<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ลดเหลื่อมล้ำ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 Jun 2026 05:21:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ลดเหลื่อมล้ำ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน’ เคลื่อนทรัพยากรสู่โรงเรียนเล็กทั่วราชบุรี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-100626-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 11:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงถิ่นทุรกันดาร]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกโอกาสเพื่ออนาคตเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนครูเดิน]]></category>
		<category><![CDATA[แสนสิริ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกระจกเงา]]></category>
		<category><![CDATA[ราชบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=102948</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดปีการศึกษาใหม่ 2569 โรงเรียนทั่วประเทศกลับมาคึกคักอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-100626-2/">‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน’ เคลื่อนทรัพยากรสู่โรงเรียนเล็กทั่วราชบุรี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดปีการศึกษาใหม่ 2569 โรงเรียนทั่วประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนไม่น้อย การขาดแคลนทรัพยากรและข้อจำกัดจากการจัดสรรงบประมาณรายหัว ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการมาเรียนและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็ก ๆ โดยไม่ว่าพื้นที่นั้นจะอยู่ห่างไกลบนภูเขา หรืออยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวงเพียง 1-2 ชั่วโมงก็ตาม</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ กิจกรรม <strong>“ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน”</strong> จึงยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายในการจัดสรร ส่งต่อ และเติมเต็มทรัพยากรทางการศึกษา เพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กทุกคนในทุกพื้นที่เข้าถึงการเรียนรู้ และไม่หลุดออกจากเส้นทางการศึกษาเพียงเพราะความไม่พร้อมของชีวิต</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/1.jpg" alt="" class="wp-image-102949" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 <strong>“ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน”</strong> ภายใต้การขับเคลื่อนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงถิ่นทุรกันดาร มูลนิธิกระจกเงา และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายในจังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรี องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านคา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ้านคา เครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดราชบุรี คณะทำงานหนุนเสริมโรงเรียนปลายทางครูรัก(ษ์)ถิ่น ตลอดจนครูและผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ <strong>ร่วมกันนัดพบที่โรงเรียนโรตารี่ 1 บ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี</strong> เพื่อนำสื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์การศึกษา ชุดนักเรียน รวมถึงสิ่งของจำเป็นและสิ่งของที่ต้องการเร่งด่วน ส่งต่อให้กับครูจากโรงเรียนกว่า 70 แห่งในพื้นที่</p>



<p>จังหวัดราชบุรีคือพื้นที่ที่ขับเคลื่อนงาน <strong>“ราชบุรี Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</strong> อย่างจริงจัง สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชนจากหลากหลายหน่วยงาน จนเกิดระบบดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปิดภาคเรียน เด็กจากหลายครอบครัวยังคงต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น ธนาคารโอกาสและถนนครูเดินจึงเข้ามาช่วยลดภาระของผู้ปกครองและครู เพื่อประคับประคองความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน และช่วยให้การเรียนรู้ของเด็ก ๆ เดินหน้าต่อไปได้&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/13.jpg" alt="" class="wp-image-102950" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/13.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/13-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/13-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/13-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/13-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า ความสำคัญของธนาคารโอกาสและถนนครูเดินไม่ได้อยู่เพียงการส่งต่ออุปกรณ์การศึกษาหรือสิ่งของจำเป็น แต่เป็นภาพสะท้อนของ <strong>“ความร่วมมือจากหลายฝ่าย”</strong> ที่เห็นความสำคัญของการเติมเต็มโรงเรียนขนาดเล็กอย่างรอบด้าน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังคงเผชิญอยู่</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-2.jpg" alt="" class="wp-image-102951" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>สำหรับเหตุผลที่เลือกจังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร แต่ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากที่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา และยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่แม้แต่การก้าวข้ามรอยต่อจากระดับประถมศึกษาสู่มัธยมศึกษาก็ยังเป็นเรื่องยาก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขาดแคลนทรัพยากรไม่ได้ถูกกำหนดด้วยระยะทางเพียงอย่างเดียว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1171" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/11.jpg" alt="" class="wp-image-102952" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/11.jpg 1171w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/11-300x146.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/11-768x373.jpg 768w" sizes="(max-width: 1171px) 100vw, 1171px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1171" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/12.jpg" alt="" class="wp-image-102953" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/12.jpg 1171w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/12-300x146.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/12-768x373.jpg 768w" sizes="(max-width: 1171px) 100vw, 1171px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>ดร.บรรเจิด อุ่นมณีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1</strong> กล่าวว่า โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเผชิญปัญหาความไม่พร้อม แม้โรงเรียน ชุมชน และเครือข่ายการศึกษาในจังหวัดจะพยายามระดมทรัพยากรและหาช่องทางสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้หลายปัญหายังคงเกิดขึ้นซ้ำทุกปี</p>



<p>“สพป.ราชบุรี เขต 1 ดูแลพื้นที่การศึกษา 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง วัดเพลง จอมบึง สวนผึ้ง ปากท่อ และบ้านคา ซึ่งมีโรงเรียนขนาดเล็กถึง 95 โรงเรียน จากทั้งหมด 165 โรงเรียน แม้แต่ในอำเภอเมืองเองก็ยังมีโรงเรียนที่เข้าถึงได้ยาก ข้อจำกัดสำคัญคือเรื่องงบประมาณที่จัดสรรตามรายหัวนักเรียน ทำให้บางโรงเรียนมีงบไม่เพียงพอแม้แต่สำหรับค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างน้ำ ไฟ และอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้การพัฒนาด้านอื่นทำได้อย่างจำกัด</p>



<p>“ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองจำนวนมากมีรายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย โดยเฉพาะในช่วงเปิดภาคเรียน เราพบเด็กกลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้น บางคนเข้าเรียนชั้น ป.1 แต่ยังสวมชุดอนุบาลมาโรงเรียน เมื่อครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านจึงพบว่าผู้ปกครองไม่มีรายได้เพียงพอ ทำให้โรงเรียนต้องเร่งวางแผนช่วยเหลือเป็นกรณีเร่งด่วน ดังนั้น ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้โรงเรียนสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้ทันที ก่อนส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/9.jpg" alt="" class="wp-image-102954" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/9.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/9-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/9-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/9-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/9-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ดร.บรรเจิด กล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนการศึกษา เพราะนอกจากจะช่วยเหลือเด็ก ๆ แล้ว ยังเป็นกำลังใจสำคัญที่ส่งถึงครูและโรงเรียนโดยตรง พร้อมเชื่อว่า หากเครือข่ายการศึกษายังคงเดินหน้าร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ความเหลื่อมล้ำที่อยู่คู่กับโรงเรียนขนาดเล็กมาอย่างยาวนานจะค่อย ๆ ลดลงได้</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/2-1.jpg" alt="" class="wp-image-102955" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/2-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/2-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/2-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/2-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/2-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>นายทิรัตน์ ผลินกูล หัวหน้าโครงการศูนย์แบ่งต่อ มูลนิธิกระจกเงา</strong> กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน คือ <strong>“ครูมีของ เด็กมีอนาคต”</strong> เพราะสิ่งของที่ได้รับจากการระดมความร่วมมือของผู้บริจาค เมื่อถูกส่งต่อถึงมือครู ย่อมหมายถึงโอกาสใหม่ในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ๆ</p>



<p>“การลงพื้นที่ในหลายจังหวัดทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าพื้นที่ไหน โรงเรียนขนาดเล็กต่างก็เผชิญปัญหาการขาดแคลนไม่ต่างกัน ส่วนราชบุรีในวันนี้ เป็นภาพสะท้อนของจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จนบางครั้งถูกมองข้าม เราหวังว่าสิ่งของที่นำมาส่งต่อในครั้งนี้ จะช่วยให้ครูทำงานได้สะดวกขึ้น และช่วยให้เด็ก ๆ มีความสุขกับการเปิดเทอมใหม่มากขึ้นเช่นกัน”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/14.jpg" alt="" class="wp-image-102956" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/14.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/14-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/14-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/14-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/14-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/15.jpg" alt="" class="wp-image-102957" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/15.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/15-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/15-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/15-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/15-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>นายบุญฤทธิ์ หอมเขียน ครูโรงเรียนมหาราช 7 อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี</strong> เล่าว่า ทันทีที่ทราบข่าวการจัดกิจกรรม ก็ตั้งใจเดินทางมาตั้งแต่เช้า เพื่อมารับสิ่งของกลับไปให้เด็ก ๆ ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะเครื่องเขียน ดินสอ สี อุปกรณ์สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์านประดิษฐ์ในวิชาการงานอาชีพ และแฟ้มเก็บผลงานนักเรียนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในห้องเรียน</p>



<p>“เราเป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่มีเด็กจากครอบครัวขาดความพร้อมจำนวนมาก เพราะครอบครัวที่มีกำลังส่วนใหญ่เลือกส่งลูกเข้าเรียนในเมือง ความไม่พร้อมนี่เองที่ทำให้เด็กบางคนไม่กล้ามาโรงเรียน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชุดนักเรียน เพราะบางคนแม้แต่ดินสอสักแท่งก็ยังไม่มี หรือแม้จะมีเงินอุดหนุน แต่หลายครอบครัวก็ไม่สามารถสำรองจ่ายก่อนแล้วรอเบิกภายหลังได้ งานแบบนี้จึงช่วยแบ่งเบาภาระของทั้งผู้ปกครองและครูได้อย่างมาก”</p>



<p>ครูบุญฤทธิ์กล่าวถึงความหมายของสิ่งของที่กำลังจะเดินทางไปถึงเด็ก ๆ ว่า <strong><em>“สิ่งของที่เห็นอยู่ตรงนี้ เมื่อไปถึงมือเด็ก ๆ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือความดีใจ เพราะสำหรับบางคน ดินสอหนึ่งแท่ง หรือเสื้อนักเรียนสีขาวสะอาดสักตัว อาจเป็นของใหม่ชิ้นแรกที่เขาได้รับในรอบหลายปี และสำหรับเด็ก ๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรทางการศึกษา แต่คือกำลังใจสำคัญ ที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งยังมีแรงและความหวังที่จะเรียนต่อไป”</em></strong>&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="1171" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/16.jpg" alt="" class="wp-image-102958" style="aspect-ratio:2.0579964850615116;width:780px;height:auto" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/16.jpg 1171w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/16-300x146.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/16-768x373.jpg 768w" sizes="(max-width: 1171px) 100vw, 1171px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1171" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/17.jpg" alt="" class="wp-image-102959" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/17.jpg 1171w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/17-300x146.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/17-768x373.jpg 768w" sizes="(max-width: 1171px) 100vw, 1171px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1171" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/18.jpg" alt="" class="wp-image-102960" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/18.jpg 1171w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/18-300x146.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/18-768x373.jpg 768w" sizes="(max-width: 1171px) 100vw, 1171px" /></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-100626-2/">‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน’ เคลื่อนทรัพยากรสู่โรงเรียนเล็กทั่วราชบุรี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รมช.ศธ. ยก “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ฟันเฟืองสำคัญลดเหลื่อมล้ำโรงเรียนห่างไกล หนุนเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” สร้างนิเวศการเรียนรู้เพื่อเด็กและชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-050626/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 11:58:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[รมช.ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ครูนักพัฒนาชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=102848</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050626/">รมช.ศธ. ยก “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ฟันเฟืองสำคัญลดเหลื่อมล้ำโรงเรียนห่างไกล หนุนเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” สร้างนิเวศการเรียนรู้เพื่อเด็กและชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 <strong>นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวแสดงความยินดีและส่งกำลังใจแก่ข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 จำนวน 295 คน ผ่านระบบ Zoom ระหว่างลงพื้นที่ปฏิบัติราชการร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ จังหวัดนครราชสีมา พร้อมมอบแนวคิดในการปฏิบัติตนแก่ครูรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมกลับไปพัฒนาการศึกษาและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนบ้านเกิดของตนเอง</p>



<p>โอกาสนี้ <strong>นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น พลังคนรุ่นใหม่พัฒนาท้องถิ่น” ในกิจกรรมปฐมนิเทศข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นความร่วมมือในการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนจากพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส แต่มีผลการเรียนดีและมีจิตวิญญาณความเป็นครู ให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา พร้อมพัฒนาเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” ที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนบ้านเกิด เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนครูและยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-5.jpeg" alt="" class="wp-image-102849" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-5.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-5-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-5-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-5-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-5-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>นายอัครนันท์</strong> กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าทุกคนที่เลือกเดินบนเส้นทางวิชาชีพครูล้วนมีแรงบันดาลใจในการทำงาน และสำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่น สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือความรักในบ้านเกิดและความเสียสละที่จะกลับไปทุ่มเทเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง จึงขออวยพรให้ทุกคนมีพลังกายและพลังใจที่แข็งแกร่งตลอดเส้นทางการทำงาน</p>



<p>“หลายคนตัดสินใจที่จะอยู่กับโครงการนี้ยาว ๆ ไปตลอด ไม่ใช่เพียงแค่ 6 ปี ในวันที่ต้องเผชิญอุปสรรค อยากให้ทุกคนจำวันแรกที่ตัดสินใจเข้ามาไว้ให้ดี ให้อุปสรรคเป็นแค่ทางผ่าน และเป็นแรงผลักดันในการต่อสู้เพื่อเด็กและเพื่อการศึกษาของพวกเรา เพราะทุกคนไม่ได้เสียสละเพียงแค่การเป็นครู แต่กำลังเสียสละเพื่อกลับไปดูแลและสร้างชุมชนให้แข็งแรง” นายอัครนันท์ กล่าว&nbsp;</p>



<p>รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุดข้าราชการสีกากีที่ทุกคนจะได้สวมใส่หลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจส่วนบุคคล แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนในชุมชน เป็นความภาคภูมิใจของท้องถิ่น และเป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะครูรัก(ษ์)ถิ่นทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศผ่านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการสร้างโอกาสให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกล</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-6.jpeg" alt="" class="wp-image-102850" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-6.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-6-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-6-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-6-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-6-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนผู้เป็นความหวังและอนาคตของการศึกษาไทย เพราะโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นไม่ใช่เพียงโครงการทุนการศึกษา แต่เป็นหนึ่งในงานวิจัยเชิงปฏิบัติการระยะยาวที่สำคัญของประเทศ ที่มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าสู่ระบบผลิตครู การพัฒนาสถาบันต้นแบบด้านการผลิตและพัฒนาครู ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นถูกออกแบบขึ้นภายใต้โจทย์เฉพาะ เพื่อเป็นคำตอบของหลักสูตรผลิตและพัฒนาครูที่ตอบสนองต่อความจริงในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการสอนคละชั้น การใช้ภาษาแม่เป็นฐาน การวิจัยชุมชน หรือการบูรณาการทักษะเกษตรกรรมและอาชีพเข้ากับการเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ผู้รับทุนเติบโตเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” ที่พร้อมเผชิญความท้าทายในพื้นที่หลากหลายบริบท และพร้อมเป็นที่พึ่งของเด็กและชุมชนบ้านเกิดของตนเอง</p>



<p>“รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความยากลำบากของครูในพื้นที่ห่างไกล และจะไม่ปล่อยให้ทุกท่านทำงานอย่างโดดเดี่ยว เราพร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนครูรัก(ษ์)ถิ่นในทุกมิติ โดยกำลังเร่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ ‘คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก’ ผ่านการลดภาระงานเอกสารและขั้นตอนการประเมิน เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือการดูแลผู้เรียน รวมถึงปรับปรุงระเบียบงบประมาณและลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพื่อส่งต่อการสนับสนุนไปยังโรงเรียนเป้าหมายได้อย่างถูกที่และถูกคน พร้อมนำบทเรียนจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นไปต่อยอดสู่การพัฒนานโยบายระดับประเทศ”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-7.jpeg" alt="" class="wp-image-102851" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-7.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-7-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-7-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-7-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/image-7-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยอ้างอิงข้อมูลวิจัยของธนาคารโลก (World Bank) ที่พบว่า ร้อยละ 64 ของโรงเรียนประถมศึกษาในพื้นที่ทุรกันดารยังประสบปัญหาขาดแคลนครูอย่างรุนแรง มีครูเฉลี่ยน้อยกว่า 1 คนต่อห้องเรียน ส่งผลให้เด็กและเยาวชนกว่า 50,000 คน เผชิญความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา</p>



<p>กสศ. จึงร่วมกับ 6 หน่วยงานหลัก พัฒนาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นขึ้นตั้งแต่ปี 2562 เพื่อค้นหาเยาวชนจากพื้นที่ห่างไกลที่มีความมุ่งมั่นอยากเป็นครู ให้ได้รับทุนการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา และกลับไปปฏิบัติงานในโรงเรียนบ้านเกิด โดยร่วมมือกับโรงเรียนสังกัด สพฐ. ในพื้นที่ห่างไกลกว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้าผลิตและบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่นจำนวน 1,500 อัตรา ใน 5 รุ่น</p>



<p>ในปี 2569 นี้ ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 จำนวน 295 คน ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูพร้อมกัน และกระจายไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล 285 แห่ง ครอบคลุม 45 จังหวัด และ 73 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ</p>



<p>“การบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาทุนมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไปพร้อมกัน เพราะผู้รับทุนคือเยาวชนจากพื้นที่ห่างไกลที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและมีรายได้สูงกว่าคนรุ่นพ่อแม่เฉลี่ยกว่า 5 เท่า ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ภูเขา พื้นที่สูง พื้นที่เกาะ ชายแดน และพื้นที่ทุรกันดาร ก็ได้รับครูคุณภาพที่พร้อมกลับไปอยู่และพัฒนาชุมชนของตนเองในระยะยาว”</p>



<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงเป็นนวัตกรรมการผลิตและพัฒนาครูตามความต้องการของพื้นที่ หรือ ‘การผลิตครูระบบปิด’ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การคัดเลือกเยาวชนในชุมชน การพัฒนาในสถาบันผลิตครู และการบรรจุกลับไปปฏิบัติงานในโรงเรียนบ้านเกิด ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระบบผลิตครูของประเทศไทยในอนาคต” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="102853" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05.jpg" alt="" class="wp-image-102853" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="102852" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02.jpg" alt="" class="wp-image-102852" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="102854" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10.jpg" alt="" class="wp-image-102854" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/10-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="102855" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/09.jpg" alt="" class="wp-image-102855" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/09.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/09-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/09-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/09-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/09-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>การบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 ในครั้งนี้ สะท้อนผลลัพธ์ของแนวคิด “ผลิตครูจากชุมชน เพื่อกลับมาพัฒนาชุมชน” ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นในหลายพื้นที่ โดยตัวแทนครูรัก(ษ์)ถิ่นจากพื้นที่ชายแดน ภูเขา และชุมชนชายฝั่ง สะท้อนตรงกันว่า สิ่งที่โครงการมอบให้ไม่ใช่เพียงโอกาสในการศึกษาต่อและการประกอบวิชาชีพครู แต่คือการเตรียมความพร้อมให้เป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” ที่สามารถนำความรู้ ความเข้าใจในบริบทท้องถิ่น และความผูกพันกับบ้านเกิด กลับไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างแท้จริง</p>



<p><strong>นางสาวเสาวณีย์ สุขแสนศรี โรงเรียนนิคมสร้างตนเองปราสาท 2 จังหวัดสุรินทร์ </strong>ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวว่า แม้การเริ่มต้นชีวิตครูจะต้องเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบและการอพยพของชุมชน แต่ประสบการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้ตระหนักถึงความหมายของการเป็น “ครูพร้อมใช้” ที่ต้องพร้อมดูแลและสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กในทุกสถานการณ์ พร้อมตั้งปณิธานว่าจะทำหน้าที่ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคนอย่างเต็มกำลัง</p>



<p>ด้าน <strong>นางสาวศุภามน ทองผาภูมิขจร โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน จังหวัดกาญจนบุรี </strong>กล่าวว่า การได้กลับไปสอนในชุมชนชาติพันธุ์ริมชายแดนที่ตนเองเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน พร้อมเชื่อว่าการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการศึกษา และการสร้างโอกาสให้เด็กเติบโตเป็นกำลังสำคัญของบ้านเกิดในอนาคต</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08.jpg" alt="" class="wp-image-102856" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>นายฟูอาดี เอียดหวัง โรงเรียนชุมชนบ้านนาทับ จังหวัดสงขลา</strong> และ<strong>นายชุติพงษ์ ใจ๋ยู้ โรงเรียนบ้านกองลอย จังหวัดเชียงใหม่ </strong>สะท้อนว่า คนที่เข้าใจความยากลำบากของเด็กและบริบทของชุมชนได้ดีที่สุด คือคนที่เติบโตมาจากพื้นที่นั้นเอง ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงไม่เพียงทำหน้าที่สอนในห้องเรียน แต่ยังเชื่อมโยงภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทุนทางสังคมของชุมชนเข้ากับการเรียนรู้ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในบ้านเกิด และยืนยันกับเด็กทุกคนว่า ไม่ว่าจะเกิดหรือเติบโตมาจากที่ใด ก็สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้</p>



<p>“พื้นที่เล็ก ๆ ของบ้านเกิดอาจเป็นเพียงจุดหนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย แต่หากครูรัก(ษ์)ถิ่นทั่วประเทศร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตนเอง พลังเล็ก ๆ เหล่านี้จะรวมกันเป็นพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศในระยะยาว”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06.jpg" alt="" class="wp-image-102857" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="819" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/Info_การกระจายตัวครูรักษ์-รุ่น-2_Final-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-102858" style="width:500px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/Info_การกระจายตัวครูรักษ์-รุ่น-2_Final-819x1024.jpg 819w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/Info_การกระจายตัวครูรักษ์-รุ่น-2_Final-240x300.jpg 240w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/Info_การกระจายตัวครูรักษ์-รุ่น-2_Final-768x960.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/Info_การกระจายตัวครูรักษ์-รุ่น-2_Final-1229x1536.jpg 1229w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/Info_การกระจายตัวครูรักษ์-รุ่น-2_Final-1638x2048.jpg 1638w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/Info_การกระจายตัวครูรักษ์-รุ่น-2_Final.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050626/">รมช.ศธ. ยก “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ฟันเฟืองสำคัญลดเหลื่อมล้ำโรงเรียนห่างไกล หนุนเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” สร้างนิเวศการเรียนรู้เพื่อเด็กและชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครั้งแรกของการลงทุนไทย! กสศ. พลิกโฉมการศึกษา ใช้ผลลัพธ์นำการจ่ายเงิน “Pay for Success” แก้ปัญหาเด็กพัฒนาการช้า</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-140526/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 May 2026 07:42:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Pay for Success]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=102033</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-140526/">ครั้งแรกของการลงทุนไทย! กสศ. พลิกโฉมการศึกษา ใช้ผลลัพธ์นำการจ่ายเงิน “Pay for Success” แก้ปัญหาเด็กพัฒนาการช้า</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยผลดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย (ICAP) โครงการนำร่อง <strong>&#8220;จ่ายเงินตามผลลัพธ์&#8221; (Pay for Success)</strong> แห่งแรกของประเทศไทย พร้อมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับภาคีนักลงทุนนานาชาติ เพื่อขยายนวัตกรรมการเงินเพื่อสังคมไปสู่ระดับนโยบายประเทศ ในงานสัมมนา &#8220;การเงินเพื่ออนาคต ยกระดับทุนมนุษย์ โอกาสและประสบการณ์ในไทยและต่างประเทศ &#8221; ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-02.jpg" alt="" class="wp-image-102040" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงวิกฤตทางสังคม แต่คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่วัดได้ งานวิจัยของ กสศ. ประเมินว่าหากเด็กนักเรียนชั้น ม.3 ทุกคนได้ศึกษาต่อในระดับสูง จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากถึง 409 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ร้อยละ 9 ซึ่งสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของภาครัฐ และอยู่ในระดับเดียวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ</p>



<p>&#8220;การแก้ปัญหาระดับโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่สามารถพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป ด้วยฐานข้อมูลที่แม่นยำและนวัตกรรมที่ กสศ. มี เมื่อผนวกกับกลไกการลงทุนที่ยึดผลลัพธ์เป็นศูนย์กลาง จะทำให้เงินทุกบาทที่ลงทุนเกิดความคุ้มค่าสูงสุด และที่สำคัญกว่านั้น สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุ้มค่าจริง&#8221;&nbsp; ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า Pay for Success หรือ Outcome-Based Financing คือกลไกที่ภาคเอกชนหรือนักลงทุนออกเงินล่วงหน้าให้โครงการทางสังคมดำเนินการก่อน โดยรัฐหรือผู้จ่ายเงินตามผลลัพธ์จะจ่ายเงินคืนพร้อมผลตอบแทน ก็ต่อเมื่อโครงการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้และได้รับการยืนยันจากผู้ประเมินอิสระแล้วเท่านั้น ต่างจากโครงการแบบเดิมที่จ่ายเงินตามกิจกรรมโดยไม่ผูกกับผลที่เกิดขึ้นจริง โมเดลนี้เริ่มใช้ครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2553 และปัจจุบันขยายไปแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-04.jpg" alt="" class="wp-image-102042" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>กสศ. ได้นำร่องร่วมกับภาคีเอกชนสนับสนุนทุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง Change Fusion  และ Tri-Sector Associates ในฐานะผู้ร่วมพัฒนา และ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะผู้ประเมินผลอิสระ ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย (ICAP) ที่ดำเนินการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 129 แห่ง ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมเด็กปฐมวัย 3,270 คน</p>



<p>สำหรับจุดแข็งของโครงการอยู่ที่การออกแบบการทำงานแบบบูรณาการรอบตัวเด็ก ทั้งการพัฒนาครูให้ใช้แนวทาง Active Learning ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง และการเชื่อมประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นทั้งด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม ทำให้การพัฒนาเด็กเกิดขึ้นได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืนในระดับพื้นที่ ผลที่ได้รับการยืนยันจากผู้ประเมินอิสระภายนอก มีดังนี้ 1.สัดส่วนเด็กที่มีปัญหาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) ลดลงจากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 3.9 ดีกว่าเป้าหมาย 3.5 เท่า 2.สัดส่วนเด็กที่มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (DSPM) ลดลงจากร้อยละ 31 เหลือร้อยละ 9 ดีกว่าเป้าหมาย 2 เท่า</p>



<p>“ทักษะ EF ในวัยเด็กถือเป็นตัวชี้วัดที่นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาระดับนานาชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับผลลัพธ์ด้านการศึกษา รายได้ในวัยผู้ใหญ่ และการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจในระยะยาว การลดลงของตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ตัวชี้วัดเชิงพัฒนาการ แต่คือสัญญาณเชิงโครงสร้างที่บ่งชี้ว่าวงจรความเหลื่อมล้ำสามารถถูกตัดได้ตั้งแต่ต้น นี่คือการพิสูจน์ว่าเงินทุกบาทที่ลงทุนไปเกิดผลจริง สามารถวัดได้ ตรวจสอบได้ และที่สำคัญ คืนทุนได้&nbsp; ผลลัพธ์ทั้งหมดถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับเงื่อนไขการจ่ายเงิน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของโมเดล Pay for Success ที่แตกต่างจากโครงการสังคมแบบเดิม&#8221; ดร.ไกรยส กล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/นายสุวิชญ-โรจนวานิช.jpg" alt="" class="wp-image-102043" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/นายสุวิชญ-โรจนวานิช.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/นายสุวิชญ-โรจนวานิช-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/นายสุวิชญ-โรจนวานิช-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/นายสุวิชญ-โรจนวานิช-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/นายสุวิชญ-โรจนวานิช-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">สุวิชญ โรจนวานิช</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p><strong>นายสุวิชญ โรจนวานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong> ระบุชัดว่า ในบริบทที่พื้นที่ทางการคลังของรัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก &#8220;ผู้จ่ายเงินอุดหนุน&#8221; มาเป็น &#8220;ผู้ขับเคลื่อนผลลัพธ์&#8221; ที่สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนภาคเอกชนสามารถเข้ามาร่วมแก้ปัญหาได้อย่างมีหลักประกัน</p>



<p>กรณีศึกษา &#8220;ราชบุรี Zero Dropout&#8221; สะท้อนแนวทางนี้ได้ชัดเจน เมื่อบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้เพื่อการศึกษาระดมทุนป้องกันเด็กหลายหมื่นคนในจังหวัดราชบุรีออกจากระบบการศึกษา และเมื่อผลลัพธ์ได้รับการพิสูจน์แล้ว รัฐบาลจึงรับไม้ต่อขยายเป็นนโยบายระดับชาติ Thailand Zero Dropout Plus ทั่วประเทศ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-01.jpg" alt="" class="wp-image-102044" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/0514_Pay-for-Success-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ภายในงาน กสศ. ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ AVPN (Asia Venture Philanthropy Network) เครือข่ายนักลงทุนเพื่อสังคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และ Tri-Sector Associates ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญด้านการออกแบบสัญญาจ่ายเงินตามผลลัพธ์ มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1.Outcomes Marketplace แพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมนักลงทุนผลกระทบ (Impact Investors) กับองค์กรผู้ดำเนินโครงการที่มีผลลัพธ์ผ่านการพิสูจน์แล้ว ลดอุปสรรคในการเข้าถึงและตรวจสอบโอกาสการลงทุนเพื่อสังคม 2.ระบบมาตรฐานการวัดผล ที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง เพื่อให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ข้ามโครงการได้ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของตลาดทุนเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพ และ 3.การเสริมสร้างศักยภาพ ให้องค์กรภาคสังคมไทยมีความพร้อมด้านข้อมูล การวัดผล และการบริหารโครงการในระดับที่นักลงทุนสถาบันยอมรับได้</p>



<p>ปัจจุบัน Pay for Success ดำเนินการแล้วใน 40 ประเทศ ครอบคลุม 295 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 524 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามรายงานของ OECD ปี 2568 ในเอเชียแปซิฟิก ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ต่างนำกลไกนี้ไปปรับใช้ในระดับนโยบายแล้ว</p>



<p>&#8220;ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ใช้กลไกตลาดและระบบข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน ด้วยฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ กสศ. สะสมมาครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษกว่า 1.3 ล้านคนทั่วประเทศ และเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา อีกกว่า 603,000 คน&nbsp; ประกอบกับโครงสร้างความร่วมมือที่วางรากฐานในวันนี้ ประเทศไทยมีองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับตลาดการลงทุนเพื่อสังคมที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#8221; ดร.ไกรยส กล่าว&nbsp;</p>



<p><strong>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โทร 02-079-5475</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-140526/">ครั้งแรกของการลงทุนไทย! กสศ. พลิกโฉมการศึกษา ใช้ผลลัพธ์นำการจ่ายเงิน “Pay for Success” แก้ปัญหาเด็กพัฒนาการช้า</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ชู “สูตรจัดสรรงบใหม่” ปิดช่องว่างโรงเรียนเล็ก–พื้นที่ห่างไกล แก้เหลื่อมล้ำตรงจุดตามขนาด ภูมิศาสตร์ ความยากจน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-240426/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 05:24:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[สูตรจัดสรรงบใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101528</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-240426/">กสศ. ชู “สูตรจัดสรรงบใหม่” ปิดช่องว่างโรงเรียนเล็ก–พื้นที่ห่างไกล แก้เหลื่อมล้ำตรงจุดตามขนาด ภูมิศาสตร์ ความยากจน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเวทีสาธารณะออนไลน์ “Policy Move: สูตรจัดสรรงบใหม่ ปี 2570 แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำโรงเรียนขนาดเล็ก–พื้นที่ห่างไกล” เพื่อนำเสนอผลวิจัย “สูตรจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาค” (Equity-based Budgeting) ซึ่งชี้ว่า การจัดสรรงบตามต้นทุนจริงของโรงเรียน และให้อิสระในการบริหารผ่านรูปแบบ Block Grant สามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-88.jpeg" alt="" class="wp-image-101535" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-88.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-88-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-88-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-88-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-88-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p><strong>ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> เปิดเผยว่า สูตรจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เช่น พื้นที่ภูเขา เกาะ หรือแนวชายแดน รวมถึงพื้นที่พิเศษด้านความมั่นคง ซึ่งมีประมาณ 1,000 แห่ง และมีนักเรียนยากจนมากกว่า 70%</p>



<p>ข้อมูลวิจัยยังสะท้อนว่า งบประมาณการศึกษาทุก 100 บาท เป็นค่าใช้จ่ายประจำถึง 78 บาท ขณะที่งบเพื่อความเสมอภาคมีเพียง 22 บาท ในจำนวนนี้ 18 บาทเป็นงบแบบ “เท่ากัน” สำหรับนักเรียนทุกคน เช่น เงินอุดหนุนรายหัว อาหารกลางวัน และนมโรงเรียน เหลืองบเพียง 4 บาทสำหรับช่วยเหลือเด็กยากจนตามความจำเป็น เช่น ปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ทุนเสมอภาค ส่งผลให้การลดความเหลื่อมล้ำยังไม่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="788" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-89-1400x788.jpeg" alt="" class="wp-image-101536" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-89-1400x788.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-89-300x169.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-89-768x432.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-89-1536x864.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-89.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="788" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-90-1400x788.jpeg" alt="" class="wp-image-101537" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-90-1400x788.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-90-300x169.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-90-768x432.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-90-1536x864.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-90.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<p>จากนโยบายรัฐบาลที่เตรียมปรับสูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อยกเลิกแนวคิด “จัดสรรเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม” เปลี่ยนเป็น “จัดสรรตามความจำเป็นจริง” กสศ. จึงเสนอแนวทางปรับสูตรใหม่ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของโรงเรียนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ขนาดโรงเรียน ลักษณะภูมิศาสตร์ และฐานะความยากจนของผู้เรียน เพื่อให้การจัดสรรงบตอบโจทย์บริบทพื้นที่อย่างแท้จริง</p>



<p>แนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนจากการจัดสรรแบบ “รายหัวเท่ากัน” ไปสู่ “Block Grant” ที่ผันแปรตามความจำเป็นของแต่ละโรงเรียน พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นให้สถานศึกษานำงบไปใช้ได้ตามบริบท เช่น พัฒนาการเรียนรู้ จัดหาสื่อการสอน หรือดูแลนักเรียนกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="101540" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-1.jpg" alt="" class="wp-image-101540" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="101542" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-01.jpg" alt="" class="wp-image-101542" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="101541" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-2.jpg" alt="" class="wp-image-101541" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="101543" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-13.jpg" alt="" class="wp-image-101543" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-13.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-13-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-13-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-13-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0424_กสศ.ชูสูตรจัดสรร-13-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>ผลการทดลองในโรงเรียนนำร่อง 180 แห่ง โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า โรงเรียนที่ได้รับงบตามสูตรใหม่โดยเฉลี่ยประมาณ 54,000 บาทต่อโรงเรียนต่อปี ช่วยให้มีความพร้อมด้านสื่อการสอนเพิ่มขึ้น 94.9% อัตราการเข้าสอบ O-NET ของนักเรียน ป.6 เพิ่มจาก 91.2% เป็น 97.3% และอัตราการมาเรียนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนศักยภาพของการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับบริบทจริง</p>



<p>ขณะที่เสียงจากผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก–พื้นที่ห่างไกล สะท้อนตรงกันว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นช่วยให้สามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้จริง ทั้งการยกระดับทักษะพื้นฐานของนักเรียน การจัดกิจกรรมเรียนรู้ ดูแลคุณภาพชีวิตผู้เรียน ขณะเดียวกันยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเดินทางหรือค่าบริหารจัดการ ที่เดิมเป็นข้อจำกัดสำคัญของโรงเรียน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-1-1400x788.png" alt="" class="wp-image-101545"/></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="788" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-91-1400x788.jpeg" alt="" class="wp-image-101544" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-91-1400x788.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-91-300x169.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-91-768x432.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-91-1536x864.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-91.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p>ด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย กสศ. เสนอ 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การจัดสรรงบประมาณแบบ Block Grant ตาม 3 มิติความจำเป็น และการเพิ่มงบสนับสนุนบุคลากร เช่น ครูอัตราจ้าง รวมถึงการชดเชยโรงเรียนที่ไม่มีผู้บริหาร เพื่อให้โรงเรียนสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้งบประมาณเพิ่มเติมราว 61–103 ล้านบาท สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก–พื้นที่ห่างไกล 1,135 แห่ง ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถขยายการสนับสนุนไปยังโรงเรียนเพิ่มเติมได้อย่างยืดหยุ่น โดยประยุกต์ใช้สูตรการคำนวณตามข้อมูลความจำเป็นของแต่ละพื้นที่</p>



<p>ผศ.ดร.สหวรัชญ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาทรัพยากรไม่เพียงพอในโรงเรียนขนาดเล็ก–พื้นที่ห่างไกล แต่เป็นการปรับโครงสร้างเพื่อสร้าง “ความเป็นธรรมทางการศึกษา” โดยทำให้ทรัพยากรไปถึงโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศในระยะยาว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-240426/">กสศ. ชู “สูตรจัดสรรงบใหม่” ปิดช่องว่างโรงเรียนเล็ก–พื้นที่ห่างไกล แก้เหลื่อมล้ำตรงจุดตามขนาด ภูมิศาสตร์ ความยากจน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-090125/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jan 2025 09:04:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมความคิดเห็นในการพัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 2]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบัน Change Fusion]]></category>
		<category><![CDATA[เทใจดอทคอม]]></category>
		<category><![CDATA[Partnership Model]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิยุวพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท KPMG ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[TIJ]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=89779</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-090125/">วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ‘ระดมความคิดเห็นในการพัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศไทย’ ครั้งที่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการทำงานด้านการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีการหารือถึงความร่วมมือในการสร้าง ‘Partnership Model’ ซึ่งเป็นโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้เข้าถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีทางเลือก สอดคล้องกับมาตรการ Thailand Zero Dropout (TZD) ที่มุ่งให้เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มภาพ</p>



<p>ในงานครั้งนี้มีภาคีความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนและองค์กรที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วม เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), สถาบัน Change Fusion, เทใจดอทคอม, มูลนิธิยุวพัฒน์, กลุ่มเซ็นทรัล, สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ), บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), มูลนิธิ เอสซีจี, บริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย, บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งร่วมกันหารือและเสนอแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ณ สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64bc22"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37852e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>• <strong>สรุปข่าวกิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งที่ 1 </strong><a href="https://www.eef.or.th/article-311024/"><strong>คลิก</strong></a></p>



<p>จากข้อมูลความคืบหน้าของมาตรการ Thailand Zero Dropout (TZD) ในปี 2567 คณะทำงาน TZD สามารถติดตามเด็กและเยาวชนเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้แล้วจำนวน 304,082 คน จากเยาวชนที่ที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษาทั้งหมด 1,025,514 คน ซึ่งหมายความว่า ยังมีเด็กและเยาวชนอีก 982,304 คนที่อยู่ในขั้นตอนการพากลับสู่การเรียนรู้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มวัยก่อนการศึกษาภาคบังคับจำนวน 279,296 คน, กลุ่มวัยระหว่างการศึกษาภาคบังคับจำนวน 387,591 คน และกลุ่มวัยหลังการศึกษาภาคบังคับจำนวน 315,417 คน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในระหว่างปีการศึกษามักจะมีการเคลื่อนไหวของเด็กและเยาวชนที่เข้า-ออกจากระบบการศึกษา เช่น กลุ่มที่อายุถึงวัยเรียนแต่ยังไม่ได้เข้าเรียน, กลุ่มที่หลุดออกจากระบบแล้วกลับมาเรียนใหม่ และกลุ่มที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการดำเนินงานเรื่องเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยต้องอาศัย ‘ความร่วมมือ’ จากทุกภาคส่วนในสังคมในการระดมความคิด แนวทาง และทรัพยากร เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลและเข้าถึงการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามบริบทชีวิตและความเปราะบางที่หลากหลาย โดยการออกแบบวิธีการช่วยเหลือที่มีระบบและสามารถส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งต้องคำนึงถึงการหาทางป้องกันเด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากการศึกษาในระยะยาว</p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการเหนี่ยวนำความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงมองเห็นความสำคัญของการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ ‘Partnership’ เพื่อสร้างต้นแบบพื้นที่รองรับและต่อยอดเด็กเยาวชนที่ได้รับการค้นพบจากมาตรการ TZD โดยการขยายผลไปในวงกว้างและเชิงลึก รวมถึงการสร้างความต่อเนื่องและยั่งยืนในการทำงาน นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมการเงินยังเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-de5a59"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/คุณศิรี-จงดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณศิรี จงดี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณศิรี จงดี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา การนำเด็กและเยาวชนเหล่านี้กลับเข้าสู่การเรียนรู้จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละกรณี <strong>การดึงภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ‘นวัตกรรมการเงิน’ (Innovative Finance) ถือเป็นแนวทางที่สำคัญ โดยเป็นกลไกที่สามารถระดมเงินทุนได้จากผู้ที่สนใจลงทุนในด้านการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการเป็นต้นแบบในการทำงานที่สามารถดึงดูดผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ ๆ ให้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานมากขึ้น</strong></p>



<p>“สำหรับเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาซึ่งถูกค้นพบโดยคณะกรรมการ TDZ ในแต่ละจังหวัด จะเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือและฟื้นฟูเยียวยาด้วยกระบวนการเฉพาะเป็นรายกรณี (Case Management System) เพื่อสำรวจว่าแต่ละคนมีปัจจัยใดที่ทำให้หลุดจากระบบ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพ ปัญหาครอบครัว หรือความจำเป็นอื่น ๆ จากนั้นจึงไปถึงทางเลือกว่าเด็กสนใจและถนัดอะไร อยากเรียนต่อหรือประกอบอาชีพแบบไหน ซึ่งตรงนี้หากใครพร้อมกลับเข้าเรียนในระบบก็สามารถส่งต่อไปที่สถานศึกษาได้ทันที ส่วนคนที่ไม่พร้อมเรียนในโรงเรียน จะมีการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นรองรับ เช่น การฝึกอบรมอาชีพ การเรียนได้ในทุกที่ทุกเวลา หรือการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ซึ่งจะเป็นการเรียนผ่านศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 หรือโรงเรียนมือถือ (Mobile School) ซึ่งคณะทำงาน TZD กำลังร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบเทียบโอนหน่วยกิต (Credit Bank) ตามมาตรฐานหลักสูตรแกนกลาง นอกจากนี้ยังมีการจัดการศึกษาแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่เปิดกว้างให้สถานศึกษาจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยหลักสำคัญคือการออกแบบหลักสูตรจากภารกิจและกิจวัตรในชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มโอกาสเรียนรู้ ได้รับวุฒิการศึกษา ซึ่งจะต่อยอดถึงการเข้าสู่เส้นทางประกอบอาชีพที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ecaf3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a11ab6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวต่อไปว่าการระดมความเห็นโดยภาคเอกชนในกิจกรรมครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ได้ทำให้เกิดแนวโน้มความร่วมมือที่ Amazon ตั้งใจจะจัดอบรมให้เยาวชนที่สนใจในหลักสูตร barista ก่อนจะออกใบรับรองการทำงานและส่งต่อไปเรียนรู้งานในเครือข่ายสถานประกอบการ รวมถึงยังมีความร่วมมือจากกลุ่มเซ็นทรัล ที่พร้อมเปิดพื้นที่รองรับเยาวชนผู้ผ่านหลักสูตรเข้าร่วมงาน&nbsp;</p>



<p><strong>“ด้วยทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ ความร่วมมือของภาคธุรกิจเอกชนจึงไม่จำกัดอยู่แค่การสนับสนุนเงินทุน หากยังเป็นได้ทั้ง ‘ข้อเชื่อมต่อ’ และเป็น ‘พื้นที่จ้างงาน’ อันแสดงให้เห็นถึงการพัฒนานวัตกรรมการเงินที่หลากหลาย</strong> โดยในก้าวเดินต่อไปของการทำงาน TZD จำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างโมเดลพัฒนาทักษะเยาวชนช่วงวัย 15-24 ปี เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นบทบาทที่ภาคธุรกิจเอกชนทำได้ จึงเป็นเรื่องการเปิดพื้นที่ฝึกงาน ฝึกทักษะ เชื่อมต่อสู่สถานประกอบการ ที่จะทำให้เด็กเยาวชนที่เข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น และที่สำคัญคือเมื่อเป็นองค์กรธุรกิจเอกชนเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตร ก็จะทำให้เกิดการยอมรับในด้านคุณภาพการเรียนรู้จากตลาดแรงงาน ซึ่งเท่ากับเพิ่มโอกาสการได้งานทำและการเติบโตบนเส้นทางอาชีพมากขึ้นตามไปด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-99dcc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/คุณสุธีตา-ชุณหรัศมิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) คุณสุธีตา ชุณหรัศมิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณสุธีตา ชุณหรัศมิ์ ผู้อำนวยการโครงการด้านการศึกษาและพัฒนาเยาวชน มูลนิธิยุวพัฒน์ </strong>กล่าวว่า ทุกปีจะมีเด็กเยาวชนช่วงชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายราว 5,500 คน รับทุนจากมูลนิธิยุวพัฒน์ โดยเป็นทุนที่ให้ต่อเนื่องจากชั้น ม.1 ถึง ม.6 หรือ ปวช. <strong>บทเรียนจากการทำงานบอกว่าการสนับสนุนการศึกษาไม่อาจทำได้เพียงการให้ทุน แต่ต้องมีระบบดูแลประคับประคองไม่ให้เด็กหลุดออกไประหว่างเส้นทาง</strong>&nbsp;</p>



<p>“เราค้นพบว่านอกจากทุนที่เป็นตัวเงิน การดูแลสุขภาวะใจก็สำคัญเท่า ๆ กัน ทางมูลนิธิจึงมีทีมที่ปรึกษาทั้งภายใน และการดูแลเฉพาะทางจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ปัจจัยหนึ่งคือการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอย่างต่อเนื่อง และต้องสื่อสารความเข้าใจกับผู้ปกครอง นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้เกิดแนวทางการเรียนและทำงานไปพร้อมกัน เนื่องจากเด็กบางคนพอจบ ม.3 ผู้ปกครองจะอยากให้ออกไปทำงานเต็มตัว ซึ่งจากเวิร์กช็อปครั้งแรก ยุวพัฒน์ได้คุยกับอเมซอนว่าจะลองทำโมเดลร่วมกัน เริ่มจากในเขต กทม. และปริมณฑล ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อให้เป็นช่องทางหนึ่งที่เด็กจะไปต่อได้ในการเรียนโดยไม่เสียโอกาสที่จะมีรายได้”</p>



<p>คุณสุธีตา กล่าวว่าการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่ กสศ. นำเสนอ เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นที่น่าสนใจ และเหมาะสมสำหรับการทำงานกับเด็กเยาวชนซึ่งรับทุนจากมูลนิธิ โดยจากนี้จะนำข้อมูลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแนะแนวการศึกษา เพื่อให้เด็กทราบว่าแม้ต้องประกอบอาชีพหารายได้ หรือมีความจำเป็นใดก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องหันหลังให้การศึกษาอย่างถาวร ด้วยยังมีการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ รองรับอยู่ “เพราะต้องไม่ลืมว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้มีข้อมูลเหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่เราที่ต้องพยายามชี้แนะและช่วยทุกวิถีทาง เพื่อให้เด็กสามารถเรียนจนจบและเชื่อมต่อไปถึงการศึกษาระดับสูงได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c6026"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/สุธาสีนี-ศุภศิริสินธุ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณสุธาสีนี ศุภศิริสินธุ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณสุธาสีนี ศุภศิริสินธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล </strong> กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลได้สนับสนุนการศึกษาผ่านโครงการ Partnership School Project ซึ่งมุ่งเน้นการช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงให้สามารถอยู่ในระบบการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาส โครงการนี้สามารถขยายผลไปในหลายพื้นที่เนื่องจากกลุ่มเซ็นทรัลมีศูนย์ตั้งอยู่ในกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ แม้ว่าจะช่วยให้เด็กสามารถจบการศึกษาภาคบังคับได้แล้ว แต่โครงการยังคงมองหาช่องทางในการส่งต่อเด็กหลังจบชั้น ม.3 จึงได้เริ่มเชื่อมโยงการทำงานกับสถาบันอาชีวศึกษาในฐานะ ‘พี่เลี้ยงหลักสูตร’ เพื่อให้เด็กมีเส้นทางการศึกษาต่อเนื่องที่สามารถพาพวกเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างแท้จริง“เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญหลักสูตรมาช่วย เราสามารถแน่ใจได้ว่าเด็กจะมีกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ได้รับวุฒิการศึกษาที่ตรงตามมาตรฐาน ที่สำคัญคือการแนะแนวทางอาชีพโดยสถาบันอาชีวศึกษาจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และสื่อสารความเข้าใจให้เด็กได้ตั้งแต่ ม.ต้น ว่าการเรียนสายวิชาชีพมีสาขาใดบ้าง เรียนแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร แล้วจะเติบโตไปในเส้นทางไหนได้บ้าง ซึ่งเป็นการ ‘ขยายความหมายการเรียนรู้หรือการศึกษาในภาพใหญ่’ ที่เรายังถ่ายทอดไปถึงเด็กได้ไม่เพียงพอ ทั้งที่<strong>ข้อเท็จจริงคือเรามีแหล่งความรู้อยู่แล้ว แต่การทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาสายอาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่แล้วในหลายพื้นที่ ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น </strong>และนอกจากนี้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยต่อยอดเรื่องการหารายได้ระหว่างเรียน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยจุดประกายให้เด็กเห็นคุณค่าของการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในทางกลับกันถึงเราหาเด็กจนพบ แต่หากไม่มีวิธีที่เหมาะสมในการดึงไปสู่การเรียนรู้ โอกาสที่เด็กจะหลุดออกไปอีกครั้งก็ยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-111452"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/ดร.ลฎาภา-มอร์เตโร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ลฎาภา มอร์เตโร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ลฎาภา มอร์เตโร ครูใหญ่ศูนย์การเรียน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) </strong>ได้เสนอรูปแบบการทำงานของ เอส แอนด์ พี ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลการพัฒนานวัตกรรมการเงินที่ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 16 ปี โดยเอส แอนด์ พี ได้ตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เป็นสถานศึกษาในสถานประกอบการที่จัดการศึกษาระดับ ปวช. สาขาอาหาร โภชนาการ และธุรกิจค้าปลีก เพื่อครอบคลุมการดูแลทั้งพนักงาน นักเรียนนักศึกษาฝึกงาน ตลอดจนกลุ่มเยาวชนที่ขาดแคลนโอกาสจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในช่วงชั้น ม.3 เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะอาชีพอย่างจริงจัง โดยเน้นการสร้างบุคลากรที่ต้นน้ำ ตั้งแต่การให้โอกาสการเรียนรู้จนถึงการได้รับวุฒิการศึกษาและต่อเนื่องไปจนถึงการรับเข้าทำงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่มุ่งสร้างการพัฒนาอาชีพและโอกาสทางการศึกษาที่ยั่งยืน</p>



<p>“เรามองว่าความสำคัญของการเรียนรู้คือต้องมีเส้นทางที่ต่อเนื่อง และสิ่งที่เรียนจะต้องเชื่อมต่อกับการศึกษาในระบบหลักได้ รวมถึงผู้เรียนต้องมีทักษะและประสบการณ์ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดในสังคม ดังนั้นตั้งแต่ปีแรก ๆ เอส แอนด์ พี จึงออกแบบหลักสูตรร่วมกับสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อให้หลักสูตรสามารถการันตีวุฒิในการเรียนต่อ ปวส. หรือมหาวิทยาลัย <strong>ความสำคัญของการผลิตบุคลากรไม่ใช่แค่ให้เขาทำงานกับเราได้ แต่ต้องเป็นการเติมเต็มคนคนหนึ่งให้พร้อมทำงานได้ทุกที่ </strong>ศูนย์การเรียน เอส แอนด์ พี จึงเป็นสถาบันที่เน้นให้ผู้เรียนเติบโตได้ในสายอาชีพ เป็นโรงเรียนในโรงงานที่เตรียมพร้อมตั้งแต่ต้นทาง ที่จะผลิตคนที่พร้อมเติบโต ทำงานเป็น มีความรู้ สามารถประกอบอาชีพอิสระหรือมีกิจการของตัวเอง และสามารถปรับตัวกับทุกความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต”&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-090125/">วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ร่วมจับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-210624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jun 2024 09:59:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ALL FOR EDUCATION ร่วมสร้างหลักประกันทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83610</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210624/">มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ร่วมจับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ<strong> “โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” </strong>ผสานพลังความร่วมมือ All For Education เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของพื้นที่สู่การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแบบมีส่วนร่วม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5cb3ec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-3-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</strong> กล่าวว่า มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ เป็นองค์การพัฒนาเอกชนที่ดำเนินพันธกิจในการพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในประเทศไทย มอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาตลอด 65 ปี สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการดำเนินโครงการอุปการะเด็กและโครงการพิเศษให้กับเด็กและเยาวชนมาแล้วมากกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ โดยมูลนิธิมีความตั้งใจที่จะร่วมผลิตและพัฒนาครูร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ด้วยโมเดลครูรัก(ษ์)ถิ่น ด้วยความตระหนักว่า การผลิตหรือพัฒนาครูที่เป็นเด็กในชุมชนนั้น ๆ ให้มีความสามารถทำงานกับปัญหาการศึกษาโดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล และเป็นครูที่มีศักยภาพในการช่วยพัฒนาชุมชน ลดปัญหาการโยกย้าย ถือเป็นแนวทางการผลิตและพัฒนาครูที่ยั่งยืน</p>



<p>“ธนาคารโลกและมูลนิธิที่เกี่ยวกับการศึกษา เคยระบุว่า ไม่มีวันที่ระบบการศึกษา จะมีคุณภาพดีกว่าคุณภาพครูไปได้ แสดงว่า คุณภาพการศึกษา ขึ้นอยู่กับคุณภาพครู การสนับสนุนการผลิตครูที่มีคุณภาพ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และหากมองในทางเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาครูหรือการพัฒนาคนขึ้นมาหนึ่งคน จะสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมหรือสร้างแรงกระเพื่อมด้านการพัฒนาเป็นวงกว้าง ครูคนนั้นจะไปลงหลักปักฐานในชุมชนตัวเอง สร้างครอบครัว สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต ต่อเนื่องไปถึงคนอื่นๆ ในชุมชนได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2bc984"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-4-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วรากรณ์</strong> กล่าวต่อไปว่า มีคำกล่าวที่ว่า ทรัพย์สินที่มีมูลค่าที่สุดของคนยากจน คือลูก การผลิตครูจากเด็กที่มีสถานะทางครอบครัวยากจน จึงเป็นการช่วยเพิ่มทรัพย์สินที่มีมูลค่าอยู่แล้วสำหรับแต่ละครอบครัวให้มีมูลค่ายิ่งขึ้นไปอีก และหากครอบครัวที่ยากจน มีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงชุมชนและสังคมในที่สุด การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ด้านครู จึงเป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกับการลงทุนในการดูแลเด็ก</p>



<p>“เชื่อมั่นว่า การผลิตครูที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน เพราะเด็กในพื้นที่ห่างไกลขาดโอกาสนั้นมักมองเห็นครูเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นทุกๆ อย่างในชีวิต ครูที่มีคุณภาพ จะช่วยทำให้เด็กมีความฝัน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c2ad6a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-1-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า การผลิตครูที่มีคุณภาพ เป็นหนึ่งในแนวทางที่ กสศ. ตระหนักว่าเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นซึ่ง กสศ. ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 คือความตั้งใจที่จะช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนครู มีครูสอนไม่ครบชั้น</p>



<p>“โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลบางแห่ง มีเพียงผู้อำนวยการโรงเรียนและครูเพียงสองคน แต่ต้องจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ป.6 มีอัตรากำลังครูบรรจุในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง แต่โรงเรียนก็ยังประสบปัญหาอื่น ๆ เช่น ครูโยกย้ายไปที่อื่น กว่าจะได้อัตราเสริมในส่วนที่ขาดแคลนได้ ก็อาจจะกระทบกับการเรียนการสอน กระทบกับ การเรียนรู้ของเด็กในที่สุด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1c2517"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-5-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> เชื่อว่า โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. ได้พยายามจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นความพิเศษ เพราะเป็นการเปิดรับครูเพื่อมาเรียนในสาขาสำคัญ 2 สาขาที่กำลังขาดแคลน คือ การศึกษาพิเศษ ซึ่งหมายถึง การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องหรือมีความต้องการพิเศษด้านต่าง ๆ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ สร้างครูที่มีทักษะ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด ซึ่งก่อให้เกิดผลดีในระยะยาวกับเด็กกลุ่มพิเศษควบคู่ไปกับทักษะทางวิชาการ เช่นเดียวกับครูสาขาภาษาไทย ครูสาขาวิชานี้ มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กมาก เพราะการอ่าน เป็นหน้าต่างสำคัญของการเรียนรู้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในระดับที่ซับซ้อน</p>



<p>“ที่ผ่านมาเราพบว่าคะแนนการประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA ของเด็กไทยต่ำเพราะมีปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการการอ่านหนังสือไม่แตกฉาน ไม่สามารถตีความสิ่งที่อ่านได้ หากมีครูภาษาไทยเพิ่มขึ้นและมาช่วยด้านนี้ นอกจากจะส่งผลให้สถานการณ์ด้านการอ่านของเด็กไทยดีขึ้นแล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่การเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกด้วย</p>



<p>“นอกจากนี้ การผลิตครูในโครงการนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะเอกชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในหลากหลายรูปแบบ และเรื่องของการสนับสนุนโครงการและการระดมทุน สะท้อนให้เห็นเช่นกันว่า การขับเคลื่อนการศึกษาตามแนวทาง All For Education คือการสร้างความร่วมมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ขยายไปสู่แนวร่วมอื่น ๆ ให้กว้างที่สุด เพราะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพังไม่ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60cb74"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-2-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากที่ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ได้ทราบถึงเครื่องมือและนวัตกรรมด้านการศึกษาที่ กสศ. ริเริ่มโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาศักยภาพครูและสร้างโอกาสสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการศึกษาที่สามารถพัฒนาศักยภาพจนกลับไปเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในชุมชน จึงได้เข้ามาร่วมพัฒนาครูผ่าน ‘โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร’ เพื่อสนับสนุนนักเรียนที่ด้อยโอกาส มีสถานะทางบ้านยากจนและอยากเป็นครู ให้ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ในสาขาการศึกษาพิเศษและการศึกษาระดับประถมศึกษาวิชาเอกภาษาไทย จำนวน 30 ทุน ให้ได้รับโอกาสด้านการศึกาาคู่ขนานไปพร้อม ๆ กับนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ปีการศึกษา 2567 โดยการเรียนในทั้ง 2 สถาบัน เป็นหลักสูตร 4 ปี ผู้ที่ได้รับทุนโครงการครูสร้างชุมชนเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารจะได้รับการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุม ทั้งด้านค่าครองชีพ ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าหอพัก ค่าตำราเรียนและอุปกรณ์ที่จำเป็น ฯลฯ เป็นเงินปีละ 150,000 บาท ตลอด 4 ปี</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210624/">มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ร่วมจับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-050224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Feb 2024 08:16:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาระบบและกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76712</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 ในงานวันคนพิการสากลจังหวัดเชีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050224/">เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 ในงาน<strong>วันคนพิการสากลจังหวัดเชียงใหม่</strong> ซึ่งจัดขึ้นที่โครงการ เจ สเปซ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ <strong>“การพัฒนาระบบและกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ”</strong> ระหว่าง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f1bae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-04-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยการจัดงานปีนี้ <strong>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี</strong> ได้กล่าวปราศรัยผ่านคลิปวิดีโอ ชวนทุกฝ่ายรวมพลังเพื่อพัฒนาชีวิตผู้พิการ ระบุว่า วันคนพิการสากลปีนี้ สหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักคือรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เพื่อพลิกฟื้นและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับคนพิการ เพื่อคนพิการ โดยคนพิการ ซึ่งรายงานสถานการณ์คนพิการของประเทศไทยจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้ทราบว่าคนพิการของไทยมีอุปสรรคนอกเหนือจากความสามารถในการใช้ชีวิตอิสระแล้ว ยังถูกซ้อนทับด้วยโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขึ้นโดยเฉพาะในสภาวะความสูงอายุ ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาความยากจน</p>



<p>ทั้งนี้ คนพิการในประเทศไทยมีจำนวน 2.2 ล้านคน เป็นผู้พิการในกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 1.29 ล้านคนหรือเกินครึ่ง และมีคนพิการที่จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาจำนวน 1.4 ล้านคนซึ่งเกินครึ่งอีกเช่นกัน ส่วนคนพิการในวัยแรงงาน 860,000 คน ได้รับการจ้างงานที่ 54,000 คนจากสถานประกอบการ 20,000 แห่ง ซึ่งกรณีนี้ต้องขอขอบคุณประชาชน สถานประกอบการ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐ ที่ให้โอกาสคนพิการได้แสดงศักยภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้เข้ามาร่วมเป็นพลังสร้างเศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้าไม่ต่างจากคนทั่วไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3e3525"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-05-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายกรัฐมนตรี</strong>กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมของคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบาง คนพิการ ผู้สูงอายุและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยจะดูแลให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีงานมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมด้วยสวัสดิการรัฐที่จะพยายามขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น คือการจัดสวัสดิการตั้งแต่ต้นตอ เกิดแนวทางการสร้างรายได้ให้คนไทยทุกคนลดรายจ่าย ภาครัฐใช้ทรัพยากรที่จำกัดด้วยแนวคิดยิงศรให้ตรงเป้าให้ได้ผลเท่าทวีคูณ ซึ่งหวังผลสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน ขจัดความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ลง สร้างสังคมที่หยิบยื่นโอกาสอย่างเท่าเทียม เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-12c390"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผนึกพลังความร่วมมือ<strong>ขับเคลื่อนกลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการพัฒนาระบบการขอมีบัตรประจำตัวคนพิการแบบ One Stop Service </strong>ตามที่กระทรวง พม. และ กสศ. ได้ร่วมกันพัฒนา<a href="https://www.eef.or.th/article-2452/" target="_blank" rel="noopener" title="">ระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนด้อยโอกาสเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและสังคม (พม. Smart)</a> มาแล้ว รวมถึงมีการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งในระดับพื้นที่ จังหวัด ส่วนกลาง และระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างเสริมโอกาสให้เด็ก เยาวชน และครอบครัวมีความเสมอภาคทางการศึกษาและสังคม</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษา ให้กับประชากรกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะคนพิการ ซึ่งจะดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน พม. Smart เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยรับรองสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้พิการ เริ่มจากระบบการขอบัตรประจำตัวคนพิการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8dca6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ การเข้าถึงสวัสดิการและชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับของผู้พิการ จำเป็นต้องได้รับบัตรประจำตัวคนพิการก่อน แต่การออกบัตรประจำตัวคนพิการมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายที่ผู้พิการและผู้ดูแลจะต้องเดินทางเพื่อเข้ารับการบริการจากหน่วยงานต่าง ๆ หลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจร่างกาย การเดินทางเพื่อนำใบรับรองความพิการไปที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด (พมจ.) หรือองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ตามที่ผู้พิการสังกัดอยู่เพื่อลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพคนพิการ หากอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็จะเป็นอุปสรรคกับผู้พิการเป็นอย่างมาก</p>



<p>กรณีดังกล่าว จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการขอมีบัตรคนพิการขึ้น โดยระบบการขอบัตรประจำตัวผู้พิการ ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดขั้นตอนของการขอมีบัตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดแก่ผู้พิการและผู้ดูแล โดยสามารถไปที่โรงพยาบาลเพื่อดำเนินการทำเรื่องขอบัตรประจำตัวคนพิการ ณ จุดเดียวแบบ One Stop Service</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c9d07f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bda078"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-06-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ซึ่งการดำเนินการ ผู้พิการจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อทำเรื่องขอมีบัตรประจำตัวคนพิการดังนี้ 1.ใบรับรองความพิการจากโรงพยาบาล ซึ่งขอรับได้จากโรงพยาบาล 2. แบบคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการจาก พมจ. ซึ่งสามารถเข้าไปดูเอกสารดังกล่าวได้ในระบบออนไลน์ 3.สำเนาบัตรประชาชน (ต้องเตรียมมา) 4.สำเนาทะเบียนบ้าน (ต้องเตรียมมา) 5.รูปถ่ายผู้พิการ (สามารถถ่ายได้ทันที) เมื่อมีเอกสารครบทั้ง 5 อย่างแล้วผู้พิการหรือผู้ดูแลสามารถนำเอกสารเข้าสู่ระบบ พม.Smart ได้ทันที</p>



<p>ระบบดังกล่าว ถูกออกแบบให้สามารถเลือกนำเข้าที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านของผู้พิการเองได้ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ในกรณีที่ผู้พิการนำเอกสารมาไม่ครบ ผู้พิการสามารถรวบรวมเอกสารใหม่เพื่อดำเนินการขอบัตรประจำตัวผู้พิการผ่าน อปท. ที่สังกัดอยู่ได้เช่นเดียวกัน โดยทางเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการตรวจสอบเอกสารและนำส่งให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ผู้พิการจะสามารถรับบัตรประจำตัวคนพิการได้ ณ ที่อยู่ หรือสามารถรับได้ที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นที่สังกัด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-551e28"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า เป้าหมายในการพัฒนาระบบการขอบัตรประจำตัวคนพิการที่ได้ถูกออกแบบขึ้น มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การออกบัตรประจำตัวคนพิการเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ลดภาระในการเดินทางของผู้พิการ ส่งเสริมให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสะดวกและเท่าเทียมมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดกระบวนการส่งเสริม ให้ความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กกลุ่มเปราะปรางได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมกับวัย&nbsp;</p>



<p>พร้อมทั้งสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษา แนวทางการพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพ และมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิต รวมถึงการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3021c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/1-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ด.ช.วรพจน์ ชื่นแสน นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ด.ช.วรพจน์ ชื่นแสน นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</strong> กล่าวว่า หากมีแอปพลิเคชันหรือระบบการลงทะเบียนออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้พิการได้เป็นจำนวนมาก เพราะการติดต่อราชการในแต่ละครั้ง ต้องมีค่าใช้จ่าย และการดำเนินการหลายขั้นตอน</p>



<p>“ข้อจำกัดสำคัญคือเรื่องสถานที่ กรณีของผมซึ่งใช้วีลแชร์ก็จะเดินทางลำบาก เช่น หากจะติดต่อโรงพยาบาล คนทั่วไปอาจจะใช้มอเตอร์ไซด์เดินทางไปได้ แต่ผู้พิการที่ต้องใช้วีลแชร์ จะเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้รถยนต์ รถกระบะ ถ้าไม่มีก็ต้องจ้างแบบจ้างเหมา ซึ่งแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แต่ผมยังโชคดีที่เป็นนักเรียน หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ก็สามารถบอกให้รถโรงเรียนไปส่งได้” ด.ช.วรพจน์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a0bd46"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-02-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายปฐมพงษ์ แสงบุญ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนปฏิบัติงาน อบต.เวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายปฐมพงษ์ แสงบุญ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนปฏิบัติงาน อบต.เวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</strong> กล่าวว่า จากการทำงานดูแลผู้พิการใน 20 หมู่บ้านที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่มีผู้พิการมีหลายประเภท กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ บางคนอาจจะอยู่ในพื้นที่สูง การเดินทางยากลำบาก หากมีแอปพลิเคชันหรือระบบการลงทะเบียนออนไลน์ ก็จะช่วยให้การช่วยเหลือไปถึงผู้พิการกลุ่มต่างได้รวดเร็วขึ้น เพราะช่วยเหลือด้านต่างๆ ภายหลังจากการสำรวจพบ ผู้พิการหรือผู้ดูแลจำเป็นต้องลงทะเบียนผู้พิการเพื่อรับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากภาครัฐก่อน ซึ่งที่ผ่านการลงทะเบียนอาจจะต้องใช้เวลานาน เพราะติดเรื่องเอกสาร ทำให้เกิดความล่าช้าจนการช่วยเหลือเข้าไปถึงล่าช้าตามไปด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dcbf11"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสุริยา เดชอินทร์ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายสุริยา เดชอินทร์ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</strong> กล่าวว่า การเดินทางไปติดต่อราชการของกลุ่มผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ในแต่ละครั้งต้องมีการเตรียมการหลายด้าน นอกเหนือจากการเดินทางซึ่งต้องใช้รถยนต์ การเดินทางเเต่ละครั้ง จะต้องมีผู้ดูแลติดตามไปคอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกด้วย แม้สถานที่ราชการส่วนใหญ่จะมีการปรับพื้นที่เพื่อรองรับผู้พิการแล้ว แต่บางแห่งก็อาจจะไม่รองรับการเดินทางเข้าไปรับบริการของผู้พิการ ไม่มีทางลาดขึ้นตึก ไม่มีห้องน้ำเฉพาะผู้พิการ&nbsp;</p>



<p>“อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการเดินทาง เพราะบางคนก็ไม่พร้อมทั้งเรื่องทุนทรัพย์และคนดูแล โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย บางคนมีบ้านอยู่ในอำเภอรอบนอกจะติดต่อตัวจังหวัดก็ต้องเหมารถเดินทางเข้ามา ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเหมารถเพื่อเดินทางมาติดต่อราชการแต่ละครั้ง อาจจะหมายถึงรายได้ทั้งเดือนของครัวเรือนนั้น ๆ เด็กบางคนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงหรือบนดอย ในระยะทางที่ไกลที่สุดที่เคยเจอ อาจจะต้องเสียงค่าเดินทางไปกลับแต่ละครั้งถึง 3,000 บาท หากมีทางเลือกอื่นเพื่อเข้ามาดูแลปัญหานี้ ก็จะช่วยแต่ละคนได้มาก” ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050224/">เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เปิดข้อค้นพบจากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2566 ตั้งเป้าสร้างทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-281023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Oct 2023 04:19:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73985</guid>

					<description><![CDATA[<p>25 ตุลาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-281023/">กสศ. เปิดข้อค้นพบจากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2566 ตั้งเป้าสร้างทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>25 ตุลาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี ‘Equity Forum ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ’ ณ ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เปิดรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566 และผลงานวิจัย รวมถึงข้อเสนอการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ในประชากร 3 ช่วงวัยสำคัญของประเทศ โดยมี <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการ กสศ. เป็นผู้นำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำดังกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c60151"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1-9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2566</strong></h2>



<p>รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566 ชี้ว่าหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สถานการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำและกลายเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงมากยิ่งขึ้น</p>



<p>ดร.ไกรยส เปิดเผยว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบาง เนื่องจากมีปัญหาความยากจนหรือด้อยโอกาสในมิติต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว</p>



<p>ในขณะเดียวกัน เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีความพร้อมมากกว่าจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้ เด็กที่เข้าไม่ถึงโอกาสในการฟื้นฟูหรือหลุดออกจากระบบ จะกลายเป็นกลุ่มประชากรรุ่นที่สูญหายจากการเรียนรู้ (Lost Generation) ซึ่งสามาถยืนยันได้จากข้อค้นพบ ‘ปัญหาทุนมนุษย์ช่วงวัยสำคัญ’&nbsp;</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า หากไม่เร่งช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ ประเทศไทยจะมีการฟื้นตัวเป็นลักษณะ K-Shaped ซึ่งหมายความว่า ช่องว่างความเหลื่อมล้ำของเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อย กับครัวเรือนที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจมากกว่า จะยิ่งถ่างกว้างออกไปมากขึ้น</p>



<p>“การพัฒนาทุนมนุษย์ในวันนี้ต้องเปลี่ยนไปตามบริบทและเงื่อนไขใหม่ ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสียจากการที่เด็กและเยาวชนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว” ดร.ไกรยส กล่าวก่อนที่จะระบุให้เห็นว่า ปีการศึกษา 2566 ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษราว 1.8 ล้านคน โดย กสศ. สนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ หรือยากจนระดับรุนแรง (Extremely Poor) จำนวน 1,248,861 คน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ตัวเลขยังไม่แตะหลักล้านคือ 994,428 คน</p>



<p>นอกจากนี้ยังกล่าวต่ออีกว่า เด็กกลุ่มนี้แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ความยากจนในระดับรุนแรงยังคงเป็นอุปสรรคทำให้ครอบครัวเด็กไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้&nbsp;</p>



<p>“หากสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความเข้มแข็ง และสามารถทำงานไปกับสถาบันทางการศึกษาได้แล้ว โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเป็นโจทย์ที่เราสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อค้นพบบนเส้นทางการศึกษา กับอุปสรรคที่ดับฝันเด็กและเยาวชน</strong></h2>



<p>กสศ. ได้ติดตามข้อมูลเส้นทางการศึกษาของนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษตั้งแต่ปี 2562-2566 โดยติดตามจากจุดสำคัญบนเส้นทางการศึกษา 4 จุดด้วยกัน คือการสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ การศึกษาต่อในปีการศึกษา 2562 การศึกษาต่อในปีการศึกษา 2563 และการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในปีการศึกษา 2566 (ผ่านระบบ TCAS)</p>



<p>พบว่าในปีการศึกษา 2562 นักเรียนยากจนและยากจนพิเศษสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ หรือ ม.3 จำนวน 168,307 คน และในปีการศึกษา 2563 นักเรียนในกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ (33,547 คน) ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่พบการศึกษาต่อในระบบ (รวม กศน.) สาเหตุหลักคือความยากจนและความห่างไกลของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และอีก 80 เปอร์เซ็นต์ (134,760 คน) คือจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่ศึกษาต่อในระดับชั้น ม.4 ปวช. กศน. หรือเทียบเท่า</p>



<p>เมื่อติดตามต่อเนื่องถึงปีการศึกษา 2566 เห็นว่านักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา 12.46 เปอร์เซ็นต์ (21,921 คน) และอีก 87.54 เปอร์เซ็นต์ (112,839 คน) ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาและระบบประกอบอาชีพ (อาจศึกษาต่อโดยไม่ผ่านระบบ TCAS เรียน ปวส. หรือไม่ได้เรียนต่อ)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c18b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/a-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-764787"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/6-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากสถิติดังกล่าวสามารถสรุปข้อค้นพบ ดังนี้</p>



<ol>
<li>ยิ่งการศึกษาระดับสูง โอกาสที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะได้เรียนต่อก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งในปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ซึ่งต่ำกว่าค่าสถิติของทั้งประเทศกว่า 3 เท่า</li>



<li>ช่วงชั้นรอยต่อเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบมากที่สุด เพราะจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาในช่วงเปิดเทอม พร้อมกับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก</li>
</ol>



<p>• รอยต่อ ม.ต้น ถึง ม.ปลาย หรือ ปวช.</p>



<p>สิ่งที่พบว่าเป็นอุปสรรคในช่วงรอยต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับจากการสัมภาษณ์เชิงลึก สาเหตุหลักมาจากการเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน กล่าวคือ เด็กจำนวนมากไม่รู้ข้อมูลแหล่งทุน และแหล่งทุนเองก็มีจำกัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืม&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เงื่อนไขของแหล่งทุน เงินกู้เพื่อการศึกษา หรือกระทั่งเงื่อนไขของสถาบันการศึกษาเองก็ไม่เอื้อให้กับเด็กยากจนและยากจนพิเศษเท่าที่ควร เนื่องจากในบางกรณีเปิดเทอมไปแล้ว 3-6 เดือน จึงจะได้รับเงิน กลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของอุปสรรคในการเรียนต่อ เช่น ค่าเครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง เป็นต้น</p>



<p>• รอยต่อ ม.ปลาย หรือ ปวช. ถึงอุดมศึกษา</p>



<p>นักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษที่จำต้องยอมแพ้และตัดสินใจไม่เรียนต่อในที่สุด เนื่องจากค่าใช้จ่ายในช่วงรอยต่อการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยสูงถึง 12 เท่าของรายได้นักเรียนยากจนพิเศษ หรือราว 13,200-29,000 บาท โดยภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นจากเดิม เช่น ค่าใช้จ่ายในระบบ TCAS ค่าแรกเข้ามหาวิทยาลัย (หอพัก ประกัน เครื่องแบบนักศึกษา กิจกรรม) และค่าเทอมที่อาจต้องจ่ายทันทีเพื่อรักษาสิทธิ์</p>



<p>นอกจากนี้ปัญหาเรื่องของแหล่งทุนเองก็คล้ายคลึงกับช่วงรอยต่อก่อนหน้า โดยมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบข้อมูลแหล่งทุน แหล่งทุนมีจำกัด รวมไปถึงหากต้องการเรียนโดยการใช้ทุน จะต้องเลือกเรียนสาขาที่ให้ทุนและค่าเทอมไม่แพง ซึ่งอาจไม่ตรงตามความต้องการ</p>



<p>อีกทั้งยังพบเจอกับปัญหาที่เงินจากแหล่งทุนหรือเงินกู้ให้เงินล่าช้า เกินเวลาการรักษาสิทธิ์และการจ่ายค่าเทอม ประกอบกับนักศึกษาไม่สามารถขอผ่อนผันค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยไปก่อนได้</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-9 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="73997" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3.jpg" alt="" class="wp-image-73997" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="73998" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8.jpg" alt="" class="wp-image-73998" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ</strong></h2>



<p>“การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือ การลงทุนในเด็กและการพัฒนาทุนมนุษย์</p>



<p>ผู้จัดการ กสศ. กล่าวขึ้นหลังจากนำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สะท้อนภาพเด็กยากจนและยากจนพิเศษที่ต้องทยอยหลุดออกจากระบบ จากนานาอุปสรรคที่ฉุดรั้งเส้นทางการศึกษาของเด็กและเยาวชน โดยชี้ให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการลงทุนในทุนมนุษย์ เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน เพราะด้วยอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยเหลือเด็กและเยาวชนให้ลงทุนได้น้อยลงทุกปีและทุกวัน</p>



<p>“ตอนนี้ทองแพงมาก แต่มูลค่าเด็กทั้งคนสูงกว่าทองคำ เด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคำในวันนี้ อย่าปล่อยให้เขาต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา”</p>



<p>เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ที่จะทยอยครบกำหนดในอีก 5-7 ปี ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมาย หากไม่เร่งลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์</p>



<p>การลงทุนในทุนมนุษย์คือกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคน 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อออกจากกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2579</p>



<p>นอกจากนี้ทุนมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น จะนำไปสู่การขยายฐานภาษีที่กว้างและลึกขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวทั้งหมดเพื่อเป็นการบอกว่าทำไมประเทศไทยควรเร่งลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคตั้งแต่วันนี้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3b4c67"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/c.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งหมดทั้งมวลถูกกลั่นกรองออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่</p>



<p>1. ลงทุนในเด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับปฐมวัย (Invest Early) โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยจากครัวเรือนใต้เส้นความยากจน มุ่งเน้นการลงทุนที่ตัวเด็กและครัวเรือน รวมทั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว</p>



<p>ควรวางระบบการพัฒนาทุนมนุษย์แบบวงจรปิด (Closed-loop Human Development Model) มุ่งเน้นกระบวนการพัฒนาพัฒนาทุนมนุษย์จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน โดยไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสียเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>2. ลงทุนให้ถูกกลุ่มเป้าหมายสำคัญของประเทศและด้วยวิธีการที่ชาญฉลาด (Invest Smartly) คือการลงทุนสร้างระบบการศึกษาทางเลือกที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิตและครอบครัวของเยาวชนมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“เป็นเรื่องยากถ้าจะให้เด็กเรียนอยู่ในห้องเรียน หรือเรียนอยู่ในระบบการศึกษาแบบเดิมๆ เราต้องพยายามทำให้เขามีทางเลือกทางการศึกษา ซึ่งทางเลือกนั้นอาจมาจากสถานประกอบการ”</p>



<p>กสศ. จึงมีข้อเสนอว่า รัฐควรเพิ่มแรงจูงใจทางภาษี 2 เท่า แก่สถานประกอบการ ภาคเอกชนที่จะทำหน้าที่เป็นระบบการศึกษาทางเลือกให้แก่เยาวชน 150,000 คน ที่ออกจากระบบการศึกษา แต่ยังต้องการพัฒนาทักษะแรงงาน และมีรายได้เสริมระหว่างการพัฒนา รวมไปถึงสมาชิกครัวเรือน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการเทียบโอนวุฒิและหน่วยกิตให้แก่สถานประกอบการและเยาวชนวัยแรงงาน</p>



<p>ในข้อเสนอนี้หน่วยงานผู้พัฒนาทุนมนุษย์ทุกฝ่าย ควรพิจารณานำข้อมูลเยาวชน 150,000 คน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อหาแนวทางสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ 20 ปีไร้รอยต่อ (ตั้งแต่ปฐมวัย-อุดมศึกษา) โดย กสศ. ได้พัฒนาระบบสนับสนุนการส่งต่อข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่พร้อมร่วมสนับสนุน ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)</p>



<p>3. ลงทุนอย่างเสมอภาค (Invest Equitably) ให้ความสำคัญต่อสิทธิทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนมาก่อนเงื่อนไขทางบัญชีและการเงินของสถาบันที่สามารถยืดหยุ่นได้</p>



<p>“อย่าเอาเงื่อนไขในการเก็บค่ารักษาสิทธิ์ เพื่อป้องกันการสละสิทธิ์ มาเป็นอุปสรรคในการศึกษาของเด็ก เพราะถ้าเขาไม่ได้โอกาสในการศึกษาต่อ ก็จะเป็นปัญหาที่ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสโดยไม่จำเป็น”</p>



<p>สิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาลดค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวและการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะเยาวชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งต้องแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวสูงกว่ารายได้ครัวเรือนถึง 12 เท่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของประชากรที่ยากจนที่สุดของประเทศ</p>



<p>4. ลงทุนด้วยนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ (Invest Innovatively) โดยใช้แรงจูงใจในการลดหย่อนภาษี 2 เท่า มาพัฒนานวัตกรรมความร่วมมือและนวัตกรรมทางสังคม เพื่อสนับสนุนการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืน&nbsp;</p>



<p>กสศ. เสนอให้ใช้มาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal Policy) เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืน เช่น การออกสลากการกุศล หรือออกพันธบัตร ตราสารหนี้ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16ed39"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้อาจมีการเหนี่ยวนำทรัพยากรจากตลาดเงินและตลาดทุน มาร่วมลงทุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืน</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวทิ้งท้ายก่อนจบการนำเสนอว่า ถ้าหากสามารถลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคได้ จะเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่าที่สุดอย่างน้อย 3 ประการ คือ ประเทศไทยจะมีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยพาคนออกจากวงจรความยากจนได้ในรุ่นของเรา และประเทศไทยจะออกจากกับดักรายได้ปานกลางในช่วงชีวิตของเราได้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-281023/">กสศ. เปิดข้อค้นพบจากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2566 ตั้งเป้าสร้างทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-251023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Oct 2023 11:53:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73897</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำฯ ปี 2566 “ทุนมนุษย์ยุติคว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-251023/">เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ. เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำฯ ปี 2566 “ทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ” ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากโควิด-19 และเงินเฟ้อเป็นตัวเร่งสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้รุนแรงขึ้น รายได้ครัวเรือนแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เหลือ 34 บาทต่อวัน น้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนในระดับนานาชาติถึงวันละ 80 บาท</strong></p>



<p><strong>ชี้ไทยกำลังเผชิญหน้าความท้าทายในการพัฒนา “ทุนมนุษย์” โดยจากการสำรวจล่าสุด พบว่าทุนมนุษย์ในเด็ก เยาวชนวัยแรงงานตอนต้นอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ระดับปฐมวัยมีความพร้อมด้านคณิตและทักษะการฟังลดลง ขณะที่ผลศึกษาเยาวชนวัยแรงงานช่วงต้น (ม.3) สูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ มีการประเมินว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทักษะ Soft Skill 7 ด้านของเด็กจากครัวเรือนยากจนมีความถดถอยกว่าเดิม 30-50 % แนะประเทศไทยวางนโยบายและทรัพยากรใหม่ในการจัดการศึกษายุติวงจรยากจนข้ามรุ่น&nbsp; โดย กสศ.เสนอออกแบบ “ลงทุนในทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” ใหม่ ยุติวงจรยากจนข้ามรุ่น</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4caa26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566&nbsp; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดสัมมนาทางวิชาการประจำปี “Equity Forum 2023 ทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ” ที่ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2566 และผลงานวิจัย รวมถึงข้อเสนอการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ในประชากร 3 ช่วงวัยสำคัญของประเทศ&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา&nbsp;นำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566&nbsp; โดยชี้ว่า </strong>ปี 2566&nbsp; หลังจากสถานการณ์โควิด-19&nbsp;เศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่&nbsp; สถานการณ์เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง เป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะค่าครองชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบางได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีปัญหาความยากจนหรือด้อยโอกาสในมิติต่างๆ เป็นทุนเดิม&nbsp; ถ้าหากเราไม่ช่วยเหลือ ดูแลเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบางเหล่านี้&nbsp; ประเทศไทยอาจมีการฟื้นตัวเป็น<strong>ลักษณะ K-Shaped</strong> (K-Shape Recovery) หมายถึง<strong>ช่องว่างความเหลื่อมล้ำของเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกับครัวเรือนที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจมากกว่าจะยิ่งถ่างกว้างออกไปมากขึ้น</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b1bd41"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีความพร้อมมากกว่าจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะถดถอยจากการเรียนรู้ได้มากกว่า และเด็กที่เข้าไม่ถึงโอกาสในการฟื้นฟูหรือหลุดจากระบบ จะกลายเป็นกลุ่มประชากรรุ่นที่สูญหายจากการเรียนรู้ (Lost Generation) หลักฐานเรื่องนี้ ยืนยันจากข้อค้นพบ ปัญหาทุนมนุษย์ช่วงวัยสำคัญ<strong> </strong>&nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มยากจนด้อยโอกาส ”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ในวันนี้จึงต้องเปลี่ยนไป ในบริบท และเงื่อนไขใหม่ ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย หรือปล่อยให้เด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว เพราะเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคำ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า  นอกจากนี้อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เราจะเหลือเด็กเยาวชนให้ลงทุนได้น้อยลงทุกๆ ปี ทุกๆ วัน</p>



<p>“เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13  จะทยอยครบกำหนดในอีก 5-7 ปี หากไม่เร่งลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายนี้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df5784"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d8f80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้จัดการกสศ.ชี้ว่า การลงทุนในทุนมนุษย์คือกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคน 40% เพื่อออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ภายในปี 2579 ของไทย ทุนมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ฐานภาษีที่กว้างและลึกขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ จากการประเมินขององค์การ UNESCO พบว่าหากประเทศไทยสามารถยุติปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประเทศไทยจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ถึง 3%”&nbsp;</p>



<p>ดร.ไกรยส ระบุว่า ปีการศึกษา 2566 <strong>ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษราว 1.8 ล้านคน</strong> โดย <strong>กสศ. สนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ หรือยากจนระดับรุนแรง (Extremely Poor) จำนวน 1,248,861 คน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ตัวเลขยังไม่แตะหลักล้านคือ 994,428 คน</strong>   </p>



<p>เด็กกลุ่มนี้ แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ความยากจนในระดับรุนแรงยังเป็นอุปสรรคทำให้เด็กบางคนไม่สามารถมาเรียนได้ ความเป็นอยู่ของเด็กแร้นแค้น สภาพบ้านเข้าข่ายทรุดโทรม ไม่มีค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และ<strong>ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ รายได้ของครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษที่มีบุตรหลานอยู่ในระบบการศึกษามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิม 1,250 บาทต่อเดือน ในปี 2562 พอถึงปี 2566&nbsp; กลับลดลงเหลือ 1,039 บาทต่อเดือน หรือวันละ 34 บาท หรือลดลงราวร้อยละ 5 ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนระดับนานาชาติ 2.15 ดอลลาร์ต่อวันหรือวันละประมาณ 80 บาท</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-170c25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้จัดการ กสศ. ชี้ว่าจากการติดตามข้อมูลนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษตั้งแต่ปี 2562&nbsp; จนถึงปี 2566 มีข้อค้นพบ ดังนี้&nbsp;</p>



<p><strong>1.ยิ่งการศึกษาระดับสูง โอกาสที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะได้เรียนต่อก็น้อยลงเรื่อยๆ&nbsp; ปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ</strong>&nbsp; <strong>(21,921 คน หรือ 12.46%)&nbsp; ต่ำกว่าค่าสถิติของทั้งประเทศมากกว่า 2&nbsp; เท่า</strong>&nbsp;</p>



<p>และ <strong>2.ช่วงชั้นรอยต่อเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบมากที่สุด</strong> เพราะจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาในช่วงเปิดเทอมและต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น ค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน ค่าเดินทางมาสมัครเรียน หรือการเตรียมความพร้อมในการเรียนต่อ</p>



<p><strong>เด็กกลุ่มนี้ต้องผ่านด่านที่เป็นอุปสรรคจำนวนมากจนต้องยอมแพ้ไม่เรียนต่อในที่สุด เช่น ค่าใช้จ่ายในการเข้ามหาวิทยาลัยคิดเป็น 12 เท่าของรายได้นักเรียนยากจนพิเศษ หรือราว 13,200 บาท-29,000 บาท</strong>  กสศ. ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักเรียนยากจนพิเศษที่เข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS พบว่า <strong>“ทุนการศึกษาคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจเรียนต่อ”</strong> ขณะที่<strong>ค่าใช้จ่าย TCAS ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของนักเรียนยากจนพิเศษ</strong> การสมัคร TCAS แต่ละรอบ/สาขา หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-007d64"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) รายงานความพร้อมของเด็กปฐมวัยในการเข้าสู่ประถมศึกษา หรือ School Readiness Survey  (SRS) ชี้ว่า </strong>ความพร้อมด้านการอ่านและคณิตบางมิติของเด็กปฐมวัย ยังน่าเป็นห่วง ควรเร่งช่วยเด็กที่มีปัญหาก่อนสายเกินแก้ เพราะความพร้อมนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า จะเรียนในระดับประถมได้ดีแค่ไหน โดยการสำรวจสถานะความพร้อมเด็กปฐมวัยที่เรียนอยูในระดับอนุบาล 3 จำนวน 43,213 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างปีการศึกษา 2562-2565 ถึงแม้จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ในระดับหมวดย่อยของทักษะด้านคณิตศาสตร์อยู่ในระดับที่น่ากังวลมาก เช่น ความพร้อมด้านการต่อรูปในใจ มีจังหวัดจำนวนมากที่มีระดับความพร้อมด้านการต่อรูปในใจต่ำมากร้อยละ 15 ส่วนด้านภาษาพบว่า ความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังอยู่ในระดับที่น่ากังวล มีเด็กปฐมวัยทั่วประเทศถึงร้อยละ 25 ที่มีความเข้าใจในการฟังต่ำมาก </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-983680"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO6.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราควรโฟกัสเด็กที่ไม่พร้อม (Low-Readiness Children) โดยเฉพาะ เด็กที่ขัดสน มีโอกาสขาดความพร้อมสูงกว่า ควรให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเด็กกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือ และการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ก็ให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น High Marginal Returns)”</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอ รายงานความพร้อมทุนมนุษย์ในเยาวชนแรงงานช่วงต้น  (Career Readiness Survey)  ระบุว่า </strong>เครื่องมือนี้สำรวจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนกว่า 5,200 คน ใน 26 จังหวัด ทั้งหมด 246 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสจำนวน 156 โรงเรียน และโรงเรียนประเภทอื่นๆ จำนวน 91 โรงเรียน <strong>พบว่าทั้งหมดเกิดการสูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ (Career Readiness Loss) จากการประเมิน Soft Skill ทั้ง 7 ด้าน</strong>ได้แก่ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะความคิดสร้างสรรค์  ทักษะทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก  ทักษะการแก้ปัญหาทักษะความร่วมมือกัน ทักษะความฉลาดทางอารมณ์  ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล  <strong>ผลที่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมด ลดลงถึง 30-50% โดยกลุ่มที่มีคะแนนทดสอบต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนจากครัวเรือนยากจน </strong> <strong>ถ้าเป็นเด็กในโรงเรียนมัธยมทั่วไปจะลดลง 5-15%</strong>  <strong>ดังนั้นถ้าเด็กยากจนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาจะมีชีวิตที่ลำบากมาก  “นี่เป็นสภาพของเด็กที่จะเจอปัญหาหนักที่สุด แต่ความสามารถในการรับมือกับปัญหาต่ำที่สุด”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-17bf20"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef24cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO5.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา<br>คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.เกียรติอนันต์ ยังระบุว่า&nbsp; ถ้านำข้อมูลเรื่องความสำเร็จในตลาดแรงงานมาวิเคราะห์จะพบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะมีแรงผลักดันเพียงพอทำให้ทุนมนุษย์ของประเทศไทยขยับได้จริงๆ เราต้องส่งทุกคนให้จบ ปวส. หรือมีทักษะเทียบเท่าคนจบ ปวส. ถ้าต่ำกว่านี้ เด็กจะไม่หลุดจากกลุ่มก้อนทักษะทุนมนุษย์ระดับล่าง&nbsp; ซึ่งอาจจะเป็นการยกระดับทักษะให้เทียบเท่า</p>



<p>สำหรับรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพร้อมข้อเสนอนโยบายฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ที่ <a href="https://www.eef.or.th/publication-28816/" target="_blank" rel="noopener" title="ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ">ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-251023/">เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ทุนวัฒนธรรม” พื้นที่สู่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ” บนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-191023-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Oct 2023 07:28:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การลดความเหลื่อมล้ำบนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนวัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73442</guid>

					<description><![CDATA[<p>การสร้างโอกาสและการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนหนึ่งคน  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-191023-2/">“ทุนวัฒนธรรม” พื้นที่สู่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ” บนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การสร้างโอกาสและการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนหนึ่งคน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาแต่ละมิติ คือการมีแผนยุทธศาสตร์ที่ดีและมีการกำหนดเป้าหมายระยะยาวให้แน่ชัด เชื่อมโยงและส่งต่ออย่างเป็นระบบบ รวมถึงการนำทุนวัฒนธรรมที่มีในพื้นที่มาหนุนเสริมและบูรณาการ จะทำให้การทำงานมีศักยภาพยิ่งขึ้น</strong></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ซุกรี หะยีสาแม อนุกรรมการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. </strong>กล่าวในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ #EP 5 <strong>“การลดความเหลื่อมล้ำบนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน” </strong>ว่า<strong> </strong>โครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (Area-based Education: ABE) เป็นโครงการที่มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดการสร้างกลไก โดยทำหน้าที่เสมือนโซ่ข้อกลางในการเชื่อมร้อยระหว่างคนทำงานและเครือข่ายกับเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างความเสมอภาค หากพิจารณาในพื้นที่จังหวัดชายแดนทางภาคใต้สถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนไม่ได้แตกต่างจากพื้นที่อื่นในประเทศไทยมากนัก ทั้งปัญหาการหย่าร้าง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวแหว่งกลาง พ่อ-แม่ไปทำงานต่างจังหวัด ลูกอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย นอกจากนี้จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีผลกระทบอื่น ๆ เฉพาะพื้นที่ เช่น สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์พิเศษที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ต้องประคับประคองเด็กเหล่านี้ให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad31ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในพื้นที่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา มีเด็กที่มีฐานะยากจนพิเศษสูงมาก เด็กเหล่านี้บางทีเราไม่มีข้อมูล ตรงนี้เป็นหน้าที่สำคัญของแกนนำและผู้จัดการรายกรณี (CM: Case Manager) ในพื้นที่ ในการช่วยกันค้นหาให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหา เพราะหากเด็กกลุ่มนี้ถูกเพิกเฉยไม่ได้รับการดูแลอาจจะเป็นปัญหาสังคมในอนาคต”&nbsp;</p>



<p>รองศาสตราจารย์ ดร.ซุกรี ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันนอกจากสหประชาชาติที่มุ่งเน้นการทำงานถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) แล้ว ประเทศไทยยังให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดย SDGs มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย เป้าหมายต่าง ๆ หนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับการทำงานของ ABE คือ เป้าที่ 1 การขจัดความยากจน เป้าที่ 2 การขจัดความอดอยาก เป้าที่ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ดี เป้าที่ 4 การศึกษาคุณภาพ และเป้าที่ 10 การลดความเหลื่อมล้ำ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cac302"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญในเรื่องทุนทางวัฒนธรรมที่จัดเป็น Soft Power อย่างหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบนโยบาย การทำกิจกรรมเพื่อขยับขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยการใช้ทุนทางวัฒนธรรมในการออกแบบการทำงาน 3 ประเด็น ได้แก่&nbsp;</p>



<p><strong>1.การใช้ทุนวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในสภาพแวดล้อม</strong> ด้วยการสร้างทัศนคติในการใช้ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ในศาสนาอิสลามต้องดูแลเด็กยากจน เด็กด้อยโอกาส ทั้งเรื่องการบริจาคทาน คนยากจน หากสามารถใช้หลักการนี้จะทำให้เกิดการสร้างทุนมหาศาล&nbsp;</p>



<p><strong>2. การสร้างพื้นที่ให้มีการเรียนรู้ของเด็ก </strong>เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ มีการเปิดโอกาสให้เด็ก เช่น การรับเด็กฝึกงานสำหรับผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อให้เขาได้เติบโตและเพิ่มโอกาสให้แก่เด็ก&nbsp;</p>



<p><strong>3. การระดมทุนและสรรพกำลังต่างๆ ในการบริจาคทั่วไป </strong>เช่น ซากาต วากัฟ การบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ งานเลี้ยงน้ำชาชุมชนเพื่อการระดมทุนในชุมชน เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้เป็นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นความเชื่อของบริบทชุมชน ซึ่งแต่ละที่จะมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน โดยวัฒนธรรมจะเชื่อมโยงกับศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และการนับถืออื่น ๆ ในแต่ละพื้นที่ โดยทุนเหล่านี้หากมีการพัฒนาสืบสานต่อจะนำไปสู่วัฒนธรรมในพื้นที่ ที่จะช่วยให้เด็กมีโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชวนสะท้อนคิด </strong>โดยระบุว่า<strong> </strong>เวทีครั้งนี้จะเห็นได้ว่าจังหวัดปัตตานีมีการนำทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่มาเป็นเครื่องมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยจังหวัดปัตตานีเริ่มต้นจากการทำระบบข้อมูลเพื่อแสดงให้เห็นภาพรวมสถานการณ์ นำไปสู่การให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ขณะที่จังหวัดสงขลานำเสนอในเรื่องกลไกภาพรวมการทำงานในพื้นที่ในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด มีการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ ที่ทำให้เกิดการปูพื้นฐานและนำไปสู่การคิดกระบวนการทำงานต่อ โดยเชื่อว่า หลังจากนี้แต่ละจังหวัดจะใช้ฐานทุนทางวัฒนธรรมในการจัดการสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในแต่ละพื้นที่ในการขับเคลื่อนงาน หรือมีข้อค้นพบจุดแข็งของพื้นที่ตนเองแล้วนำไปสู่การต่อเติมหรือหนุนเสริมการทำงานต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-786ee9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ด้านศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. </strong>กล่าวว่า ในเวทีนี้จะเห็นการทำงานด้านเด็กและเยาวชนในลักษณะของงานวิจัยและข้อค้นพบต่างๆ ภายใต้การทำงานกับเครือข่าย โดยพบว่า กองทุนต่าง ๆ มีจำนวนมาก ดังนั้น การทำงานนอกจากเรื่องการมีกองทุนแล้ว คีย์เวิร์ดสำคัญ คือ ต้องมีการบริหารจัดการกองทุนนั้น ๆ ด้วย เพราะมีหลายกองทุนที่ล้มเหลว จึงต้องมีการพูดคุยและวางตำแหน่งการทำงานให้เหมาะสม รวมทั้งคนทำงานต้องเคารพพื้นที่และเครือข่าย</p>



<p>ส่วนเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม คุณภาพชีวิต ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า เป็น Soft Power อย่างหนึ่ง เพราะความเชื่อต่าง ๆ ต้องใช้ทั้งศาสนาและวัฒนธรรม โดยศาสนาและวัฒนธรรมสามารถช่วยลดเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ ทั้งศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ได้ทำหน้าที่ของด้วยตัวของศาสนาเอง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยมีการต่อยอดแนวคิด “Learn to Earn: การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด&#8221; เพื่อสนับสนุนการให้ทุนการศึกษาในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่ง CM ในพื้นที่จะเป็นคานงัดเล็กๆ ที่จะนำไปสู่การบูรณาการและเชื่อมโยงหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาสังคม แล้วค่อย ๆ ขยายการทำงานแบบปราณีตและมีคุณภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-860b48"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 5 ของโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (Area-based Education: ABE) มี 12 จังหวัดเครือข่าย เป็นเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเรื่อง<strong>“การลดความเหลื่อมล้ำบนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน” </strong>สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2566 ณ โรงแรมคริสตัล จังหวัดสงขลา โดยมีการนำเสนอกรณีตัวอย่างการใช้ทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่แก้ไขปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ มีจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีเป็นเจ้าภาพร่วม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับภาคีเครือข่ายในเวทีในการวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาและทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่ซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกัน</p>



<p>รวมทั้งเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านกรอบคิดทางวัฒนธรรมและขยายมุมมองในการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่สอดคล้องกับบริบทและพื้นที่ โดยแต่ละพื้นที่มีทุนทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ความเข้มแข็งของแต่ละพื้นที่จึงต้องอาศัย เครื่องมือ 7 ชิ้น เป็นเครื่องมือศึกษาชุมชน ที่จัดทำโดยนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาจากเครื่องมือของนักมานุษยวิทยาที่ใช้ในการศึกษาชุมชนให้มีความเหมาะสมกับการวางรากฐานทำความเข้าใจชุมชน รวมทั้งช่วยให้คนทำงานเข้าใจมิติต่าง ๆ ของชุมชนที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็น การมองเห็นศักยภาพชุมชน การเห็นความเชื่อมโยงของปัจจัยต่าง ๆ แทนที่จะมองแยกเป็นส่วน ๆ เช่น การศึกษา อาชีพ โอกาสทางเศรษฐกิจ ฐานะทางครอบครัว เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ในชุมชน ตลอดจนเห็นความแตกต่างหลากหลายและลักษณะเฉพาะของชุมชน เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชน ผังเครือญาติ ประเพณีท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ที่มีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เกิดความภาคภูมิใจของคนในชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb4a84"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ19.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังจะเห็นได้จากการลงพื้นที่<strong>สำรวจชุมชนแหลมสนอ่อน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกระดับตำบลของคณะทำงานการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจังหวัดสงขลา ในการเป็นหูตาสัปปะรดในพื้นที่คอยค้นหาสอดส่อง ดูแล ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยการขยับงานในชุมชน ทีมสมาชิกชุมชนได้มีการประยุกต์ใช้เครื่องมือ 7 ชิ้น ในการสำรวจข้อมูลบริบทชุมชน ทุนทรัพยากรและทุนวัฒนธรรมในบริเวณโดยรอบ เพื่อเป็นข้อมูลในการเดินงาน และสามารถเปลี่ยนผลิกผันชีวิตคนในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถต่อรองการมีอยู่ การเรียนรู้ และการสร้างอาชีพของชุมชน ให้มีการพัฒนาอยู่อย่างสม่ำเสมอได้&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-191023-2/">“ทุนวัฒนธรรม” พื้นที่สู่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ” บนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
