นว่าซับซ้อนและกินเวลานาน ก็เลยออกกฎหมายที่ก้าวข้ามรัฐราชการเดิมไปเลย เช่น ในเมื่อจะลดความเหลื่อมล้ำก็ตั้งกองทุน ถ้าจะพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ถูกละเลยก็ออก พ.ร.บ.เด็กปฐมวัย หรืออยากให้โรงเรียนได้เริ่มทดลองและเป็นอิสระมากขึ้น ก็ออก พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรม สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นของการปฏิรูประลอก 3 คือมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน กรอบเวลาค่อนข้างสั้น แต่ก็ขาดเรื่องเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่ได้เป็นปลายเปิด ทำให้การมีส่วนร่วมของสังคมน้อยกว่าระลอกแรก แล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประดับโครงสร้างราชการมากนัก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="10--%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ปัญหาของการจัดการงบประมาณการศึกษาในปัจจุบันคืออะไร</strong></h2>



<p>นอกจากตลาดการเมืองกับกลไกรัฐแล้ว ตัวงบประมาณเองก็เป็นอุปสรรคสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งมีปัญหา 2 ระดับ คือ ปัญหางบประมาณทั้งระบบที่ส่งผลกับทุกส่วนราชการ กับปัญหาเฉพาะตัวของกระทรวงศึกษาธิการเอง</p>



<p>งบประมาณประเทศไทยไม่ได้น้อย เรามีงบเฉลี่ยปีละ 3 ล้านล้านบาท สำหรับจัดสรรเพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ดอกผลไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง พอเราแยกดูตัวละครที่เกี่ยวข้องก็พบว่า ทุกฝ่ายไม่มีใครพอใจกับการทำงบประมาณแบบที่เป็นอยู่เลย ถ้าคุณไปถามหน่วยราชการ หน่วยราชการก็มองว่า เป็นภาระเพิ่มเติม เป็นความสับสนว่าจะเขียนงบประมาณยังไง</p>



<p>โจทย์การเขียนงบประมาณมันทั้งซับซ้อนและซ้ำซ้อน อย่างในปี 2565 ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง คุณจะต้องเขียนของบประมาณโดยยึดตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560–2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2560–2579) นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายรัฐบาล จุดเน้นของยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาค นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แผนปฏิบัติราชการประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ แผนปฏิบัติราชการประจำปีของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ ทั้งหมดนี้ต้องเอามาอ้างอิงเป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ และยังต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานของหน่วยงานต้นสังกัดด้วย&nbsp;</p>



<p>คำถามคือ ถ้าคุณต้องทำตามยุทธศาสตร์ ตามแผน ตามนโยบายต่างๆ นานาเหล่านี้ คุณจะทำยังไง… คำตอบก็คือ ก็ทำเหมือนปีที่แล้วไป เพราะปีที่แล้วมันผ่านสำนักงบได้ ผ่านสภาได้ ปีนี้ก็อย่าไปเสี่ยงของบทำอะไรใหม่ๆ เลย และนั่นคือคำตอบว่า ถึงแม้งบประมาณจะเยอะ แต่เราเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยาก เพราะถูกวางกรอบไว้แบบนี้</p>



<p>ในทางกฎหมาย คนที่ทำหน้าที่ของงบประมาณในแต่ละหน่วยราชการ จริงๆ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายของหน่วยงานนั้นๆ แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ธุรการคือผู้ทำหน้าที่ของบประมาณในแต่ละปี เพราะเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับเอกสารการของบประมาณมากที่สุด และในเมื่อคุณตั้งโจทย์ยาก ก็ไม่มีใครกล้าของบประมาณเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างจึงเป็นการทำงบประมาณแบบเดิม คาดหวังการเปลี่ยนแปลงยาก&nbsp;</p>



<p>ในมุมของสภาผู้แทนราษฎรก็เผชิญข้อจำกัดด้านเวลาที่เร่งรัด รัฐธรรมนูญระบุว่า พอรัฐบาลจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ รัฐสภาจะมีเวลา 105 วัน ในการพิจารณางบประมาณ 3 ล้านล้านบาท ถ้าเราหารเฉลี่ยจะพบว่า ใน 1 วัน กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณต้องตัดสินใจเรื่องงบประมาณมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท และในทางปฏิบัติก็ไม่ใช่ 105 วันซะทีเดียวถ้าตัดวันเสาร์-อาทิตย์ออก แปลว่าตัวแทนประชาชนต้องตัดสินใจการใช้เงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาทในเวลา 1 วัน และเงื่อนเวลาการทำ พ.ร.บ.งบประมาณ มักจะเกิดช่วงหน้าฝน คนในพื้นที่น้ำท่วมก็คาดหวังให้ ส.ส. ลงพื้นที่ ใช่ไหม แต่ในขณะเดียวกัน ส.ส. ก็ถูกคาดหวังว่าต้องมานั่งพิจารณางบประมาณวันละ 4 หมื่นล้านบาทด้วย ลุกไปเข้าห้องน้ำ 5 นาที ก็อาจมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท</p>



<p>นี่ยังไม่นับการคอร์รัปชันนะ คือต่อให้คุณตั้งใจทำงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือ ส.ส. แต่คุณอยู่ภายใต้โครงสร้างที่มันเป็นอยู่ คุณก็ต้องเผชิญความท้าทายอย่างนี้ ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้ลงพื้นที่ สภาก็มีวาระประชุมอื่นอยู่ แล้วก็ต้องมาพิจารณางบประมาณที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในมูลค่าระดับนี้ ในส่วนของฝ่ายค้านเองก็ไม่พอใจ เพราะสัดส่วนใน กมธ. ไม่เป็นไปตามสัดส่วนในสภา เพราะว่า กมธ.งบประมาณ 72 คน จะมี 1 ใน 4 (18 คน) มาจากคณะรัฐมนตรี ส่วนที่เหลือค่อยหารตามสัดส่วนที่นั่งในสภา แปลว่า ส.ส. ฝ่ายค้าน ไม่ได้มีบทบาทเท่ากับสัดส่วนที่ตัวเองได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ได้สัดส่วนที่น้อยเกินไป&nbsp;</p>



<p>ถึงแม้จะมีรัฐบาลใหม่ ต่อให้คุณหาเสียง คุณชนะเลือกตั้งถล่มทลาย (landslide) ก็ตาม คุณก็แพ้งบประจำแน่นอน เพราะปีแรกที่คุณเข้ามา งบประมาณมันเสร็จไปแล้ว คือก่อนการเลือกตั้งใหม่ ทุกรัฐบาลมักทิ้งทวนโดยควบคุมงบประมาณปีถัดไปไว้แล้ว ดังนั้น ต่อให้มีรัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งหรือได้เสียงข้างมากก็ตาม อย่างน้อยในปีแรกก็ต้องถูกตีกรอบด้วยงบประจำจนเหลือทรัพยากรในการทำนโยบายที่หาเสียงไว้ไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น ส่วนราชการก็มีปัญหากับระบบงบประมาณ ผู้แทนราษฎรก็มีปัญหา ฝ่ายค้านก็มีปัญหา รัฐบาลใหม่ก็มีปัญหา กลายเป็นระบบที่ทุกคนเคยชิน ทุกคนทำงานกับมันได้หมดเลยนะ แต่ไม่มีใครพอใจเลย มันทำให้เปลี่ยนแปลงยาก เพราะระบบงบประมาณไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://circleschool.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00857-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-563"/></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="11--%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1-"><strong>ไม่ว่ากระทรวงใดก็เจอโจทย์ของงบประมาณเหมือนกันใช่ไหม</strong></h2>



<p>เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการมีปัญหาเพิ่มเติมกว่ากระทรวงอื่นๆ ไปอีกขั้น เพราะว่างบประมาณก้อนที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับ คิดเป็นงบประจำบุคลากร 62% งบเงินอุดหนุน 25% รวมเป็น 87% แล้วยังมีงบที่ต้องจ่ายบุคลากรที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำแทรกอยู่ในส่วนอื่นๆ อีก จนพื้นที่ทำนโยบายเชิงรุกมันแทบไม่เหลือ</p>



<p>แล้วในส่วน “งบลงทุน” ที่เหลือแค่ราวๆ 5% ก็ไม่ได้หมายถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาโดยตรงเสมอไป สมมุติว่า กระทรวงศึกษาธิการไทยมีงบลงทุนด้านการศึกษาหลายหมื่นล้านบาทต่อปี คนทั่วไปอาจคิดว่าต้องเป็นงบประมาณสำหรับพัฒนาเด็กและครูแน่ๆ เพราะงบลงทุนมันให้ความรู้สึกถึงการทำอะไรเพื่อก้าวไปข้างหน้าใช่ไหม แต่ในทางปฏิบัติเราพบว่า แทบจะทั้งหมดเป็นการสร้างอาคาร คือมันไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว เพราะมีโรงเรียนที่เก่าและต้องการสร้างอาคารจริง แต่ถ้าคุณคิดถึงการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนด้านการศึกษา ผมเชื่อว่า คนก็คาดหวังโดยสามัญสำนึกว่ามันจะเป็นอะไรที่ช่วยเด็ก ลดความเหลื่อมล้ำ หรือพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยตรง อะไรที่ผลักการศึกษาไทยให้เคลื่อนไปข้างหน้า แต่ภายใต้ระบบงบประมาณที่รัฐราชการไทยนิยาม งบลงทุนก็อาจกลายเป็นการสร้างอาคารสถานที่แทน ดังนั้น ภายใต้งบที่จำกัดจำเขี่ยแล้ว วิธีการใช้งบก็ยังถูกกำหนดด้วยความเคยชินและกฎระเบียบด้วย</p>



<p>จริงๆ แล้ว งบประมาณไทยมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2546 เพราะว่าตอนวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งฝ่ายราชการและภาคเอกชนต่างก็ตระหนักดีว่างบประมาณไทยที่เคยทำ เป็นงบประมาณแบบแสดงรายการ (Line-Item Budgeting) ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ งบแบบ Line-Item คือ หน่วยงานไหนอยากของบอะไรก็เขียนไป เช่น ปีหน้าอยากซื้อโต๊ะกี่ตัว เทียบกับราคากลางเท่าไร คูณจำนวนไป อยากซื้อดินสอกี่แท่ง อยากซื้อไฟเท่าไร ก็เขียนไป ข้อดีคือ มันพยายามลดการคอร์รัปชัน ชัดเจนว่าอยากซื้ออะไร ซื้อเท่าไร สำนักงานงบประมาณก็ตรวจสอบง่าย&nbsp;</p>



<p>แต่ในปี 2546 เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (Strategic Performance Based Budgetting: SPBB) หมายความว่า ให้ยึดตามยุทธศาสตร์รัฐบาลเป็นเป้าหมายหลัก แทนที่คุณจะคิดว่า คุณต้องการซื้อของอะไรบ้าง คุณต้องตั้งเป้ามาก่อนว่า พื้นที่นี้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษากันกี่คนในปีที่ผ่านมา แล้วอยากเอาเขากลับเข้ามาระบบการศึกษาไหม อยากเอาเขากลับมาเท่าไร หรือคนที่หลุดออกไปแล้วจะไปส่งเสริมวิชาชีพให้เขายังไง ตั้งเป้าหมายไว้เลย แล้วจึงของบ แล้วปลายปีมาดูกันว่า สุดท้ายทำสำเร็จลุล่วงแค่ไหน ซึ่งเป็นกระบวนการของระบบงบ SPBB ในอุดมคติ&nbsp;</p>



<p>แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ค่อยเกิด ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันยากกว่าแบบเดิม ถึงแม้กฎหมายจะเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ แต่ทุกฝ่ายก็ยังกังวล สมมุติคุณเขียนของบประมาณไป สำนักงบประมาณก็กังวลว่าจะพิสูจน์ยังไง ทำได้จริงรึเปล่า ส่วนคนของบประมาณก็ติดกับดักแผนราชการที่มีเงื่อนไขมากมาย สรุปแล้วก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทำงบประมาณเท่าไรนัก ไม่ได้มีอะไรเชิงยุทธศาสตร์ตามที่เคยเขียนไว้</p>



<p>นอกจากปัญหาใหญ่ การใช้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการยังเจอปัญหาย่อยอีก เช่น การใช้ตัวชี้วัดที่ไม่รู้จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นไทยกับความเป็นสากลยังไง เช่น เมื่อประกาศผลคะแนน PISA (Programmed for International Student Assessment) ก็จะเป็นข่าวใหญ่รอบหนึ่งว่า การศึกษาไทยตกต่ำ รั้งท้ายอาเซียน ต่างๆ นานา กังวลว่าจะแข่งกับชาวโลกไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวเป็นไทยไม่พอ แล้วมันอิหลักอิเหลื่ออย่างนี้มาหลายสิบปี เพราะมัวแต่ไปคิดจะ “หาจุดสมดุล” ระหว่างไทยกับสากล&nbsp;</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>แต่ผมคิดว่าโจทย์มันผิดทางนะ ความกังวลที่มัวแต่ไปแสวงหาจุดสมดุลเนี่ย ท้ายที่สุดมันทำให้เราเสียทั้งสองด้านไปเลย ด้านหนึ่งคุณก็ไม่เคยเป็นไทยเลย ด้านหนึ่งคุณก็เป็นสากลไม่พอ ถ้าจะแก้โจทย์นี้ มันต้องทำทั้งสองด้าน ถ้าคุณมัวแต่รักษาสมดุลในสิ่งที่คุณยังไม่ได้เป็นเลย สุดท้ายคุณก็ไม่ได้เป็นอะไรอยู่ดี</p></blockquote>



<p>การเป็นสากลเพิ่มขึ้น หมายถึงว่า คุณควรเข้าใจพื้นฐานของเด็ก แก่นของการศึกษา ซึ่งมีมิติหลายด้านที่เป็นคุณค่าสากล เป็นมาตรฐานสากล เวลาวัดผลคะแนน PISA เขาไม่ได้คำนวณแค่คะแนน แต่เขามีงานวิจัยรองรับเทียบกับเด็กนักเรียนในกลุ่มประเทศ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ข้อค้นพบอย่างหนึ่งคือ เด็กไทยมีผลคะแนนความสามารถทางการอ่านน้อยมาก ซึ่งฐานข้อมูลของ PISA ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของเด็กทั่วโลก คือ Growth Mindset ซึ่งเป็นวิธีคิดที่เชื่อว่า สติปัญญาเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงได้ โดยประเทศที่เด็กตระหนักในคุณค่านี้ การอ่านจะดี เพราะคุณอาจจะอ่านแบบวิพากษ์ (critical thinking) ได้ แต่เด็กไทยไม่ถึงครึ่งที่เชื่อใน Growth Mindset ข้อเท็จจริงนี้เป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงมากับเรื่องของ PISA และบรรทัดฐานสากล ซึ่งของไทยไม่ได้ถูกนำมาถกเถียงหรือปรับใช้เป็นนโยบายอย่างเพียงพอ</p>



<p>ผมเลยมองว่า ด้านความเป็นสากล เรายังไม่เข้าใจลักษณะความเป็นสากลของการศึกษา แต่ด้านความเป็นไทย เราก็สนใจตัวเราเองไม่พอ เช่น เราคุยแต่เรื่องระเบียบวินัย ทรงผม หรือกังวลเรื่องคุณภาพการศึกษา แต่ถ้าลงไปในรายพื้นที่ ถามว่าจังหวัดนั้นๆ มีปัญหาเฉพาะตัวอะไรบ้าง หรือบางพื้นที่ที่การลงทุนด้านการศึกษาออกดอกผลดีกว่าบางพื้นที่ แปลว่าบางพื้นที่นั้นคุณอาจจะลดแรงสนับสนุนลงมาได้บ้าง แล้วไปอุดหนุนพื้นที่พิเศษแทน เราสนใจความแตกต่างระดับพื้นที่ไม่พอ&nbsp;</p>



<p>หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เราพูดกันถึงความยากจน ว่าประเทศไทยอาจมีเด็กยากจนถึงยากจนมากๆ ประมาณ 2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ แต่เรากลับไม่เคยมีรายละเอียดเพียงพอ ที่มาที่ไปของความยากจนเรื้อรังคืออะไร ปัญหาของคนรวยอาจจะคล้ายๆ กัน แต่ปัญหาของคนยากจนไม่เคยคล้ายกันเลย บางบ้านเป็นเรื่องพ่อแม่ตกงาน บางบ้านความยากจนเชื่อมโยงกับเรื่องความรุนแรงในครอบครัวด้วย ความหลากหลายตรงนี้ คุณจะแก้ไขยังไง ค่านิยมของสังคมบางอย่าง เช่น ชายเป็นใหญ่อาจส่งผลกับการเรียนรู้ของเด็กบางกลุ่ม นี่คือปัญหาเฉพาะตัวของเรา นี่คือ “ความเป็นไทย” ที่เราควรสนใจจริงจัง ฉะนั้น ยิ่งพยายามรักษาสมดุลระหว่างไทยกับสากล คุณยิ่งเสียไปทั้ง 2 ฝั่ง สนใจแต่ละด้านอย่างผิวเผิน ด้านความเป็นไทยก็สนใจแต่เรื่องวินัย เรื่องทรงผม ไม่สนใจปัญหาเฉพาะถิ่นเฉพาะตัว ด้านสากลก็สนใจแต่ตัวเลขหยาบๆ ไม่สนใจรากเหง้าของปัญหาที่เป็นเรื่องสากล</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="12--%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>ช่วยขยายความเรื่องงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มเติม ว่ามีปัญหาปลีกย่อยอะไรอีกบ้าง</strong></h2>



<p>ปัญหาใหญ่ของกระทรวงศึกษาคือ งบบุคลากรมันเยอะมาก แค่ข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็มีจำนวนเกือบ 400,000 คนแล้ว นี่ยังไม่รวมบุคลากรอื่นๆ อย่างผู้บริหารการศึกษา พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ศึกษานิเทศก์ แล้วทีนี้ ค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในกลุ่ม งบบุคลากรทั้งหมด แต่ยังไปแทรกอยู่ในงบประมาณประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น งบดำเนินงาน (ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง) งบเงินอุดหนุน (เช่น บุคลากรองค์การมหาชน) หรือแม้แต่งบกลาง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น เวลาที่งบประมาณโดยรวมลดลง เช่น เมื่อประเทศไทยเจอปัญหาเศรษฐกิจ จนทำให้รายรับของรัฐบาลลดลงในช่วงนี้ กระทรวงศึกษาเองก็ต้องไปปรับลดงบลงทุนใช่ไหม เพราะงบบุคลากรและงบเงินอุดหนุนมันค่อนข้างตายตัวจนขยับไม่ได้แล้ว&nbsp;</p>



<p>งบเงินอุดหนุนก็มีสัดส่วนประมาณ 25% ของงบกระทรวงศึกษาทั้งก้อน นี่คือส่วนที่ใช้ไปกับโครงการเรียนฟรี คำว่า ‘เรียนฟรี 15 ปี’ มันเป็นภาษาการเมือง แต่ภาษาราชการคือเงินอุดหนุนรายหัว โดยคำนวณจากจำนวนเด็กนักเรียนและก็อุดหนุนไปตามหมวดต่างๆ เช่น ค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าแบบเรียน ซึ่งเป็นก้อนที่ใหญ่เหมือนกัน แต่ไม่เคยพอ&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="13--%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A-"><strong>ทำไมงบรายหัวของโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดใหญ่จึงต่างกันลิบลับ</strong></h2>



<p>ที่จริงมันก็เท่ากันต่อหน่วย (รายหัว) นะ เช่น โรงเรียนที่มีนักเรียน 500 คน กับโรงเรียนที่มีนักเรียน 50 คน เงินต่อหัวเท่ากัน แต่พอไปคูณกับจำนวนเด็กเพื่อจัดการอาหารกลางวัน โรงเรียนใหญ่ก็เลยได้ก้อนใหญ่ ซึ่งทำให้การบริหารจัดการซื้ออาหารกลางวันง่ายกว่าใช่ไหม กลายเป็นว่าโรงเรียนใหญ่ที่มีเงินเยอะ มีเด็กเยอะ ก็ทำงานง่ายขึ้นอีก งบรายหัวจึงไม่ค่อยช่วยเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ แย่กว่านั้นคืออาจไปซ้ำเติมด้วย เพราะทำให้ช่องว่าง (gap) ถ่างออกไปอีก ดังนั้น บนฐานของความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ นักเรียนทุกคนควรได้รับเงินรายหัวเท่ากัน เสมือนเป็นเรื่องดี แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ได้ตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้ตั้งแต่วิธีคิดจนถึงตัวกฎหมายด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be7555"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00775-1024x683-1.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="14--%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>มีข้อเสนอต่อการปฏิรูปการศึกษาระลอกใหม่อย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>ต้องบอกว่าถ้ามองเห็นปัญหาตรงกันแล้ว ส่วนของข้อเสนอเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ ในส่วนของผมจะเอาหลักเศรษฐศาสตร์สถาบันมาประเมิน และพอจะแยกข้อเสนอได้เป็น 2 ส่วน คือ ภาพย่อย (micro) กับภาพใหญ่ (macro)</p>



<p>ส่วนที่เป็นภาพย่อย กสศ. สามารถมีบทบาทนำได้ เพราะ กสศ. มีจุดเด่นในด้านการเก็บข้อมูลนักเรียนยากจนระดับครัวเรือนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย แต่การเก็บข้อมูลก็ขึ้นอยู่กับว่าเราออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีคิดแบบไหน ในปัจจุบันอาจใช้วิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์กับวิธีคิดแบบนักการศึกษาเป็นหลัก ดังนั้น จุดเริ่มต้นที่ดีน่าจะเป็นการขยายมุมมองในการเก็บข้อมูลมิติอื่นลงไปด้วย เช่น เติมวิธีแบบมานุษยวิทยา สังคมวิทยา หรือวิธีแบบสายสุขภาพ หากมีจุดตั้งต้นที่ดีจะทำให้เราเข้าใจปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ดีขึ้น ผมพยายามเน้นว่า เวลาคุณพูดถึง 1.9 หรือ 2 ล้านครัวเรือนที่ยากจน เขาอาจจะมีปัญหาที่แตกต่างกันมากๆ ดังนั้น วิธีคิดที่ดูเพียงตัวเลขโดยรวม อาจไม่ได้สะท้อนปัญหาที่หลากหลายตรงนั้น แต่วิธีแบบอื่นจะช่วยเติมตรงนั้นได้ จะทำให้การทำนโยบายสอดคล้องกับปัญหาและแม่นยำมากขึ้น</p>



<p>ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับ ‘นิยาม’ ก็ควรมีการแก้ไข เช่น งบลงทุน ไม่ควรผูกติดกับกรอบงบลงทุนทั่วประเทศของทุกกระทรวง พูดง่ายๆ คือ นิยามงบลงทุนด้านคมนาคม คุณอาจเน้นเรื่องการก่อสร้างก็โอเค แต่งบลงทุนด้านการศึกษาควรจะมีวิธีคิดหรือมีกฎระเบียบคนละแบบใช่ไหม ส่วนในด้านการปรับความสัมพันธ์กับสากล เช่น คะแนน PISA ก็อยากให้นำมาใช้อย่างเป็นระบบ เข้าใจปัจจัยระดับสากล แล้วก็สนใจปัญหาระดับพื้นที่ ปัญหาเฉพาะตัวของไทยไปพร้อมกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องสมดุลของความเป็นสากลกับความเป็นไทยแบบที่เป็นมา&nbsp;</p>



<p>ส่วนในภาพใหญ่ อยากให้ผู้ผลักดันการปฏิรูปและสังคมไทยมองเห็นว่า ปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้ต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ใหญ่กว่าการศึกษาไปพร้อมกันด้วย เราพยายามชี้ให้เห็นว่ามันเชื่อมกับเรื่องอื่นๆ ยังไง ข้อแรก พอเราดูการปฏิรูป 3 ระลอกที่ผ่านมา พบว่าถ้ามี 3 องค์ประกอบพร้อมกัน คือ เศรษฐกิจการเมืองปลายเปิด แรงสนับสนุนจากระบบราชการ และการปฏิรูปที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน จะช่วยเกื้อหนุนให้เกิดดอกผลการปฏิรูปที่ดีขึ้น ดังนั้น ถ้าเราอยากเห็นการปฏิรูปใหญ่เกิดขึ้นจริง ก็อาจต้องตระหนักว่าจะผลักดันให้มีทั้ง 3 องค์ประกอบไปพร้อมกันได้ยังไง หรือถ้าทำไม่ได้ก็ต้องประเมินต้นทุนที่จะตามมาว่าคุ้มจริงหรือ คนที่สนับสนุนการปฏิรูปอาจจะต้องคำนึงถึงต้นทุนและข้อจำกัดของการปฏิรูป ด้วยบทเรียนจากประวัติศาสตร์สามสิบปีที่ผ่านมาของเราเอง&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="15--%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%C2%A0-"><strong>วิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์สถาบันจะช่วยแก้ไขปัญหาการศึกษาอย่างไร&nbsp;</strong></h2>



<p>ประเด็นสำคัญคือเราจะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของการศึกษายังไง ภายใต้ปัญหาต่างๆ นานาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ การยกเรื่องการศึกษาว่าสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดก็มีปัญหาในตัวเองเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>คือถ้าย้อนกลับไปดูตอนทำร่างรัฐธรรมนูญ 2540 คนที่เป็นตัวหลักในการผลักดันรัฐธรรมนูญยุคนั้น ตอนแรกเค้าไม่ได้ให้น้ำหนักกับเรื่องการศึกษา เน้นเรื่องการเมืองเป็นหลัก เครือข่ายการศึกษาก็เลยต้องรวมตัวกันล็อบบี้ เพื่อกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการศึกษา วิ่งเต้นให้บรรจุเรื่องการศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานจนสำเร็จ แต่ก็เกิดวิธีคิดที่เป็นมรดกจนถึงปัจจุบันคือ ต้องยกให้การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ให้คนเชื่อว่าการศึกษาเป็นต้นตอของทุกปัญหาในประเทศไทย และความเชื่อนี้ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง ผมคิดว่านักสังคมศาสตร์ทุกคนก็ทราบกันดี แต่ละเรื่องมีตำแหน่งแห่งที่ในการเป็นเหตุปัจจัยไม่เท่ากัน เช่น ครอบครัวที่ยากจนแล้วพ่อแม่ตกงาน ต่อให้คุณเอาเงินมาให้เด็กเท่าไร เด็กก็อาจจะไม่อยากเรียน เขาอยากจะช่วยพ่อแม่ทำงานมากกว่า แปลว่ามันเป็นเรื่องเศรษฐกิจกำหนดมาก่อน</p>



<p>ประเด็นของผมคือ ถ้าคุณจะแก้การศึกษาให้ลงรายละเอียดมากขึ้น คุณต้องรู้ว่าปัญหาของการศึกษาอยู่ตรงไหนในสังคมไทย การศึกษาไม่ใช่ต้นตอของทุกสิ่งเสมอไป บางเรื่องการศึกษาก็เป็นต้นตอจริง แต่บางเรื่องก็ถูกตัวแปรอื่นกำหนด ถ้าอยากแก้ ก็ต้องไปแก้ตัวอื่นที่มากำหนดอีกชั้นหนึ่งด้วย&nbsp;</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>เช่นถ้าเศรษฐกิจไทยยังผูกขาด การแข่งขันน้อย การจ้างงาน การจัดสรรรายได้ยังไม่เป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำระหว่างงานต่างๆ สูง หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศสูง ถึงอย่างไรก็ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วย ถ้าคุณมองการศึกษาเป็นต้นตอ แล้วโยนทรัพยากรให้การศึกษาอย่างเดียว โดยไม่แก้ที่ต้นตอหรือปัจจัยอื่นๆ คุณก็จะแก้อะไรไม่ได้อยู่ดี</p></blockquote>



<p>ในขณะเดียวกัน บางเรื่องคุณต้องทวนกระแสสังคมด้วย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสวัสดิการ ตอนนี้ผมคิดว่าสังคมไทยตื่นตัวเรื่องรัฐสวัสดิการกันมาก ข้อถกเถียงคือทำแค่ไหนยังไงในแนวทางแบบถ้วนหน้า แต่คำว่าถ้วนหน้าก็เป็นวิธีคิดเดียวกับเรื่องเรียนฟรี 15 ปี เพราะยังอยู่บนฐานคิดว่า ความเสมอภาคทำให้ทุกคนเท่ากัน แต่นั่นก็อาจไม่แก้เรื่องความเหลื่อมล้ำนะ อย่างที่บอก ถ้าคุณเอานักเรียนรวยกับจน 10 คน มายืนเรียงกัน คุณให้เงินทุกคนเท่ากัน ทุกคนแฮปปี้ แต่ความเหลื่อมล้ำไม่ลด แปลว่าบางเรื่องก็อาจจะต้องทวนกระแสสังคม ถ้าจะช่วยเรื่องการศึกษาอาจจะต้องใช้วิธีคิดที่เน้นการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (target) หรือคิดเชิงเฉพาะประเด็นมากขึ้น ไม่เช่นนั้นโจทย์ความเหลื่อมล้ำก็จะไม่ถูกแก้&nbsp;</p>



<p>เราจะจัดวางปัญหาการศึกษาอย่างไรท่ามกลางปัญหาสังคมไทยร้อยแปด ไม่ใช่ว่าการศึกษาเป็นต้นตอรากเหง้าของปัญหาทุกเรื่องเสมอไป บางเรื่องคุณต้องไปแก้เรื่องที่ใหญ่กว่านั้น บางเรื่องคุณอาจจะร่วมกับกระแสสังคม บางเรื่องคุณอาจจะต้องคานกับกระแสสังคม&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="16--%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88-"><strong>แสดงว่าเราต้องแก้ปัญหาการศึกษาด้วยวิธีการบูรณาการหรือไม่</strong></h2>



<p>ไม่ใช่คิดแบบบูรณาการ ผมว่าเราต้องคิดแยกส่วนมากขึ้น การบูรณาการทำให้เราไม่เห็นเหตุปัจจัยของแต่ละเรื่อง แต่การแก้ปัญหาให้ตรงจุดจำเป็นต้องคิดแยกส่วน </p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>การแก้ปัญหาการศึกษาต้องลงรายละเอียดว่าจะแก้เรื่องอะไร เช่น คะแนนวิชาภาษาอังกฤษในพื้นที่นี้มีปัญหา ก็ต้องลงไปดูว่าเป็นเพราะอะไร เด็กไม่เข้าเรียน หรือมีความรุนแรงในครอบครัว หรือเด็กไม่มีโอกาสเข้าถึงสื่อที่ใช้ภาษาอังกฤษ หรือที่โรงเรียนมีวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่จนนักเรียนหญิงไม่อยากเรียนกับครู เมื่อแยกย่อยปัญหาตรงนี้ออกมา แล้วจึงหาทางแก้ให้ถูกจุด</p></blockquote>



<p>แต่ถ้าคุณคิดแบบบูรณาการ คุณอาจจะไม่รู้เลยว่า เด็กบางพื้นที่ เด็กบางกลุ่ม เผชิญปัญหาที่ไม่เหมือนกับกลุ่มอื่น คือบูรณาการก็จะคล้ายกับความเสมอภาค โดยหลักการมันฟังดูไม่ผิด แต่อาจจะไปซ้ำเติมปัญหาบางประการที่มีอยู่ คำว่าเสมอภาคเป็นคำที่เพราะมากนะ พูดเมื่อไหร่ก็เพราะ พูดเมื่อไหร่ก็ดี แต่ในหลายกรณีมันซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="17--%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2566-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ในวาระการเลือกตั้งปี 2566 เราควรออกแบบนโยบายทางการศึกษาอย่างไร</strong></h2>



<p>การเลือกตั้งเป็นโอกาสดีสำหรับการกระตุ้นตลาดการเมือง อย่างที่คุยกันว่า หน้าที่ของตลาดการเมืองในอุดมคติคือ การส่งผ่านความคาดหวังต่อการศึกษาอันมโหฬารไปสู่การเห็นความสำคัญของฝ่ายนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เพียงพอ เมื่อเริ่มมีการเลือกตั้งใหม่ เรามีแคนดิเดตนายกฯ มีแคนดิเดตทีมเศรษฐกิจ ถามว่าทำไมยังไม่มีเรื่องการศึกษาเข้าไปในนั้น </p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>ผมคิดว่า ผู้ที่สนใจเรื่องการศึกษาควรจะกระตุ้นให้เกิดการดีเบต เอาวาระการศึกษาเข้าไปอยู่ในการถกเถียงเรื่องการเลือกตั้ง และมองเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยและการแข่งขันทางนโยบาย อาจจะเพิ่มเติมเรื่องรายละเอียดการดีเบตไปด้วยว่า จะพัฒนาการศึกษาอย่างไรภายใต้ระบบงบประมาณแบบที่เป็นอยู่ </p></blockquote>



<p>ถือเป็นโอกาสกระตุ้นให้เกิดการผลักวาระต่อเนื่องมากกว่าที่เคยเป็น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="18--%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ข้อสรุปเรื่องตลาดการเมืองไทยและงบประมาณ สุดท้ายแล้วควรมีรูปธรรมอย่างไร</strong></h2>



<p>เราพยายามมองด้วยวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์สถาบัน ตัวอย่างเปรียบเทียบก็คือ เมื่อเด็กนักเรียนข้ามถนน เด็กนักเรียนไทยต้องเผชิญอะไรบ้าง ถ้าเป็นเด็กนักเรียนชาติอื่นจะมองแค่สัญญาณไฟแล้วข้ามถนนได้เลย แต่ตอนนี้เราพบว่าการส่งเด็กนักเรียนไทยข้ามถนนต้องเผชิญปัญหาเยอะมาก&nbsp;</p>



<p>ถ้าเปรียบฝั่งการเมืองเป็นถนน ถนนของเราก็ค่อนข้างขรุขระ บางช่วงเป็นหลุม เด็กๆ เดินไปแล้วอาจจะสะดุดหกล้ม รถยนต์อาจจะเปรียบเหมือนฝั่งราชการที่มีอำนาจในการบริหารจัดการ แต่เป็นรถที่ใหญ่เกินไปจนคนขับมองไม่เห็นเด็กที่กำลังข้ามถนนเลย ส่วนสัญญาณไฟจราจร ผมก็มองเป็นเหมือนระบบงบประมาณที่ควรจะทำหน้าที่ส่งเสริมทรัพยากรให้ดี แต่บางช่วงไฟเปิดแค่ 10 วินาที บางช่วงพอมีคนใหญ่คนโตใช้ถนนคุณกลับเปิดไฟเขียวให้ข้ามได้ยาวเลย มันไม่คงเส้นคงวา&nbsp;</p>



<p>เราพบว่า การส่งเด็กข้ามถนนในเมืองไทย ต้องเผชิญปัญหาทั้งจากฝั่งการเมือง ทั้งจากฝั่งราชการ ทั้งตัวระบบงบประมาณเอง ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยน ก็คงไม่ใช่แค่มีนโยบายการศึกษาที่ดีสัก 1-2 ข้อ แต่เป็นเรื่องของมองเห็นปัญหาจากทั้ง 3 ส่วนนี้ เห็นปัญหาจากฝั่งการเมือง ปัญหาของฝั่งราชการ ปัญหาของระบบงบประมาณ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://circleschool.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/DSC00815-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-564"/></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="19--30-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-"><strong>30 ปีที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปการศึกษา ถ้าให้ตัดเกรดของการปฏิรูประลอกปัจจุบัน ถือว่าผ่านหรือไม่ผ่าน</strong></h2>



<p>ขอไม่ตอบได้ไหมครับ มันเป็นการซ้ำเติมวาทกรรมให้คะแนนแบบเหมารวมนะ (หัวเราะ) ถ้าเทียบกับงบประมาณและทรัพยากร มันมีปัญหาแน่นอน ไม่มีใครพอใจเลย เราคุยกับคนที่ผลักดันตั้งแต่ปี 2530 เขาก็ไม่พอใจ คุยกับคนที่ปฏิรูปในปัจจุบัน ก็ไม่พอใจ เดินไปถามพ่อแม่ เด็ก ครู ก็ไม่มีใครพอใจ อันนี้ก็เป็นตัวบอกคะแนนได้อยู่แล้ว ทุ่มงบประมาณลงไปมากขนาดนี้ แต่ไม่มีใครพอใจเลย แสดงว่ามีปัญหาแน่&nbsp;</p>



<p><br></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เชิงอรรถ</strong></h4>



<p>“โครงการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน” เป็นความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทีมวิจัยประกอบด้วย ธร ปีติดล, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, นภนต์ ภุมมา, ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์, ผู้ช่วยวิจัย: เบญจมาศ เป็งเรือน, เกษรา ศรีนาคา, อิทธินพวลี แก้วแสนสุข, ปริตตา หวังเกียรติ, รัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล, ลัทธพล ยิ้มละมัย, กัลป์ กรุยรุ่งโรจน์ และสรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์</p>



<p></p>



<p><strong>อ่าน : <a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A8-proof-4.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A8-proof-4.pdf">รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน”</a></strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-veerayooth-kanchoochat-interview/">วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร: กางแผนงบประมาณการศึกษา สำรวจอุปสงค์-อุปทานในตลาดการเมือง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘โรคใหม่’ สร้าง ‘โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่’ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/future-of-thai-education-after-covid19/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jul 2021 07:11:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[อธิษฐาน์ คงทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[สฤณี อาชวานันทกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[จิรัฐิติ ขันติพะโล]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42476</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ&#160;Covid-19&#160;ทำให้ทั่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/future-of-thai-education-after-covid19/">‘โรคใหม่’ สร้าง ‘โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่’ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/tag/covid-19/">Covid-19</a>&nbsp;ทำให้ทั่วโลกต่างเฟ้นหามาตรการรับมือที่ดีที่สุด ก่อนมาลงเอยด้วยมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing จนนำไปสู่การปิดเมือง ปิดเศรษฐกิจ และ<a href="https://www.the101.world/covid19-school-closure/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ปิดสถาบันการศึกษา</a>ในเวลาต่อมา</p>



<p>นั่นกลายเป็นสาเหตุให้นักเรียนจำนวนกว่า 1.5 พันล้านคน หรือมากกว่า 90% ของนักเรียนทั้งหมดในโลกได้รับผลกระทบ ถูกปั่นป่วนกระบวนการเรียนรู้ และบางส่วนยังประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในโลกการศึกษาแบบปัจจุบันทันด่วน ชี้ให้เห็นถึงประเด็นด้านความเหลื่อมล้ำที่อาจรุนแรงสาหัสมากขึ้นเป็นทวีคูณ</p>



<p>การมาเยือนของวิกฤตโรคระบาดทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับระบบการศึกษาหลากหลายด้าน เป็นต้นว่า เราจะออกแบบการเรียนรู้ในยุคโควิด-19 ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ทักษะและหลักสูตรโลกการศึกษารูปแบบใหม่หลังจากนี้ควรมีหน้าตาแบบไหน เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทด้านการเรียนรู้หรือทำให้ความเหลื่อมล้ำย่ำแย่กว่าเดิม</p>



<p>และจริงหรือไม่ ที่เราสามารถเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสด้านการศึกษาใหญ่ได้</p>



<p>101 ชวน <strong>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร</strong> รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) และผู้เขียนหนังสือ “เศรษฐกิจสามสี – เศรษฐกิจแห่งอนาคต”, <strong>สฤณี อาชวานันทกุล</strong> กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด, <strong>ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), <strong>อธิษฐาน์ คงทรัพย์</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มก่อการครู, <strong>วิเชียร ไชยบัง</strong> ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา และ <strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong> ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ‘StartDee’ สตาร์ทอัพใหม่ด้านการศึกษา มาร่วมตอบคำถามและระดมสมองออกแบบโลกการศึกษาในวันข้างหน้า ใน Public Forum <a href="https://www.the101.world/public-forum-thai-education-after-covid19/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">“โรคใหม่ – โลกใหม่ – การเรียนรู้ใหม่ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19”</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="101 Public forum :: &quot;โรคใหม่ - โลกใหม่ - การเรียนรู้ใหม่ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19&quot;" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/HZlr7lwJMU8?start=145&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be1fbe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/DSC08924-3.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81---covid-19-"><strong>มองความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการศึกษาจาก&nbsp;</strong><strong>COVID-19</strong></h1>



<p>เมื่อมองในภาพรวม อาจกล่าวได้ว่า ตอนนี้โลกกำลังเผชิญ 3 คำถามใหญ่ร่วมกัน คือ 1.โลกาภิวัตน์จะสิ้นสุดหรือไม่ 2.ระบอบทุนนิยมจะล่มสลายหรือไม่ 3.ความเหลื่อมล้ำจะมากขึ้นหรือไม่</p>



<p>ประเด็นแรกที่ว่าโลกาภิวัตน์จะสิ้นสุดหรือไม่เมื่อโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างแทบจะหยุดชะงัก ผมคิดว่าอาจเป็นความกลัวที่มากเกินไปของนักคิดสายเสรีนิยมหรือผู้สนับสนุนโลกาภิวัตน์ พวกเขามองเห็นพัฒนาการของโลกเป็นเส้นตรงมากเกินไป หากเราดูพัฒนาการทางประวัติศาสตร์โลก จะพบว่าโลกาภิวัตน์มีทั้งช่วงที่เปิดและปิด เผชิญวิกฤต หรือถูกตั้งคำถาม ประวัติศาสตร์โลกไม่ได้เป็นเส้นตรง เพราะฉะนั้นพัฒนาการอาจเป็นไปได้หลายทาง</p>



<p>แต่หากเรามองแนวโน้มเรื่อง supply chain การแบ่งกันผลิต พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่นเข้ามาผลิตนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลงทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน เพราะบริษัทใหญ่เริ่มรู้แล้วว่าการผลิตเช่นนี้มีความเสี่ยงเมื่อไวรัสระบาดในจีน บริษัทจึงไม่สามารถพึ่งพาการผลิตจากจีนได้ ดังนั้น supply chain ระดับโลกมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนหน่วยมาผลิตในระดับภูมิภาคมากขึ้น แต่อาจไม่ถึงขั้นกลับเป็นชาตินิยมหรือปิดประเทศเสียทีเดียว</p>



<p>ส่วนคำถามที่สองซึ่งคนกลัวมาก คือทุนนิยมจะล่มสลายหรือไม่ แต่หากเราดูรายละเอียดในแต่ละธุรกิจ จะพบว่าแต่ละธุรกิจได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่เท่ากัน มีบางธุรกิจรายได้ติดลบ ยอดขายหายไป เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ยานยนต์ ปิโตรเคมี ธุรกิจธนาคาร แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีธุรกิจที่ทรงตัวได้ หรือได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์ตอนนี้ เช่น ธุรกิจอุปโภคบริโภค ธุรกิจยารักษาโรค ธุรกิจผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ผลิตหน้ากากอนามัย ดังนั้น ทุนนิยมไม่ได้ล่มสลาย แต่มีผู้ได้ผู้เสียต่างกันออกไป</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจอย่าง Tech firm จะเติบโตและขยายอิทธิพลข้ามพรมแดนไปในธุรกิจอื่น เพราะทั้งภาคธุรกิจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ ต่างต้องหันมาพึ่งโลกออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจค้าขายผ่าน e-commerce มากขึ้น การทำธุรกรรมออนไลน์ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าแม้แต่ Huawei ก็ยังทำกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนในไตรมาสแรกซึ่งเป็นช่วงที่ระบาดรุนแรงได้ และยังไม่นับว่า Tech firm เป็นบริษัท ‘Trillion Dollar Club’ ที่มีมูลค่าในตลาดเกินล้านล้านดอลลาร์แล้ว อย่าง Amazon, Google, Apple, Microsoft</p>



<p>การเติบโตและขยายอิทธิพลของ Tech firm จะส่งผลสะเทือนทั่วโลก เพราะการแข่งขันต้องพึ่งพาบริษัทเหล่านี้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเรื่องความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงระหว่างประเทศ ทิศทางในอนาคตอาจเกิดการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ ส่งผลต่อตลาดแรงงานและตลาดการค้า</p>



<p>ประเด็นที่สาม เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่เริ่มปิดเมือง และจะส่งผลกระทบในระยะยาว วิถีชีวิตของคนมีความแตกต่างเหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างมาก มีทั้งคนที่เข้าถึงและเข้าไม่ถึงหน้ากากอนามัย แต่ละพื้นที่เผชิญวิกฤตรุนแรงมากน้อยต่างกัน</p>



<p>ยิ่งมองเรื่องการศึกษา ความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งชัดเจน อย่างนักเรียนที่มีฐานะดีอาจเจอปัญหาเพียงแค่ว่าการเรียนออนไลน์นั้นไม่มีประสิทธิภาพ แต่อย่างเด็กนักเรียนฐานะยากจนจะเจอปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก เมื่อพิจารณางานศึกษาการระบาดของไวรัสอีโบลาในทวีปแอฟริกา จะพบว่าการศึกษาที่เป็นปัจจัยให้การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (social mobility) นั้นกลายเป็นปัจจัยลบ ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์ปกติ การศึกษาเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเลื่อนชนชั้นได้ เพราะการระบาดส่งผลให้ครอบครัวเด็กที่ยากจนนั้นไม่สามารถกลับเข้าโรงเรียนได้อย่างถาวร</p>



<p>โลกการศึกษาหลัง COVID-19 จึงต้องปรับโจทย์ใหม่ หากมองในมุมบทบาทของภาครัฐ รัฐจะต้องออกมาตรการเยียวยาระหว่างวิกฤตสำหรับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ รวมทั้งยังต้องคิดมาตรการรับมือในกรณีที่เด็กต้องออกจากโรงเรียนอย่างถาวร ซึ่งมาตรการเหล่านี้รัฐสามารถลงมือได้ทันที ไม่ต้องรอวิกฤตผ่านไปก่อน และหลังจากนี้ต้องวางทิศทางการศึกษาในอนาคตเพื่อตอบรับกับเศรษฐกิจ</p>



<p>นอกจากนี้ เราต้องแยกให้ออกว่า new normal ที่หลายคนกำลังพูดถึงเป็นความผิดปกติชั่วคราว หรือจะกลายเป็นลักษณะของโลกใหม่หลังโควิด-19 จริง ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะจะทำให้เราประเมินเรื่องเศรษฐกิจและการศึกษาได้ดีขึ้น หลายเรื่องที่ผิดปกติตอนนี้ ที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมอาจไม่ล่มสลายและกลับมาดำเนินตามปกติได้ หากสามารถคิดค้นวัคซีนสำเร็จ หรือการเรียนออนไลน์ซึ่งจะมาแทนที่มหาวิทยาลัยก็อาจเป็นเรื่องชั่วคราวเช่นกัน</p>



<p>new normal ยังขึ้นกับบริบทที่ต่างออกไปในแต่ละประเทศ อย่างในสหรัฐฯ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ การเรียนออนไลน์อาจลดลง และเพิ่มการเรียนในชั้นเรียนมากขึ้น เพราะสหรัฐฯ มีเรียนออนไลน์ส่วนหนึ่งอยู่แล้วแต่เดิม เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 การเรียนออนไลน์ที่เพิ่มยิ่งขึ้นยิ่งกลับทำให้นักเรียนโหยหาชั้นเรียนแบบดั้งเดิม หรืออย่างญี่ปุ่นที่แทบไม่มีการเรียนออนไลน์มาก่อน หลังโควิด-19 ก็มีแนวโน้มปรับไปเรียนออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น new normal ยังต่างไปตามแต่ละสาขาวิชา เช่น สาขาวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต้องใช้ห้องแล็บในการทดลอง ก็ยังต้องใช้วิธีเดิมต่อไป หรือบางที่ นักศึกษาอยากอภิปรายกันในห้องเรียนแบบเดิมด้วยซ้ำ</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88-%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>การเรียนข้ามศาสตร์ และสร้างความเห็นอกเห็นใจ ทิศทางใหม่ของโลกการศึกษา</strong></h1>



<p>ตอนนี้ประเทศอื่นๆ เริ่มพูดถึงทิศทางการศึกษาในอนาคตแล้วว่าจะมุ่งไปทางไหน อย่างเช่นสิงคโปร์ตัดสินใจที่จะมุ่งไปทางดิจิทัล เยอรมนีจะมุ่งไปทางอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด แต่รัฐไทยยังไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจน และยังไม่มีสัญญาประชาคมใหม่ว่าจะวางตำแหน่งแห่งที่ของเศรษฐกิจไทยในตลาดโลกอย่างไร ประเด็นนี้สำคัญต่อการศึกษา เพราะนักเรียนนักศึกษาจะได้รู้ว่าควรจะมุ่งพัฒนาทักษะเพื่อตอบโจทย์กับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในโลกที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤตได้อย่างไร</p>



<p>ถ้าสำรวจปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้น อย่างภาวะไม่พึงประสงค์จากความคิดและค่านิยมที่เกิดคู่ขนานกับวิกฤตโควิด-19 จะพบว่ามีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาด้วย เช่น ภาวะชาตินิยมสุดโต่ง ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ หรือการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลจากการออกแบบการศึกษา เราต้องมองเห็นปัญหาตรงจุดนี้เพื่อที่ว่าจะออกแบบการศึกษาในโลกหลังโควิด-19 ให้ดีขึ้นได้อย่างไร อย่างเราต้องออกแบบให้การศึกษาในสายวิทยาศาสตร์หรือสายแพทยศาสตร์มีความรู้ความเข้าใจด้านสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์หรือไม่ หรือในทางกลับกัน ต้องออกแบบให้การเรียนด้านสังคมศาสตร์ก็ต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ด้วยหรือไม่</p>



<p>ดังนั้น ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นที่ผมมองการออกแบบการศึกษาในโลกหลัง COVID-19 คือ การเรียนการสอนข้ามสาขาวิชา (interdisciplinary) และความเห็นอกเห็นใจ</p>



<p>หากมองในมุมทางเศรษฐศาสตร์ โจทย์เรื่องการศึกษาในโลกที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแบบแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะทาง เช่น เมื่อเลือกเรียนวิศวกรรมแล้ว ก็ต้องเลือกเจาะสาขาแยกไปอีกอย่างวิศวกรรมเคมี วิศวกรรมไฟฟ้า เป็นต้น แต่ผมประเมินว่าเราต้องการทักษะที่ครบรอบด้านในอนาคตเพิ่มมากขึ้น และความสำคัญของทักษะความชำนาญแบบเฉพาะทางจะลดลง</p>



<p>ดังนั้น แต่ละสาขาวิชาควรจะมีความเชื่อมโยงมากขึ้น อย่างนักวิเคราะห์ข้อมูลที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคตควรทำงานแบบมองให้รอบด้าน ไม่ควรประมวลผลโดยใช้ข้อมูลจากมุมวิทยาศาสตร์อย่างเดียว แต่ควรรู้มุมมองทางมนุษยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือสังคมวิทยาด้วยเพื่อที่จะประมวลข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้น เราก็จะเผชิญปัญหาเดิมที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจสังคมศาสตร์ หรือนักสังคมศาสตร์ไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ จนกลายเป็นความขัดแย้งเพราะไม่เข้าใจวิธีคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง</p>



<p>และถ้ามองมิติระดับปัจเจกเอง แต่ละคนควรมีทักษะรอบด้านที่จบครบในตัวเองไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร เช่น หากทำอาชีพขายของ จะรู้แค่เพียงซื้อมาขายไปไม่ได้ แต่ต้องมีความเข้าใจตลอด supply chain ในธุรกิจที่ทำอยู่ ต้องรู้ว่าสินค้าที่นำมาขายมาจาก supply chain ไหนในโลก หาก supply chain ในแต่ละส่วนมีปัญหาขึ้นมา ก็ต้องรู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง หากจะเป็น fashion designer ก็ต้องรู้เรื่องคอมพิวเตอร์หรือการทำบัญชีด้วย หรือหากทำขนมขาย ก็ต้องรู้ที่มาของวัตถุดิบ ดังนั้น โลกที่แต่ละคนแบ่งงานกันทำตามทักษะเฉพาะจะลดความสำคัญลง</p>



<p>นอกจากนี้ การรู้รอบด้านจะทำให้เราสามารถทำอะไรหลายอย่างเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น สามารถแก้ไขสถานการณ์เวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ (resilient)</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ตอนนี้การเรียนข้ามสาขาวิชานั้นมีปัญหาในตัวเองระดับหนึ่งจากการคิดเชื่อมโยงข้ามสาขาวิชาแล้วไม่รู้ว่าจะสกัดออกมาเป็นความเข้าใจ หรือเชื่อมโยงเป็นวิธีคิดต่อนโยบายอย่างไร ดังนั้น หลักสูตร มหาวิทยาลัยและอาจารย์ต้องปรับตัว โดยเริ่มใช้วิธีคิดข้ามศาสตร์เข้ามาปรับกับงานวิจัย และรู้ว่าควรจัดการสอนอย่างไรให้นักศึกษาเชื่อมโยงได้</p>



<p>ต้องย้ำว่าการเรียนแบบข้ามสาขาไม่ใช่แค่การเรียนหลายสาขาเท่านั้น แต่ต้องรู้ว่าต้องเชื่อมโยงหลายสาขาอย่างไรเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ แล้วนำไปสู่การคิดค้นใหม่ ในแง่นี้ อาจนับว่าเทคโนโลยีเป็นศาสตร์หนึ่งที่จะต้องนำเข้ามาเรียนร่วมกับศาสตร์อื่น เช่น การเรียนสังคมวิทยาในอนาคต การลงพื้นที่อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องใช้เทคโนโลยีช่วยประมวลผลข้อมูลให้เข้าใจทั้งภาพใหญ่และภาพเล็กไปพร้อมกัน</p>



<p>นอกจากนี้ ยังต้องมีการคิดเชื่อมโยงภายในศาสตร์เองด้วย อย่างในสาขาเศรษฐศาสตร์เองก็สามารถถกเถียงแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสำนักทฤษฎีต่างๆ ภายในศาสตร์ได้ ดังนั้น การเรียนข้ามสาขาวิชาหมายถึงทั้งเชื่อมโยงกันในภายในสาขาวิชา และเชื่อมโยงระหว่างสาขาอื่น ประยุกต์รวมกันเพื่อตอบโจทย์ในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>ด้านทักษะการใช้ชีวิต ก็ควรจะเป็นทักษะแบบรู้รอบด้าน เข้าใจโลกได้หลากหลายมิติเช่นกัน รวมทั้งมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งเพิ่มความสำคัญขึ้นอย่างมากในยุคโควิด-19 และจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในอนาคต ในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เต็มไปด้วยปัญหาและภัยคุกคามใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งจะส่งผลต่ออีกหลายเรื่อง เช่น เกษตรกรรมหรือวิถีชีวิต</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>สฤณี อาชวานันทกุล</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dbdb49"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/DSC09799edit.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0---covid-19-"><strong>สำรวจเทรนด์การศึกษาโลกที่เปลี่ยนไปเพราะ&nbsp;</strong><strong>COVID-19</strong></h1>



<p>ในเรื่องเทรนด์การศึกษา บางคนบอกว่า โควิด-19 เป็นตัวเร่ง (accelerator) หรือเป็นเหตุระดับโลกที่มาขับเน้นหรือเร่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากคือ การเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ให้อยู่ในรูปดิจิทัล (digitalization) หรือเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นแบบออนไลน์มากขึ้น นี่เป็นผลพวงโดยตรงจากโควิด-19 ที่แม้จะเป็นวิกฤตด้านสุขภาพ แต่วิกฤตครั้งนี้ก็เรียกร้องให้เราต้องหาวิธีการจัดการที่อยู่ภายใต้ศักยภาพของระบบสุขภาพแต่ละประเทศ ทำให้เราเริ่มพูดถึงมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม การปิดเมืองหรือกึ่งปิดเมือง แน่นอนว่า เมื่อคนเรามีระยะห่างกันทางกายภาพ ก็จะเกิดความคาดหวังทันทีว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่การทำงานไปจนถึงการศึกษา</p>



<p>ดังนั้น การเคลื่อนไหวในแวดวงการศึกษาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ หรือการศึกษาทางไกล ทั้งหมดเหมือนถูกโยนเข้ามาทันที ซึ่งก่อนหน้านี้หลายนวัตกรรมอาจจะอยู่ในช่วงทดลอง แต่เมื่อเกิดโควิด-19 ทุกคนต้องเร่งนำนวัตกรรมเหล่านี้เข้ามาใช้ทันที เพราะแม้นักเรียนจะยังไปโรงเรียนไม่ได้ แต่เราต้องหาวิธีจัดการเรียนการสอนต่อไป</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99--%E2%80%98--%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E2%80%99---%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99-"><strong>การใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น = ‘</strong><strong>ความเหลื่อมล้ำ’</strong><strong>&nbsp;ทางการศึกษาเพิ่มขึ้น?</strong></h1>



<p>การเกิดขึ้นของ digitalization หรือความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในช่วงโควิด-19 ยิ่งขับเน้นให้เห็นประเด็นความเหลื่อมล้ำมากขึ้น จริงๆ เรามีทั้งงานวิจัยและผลการศึกษาจำนวนมากที่บอกว่า ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาเป็นตัวคาดการณ์ความเหลื่อมล้ำทางด้านอื่นๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี เราสามารถคาดการณ์ได้เลยว่า คนเราจะมีแนวโน้มการหารายได้หรือมีโอกาสในชีวิตมากน้อยแค่ไหน จากคุณภาพหรือระดับการศึกษาที่ได้รับ</p>



<p>เมื่อโควิด-19 ทำให้เทรนด์ digitalization แหลมคมมากขึ้น ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงดิจิทัลหรืออุปกรณ์ดิจิทัลอยู่มาก เช่น ประเทศไทย จะเกิดประเด็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีแนวโน้มถูกถ่างให้กว้างมากขึ้นทันที ถ้าพูดอย่างหยาบๆ คือ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้กับนักเรียนที่สามารถเข้าถึงได้ แต่ถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เพราะการศึกษามีองค์ประกอบและโครงสร้างมากมาย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เช่น ต่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ แต่ถ้ากระทรวงศึกษาธิการหรือโรงเรียนประกาศว่า ให้นักเรียนเรียนที่บ้านผ่านหลักสูตรออนไลน์ ก็มีนัยว่า นักเรียนต้องมีสมาธิจดจ่อกับแบบเรียนออนไลน์ได้ และยังมีความคาดหวังว่า ผู้ปกครองจะคอยดูแลนักเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็ก</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดประเด็นตามมา เพราะปกติแล้ว พ่อแม่คาดหวังว่าเมื่อตนส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียน ก็จะมีคุณครูคอยดูแล แต่ตอนนี้ลูกต้องเรียนอยู่ที่บ้าน แล้วบ้านพร้อมแค่ไหนที่จะเป็นสถานที่เรียนรู้ของเด็ก และต่อให้เด็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ พ่อแม่ก็ยังต้องรับภาระดูแลลูกเพิ่มเติมด้วย การที่พ่อหรือแม่จะต้องสละเวลามาดูแลลูกอาจหมายถึงพวกเขาต้องสละโอกาสในการหารายได้ไปด้วย จะเห็นว่า การที่บอกให้จัดการเรียนการสอนที่บ้านมีนัยหลายอย่างตามมา สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย การจัดการเรียนการสอนแบบนี้อาจจะทำไม่ได้โดยง่าย</p>



<p>ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ที่เราเคยเห็นกันอยู่แล้วจะยิ่งมาขับเน้นความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้และศักยภาพในการจัดการเรียนสอนด้วย ยังไม่นับประเด็นที่มีหลายคนพูดถึงคือ การออกแบบหลักสูตรหรือเนื้อหาการเรียนการสอนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางจำเป็นต้องจัดรูปแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียน คือมีคนทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (facilitate) ด้วย คำถามคือบทบาทหน้าที่ของครูจะเป็นยังไง นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ตอบได้ง่ายๆ ด้วยการแจกอุปกรณ์ดิจิทัลให้แล้วทุกอย่างจะจบ เพราะมันมีประเด็นที่พัวพันอยู่เยอะมาก ตั้งแต่เรื่องผู้ปกครอง ฐานะทางเศรษฐกิจ ความพร้อมหรือโครงสร้างต่างๆ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจึงเป็นประเด็นใหญ่ แต่ประเทศต่างๆ จะเจอความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ก็น่าจะขึ้นอยู่กับมาตรการรับมือและการจัดการของภาครัฐ รวมถึงโครงสร้างในการทำงานด้วย เช่น รัฐจะให้ภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>นอกจากนี้ ในทางเทคโนโลยีหรือโทรคมนาคม มีศัพท์คำว่า ‘last miles’ คือสมมติว่า ผู้ให้บริการตั้งใจจะให้บริการกับผู้ใช้มากขึ้น เตรียมเทคโนโลยีและใบอนุญาตต่างๆ ไว้เรียบร้อย แต่ถ้ามีอุปสรรคไมล์สุดท้ายที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้ ก็เท่ากับว่าการลงทุนที่ผ่านมาไม่ได้ผลอะไร การใช้เทคโนโลยีอย่างเข้มข้นในช่วงโควิด-19 ทำให้เราต้องคิดถึงปัญหา last miles ให้มากขึ้น ต้องคิดให้ชัดขึ้นว่า การวัดผลไม่ได้วัดแค่การเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน แต่ต้องตั้งคำถามไปถึงคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้วย</p>



<p>อีกหนึ่งตัวอย่างที่อยากพูดถึงคือ โรงเรียนประถมจะมีงบอาหารกลางวัน แต่ถ้ามีการเลื่อนเปิดเทอมหรือเด็กต้องเรียนที่บ้านแล้ว เราจะสามารถนำงบอาหารกลางวันมาจัดสรรใหม่ ให้เข้าถึงครอบครัวที่ต้องรับภาระในการเลี้ยงดูลูกเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ หรือเราจะเอื้อให้องค์กรด้านธุรกิจสังคมทำแบบนี้ได้ไหม นี่เป็นโจทย์ในมุมที่กว้างกว่าเรื่องเทคโนโลยี และเป็นเรื่องที่เราน่าจะต้องคุยกันต่อไป</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="5--covid-19---%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-21-"><strong>COVID-19</strong><strong>&nbsp;ตอกย้ำความสำคัญของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</strong></h1>



<p>วิกฤตโควิด-19 ชี้ให้เห็นว่าทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีความสำคัญมาก ทั้งการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ (adaptability) ความเข้าใจอกเข้าใจผู้อื่น มี global mindset มองตัวเองเป็นพลเมืองโลก และมองผู้อื่นด้วยความเชื่อมโยงกันในระดับโลก มีความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์เวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (resilient) รวมถึงเรื่องความรู้ (literacy) ใหม่ๆ เช่น ทักษะด้านดิจิทัล (digital literacy) หรือการเงิน (financial literacy) และทักษะการจัดการตัวเอง ภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกับผู้อื่น</p>



<p>ถ้าพูดให้ชัดขึ้น คือเมื่อเกิดโควิด-19 ตอนแรกเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องสุขภาพ เป็นโรคระบาด เราคิดว่าเราต้องฟังแพทย์เป็นหลัก แต่พอเหตุการณ์เริ่มบานปลาย และเหมือนว่าเราต้องอยู่กับมันไปอีกระยะหนึ่ง ทีนี้โควิด-19 จึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นประเด็นที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางด้านสังคมศาสตร์หลายศาสตร์ รวมถึงศาสตร์ด้านมานุษยวิทยา มีความเข้าอกเข้าใจ มองเห็นความต้องการที่แตกต่างกันของคนที่เดือดร้อนไม่เท่ากันในวิกฤต อีกทั้งวิธีการที่พยายามใช้แก้ปัญหาในยุคโควิด-19 ทั้งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ หรือทางสังคม รวมถึงนโยบายสาธารณะต่างๆ ก็ล้วนเกี่ยวพันกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ทั้งสิ้น ทักษะดังกล่าวจึงสำคัญมากในการเอาตัวรอด</p>



<p>อีกตัวอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญชัดเจนมากขึ้น คือการเชื่อมต่อกันของโลก (global connectedness) หรือการมี global mindset เพราะโควิด-19 เป็นโรคระบาดระดับโลก ต่อให้เราดูแลและระมัดระวังตัวเองกับครอบครัว พยายามทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว แต่ละแวกบ้านของเรายังอันตรายอยู่ มันก็ส่งผลกระทบกับเราอยู่ดี หรือต่อให้ประเทศเราทำได้ดี ควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ถ้าประเทศอื่นยังประสบปัญหา ก็เท่ากับว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะฉะนั้น โควิด-19 เป็นตัวอย่างที่ดีมากของคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องมีทัศนะที่มองออกไปข้างนอก พยายามทำความเข้าใจคนที่มีความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม และบริบท เรียกร้องความเป็นพลเมืองโลกให้มากขึ้น</p>



<p>อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 คือ เทรนด์งานในอนาคต มีแนวโน้มที่บอกว่า ในปี 2030 งาน 60-80% จะเป็นงานใหม่ที่วันนี้เรายังไม่รู้จัก ไม่มีชื่อเรียก ยังไม่นับเทรนด์ที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศอุตสาหกรรม อย่างการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือหุ่นยนต์มาทดแทนแรงงานมนุษย์ในหลายงาน เมื่อเทรนด์เหล่านี้ผนวกรวมกับโควิด-19 จึงน่าจะช่วยเร่งการปรับทิศและหลักสูตรการศึกษาทั้งหมดให้มุ่งไปสู่ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการเรียนแบบท่องจำ เราต้องทำอะไรอีกเยอะ</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3-"><strong>ทักษะใหม่ที่ต้องเติมใส่หลักสูตร</strong></h1>



<p>โควิด-19 เป็นความเสี่ยงอุบัติใหม่ ถึงคนที่ทำงานสายวิจัยหรือการพัฒนาที่ยั่งยืนจะได้ยินมาเยอะแล้วว่า มนุษย์ทำลายถิ่นที่อยู่สัตว์ป่าหรือสิ่งแวดล้อม ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดที่มนุษย์อาจไม่รู้จักมาก่อน แต่พอโควิด-19 เกิดขึ้นจริงๆ เราเห็นเลยว่า ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังมองไม่รอบด้านและยังไม่พร้อมรับมือ สาเหตุหนึ่งที่เราไม่พร้อมเพราะยังมีปัญหาเรื่องการทำงานแบบข้ามศาสตร์ (interdisciplinary) ซึ่งเชื่อมกับเรื่องการทำงานร่วมกัน (collaboration) และโยงกลับไปที่การมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น</p>



<p>ถ้าเราไม่เข้าใจว่างานของคนอื่นสำคัญอย่างไร ก็อาจไม่เกิดแรงจูงใจในการทำงานร่วมกันหรือร่วมมือกัน บางครั้ง เราคิดง่ายๆ ว่า แค่ดึงตัวคนจากศาสตร์อื่นมาร่วมกันพอเป็นพิธี แต่เราไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าบางครั้ง ทักษะหลายอย่างต้องไปด้วยกัน</p>



<p>อีกทักษะที่คิดว่าสำคัญสำหรับสังคมไทย แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในกรอบของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยตรง คือเรื่องการมองประเด็นความเสี่ยง วัฒนธรรมการเผื่อเหลือเผื่อขาด และการออม ซึ่งถือเป็นความรู้เช่นกัน เราจะทำอย่างไรให้แต่ละคนมองเห็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในชีวิต ทั้งของตัวเองและในระดับที่ใหญ่กว่านั้น และพยายามหาหนทางบรรเทาหรือจัดการความเสี่ยง รวมไปถึงการใช้สิทธิพลเมืองในฐานะที่เราเป็นพลเมือง ซึ่งรวมถึงการใช้สิทธิพลเมืองเรียกร้องให้รัฐดูแลเรื่องความเสี่ยงของเราให้มากขึ้น เราเห็นว่าเรื่องตาข่ายทางสังคมในไทยยังเป็นปัญหาอยู่ ทักษะใหม่ที่โควิด-19 กำลังตอกย้ำให้เราเรียนรู้จึงเป็นเรื่องการใช้สิทธิ และการมองตัวเองในฐานะที่เป็นพลเมืองของสังคมและพลเมืองโลก</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88---%E2%80%93-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-%E2%80%93-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95-"><strong>ตั้งโจทย์การสอนใหม่&nbsp;</strong><strong>– ปรับทัศนคติครู – สร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></h1>



<p>ถ้าเราตั้งต้นว่าทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จะทวีความสำคัญมากขึ้น ความท้าทายของเราจึงเป็นเรื่องการปรับตัวของระบบการศึกษา ซึ่งอาจจะยังติดกับวิธีคิดหรือรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิม ให้สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็น แต่เชื่อว่า ไม่มีใครที่มองว่าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่สำคัญ เพราะต่อให้เราทุกคนเข้า google ได้หมด ก็ไม่ใช่ว่าเราต้องฉลาดเหมือนกันหมดหรือรู้เรื่องทุกอย่าง แต่เราอาจจะต้องดูเรื่องการเรียนการสอนที่มีโครงสร้างชัดเจน หรือ active learning รูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย</p>



<p>นอกจากนี้ เราอาจสนับสนุนให้มีการเรียนแบบข้ามศาสตร์เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเรียนเน้นทางเศรษฐศาสตร์ เราอาจจะต้องเผื่อเวลาสัก 1 ใน 4 ของเวลาเรียนไปเรียนศาสตร์อื่นๆ รวมถึงทักษะพื้นฐานจำเป็น เช่น ความรู้เกี่ยวกับดิจิทัล หรือความรู้ทางด้านการเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องรู้ทุกเรื่อง ทุกศาสตร์ หรือเป็นพหูสูต มันเป็นการย้อนกลับไปมองว่าคนเรามีความสนใจหลากหลาย เราจะเรียนศาสตร์อะไรก็ได้ แต่ต้องมีความเคารพซึ่งกันและกัน เคารพบทบาทหน้าที่ ความสำคัญของศาสตร์อื่นๆ แล้วมองเห็นความเชื่อมโยงของความรู้ที่จะดึงมาทำงานร่วมกันได้</p>



<p>ถ้าเราออกแบบระบบการศึกษาที่ไม่ได้เริ่มตั้งโจทย์ที่ตัวความรู้ แต่เริ่มตั้งโจทย์ที่ทักษะ เช่น ถ้าเราพูดถึงเรื่องทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (critical thinking) เราอาจจะต้องเปิดโลกให้เขาเห็นได้ว่า โลกเรามีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างไร ทำไมเราต้องมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่น ทำไมความคิดเราเป็นเพียงความคิดหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าความคิดของเราต้องถูกต้องทั้งหมด ถ้าเราสอนสิ่งเหล่านี้ได้ มันจะค่อยๆ นำไปสู่การมองเห็นความจำเป็นของการทำงานแบบข้ามศาสตร์</p>



<p>แต่ที่ผ่านมา เราอาจจะทำเรื่องการทำงานข้ามศาสตร์ได้ไม่มากพอ เพราะเรายังไม่ได้เปิดช่องหรือเปิดโอกาสให้เด็กมองเห็นความสำคัญของการมีความเห็นอกเห็นใจ การทำงานร่วมกับคนอื่น ความสำคัญของการยอมรับความแตกต่างทางความคิด และการเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้แสดงความคิดเห็น นี่จึงอาจจะเป็นโอกาสหนึ่งของการออกแบบหลักสูตรที่เน้นเรื่องเหล่านี้มากขึ้น</p>



<p>ข้อควรระวังของการออกแบบหลักสูตรที่มีการข้ามศาสตร์และบูรณาการร่วมกัน คือวิธีคิดเวลาเราจะสร้างหลักสูตร เรามักเอาชื่อทุกอย่างที่ต้องการมารวมในประโยคเดียวกัน เช่น บอกว่าเป็นปริญญาเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์โลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว เราควรตั้งต้นจากการมองว่าวัตถุประสงค์จริงๆ ที่เราต้องการคืออะไร และวิธีมองโลกหรือวิธีคิดหลักที่เราจะใช้ในหลักสูตรนั้นๆ คืออะไร แทนที่จะพยายามไปคิดว่า ต้องพยายามรวมเอา 5 ประเด็นเข้ามาไว้ด้วยกัน</p>



<p>มีอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า หน้าที่ของอาจารย์ไม่ใช่การให้แผนที่กับนักเรียน เพราะแผนที่อาจจะล้าสมัยได้ แต่หน้าที่ของอาจารย์คือ สอนวิธีการอ่านแผนที่ และสอนให้รู้ว่า ในโลกอาจจะมีแผนที่หลายแบบ เวลาที่นักเรียนไปยังประเทศไม่คุ้นเคยจะได้สามารถจัดการตัวเองได้ ส่วนตัวจึงชอบคำว่า การเรียนรู้แบบนำตนเอง (self-directed learning)&nbsp; เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญของเราคือ การถอยออกมาจากชื่อวิชาก่อน แล้วเริ่มจากการดูเป้าหมายว่า เป้าหมายหลักของหลักสูตรหรือศาสตร์นี้ต้องการจะช่วยเรามองเรื่องอะไรหรือแก้ปัญหาเรื่องอะไร</p>



<p>อีกโจทย์หนึ่งในการศึกษาของเราคือ ทัศนคติของครูผู้สอนบางท่านยังมองว่า เด็กต้องรับฟังคำสั่ง หรือครูรู้ดีกว่าเด็ก ทำให้บรรยากาศการเรียนเกิดความตึงเครียดมากขึ้น เพราะเด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ เป็น digital native เป็นคนที่เกิดมาก็เข้าถึงโลกดิจิทัล คำถามคือ เราจะออกแบบ mindset หรือทัศนคติของผู้สอนในระบบอย่างไรให้ไปในทิศทางเดียวกัน หรือเปิดกว้างกับความหลากหลายทางความคิดของเด็ก ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้ เราเห็นหลายการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เช่น เรื่องทรงผมนักเรียน เห็นพื้นที่ที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องมามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน</p>



<p>ดังนั้น เราจึงอยากเห็นการออกแบบระบบการสอนของไทยที่เอื้อต่อการเปิดพื้นที่ให้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น อย่างที่เราเคยพูดเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หรือการให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม และอยากเห็นเรื่องนี้พัฒนาเป็นรูปธรรมมากขึ้นไปกว่าในระดับโรงเรียนนำร่อง รวมถึงการทำให้การศึกษามีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น แต่ก็มีระบบการวัดผลกลางบางอย่างอยู่ด้วย</p>



<p>สุดท้าย สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้ คือการพัฒนา mindset และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต(life-long learning) ในเมื่อตอนนี้ประเทศกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ เราต้องมองด้วยว่า ลักษณะการเรียนรู้แบบไหนจะเอื้อให้ผู้สูงวัยสามารถมีการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของเขา ทำอย่างไรให้สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือเข้าถึงการอบรมทักษะใหม่ๆ (reskill) ที่จะทำให้ผู้สูงวัยดูแลตัวเองได้มากขึ้น การสร้างทักษะการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องจากวัยเด็กจนถึงสูงวัยอาจเป็นอีกโจทย์หนึ่งของระบบการศึกษาที่น่าจะช่วยกันคิดและออกแบบได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6320cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/EMT00749-1280x854-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="8--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3-"><strong>การเรียนการสอนรูปแบบใหม่ท่ามกลางคลื่นความเหลื่อมล้ำ</strong></h1>



<p>การเรียนในช่วงปิดโรงเรียนมีหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่คนมักจะพูดถึงการเรียนออนไลน์ เป็นกระแสหลักที่ประเทศต่างๆ พูดกันเยอะ แต่ในความเป็นจริง เราพบว่าเด็กในหลายพื้นที่ไม่มีความพร้อมตรงนี้ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ถึงทางกระทรวงจะคิดว่าวิธีที่น่าจะเข้าถึงได้ง่ายที่สุดคือใช้ระบบทีวีดาวเทียม แต่ในหลายพื้นที่เด็กก็ยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้า ถ้าจะเรียนวิธีนี้ เด็กต้องเข้ามาที่โรงเรียนที่จัดสถานที่ไว้ให้ ซึ่งก็ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ขึ้นอยู่กับเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโรงเรียนและครู &nbsp;โรงเรียนต่างๆ ค่อนข้างมีแนวคิดของเขาเอง ผมเชื่อว่าถ้าเขาสามารถบริหารได้อย่างอิสระก็น่าจะพอจัดการได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม โรงเรียนบางแห่งยังประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากรทางการศึกษาอยู่ เช่น โรงเรียนในเมืองมีความพร้อม มีอินเทอร์เน็ต มีครู มีระบบสนับสนุนที่ค่อนข้างดี กับโรงเรียนในชนบทที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีไฟฟ้า หรือแม้แต่บางโรงเรียนอาจจะมีคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต แต่ครูไม่มีศักยภาพที่จะสอนตรงนั้นได้ เพราะฉะนั้นการเรียนออนไลน์อย่างเดียว อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องมีวิธีการประยุกต์ดัดแปลงที่หลากหลาย เช่น บางโรงเรียนใช้ระบบ remote learning ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นระบบออนไลน์เสมอไป บางโรงเรียนก็ใช้ระบบ learning box set มีอุปกรณ์ หนังสือ แบบฝึกหัด คู่มือการเรียนที่เด็กเอาไปศึกษาเองที่บ้านได้ หรืออาศัยการประสานงานกับผู้ปกครองให้ติดตามว่ามีปัญหาอะไรไหมในการช่วยเหลือลูกเรียนหนังสือ โดยใช้ระบบเรียนที่บ้าน เป็นต้น</p>



<p>บางโรงเรียนบนดอยที่เราไปคุยมา ครูบอกว่าสมัยก่อนยังใช้วิธี ‘ครูบนหลังม้า’ คือครูต้องขี่ม้าขึ้นไป เอาถุงที่ใส่เทปคาสเซ็ต หนังสือ แบบฝึกหัด เพื่อไปสอนเด็กตามศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งเขาคิดว่าในสถานการณ์โควิด-19 บางครั้งวิธีการแบบนี้อาจจะต้องเอากลับมาใช้ ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นม้า แต่เป็นรถโฟร์วีล มอเตอร์ไซค์วิบาก เพื่อเอาอุปกรณ์การสอนไปช่วยเด็กในชุมชนได้ การเรียนในช่วงนี้ต้องมีความหลากหลายและมีการประยุกต์ค่อนข้างเยอะ</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="9--%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD--%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99--%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94--%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-"><strong>เมื่อ</strong><strong>อาหารการกิน เป็น</strong><strong>อีกหนึ่งผลกระทบหลังปิด</strong><strong>โรงเรียน</strong></h1>



<p>ในภาวะปกติ เด็กนักเรียนยากจนพิเศษที่ กสศ. ช่วยเหลือก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะออกนอกระบบการศึกษาอยู่แล้ว ส่วนมากพ่อแม่มีการศึกษาน้อย มีฐานะยากจน เด็กเหล่านี้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาไม่เท่าเทียมกับเด็กส่วนที่เหลือของประเทศไทย พอยิ่งเจอสถานการณ์โควิด-19 ก็จะมีความเปราะบางเป็นพิเศษ มีความเสี่ยงหลายเรื่อง</p>



<p>ประเด็นหนึ่งที่น่ากังวลคือ เราพบว่า ยิ่งประเทศที่มีความยากจน หรือในกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสเท่าไร ความเหลื่อมล้ำก็มีสถานการณ์ที่จะแย่ลง เช่น เรื่องโภชนาการ ในกลุ่มเด็กยากจน สาเหตุหนึ่งที่พ่อแม่อยากให้ลูกไปโรงเรียน เพราะเขาได้รับประทานอาหารที่โรงเรียน จากการพูดคุยกับคุณครู เราพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า เด็กจะมีสภาวะอ้วนและสมบูรณ์ที่สุดในช่วงก่อนปิดเทอม คือช่วงที่เขาอยู่ในโรงเรียน และเด็กจะมีสภาวะผอมที่สุดช่วงเปิดเทอมวันแรก เพราะช่วงที่อยู่บ้านเขาไม่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์หรือมีโภชนาการเลย เพราะฉะนั้น ครอบครัวส่วนใหญ่ก็จะมีความคาดหวังว่า อยากให้ลูกไปเรียนหนังสือเพื่อที่จะได้รับประทานอาหาร</p>



<p>แต่ในสถานการณ์ที่โรงเรียนต้องขยายเปิดเทอมไปอีกเกือบสองเดือนก็น่าเป็นห่วง เป็นหนึ่งในภารกิจต้นๆ ที่เราจะเข้าไปดูแลว่าทำอย่างไรเด็กจะได้รับอาหารที่โภชนาการดี อย่างน้อยก็ในช่วงก่อนที่เขาจะเปิดภาคเรียน เราคงไม่สามารถรอให้เปิดภาคเรียนในเดือนกรกฎาคมถึงจะให้เด็กได้รับอาหาร ต้องมีมาตรการจัดการ</p>



<p>ในเบื้องต้น ทาง กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนเป็นค่าอาหารให้เด็กชั้นประถมศึกษา แต่สำหรับวิธีการว่าจะจัดสรรอาหารอย่างไร ก็เป็นรายละเอียดที่เราต้องคุยกับทางคุณครูหรือชุมชนในพื้นที่ ซึ่งบริบทของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เราคงไม่สามารถใช้มาตรการเดียวกันจากทางราชการ หรือทางศูนย์กลางสั่งไปแล้วให้ทำเหมือนกัน เป็นไปไม่ได้เลย</p>



<p>จากที่เราคุยกับครูในหลายสถานการณ์ หลายพื้นที่ ทุกคนก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากจะให้อิสระกับทางโรงเรียน หรือทางครู ทางผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารจัดการ เพราะว่าเขาจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าในสถานการณ์พื้นที่ของเขา ควรจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="10--covid-19---%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>COVID-19</strong>&nbsp;<strong>ซ้ำเติมความเสี่ยง เด็กออกนอกระบบการศึกษา</strong></h1>



<p>เรามีความห่วงใยมากเรื่องเด็กที่มีความเสี่ยงออกนอกระบบ เพราะแม้แต่สถานการณ์ปกติ ถ้าเทียบกับเด็กในทุกกลุ่มที่เราดูแล ไม่ว่าจะเป็นเด็กยากจน เด็กประถมวัย ฯลฯ กลุ่มที่เราดูแลยากที่สุด คือเด็กออกนอกระบบ เพราะการที่เด็กออกนอกระบบการศึกษา มีปัจจัยซับซ้อนมาก ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความพร้อมในครอบครัว ความอบอุ่นในบ้าน หรือปัญหาสังคมอื่นๆ มีหลายมิติมาก</p>



<p>เราให้ทางนักมานุษยวิทยา นักสังคมวิทยาเข้ามาช่วยดูเรื่องนี้ ซึ่งต้องทำงานกับหลายภาคส่วนมาก บทเรียนที่เราได้รับก็คือ การทำงานกับเด็กกลุ่มนอกระบบค่อนข้างจะเป็นคอขวดและเป็นปัญหาสำคัญ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ เพราะบางครั้งเราสามารถไปตามติด เจอแล้วแหละว่าเด็กคนนี้ออกนอกโรงเรียน แต่ถามว่าเขาจะกลับไปโรงเรียนมั้ย ก็มีคนไม่อยากกลับเหมือนกัน บางคนเราให้ทุนแล้วก็ยังไม่อยากกลับ เพราะมีปัญหาในมิติอื่นๆ ที่ทำให้เขาไม่อยากเรียนหนังสือ</p>



<p>เมื่อเจอสถานการณ์โควิด-19 ซ้ำซ้อนกับปัญหาสังคมที่อยู่รอบตัวเด็กมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางครอบครัว ปัญหาทางสังคม หรือปัญหาจิตวิทยาต่างๆ เพราะฉะนั้น จึงเกิดความเสี่ยงสูงมากๆ ที่สถานการณ์ของเด็กที่ออกนอกระบบจะมีมากขึ้น</p>



<p>ตอนนี้เราวางแผนมาตรการเชิงรุกบางอย่าง เช่น เข้าไปประกบ พอเริ่มเปิดเทอม เราจะเข้าไปตรวจสอบว่ามีเด็กตกหล่นไปมากน้อยแค่ไหน มีใครบ้างที่พอเปิดเทอมแล้วอาจจะไม่เข้ามาเรียน เราทำงานนำร่องกับเขตพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ประมาณ 20 จังหวัด เพื่อคอยติดตามและดูแลเด็กกลุ่มนี้</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="11--how-to-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3-"><strong>How to สร้างระบบการศึกษาใหม่และแก้ไขความเหลื่อมล้ำ</strong></h1>



<p>ประเด็นในระบบการศึกษาที่เห็นได้ชัดจากกรณีโควิด-19 ครั้งนี้มีหลายประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง คือเรื่องการกระจายอำนาจ จากที่ได้คุยกับ ผอ.และครูหลายคน ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ต้องการคือทำอย่างไรก็ได้ให้เขามีอิสระในการจัดการบริหารหรือแก้ปัญหาตามบริบทของโรงเรียน และตามบริบทของพื้นที่ตนเอง โดยพึ่งพิงกับรัฐส่วนกลางลดลง</p>



<p>ผอ.หลายคนค่อนข้างกังวลว่า การที่เขาจะเรียกครูมาทำงาน ณ ช่วงนี้ หรือการที่ต้องใช้งบประมาณเป็นกรณีพิเศษ จะเป็นการไม่ทำตามกฎเกณฑ์ที่ส่วนกลางตั้งไว้ จากปัญหานี้จึงเห็นได้ชัดว่าการกระจายอำนาจมากขึ้นน่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่พื้นที่หรือโรงเรียนต้องการ เพราะโรงเรียนจะรู้บริบทตัวเองดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอำนาจเรื่องงบประมาณ เรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน หรือเรื่องบุคลากรต่างๆ</p>



<p>ประเด็นที่สอง คือเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษา ที่อาจจะมีความเหลื่อมล้ำกันในประเทศ ซึ่งจริงๆ เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว แต่เราเห็นได้ชัดว่ามันส่งผลให้เกิดความแตกต่างกันจริงๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โรงเรียนบางแห่งปรับตัวกับวิกฤตโควิด-19 ได้ดีพอสมควร ในขณะที่โรงเรียนหลายๆ แห่ง เช่น โรงเรียนในชนบท หรือโรงเรียนที่ยากจนขาดแคลนทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางกายภาพ หรือทรัพยากรทางครอบครัว สิ่งแวดล้อมของเด็กที่บ้านอาจจะมีความขาดแคลน นั้นปรับตัวยากกว่า</p>



<p>ถ้าทางภาครัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ปัญหา ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น เอางบประมาณหรือทรัพยากรไปอุดหนุนกลุ่มคนที่ยากจนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง</p>



<p>ประเด็นที่สาม การจัดการเรียนแบบ home base หรือกึ่งๆ home school เมื่อก่อนเราก็มีการพูดถึงกันพอสมควร แต่ไม่ได้โดดเด่นมากนัก เมื่อเกิดสถานการณ์ของโควิด-19 กลายเป็นว่าทั้งโรงเรียน พ่อแม่ หรือชุมชน ภาคประชาสังคม เห็นความสำคัญของการเรียนการสอนในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง หรือความสัมพันธ์ของวิธีการเรียนการสอน สามารถให้เด็กมีการเรียนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยใช้ครัวเรือน หรือปลูกฝังให้พ่อแม่มีส่วนร่วม เป็นประเด็นสำคัญ</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="12--%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-"><strong>เมื่อไรจึงควรกลับมาเปิดโรงเรียน</strong></h1>



<p>ถ้าถามว่าควรจะให้เปิดเมื่อไร หรือควรใช้มาตรฐานอะไร ก็ค่อนข้างมีแนวคิดหลากหลาย เช่น บางคนก็อยากให้เปิดเรียนแล้ว อยากให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาแล้ว เพราะอาจจะเป็นเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อคนที่ไม่ได้ทำงาน หรือภาคธุรกิจที่ต้องหยุดไป เหตุผลระหว่างสุขภาพกับเรื่องเศรษฐกิจก็มีความขัดแย้งกันอยู่ ก็ต้องพิจารณาว่าเหมาะสมแบบไหน</p>



<p>แต่ที่สำคัญที่สุดคงเป็นเรื่องสุขภาพทางสาธารณสุข ถ้าเปิดแล้ว ก็ต้องมั่นใจว่าโรงเรียนจะไม่เป็นแหล่งที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรค หรือทำให้เด็กเป็นพาหะไปสู่พ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่บ้าน เรื่องนี้น่าจะเป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ที่พิจารณาว่าโรงเรียนควรเปิดมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>ณ ตอนนี้ในหลายประเทศก็เริ่มมีการเปิดเรียนกันแล้ว เช่น เดนมาร์ก จีน หรือเกาหลีใต้ เพียงแต่เขาอาจจะใช้มาตรการ social distancing ในโรงเรียนเข้มข้น หลายประเทศก็มีวิธีการรับมือหรือมาตรการที่คล้ายๆ กัน แต่หลักๆ คือ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้โรงเรียนมั่นใจว่าเด็กมาแล้วจะไม่ติดโรคกลับไป</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>อธิษฐาน์ คงทรัพย์</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b9f357"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/Athitha02-1280x1932-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="13--%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84---covid-19-"><strong>หัวใจสำคัญของการเรียนการสอนออนไลน์ในยุค&nbsp;</strong><strong>COVID-19</strong></h1>



<p>ธรรมชาติของการเรียนการสอนแบบออนไลน์ กับการเจอตัวแตกต่างกันมากพอสมควร สิ่งที่เราพบคือ ครูต้องเรียนรู้ใหม่ และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ของตัวเอง หลายคนไม่เคยเรียนรู้เรื่องโปรแกรมออนไลน์ ก็ต้องมาเรียนรู้ในระยะเวลาสั้นๆ และต้องทำงานเป็นทีม เพราะบางคนถนัดบางอย่าง ไม่ถนัดบางอย่าง การออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์จึงต้องแชร์ความรู้กัน</p>



<p>สิ่งที่เราพบจากบรรยากาศในห้องเรียนแบบออนไลน์คือ ถ้าครูสอนโดยเอาเนื้อหาเป็นตัวตั้งแล้วบรรยายหรืออ่านสไลด์ให้เด็กฟังจะไม่เวิร์ก เพราะการมีสมาธิเพื่อนั่งอยู่หน้าจอแล้วฟังอะไรนานๆ ซักครึ่งชั่วโมง เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่น ครูต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้เป็นการเรียนแบบ Active Learning บทแพลตฟอร์มออนไลน์</p>



<p>พอเด็กต้องเรียนออนไลน์จากที่บ้าน เขาต้องควบคุมดูแลการเรียนรู้ของตัวเอง เราไม่สามารถไปบังคับเขาได้ จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับเด็กคืออะไร ครูจึงต้องเปลี่ยนวิธีการออกแบบการเรียนใหม่หมด จากเดิมที่เคยสอนตามตาราง ก็ต้องเปลี่ยนเป็นการออกแบบเชิงประสบการณ์ ทำอย่างไรให้เด็กยังคงเชื่อมโยงกับเราโดยที่ไม่ปิดหน้าจอหนีไป หรือออกไปทำอย่างอื่น</p>



<p>การออกแบบกระบวนการให้มีความร่วมมือมีข้อดี คือ ครูได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และตีโจทย์การเรียนการสอนของตัวเอง ส่วนปัญหาและข้อเรียนรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียนของครูที่ได้จัดการเรียนการสอนไปสักสองสามอาทิตย์แล้ว มีดังนี้</p>



<p>1.ความสัมพันธ์ที่ครูมีกับเด็กสำคัญมากๆ หากความสัมพันธ์ของครูกับเด็กดี เด็กจะยินดีให้ความร่วมมือในการเข้ามาเรียนรู้ในระบบออนไลน์</p>



<p>2.การขอความร่วมมือจากผู้ปกครองเป็นสิ่งจำเป็น พ่อแม่อาจต้องมีส่วนร่วมในบางกิจกรรมที่ครูออกแบบให้นักเรียนทำร่วมกับผู้ปกครองที่บ้าน เพราะตอนนี้ชีวิตเขาอยู่ที่บ้านเป็นหลัก การเรียนไม่ควรตัดขาดตัวเขาจากบริบทแวดล้อม ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้บริบทแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ เช่น เด็กบางคนบอกว่าอยู่บ้านแล้วไม่สามารถจัดตารางเวลาของตัวเองได้ เพราะสำหรับเขาบ้านคือที่พักผ่อน ไม่ใช่ที่ที่จะมาเรียน ครูก็เลยต้องชวนเด็กมาออกแบบพื้นที่ จัดมุมหนึ่งในห้องให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้</p>



<p>ชุดประสบการณ์นี้ฟังดูง่ายมากๆ แต่มันเชื่อมโยงกับหลายวิชาได้ เช่น การจัดแสงในวิชาทัศนศิลป์ ครูก็จะต้องนึกให้ออกว่า หนึ่งชุดประสบการณ์สามารถเชื่อมโยงกับอะไรได้บ้าง</p>



<p>3.ปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนที่เปลี่ยนไป เด็กบางคนจะไม่พูดหรือตอบคำถามใดๆ เลยในการสอนออนไลน์ การสอนออนไลน์มีทั้งสอนแห้ง และสอนสด สอนแห้งคือครูอัดวิดีโอ แล้วก็อัปโหลดขึ้น ให้เด็กมาเปิดดู สอนสดคือการนัดเวลาสอน ผ่านโปรแกรม Zoom หรือ Microsoft Team ปัญหาร่วมคือเด็กไม่ค่อยตอบคำถามในระบบออนไลน์ ส่วนใหญ่จะแชทหลังไมค์มากกว่า</p>



<p>4.ต้องฝึกเด็กให้เป็นself-directed learner คือเขาต้องมีวินัยในตัวเองสูงในการเรียนและการส่งงาน เราพบว่ามีเด็กบางส่วนคุ้นเคยกับระบบที่มีครูคอยตาม มีครูคอยบอกให้ทำ แต่ตอนนี้เมื่อครูไม่สามารถตามได้ เขาก็จะต้องกำกับตัวเอง</p>



<p>ผลสัมฤทธิ์ที่ได้ระหว่างการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบปกติ กับการเรียนการสอนออนไลน์ต่างกันพอสมควร แต่เราพบว่าหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนดีขึ้น คือ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ถึงตัวจะไกลกันแต่ใจต้องใกล้กัน ครูต้องมีเทคนิคหรือวิธีการใดก็ได้ทำให้เขารู้สึกว่าครูและเพื่อนๆ อยู่ตรงนี้กับเขา 2. ชุดประสบการณ์ที่ครูเลือกใช้ให้เขาเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ได้แม้จะเรียนออนไลน์ 3. ความไว้วางใจ ครูต้องวางใจว่าถึงที่สุดแล้วเด็กทุกคนจะต้องรับผิดชอบการเรียนรู้ของตัวเอง</p>



<p>หนึ่งในหน้าที่ครูจะเปลี่ยนไปคือ ไม่ใช่การบอก การสอนตัวความรู้อีกแล้ว แต่จะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ครูจะโยนโจทย์ที่ท้าทายอย่างไรให้เด็กเกิดความใคร่รู้ได้ด้วยตัวเอง และไปแสวงหาความรู้นั้น เพราะในบริบทของเด็กเมืองที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึง&nbsp; ชุดความรู้ในโลกออนไลน์มีมากมายมหาศาล เมื่อให้แรงบันดาลใจเขาได้ จุดไฟการเรียนรู้ของเขาติด ที่เหลือเดี๋ยวเด็กจะไปต่อเอง</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="14--%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-"><strong>เสียงสะท้อนปัญหาการเรียนจากที่บ้าน</strong></h1>



<p>โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีข้อตกลงตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะเข้าเรียนว่า ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ของลูก ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของครูกับเด็ก ถ้าเกิดโรงเรียนร้องขอความร่วมมืออะไรที่จำเป็น เขาจึงยินดีช่วยเหลือ</p>



<p>ตัวอย่างง่ายๆ ที่เราขอความร่วมมือในวิกฤตโควิด-19 เช่น ช่วงที่ยังไม่ปิดโรงเรียน เราจะแจ้งผู้ปกครองให้วัดไข้ลูก ดูสุขภาพของเด็ก หากมีอาการป่วยให้หยุดโรงเรียนได้เลย แต่พอปิดโรงเรียนแล้ว เราขอความร่วมมือว่า เวลาลูกได้รับมอบหมายการบ้าน ขอให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง เช่น วิชาพละที่คุณครูให้เด็กออกไปวิ่ง แล้วถ่ายคลิปวิดีโอมาส่ง ผู้ปกครองก็จะต้องเข้ามาช่วยลูกทำกิจกรรมนี้</p>



<p>ปัญหาที่ผู้ปกครองเจอเมื่ออยู่บ้านคือ ถ้าต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา ผู้ปกครองบอกว่าเครียดเหมือนกัน เพราะจริงๆ เขามีภาระการงานที่ต้องทำที่บ้าน ตัวเด็กเองก็สะท้อนว่าอยู่กับพ่อแม่ตลอดเวลาแล้วรู้สึกกดดัน เครียด เขาคิดถึงเพื่อน คิดถึงโรงเรียน ก็เป็นมิติการดูแลความสัมพันธ์เชิงจิตใจ บางวิชาของโรงเรียนจึงพูดถึงเรื่องสภาวะสุขภาพจิตของเด็กว่า หากเครียด เด็กจะมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร ครูจะช่วยเหลือเขายังไง</p>



<p>บางบ้านพบปัญหาไม่พร้อมเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าเราสำรวจพบ ก็จะหาทางช่วยเหลือ หรือไม่พร้อมเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต ตอนนี้ กสทช. เข้ามาซัพพอร์ตอินเทอร์เน็ตให้ฟรี ทางโรงเรียนเองก็มองระยะยาว เทอมหน้าก็เป็นไปได้สูงว่าจะต้องเรียนแบบออนไลน์อีก เราอาจจะต้องซัพพอร์ตซิมการ์ดหรืออินเทอร์เน็ตให้เพิ่ม เป็นโจทย์ที่โรงเรียนยังคิดอยู่</p>



<p>บางบ้านมีปัญหาเรื่องพื้นที่ เช่น อยู่รวมกันหลายคน ก็อาจจะต้องขอความร่วมมือครอบครัว กำหนดช่วงเวลาให้เป็นเวลาของการเรียนรู้</p>



<p>ทั้งนี้ เราพบด้วยว่าการเรียนออนไลน์ไม่สามารถทดแทนการเรียนออฟไลน์ได้ 100% กล่าวคือเป็นส่วนเสริมได้ แต่ในการเรียนรู้ของมนุษย์ การปฏิสัมพันธ์ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก</p>



<p>เด็กยุคนี้เกิดมาในยุคการใช้เทคโนโลยีอยู่แล้ว เป็น digital citizen ที่มีความชำนาญ แต่สิ่งที่ผู้ปกครองส่งเสียงมา คือเด็กส่วนใหญ่เอาเวลาไปเล่นเกมหรือดูสิ่งบันเทิงมากกว่า ก็กลับมาที่ว่า ถ้าอย่างนั้นการเรียนรู้ที่เกิดในโลกออนไลน์อาจจะต้องปรับให้น่าสนใจ น่าติดตาม ซึ่งอาจทำได้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก เท่าที่พบมาถ้าเด็กรับรู้ว่า แม้จะอยู่ในโลกออนไลน์แต่เขาได้รับการมองเห็นจากครู ครูสามารถติดต่อเขา ให้ฟีดแบ็กเขาได้เป็นรายบุคคล เขาจะมีกำลังใจอยากเรียนต่อ นักเรียนบางคนสะท้อนว่าเวลาส่งงานไปแล้วครูเงียบหายทำให้รู้สึกว่าทำไปก็เท่านั้น แต่ถ้าครูตอบกลับ แสดงความเห็นกับเขาสักสองบรรทัด เขาจะรู้สึกใจฟู อยากจะเรียนวิชานี้ต่อ หรือทำงานให้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>เรายังต้องเข้าใจด้วยว่าเด็กที่ติดเกมไม่ได้ติดเพราะสนุกอย่างเดียว แต่เกมคือสังคมของเขา คือพื้นที่ที่เขาได้เป็นตัวเองและเชื่อมโยงกับเพื่อนที่มีความสนใจร่วมกัน ถ้าเราสามารถสร้างสังคมแบบนี้ได้ในแพลตฟอร์มการเรียนรู้อาจทำให้เด็กให้ความสนใจและใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์</p>



<p>อีกวิธีหนึ่งที่เราคุยกับผู้ปกครอง กรณีที่พ่อแม่บ่นมาหลังไมค์ว่าลูกไม่ค่อยรับผิดชอบ คืออาจต้องยอมให้ลูกได้เรียนรู้ว่า การที่เขาไม่สามารถควบคุมการเรียนรู้ของตัวเองได้จะมีผลตามมา เช่น ผลการเรียนที่แย่ลง หรือฟีดแบ็กจากคุณครูว่าเขาต้องพัฒนาเพิ่ม เพราะเราไม่สามารถกำกับเขาทุกฝีก้าวไปตลอดชีวิตได้ บางทีเด็กต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ถ้าเขาเลือกที่จะเรียนแบบนี้ ใช้เวลาแบบนี้ ผลกระทบที่ตามมาคืออะไร ต้องวัดใจพ่อแม่เหมือนกัน</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="15--%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99---%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-"><strong>พัฒนาระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น</strong>&nbsp;<strong>มอบอำนาจและอิสระแก่ครู</strong></h1>



<p>เมื่อการศึกษาจะต้องพลิกโฉมไป สิ่งสำคัญที่จะต้องมีในตัวเด็กคือ สมรรถนะในการแก้ปัญหา ปรับตัว และเรียนรู้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือท้าทาย เพราะฉะนั้น รูปแบบการศึกษาต้องเปลี่ยนจากระบบ Standardize ไปสู่ระบบการเรียนที่สนับสนุนศักยภาพบุคคล (Personalize learning) เป็นไปตามความสนใจเฉพาะบุคคลมากขึ้น มีจังหวะการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นขึ้น และฝึกการเรียนรู้ของเด็กผ่านการทำกิจกรรม หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม</p>



<p>สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะเห็นในตัวเด็กคือการที่เขาเข้าใจว่าตัวเองมีผลกระทบต่อโลกและสังคม เห็นความเชื่อมโยงในโลกใบนี้ ไม่ใช่การเรียนที่แยกส่วนตัวเองออกจากชุมชนหรือสังคมโลก เรื่องความเห็นอกเห็นใจ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ จะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแน่ๆ</p>



<p>ในบทบาทของครู ครูต้องช่วยเหลือกัน ไม่สามารถทำงานอยู่ในไซโล ตามที่ตัวเองเชี่ยวชาญได้ แต่ต้องมีการเชื่อมโยงและข้ามศาสตร์ เพราะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เราไม่รู้ ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ได้ แต่ต้องดึงเอาความร่วมมือของหลายๆ ฝ่ายมาร่วมกัน เราพบว่าครูหลายคนต้องการเพื่อนร่วมทาง เวลาที่เขาอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้วต้องทำคนเดียวมันเหนื่อยและยาก แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาเจอเพื่อนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน หรืออยากแก้ปัญหาเหมือนกัน มันจะช่วยมากๆ</p>



<p>ตอนนี้ชุมชนการเรียนรู้ของครูที่เกิดขึ้นเอง มาจาก passion ของครูจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่กระทรวงสั่งการ มันงอกงามมาก มีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ครูแชร์ความรู้ให้กัน แชร์ประสบการณ์ที่เวิร์กและไม่เวิร์ก ไปจนถึงตัวอย่างบทเรียนที่น่าสนใจ หากโรงเรียนหรือคนที่มีอำนาจในการพัฒนาครูสนับสนุนการเรียนรู้ของครูโดยที่ไม่เอาไปผูกกับตัวชี้วัดมาก แต่ให้ครูได้ตอบโจทย์หน้างานของตัวเอง และให้อิสระกับครู น่าจะช่วยให้ครูเกิดการเรียนรู้และจับมือไปด้วยกันได้ดีขึ้น</p>



<p>ในเชิงระบบ ระบบจะต้องยืดหยุ่นขึ้น เพื่อพร้อมรับมือหรือปรับเปลี่ยนไปตามสภาพปัญหาหรือความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมบ้านเรา การกระจายอำนาจจะต้องเกิดขึ้น ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการจัดการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้แบบ blended learning คือเด็กเรียนรู้ที่บ้านด้วย ในโรงเรียนด้วย ภาพห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กมานั่งเรียนรวมกันอาจจะเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์นี้ ห้องเรียนอาจมีขนาดเล็กลง วันที่เด็กมาโรงเรียนอาจไม่ใช่ 5 วันต่อสัปดาห์ แต่อาจมีวันที่เรียนรู้ในชุมชนหรือที่บ้าน การกระจายอำนาจจึงต้องให้อิสระครูในการออกแบบการเรียนรู้ตามบริบทพื้นที่ เราเคยไปคุยกับครูบางท่านที่ต่างจังหวัด เขาบอกว่าการสอนออนไลน์เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเด็กบางคนอยู่บ้านกับยาย ไม่มีแม้แต่มือถือ เพราะฉะนั้น ครูคือผู้ที่รู้โจทย์ในพื้นที่ของเขา</p>



<p>ที่สำคัญมากๆ คือการมองวิกฤตให้เป็นโอกาส วางใจในศักยภาพของตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งว่า เรามีพลังที่จะลุกขึ้นมาช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลง และรับมือกับปัญหา อยากให้เราวางใจ มองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะตามมาภายใต้วิกฤตนี้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>วิเชียร ไชยบัง</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d140f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/wichian02.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="16--%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>กล้าที่จะเผชิญปัญหา กล้าที่จะเปลี่ยนระบบการศึกษา</strong></h1>



<p>ผมคิดว่าข่าวที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เป็นข่าวที่กระตุ้นให้คนกลัว โดยเฉพาะเด็กถูกกระตุ้นให้กลัวเกินไป เช่น ในหมู่บ้านจะมีการประกาศเรื่องความรุนแรงของโรค เรื่องข้อจำกัดต่างๆ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความน่ากลัวลงไป เวลาคนกลัวจะมีภาวะถดถอย หลบหนี ไม่กล้าเผชิญหน้า และทำให้เสียโอกาสในการเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้ถดถอยลงไป</p>



<p>ในเมื่อเราหนีข่าวเหล่านี้ไม่พ้น สิ่งที่ควรทำคือการกระตุ้นความกล้าให้กับผู้เรียนเพื่อที่จะสามารถตั้งหลักและมองเห็นปัญหา สามารถเผชิญหน้ากับมันด้วยสติและปัญญา ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับวงการการศึกษาในสถานการณ์นี้ เพราะถ้าเรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหา เราจะเห็นแง่ดีในบางเรื่อง เห็นโอกาสบางเรื่อง อย่างน้อยเรื่องที่เราพูดกันมามากกว่า 20 ปี คือ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้</p>



<p>เด็ก Generation ใหม่ตอนนี้ เขามีการเรียนรู้แบบใหม่ไปแล้ว แต่ผู้จัดการศึกษาทั้งครูและโรงเรียนยังมี mindset และวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นโอกาสตอนนี้มาถึงแล้วในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยสร้างความสมดุลระหว่างเด็กกับผู้จัดการเรียนรู้ใหม่</p>



<p>ในขณะที่ตัวโรงเรียน ถ้าเรามองเชิงระบบ การปรับรูปแบบโครงสร้างเดิมๆ ให้พร้อมเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถไปกำหนดรายละเอียดต่างๆ ในโรงเรียนได้ เช่น เรื่องหลักสูตรซึ่งเป็นโครงสร้างหลัก แน่นอนว่าที่ผ่านมาต่อให้เราพยายามสร้างหลักสูตรที่ active แค่ไหน แต่มันก็ยังเป็นหลักสูตรที่เน้นการเรียนเนื้อหาความรู้มากมาย ขณะที่สถานการณ์ตอนนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าความรู้ต่างๆ ที่เรียนกันมาในโรงเรียน ไม่ได้ถูกใช้จริง ส่วนความรู้ที่ใช้แก้ปัญหาเวลานี้กลับไม่ได้ถูกสอนในโรงเรียน เช่น เราจะจัดการกับหน้ากากอนามัยอย่างไร เพื่อให้ใช้ได้หลายครั้ง นี่เป็นความรู้ใหม่ทั้งนั้น</p>



<p>เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมเห็น คือการสร้างหลักสูตรให้พุ่งตรงไปยังการสร้างสมรรถนะของผู้เรียน เพื่อที่เขาจะสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และไม่ตระหนกในการพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ผมยังมองเป้าหมายของการศึกษาในระยะยาวอีก 2 เรื่องหลักๆ คือ 1. การที่ผู้เรียนได้ค้นพบตัวเองว่าคุณเป็นใคร ชีวิตต้องการอะไร แล้วคุณจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร&nbsp; และ 2. ผู้เรียนต้องมีทักษะในการแก้ปัญหาชีวิตได้จริงๆ ซึ่งเราต้องออกแบบระบบใหม่เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะในที่สุดคนๆ หนึ่งจะต้องรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตัวเองไปตลอดชีวิต</p>



<p>เราต้องกล้าที่จะไม่ดำรงระบบที่เป็นอยู่ เราต้องกล้าวิวัฒน์มัน เราต้องมองผู้เรียนแบบใหม่สอดรับกับโลกใหม่</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="17--%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87---covid-19-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88-"><strong>หลัง&nbsp;</strong><strong>COVID-19 เป็นต้นไป การเรียนการสอนต้องปรับรูปแบบใหม่</strong></h1>



<p>สำหรับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา การแก้ปัญหาในช่วงแรก ตั้งแต่ทราบข่าวการแพร่ระบาด โรงเรียนของเราได้ปรับตัวก่อนจะปิดโรงเรียนทันทีเมื่อมีการประกาศล็อกดาวน์ ระหว่างที่ปิดโรงเรียน คุณครูแต่ละชั้นได้ออกแบบกิจกรรม ออกแบบสถานการณ์ร่วมกับผู้เรียนกับผู้ปกครองให้ไปทำที่บ้าน</p>



<p>เราใช้เทคโนโลยีแบบง่ายๆ ที่ผู้ปกครองและครูทุกคนได้ใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน คือ แอปพลิเคชัน Line เพื่อการแลกเปลี่ยนหรือส่งการบ้านแต่ละสัปดาห์</p>



<p>ส่วนอนาคตถ้าหากจะมีการกลับมาเปิดเรียนใหม่ ก็คงยังต้องมีระบบออนไลน์และออนกราวด์ควบคู่ไปด้วยกัน แต่การเรียนแบบออนกราวด์เพื่อที่จะได้เจอหน้าคุณครูและเพื่อนๆ คงต้องออกแบบรูปแบบใหม่ ออกแบบอุปนิสัยใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดอีก</p>



<p>ทั้งนี้ ที่โรงเรียนของเรามีหลักสูตรบูรณาการเรื่อง Problem based Learning มาตั้งนานแล้ว ฉะนั้นเด็กที่ฝึกฝนให้เผชิญหน้ากับปัญหาและแก้ปัญหามาเรื่อยๆ เขาจะไม่ตระหนกมากกับสถานการณ์ในปัจจุบัน</p>



<p>หากมีการเปิดเรียนขึ้นมาก็ต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบไปสมควร ซึ่งเป็นสิ่งดีที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะจะยิ่งทำให้การปฏิรูปการศึกษายิ่งถูกเร่งอัตราให้เร็วขึ้น</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-24775b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/EMT09063-3-1280x853-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="18--%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99---%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>เทคโนโลยีไม่ได้แทนที่โรงเรียน</strong><strong>-ครู แต่มาเป็นกองหนุนในระบบการศึกษา</strong></h1>



<p>คำถามที่ว่าเทคโนโลยีจะมาเพิ่มหรือลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตราบใดที่ทุกคนยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีนั้น เทคโนโลยีจะเพิ่มความเหลื่อมล้ำสำหรับบางคนและลดความเหลื่อมล้ำในบางคน เช่น ในสังคมหนึ่ง มีคนเข้าถึงเทคโนโลยี 80 คน และเข้าไม่ถึงอีก 20 คน ถ้าเราเอาเนื้อหาดีๆ ไปใส่ในออนไลน์อาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพใน 80 คนนั้น แต่อาจเพิ่มช่องว่างในอีก 20 คนที่เข้าไม่ถึง นี่เป็นโจทย์สำคัญของนักพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาต้องตระหนักว่าอาจมีคน 10-20% กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และหากเทคโนโลยีจะมีความสำคัญขึ้นหลังโควิด-19 ก็อาจถึงเวลาที่เราจะต้องยกระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมี</p>



<p>นักพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาไม่เคยตั้งโจทย์ว่าเทคโนโลยีจะมาทดแทนคุณครูหรือระบบการศึกษา แต่โจทย์คือเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยส่งเสริมการศึกษาหรือการเรียนในห้องเรียนได้อย่างไร หากเปรียบการศึกษาเป็นทีมฟุตบอล โรงเรียนและคุณครูเปรียบเหมือนกองหน้า เทคโนโลยีเหมือนกองหลัง ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนและทักษะของเด็กในแต่ละประเทศคือคุณครู ดังนั้น ทำอย่างไรเทคโนโลยีจะมาช่วยส่งเสริมระบบการศึกษาให้การเรียนการสอนมีคุณภาพมากขึ้น</p>



<p>โจทย์นี้แยกได้เป็นสองส่วน คือ เราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้การเรียนในห้องเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะใช้เทคโนโลยีมาทำสิ่งที่ไม่สามารถทำในห้องเรียนได้อย่างไร</p>



<p>โจทย์ข้อแรกเรื่องเทคโนโลยีจะมาช่วยให้การเรียนในห้องเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะขอยกตัวอย่าง 3 รูปแบบ คือ</p>



<p>1.เทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนบางแห่งที่เข้าไม่ถึงเนื้อหาและความเชี่ยวชาญในทุกส่วน ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กคือการขาดแคลนคุณครู โรงเรียนประถมบางแห่งมีครูไม่ถึง 6 คน ทำให้ครูต้องสอนหลายชั้นเรียนไปพร้อมกัน ส่วนระดับมัธยมอาจมีปัญหาเชิงวิชาเรียน เทคโนโลยีมาช่วยปิดช่องโหว่ความเชี่ยวชาญบางส่วนที่ขาดหายในโรงเรียนนั้น เช่น โรงเรียนขาดครูเก่งภาษาอังกฤษ ก็สามารถดึงเนื้อหาที่มีคุณภาพจากครูที่อื่นมาฉายได้ แล้วครูในโรงเรียนก็ทำหน้าที่เป็นเมนเทอร์ช่วยจัดเนื้อหา</p>



<p>2.การออกแบบการเรียนรู้ที่เรียกว่า flipped classroom เทคโนโลยีทำให้ครูไม่จำเป็นต้องเสียเวลาบรรยายหน้าห้อง เพราะเด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลล่วงหน้าได้ แล้วใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในห้องเรียนสำหรับพัฒนาทักษะแทน ครูจะเปลี่ยนบทบาทจากหน้าห้องมาอยู่หลังห้อง จากการบรรยายมาเป็นผู้นำประเด็นการถกเถียงและวิเคราะห์ หรือจัดกิจกรรมกลุ่ม ดูแลเด็กแต่ละคนที่มีความต้องการแตกต่างกัน</p>



<p>และ 3. เทคโนโลยีมาช่วยลดงานธุรการหรืองานเอกสารที่ครูต้องทำจนไม่มีเวลาสอนนักเรียน</p>



<p>ส่วนโจทย์ข้อที่สอง เป็นการใช้เทคโนโลยีมาทำสิ่งที่การเรียนการสอนในห้องเรียนไม่สามารถทำได้ คือ แนวคิดการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (personalized learning) เมื่อเด็กแต่ละคนมีระดับการพัฒนาและทักษะแตกต่างกัน เทคโนโลยีสามารถปรับประสบการณ์การเรียนรู้ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนได้ ทั้งลำดับของเนื้อหา ความยากของเนื้อหาและคำถาม วิธีการสอนที่แตกต่างกันไป ทำให้เด็กแต่ละคนมีการพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีขึ้น เข้าสู่เป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น</p>



<p>นอกจากนี้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลมหาศาลเพื่อนำมาพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้ เช่น ในแอปฯ ที่เราจะเปิดตัวกลางเดือนนี้ จะมีวิดีโอการเรียนการสอนขนาดสั้น 5-7 นาที ประมาณ 2,000 วิดีโอ เราไม่ได้คิดว่าทุกวิดีโอจะได้รับความสนใจเท่ากัน แต่เราสามารถรู้ได้ว่าวิดีโอไหนที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์มากที่สุด วิดีโอไหนที่เขาเข้ามาแล้วดูจนจบ อันไหนที่เขาไม่ต้องย้อนดูซ้ำส่วนที่สับสนหลายครั้ง นี่เป็นข้อมูลที่ทำให้เราปรับเนื้อหาให้ตรงความต้องการของเด็กได้ทันท่วงที</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="19--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5-"><strong>การใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์การเรียนรู้เฉพาะบุคคล</strong></h1>



<p>เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของทุกปัญหา ถ้าเราตีความว่าระบบการศึกษาคือการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรในประเทศสามารถรับมือกับโลกแห่งอนาคตได้ จะมีหลายปัญหาที่ไม่ได้แก้ด้วยเทคโนโลยี เช่น เรื่องการกระจายอำนาจให้โรงเรียน หรือเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต</p>



<p>แม้เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา แต่มีบางคำตอบที่ทำได้ด้วยเทคโนโลยี หนึ่งในคำตอบนั้นคือการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ในโลกอนาคตที่มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ละคนจำเป็นต้องมีทักษะครบถ้วน แต่มีความถนัดและความสนใจแตกต่างไป การศึกษาที่ตอบโจทย์ความถนัด ความสามารถ และความชอบของเขาจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>



<p>การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลมีองค์ประกอบที่จะทำให้เป็นจริงได้ด้วยเทคโนโลยี คือ 1. การปรับเนื้อหาการเรียนการสอนให้ตรงกับเด็กแต่ละคน &nbsp;2. การใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเรียนรู้ จัดแพทเทิร์นพฤติกรรมแล้วจัดเนื้อหาและรูปแบบให้ตรงกับความต้องการของเด็ก 3. เทคโนโลยีมาช่วยทำงานธุรการให้ครูมีเวลากับนักเรียน 4. ครูทุกคนต้องผ่านการพัฒนาทักษะการใช้ดิจิทัล ปัจจุบันครูจำนวนมากยังกังวลว่าจะใช้เทคโนโลยีไม่คล่องตัว</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="20--covid-19---%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-"><strong>COVID-19</strong><strong>&nbsp;คือโจทย์ชั่วคราวของเทคโนโลยีการศึกษา และตัวเร่งการพัฒนานับจากนี้</strong></h1>



<p>ในช่วงโควิด-19 ระยะสั้นนี้ โจทย์เปลี่ยนไปชั่วคราว เมื่อเด็กไปโรงเรียนไม่ได้ คนจึงคาดหวังว่าเทคโนโลยีจะมาทดแทนโรงเรียนในช่วงเวลานี้ ถึงจะทดแทนไม่ได้ 100% แต่ทุกคนก็เห็นว่าสามารถช่วยประคับประคองเด็กส่วนหนึ่งในช่วงเวลานี้ได้</p>



<p>ช่วงต้นปีที่โควิดเริ่มเกิดขึ้น ผมบอกคนในบริษัทว่าจะมีความคาดหวังและความเร่งด่วนมากขึ้นในการพัฒนาแอปฯ นี้เพื่อเป็นทางเลือกให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ในต้นเดือนเมษายนที่มีการเลื่อนเปิดเทอมไป 6 สัปดาห์ เรากังวลว่าถ้ายืดปิดเทอมยาวออกไปอีก เด็กจะมีความเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการเรียนรู้ถดถอยไปอีก ฉะนั้น แม้โรงเรียนจะยังเปิดไม่ได้ อย่างน้อยเราต้องเร่งเปิดตัวแอปฯ ให้เด็กที่มีมือถือมีอีกทางเลือกหนึ่งในการเข้าถึงการเรียนการสอนได้ฟรี ส่วนเรื่องค่าอินเทอร์เน็ต เราไปจับมือกับเครือข่าย AIS ว่าให้สามารถใช้เน็ตฟรีเพื่อเข้าแอปฯ เราได้ หากไม่มีซิมของเครือข่ายนั้นก็กดสั่งซิมได้ฟรี เป็นสิ่งที่เราในฐานะภาคเอกชนพอจะทำได้เพื่อช่วยประคับประคองเด็กในช่วงที่ยังเปิดเทอมไม่ได้</p>



<p>ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้การเลือกอุปกรณ์ก็มีความสำคัญ ต้องดูว่าปัจจุบันคนไทยเข้าถึงอุปกรณ์แต่ละประเภทได้แค่ไหน สำหรับการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ตอนนี้มีแค่ราว 50% แต่สมาร์ทโฟนนั้นคนเข้าถึงได้มากกว่า นักเรียนเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้ 86% ขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุด 20% ในประเทศก็เข้าถึงสมาร์ทโฟนได้ 79% แม้จะยังไม่ถึง 100% แต่ยังฝากความหวังได้</p>



<p>โควิด-19 คล้ายเป็นบททดลองในสถานการณ์บังคับว่าเทคโนโลยีการศึกษารูปแบบไหนจะใช้ได้ดี และมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะเข้ามาส่งเสริม และเมื่อก้าวผ่านโควิด-19 ไปแล้วคนเปิดรับเทคโนโลยีการศึกษามากขึ้นเราจะได้พัฒนาได้ตรงจุดโดยมีข้อมูลและงานวิจัยมารองรับมากขึ้น</p>



<p>วิกฤตนี้สร้างความท้าทายในหลายระดับ ใครที่กำลังต่อสู้กับการปรับเข้าสู่การเรียนออนไลน์หรือพยายามเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา อยากให้มองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีด้านการศึกษาไปไกลกว่าแค่การใช้ทดแทนโรงเรียนในช่วงโควิด-19 คล้ายเป็นสถานการณ์ที่กองหน้าบาดเจ็บจนลงสนามไม่ได้ ปัจจุบันเรากำลังเอากองหลังมาเล่นแทนกองหน้าชั่วคราว จึงอาจตะกุกตะกักบ้าง แต่เมื่อกองหลังกลับไปเล่นตำแหน่งเดิมแล้วเราจะได้เข้าใจว่าอะไรคือจุดเด่นจุดด้อยของเขา&nbsp; แล้วเราจะได้ออกแบบการเล่นให้ดีที่สุดสำหรับทีม และจะได้เห็นคุณครูและโรงเรียนกลับมาเป็นกองหน้าให้กับการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง</p>



<p>หวังว่าเมื่อผ่านโควิด-19 ไปแล้วเราจะมาถอดบทเรียนเพื่อทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นประโยชน์มากขึ้น และถ้าท้ายที่สุด ประเทศของเรามองว่าบริการและธุรกรรมหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแพทย์ การเงิน มีความจำเป็นต้องให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ก็อาจพัฒนาเป็นโจทย์ในภาพรวมว่าเราต้องทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตถูกยกระดับมาเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี</p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/future-of-thai-education-after-covid19/">‘โรคใหม่’ สร้าง ‘โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่’ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
