<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วันแรงงาน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 30 Apr 2026 16:46:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>วันแรงงาน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วันแรงงานในโลกทักษะใหม่: เด็กทุกคนจะไปถึงงานที่ดีและมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-010526/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 13:17:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[วันแรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101647</guid>

					<description><![CDATA[<p>สนทนากับ ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-010526/">วันแรงงานในโลกทักษะใหม่: เด็กทุกคนจะไปถึงงานที่ดีและมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>สนทนากับ ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. ถึงบทบาทของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ในฐานะกลไกสร้างกำลังคน ลดความยากจนข้ามรุ่น และยกระดับทุนมนุษย์ไทย</em></p>



<p>ทุกวันที่ 1 พฤษภาคม เรานึกถึงแรงงาน แต่มักนึกถึงในฐานะ “คนที่มีงานทำแล้ว” หรือผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน มีสัญญาจ้าง มีรายได้ มีสวัสดิการ</p>



<p>แต่จริงๆ แล้ว อาจถึงเวลาที่สังคมไทยควรทบทวนนิยาม หรือมองแรงงานในมุมใหม่ ที่ครอบคลุมภาพรวมทั้งชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงช่วงที่เขาอยู่ในระบบการศึกษาด้วย</p>



<p>สำหรับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา แรงงานที่มีคุณค่าไม่ได้เกิดขึ้นในวันสมัครงาน แต่ฝังรากอยู่ในวันที่เด็กคนหนึ่งได้รับ (หรือไม่ได้รับ)โอกาสการเรียนรู้ที่ดี ในระบบที่ออกแบบมาเพื่อเขา ในเส้นทางที่พาเขาไปถึงอาชีพ รายได้ และศักดิ์ศรีที่เขาสมควรได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-4.jpg" alt="" class="wp-image-101657" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. พูดถึงเรื่องนี้ในฐานะคนที่ทำงานด้านการศึกษา โดยมาพร้อมกับมุมมองของงานวิจัย ข้อมูลช่องว่างในระบบการศึกษาที่มองเห็นได้ชัด พูดถึงตัวเลขและสถิติที่บอกเล่าชะตากรรมของแรงงานหลากหลายรุ่น และพูดถึงทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงในฐานะกลไกที่พิสูจน์แล้วว่าเปลี่ยนชีวิตได้จริง ไม่ใช่แค่ในตัวเด็กหนึ่งคน แต่ในครอบครัว และในรุ่นถัดไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>วันแรงงานปีนี้ กสศ. อยากชวนสังคมมอง “แรงงาน” ใหม่อย่างไร ในมุมไหนบ้าง</strong></h3>



<p>ถ้าพูดถึงนิยามใหม่ของแรงงาน คิดว่ามีอยู่ 2 เรื่องที่ต้องมองพร้อมกัน <strong>หนึ่ง</strong>คือการให้โอกาสในการพัฒนาและฝึกทักษะ <strong>สอง</strong>คือทำอย่างไรให้โอกาสที่เข้าถึงนั้นเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณภาพด้วย ไม่ใช่แค่ได้เข้าถึง</p>



<p>แต่มีอีกมิติหนึ่งที่คนมักมองข้าม ในภาพรวมของประเทศ การลงทุนเรื่องการเรียนรู้สำหรับ “วัยแรงงาน” ยังมีน้อยมาก เพราะเรามักนึกถึงแต่วัยเรียน ซึ่งก็มีความสำคัญ แต่ต้องใช้เวลายาวนานถึง 12 ปีกว่าจะเห็นผล</p>



<p>ในขณะที่คนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อยู่ในตลาดแรงงานแล้ว ถ้าเราใช้หลักสูตรที่ใช่ ส่งเสริมทักษะที่ใช่ เพียงแค่ 6 เดือนหรือ 1 ปี เขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทันที กลายเป็นกำลังสำคัญให้กับตัวเอง ครอบครัว และชุมชนได้เลย นี่คือนัยยะของการพัฒนาที่รวดเร็วของกลุ่มวัยแรงงาน ที่เรายังให้ความสำคัญน้อยเกินไป</p>



<p>แต่ถึงแม้จะลงทุน ก็ยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการจับคู่ระหว่างฝั่งซัพพลายกับดีมานด์ (supply / demand) ที่ผ่านมาเรารู้ว่าสถานศึกษามีหลักสูตรอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน แต่เราไม่ค่อยรู้ว่าตลาดแรงงานต้องการอะไรจริงๆ ช่องว่างตรงนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีสำหรับทุกฝ่าย ทั้งตัวแรงงานเอง ทั้งนายจ้าง และทั้งต่อประเทศไทยในภาพรวม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมแรงงานที่มีคุณค่าจึงต้องเริ่มจากโอกาสการเรียนรู้ที่เสมอภาค</strong></h3>



<p>เด็กและเยาวชนใช้ชีวิตในสถานศึกษาเป็นเวลา 9 &#8211; 12 ปี นั่นคือเวลาส่วนใหญ่ของช่วงที่สำคัญที่สุดในชีวิต และนั่นคือหน้าต่างที่ระบบการศึกษามีโอกาสส่งเสริมเขา ก่อนที่เขาจะออกไปเผชิญโลก</p>



<p><strong>แต่บทบาทที่แท้จริงของการศึกษาไม่ใช่แค่การให้ทักษะทางเทคนิค สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างจินตภาพใหม่ให้เด็ก</strong> โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนด้อยโอกาส ว่าชีวิตสามารถดีกว่าที่เป็นอยู่ได้ คือระบบการศึกษาต้องทำให้เขาเชื่อมั่นในตัวเอง ค้นพบตัวเอง และเห็นทางเลือกในชีวิตที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่รู้ว่าต้องทำงานอะไร</p>



<p>เราไม่ได้ส่งเสริมเขาเพราะเขายากจนแล้วสงสาร แต่เพราะเราเห็นศักยภาพของเขา ถ้าระบบการศึกษาทำงานตรงนี้ได้ แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเองและมีศักดิ์ศรีในชีวิตก็จะเป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่ฝัน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-2.jpg" alt="" class="wp-image-101648" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในมุม กสศ. คำว่า “งานที่มีคุณค่า” หมายถึงอะไร</strong></h3>



<p>บางทีเราเผลอมองแคบไป คิดว่างานที่มีคุณค่าคือ “การได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน” แต่จริงๆ แล้ว ปลายทางของการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องนำไปสู่สองสิ่ง หนึ่งคือการค้นพบศักยภาพของตัวเอง และสองคือพึ่งพาตัวเองได้ มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และมีศักดิ์ศรี</p>



<p>คำว่า “ศักดิ์ศรี” นี้สำคัญมาก เราไม่ได้มองเขาเป็นแรงงานชั้นสอง ไม่ว่าเขาจะประกอบอาชีพอะไร ทุกคนมีคุณค่าหมด และการเรียนรู้มีความหมาย</p>



<p>แรงงานที่มีคุณค่าจึงหมายถึงคนที่มีทักษะวิชาชีพ มีทักษะวิชาการ และมีทักษะชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน เป็นการบูรณาการทั้งสามเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรียนจบแล้วไปทำงานได้ แต่ต้องมีชีวิตที่ดีด้วย</p>



<p>แล้วยังมีเรื่องที่หลายคนมองข้ามอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเรื่องการเรียนรู้ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เราเจอเด็กที่เรียน 4 ปีจบมาแล้วทักษะตกยุคไปแล้ว (outdated) เพราะหลักสูตรไม่ทันโลก นั่นคือการสูญเปล่า ทั้งของเขาและของระบบ เพราะฉะนั้นแรงงานที่มีคุณค่าต้องได้รับการเรียนรู้ที่อัปเดต ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง และที่ช่วยให้เขาค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดอะไร ก่อนที่จะก้าวสู่ตลาดแรงงาน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-2.jpg" alt="" class="wp-image-101659" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กสศ. เห็นช่องว่างอะไรบ้างในระบบที่ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งยังไปไม่ถึงงานที่มีคุณค่า</strong></h3>



<p><strong>ช่องว่างแรก</strong>ที่เห็นชัดคือคุณภาพของการเรียนรู้และฝึกอบรม มีผลสำรวจจากทั้งยูนิเซฟ สภาพัฒน์ และ TDRI พบว่าเกือบ 39% ของคนที่ผ่านการฝึกอบรมบอกว่าหลังจบแล้วเอาไปใช้ไม่ค่อยได้ หรือไม่ได้นำไปสู่การมีงานทำ นั่นแปลว่าเกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนเรื่องนี้ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง</p>



<p><strong>ช่องว่างที่สอง</strong>คือมายาคติเรื่องการศึกษาสายอาชีพ สังคมยังมองว่าสายอาชีพเป็น “แรงงานชั้นสอง” ทั้งที่ความจริงแล้วโลกของสายอาชีพเปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว มันไม่ได้เป็นงานสายพานแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องการทักษะ STEM แบบประยุกต์ใช้จริง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศที่ปฏิรูปการศึกษาสำเร็จอย่างจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และแม้แต่เวียดนาม กำลังเดินอยู่ กลุ่มคนที่เรียนสายอาชีพสามารถเป็นนวัตกรในอุตสาหกรรม เช่น EV โซลาร์เซลล์ ดิจิทัล ได้เลย งานฝีมือก็ไม่ได้เป็นแค่งานฝีมืออีกต่อไป แต่กลายเป็นงานคราฟต์และงานสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-3.jpg" alt="" class="wp-image-101650" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>ช่องว่างที่สาม</strong>คือซัพพลายกับดีมานด์ไม่สอดคล้องกัน เรารู้ว่าสถานศึกษามีหลักสูตรอะไร แต่ไม่รู้ว่าตลาดต้องการอะไร ทำให้เด็กเรียนจบมาแล้วทำงานต่ำกว่าวุฒิ หรือทักษะที่เรียนมาล้าสมัยไปแล้วก่อนจะเริ่มทำงาน มันเป็นวงจรที่ไม่ดีเลย ทั้งสำหรับตัวแรงงานและประเทศ</p>



<p><strong>และช่องว่างที่สี่</strong> ซึ่งเชื่อมกับทุกอย่างที่พูดมา คือระบบยังไม่มีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างวุฒิการศึกษา ใบรับรองสมรรถนะ และระบบค่าตอบแทน ถ้าระบบสามารถบอกได้ว่า “ถ้าคุณมีทักษะระดับนี้ คุณจะได้ค่าตอบแทนแบบนี้” มันจะสร้างแรงจูงใจและความชัดเจนให้กับทั้งเด็กและนายจ้างได้อย่างมาก ตรงนี้ยังเป็นโจทย์การปฏิรูปที่ยังค้างอยู่</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเข้ามาเป็นคำตอบของช่องว่างนี้อย่างไร และทำอย่างไรให้ทุนการศึกษาไม่ได้หยุดแค่ “การได้เรียน” แต่พาเด็กไปถึงการมีทักษะ มีงานทำ และมีเส้นทางเติบโตจริง</strong></h3>



<p>สิ่งที่ กสศ. พยายามทำกับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงก็คือ เราไม่ได้เอาหลักสูตรที่มีอยู่แล้วมาเป็นตัวตั้ง แต่เริ่มจากดีมานด์ (demand) ก่อน ลงไปดูในแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่ว่ามีอาชีพอะไรที่กำลังเปลี่ยน อะไรที่ตลาดต้องการจริงๆ แล้วค่อยชวนสถานศึกษามาร่วมออกแบบหลักสูตร</p>



<p>เพราะถ้าทำแบบเดิม คือส่งเด็กยากจนเข้าไปเรียนหลักสูตรที่มีอยู่แล้วออกมาตกงาน มันก็คือการซ้ำเดิม ไม่ต่างจากวงจรความยากจนที่ไม่หลุดออกไป</p>



<p><strong>ตัวอย่างที่ชัดมากคือสายสุขภาพ</strong> เราพบว่าความต้องการบุคลากรด้านนี้สูงมาก ทั้งจากปัญหาสังคมสูงวัย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และความต้องการดูแลผู้ป่วยระยะยาว เราจึงนำทุนมาเปิดหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ ระยะเวลาเพียง 1 ปี สำหรับเยาวชนที่จบ ม.6 หรือ ปวช.3 ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผลที่ได้คือน้องกลุ่มนี้มีงานทำ 100% หลังเรียนจบ รายได้เฉลี่ย 12,000 &#8211; 26,000 บาทต่อเดือน</p>



<p>แต่ที่เราทำไม่ได้หยุดแค่ “ได้วุฒิ” เราส่งเสริมให้เขามีสิ่งที่เรียกว่า “1 + X” คือวุฒิประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาลบวกกับใบรับรองจากสภาวิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางตามความต้องการของพื้นที่ บางพื้นที่เน้นการดูแลผู้สูงอายุ บางพื้นที่เน้นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย บางพื้นที่มีปัญหายาเสพติดก็เน้นผู้ป่วยจิตเวช ไอ้ X ตัวนี้แหละที่สร้างมูลค่าเพิ่มจริงๆ และในบางกรณีก็สามารถแปลงตรงๆ เป็นรายได้ที่สูงขึ้นด้วย เช่น มีภาษาอังกฤษระดับหนึ่งก็ได้เพิ่มอีกสองพันบาทต่อเดือน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-1.jpg" alt="" class="wp-image-101651" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคืออาชีพใหม่อย่าง “ช่างบริหารอาคาร”</strong> ที่เกิดจากการที่ธุรกิจโรงแรมและอพาร์ตเมนต์บอกว่าเขาไม่ต้องการช่างไฟ ช่างทีวี ช่างแอร์แยกกัน 3 คน แต่ต้องการคนคนเดียวที่ทำได้หมด ซึ่งเป็นทักษะบูรณาการที่หลักสูตรเดิมไม่มี กสศ. จึงเข้าไปช่วยออกแบบหลักสูตรนี้ร่วมกับสถาบันและสถานประกอบการ โดยนำร่องอยู่ใน 5 จังหวัดแล้ว ได้แก่ ขอนแก่น ภูเก็ต กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา ร่วมกับหอการค้าไทย หอการค้าภาค และหอการค้าจังหวัด</p>



<p>กระบวนการทำงานคือเราเริ่มจากยุทธศาสตร์จังหวัด ดูว่าพื้นที่นั้นกำลังขับเคลื่อนอะไร มีอะไรที่กำลังเติบโต แล้วค่อยชวนสถานประกอบการในพื้นที่เข้ามาร่วมตั้งแต่วันแรก ทั้งช่วยออกแบบหลักสูตร ช่วยคัดเลือกเยาวชน รับนักศึกษาไปฝึกงาน และรับเข้าทำงานหลังจบ ทำให้เด็กที่ได้ทุนเป็นเด็กในพื้นที่ ทำงานในพื้นที่ ไม่ต้องย้ายถิ่น เป็นวินวิน (win-win) สำหรับทุกฝ่าย ทั้งจังหวัด สถานประกอบการ และเยาวชน</p>



<p>ปัจจุบัน ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงดำเนินมาถึงปีที่ 7 แล้ว นักศึกษาประมาณ 2,500 ทุนต่อปี ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงได้สนับสนุนนักศึกษาทุนสะสมแล้ว 15,278 ทุน ครอบคลุมสถานศึกษาสายอาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน 150 แห่ง ใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ และจากการศึกษาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม จากการลงทุน (Social Return on Investment : SROI) ในโครงการนี้ โดยประเมินรายได้ตลอดช่วงชีวิต พบว่า ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง โดยเฉลี่ย SROI ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2 &#8211; 4 เท่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กสศ. มองความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษา งาน รายได้ กับการลดความยากจนข้ามรุ่นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเด็กยากจนหนึ่งคนได้เข้าถึงทักษะและงานที่มีอนาคต</strong></h3>



<p>มีข้อมูลที่น่าสนใจมากจากนักศึกษาทุนกลุ่มนี้ ตอนที่เขาเข้ามา รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน หลังเรียนจบในวุฒิเทียบเท่า ม.6 หรือ ปวส.เพียง 1 ปี รายได้ของเขาสูงกว่าพ่อแม่ถึง 4-8 เท่า</p>



<p>และนักศึกษากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนแรกในครอบครัวที่เรียนสูงที่สุด และมีรายได้สูงที่สุดในบ้าน พ่อแม่ส่วนใหญ่จบไม่เกิน ม.3</p>



<p>นอกจากนี้ เรายังพบด้วยว่า เมื่อมีคนใดคนหนึ่งได้ทุนและเรียนจบจนได้งานทำ สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบที่เกิดนั้นจะกระจายออกไปเกินกว่าตัวเขา ส่งผลทางบวกไปถึงน้องชายหรือน้องสาวในครอบครัวด้วย โดยอาจจะทำให้น้องๆ ไม่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา หรือมีโอกาสอยู่ในระบบการศึกษาได้นานขึ้น บ้านได้รับการซ่อมแซม คุณภาพชีวิตของคนทั้งบ้านเปลี่ยน ในทางวิชาการนั้น เมื่อรายได้และระดับการศึกษาของคนรุ่นนี้สูงขึ้นแล้ว รุ่นต่อไปก็มีแนวโน้มจะเรียนสูงกว่าและมีรายได้สูงกว่าขึ้นไปอีก</p>



<p>ลองคิดภาพดูว่าถ้าคนพี่ได้รับโอกาส แล้วคนน้องก็ตามมา รายได้ในบ้านก็จะสะสม โอกาสก็เพิ่ม วงจรความยากจนก็จะไม่ซ้ำรอยเดิมอีก นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าการลดความยากจนข้ามรุ่น ผ่านการลงทุนในทักษะที่ใช้งานได้จริง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-2.jpg" alt="" class="wp-image-101652" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โลกแรงงานวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก ทั้งจากเทคโนโลยี สังคมสูงวัย และเศรษฐกิจใหม่ ในมุมของ กสศ. ระบบการศึกษาควรเตรียมเด็กและเยาวชนอย่างไร โดยเฉพาะการสร้าง Foundational skills หรือหรือทักษะพื้นฐานชีวิตที่ทำให้เขาเรียนรู้ต่อ ทำงานได้ และปรับตัวได้ตลอดชีวิต</strong></h3>



<p>มีข้อค้นพบสำคัญจากการทำงานร่วมกับธนาคารโลก ซึ่งเราสำรวจขีดความสามารถของเยาวชนและแรงงานไทย แล้วพบว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การขาดทักษะเฉพาะด้าน แต่อยู่ที่ “ทักษะพื้นฐานชีวิต” หรือ Foundational Skills ซึ่งเป็นทักษะที่ทุกอาชีพ ทุกบริบทการทำงาน ต้องการเหมือนกันหมด และมี 3 ด้านด้วยกัน</p>



<p><strong>ด้านแรกคือทักษะการรู้หนังสือ</strong> ซึ่งไม่ได้หมายถึงอ่านออกเขียนได้ แต่หมายถึงการจับใจความ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลเป็น ตอนนี้เรายังตกเกณฑ์ถึง 60% ของประชากร</p>



<p><strong>ด้านที่สองคือทักษะดิจิทัล</strong> ไม่ใช่แค่ใช้สมาร์ทโฟนได้ แต่คือรู้เท่าทันข้อมูลออนไลน์ สามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าได้ ไม่ถูกหลอก มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาในชีวิตจริง ตรงนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะเรามีเยาวชนและแรงงานไทยที่ทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 74.1%</p>



<p><strong>ด้านที่สามคือทักษะสังคมและอารมณ์</strong> ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมกับผู้อื่น การใส่ใจคนรอบข้าง การทำงานเพื่อเป้าหมาย การจัดการอารมณ์ และการค้นหาสิ่งใหม่ เราก็ตกเกณฑ์ตรงนี้เช่นกันถึง 30%</p>



<p>ที่น่าสนใจมากคือจากข้อมูลที่เราเก็บ <strong>พบว่าคนที่มีทักษะพื้นฐานชีวิตสูงกับต่ำนั้นมีรายได้ต่างกันถึง 6,300 บาทต่อคนต่อเดือน</strong> <strong>ซึ่งพอรวมกันเป็นรายปีแล้วสูงมาก</strong> ทักษะ 3 ด้านนี้จึงไม่ใช่แค่ทักษะสำหรับอนาคต แต่ส่งผลต่อรายได้ปัจจุบันทันที และที่สำคัญกว่านั้น เมื่อเจอวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโควิด น้ำท่วม หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ คนที่มีทักษะพื้นฐานชีวิตสูงก็จะปรับตัวและรับมือได้เร็วกว่ามาก</p>



<p>ดังนั้นโจทย์ของระบบการศึกษาในวันนี้จึงไม่ใช่แค่สอนให้เรียนจบ แต่ต้องสร้างทักษะพื้นฐานที่ทำให้เขาเรียนรู้ต่อได้เอง ทำงานได้ และปรับตัวได้ตลอดชีวิต</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หากมองไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องการแรงงานคุณภาพแบบใด และวันนี้เราควรเริ่มลงทุนกับใคร ลงทุนอย่างไร&nbsp; นโยบายที่จำเป็นเร่งด่วน&nbsp; เพื่อให้การสร้างกำลังคนเป็นทั้งวาระด้านเศรษฐกิจและวาระด้านความเสมอภาคไปพร้อมกัน</strong></h3>



<p>ถ้าถามว่าแรงงานที่ประเทศไทยต้องการมีลักษณะอย่างไร คิดว่าต้องมีทักษะพื้นฐานชีวิตทั้ง 3 ด้านที่พูดไปก่อนหน้านี้ (รู้หนังสือ ดิจิทัล และทักษะสังคมอารมณ์) นอกจากนี้ ควรมีความรู้รอบด้านวิชาชีพ มีทักษะสูงที่ตลาดต้องการและทำงานได้ทันที รู้จักใช้เทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือมีความสามารถยกระดับตัวเอง ครอบครัว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ไม่ใช่แรงงานที่ต้องรอให้คนอื่นมาออกแบบชีวิตให้</p>



<p>กลุ่มที่สำคัญที่สุดและยังขาดการลงทุนอยู่มากคือเยาวชนรุ่นใหม่อายุ 15-24 ปี ถ้าเราปล่อยให้กลุ่มนี้ตกราง มีการศึกษาน้อย ทักษะน้อย รายได้น้อย เขาจะกลายเป็นแรงงานนอกระบบตลอดชีวิต นั่นคือปัญหาไม่ใช่แค่ของตัวเขา แต่ของประเทศด้วย แต่ถ้าลงทุนกับคนกลุ่มนี้วันนี้ เขาสามารถเป็นกำลังสำคัญได้อีกกว่า 40 ปีจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งระยะยาวผลตอบแทนนั้นคุ้มมาก ถ้าเราลงทุนกับกลุ่มเยาวชน การลงทุนนี้สามารถพลิกชีวิตเขาได้เลย แล้วก็ยังพลิกชีวิตประเทศไทยได้ด้วย&nbsp;</p>



<p>นอกจากนั้นยังมีแรงงานนอกระบบที่อายุ 24-64 ปีอีกกว่า 20 ล้านคน ที่หลังจบการศึกษา แทบไม่เคยได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมอีกเลย มีข้อมูลว่ากลุ่มนี้มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมหลังจบการศึกษาเพียง 4% เท่านั้น แปลว่าวันสุดท้ายที่เขาได้เรียนอาจเป็นวันที่เขาจบ ม.3 หรือ ม.6 และหลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองอีกเลยตลอดช่วงชีวิตการทำงานของเขา ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนไปแล้วมากมายแล้ว โลกอาจต้องการทักษะใหม่ๆ แล้ว ซึ่งเขาควรต้องเติมตรงนี้เพิ่ม</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-2.jpg" alt="" class="wp-image-101653" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ในส่วนนโยบายที่จำเป็นเร่งด่วน คิดว่ามี 3 เรื่อง นั่นคือ</p>



<p><strong>หนึ่งคือลงทุนกับกลุ่มวัยแรงงานอย่างจริงจัง</strong> โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ และถ้างบมีจำกัดก็เน้นตรงนี้ก่อน เพราะผลตอบแทนระยะยาวสูงที่สุด</p>



<p><strong>สองคือออกแบบการยกระดับทักษะที่ตอบโจทย์อนาคต</strong> ไม่ใช่ทักษะ sunset อย่างอุตสาหกรรมสันดาปที่กำลังจะหายไป แต่เน้นไปที่ภาคเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต เช่น เกษตรอัจฉริยะ บริการดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพ และยังต้องกระจายไปยังพื้นที่ด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทด้วย</p>



<p><strong>สามคือดึงนายจ้างและภาคเอกชนเข้ามาร่วมตั้งแต่ต้น</strong> ไม่ใช่แค่มารับแรงงานตอนจบ เพราะท้ายสุดแล้ว ถ้าไม่มีส่วนนี้เข้ามาร่วม การเปลี่ยนแปลงภาพรวมของระบบแรงงานไทยก็จะเกิดขึ้นได้ยากมาก<br><strong>ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนจินตภาพของสังคมว่าประชาชนทุกคน</strong> ไม่ว่าจะยากจน ด้อยโอกาส หรือพิการ ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพ ถ้าเราร่วมกันส่งเสริม ไม่ใช่สงเคราะห์ ประเทศไทยก็จะเดินออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ในที่สุด และการสร้างกำลังคนที่มีคุณค่าก็จะเป็นทั้งวาระด้านเศรษฐกิจและวาระด้านความเสมอภาคไปพร้อมกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-010526/">วันแรงงานในโลกทักษะใหม่: เด็กทุกคนจะไปถึงงานที่ดีและมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
