<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 14 Mar 2022 06:31:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.9</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย เมื่อเด็กต้องเจ็บซ้ำๆ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-midnight-round-covid-and-online-learning-brief/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Mar 2022 06:31:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[มิรา เวฬุภาค]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย]]></category>
		<category><![CDATA[อรรถพล อนันตวรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[จิรเมธ โง้วศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[มุกริน ทิมดี]]></category>
		<category><![CDATA[โตมากับจอ]]></category>
		<category><![CDATA[101mid(night)round]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53035</guid>

					<description><![CDATA[<p>กว่า 2 ปีท่ามกลางสภาวะฉุกเฉิน การศึกษาถูกบังคับให้ย้ายไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-midnight-round-covid-and-online-learning-brief/">‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย เมื่อเด็กต้องเจ็บซ้ำๆ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กว่า 2 ปีท่ามกลางสภาวะฉุกเฉิน การศึกษาถูกบังคับให้ย้ายไปอยู่บนหน้าจอออนไลน์ แม้ว่าความยากลำบากของปัญหาการเรียนรู้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปัญหาสุขภาพจิตของผู้เรียนจะถูกนำเสนอผ่านหน้าสื่ออยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ดีเพื่อขุดลึกถึงรากของปัญหาการศึกษาออนไลน์ สารคดี ‘โตมากับจอ’ สารคดี 8 ตอน สะท้อน 8 ปัญหาการศึกษาไทยภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยจับอารมณ์ และฉายให้เห็นภาพบาดแผลของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเส้นทางการศึกษาอย่างชัดเจน</p>



<p>สารคดีเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาไทยชุดนี้เป็นความร่วมมือของ Eyedropper Fill กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และเว็บไซต์ The101.world โดยนำเสนอประเด็นเรื่องการเรียนออนไลน์ที่สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไทย โดยใช้การถ่ายทำออนไลน์ 100% แล้วนำเสนอออกมาในรูปแบบสารคดี 8 ตอน</p>



<p><a href="https://www.the101.world/101-midnight-round-covid-and-online-learning/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘101 (mid)night round: ‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย’ </a>วงเสวนาออนไลน์จึงได้เชิญชวนตัวละครในสารคดี และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยถึงภาพปัญหาการศึกษาออนไลน์ และทางออกของหล่มลึกด้านการศึกษา ร่วมวงเสวนาโดย <strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), <strong>ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล</strong> อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและรองประธานมูลนิธิ Thai Civic Education, <strong>แม่บี – มิรา เวฬุภาค</strong> คุณแม่และผู้ร่วมก่อตั้ง <a href="https://www.the101.world/mappa-team-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">mappa</a> และ Flock Learning องค์กรด้านการศึกษา, <strong>วิว – มุกริน ทิมดี</strong> นักศึกษาผู้ดรอปเรียนออนไลน์ หนึ่งในตัวละครจากภาพยนตร์สารคดี <em>School Town King</em> ร่วมด้วย<strong>วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย, จิรเมธ โง้วศิริ </strong>และ<strong>นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม</strong> ผู้กำกับสารคดีโตมากับจอ</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="101 (mid)night round: ‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/aPL3OVnDV3g?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div><figcaption>101 (mid)night round: ‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เสียงสะท้อนของปัญหาการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>วงสนทนาเริ่มต้นด้วยการพาไปเข้าใจภาพรวมของปัญหา ผ่านผู้ที่ทำงานด้านการศึกษาอย่างใกล้ชิด ภูมิศรัณย์กล่าวว่าสถานการณ์โควิด-19 เปิดพรมให้เห็นถึงปัญหาที่ซุกซ่อนในการศึกษาไทย ฉายชัดถึงความเหลื่อมล้ำ ทั้งในด้านความแตกต่างของการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างโรงเรียน และความแตกต่างของการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างครอบครัว</p>



<p>ภูมิศรัณย์ชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบ เนื่องจากการขาดทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเปราะบางและกลุ่มเด็กรอยต่อ ได้แก่ เด็กที่อยู่ระหว่างชั้น ป.6 ขึ้น ม.1 หรือ ม.3 ขึ้น ม.4 ซึ่งมักเป็นช่วงชั้นที่ผู้เรียนมีการย้ายโรงเรียน ทำให้ยากต่อการติดตามของคุณครูและเอื้อให้เกิดการหลุดออกนอกระบบจนนำไปสู่การสูญเสียโอกาสพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในช่วงวัยเรียน</p>



<p>ประเด็นนี้ส่งผลสืบเนื่องไปยังความสูญเสียทางเศรษฐกิจในอนาคต ยังไม่รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิต สถิติการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นที่สูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ และบาดแผลทางด้านจิตใจของกลุ่มเด็กและเยาวชนในระยะยาว ยิ่งในกลุ่มเด็กกำพร้าที่ผู้ปกครองเสียชีวิตจากโควิด-19 ในประเทศไทยพบว่ามีเด็กกำพร้าในลักษณะดังกล่าวเกือบ 500 คนและมีการวิเคราะห์ว่าเด็กกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบหลายมิติ เนื่องจากขาดคนเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด</p>



<p>ต่อประเด็นนี้ อรรถพล&nbsp;อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและรองประธานมูลนิธิ Thai Civic Education เห็นด้วย และร่วมตั้งคำถามถึงปัญหาด้านการจัดการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา</p>



<p>“สุดท้ายความรับผิดรับชอบทางการศึกษาเป็นเรื่องของใคร ตอนนี้เราปล่อยให้ทุกครอบครัวดิ้นรนด้วยตัวเองและปล่อยให้ครูที่อยู่ปลายทางของการตัดสินใจต้องเห็นปัญหาอยู่ตรงหน้า พอตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ทั้งหมด ปัญหาก็แค่ผ่านไปตรงหน้าและปล่อยให้พังลง” อรรถพล กล่าว</p>



<p>เขาชี้ว่าการจัดการศึกษาไทยมี<strong>ปัญหาด้านความรับผิดรับชอบ (Accountability</strong>) กล่าวคือไม่มีองค์กรที่แสดงบทบาทรับผิดรับชอบในการทำงานอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อ<strong>ปัญหาด้านอำนาจหน้าที่ (Authority)</strong>&nbsp;ในการบริหารจัดการการศึกษา เตรียมพร้อม และเยียวยาด้านการศึกษา และ<strong>ปัญหาด้านอิสระในการบริหารจัดการ (Autonomy)</strong>&nbsp;ของผู้ทำงานหน้างาน</p>



<p>เขาขยายความว่าถึงแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะกล่าวว่าโรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่กฎระเบียบในระดับเขตพื้นที่ หน่วยงานต้นสังกัด และอำนาจเชิงวัฒนธรรมภายใต้ความไม่เชื่อใจกันเป็นเวลานาน กลับไม่สนับสนุนให้มีอิสระในการตัดสินใจอย่างเพียงพอ รวมถึงยังมี<strong>ปัญหาการเชื่อมโยงประสานงานกลไกในการทำงานขององคาพยพด้านการศึกษา (Alignment)&nbsp;</strong>&nbsp;เช่น เรื่องซิมช่วยเรียนที่หลายโรงเรียนยังไม่ได้รับ แม้จะมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมแล้วก็ตาม</p>



<p>นอกจากนี้ อรรถพลยังตั้งคำถามว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมามีการใช้ความรู้ในการขับเคลื่อนนโยบายหรือตัดสินใจมากน้อยเพียงใด หรือเป็นการลองผิดลองถูกของคนทำงาน เขากล่าวว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คณาจารย์สาขาเทคโนโลยีการศึกษาจำนวนมากที่มีองค์ความรู้ไม่ถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้านการเรียนรู้ตั้งแต่ในระดับวางนโยบาย แต่กลับต้องเป็นฝ่ายตั้งรับจากโรงเรียน</p>



<p>อรรถพลยังเสริมจากภูมิศรัณย์ว่านอกจากเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้ว ยังมีนักเรียนจำนวนมากที่ยังมีชื่อในโรงเรียน แต่ไม่ได้เข้าสู่การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากต้องผันตัวไปเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว โดยยกตัวอย่างนักเรียนที่จะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหารระหว่างที่ฟังชั้นเรียนออนไลน์ไปด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่คุณครูผู้สอนเจอบีบคั้นจากการถูกเร่งปรับตัวและระบบการทำรายงานจนนำไปสู่การลาออกและภาวะซึมเศร้าของคุณครู ขณะเดียวกันปัญหาเกี่ยวกับบทเรียนที่ไม่ได้ออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมต่อการเรียนออนไลน์ และไม่ได้เอื้อกับผู้เรียนทุกคนให้เข้ามาเป็นเจ้าของห้องเรียนร่วมกัน ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อผู้เรียน</p>



<p>“ผมตกใจมากกับการผ่านงบในปีงบประมาณที่ผ่านมา สุดท้ายแม้กระทั่งกระทรวงศึกษาธิการก็เสนองบตามแผนงบแบบเดิมของตัวเอง ด้วยโครงการแบบเดิม แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องการช่วยเยียวยาโรงเรียนและสถานการณ์โควิดเลย” อรรถพลกล่าวถึงท่าทีของกระทรวงศึกษาธิการ</p>



<p>วงสนทนาขยับมาที่แม่บี ผู้ปกครองที่ต้องรับความเปลี่ยนแปลงจากการเปิด-ปิดโรงเรียน เธอเกริ่นว่าปัญหาในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนจากการเรียนรู้ทางไกล (remote learning) เข้าสู่การเลี้ยงดูทางไกล (remote parenting) แทน เนื่องจากผู้ปกครองจำเป็นต้องกลับไปทำงาน ขณะที่ลูกยังต้องเรียนอยู่ที่บ้าน ทำให้หลายครอบครัวต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยลูก หรือฝากไว้กับปู่ย่าตายายที่ไม่พร้อมดูแลด้านการศึกษา ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นค่าอินเทอร์เน็ตหรือค่าชุดตรวจ ATK ในขณะที่ผู้ปกครองหลายคนต้องเผชิญการลดเงินเดือนหรือตกงาน</p>



<p><strong>“</strong>เพื่อนคนหนึ่งของเราเคยพูดพูดว่าระบบการศึกษาไทยเหมือนกระเชอก้นรั่ว ตัวระบบการศึกษาเป็นภาชนะและปัญหาเหมือนรอยรั่ว เด็กๆ ก็ร่วงหล่นมาจากภาชนะ ทีนี้ก็มีหลายหน่วยงานมาช่วยอุดรอยรั่ว เพื่อกันไม่ให้เด็กๆ ร่วงหล่นลงมา โดยที่เราไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าปัญหาอยู่ที่รอยรั่วหรืออยู่ที่ภาชนะกันแน่</p>



<p>“โควิด-19ถามเราว่าเป็นภาชนะหรือเปล่าที่ต้องปรับและเปลี่ยน เพื่อให้รองรับการร่วงหล่นของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้<strong>”</strong></p>



<p>แม่บีตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และยังกล่าวว่าในการทำงานของmappaแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เธอพบว่ามีผู้ปกครองหลายคนที่ลุกขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาด้วยกันเอง แต่ก็ไม่สามารถเอื้อมไปถึงทุกคน เนื่องจากมีกำลังไม่มากพอ</p>



<p>วิว นักศึกษาผู้ดรอปเรียนออนไลน์ อีกหนึ่งเสียงที่สำคัญของระบบการศึกษา เปิดใจว่าเธอเป็นคนเดียวในรุ่นจากเด็กชุมชนคลองเตยทั้งหมดที่ตัดสินใจเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางทฤษฎี ในขณะที่เพื่อนหลายคนเลือกไปต่อสายอาชีพ เพื่อฝึกทักษะและมีรายได้จากการฝึกงาน แต่สิ่งที่ทำให้เธอยืดหยัดที่จะเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็เพื่อความฝันจะรับราชการ อันหมายถึงเงินเดือนที่มั่นคงและสวัสดิการที่ดูแลคนในครอบครัว แม้เธอเองจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม</p>



<p>วิวเปิดฉากชีวิตว่าเธอเลือกไม่ศึกษาต่อคณะมนุษยศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เนื่องจากปัญหาคุณแม่ป่วย หลังจากนั้นเธอตัดสินใจเรียนต่ออีกครั้งในคณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี แต่เมื่อทราบว่าต้องเรียนออนไลน์ 100% ด้วยปัญหาด้านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่อาจจะได้ไม่เต็มที่ เธอจึงตัดสินใจดรอปเรียนและกลับมาทำงานซักรีด ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว เพื่อรอให้สถานการณ์โควิดดีขึ้นก่อนกลับไปเรียนอีกครั้ง</p>



<p><strong>“</strong>ถ้าถามว่าหนูเสียใจไหม หนูก็เสียใจ วิวรู้สึกว่าเด็กที่รุ่นราวคราวเดียวกัน เขาอยากเรียนเยอะ แต่เศรษฐกิจแบบนี้บางครอบครัวก็คิดว่าการส่งให้ลูกเรียนไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก พ่อแม่บางคนไม่มีเงิน เขาก็บอกว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ในเมื่อบางคนเรียนจบมา ไม่ได้ทำงานตามหลักสูตรที่เราเรียน<strong>”</strong></p>



<p>วิวเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่ามีเพื่อนคนอื่นที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันตัดสินใจไปเข้ามหาวิทยาลัยเปิดแทน เพื่อเอาเวลาในการเรียนไปทำงานเพื่อจุนเจือครอบครัว แต่เธอยังมีภาระการทำงานและต้องดูแลคุณแม่ที่ป่วยจึงรอให้พร้อมก่อนจึงจะกลับไปเรียนอีกครั้ง</p>



<p>“ตอนนี้วิวมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว และแม่ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว ความฝันของวิวก็เริ่มเดินหน้าต่อไป วิวเลยอยากกลับไปเรียนต่อ” เธอกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะเสริมว่าหากได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐผ่านทุนการศึกษาจะช่วยให้เด็กที่ประสบปัญหาอย่างเธอได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเธอคำนวณว่าหากได้ทุนการศึกษาประมาณ 20,000 บาทจะช่วยเหลือครอบคลุมทั้งในด้านค่าเทอม เงินแรกเข้า และค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนได้</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เรียนรู้ผ่านเลนส์ระหว่างสารคดี #โตมากับจอ</strong></h2>



<p>วงพูดคุยขยับมาที่ประสบการณ์และความรู้สึกของผู้กำกับสารคดีโตมากับจอ วรรจธนภูมิพบว่าการสวมประสบการณ์ร่วมเพื่อเข้าใจตัวหลักของเรื่องที่เผชิญปัญหาการเรียนรู้ผ่านการถ่ายทำออนไลน์ทั้งเรื่องนั้น ทำให้รู้ว่าที่เคยคิดว่าง่ายกลับยากกว่าที่คิด เนื่องจากขาดปฏิสัมพันธ์กับทีมงานระหว่างการทำงาน ไม่สามารถสังเกตการสื่อสารผ่านภาษากายของผู้ถูกสัมภาษณ์ และจำต้องใส่พลังเพื่อรักษาความสนใจให้จดจ่อกับประเด็นที่ตัวละครพูดอยู่มากยิ่งขึ้นจนเกิดอาการล้า และเผชิญความเครียด</p>



<p>เขาพบว่าการจ้องหน้าจอส่งผลต่อสุขภาพจิตและสุขภาพร่างกายอยางชัดเจน อย่างไรก็ดีเขาได้เรียนรู้จากข้อจำกัดการถ่ายทำออนไลน์ว่าการใช้ภาพลักษณะ found footageที่ถูกถ่ายโดยตัวผู้ถูกสัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพวิดีโอหลบวัวกลัวโดนขวิดตอนหาเดินตามหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต, ภาพบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ช่วยถ่ายทอดให้ผู้ชมสามารถเข้าสู่โลกของตัวละครในสารคดี และเข้าใจมุมมองและวิถีชีวิตของพวกเขาได้อย่างแท้จริง</p>



<p>จิรเมทเสริมว่าในฐานะคนทำสื่อ สารคดีชุดนี้สร้างความท้าทายในแง่ของผลลัพธ์และกระบวนการในการผลิต เพื่อที่จะสื่อสารข้อมูลและอารมณ์ให้สมบูรณ์เหมือนเดิม หรือกระทั่งเกิดคำถามตลอดกระบวนการถ่ายทำว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องสื่อสารในลักษณะเดิม จึงนับเป็นคำถามต่อความท้าทายของสื่อในอนาคตที่ต้องถกกันต่อ ในขณะเดียวกันตลอดการถ่ายทำช่วยทำให้เขาตกตะกอนถึงความสำคัญของทักษะการเรียนรู้ Learning how to Learn ซึ่งมีประโยชน์และเป็นหนึ่งในสกิลสำคัญสำหรับการอยู่ต่อไปของมนุษย์ในอนาคต เพื่อที่จะเติบโตก้าวข้ามผ่านปัญหาและมีชีวิตต่อไป</p>



<p>ขณะที่นภสินธุ์ผู้กำกับในตอน<em>Hurt at first sight ‘ออนไลน์คลาสแรก…หัวใจก็แตกสลาย’</em> ว่าด้วยเรื่องสุขภาพจิต และตอน<em>Lost Generation <strong>‘</strong>วัยมัธยมที่สูญหาย ทำได้เพียงแค่คิดถึง?’</em> ว่าด้วยช่วงวัยชีวิตมัธยมที่หายไป ถ่ายทอดมุมมองว่าในระหว่างการถ่ายทำถึงแม้วัยรุ่นวัยเรียนจะเผชิญความเครียด แต่การได้พูดคุยกับพวกเขากลับได้เห็นพลังใจ ความไม่ย่อท้อจนส่งมาเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไปของทีมงานเช่นกัน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ทางออกของหล่มการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>ช่วงท้ายของบทสนทนาชวนพูดคุยถึงทางออกของหล่มการศึกษา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดและจากปัญหารากลึกของการศึกษาก่อนหน้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข</p>



<p>ภูมิศรัณย์กล่าวว่า เบื้องต้นอาจจะต้องพิจารณาเรื่องการแก้ปัญหาโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีนและการพยายามที่จะกลับไปเรียนในระบบโรงเรียนปกติ เขาชี้ว่ากลุ่มนักเรียนช้างเผือก ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีความพยายามมุ่งมั่นและมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่มีความขัดสนทางทรัพยากร เช่น กรณีของวิวเป็นกลุ่มที่ภาครัฐและภาคประชาสังคมต้องให้ความช่วยเหลือ ทาง กสศ. เองก็พยายามให้ความสนับสนุน ทั้งผ่านการให้ทุนการศึกษา และการทำงานร่วมกับสื่อเพื่อสะท้อนภาพของเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาสู่สังคม อย่างสารคดีโตมากับจอและภาพยนตร์สารคดี School Town King</p>



<p>เขาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟื้นตัวรูปตัว K (k shaped recovery) กล่าวคือการฟื้นตัวหลังโควิด-19 จะมีกลุ่มคนที่ปรับตัวและมีความพร้อม ผู้เรียนสามารถพัฒนาไปในขาขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่มีความพร้อม ขาดทรัพยากรในการเรียนรู้จะพบกับความยากลำบาก และจะทำให้เกิดช่องว่างในการเรียนรู้ เมื่อกลับเข้าสู่ชั้นเรียน คุณครูจะจัดการเรียนการสอนได้ยากขึ้น ในการแก้ปัญหาระยะยาวจึงต้องพยายามรักษาความสมดุล ให้ความสำคัญกับกลุ่มด้อยโอกาสที่ขาดทรัพยากรมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการฟื้นฟูความรู้</p>



<p>โดยในต่างประเทศมีกระบวนการฟื้นความรู้หลายวิธี ได้แก่ การเพิ่มชั่วโมงติว หรือการจัดชั้นเรียนพิเศษตอนเย็นหรือช่วงซัมเมอร์ การเพิ่มนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาในประเด็นปัญหาอารมณ์และสังคมของวัยรุ่น&nbsp;กรณีของประเทศไทยมีการเพิ่มครูแนะแนวและเสริมความรู้ด้านจิตวิทยาการแนะแนวให้กับครูประจำชั้นหรือครูในชั้นเรียน เพื่อช่วยเป็นที่พึ่งทางจิตใจของนักเรียน</p>



<p>นอกจากนี้ ภูมิศรัณย์ยังคาดการณ์ว่าการเรียนรู้ในอนาคตจะเป็นการเรียนแบบผสมผสาน (blended learning) ทั้งการเรียนออนไลน์และการเรียนในชั้นเรียน และมีแนวโน้มที่จะให้อิสระในการตัดสินใจของโรงเรียน (autonomy) มากขึ้น เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้</p>



<p>ด้านอรรถพลกล่าวว่า การศึกษาเป็นองคาพยพที่ใหญ่และมีตัวละครจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง ควรจะเริ่มจากการยอมรับ รับฟังเสียงของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและตระหนักว่าในวันนี้การศึกษาไทยมีปัญหา เพื่อนำไปสู่การตั้งคำถามถึงบทบาท อำนาจหน้าที่ขององค์กรที่รับผิดชอบในเชิงระบบ และผลักดันไปสู่แนวทางการจัดการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง</p>



<p>“เรื่องใหญ่หลังโควิดคืออย่ากลบฝังปัญหา อย่าคิดว่าตัวเองกำลังตื่นจากฝันร้าย หากคิดว่ากลับมาโรงเรียนอีกครั้งหลังโควิด คุณจะกลับไปทำแบบเดิม ผมว่าอันนี้จะยิ่งเป็นปัญหาที่หนักกว่าเดิม”</p>



<p>อรรถพลกล่าวว่าปัจจุบันผู้เรียนได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังจากเรียนออนไลน์ พวกเขามีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็คุ้นชินกับการสื่อสารผ่านการพิมพ์มากกว่าพูด เกิดภาวะห้องเรียนเงียบกว่าปกติ มีภาวะความเครียดและบุคลิกภาพที่ไม่เหมือนเดิม เช่น เด็กมหาวิทยาลัยมีความโกรธมากขึ้นและหมดความรู้สึกยึดโยงกับสถาบันของตัวเองกันมากขึ้น เนื่องจากสิ้นหวังกับการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยภายใต้สถานการณ์โควิด เป็นต้น</p>



<p>สำหรับประเด็นการฟื้นฟูการเรียนรู้ อรรถพลเสนอให้มีการเรียนการสอนซ่อมเสริมผ่านการจัดทำนโยบายจ้างงานบัณฑิตด้านคุรุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ที่ผ่านการฝึกสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และกำลังรอที่จะสอบบรรจุ เข้ามาเสริมทีมสำหรับโรงเรียนที่มีความจำเป็นที่จะต้องหาคุณครูเพิ่มเติมเพื่อประกบเด็กเป็นรายบุคคล โดยโครงการลักษณะนี้จะเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ทั้งกับผู้เรียนและกับบัณฑิตที่ยังว่างงาน</p>



<p>แม่บีในฐานะผู้ปกครองชวนตั้งคำถามกลับว่าหากจะหาทางออกด้านการศึกษา แนวทางนั้นกำลังทำเพื่อรักษาระบบการศึกษาหรือคนที่อยู่ในระบบการศึกษา หลายครั้งการกังวลว่าเด็กจะเรียนไม่ทัน เธอกลับอยากถามว่าสังคมกำลังกลัวไม่ทันอะไรในสถานการณ์ที่มีความยากลำบาก และมนุษย์จะต้องก้าวข้ามปัญหามากมายในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจว่าเด็กจะได้เรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้</p>



<p>“learning loss ที่แท้จริง ไม่ใช่ learning loss จากระบบการศึกษา แต่กำลังเป็น learning loss ที่เราไม่เห็นคนที่กำลังลำบากหรือสถานการณ์ที่ทุกคนเผชิญทุกปัญหากันอยู่ตอนนี้”</p>



<p>แม่บีกล่าวว่าสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐคือโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น อินเทอร์เน็ตที่ควรจะกระจายให้เด็กทุกคนได้รับ และความร่วมมือระหว่างเครือข่ายทั้งภาครัฐ โรงเรียน ผู้ปกครอง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันท่ามกลางความซับซ้อนของปัญหาการศึกษา</p>



<p>นอกจากนี้เธอยังเสริมว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีส่วนมากกับการศึกษาในอนาคต หากภาครัฐสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานอย่างที่กล่าวไปข้างต้น และสนับสนุนทุนในการพัฒนางานด้าน EdTech ในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ซ้ำกับการให้ทุนในอดีตหรือให้ทุนผลิตแพลตฟอร์มที่คล้ายกับแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว เมื่อรวมกับงานด้าน EdTech ที่สร้างสรรค์จากทั่วโลกก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้</p>



<p>ขยับมาที่ทีมผู้กำกับ วรรจธนภูมิกล่าวว่าสิ่งที่คนทำสื่อพอทำได้เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการศึกษา คือการสื่อสารเรื่องนี้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะสื่อสารให้เห็นถึงเสียง ชีวิต และความเจ็บปวดของมนุษย์ที่เผชิญปัญหาทางการศึกษา เขามองว่านอกจากจะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงปัญหา ยังเป็นการเสริมพลังให้คนที่เจอปัญหาเดียวกันไม่รู้สึกโดดเดี่ยว</p>



<p>“ภาพรวมอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา จริงๆ แล้วผู้ที่รับผิดชอบสิ่งนี้อย่างภาครัฐ ไม่ค่อยมองคนในประเทศเป็นคนเท่าไหร่ ไม่ค่อยมองคนในประเทศเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ มีความทุกข์ยาก เลยรู้สึกว่าหน้าที่ในการทำสื่อคือจะต้องพูดประเด็นปัญหาเหล่านั้นผ่านความเป็นมนุษย์ โดยหนังทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกร่วมของความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน” วรรจธนภูมิเชื่อว่าหากสังคมมีการพูดถึงประเด็นการศึกษาเยอะขึ้นจะนำไปสู่การขับเคลื่อนบางอย่างต่อไปในอนาคต</p>



<p>ขณะที่นภสินธุ์เสริมว่านอกจากการสื่อสารในฐานะคนทำสื่อ หัวใจหลักของเรื่องนี้อยู่ที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางออกจึงเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ และการจัดสรรสวัสดิการให้เข้าถึงประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเด็นขบคิด – ชวนติดตามสารคดีโตมากับจอ</strong></h2>



<p>วงเสวนาช่วงท้ายผ่านคลับเฮ้าส์ ได้มีผู้ฟังได้ร่วมหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งข้อสังเกตท่าทีขององค์กรด้านการศึกษาที่ไม่ช่วยสนับสนุนต่อการเรียนรู้ผู้เรียน เช่น การตอบแชทของ ทปอ. ต่อกรณีนักเรียนติดเชื้อโควิด ทำให้ไม่สามารถไปสอบได้ และตั้งข้อสังเกตถึงช่องทางที่ภาคประชาชนจะสะท้อนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานการศึกษาโดยตรง</p>



<p>อรรถพลเห็นด้วยว่าเป็นโจทย์สำคัญในการมีช่องทางที่จะนำเสียงสะท้อนไปสู่หน่วยงานที่ทำงานด้านการศึกษา และองค์กรเหล่านี้จะต้องเข้าใจบทบาท เห็นอกเห็นใจคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ด้านการศึกษา และเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน นอกจากนี้เขายังมองว่าการศึกษาจะยังต้องมีการจัดเพื่อให้เด็กจำนวนมากได้เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัจเจกดิ้นรนเข้าถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเอง พร้อมย้ำว่าการมีประชาธิปไตยจะช่วยให้เสียงของคนมีความหมายต่อการทำงานของภาครัฐ</p>



<p>ภูมิศรัณย์กล่าวว่าได้รับประโยชน์จากการรับฟังผู้เข้าร่วมเสวนาและผู้ฟัง ในฐานะคนทำงานด้านการกำหนดนโยบาย เขาจะนำความเห็นไปใช้ในการทำงานผลักดันนโยบายด้านการศึกษาต่อไป</p>



<p>แม่บีทิ้งท้ายด้วยการตั้งคำถามเหมือนกับในสารคดีว่าอะไรคือสิ่งสำคัญระหว่างชีวิตกับคะแนน&nbsp;เธอย้ำว่าการศึกษาและการเรียนรู้สำคัญ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ หากต้องการให้หลายชีวิตดำเนินไปได้ ควรจะนำชีวิตเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เวลาครอบครัวและผู้เรียนได้แก้ปัญหาชีวิตก่อนที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการสอบวัดระดับกันอีกครั้ง</p>



<p>ขณะที่ทีมผู้กำกับ วรรจธนภูมิ, จิรเมธ และนภสินธุ์ ได้ฝากติดตามสารคดีโตมากับจอที่จะช่วยขยายเข้าใจปัญหาการศึกษาไทยที่กำลังเผชิญอยู่ให้ไปถึงผู้คนในวงกว้าง จิรเมธยังเสริมว่าในฐานะคนทำสื่อต้องการให้วงการสื่อไทยเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งในแง่ของการมีสื่อใหม่ๆ มีสารคดีใหม่ๆ เพื่อให้สารคดีมีพื้นที่ในตลาด เพิ่มจำนวนบุคลากรที่ทำงานสารคดี และเนื้อหาคอนเทนต์ที่ดีมากขึ้น</p>



<p>ปิดท้ายที่วิว หนึ่งในตัวละครในสารคดีตอนที่ 2&nbsp;<em>Left Behind Dream ‘ฝากฝันไว้ข้างฝา’&nbsp;</em>ฝากติดตามรับชมสารคดีโตมากับจอ</p>



<p>“ในทุกเรื่องราวเป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้ปรุงแต่ง เป็นชีวิตจริงๆ ของวิวเลย พอดูตัวเองในสารคดีแล้วเหมือนเราได้มองว่าในแต่ละวันเราเติบโตแบบไหนและกว่าเราจะผ่านมันมา เราต้องเจออะไรมาบ้าง การดูสารคดี ไม่ว่าจะเป็นของวิวหรือว่าของคนอื่น วิวคิดว่าจะได้แลกเปลี่ยนความคิดและความแตกต่างค่ะ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-midnight-round-covid-and-online-learning-brief/">‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย เมื่อเด็กต้องเจ็บซ้ำๆ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>School Town King : เปิดโลกเหลื่อมล้ำผ่านชีวิตจริงแร็ปเปอร์คลองเตย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/school-town-king-and-inequality-in-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Aug 2021 06:06:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[101 One-on-One]]></category>
		<category><![CDATA[วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย]]></category>
		<category><![CDATA[แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[นนทวัฒน์ โตมา]]></category>
		<category><![CDATA[ธนายุทธ ณ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[School Town King]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44217</guid>

					<description><![CDATA[<p>::LIVE:: 101 One-on-One EP.198 School Town King :&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/school-town-king-and-inequality-in-thailand/">School Town King : เปิดโลกเหลื่อมล้ำผ่านชีวิตจริงแร็ปเปอร์คลองเตย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="101 One-On-One EP.198 School Town King" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/NcKlJ_mriLk?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>::LIVE:: 101 One-on-One EP.198 School Town King :&nbsp;เปิดโลกเหลื่อมล้ำผ่านชีวิตจริงแร็ปเปอร์คลองเตย</p>



<p>คุยเบื้องหลังสารคดีที่ว่าด้วยชีวิตของเด็กหนุ่มจากคลองเตยสองคน&nbsp;‘บุ๊ค’&nbsp;และ&nbsp;‘นนท์’&nbsp;ที่ฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์</p>



<p>ตลอดการถ่ายทำกว่า&nbsp;2&nbsp;ปี ที่ตามติดชีวิตของพวกเขาตั้งแต่ตื่นนอน เรียนหนังสือ แต่งเพลง ไปจนถึงช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ออกมาเป็นภาพยนตร์สารคดี&nbsp;‘School Town King&nbsp;แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน’&nbsp;ที่ฉายภาพให้เห็นความฝันของหนุ่มสาวที่พลุ่งพล่าน ขณะเดียวกันก็ยืนอยู่บนซากปรักหักพังของความเหลื่อมล้ำในสังคม การเข้าถึงโอกาสของพวกเขาอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างใจคิด</p>



<p>101&nbsp;ชวนผู้กำกับ เบส&nbsp;–&nbsp;วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย และสองตัวละครหลัก บุ๊ค&nbsp;–&nbsp;ธนายุทธ ณ อยุธยา และ นนท์&nbsp;–&nbsp;นนทวัฒน์ โตมา มาพูดคุยตั้งแต่วิธีคิด วิธีทำงานสารคดี และคุยถึงชีวิตของพวกเขาในปัจจุบัน</p>



<p>ความฝัน ความหวังของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขามองสังคมอย่างไร และเรื่องราวเหล่านี้สะท้อนสังคมเราแบบไหน</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: เมื่อการศึกษาคือเพดานกั้นความฝัน ::</strong></h1>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-919e35"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/20201209-Quotesstk-1-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ผมมองภาพการศึกษาคล้ายกับบันไดที่ต้องก้าวข้ามเป็นขั้นๆ แต่บันไดนี้เป็นบันไดที่มีแบบเดียว และอาจจะเหมาะกับเด็กแบบหนึ่ง แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่อาจจะไม่เหมาะกับบันไดแบบนี้ เช่น บุ๊ค (ธนายุทธ ณ อยุธยา) ที่รู้แล้วว่าบันไดแบบปัจจุบันไม่ใช่แบบที่เขาต้องการแน่ๆ และยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่เป็นแบบนี้</p>



<p>สำหรับผม บันไดการศึกษาไม่ได้ทำให้เด็กรู้สึกถึง sense of ownership หรือทำให้รู้สึกว่า การตื่นไปโรงเรียนทุกวันจะทำให้ค้นพบอะไรในตัวเอง ยิ่งเด็กที่เป็นแร็ปเปอร์ พวกเขาค้นพบตัวเองในทุกๆ วันที่นั่งเขียนเนื้อเพลงอยู่แล้ว แต่เมื่อพูดในมุมของความเหลื่อมล้ำ การจะย้ายไปทางอื่นมีความเสี่ยงและราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก บันไดของคนอื่นอาจจะมีฐานเป็นปูน แต่บันไดของบุ๊คและนนท์ (นนทวัฒน์ โตมา) เปราะบางกว่านั้น</p>



<p>ถ้าพูดให้เห็นภาพชัดขึ้น สำหรับคนที่บ้านมีฐานะ ถ้าล้มมาก็อาจจะมีคนคอยช่วยสนับสนุน แต่สำหรับบางคน การที่เขาอยากไปอีกทางมันมีความเปราะบางนะ ตอนนี้เหมือนกับใครที่ร่วงออกจากบันไดนี้ไปจะกลายเป็นผู้แพ้ไปหมด สำหรับเด็กบางคนเขาไม่ได้สนุกกับสิ่งนี้ การศึกษาไม่ได้ทำให้เขาค้นพบสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่ได้ทำให้พวกเขาได้ใช้หรือค้นพบศักยภาพของตัวเองให้มากที่สุด สุดท้ายพวกเขาก็ต้องตกอยู่ในลูปของความเหลื่อมล้ำต่อไป</p>



<p>ผมคิดว่าการศึกษาควรจะต่อยอดให้คนทะลุฝ้าหรือเพดานบางอย่างออกไปได้ เพื่อให้ได้ใช้ชีวิต ศักยภาพ และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเก่งที่สุด ซึ่งมักจะตามมาด้วยการมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่พอการศึกษาและความเหลื่อมล้ำเป็นแบบนี้ ก็กลายเป็นว่าเด็กถูกบีบให้เลือกบันไดแบบนี้เท่านั้น และเมื่อการศึกษาไม่ได้สนับสนุนเขา เด็กก็อาจจะโตไปเป็นอะไรที่ไม่ได้อยากเป็น</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: School Town King ::</strong></h1>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43adee"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/20201209-Quotesstk-2-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ที่มาของชื่อ School Town King ต้องย้อนกลับไปตอนที่พวกผมทำโครงการ Conne(x)t Klongtoey &nbsp;(โครงการความร่วมมือระหว่าง Eyedropper Fill กับคุณครูอาสาสมัครจาก Teach For Thailand) พวกเราถามกลุ่มน้องๆ ว่า ถ้าให้ตั้งชื่ออัลบั้มหรือศิลปินสักคนจะตั้งชื่อว่าอะไร คำตอบที่ได้คือ ‘School Town King’ ซึ่งตอนนั้น ชื่อ School Town King ก็มีความหมายแบบหนึ่ง</p>



<p>พอมาตอนนี้ ผมรู้สึกว่าคำนี้ดีนะ เพราะ School ก็เปรียบเสมือนเป็นเพดาน เป็นโรงเรียนที่กดเราเอาไว้ ส่วน Town คือเมืองที่เขาอยู่ คือชุมชนคลองเตย คือความเหลื่อมล้ำ ส่วน King ก็อาจจะตีความได้กว้าง แต่ในหนังเรื่องนี้ ผมมองว่าเด็กทุกคนมีพรสวรรค์และสามารถเป็นราชาในแบบของตัวเอง เช่น เป็นราชาแร็ปเปอร์ แต่ประเทศนี้กลับบีบให้คนต้องเป็นแบบที่สังคมต้องการ</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: ภาวะกดทับในระบบการศึกษาไทย ::</strong></h1>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c44b45"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/20201209-Quotesstk-3-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ผมเจอปัญหาในระบบการศึกษามาตั้งแต่ประถม ซึ่งอาจจะเป็นภาวะกดทับแบบหนึ่ง เด็กที่ออกนอกแถวหรือแตกแถวจะโดนอาจารย์กดให้กลับเข้าไป ห้ามออกมาจากกลุ่มเพื่อน อย่างตอนเรียนชั้นมัธยมต้น ผมเรียนเก่งมาก คุณครูรักและเรียกผมว่าลูกเลย แต่พอมาเรียนมัธยมปลาย เราเริ่มค้นหาตัวเองเจอแล้วทำให้ผลการเรียนดรอปลง แต่ผมก็ยังมุ่งมั่นกับสิ่งที่เป็นตัวเองอยู่ ที่บ้านบอกให้ตั้งใจเรียน ผมก็เรียนไปตามที่เขาบอก แต่ค้นพบว่าถึงเราจะเรียนเก่ง กลับรู้สึกไม่ภูมิใจเท่าตอนที่เพลงของเรามีคนฟังเป็นหมื่นคนเลย ซึ่งพอผมรู้แล้วว่าตัวเองรักและชอบอะไรจริงๆ เลยมุ่งมั่นไปทางนั้น แต่พอเกรดเราตก ครูก็มองว่าเป็นเด็กเหลวไหลและเริ่มเหลวแหลก เริ่มจับผิด ตรงนี้ผมคิดว่า ทั้งตัวครูและสังคมในโรงเรียนก็อาจจะเป็นสาเหตุใหญ่ข้อหนึ่งที่ทำให้นักเรียนลาออกจากโรงเรียนก็เป็นได้</p>



<p>อีกเรื่องคือการศึกษานอกระบบ หลายคนอาจมองว่า คนที่เรียน กศน. เป็นคนที่ไม่อยากเรียนหนังสือ แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าประเทศเรามีความเหลื่อมล้ำสูงมาก การทำงานหาเงินเพื่อมาจุนเจือครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กหลายคน และทำให้บางคนต้องยอมลาออกไปทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว กศน. จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เขามีเวลาทำงานมากขึ้น เพราะฉะนั้น การศึกษาทั้งในและนอกระบบล้วนมีความสำคัญหมด</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: #ถ้าโรงเรียนดี ::</strong></h1>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-880f64"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/20201209-Quotesstk-5-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>การศึกษาในปัจจุบันอาจจะตอบแค่โจทย์ของคนกลุ่มเดียว แต่ไม่ใช่สำหรับคนกลุ่มอื่น ผมมีเพื่อนที่เรียนไม่เก่ง แต่เล่นกีฬาเก่งมาก มีสิทธิติดทีมชาติเลย แต่กลับไม่มีวิชาหรือไม่มีเวลาเพียงพอให้เขาได้เล่นกีฬา มันเหมือนสกัดดาวรุ่งนะ และยังทำให้เราได้ความรู้ไม่เต็มที่ด้วย</p>



<p>ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้โรงเรียนหรือระบบการศึกษาสร้างห้องเรียนแต่ละวิชาขึ้นมา อาจจะเป็นในช่วงชั้นมัธยมปลายก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้เด็กจะได้เรียนวิชาพื้นฐานที่จำเป็นมาก่อน พอสร้างห้องเรียนแต่ละวิชาแล้ว เด็กคนไหนอยากเรียนวิชาอะไรหรืออยากได้ความรู้ด้านไหนก็เข้าไปในห้องนั้น ซึ่งน่าจะทำให้เด็กมีอิสระทางความคิดมากขึ้นว่า ถ้าเรียนไปแล้วรู้สึกว่าไม่เวิร์กก็เปลี่ยนไปเรียนวิชาอื่นได้</p>



<p>ผมรู้ว่าตรงนี้มันยากมากนะ แต่ก็อยากให้เป็นไปได้จริง เพราะถ้าโรงเรียนดี ครูคงไม่ต้องตีเส้นทางให้เด็ก เพราะเด็กน่าจะมีความคิดที่แตกต่างและดีกว่านี้ เพราะฉะนั้นโรงเรียนน่าจะให้อิสระทางความคิดแก่เด็ก รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เจอความรู้ที่แตกต่างหลากหลายด้วย</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: ระบบการศึกษา ระบบอำนาจนิยม ::</strong></h1>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-92d25e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/20201209-Quotesstk-6-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ระบบการศึกษาเป็นระบบอำนาจนิยม พยายามทำให้คนเป็นแบบเดียวกันจะได้ถูกควบคุมง่ายๆ นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เวลาใครอยากทำอะไรล้ำๆ ในไทยต้องดิ้นรนเลือดตาแทบกระเด็น</p>



<p>ตอนที่ถ่ายบุ๊คกับนนท์ ผมก็คิดนะว่า น้องแค่อยากจะแร็ปอย่างจริงจัง แต่กลับต้องเจออะไรที่หนักหนาสาหัสมากเมื่อเทียบกับวัย ทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ในวัยที่ควรจะได้ค้นหาตัวเองว่า อยากแต่งตัวแบบไหน พูดภาษาอะไร ทำผมทรงไหน เลือกเรียนอะไร พวกเขาควรได้รับอิสระและเปิดกว้าง รู้สึกว่าได้เป็นเจ้าของความคิดและร่างกายของตนเอง นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ระบบกลับกัดกร่อนอัตลักษณ์หรือความฝันไปเรื่อยๆ เหมือนจะบีบให้เราเป็นคนแบบที่ระบบต้องการ เพื่อที่จะหล่อเลี้ยงระบบอำนาจต่อไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ระบบก็เอาไม่อยู่แล้ว เพราะเด็กรุ่นนี้ไปไกลมากๆ ชนิดทะลุฝ้ากันหมด</p>



<p>ประเด็นน่าสนใจอย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ เด็กรุ่นปัจจุบันแตกต่างจากสมัยผมเด็กๆ  โลกที่เขาก้าวออกไปหลังเลิกเรียนมันเปิดกว้างและไปไกลมากแล้ว แต่ระบบกลับยังเหมือนเดิม โรงเรียนก็ยังเหมือนเดิม ตรงนี้จึงทำให้เกิดความตึงเครียดหรือความขัดแย้งบางอย่างระหว่างโลกในโรงเรียนกับโลกภายนอกด้วย</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: เสียงจากเยาวชน ถึงผู้ใหญ่ที่บอกว่าเด็กก้าวร้าว ::</strong></h1>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d1a04b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/20201209-Quotesstk-4-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ธนายุทธ</strong><strong>:</strong>&nbsp;การบอกว่าเด็กและเยาวชนที่ออกมาชุมนุมก้าวร้าวเป็นคำพูดที่หนักและรุนแรงมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลทำกับประชาชน ผมว่าการแสดงออกทั้งทางจิตวิทยาหรือคำพูดมันเบสิกมาก ตัวผมเองมีโอกาสได้ขึ้นไปแร็ป ไปพูด ซึ่งเป็นการสะท้อนปัญหาออกมาจริงๆ ถ้าผู้ใหญ่มองว่าเด็กและเยาวชนออกมาพูดรุนแรงเกินไป ให้ลองมองความจริงดู แล้วจะเห็นว่าอะไรคือความหยาบกร้านที่แท้จริง</p>



<p><strong>นนทวัฒน์</strong><strong>:</strong>&nbsp;ผมว่าตรงนี้สะท้อนค่านิยมเก่าๆ ที่มองว่าคนต้องพูดเพราะ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า คนทั้งบ้านทั้งเมืองไม่ได้พูดเพราะ แต่ทำไมกลับมาจับจ้องว่าการชุมนุมมีการพูดจาก้าวร้าว คนที่บอกว่าเด็กและเยาวชนก้าวร้าว ผมว่าเขาก็อาจจะพูดแบบนั้นหรืออาจจะด่ายิ่งกว่านั้น ซึ่งเขาน่าจะลองเปิดโลกและเปิดใจกับเรื่องแบบนี้ดูบ้าง ดูให้เข้าใจว่า ภายใต้ความหยาบนั้น เด็กและเยาวชนต้องการสื่อสารอะไรกันแน่</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/school-town-king-and-inequality-in-thailand/">School Town King : เปิดโลกเหลื่อมล้ำผ่านชีวิตจริงแร็ปเปอร์คลองเตย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>101 One-on-One EP.198 School Town King : เปิดโลกเหลื่อมล้ำผ่านชีวิตจริงแร็ปเปอร์คลองเตย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-one-on-one-ep-198-school-town-king/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Aug 2021 08:05:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย]]></category>
		<category><![CDATA[101 One-on-One]]></category>
		<category><![CDATA[ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนายุทธ ณ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[School Town King]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44186</guid>

					<description><![CDATA[<p>::LIVE:: 101 One-on-One EP.198 School Town King :&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-one-on-one-ep-198-school-town-king/">101 One-on-One EP.198 School Town King : เปิดโลกเหลื่อมล้ำผ่านชีวิตจริงแร็ปเปอร์คลองเตย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="101 One-On-One EP.198 School Town King" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/NcKlJ_mriLk?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>::LIVE:: 101 One-on-One EP.198 School Town King :&nbsp;เปิดโลกเหลื่อมล้ำผ่านชีวิตจริงแร็ปเปอร์คลองเตย</p>



<p>คุยเบื้องหลังสารคดีที่ว่าด้วยชีวิตของเด็กหนุ่มจากคลองเตยสองคน&nbsp;‘บุ๊ค’&nbsp;และ&nbsp;‘นนท์’&nbsp;ที่ฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์</p>



<p>ตลอดการถ่ายทำกว่า&nbsp;2&nbsp;ปี ที่ตามติดชีวิตของพวกเขาตั้งแต่ตื่นนอน เรียนหนังสือ แต่งเพลง ไปจนถึงช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ออกมาเป็นภาพยนตร์สารคดี&nbsp;‘School Town King&nbsp;แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน’&nbsp;ที่ฉายภาพให้เห็นความฝันของหนุ่มสาวที่พลุ่งพล่าน ขณะเดียวกันก็ยืนอยู่บนซากปรักหักพังของความเหลื่อมล้ำในสังคม การเข้าถึงโอกาสของพวกเขาอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างใจคิด</p>



<p>101&nbsp;ชวนผู้กำกับ เบส&nbsp;–&nbsp;วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย และสองตัวละครหลัก บุ๊ค&nbsp;–&nbsp;ธนายุทธ ณ อยุธยา และ นนท์&nbsp;–&nbsp;นนทวัฒน์ โตมา มาพูดคุยตั้งแต่วิธีคิด วิธีทำงานสารคดี และคุยถึงชีวิตของพวกเขาในปัจจุบัน</p>



<p>ความฝัน ความหวังของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขามองสังคมอย่างไร และเรื่องราวเหล่านี้สะท้อนสังคมเราแบบไหน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bc6318"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/20201203-OneOnOne-EP198-edit-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-one-on-one-ep-198-school-town-king/">101 One-on-One EP.198 School Town King : เปิดโลกเหลื่อมล้ำผ่านชีวิตจริงแร็ปเปอร์คลองเตย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
