<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิทิต เติมผลบุญ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 06 Jul 2024 09:54:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>วิทิต เติมผลบุญ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต : ราชบุรีพร้อมก้าวข้ามความท้าทายด้วยระบบที่ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘เข้าอกเข้าใจ’ ผู้เรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-130624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Jun 2024 09:11:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิทธิพล พหลทัพ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวาลย์ บุตรทอง]]></category>
		<category><![CDATA[เมทิกา อำนาจเจริญพล]]></category>
		<category><![CDATA[All for Education Ratchaburi Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[พิมพ์ชนก จอมมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[ราชบุรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82721</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-130624/">การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต : ราชบุรีพร้อมก้าวข้ามความท้าทายด้วยระบบที่ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘เข้าอกเข้าใจ’ ผู้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จับมือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และจังหวัดราชบุรี จัดงาน <strong>‘All for Education Ratchaburi Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน รวมพลังคนราชบุรีไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง’</strong> เพื่อรวมกลุ่มเปิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ ร่วมกันต่อสู้กับปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรี โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ สนับสนุนให้เด็กเยาวชนและทุกคนได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ อายุ เชื้อชาติ หรือแม้แต่สถานะการขอสัญชาติ ฯลฯ</p>



<p>การออกแบบงานซึ่งจัดขึ้นบริเวณริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา จังหวัดราชบุรี ในครั้งนี้ เน้นไปที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การเล่น และการพูดคุย หนึ่งในช่วงที่สำคัญและลงลึกถึงรายละเอียดความคืบหน้าการแก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรี คือกิจกรรมล้อมวงเสวนาบนเวทีเพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันและข้อเสนอแนะต่อไปในอนาคต สำหรับหัวข้อเสวนาประจำวันที่ 25 พฤษภาคม ว่าด้วย <strong>‘การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต’</strong> พิชญาพร โพธิ์สง่า ผู้ประกาศข่าวจาก Thai PBS ซึ่งรับหน้าที่ดำเนินรายการ ได้พาเราไปสำรวจปมประเด็น ตัวละครที่สำคัญต่างๆ ในจังหวัดราชบุรี รวมถึงประสบการณ์และข้อเสนอของพวกเขา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-613883"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มากกว่าความรู้ คือทักษะชีวิตที่ทำให้ผู้เรียนเติบโตไปเป็นคนทำงานที่ ‘กลมกล่อม’</strong></h2>



<p>เสวนาเริ่มต้นด้วยเสียงสะท้อนจาก <strong>คุณเมทิกา อำนาจเจริญพล</strong> กรรมการและเลขานุการหอการค้าจังหวัดราชบุรี (YEC Ratchaburi) เธอเป็นตัวแทนภาคเอกชน ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เปรียบเสมือนปลายทางของระบบการศึกษา สามารถสะท้อนผลลัพธ์ของการศึกษาได้ชัดเจนที่สุด ผ่านคุณภาพของบัณฑิตจบใหม่และสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดแรงงาน</p>



<p>“อ้างอิงจากผลสำรวจพนักงานที่เข้ามาร่วมงานในกิจการของชาวราชบุรี พบว่าปัญหาของน้องๆ รุ่นหลังคือ ‘ความกลมกล่อม’ ที่หายไป กล่าวคือหากเราตัดเรื่องความรู้ความสามารถออกไป สิ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตในวัยทำงานคือ Soft Skills และทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงาน ซึ่งจะต้องต่อยอดมาจากความสุขในช่วงชีวิตวัยเรียนด้วย</p>



<p>“แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากถูกบีบให้เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เด็กๆ สมัยนี้เขามีอะไรให้คิดเยอะมากในการจะเลือกเรียนอะไรสักสาขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตอบสนองต่อความความต้องการของตลาด หรือกระทั่งความต้องการของที่บ้าน ทำให้เขายึดติดกับการแข่งขันกันเรียน แข่งขันกันสอบมากเสียจนเขาขาดทักษะในการดำเนินชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ไป</p>



<p>“พอเห็นช่องว่างช่องโหว่แบบนี้แล้ว ก็ชวนให้นึกถึงหลักสูตรสมัยก่อนที่เลิกใช้ไปแล้ว อย่างเช่นวิชา สปช. (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) สลน. (สร้างเสริมลักษณะนิสัย) หรือ กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าล้าสมัย หรือยกเลิกไปเพราะมีหลักสูตรที่ดีกว่ามาแทนที่ แต่ดิฉันมองกลับไปวันนี้ก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรหลายอย่างที่เราเรียนรู้มาจากวิชาเหล่านี้และทุกวันนี้ก็ยังได้ใช้ประโยชน์ทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad6f29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/5-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียนมือถือ : จุดสัญชาตญาณการเรียนรู้และดึงดูดผู้เรียนกลับเข้ามาด้วยสิ่งที่เขาสนใจ</strong></h2>



<p>ขณะเดียวกัน <strong>ครูตูน-พิมพ์ชนก จอมมงคล</strong>&nbsp; อีกหนึ่งตัวแทนครูจากศูนย์การเรียนซีวายเอฟ (CYF) ได้เน้นย้ำถึงอีกหนึ่งปมปัญหาที่ทำให้เด็กมีความรู้สึกลบต่อระบบการศึกษาจนเผลอพาตัวเองออกห่าง ตลอดจนแนวคิดที่นำมาสู่การผลักดัน ‘โรงเรียนมือถือ’</p>



<p>“อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กพาตัวเองหลุดออกไปโดยไม่รู้ตัวคือสภาพแวดล้อมในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงประเภทที่ไม่โจ่งแจ้งแต่ส่งผลร้ายระยะยาว เราเรียกความรุนแรงประเภทนี้ว่า ‘Slow Violence’ หรือความรุนแรงอย่างช้า เป็นสภาพแวดล้อม คำพูด และการกระทำที่คนส่วนใหญ่อาจตระหนักไม่ถึงว่าจะสามารถสร้างแผลใจให้กับเด็ก&nbsp;</p>



<p>“เรามักได้ยินผู้ใหญ่วิพากษ์วิจารณ์เด็กว่าเหตุที่ทำให้เกรดไม่ดี เรียนไม่จบเป็นเพราะเขา ‘เหลวไหล’ บ้าง ‘ติดเพื่อน’ บ้าง แต่จริงๆ คำพูดเหล่านี้มันไม่ได้สะท้อนความบกพร่องของเด็กเลยนะคะ แต่สะท้อนความบกพร่องของโรงเรียนที่ไม่สามารถยึดโยงเด็กเอาไว้ได้ต่างหาก ลองคิดดูว่าต้องเป็นสภาพแวดล้อมที่สร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้เขาขนาดไหน เขาจึงรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน หรือกระทั่งไว้ใจคนข้างนอกมากกว่าคนในโรงเรียน &nbsp;การพูดคุยโน้มน้าวเด็กกลุ่มนี้กลับมาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย</p>



<p>“จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปนั่งกินข้าวแล้วสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ที่นั่งกินข้าวอยู่ตามโต๊ะข้างเคียงกำลังทำในสิ่งเดียวกัน นั่นคือการนั่งชมวิดีโอบนมือถืออย่างตั้งใจระหว่างกินข้าว ทำให้เรารู้สึกอัศจรรย์ใจและสงสัยมากกว่าหน้าจอเล็กๆ แค่นี้สามารถทำให้เด็กจดจ่อกับเนื้อหาขนาดนี้ได้อย่างไร กลายมาเป็นไอเดียการทำโรงเรียนมือถือ โดยแรกเริ่มจะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่เคยชินกับการใช้สมาร์ตโฟนเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก แล้วสอนให้เขารู้จักใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ และรับชมเนื้อหาที่มีสาระความรู้ด้วย</p>



<p>“อีกหนึ่งเป้าหมายหลักของโรงเรียนมือถือคือการเก็บเกี่ยวร่องรอยการเรียนรู้ของผู้เรียน เราเชื่อว่าเด็กทุกคนผ่านกระบวนการเรียนรู้บางอย่างอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว อาจจะผ่านการช่วยงานที่บ้านและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว สิ่งที่ขาดไปคือเราจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้เหล่านี้ที่เขาได้รับมาได้อย่างไร</p>



<p>“ทางออกคือการให้เขาคอยบันทึกความรู้ที่ตนเองได้รับในแต่ละวันเอาไว้ในโพสต์ เช่นนี้เราก็จะสามารถทำการ Tracking กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้&nbsp; เมื่อเราได้ทำความรู้จักเขาผ่านโพสต์เหล่านี้แล้ว จนสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเขาถนัด ชอบ หรือใกล้ชิดกับความรู้แบบใด เราก็จะสามารถช่วยเปิดโลกของเด็กแต่ละคนให้กว้างขึ้นได้ ด้วยการยื่นมือเข้าไปช่วยสะกิดสัญชาตญาณการเรียนรู้ พร้อมแนะนำแหล่งข้อมูล รวมถึงแนวทางในการเรียนรู้ศาสตร์นั้นๆ ให้กับเขา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d6c169"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/6-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระจาย ‘ความเป็นเจ้าของ’ ทักษะและองค์ความรู้ไปสู่ตัวเด็กด้วยเทคโนโลยี</strong></h2>



<p>อีกหนึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดโรงเรียนมือถือคือ<strong> ครูหน่อง-วิทิต เติมผลบุญ</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซีวายเอฟ (CYF Thailand) พ่วงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน และเขาได้ร่วมอภิปรายถึงภาพสะท้อนความท้าทายที่ตนเองและคนใกล้ชิดต้องพบเจอ</p>



<p>“อย่างแรกเลยที่คนทำงานการศึกษาควรคำนึงถึงคือจะทำอย่างไรให้การศึกษาเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่ครู ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน แต่การเรียนรู้ควรเกิดขึ้นได้และได้รับการสนับสนุนในทุกที่ทุกเวลา ปัญหาของการศึกษาในระบบคือพวกเราจัดการศึกษากันโดยเลียนแบบระบบราชการ เริ่มแปดโมงเช้า จบสี่โมงเย็น เวลาเรียนถูกซอยแบ่งถี่ยิบ และกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากในคาบเรียนของวิชานั้นๆ หรือกระทั่งนอกเวลาทำการของโรงเรียน ก็จะไม่ถูกนับ ไม่ถูกบันทึกเป็นความก้าวหน้าทางกระบวนการเรียนรู้</p>



<p>“เพราะเหตุนี้ โรงเรียนจึงควรมีการเปลี่ยนแปลงให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์มากขึ้น และสถานศึกษาควรกระจายความเป็นเจ้าของทักษะและองค์ความรู้เหล่านี้ไปสู่ตัวเด็ก ให้เขาได้มีส่วนในการเลือกและออกแบบ นอกจากนี้ก็ควรลดปัจจัยที่อาจมาขัดขวางกระบวนการเรียนรู้หรือกีดกันเด็กอย่างตัวชี้วัดและมาตรฐานลงเสียหน่อย</p>



<p>“โรงเรียนมือถือเองก็ดำเนินการด้วยหลักคิดคล้ายกัน โดยที่เราแค่เอาเทคโนโลยีไปกระตุ้นความต้องการการเรียนรู้ของเด็ก สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับให้ได้คือกระบวนการเรียนรู้ของคนมันเปลี่ยนไปตามโลก เชื่อเถอะว่าคนทำอาหารสมัยนี้น้อยคนที่จะเดินไปซื้อตำราหรือสูตรตามร้านหนังสือมาเปิดทำตาม ส่วนใหญ่ก็พึ่งพาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ตกันหมดแล้ว</p>



<p>“เราจึงคิดออกแบบสถานศึกษาอีกระบบหนึ่งที่จะมาสอดรับกับปรากฏการณ์นี้ โดยปัจจุบัน กสศ.ได้นำแนวคิดไปพัฒนาต่อว่าจะทำอย่างไรให้ระบบต้องรองรับเด็กได้มากขึ้น พร้อมกับทุ่นแรง ทุ่นเวลาให้บุคลากรทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นแต่เหนื่อยน้อยลง จากเวอร์ชัน 2.1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่มีการพึ่งพาแพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ ChatGPT ในอนาคตอันใกล้ เราหวังว่าจะได้ไปสู่เวอร์ชัน 3 ซึ่งอยู่ในแพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงแบบ Metaverse ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้และเชื่อมต่อกับเนื้อหาที่ต้องการได้อย่างใกล้ชิดกว่าที่เคย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2bd78c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม กับภารกิจ ‘รับไม้ต่อ’ ดูแลเด็กที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรม</strong></h2>



<p>ด้าน <strong>ครูติ๊ก-ชัชวาลย์ บุตรทอง</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม และครูรุ่นใหม่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตในฐานะข้าราชการครูมา 8 ปีเต็ม ณ โรงเรียนสวนหลวงสาธิต สปจ.อุตรดิตถ์ ก็ได้แบ่งปันเรื่องราวความท้าทายทั้งก่อนและหลังจากเขาก้าวเข้ามาบริหารศูนย์การเรียนฯ เมื่อ 2 ปีก่อน เขาเชื่อว่าตนเองและครูหลายๆ คนต่างเคยมีส่วนทั้งในกระบวนการดึงเด็กหลุดจากระบบการศึกษากลับเข้ามา และกระบวนการที่บังเอิญไปทำให้เด็กหลุดหายไปไกลยิ่งกว่าเดิม</p>



<p>“หลายปีก่อนเคยมีนักเรียนคนหนึ่งที่จำเป็นต้อง Dropout จากการเรียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พอห่างหายไปสักพักแกก็กลับเข้ามาใหม่ เดินเข้ามาหาผมเพื่อขอโอกาสกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนอีกครั้ง แต่ด้วยกระบวนการและข้อกำหนดหลายอย่างทำให้ในท้ายที่สุดเด็กคนนั้นไม่สามารถกลับเข้ามาได้ และภายในเดือนเดียวกันนั้นเอง แกก็ถูกตำรวจจับอีก</p>



<p>“แน่นอนว่าผมไม่โทษสถานศึกษาทั้งหมด หลายครั้งสถานศึกษาเองก็จำนนด้วยปัจจัยและข้อจำกัดมากมายที่มาจากส่วนกลาง อีกทั้งยังไม่มีอะไรมาการันตีว่าหากแกกลับเข้ามาเรียนแล้วจะไม่ถูกจับ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเผลอหยุดคิดอยู่บ่อยครั้งว่าหากวันนั้นสถานศึกษาตัดสินใจให้โอกาสเขาไปโดยไร้เงื่อนไข เรื่องราวมันจะยังจบลงแบบเดิมไหม</p>



<p>“เป้าหมายของผมหลังจากการก้าวเข้ามาทำศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตชีวิตเพื่อสังคม จึงกลายมาเป็นการ ‘รับไม้ต่อ’ ดูแลเด็กที่กลับออกมาจากกระบวนการยุติธรรมให้เขาได้หาเส้นทางของตัวเองเจออีกครั้งและก้าวไปสู่ความฝันได้ เพราะชีวิต ‘ช่วงรอยต่อ’ หลังกลับออกมา ถือเป็นช่วงที่เขากำลังเปราะบางและถูกสังคมตีตราว่าเป็น ‘เด็กคุก’ ไม่ว่าคดีความของเขาจะเป็นคดีลหุโทษที่เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โจทย์ของคนในระบบคือต้องปรับระบบให้สอดรับ เพิ่มโอกาส เพิ่มทางเลือกการศึกษา</strong></h2>



<p>ปิดท้ายด้วย<strong> ดร.สิทธิพล พหลทัพ</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จังหวัดราชบุรี กล่าวถึงความท้าทายที่ตัวเขาประสบในฐานะคนในระบบว่า</p>



<p>“จากที่ฟังปัญหาที่สะท้อนมาจากทุกฝ่าย โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเชื่อว่าเราจะต้องตีให้แตกคือ ในเมื่อปัจจุบันนี้ การศึกษาในระบบยังคงเป็นรูปแบบการศึกษาที่เราลงทุนกับมันมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นรูปแบบการศึกษาที่ประกันคุณภาพได้ง่ายที่สุด แล้วเราควรจะทำอย่างไรที่จะยื้อเด็กที่เหมาะกับระบบเอาไว้ ให้เขาเข้าเรียนและจบการศึกษาตามระบบให้ได้มากที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bcd24b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กในระบบที่เราพบเจอทุกวันนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กกลุ่มบนที่มีความพร้อม เด็กกลุ่มกลางคือเด็กทั่วไปที่อาจไม่พร้อมแค่ในบางด้าน แต่มีศักยภาพพอที่จะแข่งขันในระบบเดียวกับเด็กกลุ่มบนได้ ตามมาด้วยเด็กกลุ่มท้ายซึ่งถูกเหนี่ยวรั้งเอาไว้ด้วยความขาดแคลนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางครอบครัว การเงิน สุขภาพ</p>



<p>“เมื่อผู้เรียนในระบบมีความหลากหลายเช่นนี้ การออกแบบระบบที่จะสามารถรองรับและตอบสนองความต้องการของผู้เรียนทุกกลุ่มได้จึงไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะสำหรับเด็กกลุ่มท้ายที่เสี่ยงถูกผลักให้ห่างออกไปจากระบบการศึกษาเรื่อยๆ หากเรามัวใช้แต่ระบบเดิมๆ ที่บังคับให้เรียน 80% และส่งงานเป็นปริมาณเท่านั้นเท่านี้เพื่อให้มีสิทธิ์สอบ ทั้งที่เด็กกลุ่มท้ายบางคนไม่มีแม้แต่เครื่องเขียน ข้าวกลางวันวันพรุ่งนี้ หรือแม้กระทั่งผู้ปกครอง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>5 ข้อเสนอจาก 5 หัวหอกขับเคลื่อน ‘รูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น’ ในจังหวัดราชบุรี</strong></h2>



<p><strong>คุณเมทิกา อำนาจเจริญพล: </strong>“ปัจจุบันทางหอการค้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นคณะอนุกรรมการดูแลเด็กและสตรีที่ท้องก่อนวัยอันควร พร้อมจัดกิจกรรมให้เด็กและสตรีกลุ่มนี้ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบ ทั้งโคฟเวอร์แดนซ์ ร้องเพลง กีฬา งานฝีมือ ฯลฯ ให้เขาได้เข้ามาทำแสดงความสามารถ ค้นหาตัวเอง และปรึกษาเส้นทางอาชีพต่อไป</p>



<p>“จากประสบการณ์ที่ได้ลงไปสัมผัสเด็กๆ และสังเกตการณ์กิจกรรมเหล่านี้ พบว่าการเปิดโอกาสเด็กๆ ได้เข้ามาพบปะพูดคุยกับคนทำงานนั้นช่วยได้มาก หลายครั้งเด็กๆ เริ่มมีกำลังใจ เริ่มมองเห็นที่ทางของตัวเอง และเริ่มจินตนาการออกว่าจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางใดก็ต่อเมื่อได้มาเห็นชีวิตจริงๆ ของคนทำงานกับตาตัวเอง”</p>



<p><strong>ครูหน่อง-วิทิต&nbsp; เติมผลบุญ</strong>: “ขอส่งสารไปถึงคนที่ทำงานดูแลประเทศว่า กสศ.ได้วางโครงสร้างและแผนงานเอาไว้ยาวไปถึงปี 2570 ว่าจะสามารถ Set Zero ระบบ แล้วสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายขึ้นในระบบได้อย่างไรบ้าง สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ</p>



<p>1. ความร่วมมือในการทำงานผลักดันจากทุกกรม ทุกกระทรวง ให้นโยบายล้อไปด้วยกันและสอดรับซึ่งกันและกัน<br>2. การเก็บเกี่ยวข้อมูลของเด็กเข้ามาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะดึงมาจากทะเบียนราษฎร์หรือจากทางใดก็ตาม ให้มั่นจะว่าเราจะสามารถไปสู่เป้า Zero Dropout ได้จริง<br>3. การตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะทำให้สำเร็จภายในกรอบเวลาเท่าไร เช่น หากสำเร็จได้ภายในปี 2570 ตามเป้าของ กสศ. ก็จะดีมากทีเดียว”</p>



<p><strong>ครูตูน-พิมพ์ชนก จอมมงคล</strong>: “อยากเห็นราชบุรีกลายเป็น Learning City หรือ ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ โดยแท้จริงที่บูรณาการโยงหน่วยการเรียนรู้ต่างๆ ทั่วเมืองให้เชื่อมถึงกัน เช่น หากเด็กสนใจด้านนาฎศิลป์ก็สามารถเดินทางไปเรียนกับสถาบันที่เชี่ยวชาญด้านนี้ หากสนใจหนังใหญ่ก็สามารถเดินทางไปเรียนจากผู้รู้จริงที่วัดขนอน</p>



<p>“ซึ่งถ้าจะให้ทำได้จริง สิ่งที่เราจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้คือการจัดสรรงบให้สถานศึกษาโดยคิดเป็นรายหัว งบประมาณเป็นสิ่งที่สร้างได้ทั้งโอกาส แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถกลายเป็นข้อจำกัดได้ด้วย ยกอย่างการทำงานของทวิภาคีในช่วงที่ผ่านมา เราบูรณาการหน่วยการเรียนรู้ในจังหวัดให้ทำงานร่วมกันได้ยากมากเมื่องบถูกจัดสรรมาในรูปแบบนี้ จึงอยากตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอต่อทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า เราสามารถสร้าง Learning City ขึ้นมาได้ด้วยมือเรา ขอเพียงเราเอาประโยชน์ของเด็กๆ เป็นที่ตั้ง”</p>



<p><strong>ครูติ๊ก-ชัชวาลย์ บุตรทอง</strong>: “อยากเชิญชวนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มาช่วยกันทำการศึกษาทางเลือก ถ้าคุณกลับไปทำงานที่ภูมิลำเนาของตนเอง หลายคนก็จะสังเกตเห็นได้ทันทีว่าเด็ก Dropout นั้นมีอยู่ในทุกที่ ใครก็ตามที่มองเห็นเด็กๆ เหล่านี้และอยากช่วยเหลือ อยากเพิ่มโอกาส เพิ่มทางเลือกให้เขา คุณมีที่ปรึกษามากความสามารถมากมายให้เลือก เช่น หากอยากทำศูนย์การเรียนให้เขา ปรึกษาครูหน่อง-วิทิต&nbsp;</p>



<p>“อย่างผมเองเป็นครูในระบบ แต่ก็สามารถปลีกเวลามาทำงานบริหารศูนย์การเรียนรู้ได้ในช่วงเย็น ช่วงเสาร์อาทิตย์ ยังไม่นับช่วงเวลาปิดเทอมที่เราจะมีพละกำลังและเวลามหาศาลที่เราสามารถนำมาลงทุนกับอนาคตของเด็กๆ โดยใช้ความรู้ ทักษะ และของที่เรามีอยู่ในมืออยู่แล้ว อย่างหลักสูตรต่างๆ”</p>



<p><strong>ดร.สิทธิพล พหลทัพ</strong>: “ทางออกคือโรงเรียนจึงจำเป็นจะต้องเร่งออกแบบระบบการเรียนรู้และหลักสูตรให้ยืดหยุ่นและสอดรับกับการดูแลเด็กทุกๆ กลุ่ม เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจะอยู่ในสายตาและการดูแลช่วยเหลือของครูและบุคลากร หากโรงเรียนรู้จักนักเรียนทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่งไปถึงข้อจำกัดและเงื่อนไขของเด็ก เราก็จะสามารถออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้สำหรับเด็กแต่ละคนออกมาได้</p>



<p>“นวัตกรรมล่าสุดที่น่าสนใจจากส่วนกลางและสมัชชาการศึกษาจังหวัดราชบุรี คือโครงการ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ กล่าวคือภายในโรงเรียนเดียว นอกจากรูปแบบการศึกษาสำหรับนักเรียนกลุ่มทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหา ก็จะยังมีรูปแบบการศึกษาอีก 2 ระบบที่รองรับเด็กกลุ่มเปราะบางด้วย โดยที่เขาไม่จำเป็นจะต้องถูกบังคับเข้ามานั่งในห้องเรียนทุกวัน สามารถเข้าเรียนได้ตามสะดวก พร้อมหาทางให้นักเรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนจากที่บ้านได้ โดยครูมีหน้าที่เข้าไปบูรณาการการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน หรือชั่วโมงการทำงานของเด็กให้เข้ากับสาระการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้นับหน่วยกิตได้</p>



<p>“และสุดท้าย อยากฝากถึงทุกคน ไม่เฉพาะแค่คนในระบบการศึกษา โปรดอย่าลืมว่าการศึกษาเป็นเรื่องของเราทุกคนโดยแท้จริง เมื่อไรก็ตามที่เกิดปัญหาขึ้นในสังคม เมื่อไรที่มีเนื้อหาข่าวสะท้อนภาวะพลเมืองไม่มีคุณภาพ ทุกคนจะมองย้อนกลับมาโทษการศึกษาก่อนเป็นอย่างแรก เห็นได้ชัดว่าทุกคนได้รับผลกระทบจากความบกพร่องของระบบการศึกษาหมด ฉะนั้น หากเราต้องการให้ระบบดีขึ้น เราทุกคนจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็นวาระแห่งชุมชน วาระจังหวัด และวาระแห่งชาติต่อไป”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-130624/">การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต : ราชบุรีพร้อมก้าวข้ามความท้าทายด้วยระบบที่ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘เข้าอกเข้าใจ’ ผู้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนไทรน้อย ‘ยินดีรับเข้าเรียนทันที-งดเว้นค่าใช้จ่ายการศึกษา หนทางส่งเด็กให้ถึงฝั่ง’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-040424/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Apr 2024 08:58:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ยางกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนไทรน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=79427</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ดีใจที่ได้เห็นเด็กอีกคนหนึ่งเรียนจบ เห็นเขามีช่องทางแล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040424/">โรงเรียนไทรน้อย ‘ยินดีรับเข้าเรียนทันที-งดเว้นค่าใช้จ่ายการศึกษา หนทางส่งเด็กให้ถึงฝั่ง’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ดีใจที่ได้เห็นเด็กอีกคนหนึ่งเรียนจบ เห็นเขามีช่องทางและโอกาสไปต่อมากขึ้น แล้วยิ่งได้เห็นว่าเขาภูมิใจที่ตัวเองทำได้ ทางโรงเรียนก็ภูมิใจไปด้วย”</p>



<p><strong>ปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย</strong> จังหวัดนนทบุรี กล่าวในวาระที่เยาวชนในความดูแลของ <strong>‘ศูนย์ช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ.’ </strong>ซึ่งร่วมมือกับ <strong>สพฐ.</strong> และ<strong>โรงเรียนไทรน้อย</strong> ช่วยกันพากลับเข้าโรงเรียนในภาวะฉุกเฉิน ได้แก่ <strong>‘น้องวง’ ตาวง</strong> และ <strong>‘มะขาม’ อิสรา เจือทิน </strong>จบการศึกษาชั้น ม.6 และ ม.3 ตามลำดับ หลังภาคเรียนที่สองของปีการศึกษา 2566 สิ้นสุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e8afa5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0404_บทความ-70_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8230;ย้อนไปช่วงการแพร่ระบาดของวิกฤตโควิด-19 วงจบ ม.3 จากโรงเรียนไทรน้อยในปีการศึกษา 2563 และไม่ได้เรียนต่อ ม.4 เนื่องจากครอบครัวขาดรายได้อย่างหนัก วงจึงสละสิทธิ์ให้น้องสาวได้เรียน ส่วนตัวเองไปช่วยแม่ทำงานหารายได้อีกแรงหนึ่ง</p>



<p>จนผ่านไปราว 8 เดือน เมื่อ กสศ. และ สพฐ. สำรวจตามแนวทางการสร้าง <strong>‘ระบบป้องกันและช่วยเหลือเด็กหลุดออกนอกระบบ’</strong> พบว่า วง เป็นหนึ่งในเยาวชน 4.3 หมื่นคน ที่ไม่มีรายชื่อเรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้น และเมื่อได้คุยกัน วงแจ้งความประสงค์ว่าอยากกลับเข้าเรียนชั้น ม.4 ที่โรงเรียนเดิม จึงมีการประสานพูดคุยกับทางโรงเรียน ซึ่ง <strong>ผอ.ปิติ</strong> ตัดสินใจรับวงทันทีในภาคเรียนที่สองของปีการศึกษา 2564 พร้อมมีโปรแกรมฟื้นฟูความรู้ และจัดตารางเวลาเรียนเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้วงตามบทเรียนทันเพื่อนในช่วงเวลาเหลื่อมกันไม่มาก <strong>‘น้องมะขาม’</strong> หลุดจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในระหว่างเรียนชั้น ม.1 จากนั้นไม่ได้ศึกษาต่อในระบบใดเลยตลอดหนึ่งปีการศึกษา จนรายชื่อของน้องเข้ามาสู่ <strong>‘ศูนย์ช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ.’</strong> กระบวนการดูแลช่วยเหลือจึงเริ่มต้น โดยเมื่อน้องมะขามแจ้งความต้องการว่าอยากเรียนต่อ ก็เป็นโรงเรียนไทรน้อยที่ชื่อของน้องอยู่ในเขตบริการเป็นผู้รับไว้ และนำกลับสู่การเรียนชั้น ม.1 ทันที แม้อยู่ในช่วงกลางภาคเรียน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ยินดีรับทันที’</strong></h2>



<p><strong>ผอ.ปิติ </strong>กล่าวว่า กรณีของเด็กทั้งสองคนเป็นผลพวงที่เกิดจากวิกฤตโควิด ซึ่งเป็นช่วงที่มีเด็กเยาวชนหลุดจากการศึกษาเป็นจำนวนมาก เมื่อทราบเรื่อง โรงเรียนจึงยินดีรับทันที และจำเป็นต้องจัดโปรแกรมพิเศษเพื่อให้เด็กเก็บหน่วยกิตทันเพื่อน และผ่านการศึกษาที่มีคุณภาพตรงตามตัวชี้วัด</p>



<p>“สำคัญมากคือเราต้องมีทีมครูที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลใกล้ชิด คอยติดตามทั้งเรื่องเรียน เป็นที่ปรึกษาทุกข์สุข เพราะการเข้ามาเรียนกลางเทอมเป็นภาระที่หนัก เด็กต้องฟื้นฟูและตามเก็บความรู้ในช่วงเวลาที่หายไป ขณะที่เด็กบางคนเช่นน้องวงก็ยังต้องไปช่วยแม่ทำงานหลังเลิกเรียนและวันหยุดเหมือนเดิมเพื่อพยุงค่าใช้จ่ายในครอบครัว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ae9860"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/05-ปิติ-ยางกลาง-ไทรน้อย-โมเดล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในฐานะผู้บริหารโรงเรียน เมื่อเห็นความตั้งใจของเด็ก เห็นความพยายามที่จะต่อสู้ทั้งในและนอกโรงเรียนของเขา ก็อยากให้กำลังใจและส่งเสริมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้&nbsp; จนวันนี้วงเรียนจบ ม.6 แล้ว เราถามว่าจะทำอะไรต่อ เขาบอกว่าจะไปทำงานพาร์ตไทม์ช่วยแม่หาเงินส่งน้องเรียน และจะเก็บเงินเพื่อเรียนต่อไปด้วย เราก็ดีใจว่าอย่างน้อยเขาก็มีวุฒิการศึกษาที่สูงกว่าชั้น ม.3 ส่วนมะขามที่จบ ม.3 ปีนี้ เราเพิ่งได้คุยกับพ่อของเขา รู้สึกดีใจเมื่อเขาบอกว่าถ้าวันนั้นไม่มีความร่วมมือต่าง ๆ เกิดขึ้น น้องอาจจะหลุดจากการศึกษาไปแล้วไม่ได้กลับมาอีก”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘งดเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษา ติดตามสถานการณ์ ดูแลใกล้ชิดเพื่อส่งให้ถึงฝั่ง’</strong></h2>



<p>อีกประเด็นสำคัญ ก่อนจะจบการศึกษาในกรณีของวง คือยังติดค้างชำระค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงการศึกษาจำนวนหนึ่ง <strong>ผอ.ปิติ</strong> ยืนยันว่า สำหรับวงที่เข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษในฐานะเยาวชนจาก <strong>‘ศูนย์ช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ.’</strong> ที่ผ่านมาจึงมีการระดมทรัพยากรช่วยเหลือ และงดเว้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองไม่ต้องกังวลว่ากลับมาเรียนแล้วจะไปได้สุดทางแค่ไหน จะจบการศึกษาได้วุฒิพร้อมเพื่อนคนอื่น ๆ หรือไม่</p>



<p>“เรื่องนี้โรงเรียนเราดูแลทั้งหมด ซึ่งตามอำนาจที่มีอยู่ โรงเรียนสามารถจัดสรรได้สำหรับเด็กที่อยู่ในสถานการณ์จำเป็นจริง ๆ โดยเมื่อเด็กเข้ามาอยู่ในความดูแล โรงเรียนจะมีระบบดูแลช่วยเหลือ เยี่ยมบ้าน ติดตามสถานการณ์ชีวิต เมื่อพบปัญหาจะมีการพูดคุย ทำความเข้าใจ พยายามหาความร่วมมือมาช่วย รวมถึงยกเว้นค่าใช้จ่ายทางการศึกษาบางอย่าง เพื่อให้เด็กเรียนได้ตลอดรอดฝั่งจนจบการศึกษา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-38e5ca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0404_บทความ-70_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผอ.ปิติ </strong>กล่าวว่า เด็กสองคนที่จบการศึกษาในวันนี้ คือความภาคภูมิใจของโรงเรียน ทั้งยังเป็นความยินดีที่เราได้ร่วมมือกับทุกฝ่ายในการดูแลและผลักดันมาด้วยกัน เพราะทำให้เห็นว่าในสถานการณ์วิกฤต จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหาทางออก เพื่อช่วยเด็กหลาย ๆ คนให้เขายังอยู่บนเส้นทางการศึกษาตามที่ควรจะเป็น</p>



<p>“ผมเชื่อว่าโรงเรียนคือที่พึ่งของเด็กและผู้ปกครอง เรามีหน้าที่อำนวยความสะดวกเรื่องการจัดการศึกษา การพัฒนาทักษะกระบวนการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมเด็กตามศักยภาพของเขา เด็กทุกคนต้องมีโอกาสได้เรียน ได้พัฒนาตนเอง ซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นทางต่างกัน มีความต้องการต่างกัน ดังนั้นเราต้องหาให้เจอแล้วผลักดันตรงนั้น ส่วนคนที่ขาดแคลน หรือมีความต้องการพิเศษบางอย่าง ก็ต้องช่วยกันหาทางหนุนเสริม</p>



<p>“เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กคนหนึ่งไม่ว่ายากดีมีจนขาดพร่องแค่ไหน เขาต้องมีโอกาสได้เรียน นี่คือสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากนั้นถ้ามีอะไรที่ช่วยเหลือได้ เราจะรับฟัง หาทางช่วย และลงมือทำทันที”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กส่วนหนึ่งหลุดจากระบบ’</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e76c8c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0404_บทความ-70_PHOTO4.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วิ</strong><strong>ทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF</strong> <strong>จังหวัดนครพนม </strong>กล่าวว่า ในเชิงนโยบายแล้ว การเก็บค่าบำรุงการศึกษาของทุกโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเป็นต้องมีความชัดเจน เนื่องจากเชื่อว่ามีเด็กจำนวนมากที่แม้ฝ่าฟันเรียนจนถึงปลายทางได้ แต่ด้วยติดค้างชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ทำให้ไม่มีสิทธิ์รับวุฒิการศึกษา รวมถึง ‘ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา’ ส่วนนี้ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้เด็กเยาวชนบางส่วน ต้องจำใจโบกมือลาจากเส้นทางการศึกษาไป&nbsp;</p>



<p>โดยในเรื่องค่าธรรมเนียมการศึกษาหรือค่าบำรุงโรงเรียน ตามกฎแล้วระบุว่าโรงเรียนสามารถเรียกเก็บได้ แต่ด้วยนโยบายที่ยังไม่ชัดเจนก็ทำให้ยังเป็นปัญหาอยู่ สำหรับเคสของเด็กที่เข้ามาในภาวะวิกฤต ด้วยอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สามารถดูแลให้เด็กเรียนจบได้ อย่างไรก็ตามในเด็กส่วนใหญ่ ผู้ปกครองมีทางออกเดียวคือกู้เงินด่วนหรือนำทรัพย์สินไปจำนำ จนยิ่งกลายเป็นหนี้สินติดตัว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“สถิติบอกเราว่าช่วงเปิดกับปิดภาคเรียน จะเป็นช่วงที่มีอัตราคนใช้บริการโรงรับจำนำพุ่งสูงมาก ประเด็นสำคัญที่อยากให้มอง คือในเมื่อค่าบำรุงการศึกษายังไม่มีความชัดเจน ความหมายของการ ‘เรียนฟรี 12 ปี’ จนจบการศึกษาภาคบังคับ จึงไม่อาจพูดได้ว่า ‘เป็นความจริง’ อย่างทุกวันนี้ เราพบว่าเด็กในต่างจังหวัดจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบช่วง ม.ต้น สาเหตุหนึ่งมาจากค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น เพราะพอถึงชั้นมัธยม ส่วนใหญ่ต้องย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่ไกลขึ้น เฉลี่ยค่ารถอยู่ที่ 400-500 บาทต่อเดือน หลายบ้านที่เด็กอยู่กับผู้สูงอายุซึ่งมีรายได้แค่เบี้ยคนชราก็ไม่มีกำลังจ่าย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“สาเหตุที่สองคืองบอาหารกลางวันที่รัฐอุดหนุนแค่ชั้นประถม พอขึ้นมัธยมเด็กต้องจ่ายเอง ขั้นต่ำอย่างน้อยตกวันละ 50 บาท พอบวกรวมกับค่ารถ เดือน ๆ หนึ่งอย่างน้อยอยู่ที่ 2,000 บาท ดังนั้นเด็กกลุ่มนี้หมู่บ้านหนึ่งจบพร้อมกัน 20 คน จะมีถึง 5 คนไม่ได้เรียนต่อมัธยมทันที แล้วสองสาเหตุนี้มันต่อเนื่องมาถึงเหตุผลว่า หากเด็กกัดฟันเรียนแล้วไปเจอค่าบำรุงโรงเรียนเพิ่มมาอีก สุดท้ายโอกาสจะเรียนจนจบ หรือจบมาแล้วจะมีวุฒิการศึกษาก็ยิ่งน้อยลง”&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040424/">โรงเรียนไทรน้อย ‘ยินดีรับเข้าเรียนทันที-งดเว้นค่าใช้จ่ายการศึกษา หนทางส่งเด็กให้ถึงฝั่ง’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. และภาคี เปิด ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ ช่วยแก้วิกฤตเด็กหลุดนอกระบบรับเปิดเทอมนี้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-110523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 May 2023 08:13:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงยุติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67655</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้การศึกษาจะเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110523/">กสศ. และภาคี เปิด ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ ช่วยแก้วิกฤตเด็กหลุดนอกระบบรับเปิดเทอมนี้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้การศึกษาจะเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยรัฐมีหน้าที่สนับสนุนให้เกิดหน่วยจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคในการเลือกเส้นทางการศึกษาตามความถนัด ความต้องการ และความจำเป็นพื้นฐานแห่งชีวิต เพื่อให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกยังคงเป็นภาพฝันในสังคมไทย</p>



<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)<strong> </strong>ได้ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม สมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และตัวแทนนักขับเคลื่อนการศึกษาหลายองค์กร เปิดตัวความร่วมมือภายใต้ชื่อ <strong>‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’</strong> นำเสนอการออกแบบนโยบายเพื่อพาเด็กและเยาวชนจำนวน 2.5 ล้านคน จากครัวเรือนยากจน 20% ล่างของประเทศ รวมถึงเยาวชนและแรงงานนอกระบบสะสมอีกราว 20 ล้านคน ก้าวออกจากวงจรความยากจนข้ามรุ่นด้วยภาพฝันการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก ทำให้ประเทศไทยไม่มีคำว่า “เด็กนอกระบบ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-520a8d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยว่า วิกฤตทางที่เป็นโจทย์ใหญ่รับเปิดเทอมใหม่ปีการศึกษา 2566&nbsp; คือการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นกำลังขยายตัวครั้งใหญ่ โดยมีเด็กจากครอบครัวยากจนเพิ่มขึ้น 3-4 แสนคน เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 2-3 แสนคน เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า และภาวะการเรียนรู้ถดถอยที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรัง&nbsp; ถ้าแก้ไขไม่ได้ไทยจะสูญเสียเด็กทั้งรุ่นที่ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องอ่านออกเขียนได้และสุขภาพจิตในอนาคต</p>



<p>ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล <strong>ศ.ดร.สมพงษ์ </strong>มีมุมมองต่อนโยบายแก้วิกฤตทางการศึกษาของพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้ง 2566 ว่านักการเมืองส่วนใหญ่ยังมองปัญหาเรื่องการศึกษาอย่างผิวเผิน ขาดการมองอย่างวิเคราะห์รอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องการหลุดออกนอกระบบของเด็กที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขและหาวิธีช่วยเหลือให้ได้</p>



<p>“นโยบายที่ดีของกระทรวงศึกษาธิการคือการตามเด็กกลับมาเรียน จากจำนวนเด็ก 238,707 คน สามารถตามเด็กกลับมาเรียนได้ 200,000 กว่าคน แต่สภาพปัจจุบันที่เป็นผลมาจากโควิด-19 ความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปีการศึกษา 2566 ถ้าไม่จัดการหรือไม่มีนโยบายที่ชัดเจน อย่างเช่นสวัสดิการต่าง ๆ รวมถึงเส้นทางการศึกษาที่เหมาะกับเด็กจริงๆ&nbsp; เด็กจะหลุดออกจากระบบวนซ้ำถึง 85%”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fef61d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/ศ.ดร.สมพงษ์-จิตระดับ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong><br>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ </strong>ระบุถึง 1 ในข้อเสนอถึงพรรคการเมืองของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยนโยบายปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมการเรียนรู้ทุกรูปแบบ ชูแนวคิดการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต ปรับระบบราชการกระทรวงศึกษาฯ ให้มีวิธีคิดและหลักการที่ทันสมัย สนับสนุนเครือข่ายให้มีโอกาสร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งด้านหลักสูตรและวิธีบริหารจัดการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลายได้</p>



<p>“กสศ. มีเป้าหมายสำคัญเรื่องการศึกษาทางเลือก (Alternative Education) และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Change) การขับเคลื่อนในอีก 3 ปีข้างหน้า เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก จะเป็นตัวแบบการศึกษาแบบเปิด (Open Education) ที่เกิดจากความร่วมมือของภาคประชาชน หากกระทรวงศึกษาธิการหันมาปฏิรูปโครงสร้างระบบ โดยมองเด็กเป็นที่ตั้ง มองเห็นถึงความหลากหลายแตกต่าง จัดการการศึกษาให้มีหลากรูปแบบหลายระบบ ก็จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของเด็กได้อย่างดียิ่ง ฉะนั้นอยากให้ทุกคนเปิดใจยอมรับ และหันมาร่วมมือกัน ซึ่งการใช้นวัตกรรมต่าง ๆ จะช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มทางเลือกหรือทางออกทางการศึกษาให้กับเด็กได้ เพราะระบบการศึกษาที่ผ่านมามีกำแพง กฎเกณฑ์มากมาย จึงอยากให้ผ่อนปรนลดกฎระเบียบเหล่านี้ลงบ้าง เพราะเมื่อเด็กออกกลางคัน เขาจะเป็นแรงงานด้อยทักษะ ไปตลอดชีวิต” <strong>ศ.ดร.สมพงษ์ </strong>กล่าว</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-09.jpg" alt="" data-id="67671" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=67671" class="wp-image-67671" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-09.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-09-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-09-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-09-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-09-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-10.jpg" alt="" data-id="67672" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-10.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=67672" class="wp-image-67672" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-10.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-10-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-10-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-10-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-10-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>“ภาพฝัน” การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก วันที่ประเทศไทยจะไม่มีคำว่า “เด็กนอกระบบ”</strong></h2>



<p><strong>นายวิทิต เติมผลบุญ</strong> เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน กล่าวว่า เป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องพูดถึงเรื่องการศึกษาที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต เนื่องจากเด็กที่หลุดออกจากการศึกษากระแสหลักก่อนจบชั้นมัธยมต้น จะยังไม่สามารถเข้าเรียนในรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัยหรือ กศน. ได้ เนื่องจากอายุไม่ถึง 15 ปี อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ระบุว่าสถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาคละรูปแบบได้คือ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างกันได้ การสนับสนุนโดยรัฐก็ควรเกิดขึ้นทุกรูปแบบ</p>



<p>“หากรูปแบบการศึกษาทางเลือกได้รับความสนใจและพัฒนาต่อเนื่อง จนสามารถตอบโจทย์ชีวิตของเด็กและเยาวชนทุกคนได้ในระดับเดียวกับการศึกษากระแสหลัก เมื่อถึงวันนั้นเราจะไม่มีเด็กนอกระบบการศึกษาอีกต่อไป”</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วิทิต-เติมผลบุญ.jpg" alt="" data-id="67673" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วิทิต-เติมผลบุญ.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/news-110523/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d/" class="wp-image-67673" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วิทิต-เติมผลบุญ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วิทิต-เติมผลบุญ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วิทิต-เติมผลบุญ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วิทิต-เติมผลบุญ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วิทิต-เติมผลบุญ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="blocks-gallery-item__caption"><strong>นายวิทิต เติมผลบุญ</strong> เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน</figcaption></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/เทวินฏฐ์-อัครศิลาชัย.jpg" alt="" data-id="67670" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/เทวินฏฐ์-อัครศิลาชัย.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/news-110523/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8f%e0%b8%90%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2/" class="wp-image-67670" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/เทวินฏฐ์-อัครศิลาชัย.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/เทวินฏฐ์-อัครศิลาชัย-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/เทวินฏฐ์-อัครศิลาชัย-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/เทวินฏฐ์-อัครศิลาชัย-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/เทวินฏฐ์-อัครศิลาชัย-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="blocks-gallery-item__caption"><strong>นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย</strong> เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย</strong> เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย กล่าวเสริมว่า 24 ปีผ่านมา การยอมรับและสวัสดิการที่ควรจะครอบคลุมการศึกษาทางเลือกแทบไม่เกิดขึ้น เด็กและเยาวชนที่เรียนในศูนย์การเรียนไม่เคยได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานเท่าเทียมกับเด็กที่เรียนอยู่ในระบบโรงเรียน ครูในระบบการศึกษาทางเลือกยังขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตนเองผ่านสวัสดิการอบรมความรู้ และเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้รับ&nbsp;</p>



<p>“การศึกษาทางเลือกจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้มีพื้นที่ มีการเติบโตที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของนิเวศการเรียนรู้และภูมิทัศน์ทางการศึกษาในปัจจุบัน เนื่องจากบริบทความต้องการของเด็กและเยาวชนมีความหลากหลายซับซ้อน รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษายังต่างไปจากอดีต ดังนั้นทิศทางของการศึกษายุคถัดไป ต้องทำให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติได้ โดยสามารถเรียนรู้ได้จากทุกหนทุกแห่ง รวมถึงมีการจัดสรรงบประมาณการศึกษาจากรัฐหรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อจัดการศึกษาที่เหมาะสม หากทำได้ถึงจุดนั้น การศึกษาทางเลือกจะเป็นอีกลู่หนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยในภาพรวม” <strong>นายเทวินฏฐ์</strong> กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8ff6ed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อมูลสถานพินิจฯ ปี 2561-2565 พบเด็กกระทำผิด 134,747 คดี&nbsp; ในจำนวนนี้&nbsp; 70% หลุดจากระบบการศึกษา</strong></h2>



<p><strong>พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์</strong> อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวเสริมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่า มีมิติที่กว้างกว่าเรื่องความยากจน การทำงานของกรมพินิจฯ จึงมีโจทย์ตั้งต้นว่าจะทำให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้อย่างไร&nbsp;</p>



<p>“สำหรับกรมพินิจฯ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือดูแลฟื้นฟูเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมช่วงอายุ 12-18 ปี มีข้อมูลพบว่ามากกว่า 70% ของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้หลุดจากระบบการศึกษาระหว่างเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หรือต่ำกว่าเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นหน้าที่ของกรมพินิจฯ จึงต้องสร้างโอกาสในการพัฒนาตัวเองภายใต้สิทธิพื้นฐานที่เด็กพึงมี ด้วยเครื่องมือสำคัญคือการศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-994286"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/พ.ต.ท.วรรณพงษ์-คชรักษ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์<br>อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>พ.ต.ท.วรรณพงษ์ </strong>กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมพินิจฯ ทำงานกับเครือข่ายศูนย์การเรียน สถาบันการศึกษาสายอาชีพ และภาคส่วนต่าง ๆ นำนวัตกรรมและรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมเข้าไปให้เด็กในสถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ผ่านกลไกการทำงาน 3 ส่วนหลัก คือด้านวิชาการ จิตวิทยา และสังคมสงเคราะห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งคืนเด็กและเยาวชนเหล่านี้กลับสู่สังคมอีกครั้ง ได้รับการพัฒนาตนเองต่อเนื่อง มีทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ</p>



<p>“กรมพินิจฯ วางแผนการทำงานโดยแสวงหานวัตกรรมที่มีอยู่แล้วมาใช้ และได้ร่วมงานกับ กสศ. เพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงทางเลือกทางการศึกษาที่หลากหลาย&nbsp; ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการเปิดประตูที่เคยปิดกั้น ให้เด็ก ๆ เข้าถึงการศึกษาได้ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษากระแสหลัก แต่มีช่องทางมากมายให้เด็กได้เลือกเรียนตามความสนใจและถนัด แล้ววันที่กลับออกไป เขาจะมีทักษะอาชีพ มีวุฒิการศึกษาเป็นเครื่องมือนำทางให้พบพื้นที่ของตนในสังคม” <strong>พ.ต.ท.วรรณพงษ์ </strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d2f31d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปิด 6 ข้อเสนอเร่งด่วนจาก ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’&nbsp; ในวาระเลือกตั้ง 2566</strong></h2>



<ol><li><strong>สนับสนุนให้เกิดหน่วยจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายทางเลือก </strong>ให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค มีความยืดหยุ่นทั้งเวลา รูปแบบ และเงื่อนไขในการเข้ารับบริการทางด้านการศึกษา ไม่ยึดติดกับกรอบเวลา แต่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อม การค้นพบตัวเอง และเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ตามความถนัดหรือความสนใจเป็นสำคัญ ตัวอย่างนวัตกรรมหน่วยจัดการเรียนรู้หลากหลายทางเลือก&nbsp; อาทิ หนึ่งโรงเรียนหลายระบบ, หนึ่งตำบลหรือชุมชนหนึ่งหน่วยจัดการเรียนรู้ทางเลือก, หลักสูตรอาชีพระยะสั้น Upskill Reskill, โรงเรียนมือถือ, Open Education, Online Learning Platform, บ้านเรียน, ศูนย์การเรียน, ช้างเผือก Academy&nbsp;<br><br>ทั้งนี้ กสศ. ได้ร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก แสวงหาข้อค้นพบและทางออกใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาอยู่ในขณะนี้ ตัวอย่างเช่น<br><br><strong>1.1 กรุงเทพมหานคร/Free From School ห้องเรียนนอกกรอบเพื่อให้เด็กมีทักษะการทำงานและวุฒิการศึกษา</strong> ทางเลือกที่ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการศึกษาและเศรษฐกิจจนต้องหลุดจากระบบการศึกษา ให้กลับเข้าห้องเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทำงานและได้รับวุฒิการศึกษาในระดับชั้นมัธยมต้น-ปลาย<br><br><strong>1.2 เชียงใหม่/ไร่ส้มวิทยา ศูนย์การเรียนที่ออกแบบการศึกษาบนเงื่อนไขชีวิตของเด็กๆ ในพื้นที่ ซึ่งเป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์</strong> ที่ไร่ส้ม เด็กๆ สามารถพาน้องมาเลี้ยงและมาเรียนด้วยได้&nbsp;<br><br><strong>1.3 นครพนม/โรงเรียนมือถือ โรงเรียนที่สามารถเคลื่อนที่ไปหากลุ่มเป้าหมาย ช่วยผู้เรียนให้เลือกเรียนได้ตามความสนใจในทุกที่ทุกเวลา</strong> โดยศูนย์การเรียน CYF&nbsp; (Children and Youth Development Foundation) ร่วมกับ กสศ. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครพนม (ศธจ.) สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม และภาคีเครือข่ายพัฒนาเด็กนอกระบบจังหวัดนครพนม<br><br><strong>1.4 น่าน/ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน สถานศึกษาที่เกิดจากชาวบ้านในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขาด้วยตัวเอง </strong>นอกจากลูกหลานไม่ต้องลำบากเดินทางไกลแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ เกิดจิตสำนึกรักบ้านเกิด และได้เรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวพันกับชีวิตจริงในชุมชน<br><br><strong>1.5 กาญจนบุรี/นวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 ระบบ</strong> ที่โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ พื้นที่ที่เด็กในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัยเรียนร่วมกัน โดยการจัดการเรียนการสอนนั้นมีความคล้ายกับการเรียนแบบโฮมสคูล<br></li><li><strong>ระบบติดตามค้นหาและฐานข้อมูลรายบุคคลที่ไร้รอยต่อ</strong> ขยายผลระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว (Longitudinal Database) ที่ กสศ. ได้ร่วมมือกับทุกหน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาวิจัยพัฒนาขึ้น&nbsp; เพื่อใช้ในการค้นหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบ โดยนำทะเบียนราษฎร์จากฐานข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และจำนวนนักเรียนตามระดับการศึกษาจากหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดมาเปรียบเทียบ ให้สามารถชี้เป้าหมายเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบในเบื้องต้นได้<br></li><li><strong>ปิดช่องว่างของกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ</strong> อาศัยโอกาสการเกิดขึ้นของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เป็นจุดเปลี่ยนพาประเทศไทยให้ไปสู่การมีระบบการเรียนรู้ที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิตให้สามารถดำเนินงานได้จริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายช่วยคลี่คลายช่องว่างหรือปัญหาอุปสรรคของการจัดการศึกษาทางเลือก รวมถึงการกระจายอำนาจการจัดการเรียนรู้ไปยังหน่วยส่งเสริมการเรียนรู้ระดับท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม<br></li><li><strong>ระบบสวัสดิการครอบคลุมทุกรูปแบบการจัดการศึกษา</strong> นโยบายเรียนฟรี 15 ปี&nbsp; ควรเพิ่มงบประมาณให้ครอบคลุมการเรียนรู้ในทุกเส้นทาง เช่น ศูนย์การเรียนของสถาบันทางสังคมที่ดำเนินการโดยบุคคล องค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชน และองค์กรวิชาชีพ ซึ่งในปัจจุบัน มีเพียงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนสถานประกอบการเท่านั้นที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแก่ผู้เรียน ขณะที่ศูนย์การเรียนประเภทอื่นที่เป็นที่ทางเลือกของเด็กและเยาวชนที่มีข้อจำกัดในชีวิต กลับยังไม่มีระเบียบใด ๆ ออกมาสนับสนุนการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว และสิทธิประโยชน์แก่ผู้เรียน เช่น การได้รับอาหารเสริมนม อาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียนการสอน เสื้อผ้า/ยูนิฟอร์ม การได้รับวัคซีน การตรวจสุขภาพจากสถานพยาบาล&nbsp; นอกจากนี้ ควรพัฒนาการจัดชุดสวัสดิการที่เหมาะสมกับความต้องการตามสภาพปัญหาของเด็กและเยาวชนเป็นรายคน&nbsp; เช่น กลุ่มแม่วัยใส เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เด็กพิการ หรือ ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะอาชีพ เป็นต้น<br><br>ทั้งนี้ยังรวมถึงงบประมาณสำหรับบริหารจัดการสถานศึกษา และงบประมาณ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ สำหรับครูและผู้จัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายอีกด้วย&nbsp; ควรมีโอกาสได้รับสวัสดิการ ค่าตอบแทน และการฝึกอบรมทักษะความรู้ในการจัดการศึกษาตามสิทธิที่ควรได้รับตามกฎหมายอย่างเหมาะสมเท่าเทียม<br></li><li><strong>พัฒนาคูปองส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้านการศึกษา หรือ Education Credit ID</strong> เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ซึ่งรัฐสามารถจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปยังเด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนด้อยโอกาสโดยตรง ให้สามารถใช้คูปองหรือ Credit ดังกล่าวในการเลือกเรียนรู้ ฝึกอบรม ได้ทุกที่ ทุกเวลาตามความต้องการ โดยจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน ทุนอุดหนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยเลข 13 หลัก และ Prompt Pay ของเยาวชนทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งใช้ในการเก็บข้อมูลเครดิตการเรียนไปใช้ในการสมัครงานและศึกษาต่อในอนาคตได้ นอกจากนี้ควรสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการลงทุน (เงินและไม่ใช่เงิน) เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาหลากหลายเส้นทางที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้เรียนเป็นรายบุคคล ทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น ไปจนถึงระดับประเทศ&nbsp; เช่น ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) การทำ CSR ของภาคเอกชน&nbsp; สถานประกอบการเพื่อการฝึกอาชีพและการจ้างงาน&nbsp; ทั้งนี้อาจมีมาตรการแรงจูงใจทางภาษีร่วมด้วย<br></li><li><strong>พัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมในพื้นที่ทุกจุดอย่างแท้จริง</strong> ไม่ใช่เฉพาะเพียงจุดใดจุดหนึ่งของชุมชนเท่านั้น&nbsp; และสนับสนุนความเสมอภาคในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเด็กเยาวชนวัยเรียน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสผ่านการสนับสนุน&nbsp; Sim / E-Sim แก่เด็กเยาวชนวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (3-18 ปี) หรือเยาวชนที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนับสนุนการเข้าถึงโปรแกรมและช่องทางการศึกษาที่ลงทะเบียนกับ กสทช. ได้ฟรี สนับสนุนอุปกรณ์เข้าถึง เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ที่มีการ Trade-in ในโปรโมชันเครื่องเก่าแลกใหม่ที่ยังสามารถใช้งานได้ ให้แก่นักเรียนยากจนด้อยโอกาสที่ยังไม่มีอุปกรณ์</li></ol><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110523/">กสศ. และภาคี เปิด ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ ช่วยแก้วิกฤตเด็กหลุดนอกระบบรับเปิดเทอมนี้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ระดมเครือข่ายเสนอนวัตกรรมการศึกษาที่มีทางเลือก สอดรับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ชูนโยบายถึงว่าที่รัฐบาลจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนศูนย์การเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-190423/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Apr 2023 06:15:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ทางเลือกการศึกษาที่แท้จริงและตอบโจทย์ชีวิต ทางออกปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงยุติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=66782</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190423/">กสศ. ระดมเครือข่ายเสนอนวัตกรรมการศึกษาที่มีทางเลือก สอดรับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ชูนโยบายถึงว่าที่รัฐบาลจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนศูนย์การเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม และตัวแทนนักขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษาที่มีทางเลือก เปิดตัวความร่วมมือภายใต้ชื่อ <strong>‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ </strong>จัดเวทีแถลงข่าวความร่วมมือและนำเสนอนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในหัวข้อ <strong>‘ทางเลือกการศึกษาที่แท้จริงและตอบโจทย์ชีวิต ทางออกปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดนอกระบบ’</strong> โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ <strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ. <strong>พันตำรวจโทวรรณพงษ์ คชรักษ์</strong> อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน <strong>นายวิทิต เติมผลบุญ</strong> เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน <strong>นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย</strong> เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และตัวแทนนักขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษาที่มีทางเลือก</p>



<p>เวทีนี้ได้เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือกระดมความเห็นเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา พร้อมนำเสนอรูปแบบการศึกษาทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตหลากหลาย ทลายเส้นแบ่งระหว่างการศึกษาในระบบกับนอกระบบ ด้วยการจัดการศึกษาที่เปิดกว้างและเป็นการศึกษาที่มีทางเลือกสำหรับทุกคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-402e64"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/09-กสศ.-ร่วมกับเครือข่าย-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ<br>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ. กล่าวว่า จากงานวิจัยในโครงการจัดการความรู้เพื่อสื่อสารการขับเคลื่อนนโยบายศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษาของ กสศ. ที่ทำงานกับเยาวชนกลุ่มเป้าหมาย 404 คน ในกรุงเทพมหานคร และ 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น พิษณุโลก ราชบุรี และยะลา ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่ารากของปัญหาเด็กหลุดจากระบบคือ การส่งต่อความยากจนข้ามรุ่น อันเป็นผลพวงจากปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาครอบครัว&nbsp;</p>



<p>จากการวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์พบว่า เยาวชนกลุ่มนี้มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 15 เปอร์เซ็นต์ล่างสุดของประเทศ และมีความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาสูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม และถึงแม้ว่าในปีการศึกษา 2565 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินโครงการ ‘พาน้องกลับมาเรียน’ และช่วยให้เด็กและเยาวชนมากกว่า 3.2 แสนคน สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้สำเร็จ ทว่าหากไม่มีนโยบายดูแลช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มที่จะหลุดจากระบบซ้ำ รวมถึงมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถก้าวข้ามรอยต่อช่วงชั้น ป.6 ขึ้น ม.1 หรือ ม.3 ขึ้น ม.4 อีกจำนวนมาก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad3edd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/09-กสศ.-ร่วมกับเครือข่าย-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>งานวิจัยยังพบด้วยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครอบครัวของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยที่ 1,044 บาทต่อเดือน หรือวันละ 34 บาท ขณะที่มีการกู้ยืมหนี้นอกระบบราว 150,000 บาท นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยข้อมูลระบุว่า 71 เปอร์เซ็นต์ของเด็กกลุ่มนี้มาจากครอบครัวแหว่งกลาง (ครอบครัวที่มีเพียงเด็กอยู่กับผู้สูงอายุ) และ 1 ใน 3 ของเด็กกลุ่มนี้ต้องอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุลำพังสองคน ภาระหนี้สินที่สูงกว่ารายรับหลายเท่าตัวและปัญหาภายในครอบครัวจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไม่สามารถอยู่ในระบบการศึกษาต่อไปได้ อีกทั้งครอบครัวของเด็กส่วนใหญ่มองไม่เห็นว่า การศึกษาจะเป็นเครื่องมือช่วยให้พ้นจากความจนได้อย่างไร เด็กและเยาวชนเหล่านี้จึงต้องออกจากโรงเรียนไปทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย มีรายได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ และไม่มีโอกาสเข้าถึงการพัฒนาทักษะเพื่อการมีรายได้ที่สูงขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่าการศึกษาทางเลือกจะถูกยกระดับความสำคัญมากขึ้น หลังจากที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดการศึกษาทางเลือกที่ผู้เรียนมีสิทธิออกแบบการเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง ด้วยหลักสูตรที่เอื้อต่อผู้เรียนที่มีความแตกต่างหลากหลาย มีครูเป็นนักจัดการเรียนรู้ และมีระบบ ‘ธนาคารหน่วยกิต’ หรือ Credit Bank ที่ผู้เรียนสามารถประเมินประสบการณ์เพื่อแปลงเป็นหน่วยกิตใช้เทียบโอนได้&nbsp;</p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์</strong> กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ การศึกษาตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ โดยมีระบบ Credit Bank เป็นตัวขับเคลื่อน การศึกษาทางเลือกจึงเป็นระบบที่ไม่ขึ้นกับส่วนกลาง แต่เป็นการศึกษาที่มีหลายช่องทางเพื่อรองรับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม ตอบโจทย์ตามความต้องการ ตามศักยภาพ มีหน่วยจัดการศึกษาที่สามารถจัดทำหลักสูตรที่หลากหลาย และเหมาะสมกับบริบทของชีวิตเด็กแต่ละคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-31da3f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/09-กสศ.-ร่วมกับเครือข่าย-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์<br>อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์</strong> อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีมิติที่กว้างกว่าเรื่องความยากจน การทำงานจึงต้องมีโจทย์ตั้งต้นว่า จะทำให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้อย่างไร สำหรับกรมพินิจฯ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือดูแลฟื้นฟูเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมช่วงอายุ 12-18 ปี มีข้อมูลพบว่ามากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้หลุดจากระบบการศึกษาระหว่างเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หรือต่ำกว่าเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นหน้าที่ของกรมพินิจฯ จึงต้องสร้างโอกาสในการพัฒนาตัวเองภายใต้สิทธิพื้นฐานที่เด็กพึงมี ด้วยเครื่องมือสำคัญคือการศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ&nbsp;</p>



<p>ที่ผ่านมากรมพินิจฯ ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายศูนย์การเรียน สถาบันการศึกษาสายอาชีพ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำนวัตกรรมและรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมเข้าไปให้ถึงเด็กทั้งในสถานพินิจฯ และในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน ผ่านกลไกการทำงาน 3 ส่วนหลัก คือด้านวิชาการ จิตวิทยา และสังคมสงเคราะห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งคืนเด็กและเยาวชนเหล่านี้กลับสู่สังคมอีกครั้ง พร้อมได้รับการพัฒนาตนเองที่ต่อเนื่อง มีทักษะในการประกอบอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ</p>



<p>“กรมพินิจฯ วางแผนการทำงานโดยแสวงหานวัตกรรมที่มีอยู่แล้วมาใช้ และได้ร่วมงานกับ กสศ. เพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงทางเลือกทางการศึกษาที่หลากหลาย ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการเปิดประตูที่เคยปิดกั้น เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าถึงการศึกษาได้ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษากระแสหลัก แต่มีช่องทางมากมายให้เด็กได้เลือกเรียนตามความสนใจและถนัด แล้ววันที่กลับออกไป เขาจะมีทักษะอาชีพ มีวุฒิการศึกษาเป็นเครื่องมือนำทางให้พบพื้นที่ของตนในสังคม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d32c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/09-กสศ.-ร่วมกับเครือข่าย-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>อธิบดีกรมพินิจฯ</strong> กล่าวว่า โมเดลการทำงานระหว่างกรมพินิจฯ กับ กสศ. เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 ผ่านโครงการ ‘นครพนมโมเดล’ จนเห็นว่าการจัดการศึกษาทางเลือกเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับบริบทของเด็กและเยาวชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ด้วยพื้นเพปูมหลังครอบครัว ช่วงวัย ประสบการณ์ หรือวุฒิการศึกษา รวมถึงข้อจำกัดอื่น ๆ อีกมาก จึงมีการขยายผลจากจังหวัดนครพนมไปยังศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนในพื้นที่อื่น ๆ ทำให้เด็กและเยาวชนในความดูแลของกรมพินิจฯ สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีเป็นจำนวนมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ กรมพินิจฯ ไม่เพียงคาดหวังว่ากระบวนการที่กล่าวมาจะสามารถลดความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ได้ แต่ยังมองไปถึงเป้าหมายสำคัญกว่านั้นคือเป็นการทำงานเชิงป้องกัน บนพื้นฐานความคิดที่ว่าถ้าสามารถเปลี่ยนทัศนคติและทำให้เด็กและเยาวชนค้นพบเส้นทางชีวิตที่ดีงามได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตให้กับคนรุ่นถัดไปในครอบครัวของตนเอง และนั่นคือส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมที่สามารถทำได้ผ่านการมอบโอกาสทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71c099"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/09-กสศ.-ร่วมกับเครือข่าย-04.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายวิทิต เติมผลบุญ เลขาธิการ<br>สมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายวิทิต เติมผลบุญ</strong> เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน หนึ่งในกำลังสำคัญของการผลักดันการจัดการศึกษาทางเลือก และเป็นผู้ริเริ่มโครงการนครพนมโมเดล กล่าวว่า เด็กหลุดจากระบบการศึกษาไม่ใช่ปัญหาซับซ้อน แต่เป็นปัญหาที่ ‘ทับซ้อน’ ต่อเนื่องกันจนถึงจุดหนึ่งสังคมจะแบกรับไม่ไหว จึงเป็นวาระสำคัญที่ต้องพูดถึงเรื่องการศึกษาทางเลือก&nbsp;</p>



<p>ประเด็นสำคัญคือเด็กที่หลุดออกมาก่อนจบชั้นมัธยมต้นเกือบทุกคน จะยังไม่สามารถเรียนในรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัยหรือ กศน. ได้ เนื่องจากอายุไม่ถึง 15 ปี อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ระบุว่าสถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาคละรูปแบบได้คือ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างกันได้ จึงได้มีการพยายามทดลองนำการศึกษาในระบบ ‘ศูนย์การเรียน’ มาใช้ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดการศึกษา&nbsp;</p>



<p><strong>นายวิทิต</strong> กล่าวอีกว่า หลังจากประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งกับโครงการนำร่องที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม เครือข่ายการจัดการศึกษาทางเลือก จึงจับมือกับศูนย์การเรียน 6 แห่ง เพื่อกระจายการทำงานให้ครอบคลุมทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสถานประกอบการที่เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาในสาขาวิชาที่สนใจ เพื่อนำไปใช้ทำงานประกอบอาชีพได้จริง รวมถึงพัฒนาศักยภาพต่อเนื่องตามเส้นทางของแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>“หากรูปแบบการศึกษาทางเลือกได้รับความสนใจและพัฒนาต่อเนื่อง จนสามารถตอบโจทย์ชีวิตของเด็กและเยาวชนทุกคนได้ในระดับเดียวกับการศึกษากระแสหลัก เมื่อถึงวันนั้นเราจะไม่มีเด็กนอกระบบการศึกษาอีกต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-718fe1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/09-กสศ.-ร่วมกับเครือข่าย-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการ<br>สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>&nbsp;</p>



<p><strong>นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย</strong> เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ระบุไว้ว่า ภาคสังคม บุคคล ครอบครัว องค์กรเอกชน สถานประกอบการ มีสิทธิ์ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ โดยเรียกว่า ‘การศึกษาภาคสังคม’ ซึ่งแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือปฐมวัย โรงเรียน และศูนย์การเรียน ฉะนั้นการศึกษาทางเลือกถือว่ามีสถานภาพทางกฎหมายชัดเจน</p>



<p>ทว่า 24 ปีผ่านมา การยอมรับและสวัสดิการที่ควรจะครอบคลุมการศึกษาภาคสังคมกลับแทบไม่เกิดขึ้น เด็กและเยาวชนที่เรียนในระบบศูนย์การเรียนจึงไม่ได้รับปัจจัยพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กที่อยู่ในการศึกษาตามระบบปกติ อีกทั้งครูในระบบการศึกษาทางเลือกยังขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตนเองผ่านการอบรมความรู้ และเข้าไม่ถึงสิทธิ์ที่ควรได้รับ ฉะนั้น ณ ปัจจุบันที่มีการผ่าน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ทำให้การจัดการศึกษาภาคสังคม ไม่ว่าในรูปแบบศูนย์การเรียน หรือ ‘บ้านเรียน’ มีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น และพร้อมเป็นทางเลือกสำหรับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม ถือเป็นการยกระดับการศึกษาภาคสังคม ตั้งแต่การจัดการศึกษาในระดับเล็ก ๆ อย่างครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน หรือสถานประกอบการต่าง ๆ ให้มีสถานภาพตรงตามที่ พ.ร.บ. ระบุ และมีสิทธิ์ในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น</p>



<p>“การศึกษาทางเลือกจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้มีพื้นที่ มีการเติบโตที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของนิเวศการเรียนรู้และภูมิทัศน์ทางการศึกษาในปัจจุบัน เนื่องจากบริบทความต้องการของเด็กและเยาวชนมีความหลากหลายซับซ้อน รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษายังต่างไปจากอดีต ดังนั้นทิศทางของการศึกษายุคถัดไป ต้องทำให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติได้ โดยสามารถเรียนรู้ได้จากทุกหนทุกแห่ง รวมถึงมีการจัดสรรงบประมาณการศึกษาจากรัฐหรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อจัดการศึกษาที่เหมาะสม หากทำได้ถึงจุดนั้น การศึกษาทางเลือกจะเป็นอีกลู่หนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยในภาพรวม” <strong>นายเทวินฏฐ์</strong> กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190423/">กสศ. ระดมเครือข่ายเสนอนวัตกรรมการศึกษาที่มีทางเลือก สอดรับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ชูนโยบายถึงว่าที่รัฐบาลจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนศูนย์การเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘นครพนมโมเดล’ เปิดลู่การศึกษาทางเลือกเพื่อ ‘วุฒิการศึกษา’ ให้เด็ก ๆ กล้าที่จะกลับมามีความฝันอีกครั้ง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-nakhon-phanom-model-260123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2023 02:48:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นครพนมโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[วุฒิการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[นครพนม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63991</guid>

					<description><![CDATA[<p>“วุฒิการศึกษาภาคบังคับ อาจเป็นเพียงกระดาษใบเดียวที่เปลี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-nakhon-phanom-model-260123/">‘นครพนมโมเดล’ เปิดลู่การศึกษาทางเลือกเพื่อ ‘วุฒิการศึกษา’ ให้เด็ก ๆ กล้าที่จะกลับมามีความฝันอีกครั้ง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>“วุฒิการศึกษาภาคบังคับ อาจเป็นเพียงกระดาษใบเดียวที่เปลี่ยนชีวิตของเขาได้”</strong></p></blockquote>



<p><em>“ถ้าเด็กคนหนึ่งมาจากครอบครัวด้อยโอกาส การจะได้ต่อยอดทางสังคมหรือมีหนทางไปต่อในชีวิตย่อมมีน้อย ดังนั้นการที่เขาจะมีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ หรือแม้กระทั่งจบ ม.3 จึงมีความสำคัญกับพวกเขามาก เพราะกระดาษใบเดียวสำหรับใครบางคน อาจหมายถึงโอกาสอันน้อยนิดที่พวกเขาจะใช้เปลี่ยนชีวิตได้”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-602be1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิทิต เติมผลบุญ เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน<br>ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ<br>หนึ่งในภาคีเครือข่ายคณะทำงาน<strong> ‘โครงการนครพนมโมเดล’</strong></figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วิทิต เติมผลบุญ</strong> เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ หนึ่งในภาคีเครือข่ายคณะทำงาน <strong>‘โครงการนครพนมโมเดล’</strong> เล่าถึงงานพัฒนาเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและหาช่องทางให้เด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบกล้าที่จะกลับมา <strong>‘ฝัน’</strong> ถึงชีวิตที่ดีอีกครั้งในความเป็น <strong>‘จริง’ </strong>ด้วยการศึกษาทางเลือก ที่จะพาไปสู่เป้าหมายตั้งต้น นั่นคือ <strong>‘วุฒิการศึกษา’</strong></p>



<p><strong>‘นครพนมโมเดล’</strong> คืองานขับเคลื่อนการสร้างโอกาสทางการศึกษาบนพื้นฐานของความเสมอภาค ซึ่งจังหวัดนครพนม และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนาแผนปฏิบัติการโดยบูรณาการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้เด็กเยาวชนทุกคนในพื้นที่ได้รับโอกาสเรียนรู้พัฒนาตนเองผ่านการทำงานกับเด็กเยาวชน 3 กลุ่ม ตั้งแต่ <strong>‘ต้นน้ำ’</strong> คือเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบที่ยังอยู่ในสถานศึกษา กลุ่ม <strong>‘กลางน้ำ’</strong> คือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษากลางทาง หรือ <strong>‘เด็กแขวนลอย’</strong> และ กลุ่ม <strong>‘ปลายน้ำ’ </strong>คือเด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd027d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เครือข่ายจังหวัดจะร่วมกันสำรวจติดตาม เพื่อนำพวกเขาไปสู่การศึกษาที่มีการจัดการและกระบวนการที่เหมาะสมตามบริบทความจำเป็นของชีวิต โดยเป้าหมายที่ปักหมุดไว้แน่วแน่ คือการที่เยาวชนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ หรือได้วุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นขั้นต้น</p>



<p>“ผมคิดว่าหน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างเราก็คือ ทำให้เด็ก ๆ กล้าที่จะกลับมาฝันอีกครั้ง และร่วมมือกันทำความฝันของพวกเขาให้เป็นจริง โครงการนี้จะทำให้ทุกคน ทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้หันมามองเห็นปัญหาแท้จริงของตัวเลขเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังในการค้นหาเด็กหลุดออกจากระบบและร่วมมือแก้ปัญหา เราจะช่วยเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบให้ถึงฝั่งฝันได้จริง ๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-852701"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาควรจะมอบทั้งวุฒิการศึกษาและวุฒิความเป็นมนุษย์ให้กับเด็ก</strong></h2>



<p>แผนงานของ <strong>‘นครพนมโมเดล’</strong> คือความร่วมมือตั้งแต่ระดับฐานข้อมูลเชิงลึกของเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกระบบในจังหวัด แบ่งการทำงานตั้งแต่ในเชิงประเด็นปัญหา รูปแบบการพัฒนา การระดมองค์ความรู้ และการกระจายงานในเชิงพื้นที่โดย 21 หน่วยงานที่เป็นเครือข่าย จนเกิดผลลัพธ์ด้านข้อมูลที่สามารถจำแนกกลุ่มเด็กเยาวชนออกได้ตามลักษณะ มีโรงเรียนต้นแบบ 12 แห่ง ตำบลต้นแบบ 12 แห่ง ผลิตหลักสูตรทางเลือกที่น่าสนใจอาทิ <strong>‘โรงเรียนมือถือ’ (Mobile School)</strong> มีงานวิจัยระยะยาวภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ปี บนเป้าหมายที่ว่าภายในปี 2566 จะไม่มีเด็กนอกระบบอยู่ในจังหวัดนครพนมอีกต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb7486"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ภาคีเริ่มต้นด้วยการวางแผนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมระดมสมองพัฒนาหลักสูตร หรือปรับปรุงต่อยอดหลักสูตรที่มีอยู่ให้มีมิติมากขึ้น จากนั้นจึงตั้งธงว่าหลักสูตรนั้น ๆ เหมาะกับเยาวชนกลุ่มใด ผลลัพธ์ของหลักสูตรคืออะไร เป้าหมายคืออะไร เมื่อลงตัวแล้วจึงเริ่มสำรวจข้อมูลพื้นฐานของหลักสูตร สร้างฐานข้อมูล ยกร่างหลักสูตรโดยไม่ลืมเว้นพื้นที่ไว้ให้ปรับปรุงช่องโหว่ ยืดหยุ่นให้ได้มากที่สุด</p>



<p><em>“เพราะเรามีวิธีการแก้ปัญหาที่ชัดเจน ถ้าทุกฝ่ายมองเห็นและยอมรับ ร่วมกันแก้ไขให้ตรงกับบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่ละกลุ่มปัญหา หรือช่วยกันหาทางแก้เป็นรายกรณี โอกาสที่เขาจะกลับมาเรียนรู้ สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ และอยู่บนเส้นทางชีวิตที่ดีงามก็เป็นไปได้”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-012068"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แล้วปัญหาที่ว่าคืออะไร…</p>



<p>การลงพื้นที่สัมภาษณ์พูดคุยกับเยาวชนของคณะทำงานนครพนมโมเดล พบว่าเด็กจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาติดเกม ยาเสพติด และตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมจนกลายเป็นคุณแม่วัยใส อุปสรรคที่รายล้อมรอบตัวเหล่านี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>ข้อมูล หรือ Big Data</strong> จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาที่ชัดเจนดังที่คุณวิทิตกล่าว ทั้งข้อมูลด้านวิชาการภายใต้แผนงานพัฒนาหลักสูตรรายวิชาฐานสมรรถนะ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนได้เรียนสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม ข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนด้านชีวิต เพราะโมเดลนี้มีแผนงานการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อเด็กและเยาวชน ชีวิตพวกเขาควรจะมีความสุขควบคู่ไปกับการเรียน และที่ขาดไม่ได้เลย คือข้อมูลด้านวิชาชีพภายใต้การพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพที่เหมาะสมต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10e496"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เพราะการที่เด็กสักคนหนึ่งจะได้มาซึ่งวุฒิการศึกษา โรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรู้ต้นตอของปัญหาเสียก่อน</p>



<p><em>“เราปฏิเสธปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ได้ แต่เราสามารถช่วยเด็กที่หลุดออกจากระบบกลุ่มนี้ให้พวกเขาได้รับโอกาสที่จะกลับมาฝัน ได้รับโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ซึ่งผมคิดว่ามันต้องเริ่มต้นจากการศึกษา และนั่นคือสิ่งที่เรามอบให้พวกเขาได้”</em></p>



<p><em>“ผมคิดว่าสิ่งแรกเลยที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องทำก็คือ ทำยังไงก็ได้ให้พวกเขาได้กลับมาตาม ‘ฝัน’ ที่เคยมีด้วยบันไดขั้นแรก นั่นคือวุฒิการศึกษา ดังนั้นเราต้องมาผนึกกำลังกันแล้วค้นหาวิธีที่จะสร้างฝัน และดึงฝันของเด็ก ๆ ให้กลับคืนมา เพื่อให้พวกเขาได้กลับมาเป็นพลเมืองคุณภาพดังคำที่ว่า ‘การศึกษาสร้างความเป็นมนุษย์ให้กับคน’ และนครพนมโมเดล ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เด็ก ๆ กล้าที่จะฝัน และพยายามต่อไปที่จะทำให้ฝันของตนเป็นจริงในวันข้างหน้า” วิทิต กล่าว</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-61f8b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เรียบเรียงจาก : ‘งานประชุมตำบลต้นแบบโครงการนครพนม’ facebook.com นครพนมโมเดล Zero Dropout</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-nakhon-phanom-model-260123/">‘นครพนมโมเดล’ เปิดลู่การศึกษาทางเลือกเพื่อ ‘วุฒิการศึกษา’ ให้เด็ก ๆ กล้าที่จะกลับมามีความฝันอีกครั้ง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Dec 2021 07:43:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[อนรรฆ พิทักษ์ธานิน]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[นราธิวาส]]></category>
		<category><![CDATA[นนทบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านค่าย]]></category>
		<category><![CDATA[รังษินี นุ้ยพริ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ]]></category>
		<category><![CDATA[​รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ยางกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนไทรน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49498</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ กสศ. สำรวจสถานการณ์ปัญหาเด็กเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/">เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ กสศ. สำรวจสถานการณ์ปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดนอกระบบในพื้นที่ พบยากจนฉับพลัน – ย้ายถิ่นจากการตกงาน &#8211; เรียนออนไลน์ไม่มีประสิทธิผล&nbsp; ต้นเหตุเด็กไทยเสี่ยงหลุดระบบการศึกษาในช่วงโควิด-19 ศ. ดร.สมพงษ์ห่วง 3 เดือนอันตรายเด็กหลุดนอกระบบ อาจเข้าสู่วงจรสีเทา ชี้ต้องเร่งหยุดวิกฤตด้วยมาตรการเร่งด่วน&nbsp; เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน” Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น จับมือหลายหน่วยงานทดลองทั้งระดับจังหวัด ท้องถิ่น และโรงเรียน</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับเครือข่ายการศึกษา <strong>จัดเสวนา “หยุดวงจรเด็กหลุดออกนอกระบบจากวิกฤตโควิด-19 เจาะลึกกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟูจากพื้นที่ต้นแบบ” </strong>เพื่อสำรวจสถานการณ์เด็กจากผลกระทบโควิด-19 และระดมสมองจากพื้นที่และองค์กรต้นแบบ ที่สามารถแก้ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบในระยะเร่งด่วน เพื่อเร่งหาแนวทางการรับมือป้องกันและแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบางในระยะฟื้นฟูหลังการระบาดของโควิด-19<strong>&nbsp;</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-958a5c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ​กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีเด็กเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากผลกระทบของโควิด-19 ช่วงสองปีเศษ ทำให้ครอบครัวคนไทยที่มีรายได้เป็นเงินเดือน ลูกจ้างรายวันทั้งหลาย เกิดสภาพ ‘ตายดิบ’ หรือ ‘ตายครึ่งตัว’ มีนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นสูงเป็นสถิติใหม่ถึง 1,244,591 คน หรือคิดเป็น 19.98% ของนักเรียนทั้งหมด สร้างสถิติสูงสุดจากที่ผ่านมา เปรียบเทียบจากเทอม 1/2563 ที่มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 994,428 คน หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 250,163 คน&nbsp;</p>



<p>กสศ.และเครือข่ายภาคีในพื้นที่ ได้รวบรวมสาเหตุการหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามาจาก 2 ประเด็นหลักคือ&nbsp;</p>



<ol><li><strong>&nbsp;หลุดจากความยากจนฉับพลัน </strong>จากสึนามิไวรัสโควิด-19 สองปีสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำกลับมาหนักขึ้น ทั้งคนตกงาน ต้องย้ายถิ่นฐาน ไม่มีรายได้&nbsp;</li><li><strong>หลุดจากเรียนออนไลน์ ออนแฮนด์ </strong>ทำให้เกิดความถดถอยทางการศึกษาไปถึง 50% เด็ก ป.1-ป.3 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คิดเลขไม่ได้ การเรียนรู้จากระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพแค่ 50% มีความเหลื่อมล้ำในประเด็นอุปกรณ์ไอที การสำรวจของ กสศ. พบว่าเด็กนักเรียนใน​ 29​ จังหวัด ประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์ถึง 87% เมื่อเรียนไม่ทัน เด็กติดศูนย์ ติด ร. เปิดเทอมไม่มาเรียน หายตัวไปจากระบบการศึกษาแบบเงียบๆ แม้จะยังมีชื่ออยู่ในระบบก็ตาม&nbsp;</li></ol>



<p>ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวว่า การช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งให้รอด ไม่ใช่แค่เรื่องทุนการศึกษาอย่างเดียว ต้องมองให้ครบมิติเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดจากระบบซ้ำอีก&nbsp;</p>



<ol><li><strong>สุขภาพกาย</strong> เช่น การเข้าถึงวัคซีน ภาวะโภชนาการ&nbsp;</li><li><strong>สุขภาพใจ </strong>เด็กกลุ่มนี้ มีแนวโน้มเครียด ซึมเศร้า มีแรงกดดัน ความกังวลในช่วงการกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง&nbsp;</li><li><strong>สังคม</strong> ภาวะโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อน การทำงานที่เสี่ยงอันตราย หรือถูกเอาเปรียบค่าแรง&nbsp;</li><li><strong>ด้านการศึกษา</strong> ความรู้ที่ถดถอย เรียนไม่ทันเพื่อน&nbsp;</li></ol>



<p>“ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงสามเดือนอันตราย ถ้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษานานถึงสามเดือนจะเสี่ยงที่พวกเขาจะเข้าสู่วงจรสีเทา ทั้งติดเพื่อน ติดเกม ติดยาเสพติด หรือถ้าเราไม่ทำอะไรแล้วพวกเขาเข้าไปในสถานพินิจ พอออกมาสามเดือนก็มีโอกาสกลับเข้าไปซ้ำได้อีก ตรงนี้เป็นบทเรียนที่เราเริ่มเห็นแล้วว่า สังคมไม่อาจปล่อยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปแบบลำพัง ต่างคนต่างทำไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเด็กยากจนด้อยโอกาส ช่วยกันซ่อมชีวิต ซ่อมจิตวิญญาณให้เขากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10ab29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> กล่าวถึงสถานการณ์เด็กกลุ่มเสี่ยงในชุมชนเมืองว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมเมืองมีหลายด้าน กลายเป็นความยากจนครบวงจร ทั้งที่อยู่ การศึกษา รายได้ หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ หลายครอบครัวตกงานถาวร&nbsp;</p>



<p>การที่จะให้เด็กคนหนึ่งหลุดพ้นความยากจนนั้นยากมาก เด็กต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน งานแรกคือแจกไพ่ ขายลอตเตอรี่ เรียงเบอร์ ยิ่งมีการระบาดของโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำยิ่งมาก เด็กหลุดออกจากระบบมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนใน 4 ชุมชนที่มีประชากรกว่า 5,000 คน ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่อายุ 0-20 ปี ราว 1,400 คน พบว่ามีจำนวนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 200 คนที่ยังมีชื่ออยู่ในโรงเรียน แต่ผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ทำให้เด็กเบื่อหน่ายการเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่เข้าใจ ทำให้ไม่มีจุดหมายในการเรียนต่อ มีแนวโน้มหลุดจากระบบ</p>



<p>ขณะที่ในจังหวัดยะลา หนึ่งในจังหวัดที่มีความยากจนสูงที่สุด <strong>นางสาว</strong><strong>​</strong><strong>รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา</strong> กล่าวว่า ในจังหวัดมีปัญหาเรื่องทุพโภชนาการเป็นอันดับสองของประเทศ เด็กแคระแกร็น เด็กปฐมวัยไม่ใช่หลุดจากระบบการศึกษา แต่เข้าไม่ถึงการศึกษา ส่วนเด็กในระบบการศึกษาอยู่ในครอบครัวยากจน มีพี่น้องหลายคน มีความยากลำบากในการมาเรียน ที่ผ่านมามีเด็กหลุดจากระบบก็ดึงกลับมาพัฒนาทักษะชีวิต สร้างแรงบันดาลใจ แต่ก็ยังหลุดไปอีก ส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิต โมเดลการศึกษาจริงๆ ต้องตอบโจทย์สิ่งที่เด็กต้องการ คือเรื่องรายได้ ปากท้อง ทำให้พยายามสอดแทรกทักษะอาชีพเข้าไปในหลักสูตร&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลในพื้นที่มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก โดยใน 3 อำเภอนำร่องมีเด็กนอกระบบและต้องการความช่วยเหลือกว่า 2,800 คน​ และยังมีเด็กในระบบการศึกษาอีกประมาณ 1,000 คนต้องการความช่วยเหลือ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้ช่วยได้เพียงแค่ 377 คน&nbsp;</p>



<p>สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่หนัก และเป็นเรื่องที่​กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าภาพหลัก ไม่สามารถทำงานได้เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกันกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ต้องมาร่วมมือกันแก้ปัญหา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย ต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกองคาพยพ ซึ่งยะลามีต้นทุนที่ดีในเรื่องความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่ช่วยหนุนเสริมการทำงาน&nbsp;</p>



<p>“แค่เด็กออกจากโรงเรียนหนึ่งเดือนก็อันตรายแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เด็กไม่หลุดไปจากระบบ เปรียบเทียบกับโรงพยาบาลที่มีห้อง ER Emergency Room หรือห้องฉุกเฉิน โรงเรียนก็น่าจะมี Emergency Classroom หรือห้องเรียนฉุกเฉิน ที่เมื่อรับเด็กกลับเข้ามาเรียนแล้วจะใช้กระบวนการสอนเสริมอย่างไร เรียกเด็กมาคุยเพื่อเก็บงานวิธีใดก็ได้ แต่ให้คุณรับเด็กไว้ก่อน แล้วกระบวนการจัดการภายในให้เป็นเรื่องของโรงเรียน และต้องขอฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ให้ไปขบคิดต่อยอดคิดค้นหลักสูตรวิธีการที่เป็น Emergency Classroom เมื่อรับเด็กกลับมาเรียนแล้วจะมีรูปแบบในลักษณะแบบใดต่อไป”​ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลากล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a14fc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย </strong>กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 ในภาพรวมจะมีบรรยากาศที่เป็นไปในทางดีขึ้น แต่ผลกระทบจากวิกฤตยังคงเข้มข้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของเด็กและเยาวชนนอกระบบที่ขาดแคลนโอกาสในการเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากการย้ายถิ่นฐานเพราะพ่อแม่ตกงาน และปัญหาการขาดความพร้อมในการเรียนออนไลน์&nbsp;</p>



<p>“เมื่อผู้ปกครองเด็กขาดรายได้ บางส่วนเขาก็ต้องย้ายกลับภูมิลำเนา หรือบ้างโยกย้ายไปหางานทำที่อื่น ทำให้มีเด็กจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเคสของเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนต่อด้วยปัญหาต่างๆ เช่น ความไม่รู้ขั้นตอนในการพาลูกเข้าโรงเรียน หรือโรงเรียนไม่มีระบบรองรับนักเรียนกลางเทอม ประเด็นเหล่านี้เราไม่สามารถโยนภาระการดูแลแก้ไขให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องมีการเชื่อมร้อย-ประสานชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เพราะคนที่รู้สถานการณ์หรือคะแนนตัวเลขได้คือหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ จากนั้นถ้ามีการส่งต่อข้อมูลและออกแบบการทำงานระหว่างหน่วยงานตามความถนัดได้ เราจะสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ส่งต่อถึงกันได้หมด ถ้ามีเด็กออกกลางคันที่ กทม. เขาไปอยู่ที่อื่น จะเข้าเรียนต่อได้อย่างไร มีวิธีไหนช่วยให้เขาไม่ต้องหลุดไปเฉยๆ ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4fe60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายวิทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ </strong>กล่าวว่า จังหวัดนครพนมได้พัฒนาโมเดลจังหวัด โดยรวมหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาช่วยกันสร้างกลไก เชื่อมกันเป็นวงจรเพื่อไปสู่เป้าหมายว่า จะทำอย่างไรให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาหมดจากจังหวัดได้ภายในสามปี ปีแรกของการทำงานเร่งให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลเด็ก และทรัพยากรของแต่ละหน่วยงาน เพื่อแบ่งปันและเชื่อมโยงงานกัน&nbsp;</p>



<p>เราพบว่าเด็กแต่ละกลุ่มมีวิธีจัดการต่างกัน คือ 1. ต้นน้ำ หมายถึง กลุ่มเสี่ยงในโรงเรียน 2. กลางน้ำ คือเด็กแขวนลอย-หลุดนอกระบบ 3. ปลายน้ำ คือเด็กในกระบวนการยุติธรรม พอได้ฐานข้อมูลมาแล้ว เราจึงพัฒนาหลักสูตรและการประเมินใหม่ เช่น กลุ่มปลายน้ำ ทำงานร่วมกับสถานพินิจฯ เป้าหมายคือทำให้เด็กได้วุฒิก่อนกลับสู่สังคม นำตัวชี้วัดจำเป็นมาออกแบบให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขา ‘ต้องรู้’ มีเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ ช่วยเสริมในสิ่งที่ ‘ควรรู้’ และมีกรมฝีมือแรงงานหรือสถาบันอาชีวะมาช่วยต่อยอดในสิ่งที่เขา ‘อยากรู้’ จนเด็กในสถานพินิจฯ ได้รับวุฒิการศึกษาร้อยเปอร์เซ็นต์ เตรียมนำโมเดลไปขยายผลเพิ่มในอีก 6 จังหวัด&nbsp;</p>



<p>“สำหรับกลุ่มเสี่ยง ก่อนเด็กจะหลุดจะมีสัญญาณเตือน เช่น ติด 0 ติด ร. หลายวิชา ขาดเรียนบ่อย สุดท้ายเด็กก็หายตัวไปจากโรงเรียนเต็มตัว ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้แต่ละโรงเรียนมีจำนวนราว 5-10% เท่านั้น วิธีการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบคือ ต้องทำห้องเรียนพิเศษขึ้นมารองรับเด็กกลุ่มนี้ จัดเป็นห้องเรียนตามอัธยาศัย แก้ปัญหาเป็นรายคน เช่น เด็กอยากซ่อมรถก็ให้ไปเรียนซ่อมที่อู่รถหนึ่งชั่วโมง ให้เจ้าของอู่ช่วยประเมิน หรือจัดการฝึกฝีมือแรงานในสิ่งที่เด็กอยากเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบ&nbsp;</p>



<p><strong>นายปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย</strong> <strong>จังหวัดนนทบุรี </strong>กล่าวว่า “ไทรน้อยโมเดล” เป็นการทำงานร่วมกันกับ กสศ. ในการช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาได้กลับเข้ามาเรียนต่อ&nbsp;</p>



<p>การรับเด็กกลับเข้ามาเรียนจะมีระบบดูแลช่วยเหลือ ต้องยอมรับว่าเมื่อออกไปจากระบบหนึ่ง เทอมแล้ว ​แต่ยังต้องมีกระบวนการวัดผล ประเมินผลในช่วงที่หายไป โดยให้มาเรียนซ่อมเสริมเพิ่มเติม ใช้การประเมินแบบแบบยืดหยุ่น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรู้สึกมีความสุขและปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงเรียน มีคุณครูคอยช่วยเหลือ ที่สำคัญคือเราจะต้องรักษาพลังบวก​ให้เขาผ่านไปตลอดรอดฝั่ง มีระบบดูแลช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา อุปสรรค การเรียนก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ให้พลังด้านลบมาบั่นทอนให้พวกเขาออกจากโรงเรียนไปอีก แล้วการดึงกลับเข้ามาจะยากลำบาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e3305"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>น.ส.รังษินี นุ้ยพริ้ม ครูโรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส</strong> กล่าวว่า การที่มีเครือข่ายที่เข้มแข็งทำให้เกิดการติดตามและสกัดเด็กหลุดจากระบบได้เป็นอย่างดี ทั้งเครือข่ายชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมโรงเรียน กรรมการสถานศึกษา ซึ่งการติดตามเด็กต้องไม่ใช่แค่การเรียน แต่ต้องครอบคลุมทั้งจิตใจ ความเครียด สุขภาพกาย ความปลอดภัย เพราะความเครียดก็มีผลต่อการหลุดจากระบบการศึกษา&nbsp;</p>



<p>เมื่อดึงเด็กกลับเข้ามาในระบบ เราจะต้องมีวิธีฟื้นฟู ทั้งการลงไปเยี่ยมบ้านเด็ก พูดคุยกับผู้ปกครอง บางคนเรียนออนไซต์เก่ง แต่พอเรียนออนไลน์ก็หายไป พอเยี่ยมบ้านก็พบว่าไม่มีอุปกรณ์ แต่สุดท้ายทางชุมชนได้เข้าไปช่วยเหลือจนกลับมาเรียนได้ เมื่อกลับมาเรียนก็ต้องสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ดี ให้เด็กมีตัวตน มีการตั้งคำถามที่เขาอยากตอบ เน้นเรื่องที่เขาสนใจ&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/">เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“โรงเรียนมือถือ” เมื่อเส้นทางชีวิตไม่ตอบโจทย์กับ “การเรียนในระบบ”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-mobile-school-cyf/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Nov 2021 08:17:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[พิมพ์ชนก จอมมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนมือถือ]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile school]]></category>
		<category><![CDATA[Children and Youth Development Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[รศูนย์การเรียน CYF]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47469</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผมเคยยึดติดกับการสร้างโรงเรียน ซึ่งเป็นวัตถุ เป็นสิ่งก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-mobile-school-cyf/">“โรงเรียนมือถือ” เมื่อเส้นทางชีวิตไม่ตอบโจทย์กับ “การเรียนในระบบ”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ผมเคยยึดติดกับการสร้างโรงเรียน ซึ่งเป็นวัตถุ เป็นสิ่งก่อสร้าง แต่เมื่อหันกลับมามองที่การศึกษาในปัจจุบัน ก็พบว่าโลกในตอนนี้มันเดินมาถึงจุดที่โรงเรียนอาจไม่ได้หมายถึงสถานที่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่เราสามารถทำให้โรงเรียนไปอยู่ที่ตัวเด็ก ติดตามเขาไปได้ในทุกที่ และทำให้เรื่องของการศึกษาเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลจากตัวพวกเขาอีกต่อไป”</p>



<p>“เพราะหากใครสักคนที่เขารู้ว่าอยากทำอาชีพอะไร ต้องการเดินไปในทางที่เหมาะกับการใช้ชีวิต โดยที่การเรียนในระบบอาจไม่ได้ตอบโจทย์ความสามารถหรือความถนัดของเขา ก็ควรมีการศึกษาทางเลือกที่เขาจะพึ่งพิงได้ แล้วที่ปลายทางต้องมีวุฒิการศึกษา เพื่อนำไปต่อยอดการเรียนในระดับที่สูงขึ้น หรือเอาไปใช้ช่วยยกระดับอาชีพได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5a3e25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วิทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF (Children and Youth Development Foundation)</strong> อธิบายภาพของ ‘โรงเรียนมือถือ’ (Mobile school) ที่ศูนย์การเรียน CYF ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครพนม (ศธจ.) สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม และภาคีเครือข่ายพัฒนาเด็กนอกระบบจังหวัดนครพนม นำมาใช้ในโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา โดยเครือข่ายเชิงพื้นที่: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดนครพนม) เพื่อแก้ปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบในพื้นที่ มุ่งตัดวงจร ‘เด็กแขวนลอย’ ด้วยโรงเรียนที่สามารถเคลื่อนที่ไปหากลุ่มเป้าหมาย ช่วยผู้เรียนให้เลือกเรียนได้ตามความสนใจในทุกที่ทุกเวลา พร้อมเก็บตัวชี้วัดแบบ Credit Bank สร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่อำนวยให้กลุ่มเด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษามีหนทางกลับสู่พื้นที่เรียนรู้ และมีวุฒิการศึกษาไว้เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-13e058"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“เด็กแขวนลอย” คือใคร?</h2>



<p>ผอ.ศูนย์การเรียน CYF กล่าวว่า เมื่อได้โจทย์เรื่องการแก้ปัญหาเด็ก Drop out หรือเด็กที่หลุดออกนอกระบบในพื้นที่จังหวัดนครพนม พบว่า ในวงจรของเด็กกลุ่มเสี่ยงจะเริ่มต้นจากการขาดเรียนเป็นประจำ จนถึงวันหนึ่งที่ไม่กลับมาโรงเรียนอีกเลย โดยเด็กเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม ‘เด็กแขวนลอย’ ซึ่งหมายถึงเด็กยังมีชื่ออยู่ในระบบ แต่โรงเรียนไม่สามารถคัดชื่อออกได้ เนื่องจากอายุยังไม่พ้น 15 ปี ทำให้การตามหาตัวเด็กให้พบเป็นเรื่องยาก ขณะที่ข้อมูลระบุว่าช่วงเวลาที่เด็กส่วนใหญ่เริ่มหายไปจากโรงเรียน คือประมาณชั้น ม.2 ดังนั้นช่วงเวลาก่อนอายุครบ 15 ที่จะกลายเป็นกลุ่ม Drop out โดยสมบูรณ์ จะมีช่วงห่างราว 1-2 ปี ปลายทางของเด็กส่วนหนึ่งจึงไปจบอยู่ในสถานพินิจฯ หรือส่วนใหญ่ก็มีการเปลี่ยนแปลงหักเหรูปแบบชีวิตไป จนไม่อาจต่อติดเข้ากับระบบการศึกษาได้อีก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-168228"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หลังตีโจทย์แล้วว่าเบื้องต้นต้องช่วยให้เด็กมีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ บนข้อจำกัดว่าไม่สามารถนำพวกเขากลับเข้าห้องเรียนแบบปกติได้อีก เพราะเกือบทุกคนเขาไปทำงาน มีชีวิตอีกแบบหนึ่งไปแล้ว เราจึงมองหาเครื่องมือที่จะเป็นทางออกให้เด็กเหล่านี้ยังเชื่อมตนเองไว้กับระบบการศึกษาได้ต่อไป ในรูปแบบของโรงเรียนมือถือ หรือโรงเรียนเคลื่อนที่ ที่ต้องเอื้อต่อการเรียนได้ในทุกที่ทุกเวลา แล้วออกแบบหลักสูตรร่วมกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5271fd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">4 ขั้นตอนโรงเรียนมือถือ ที่เปิดพื้นที่ให้ความสนใจเฉพาะทาง ฝึกฝนจนชำนาญเพื่อไปสู่เป้าหมายที่อยากจะเป็น</h2>



<p>หลักสูตรของ Mobile School ตั้งอยู่บนฐานตัวชี้วัดในกลุ่ม 8 สาระวิชา แต่ได้ปรับเปลี่ยนควบรวมให้เหลือเพียงส่วนที่ผู้เรียนมองเห็นว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง เป็นบันได 4 ขั้นสู่การพัฒนาศักยภาพภายใน คือ 1. ชิม 2. ชอบ 3. โชกโชน และ 4. เชี่ยวชาญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ในกระบวนการของโรงเรียนมือถือ เด็กจะได้เรียน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ สิ่งที่ต้องรู้ตามตัวชี้วัดกำหนด สิ่งที่ควรได้รับการเสริมเติมเพื่อพัฒนาทักษะวิชาการทักษะชีวิต และส่วนสำคัญที่สุดคือ สิ่งที่ผู้เรียนอยากเรียนรู้บนพื้นฐานความต้องการของตนเอง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในรูปแบบฐานสมรรถนะ ฉะนั้นเมื่อเด็กเข้ามา อย่างแรกเขาจะต้องตอบคำถามที่ตรงกับตัวชี้วัดก่อน คือสิ่งที่เขาจำเป็นต้องรู้ แล้วจึงเลือกเรียนในเรื่องที่สนใจ จนชำนาญขึ้น เห็นทิศทางที่จะไปต่อ จากนั้นเราจึงจะช่วยปรับและเสริมเติมให้เขาไปถึงเป้าหมายที่วางไว้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f959dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ขั้นตอนแรกของการเรียนผ่านโรงเรียนมือถือคือการ<em>ชิม</em> เป็นพื้นที่ที่เด็กจะได้นำเสนอสิ่งที่เขาสนใจผ่านคลิปต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความชอบ บางคนสนใจงานช่าง การทำอาหาร เสริมสวย อะไรก็ตามที่อยากเป็น หรือหลายคนก็ได้โชว์ของ คือสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้ว่านั่นคือทักษะที่พัฒนาต่อยอดได้ เช่น การทำเกษตร ทำนา บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ตรงนี้พอได้แลกเปลี่ยนกันก็กลายเป็นแรงกระตุ้น เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ มีการถ่ายเทและถ่วงดุลคุณค่า ว่าทุกคนทำได้ เรียนรู้ได้ เป็นนิเวศการเรียนรู้ที่เริ่มจากการเลือกบทเรียนและกำหนดจังหวะได้ด้วยตัวเอง นี่คือสิ่งที่มากกว่าเรื่องการเรียน แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เขาพึงมี”</p>



<p>“ต่อจากนั้นจะมีคนที่เราเชิญเข้ามาเสริมในขั้นตอนโชกโชนและเชี่ยวชาญ เป็นโค้ชที่จะมาช่วยเติมในส่วนที่ขาด พร้อมพาเด็กไปให้ถึงการเป็นผู้ประกอบการ แรงงานฝีมือดี หรือนำวุฒิการศึกษาและทักษะความสามารถที่ได้รับการขัดเกลาแล้วไปใช้เรียนต่อในระดับสูงได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-17ce7e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ให้การเรียนรู้อยู่ในมือเด็ก</h2>



<p><strong>พิมพ์ชนก จอมมงคล ครูศูนย์การเรียน CYF</strong> กล่าวว่า โรงเรียนมือถือทำให้การออกแบบหลักสูตรทำได้เป็นรายบุคคล มีการเชื่อมโยงสิ่งที่ผู้เรียนสนใจเข้ากับตัวชี้วัดในวิชาหลัก เช่น ภาษา สังคม หรือประวัติศาสตร์ แต่จะเน้นหนักที่การลงมือทำ มองหาหนทางที่จะเติบโตไปประกอบอาชีพในสายงานนั้นๆ ดังนั้นเด็กนอกระบบการศึกษาหลายคนจึงให้ความสนใจ เพราะส่วนหนึ่งเขาทำงานแล้ว มองว่าถ้าจะกลับเข้าสู่การศึกษา บทเรียนนั้นต้องช่วยทำให้เขาไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>“พอนำมาใช้จริง เราเจอเด็กนอกระบบหลายคนที่อยากกลับมาเรียน เพราะพอเขาออกไปอยู่ในโลกความเป็นจริงแล้ว ได้เรียนรู้ว่าถ้ามีวุฒิการศึกษาชีวิตจะก้าวหน้าไปได้เร็วกว่า แต่ความที่เขาออกจากระบบไปนาน การกลับเข้าไปในห้องเรียนมันไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของเขาแล้ว โรงเรียนมือถือที่ให้เขาได้เลือกเรียนจากสิ่งที่ชอบ ที่รัก ที่ฝัน มันทำให้เขาชัดเจนกับเป้าหมายในการเรียนได้มากขึ้น คือรู้ว่าจะเรียนเรื่องอะไรไปทำไม แล้วนำความรู้หรือวุฒิการศึกษาไปใช้อะไรหลังจากนั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d93191"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พิมพ์ชนก จอมมงคล ครูศูนย์การเรียน CYF</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“อย่างเด็กคนหนึ่งหลุดจากระบบตั้งแต่ ม.2 เขาเข้ามาหาเรา พอให้เลือกสิ่งที่สนใจ เขาโยนคลิปเกี่ยวกับช่างซ่อมรถมาให้ เราก็ช่วยออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในกลุ่มสาระวิชาหลัก วางเป้าว่าเด็กต้องจบการศึกษาได้วุฒิ ม.3 แล้วหลังจากที่เริ่มเข้ามาเรียน เขาก็เอาใจใส่กับการเรียนมาตลอด พอถามเขาก็บอกว่า ถ้าได้เรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ เขาก็รู้สึกอยากเรียน อยากทำให้ดีที่สุด”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ทำงานจากปลายน้ำย้อนคืนกลับไปยังจุดเริ่มต้น</h2>



<p>ในปีการศึกษา 2564 นี้ โรงเรียนมือถือผ่านการดำเนินงานมาแล้ว 1 ปี บนเส้นทางทำงานที่ศูนย์การเรียน CYF วางไว้ว่า จะทำงานกับเด็กสามกลุ่ม คือ ปลายน้ำ กลางน้ำ และต้นน้ำ</p>



<p>โดยเด็ก ‘ปลายน้ำ’ หมายถึงเด็กในกระบวนการยุติธรรม หรือในสถานพินิจฯ ซึ่งจำนวนเกือบ 100% คือเด็กที่มาจากกลุ่ม Drop out ที่ทางศูนย์ฯ เริ่มทำงานกับเด็กกลุ่มนี้ก่อน เนื่องจากต้องการลดจำนวนเด็กที่ออกมาแล้วกลับเข้าไปใหม่ให้เป็นศูนย์ ด้วยการเรียนรู้ที่จะช่วยเด็กกลับไปใช้ชีวิตต่อในสังคม มีทางไปที่ชัดเจนไม่ว่าจะเลือกประกอบอาชีพหรือกลับไปเรียนต่อ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-efba59"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เรามองว่าสถานพินิจฯ คือโรงเรียนแห่งหนึ่ง ไม่ใช่พื้นที่ควบคุมหรือลงโทษ เราเข้าไปปรับทัศนคติให้เขารู้ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะเรียน มีโอกาสที่จะได้วุฒิการศึกษา พอออกไปจะกลับไปเรียนต่อที่โรงเรียนเดิมก็สามารถทำได้ หรือหากค้นพบสิ่งที่ตนสนใจอยากทำจริงๆ ก็มีคนพร้อมสนับสนุนให้ไปได้จนถึงที่สุด ซึ่งเราจะช่วยเขาในเรื่องการเทียบโอนหน่วยกิตเพื่อให้เด็กกลับไปเรียนได้หากเขามีความประสงค์”</p>



<p>ส่วนเด็ก ‘กลางน้ำ’ หมายถึง กลุ่มเด็กแขวนลอย และเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว ซึ่งกระจัดกระจายกันไปในที่ต่างๆ ทางศูนย์การเรียน CYF ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายในการนำเด็กเข้าสู่ระบบ Mobile School ในทุกช่องทาง ทั้งประสานผ่านโรงเรียน หน่วยงานต่างๆ รวมถึงมีรถโรงเรียนเคลื่อนที่เข้าไปหากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-786456"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และเด็ก ‘กลางน้ำ’ หมายถึงกลุ่มเสี่ยงที่ยังเรียนอยู่ในโรงเรียน แต่มีแนวโน้มว่าจะหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งเป็นแผนงานที่ทางศูนย์กำลังเตรียมทดลองเข้าไปทำกับโรงเรียน เพื่อให้เป็นการศึกษาทางเลือกสำหรับเด็กในกลุ่มที่ไม่พร้อมกับการเรียนในระบบจริงๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เป็น ‘ประตูการศึกษา’ อีกบานหนึ่งของเด็กๆ</h2>



<p>ผอ.ศูนย์การเรียน CYF ผู้ผ่านประสบการณ์ในการทำงานด้านการศึกษามาแล้วอย่างโชกโชน แต่ออกตัวว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า จากครั้งหนึ่งที่เป้าหมายของเขาคือการสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาออกไปให้ถึงเด็กในที่ห่างไกล แต่ถึงวันนี้กลับมีความคิดที่จะจัดทำการศึกษาในรูปแบบที่ตอบโจทย์กับสังคมปัจจุบันมากกว่า ซึ่งตนเชื่อว่าด้วยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ จะช่วยทำให้โมเดล ‘โรงเรียนมือถือ’ พัฒนาไปได้อีกยาวไกล</p>



<p>“บทเรียนของการทำงานด้านการศึกษา ทำให้ผมเรียนรู้ว่าเราไม่ได้รู้อะไรเลย ยิ่งทุกวันนี้มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นรวดเร็วและตลอดเวลา เราพบสิ่งนี้จากการคุยกับเด็กๆ จึงอยากให้พวกเขาเป็นคนเข้ามาออกแบบโรงเรียนกันด้วยตัวเอง นำประสบการณ์แปลกใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่ๆ เข้ามาสร้างพื้นที่การเรียนรู้ของพวกเขา โดยที่ผู้ใหญ่อย่างเราจะต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ อย่างน้อยในตอนนี้เราต้องเปิดโอกาสให้เด็กที่เขาอาจจะไม่พร้อม หรือไม่ถนัดจริงๆ กับการเรียนหนังสือในระบบ ได้มีทางเลือก มีพื้นที่พัฒนาตนเอง และมีทางประสบความสำเร็จได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-077eca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-โรงเรียนมือถือ-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นี่คือสิ่งที่โรงเรียนมือถือจะมาช่วยเปิดประตูบานหนึ่งให้กับเด็กๆ กลุ่มนี้ ให้เขาเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ตามจินตนาการและสิ่งแวดล้อมในชีวิตของเขา เปรียบได้กับธรรมชาติของการปลูกต้นไม้ ที่เราไม่มีทางทำให้ทุกต้นเติบโตขึ้นมาเหมือนกันได้หมด บางต้นอาจโตเร็ว บางต้นโตช้า บ้างยืนต้นสวยงามสง่า บ้างเป็นไม้ดอกสีสดใส นั่นคือความงดงามตามวิถีธรรมชาติ คือความหลากหลายที่เราทำได้เพียงช่วยกันดูแล”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-mobile-school-cyf/">“โรงเรียนมือถือ” เมื่อเส้นทางชีวิตไม่ตอบโจทย์กับ “การเรียนในระบบ”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
