<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ลดเหลื่อมล้ำ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Jan 2025 09:05:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ลดเหลื่อมล้ำ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-090125/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jan 2025 09:04:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบัน Change Fusion]]></category>
		<category><![CDATA[เทใจดอทคอม]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมความคิดเห็นในการพัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 2]]></category>
		<category><![CDATA[Partnership Model]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิยุวพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท KPMG ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[TIJ]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=89779</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-090125/">วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ‘ระดมความคิดเห็นในการพัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศไทย’ ครั้งที่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการทำงานด้านการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีการหารือถึงความร่วมมือในการสร้าง ‘Partnership Model’ ซึ่งเป็นโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้เข้าถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีทางเลือก สอดคล้องกับมาตรการ Thailand Zero Dropout (TZD) ที่มุ่งให้เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มภาพ</p>



<p>ในงานครั้งนี้มีภาคีความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนและองค์กรที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วม เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), สถาบัน Change Fusion, เทใจดอทคอม, มูลนิธิยุวพัฒน์, กลุ่มเซ็นทรัล, สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ), บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), มูลนิธิ เอสซีจี, บริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย, บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งร่วมกันหารือและเสนอแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ณ สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64bc22"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37852e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>• <strong>สรุปข่าวกิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งที่ 1 </strong><a href="https://www.eef.or.th/article-311024/"><strong>คลิก</strong></a></p>



<p>จากข้อมูลความคืบหน้าของมาตรการ Thailand Zero Dropout (TZD) ในปี 2567 คณะทำงาน TZD สามารถติดตามเด็กและเยาวชนเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้แล้วจำนวน 304,082 คน จากเยาวชนที่ที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษาทั้งหมด 1,025,514 คน ซึ่งหมายความว่า ยังมีเด็กและเยาวชนอีก 982,304 คนที่อยู่ในขั้นตอนการพากลับสู่การเรียนรู้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มวัยก่อนการศึกษาภาคบังคับจำนวน 279,296 คน, กลุ่มวัยระหว่างการศึกษาภาคบังคับจำนวน 387,591 คน และกลุ่มวัยหลังการศึกษาภาคบังคับจำนวน 315,417 คน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในระหว่างปีการศึกษามักจะมีการเคลื่อนไหวของเด็กและเยาวชนที่เข้า-ออกจากระบบการศึกษา เช่น กลุ่มที่อายุถึงวัยเรียนแต่ยังไม่ได้เข้าเรียน, กลุ่มที่หลุดออกจากระบบแล้วกลับมาเรียนใหม่ และกลุ่มที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการดำเนินงานเรื่องเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยต้องอาศัย ‘ความร่วมมือ’ จากทุกภาคส่วนในสังคมในการระดมความคิด แนวทาง และทรัพยากร เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลและเข้าถึงการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามบริบทชีวิตและความเปราะบางที่หลากหลาย โดยการออกแบบวิธีการช่วยเหลือที่มีระบบและสามารถส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งต้องคำนึงถึงการหาทางป้องกันเด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากการศึกษาในระยะยาว</p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการเหนี่ยวนำความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงมองเห็นความสำคัญของการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ ‘Partnership’ เพื่อสร้างต้นแบบพื้นที่รองรับและต่อยอดเด็กเยาวชนที่ได้รับการค้นพบจากมาตรการ TZD โดยการขยายผลไปในวงกว้างและเชิงลึก รวมถึงการสร้างความต่อเนื่องและยั่งยืนในการทำงาน นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมการเงินยังเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-de5a59"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/คุณศิรี-จงดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณศิรี จงดี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณศิรี จงดี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา การนำเด็กและเยาวชนเหล่านี้กลับเข้าสู่การเรียนรู้จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละกรณี <strong>การดึงภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ‘นวัตกรรมการเงิน’ (Innovative Finance) ถือเป็นแนวทางที่สำคัญ โดยเป็นกลไกที่สามารถระดมเงินทุนได้จากผู้ที่สนใจลงทุนในด้านการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการเป็นต้นแบบในการทำงานที่สามารถดึงดูดผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ ๆ ให้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานมากขึ้น</strong></p>



<p>“สำหรับเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาซึ่งถูกค้นพบโดยคณะกรรมการ TDZ ในแต่ละจังหวัด จะเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือและฟื้นฟูเยียวยาด้วยกระบวนการเฉพาะเป็นรายกรณี (Case Management System) เพื่อสำรวจว่าแต่ละคนมีปัจจัยใดที่ทำให้หลุดจากระบบ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพ ปัญหาครอบครัว หรือความจำเป็นอื่น ๆ จากนั้นจึงไปถึงทางเลือกว่าเด็กสนใจและถนัดอะไร อยากเรียนต่อหรือประกอบอาชีพแบบไหน ซึ่งตรงนี้หากใครพร้อมกลับเข้าเรียนในระบบก็สามารถส่งต่อไปที่สถานศึกษาได้ทันที ส่วนคนที่ไม่พร้อมเรียนในโรงเรียน จะมีการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นรองรับ เช่น การฝึกอบรมอาชีพ การเรียนได้ในทุกที่ทุกเวลา หรือการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ซึ่งจะเป็นการเรียนผ่านศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 หรือโรงเรียนมือถือ (Mobile School) ซึ่งคณะทำงาน TZD กำลังร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบเทียบโอนหน่วยกิต (Credit Bank) ตามมาตรฐานหลักสูตรแกนกลาง นอกจากนี้ยังมีการจัดการศึกษาแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่เปิดกว้างให้สถานศึกษาจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยหลักสำคัญคือการออกแบบหลักสูตรจากภารกิจและกิจวัตรในชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มโอกาสเรียนรู้ ได้รับวุฒิการศึกษา ซึ่งจะต่อยอดถึงการเข้าสู่เส้นทางประกอบอาชีพที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ecaf3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a11ab6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวต่อไปว่าการระดมความเห็นโดยภาคเอกชนในกิจกรรมครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ได้ทำให้เกิดแนวโน้มความร่วมมือที่ Amazon ตั้งใจจะจัดอบรมให้เยาวชนที่สนใจในหลักสูตร barista ก่อนจะออกใบรับรองการทำงานและส่งต่อไปเรียนรู้งานในเครือข่ายสถานประกอบการ รวมถึงยังมีความร่วมมือจากกลุ่มเซ็นทรัล ที่พร้อมเปิดพื้นที่รองรับเยาวชนผู้ผ่านหลักสูตรเข้าร่วมงาน&nbsp;</p>



<p><strong>“ด้วยทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ ความร่วมมือของภาคธุรกิจเอกชนจึงไม่จำกัดอยู่แค่การสนับสนุนเงินทุน หากยังเป็นได้ทั้ง ‘ข้อเชื่อมต่อ’ และเป็น ‘พื้นที่จ้างงาน’ อันแสดงให้เห็นถึงการพัฒนานวัตกรรมการเงินที่หลากหลาย</strong> โดยในก้าวเดินต่อไปของการทำงาน TZD จำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างโมเดลพัฒนาทักษะเยาวชนช่วงวัย 15-24 ปี เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นบทบาทที่ภาคธุรกิจเอกชนทำได้ จึงเป็นเรื่องการเปิดพื้นที่ฝึกงาน ฝึกทักษะ เชื่อมต่อสู่สถานประกอบการ ที่จะทำให้เด็กเยาวชนที่เข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น และที่สำคัญคือเมื่อเป็นองค์กรธุรกิจเอกชนเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตร ก็จะทำให้เกิดการยอมรับในด้านคุณภาพการเรียนรู้จากตลาดแรงงาน ซึ่งเท่ากับเพิ่มโอกาสการได้งานทำและการเติบโตบนเส้นทางอาชีพมากขึ้นตามไปด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-99dcc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/คุณสุธีตา-ชุณหรัศมิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) คุณสุธีตา ชุณหรัศมิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณสุธีตา ชุณหรัศมิ์ ผู้อำนวยการโครงการด้านการศึกษาและพัฒนาเยาวชน มูลนิธิยุวพัฒน์ </strong>กล่าวว่า ทุกปีจะมีเด็กเยาวชนช่วงชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายราว 5,500 คน รับทุนจากมูลนิธิยุวพัฒน์ โดยเป็นทุนที่ให้ต่อเนื่องจากชั้น ม.1 ถึง ม.6 หรือ ปวช. <strong>บทเรียนจากการทำงานบอกว่าการสนับสนุนการศึกษาไม่อาจทำได้เพียงการให้ทุน แต่ต้องมีระบบดูแลประคับประคองไม่ให้เด็กหลุดออกไประหว่างเส้นทาง</strong>&nbsp;</p>



<p>“เราค้นพบว่านอกจากทุนที่เป็นตัวเงิน การดูแลสุขภาวะใจก็สำคัญเท่า ๆ กัน ทางมูลนิธิจึงมีทีมที่ปรึกษาทั้งภายใน และการดูแลเฉพาะทางจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ปัจจัยหนึ่งคือการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอย่างต่อเนื่อง และต้องสื่อสารความเข้าใจกับผู้ปกครอง นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้เกิดแนวทางการเรียนและทำงานไปพร้อมกัน เนื่องจากเด็กบางคนพอจบ ม.3 ผู้ปกครองจะอยากให้ออกไปทำงานเต็มตัว ซึ่งจากเวิร์กช็อปครั้งแรก ยุวพัฒน์ได้คุยกับอเมซอนว่าจะลองทำโมเดลร่วมกัน เริ่มจากในเขต กทม. และปริมณฑล ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อให้เป็นช่องทางหนึ่งที่เด็กจะไปต่อได้ในการเรียนโดยไม่เสียโอกาสที่จะมีรายได้”</p>



<p>คุณสุธีตา กล่าวว่าการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่ กสศ. นำเสนอ เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นที่น่าสนใจ และเหมาะสมสำหรับการทำงานกับเด็กเยาวชนซึ่งรับทุนจากมูลนิธิ โดยจากนี้จะนำข้อมูลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแนะแนวการศึกษา เพื่อให้เด็กทราบว่าแม้ต้องประกอบอาชีพหารายได้ หรือมีความจำเป็นใดก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องหันหลังให้การศึกษาอย่างถาวร ด้วยยังมีการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ รองรับอยู่ “เพราะต้องไม่ลืมว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้มีข้อมูลเหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่เราที่ต้องพยายามชี้แนะและช่วยทุกวิถีทาง เพื่อให้เด็กสามารถเรียนจนจบและเชื่อมต่อไปถึงการศึกษาระดับสูงได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c6026"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/สุธาสีนี-ศุภศิริสินธุ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณสุธาสีนี ศุภศิริสินธุ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณสุธาสีนี ศุภศิริสินธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล </strong> กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลได้สนับสนุนการศึกษาผ่านโครงการ Partnership School Project ซึ่งมุ่งเน้นการช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงให้สามารถอยู่ในระบบการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาส โครงการนี้สามารถขยายผลไปในหลายพื้นที่เนื่องจากกลุ่มเซ็นทรัลมีศูนย์ตั้งอยู่ในกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ แม้ว่าจะช่วยให้เด็กสามารถจบการศึกษาภาคบังคับได้แล้ว แต่โครงการยังคงมองหาช่องทางในการส่งต่อเด็กหลังจบชั้น ม.3 จึงได้เริ่มเชื่อมโยงการทำงานกับสถาบันอาชีวศึกษาในฐานะ ‘พี่เลี้ยงหลักสูตร’ เพื่อให้เด็กมีเส้นทางการศึกษาต่อเนื่องที่สามารถพาพวกเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างแท้จริง“เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญหลักสูตรมาช่วย เราสามารถแน่ใจได้ว่าเด็กจะมีกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ได้รับวุฒิการศึกษาที่ตรงตามมาตรฐาน ที่สำคัญคือการแนะแนวทางอาชีพโดยสถาบันอาชีวศึกษาจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และสื่อสารความเข้าใจให้เด็กได้ตั้งแต่ ม.ต้น ว่าการเรียนสายวิชาชีพมีสาขาใดบ้าง เรียนแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร แล้วจะเติบโตไปในเส้นทางไหนได้บ้าง ซึ่งเป็นการ ‘ขยายความหมายการเรียนรู้หรือการศึกษาในภาพใหญ่’ ที่เรายังถ่ายทอดไปถึงเด็กได้ไม่เพียงพอ ทั้งที่<strong>ข้อเท็จจริงคือเรามีแหล่งความรู้อยู่แล้ว แต่การทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาสายอาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่แล้วในหลายพื้นที่ ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น </strong>และนอกจากนี้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยต่อยอดเรื่องการหารายได้ระหว่างเรียน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยจุดประกายให้เด็กเห็นคุณค่าของการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในทางกลับกันถึงเราหาเด็กจนพบ แต่หากไม่มีวิธีที่เหมาะสมในการดึงไปสู่การเรียนรู้ โอกาสที่เด็กจะหลุดออกไปอีกครั้งก็ยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-111452"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/ดร.ลฎาภา-มอร์เตโร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ลฎาภา มอร์เตโร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ลฎาภา มอร์เตโร ครูใหญ่ศูนย์การเรียน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) </strong>ได้เสนอรูปแบบการทำงานของ เอส แอนด์ พี ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลการพัฒนานวัตกรรมการเงินที่ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 16 ปี โดยเอส แอนด์ พี ได้ตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เป็นสถานศึกษาในสถานประกอบการที่จัดการศึกษาระดับ ปวช. สาขาอาหาร โภชนาการ และธุรกิจค้าปลีก เพื่อครอบคลุมการดูแลทั้งพนักงาน นักเรียนนักศึกษาฝึกงาน ตลอดจนกลุ่มเยาวชนที่ขาดแคลนโอกาสจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในช่วงชั้น ม.3 เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะอาชีพอย่างจริงจัง โดยเน้นการสร้างบุคลากรที่ต้นน้ำ ตั้งแต่การให้โอกาสการเรียนรู้จนถึงการได้รับวุฒิการศึกษาและต่อเนื่องไปจนถึงการรับเข้าทำงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่มุ่งสร้างการพัฒนาอาชีพและโอกาสทางการศึกษาที่ยั่งยืน</p>



<p>“เรามองว่าความสำคัญของการเรียนรู้คือต้องมีเส้นทางที่ต่อเนื่อง และสิ่งที่เรียนจะต้องเชื่อมต่อกับการศึกษาในระบบหลักได้ รวมถึงผู้เรียนต้องมีทักษะและประสบการณ์ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดในสังคม ดังนั้นตั้งแต่ปีแรก ๆ เอส แอนด์ พี จึงออกแบบหลักสูตรร่วมกับสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อให้หลักสูตรสามารถการันตีวุฒิในการเรียนต่อ ปวส. หรือมหาวิทยาลัย <strong>ความสำคัญของการผลิตบุคลากรไม่ใช่แค่ให้เขาทำงานกับเราได้ แต่ต้องเป็นการเติมเต็มคนคนหนึ่งให้พร้อมทำงานได้ทุกที่ </strong>ศูนย์การเรียน เอส แอนด์ พี จึงเป็นสถาบันที่เน้นให้ผู้เรียนเติบโตได้ในสายอาชีพ เป็นโรงเรียนในโรงงานที่เตรียมพร้อมตั้งแต่ต้นทาง ที่จะผลิตคนที่พร้อมเติบโต ทำงานเป็น มีความรู้ สามารถประกอบอาชีพอิสระหรือมีกิจการของตัวเอง และสามารถปรับตัวกับทุกความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต”&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-090125/">วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ร่วมจับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-210624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jun 2024 09:59:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ALL FOR EDUCATION ร่วมสร้างหลักประกันทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83610</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210624/">มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ร่วมจับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ<strong> “โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” </strong>ผสานพลังความร่วมมือ All For Education เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของพื้นที่สู่การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแบบมีส่วนร่วม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5cb3ec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-3-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</strong> กล่าวว่า มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ เป็นองค์การพัฒนาเอกชนที่ดำเนินพันธกิจในการพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในประเทศไทย มอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาตลอด 65 ปี สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการดำเนินโครงการอุปการะเด็กและโครงการพิเศษให้กับเด็กและเยาวชนมาแล้วมากกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ โดยมูลนิธิมีความตั้งใจที่จะร่วมผลิตและพัฒนาครูร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ด้วยโมเดลครูรัก(ษ์)ถิ่น ด้วยความตระหนักว่า การผลิตหรือพัฒนาครูที่เป็นเด็กในชุมชนนั้น ๆ ให้มีความสามารถทำงานกับปัญหาการศึกษาโดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล และเป็นครูที่มีศักยภาพในการช่วยพัฒนาชุมชน ลดปัญหาการโยกย้าย ถือเป็นแนวทางการผลิตและพัฒนาครูที่ยั่งยืน</p>



<p>“ธนาคารโลกและมูลนิธิที่เกี่ยวกับการศึกษา เคยระบุว่า ไม่มีวันที่ระบบการศึกษา จะมีคุณภาพดีกว่าคุณภาพครูไปได้ แสดงว่า คุณภาพการศึกษา ขึ้นอยู่กับคุณภาพครู การสนับสนุนการผลิตครูที่มีคุณภาพ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และหากมองในทางเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาครูหรือการพัฒนาคนขึ้นมาหนึ่งคน จะสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมหรือสร้างแรงกระเพื่อมด้านการพัฒนาเป็นวงกว้าง ครูคนนั้นจะไปลงหลักปักฐานในชุมชนตัวเอง สร้างครอบครัว สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต ต่อเนื่องไปถึงคนอื่นๆ ในชุมชนได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2bc984"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-4-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วรากรณ์</strong> กล่าวต่อไปว่า มีคำกล่าวที่ว่า ทรัพย์สินที่มีมูลค่าที่สุดของคนยากจน คือลูก การผลิตครูจากเด็กที่มีสถานะทางครอบครัวยากจน จึงเป็นการช่วยเพิ่มทรัพย์สินที่มีมูลค่าอยู่แล้วสำหรับแต่ละครอบครัวให้มีมูลค่ายิ่งขึ้นไปอีก และหากครอบครัวที่ยากจน มีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงชุมชนและสังคมในที่สุด การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ด้านครู จึงเป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกับการลงทุนในการดูแลเด็ก</p>



<p>“เชื่อมั่นว่า การผลิตครูที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน เพราะเด็กในพื้นที่ห่างไกลขาดโอกาสนั้นมักมองเห็นครูเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นทุกๆ อย่างในชีวิต ครูที่มีคุณภาพ จะช่วยทำให้เด็กมีความฝัน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c2ad6a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-1-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า การผลิตครูที่มีคุณภาพ เป็นหนึ่งในแนวทางที่ กสศ. ตระหนักว่าเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นซึ่ง กสศ. ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 คือความตั้งใจที่จะช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนครู มีครูสอนไม่ครบชั้น</p>



<p>“โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลบางแห่ง มีเพียงผู้อำนวยการโรงเรียนและครูเพียงสองคน แต่ต้องจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ป.6 มีอัตรากำลังครูบรรจุในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง แต่โรงเรียนก็ยังประสบปัญหาอื่น ๆ เช่น ครูโยกย้ายไปที่อื่น กว่าจะได้อัตราเสริมในส่วนที่ขาดแคลนได้ ก็อาจจะกระทบกับการเรียนการสอน กระทบกับ การเรียนรู้ของเด็กในที่สุด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1c2517"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-5-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> เชื่อว่า โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. ได้พยายามจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นความพิเศษ เพราะเป็นการเปิดรับครูเพื่อมาเรียนในสาขาสำคัญ 2 สาขาที่กำลังขาดแคลน คือ การศึกษาพิเศษ ซึ่งหมายถึง การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องหรือมีความต้องการพิเศษด้านต่าง ๆ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ สร้างครูที่มีทักษะ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด ซึ่งก่อให้เกิดผลดีในระยะยาวกับเด็กกลุ่มพิเศษควบคู่ไปกับทักษะทางวิชาการ เช่นเดียวกับครูสาขาภาษาไทย ครูสาขาวิชานี้ มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กมาก เพราะการอ่าน เป็นหน้าต่างสำคัญของการเรียนรู้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในระดับที่ซับซ้อน</p>



<p>“ที่ผ่านมาเราพบว่าคะแนนการประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA ของเด็กไทยต่ำเพราะมีปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการการอ่านหนังสือไม่แตกฉาน ไม่สามารถตีความสิ่งที่อ่านได้ หากมีครูภาษาไทยเพิ่มขึ้นและมาช่วยด้านนี้ นอกจากจะส่งผลให้สถานการณ์ด้านการอ่านของเด็กไทยดีขึ้นแล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่การเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกด้วย</p>



<p>“นอกจากนี้ การผลิตครูในโครงการนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะเอกชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในหลากหลายรูปแบบ และเรื่องของการสนับสนุนโครงการและการระดมทุน สะท้อนให้เห็นเช่นกันว่า การขับเคลื่อนการศึกษาตามแนวทาง All For Education คือการสร้างความร่วมมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ขยายไปสู่แนวร่วมอื่น ๆ ให้กว้างที่สุด เพราะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพังไม่ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60cb74"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo-2-ข่าว-มูลนิธิ-ซี.ซี.เอฟ-จับมือ-กสศ.-ผลิตครูคุณภาพ-เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากที่ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ได้ทราบถึงเครื่องมือและนวัตกรรมด้านการศึกษาที่ กสศ. ริเริ่มโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาศักยภาพครูและสร้างโอกาสสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการศึกษาที่สามารถพัฒนาศักยภาพจนกลับไปเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในชุมชน จึงได้เข้ามาร่วมพัฒนาครูผ่าน ‘โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร’ เพื่อสนับสนุนนักเรียนที่ด้อยโอกาส มีสถานะทางบ้านยากจนและอยากเป็นครู ให้ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ในสาขาการศึกษาพิเศษและการศึกษาระดับประถมศึกษาวิชาเอกภาษาไทย จำนวน 30 ทุน ให้ได้รับโอกาสด้านการศึกาาคู่ขนานไปพร้อม ๆ กับนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ปีการศึกษา 2567 โดยการเรียนในทั้ง 2 สถาบัน เป็นหลักสูตร 4 ปี ผู้ที่ได้รับทุนโครงการครูสร้างชุมชนเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารจะได้รับการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุม ทั้งด้านค่าครองชีพ ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าหอพัก ค่าตำราเรียนและอุปกรณ์ที่จำเป็น ฯลฯ เป็นเงินปีละ 150,000 บาท ตลอด 4 ปี</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210624/">มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ร่วมจับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-050224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Feb 2024 08:16:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาระบบและกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76712</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 ในงานวันคนพิการสากลจังหวัดเชีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050224/">เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 ในงาน<strong>วันคนพิการสากลจังหวัดเชียงใหม่</strong> ซึ่งจัดขึ้นที่โครงการ เจ สเปซ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ <strong>“การพัฒนาระบบและกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ”</strong> ระหว่าง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f1bae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-04-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยการจัดงานปีนี้ <strong>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี</strong> ได้กล่าวปราศรัยผ่านคลิปวิดีโอ ชวนทุกฝ่ายรวมพลังเพื่อพัฒนาชีวิตผู้พิการ ระบุว่า วันคนพิการสากลปีนี้ สหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักคือรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เพื่อพลิกฟื้นและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับคนพิการ เพื่อคนพิการ โดยคนพิการ ซึ่งรายงานสถานการณ์คนพิการของประเทศไทยจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้ทราบว่าคนพิการของไทยมีอุปสรรคนอกเหนือจากความสามารถในการใช้ชีวิตอิสระแล้ว ยังถูกซ้อนทับด้วยโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขึ้นโดยเฉพาะในสภาวะความสูงอายุ ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาความยากจน</p>



<p>ทั้งนี้ คนพิการในประเทศไทยมีจำนวน 2.2 ล้านคน เป็นผู้พิการในกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 1.29 ล้านคนหรือเกินครึ่ง และมีคนพิการที่จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาจำนวน 1.4 ล้านคนซึ่งเกินครึ่งอีกเช่นกัน ส่วนคนพิการในวัยแรงงาน 860,000 คน ได้รับการจ้างงานที่ 54,000 คนจากสถานประกอบการ 20,000 แห่ง ซึ่งกรณีนี้ต้องขอขอบคุณประชาชน สถานประกอบการ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐ ที่ให้โอกาสคนพิการได้แสดงศักยภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้เข้ามาร่วมเป็นพลังสร้างเศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้าไม่ต่างจากคนทั่วไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3e3525"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-05-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายกรัฐมนตรี</strong>กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมของคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบาง คนพิการ ผู้สูงอายุและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยจะดูแลให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีงานมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมด้วยสวัสดิการรัฐที่จะพยายามขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น คือการจัดสวัสดิการตั้งแต่ต้นตอ เกิดแนวทางการสร้างรายได้ให้คนไทยทุกคนลดรายจ่าย ภาครัฐใช้ทรัพยากรที่จำกัดด้วยแนวคิดยิงศรให้ตรงเป้าให้ได้ผลเท่าทวีคูณ ซึ่งหวังผลสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน ขจัดความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ลง สร้างสังคมที่หยิบยื่นโอกาสอย่างเท่าเทียม เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-12c390"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผนึกพลังความร่วมมือ<strong>ขับเคลื่อนกลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการพัฒนาระบบการขอมีบัตรประจำตัวคนพิการแบบ One Stop Service </strong>ตามที่กระทรวง พม. และ กสศ. ได้ร่วมกันพัฒนา<a href="https://www.eef.or.th/article-2452/" target="_blank" rel="noopener" title="">ระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนด้อยโอกาสเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและสังคม (พม. Smart)</a> มาแล้ว รวมถึงมีการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งในระดับพื้นที่ จังหวัด ส่วนกลาง และระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างเสริมโอกาสให้เด็ก เยาวชน และครอบครัวมีความเสมอภาคทางการศึกษาและสังคม</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบกลไกจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษา ให้กับประชากรกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะคนพิการ ซึ่งจะดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน พม. Smart เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยรับรองสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้พิการ เริ่มจากระบบการขอบัตรประจำตัวคนพิการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8dca6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ การเข้าถึงสวัสดิการและชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับของผู้พิการ จำเป็นต้องได้รับบัตรประจำตัวคนพิการก่อน แต่การออกบัตรประจำตัวคนพิการมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายที่ผู้พิการและผู้ดูแลจะต้องเดินทางเพื่อเข้ารับการบริการจากหน่วยงานต่าง ๆ หลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจร่างกาย การเดินทางเพื่อนำใบรับรองความพิการไปที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด (พมจ.) หรือองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ตามที่ผู้พิการสังกัดอยู่เพื่อลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพคนพิการ หากอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็จะเป็นอุปสรรคกับผู้พิการเป็นอย่างมาก</p>



<p>กรณีดังกล่าว จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการขอมีบัตรคนพิการขึ้น โดยระบบการขอบัตรประจำตัวผู้พิการ ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดขั้นตอนของการขอมีบัตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดแก่ผู้พิการและผู้ดูแล โดยสามารถไปที่โรงพยาบาลเพื่อดำเนินการทำเรื่องขอบัตรประจำตัวคนพิการ ณ จุดเดียวแบบ One Stop Service</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c9d07f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bda078"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-06-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ซึ่งการดำเนินการ ผู้พิการจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อทำเรื่องขอมีบัตรประจำตัวคนพิการดังนี้ 1.ใบรับรองความพิการจากโรงพยาบาล ซึ่งขอรับได้จากโรงพยาบาล 2. แบบคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการจาก พมจ. ซึ่งสามารถเข้าไปดูเอกสารดังกล่าวได้ในระบบออนไลน์ 3.สำเนาบัตรประชาชน (ต้องเตรียมมา) 4.สำเนาทะเบียนบ้าน (ต้องเตรียมมา) 5.รูปถ่ายผู้พิการ (สามารถถ่ายได้ทันที) เมื่อมีเอกสารครบทั้ง 5 อย่างแล้วผู้พิการหรือผู้ดูแลสามารถนำเอกสารเข้าสู่ระบบ พม.Smart ได้ทันที</p>



<p>ระบบดังกล่าว ถูกออกแบบให้สามารถเลือกนำเข้าที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านของผู้พิการเองได้ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ในกรณีที่ผู้พิการนำเอกสารมาไม่ครบ ผู้พิการสามารถรวบรวมเอกสารใหม่เพื่อดำเนินการขอบัตรประจำตัวผู้พิการผ่าน อปท. ที่สังกัดอยู่ได้เช่นเดียวกัน โดยทางเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการตรวจสอบเอกสารและนำส่งให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ผู้พิการจะสามารถรับบัตรประจำตัวคนพิการได้ ณ ที่อยู่ หรือสามารถรับได้ที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นที่สังกัด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-551e28"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า เป้าหมายในการพัฒนาระบบการขอบัตรประจำตัวคนพิการที่ได้ถูกออกแบบขึ้น มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การออกบัตรประจำตัวคนพิการเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ลดภาระในการเดินทางของผู้พิการ ส่งเสริมให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสะดวกและเท่าเทียมมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดกระบวนการส่งเสริม ให้ความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กกลุ่มเปราะปรางได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมกับวัย&nbsp;</p>



<p>พร้อมทั้งสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษา แนวทางการพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพ และมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิต รวมถึงการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3021c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/1-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ด.ช.วรพจน์ ชื่นแสน นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ด.ช.วรพจน์ ชื่นแสน นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</strong> กล่าวว่า หากมีแอปพลิเคชันหรือระบบการลงทะเบียนออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้พิการได้เป็นจำนวนมาก เพราะการติดต่อราชการในแต่ละครั้ง ต้องมีค่าใช้จ่าย และการดำเนินการหลายขั้นตอน</p>



<p>“ข้อจำกัดสำคัญคือเรื่องสถานที่ กรณีของผมซึ่งใช้วีลแชร์ก็จะเดินทางลำบาก เช่น หากจะติดต่อโรงพยาบาล คนทั่วไปอาจจะใช้มอเตอร์ไซด์เดินทางไปได้ แต่ผู้พิการที่ต้องใช้วีลแชร์ จะเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้รถยนต์ รถกระบะ ถ้าไม่มีก็ต้องจ้างแบบจ้างเหมา ซึ่งแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แต่ผมยังโชคดีที่เป็นนักเรียน หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ก็สามารถบอกให้รถโรงเรียนไปส่งได้” ด.ช.วรพจน์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a0bd46"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-02-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายปฐมพงษ์ แสงบุญ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนปฏิบัติงาน อบต.เวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายปฐมพงษ์ แสงบุญ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนปฏิบัติงาน อบต.เวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</strong> กล่าวว่า จากการทำงานดูแลผู้พิการใน 20 หมู่บ้านที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่มีผู้พิการมีหลายประเภท กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ บางคนอาจจะอยู่ในพื้นที่สูง การเดินทางยากลำบาก หากมีแอปพลิเคชันหรือระบบการลงทะเบียนออนไลน์ ก็จะช่วยให้การช่วยเหลือไปถึงผู้พิการกลุ่มต่างได้รวดเร็วขึ้น เพราะช่วยเหลือด้านต่างๆ ภายหลังจากการสำรวจพบ ผู้พิการหรือผู้ดูแลจำเป็นต้องลงทะเบียนผู้พิการเพื่อรับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากภาครัฐก่อน ซึ่งที่ผ่านการลงทะเบียนอาจจะต้องใช้เวลานาน เพราะติดเรื่องเอกสาร ทำให้เกิดความล่าช้าจนการช่วยเหลือเข้าไปถึงล่าช้าตามไปด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dcbf11"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240205_เชียงใหม่พร้อมลุย-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสุริยา เดชอินทร์ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายสุริยา เดชอินทร์ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่</strong> กล่าวว่า การเดินทางไปติดต่อราชการของกลุ่มผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ในแต่ละครั้งต้องมีการเตรียมการหลายด้าน นอกเหนือจากการเดินทางซึ่งต้องใช้รถยนต์ การเดินทางเเต่ละครั้ง จะต้องมีผู้ดูแลติดตามไปคอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกด้วย แม้สถานที่ราชการส่วนใหญ่จะมีการปรับพื้นที่เพื่อรองรับผู้พิการแล้ว แต่บางแห่งก็อาจจะไม่รองรับการเดินทางเข้าไปรับบริการของผู้พิการ ไม่มีทางลาดขึ้นตึก ไม่มีห้องน้ำเฉพาะผู้พิการ&nbsp;</p>



<p>“อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการเดินทาง เพราะบางคนก็ไม่พร้อมทั้งเรื่องทุนทรัพย์และคนดูแล โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย บางคนมีบ้านอยู่ในอำเภอรอบนอกจะติดต่อตัวจังหวัดก็ต้องเหมารถเดินทางเข้ามา ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเหมารถเพื่อเดินทางมาติดต่อราชการแต่ละครั้ง อาจจะหมายถึงรายได้ทั้งเดือนของครัวเรือนนั้น ๆ เด็กบางคนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงหรือบนดอย ในระยะทางที่ไกลที่สุดที่เคยเจอ อาจจะต้องเสียงค่าเดินทางไปกลับแต่ละครั้งถึง 3,000 บาท หากมีทางเลือกอื่นเพื่อเข้ามาดูแลปัญหานี้ ก็จะช่วยแต่ละคนได้มาก” ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050224/">เชียงใหม่พร้อมลุย! จับมือ กสศ. เดินหน้ากลไกจังหวัดลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพ และการศึกษาเพื่อคนพิการแบบ One Stop Service</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เปิดข้อค้นพบจากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2566 ตั้งเป้าสร้างทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-281023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Oct 2023 04:19:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73985</guid>

					<description><![CDATA[<p>25 ตุลาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-281023/">กสศ. เปิดข้อค้นพบจากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2566 ตั้งเป้าสร้างทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>25 ตุลาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี ‘Equity Forum ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ’ ณ ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เปิดรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566 และผลงานวิจัย รวมถึงข้อเสนอการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ในประชากร 3 ช่วงวัยสำคัญของประเทศ โดยมี <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการ กสศ. เป็นผู้นำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำดังกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c60151"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1-9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2566</strong></h2>



<p>รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566 ชี้ว่าหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สถานการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำและกลายเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงมากยิ่งขึ้น</p>



<p>ดร.ไกรยส เปิดเผยว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบาง เนื่องจากมีปัญหาความยากจนหรือด้อยโอกาสในมิติต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว</p>



<p>ในขณะเดียวกัน เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีความพร้อมมากกว่าจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้ เด็กที่เข้าไม่ถึงโอกาสในการฟื้นฟูหรือหลุดออกจากระบบ จะกลายเป็นกลุ่มประชากรรุ่นที่สูญหายจากการเรียนรู้ (Lost Generation) ซึ่งสามาถยืนยันได้จากข้อค้นพบ ‘ปัญหาทุนมนุษย์ช่วงวัยสำคัญ’&nbsp;</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า หากไม่เร่งช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ ประเทศไทยจะมีการฟื้นตัวเป็นลักษณะ K-Shaped ซึ่งหมายความว่า ช่องว่างความเหลื่อมล้ำของเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อย กับครัวเรือนที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจมากกว่า จะยิ่งถ่างกว้างออกไปมากขึ้น</p>



<p>“การพัฒนาทุนมนุษย์ในวันนี้ต้องเปลี่ยนไปตามบริบทและเงื่อนไขใหม่ ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสียจากการที่เด็กและเยาวชนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว” ดร.ไกรยส กล่าวก่อนที่จะระบุให้เห็นว่า ปีการศึกษา 2566 ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษราว 1.8 ล้านคน โดย กสศ. สนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ หรือยากจนระดับรุนแรง (Extremely Poor) จำนวน 1,248,861 คน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ตัวเลขยังไม่แตะหลักล้านคือ 994,428 คน</p>



<p>นอกจากนี้ยังกล่าวต่ออีกว่า เด็กกลุ่มนี้แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ความยากจนในระดับรุนแรงยังคงเป็นอุปสรรคทำให้ครอบครัวเด็กไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้&nbsp;</p>



<p>“หากสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความเข้มแข็ง และสามารถทำงานไปกับสถาบันทางการศึกษาได้แล้ว โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเป็นโจทย์ที่เราสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อค้นพบบนเส้นทางการศึกษา กับอุปสรรคที่ดับฝันเด็กและเยาวชน</strong></h2>



<p>กสศ. ได้ติดตามข้อมูลเส้นทางการศึกษาของนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษตั้งแต่ปี 2562-2566 โดยติดตามจากจุดสำคัญบนเส้นทางการศึกษา 4 จุดด้วยกัน คือการสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ การศึกษาต่อในปีการศึกษา 2562 การศึกษาต่อในปีการศึกษา 2563 และการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในปีการศึกษา 2566 (ผ่านระบบ TCAS)</p>



<p>พบว่าในปีการศึกษา 2562 นักเรียนยากจนและยากจนพิเศษสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ หรือ ม.3 จำนวน 168,307 คน และในปีการศึกษา 2563 นักเรียนในกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ (33,547 คน) ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่พบการศึกษาต่อในระบบ (รวม กศน.) สาเหตุหลักคือความยากจนและความห่างไกลของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และอีก 80 เปอร์เซ็นต์ (134,760 คน) คือจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่ศึกษาต่อในระดับชั้น ม.4 ปวช. กศน. หรือเทียบเท่า</p>



<p>เมื่อติดตามต่อเนื่องถึงปีการศึกษา 2566 เห็นว่านักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา 12.46 เปอร์เซ็นต์ (21,921 คน) และอีก 87.54 เปอร์เซ็นต์ (112,839 คน) ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาและระบบประกอบอาชีพ (อาจศึกษาต่อโดยไม่ผ่านระบบ TCAS เรียน ปวส. หรือไม่ได้เรียนต่อ)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c18b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/a-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-764787"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/6-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากสถิติดังกล่าวสามารถสรุปข้อค้นพบ ดังนี้</p>



<ol>
<li>ยิ่งการศึกษาระดับสูง โอกาสที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะได้เรียนต่อก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งในปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ซึ่งต่ำกว่าค่าสถิติของทั้งประเทศกว่า 3 เท่า</li>



<li>ช่วงชั้นรอยต่อเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบมากที่สุด เพราะจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาในช่วงเปิดเทอม พร้อมกับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก</li>
</ol>



<p>• รอยต่อ ม.ต้น ถึง ม.ปลาย หรือ ปวช.</p>



<p>สิ่งที่พบว่าเป็นอุปสรรคในช่วงรอยต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับจากการสัมภาษณ์เชิงลึก สาเหตุหลักมาจากการเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน กล่าวคือ เด็กจำนวนมากไม่รู้ข้อมูลแหล่งทุน และแหล่งทุนเองก็มีจำกัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืม&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เงื่อนไขของแหล่งทุน เงินกู้เพื่อการศึกษา หรือกระทั่งเงื่อนไขของสถาบันการศึกษาเองก็ไม่เอื้อให้กับเด็กยากจนและยากจนพิเศษเท่าที่ควร เนื่องจากในบางกรณีเปิดเทอมไปแล้ว 3-6 เดือน จึงจะได้รับเงิน กลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของอุปสรรคในการเรียนต่อ เช่น ค่าเครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง เป็นต้น</p>



<p>• รอยต่อ ม.ปลาย หรือ ปวช. ถึงอุดมศึกษา</p>



<p>นักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษที่จำต้องยอมแพ้และตัดสินใจไม่เรียนต่อในที่สุด เนื่องจากค่าใช้จ่ายในช่วงรอยต่อการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยสูงถึง 12 เท่าของรายได้นักเรียนยากจนพิเศษ หรือราว 13,200-29,000 บาท โดยภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นจากเดิม เช่น ค่าใช้จ่ายในระบบ TCAS ค่าแรกเข้ามหาวิทยาลัย (หอพัก ประกัน เครื่องแบบนักศึกษา กิจกรรม) และค่าเทอมที่อาจต้องจ่ายทันทีเพื่อรักษาสิทธิ์</p>



<p>นอกจากนี้ปัญหาเรื่องของแหล่งทุนเองก็คล้ายคลึงกับช่วงรอยต่อก่อนหน้า โดยมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบข้อมูลแหล่งทุน แหล่งทุนมีจำกัด รวมไปถึงหากต้องการเรียนโดยการใช้ทุน จะต้องเลือกเรียนสาขาที่ให้ทุนและค่าเทอมไม่แพง ซึ่งอาจไม่ตรงตามความต้องการ</p>



<p>อีกทั้งยังพบเจอกับปัญหาที่เงินจากแหล่งทุนหรือเงินกู้ให้เงินล่าช้า เกินเวลาการรักษาสิทธิ์และการจ่ายค่าเทอม ประกอบกับนักศึกษาไม่สามารถขอผ่อนผันค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยไปก่อนได้</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" data-id="73997" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3.jpg" alt="" class="wp-image-73997" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="73998" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8.jpg" alt="" class="wp-image-73998" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/2-8-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ</strong></h2>



<p>“การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือ การลงทุนในเด็กและการพัฒนาทุนมนุษย์</p>



<p>ผู้จัดการ กสศ. กล่าวขึ้นหลังจากนำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สะท้อนภาพเด็กยากจนและยากจนพิเศษที่ต้องทยอยหลุดออกจากระบบ จากนานาอุปสรรคที่ฉุดรั้งเส้นทางการศึกษาของเด็กและเยาวชน โดยชี้ให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการลงทุนในทุนมนุษย์ เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน เพราะด้วยอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยเหลือเด็กและเยาวชนให้ลงทุนได้น้อยลงทุกปีและทุกวัน</p>



<p>“ตอนนี้ทองแพงมาก แต่มูลค่าเด็กทั้งคนสูงกว่าทองคำ เด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคำในวันนี้ อย่าปล่อยให้เขาต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา”</p>



<p>เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ที่จะทยอยครบกำหนดในอีก 5-7 ปี ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมาย หากไม่เร่งลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์</p>



<p>การลงทุนในทุนมนุษย์คือกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคน 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อออกจากกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2579</p>



<p>นอกจากนี้ทุนมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น จะนำไปสู่การขยายฐานภาษีที่กว้างและลึกขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวทั้งหมดเพื่อเป็นการบอกว่าทำไมประเทศไทยควรเร่งลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคตั้งแต่วันนี้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3b4c67"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/c.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งหมดทั้งมวลถูกกลั่นกรองออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่</p>



<p>1. ลงทุนในเด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับปฐมวัย (Invest Early) โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยจากครัวเรือนใต้เส้นความยากจน มุ่งเน้นการลงทุนที่ตัวเด็กและครัวเรือน รวมทั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว</p>



<p>ควรวางระบบการพัฒนาทุนมนุษย์แบบวงจรปิด (Closed-loop Human Development Model) มุ่งเน้นกระบวนการพัฒนาพัฒนาทุนมนุษย์จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน โดยไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสียเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>2. ลงทุนให้ถูกกลุ่มเป้าหมายสำคัญของประเทศและด้วยวิธีการที่ชาญฉลาด (Invest Smartly) คือการลงทุนสร้างระบบการศึกษาทางเลือกที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิตและครอบครัวของเยาวชนมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“เป็นเรื่องยากถ้าจะให้เด็กเรียนอยู่ในห้องเรียน หรือเรียนอยู่ในระบบการศึกษาแบบเดิมๆ เราต้องพยายามทำให้เขามีทางเลือกทางการศึกษา ซึ่งทางเลือกนั้นอาจมาจากสถานประกอบการ”</p>



<p>กสศ. จึงมีข้อเสนอว่า รัฐควรเพิ่มแรงจูงใจทางภาษี 2 เท่า แก่สถานประกอบการ ภาคเอกชนที่จะทำหน้าที่เป็นระบบการศึกษาทางเลือกให้แก่เยาวชน 150,000 คน ที่ออกจากระบบการศึกษา แต่ยังต้องการพัฒนาทักษะแรงงาน และมีรายได้เสริมระหว่างการพัฒนา รวมไปถึงสมาชิกครัวเรือน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการเทียบโอนวุฒิและหน่วยกิตให้แก่สถานประกอบการและเยาวชนวัยแรงงาน</p>



<p>ในข้อเสนอนี้หน่วยงานผู้พัฒนาทุนมนุษย์ทุกฝ่าย ควรพิจารณานำข้อมูลเยาวชน 150,000 คน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อหาแนวทางสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ 20 ปีไร้รอยต่อ (ตั้งแต่ปฐมวัย-อุดมศึกษา) โดย กสศ. ได้พัฒนาระบบสนับสนุนการส่งต่อข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่พร้อมร่วมสนับสนุน ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)</p>



<p>3. ลงทุนอย่างเสมอภาค (Invest Equitably) ให้ความสำคัญต่อสิทธิทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนมาก่อนเงื่อนไขทางบัญชีและการเงินของสถาบันที่สามารถยืดหยุ่นได้</p>



<p>“อย่าเอาเงื่อนไขในการเก็บค่ารักษาสิทธิ์ เพื่อป้องกันการสละสิทธิ์ มาเป็นอุปสรรคในการศึกษาของเด็ก เพราะถ้าเขาไม่ได้โอกาสในการศึกษาต่อ ก็จะเป็นปัญหาที่ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสโดยไม่จำเป็น”</p>



<p>สิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาลดค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวและการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะเยาวชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งต้องแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวสูงกว่ารายได้ครัวเรือนถึง 12 เท่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของประชากรที่ยากจนที่สุดของประเทศ</p>



<p>4. ลงทุนด้วยนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ (Invest Innovatively) โดยใช้แรงจูงใจในการลดหย่อนภาษี 2 เท่า มาพัฒนานวัตกรรมความร่วมมือและนวัตกรรมทางสังคม เพื่อสนับสนุนการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืน&nbsp;</p>



<p>กสศ. เสนอให้ใช้มาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal Policy) เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืน เช่น การออกสลากการกุศล หรือออกพันธบัตร ตราสารหนี้ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16ed39"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้อาจมีการเหนี่ยวนำทรัพยากรจากตลาดเงินและตลาดทุน มาร่วมลงทุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืน</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวทิ้งท้ายก่อนจบการนำเสนอว่า ถ้าหากสามารถลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคได้ จะเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่าที่สุดอย่างน้อย 3 ประการ คือ ประเทศไทยจะมีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยพาคนออกจากวงจรความยากจนได้ในรุ่นของเรา และประเทศไทยจะออกจากกับดักรายได้ปานกลางในช่วงชีวิตของเราได้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-281023/">กสศ. เปิดข้อค้นพบจากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2566 ตั้งเป้าสร้างทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-251023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Oct 2023 11:53:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73897</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำฯ ปี 2566 “ทุนมนุษย์ยุติคว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-251023/">เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ. เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำฯ ปี 2566 “ทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ” ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากโควิด-19 และเงินเฟ้อเป็นตัวเร่งสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้รุนแรงขึ้น รายได้ครัวเรือนแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เหลือ 34 บาทต่อวัน น้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนในระดับนานาชาติถึงวันละ 80 บาท</strong></p>



<p><strong>ชี้ไทยกำลังเผชิญหน้าความท้าทายในการพัฒนา “ทุนมนุษย์” โดยจากการสำรวจล่าสุด พบว่าทุนมนุษย์ในเด็ก เยาวชนวัยแรงงานตอนต้นอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ระดับปฐมวัยมีความพร้อมด้านคณิตและทักษะการฟังลดลง ขณะที่ผลศึกษาเยาวชนวัยแรงงานช่วงต้น (ม.3) สูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ มีการประเมินว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทักษะ Soft Skill 7 ด้านของเด็กจากครัวเรือนยากจนมีความถดถอยกว่าเดิม 30-50 % แนะประเทศไทยวางนโยบายและทรัพยากรใหม่ในการจัดการศึกษายุติวงจรยากจนข้ามรุ่น&nbsp; โดย กสศ.เสนอออกแบบ “ลงทุนในทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” ใหม่ ยุติวงจรยากจนข้ามรุ่น</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4caa26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566&nbsp; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดสัมมนาทางวิชาการประจำปี “Equity Forum 2023 ทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ” ที่ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2566 และผลงานวิจัย รวมถึงข้อเสนอการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ในประชากร 3 ช่วงวัยสำคัญของประเทศ&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา&nbsp;นำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566&nbsp; โดยชี้ว่า </strong>ปี 2566&nbsp; หลังจากสถานการณ์โควิด-19&nbsp;เศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่&nbsp; สถานการณ์เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง เป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะค่าครองชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบางได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีปัญหาความยากจนหรือด้อยโอกาสในมิติต่างๆ เป็นทุนเดิม&nbsp; ถ้าหากเราไม่ช่วยเหลือ ดูแลเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบางเหล่านี้&nbsp; ประเทศไทยอาจมีการฟื้นตัวเป็น<strong>ลักษณะ K-Shaped</strong> (K-Shape Recovery) หมายถึง<strong>ช่องว่างความเหลื่อมล้ำของเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกับครัวเรือนที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจมากกว่าจะยิ่งถ่างกว้างออกไปมากขึ้น</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b1bd41"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีความพร้อมมากกว่าจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะถดถอยจากการเรียนรู้ได้มากกว่า และเด็กที่เข้าไม่ถึงโอกาสในการฟื้นฟูหรือหลุดจากระบบ จะกลายเป็นกลุ่มประชากรรุ่นที่สูญหายจากการเรียนรู้ (Lost Generation) หลักฐานเรื่องนี้ ยืนยันจากข้อค้นพบ ปัญหาทุนมนุษย์ช่วงวัยสำคัญ<strong> </strong>&nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มยากจนด้อยโอกาส ”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ในวันนี้จึงต้องเปลี่ยนไป ในบริบท และเงื่อนไขใหม่ ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย หรือปล่อยให้เด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว เพราะเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคำ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า  นอกจากนี้อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เราจะเหลือเด็กเยาวชนให้ลงทุนได้น้อยลงทุกๆ ปี ทุกๆ วัน</p>



<p>“เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13  จะทยอยครบกำหนดในอีก 5-7 ปี หากไม่เร่งลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายนี้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df5784"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d8f80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้จัดการกสศ.ชี้ว่า การลงทุนในทุนมนุษย์คือกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคน 40% เพื่อออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ภายในปี 2579 ของไทย ทุนมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ฐานภาษีที่กว้างและลึกขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ จากการประเมินขององค์การ UNESCO พบว่าหากประเทศไทยสามารถยุติปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประเทศไทยจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ถึง 3%”&nbsp;</p>



<p>ดร.ไกรยส ระบุว่า ปีการศึกษา 2566 <strong>ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษราว 1.8 ล้านคน</strong> โดย <strong>กสศ. สนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ หรือยากจนระดับรุนแรง (Extremely Poor) จำนวน 1,248,861 คน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ตัวเลขยังไม่แตะหลักล้านคือ 994,428 คน</strong>   </p>



<p>เด็กกลุ่มนี้ แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ความยากจนในระดับรุนแรงยังเป็นอุปสรรคทำให้เด็กบางคนไม่สามารถมาเรียนได้ ความเป็นอยู่ของเด็กแร้นแค้น สภาพบ้านเข้าข่ายทรุดโทรม ไม่มีค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และ<strong>ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ รายได้ของครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษที่มีบุตรหลานอยู่ในระบบการศึกษามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิม 1,250 บาทต่อเดือน ในปี 2562 พอถึงปี 2566&nbsp; กลับลดลงเหลือ 1,039 บาทต่อเดือน หรือวันละ 34 บาท หรือลดลงราวร้อยละ 5 ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนระดับนานาชาติ 2.15 ดอลลาร์ต่อวันหรือวันละประมาณ 80 บาท</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-170c25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้จัดการ กสศ. ชี้ว่าจากการติดตามข้อมูลนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษตั้งแต่ปี 2562&nbsp; จนถึงปี 2566 มีข้อค้นพบ ดังนี้&nbsp;</p>



<p><strong>1.ยิ่งการศึกษาระดับสูง โอกาสที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะได้เรียนต่อก็น้อยลงเรื่อยๆ&nbsp; ปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ</strong>&nbsp; <strong>(21,921 คน หรือ 12.46%)&nbsp; ต่ำกว่าค่าสถิติของทั้งประเทศมากกว่า 2&nbsp; เท่า</strong>&nbsp;</p>



<p>และ <strong>2.ช่วงชั้นรอยต่อเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบมากที่สุด</strong> เพราะจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาในช่วงเปิดเทอมและต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น ค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน ค่าเดินทางมาสมัครเรียน หรือการเตรียมความพร้อมในการเรียนต่อ</p>



<p><strong>เด็กกลุ่มนี้ต้องผ่านด่านที่เป็นอุปสรรคจำนวนมากจนต้องยอมแพ้ไม่เรียนต่อในที่สุด เช่น ค่าใช้จ่ายในการเข้ามหาวิทยาลัยคิดเป็น 12 เท่าของรายได้นักเรียนยากจนพิเศษ หรือราว 13,200 บาท-29,000 บาท</strong>  กสศ. ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักเรียนยากจนพิเศษที่เข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS พบว่า <strong>“ทุนการศึกษาคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจเรียนต่อ”</strong> ขณะที่<strong>ค่าใช้จ่าย TCAS ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของนักเรียนยากจนพิเศษ</strong> การสมัคร TCAS แต่ละรอบ/สาขา หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-007d64"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) รายงานความพร้อมของเด็กปฐมวัยในการเข้าสู่ประถมศึกษา หรือ School Readiness Survey  (SRS) ชี้ว่า </strong>ความพร้อมด้านการอ่านและคณิตบางมิติของเด็กปฐมวัย ยังน่าเป็นห่วง ควรเร่งช่วยเด็กที่มีปัญหาก่อนสายเกินแก้ เพราะความพร้อมนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า จะเรียนในระดับประถมได้ดีแค่ไหน โดยการสำรวจสถานะความพร้อมเด็กปฐมวัยที่เรียนอยูในระดับอนุบาล 3 จำนวน 43,213 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างปีการศึกษา 2562-2565 ถึงแม้จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ในระดับหมวดย่อยของทักษะด้านคณิตศาสตร์อยู่ในระดับที่น่ากังวลมาก เช่น ความพร้อมด้านการต่อรูปในใจ มีจังหวัดจำนวนมากที่มีระดับความพร้อมด้านการต่อรูปในใจต่ำมากร้อยละ 15 ส่วนด้านภาษาพบว่า ความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังอยู่ในระดับที่น่ากังวล มีเด็กปฐมวัยทั่วประเทศถึงร้อยละ 25 ที่มีความเข้าใจในการฟังต่ำมาก </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-983680"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO6.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราควรโฟกัสเด็กที่ไม่พร้อม (Low-Readiness Children) โดยเฉพาะ เด็กที่ขัดสน มีโอกาสขาดความพร้อมสูงกว่า ควรให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเด็กกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือ และการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ก็ให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น High Marginal Returns)”</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอ รายงานความพร้อมทุนมนุษย์ในเยาวชนแรงงานช่วงต้น  (Career Readiness Survey)  ระบุว่า </strong>เครื่องมือนี้สำรวจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนกว่า 5,200 คน ใน 26 จังหวัด ทั้งหมด 246 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสจำนวน 156 โรงเรียน และโรงเรียนประเภทอื่นๆ จำนวน 91 โรงเรียน <strong>พบว่าทั้งหมดเกิดการสูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ (Career Readiness Loss) จากการประเมิน Soft Skill ทั้ง 7 ด้าน</strong>ได้แก่ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะความคิดสร้างสรรค์  ทักษะทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก  ทักษะการแก้ปัญหาทักษะความร่วมมือกัน ทักษะความฉลาดทางอารมณ์  ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล  <strong>ผลที่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมด ลดลงถึง 30-50% โดยกลุ่มที่มีคะแนนทดสอบต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนจากครัวเรือนยากจน </strong> <strong>ถ้าเป็นเด็กในโรงเรียนมัธยมทั่วไปจะลดลง 5-15%</strong>  <strong>ดังนั้นถ้าเด็กยากจนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาจะมีชีวิตที่ลำบากมาก  “นี่เป็นสภาพของเด็กที่จะเจอปัญหาหนักที่สุด แต่ความสามารถในการรับมือกับปัญหาต่ำที่สุด”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-17bf20"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef24cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1025_แถวที่-267_PHOTO5.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา<br>คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.เกียรติอนันต์ ยังระบุว่า&nbsp; ถ้านำข้อมูลเรื่องความสำเร็จในตลาดแรงงานมาวิเคราะห์จะพบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะมีแรงผลักดันเพียงพอทำให้ทุนมนุษย์ของประเทศไทยขยับได้จริงๆ เราต้องส่งทุกคนให้จบ ปวส. หรือมีทักษะเทียบเท่าคนจบ ปวส. ถ้าต่ำกว่านี้ เด็กจะไม่หลุดจากกลุ่มก้อนทักษะทุนมนุษย์ระดับล่าง&nbsp; ซึ่งอาจจะเป็นการยกระดับทักษะให้เทียบเท่า</p>



<p>สำหรับรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพร้อมข้อเสนอนโยบายฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ที่ <a href="https://www.eef.or.th/publication-28816/" target="_blank" rel="noopener" title="ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ">ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-251023/">เหลื่อมล้ำยังรุนแรง กสศ. เสนอออกแบบใหม่ “ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” พาคนไทยหลุดพ้นจนข้ามรุ่น ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ทุนวัฒนธรรม” พื้นที่สู่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ” บนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-191023-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Oct 2023 07:28:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การลดความเหลื่อมล้ำบนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนวัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73442</guid>

					<description><![CDATA[<p>การสร้างโอกาสและการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนหนึ่งคน  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-191023-2/">“ทุนวัฒนธรรม” พื้นที่สู่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ” บนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การสร้างโอกาสและการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนหนึ่งคน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาแต่ละมิติ คือการมีแผนยุทธศาสตร์ที่ดีและมีการกำหนดเป้าหมายระยะยาวให้แน่ชัด เชื่อมโยงและส่งต่ออย่างเป็นระบบบ รวมถึงการนำทุนวัฒนธรรมที่มีในพื้นที่มาหนุนเสริมและบูรณาการ จะทำให้การทำงานมีศักยภาพยิ่งขึ้น</strong></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ซุกรี หะยีสาแม อนุกรรมการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. </strong>กล่าวในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ #EP 5 <strong>“การลดความเหลื่อมล้ำบนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน” </strong>ว่า<strong> </strong>โครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (Area-based Education: ABE) เป็นโครงการที่มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดการสร้างกลไก โดยทำหน้าที่เสมือนโซ่ข้อกลางในการเชื่อมร้อยระหว่างคนทำงานและเครือข่ายกับเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างความเสมอภาค หากพิจารณาในพื้นที่จังหวัดชายแดนทางภาคใต้สถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนไม่ได้แตกต่างจากพื้นที่อื่นในประเทศไทยมากนัก ทั้งปัญหาการหย่าร้าง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวแหว่งกลาง พ่อ-แม่ไปทำงานต่างจังหวัด ลูกอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย นอกจากนี้จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีผลกระทบอื่น ๆ เฉพาะพื้นที่ เช่น สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์พิเศษที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ต้องประคับประคองเด็กเหล่านี้ให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad31ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในพื้นที่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา มีเด็กที่มีฐานะยากจนพิเศษสูงมาก เด็กเหล่านี้บางทีเราไม่มีข้อมูล ตรงนี้เป็นหน้าที่สำคัญของแกนนำและผู้จัดการรายกรณี (CM: Case Manager) ในพื้นที่ ในการช่วยกันค้นหาให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหา เพราะหากเด็กกลุ่มนี้ถูกเพิกเฉยไม่ได้รับการดูแลอาจจะเป็นปัญหาสังคมในอนาคต”&nbsp;</p>



<p>รองศาสตราจารย์ ดร.ซุกรี ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันนอกจากสหประชาชาติที่มุ่งเน้นการทำงานถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) แล้ว ประเทศไทยยังให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดย SDGs มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย เป้าหมายต่าง ๆ หนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับการทำงานของ ABE คือ เป้าที่ 1 การขจัดความยากจน เป้าที่ 2 การขจัดความอดอยาก เป้าที่ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ดี เป้าที่ 4 การศึกษาคุณภาพ และเป้าที่ 10 การลดความเหลื่อมล้ำ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cac302"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญในเรื่องทุนทางวัฒนธรรมที่จัดเป็น Soft Power อย่างหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบนโยบาย การทำกิจกรรมเพื่อขยับขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยการใช้ทุนทางวัฒนธรรมในการออกแบบการทำงาน 3 ประเด็น ได้แก่&nbsp;</p>



<p><strong>1.การใช้ทุนวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในสภาพแวดล้อม</strong> ด้วยการสร้างทัศนคติในการใช้ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ในศาสนาอิสลามต้องดูแลเด็กยากจน เด็กด้อยโอกาส ทั้งเรื่องการบริจาคทาน คนยากจน หากสามารถใช้หลักการนี้จะทำให้เกิดการสร้างทุนมหาศาล&nbsp;</p>



<p><strong>2. การสร้างพื้นที่ให้มีการเรียนรู้ของเด็ก </strong>เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ มีการเปิดโอกาสให้เด็ก เช่น การรับเด็กฝึกงานสำหรับผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อให้เขาได้เติบโตและเพิ่มโอกาสให้แก่เด็ก&nbsp;</p>



<p><strong>3. การระดมทุนและสรรพกำลังต่างๆ ในการบริจาคทั่วไป </strong>เช่น ซากาต วากัฟ การบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ งานเลี้ยงน้ำชาชุมชนเพื่อการระดมทุนในชุมชน เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้เป็นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นความเชื่อของบริบทชุมชน ซึ่งแต่ละที่จะมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน โดยวัฒนธรรมจะเชื่อมโยงกับศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และการนับถืออื่น ๆ ในแต่ละพื้นที่ โดยทุนเหล่านี้หากมีการพัฒนาสืบสานต่อจะนำไปสู่วัฒนธรรมในพื้นที่ ที่จะช่วยให้เด็กมีโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชวนสะท้อนคิด </strong>โดยระบุว่า<strong> </strong>เวทีครั้งนี้จะเห็นได้ว่าจังหวัดปัตตานีมีการนำทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่มาเป็นเครื่องมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยจังหวัดปัตตานีเริ่มต้นจากการทำระบบข้อมูลเพื่อแสดงให้เห็นภาพรวมสถานการณ์ นำไปสู่การให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ขณะที่จังหวัดสงขลานำเสนอในเรื่องกลไกภาพรวมการทำงานในพื้นที่ในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด มีการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ ที่ทำให้เกิดการปูพื้นฐานและนำไปสู่การคิดกระบวนการทำงานต่อ โดยเชื่อว่า หลังจากนี้แต่ละจังหวัดจะใช้ฐานทุนทางวัฒนธรรมในการจัดการสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในแต่ละพื้นที่ในการขับเคลื่อนงาน หรือมีข้อค้นพบจุดแข็งของพื้นที่ตนเองแล้วนำไปสู่การต่อเติมหรือหนุนเสริมการทำงานต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-786ee9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ด้านศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. </strong>กล่าวว่า ในเวทีนี้จะเห็นการทำงานด้านเด็กและเยาวชนในลักษณะของงานวิจัยและข้อค้นพบต่างๆ ภายใต้การทำงานกับเครือข่าย โดยพบว่า กองทุนต่าง ๆ มีจำนวนมาก ดังนั้น การทำงานนอกจากเรื่องการมีกองทุนแล้ว คีย์เวิร์ดสำคัญ คือ ต้องมีการบริหารจัดการกองทุนนั้น ๆ ด้วย เพราะมีหลายกองทุนที่ล้มเหลว จึงต้องมีการพูดคุยและวางตำแหน่งการทำงานให้เหมาะสม รวมทั้งคนทำงานต้องเคารพพื้นที่และเครือข่าย</p>



<p>ส่วนเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม คุณภาพชีวิต ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า เป็น Soft Power อย่างหนึ่ง เพราะความเชื่อต่าง ๆ ต้องใช้ทั้งศาสนาและวัฒนธรรม โดยศาสนาและวัฒนธรรมสามารถช่วยลดเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ ทั้งศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ได้ทำหน้าที่ของด้วยตัวของศาสนาเอง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยมีการต่อยอดแนวคิด “Learn to Earn: การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด&#8221; เพื่อสนับสนุนการให้ทุนการศึกษาในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่ง CM ในพื้นที่จะเป็นคานงัดเล็กๆ ที่จะนำไปสู่การบูรณาการและเชื่อมโยงหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาสังคม แล้วค่อย ๆ ขยายการทำงานแบบปราณีตและมีคุณภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-860b48"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 5 ของโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (Area-based Education: ABE) มี 12 จังหวัดเครือข่าย เป็นเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเรื่อง<strong>“การลดความเหลื่อมล้ำบนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน” </strong>สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2566 ณ โรงแรมคริสตัล จังหวัดสงขลา โดยมีการนำเสนอกรณีตัวอย่างการใช้ทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่แก้ไขปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ มีจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีเป็นเจ้าภาพร่วม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับภาคีเครือข่ายในเวทีในการวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาและทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่ซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกัน</p>



<p>รวมทั้งเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านกรอบคิดทางวัฒนธรรมและขยายมุมมองในการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่สอดคล้องกับบริบทและพื้นที่ โดยแต่ละพื้นที่มีทุนทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ความเข้มแข็งของแต่ละพื้นที่จึงต้องอาศัย เครื่องมือ 7 ชิ้น เป็นเครื่องมือศึกษาชุมชน ที่จัดทำโดยนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาจากเครื่องมือของนักมานุษยวิทยาที่ใช้ในการศึกษาชุมชนให้มีความเหมาะสมกับการวางรากฐานทำความเข้าใจชุมชน รวมทั้งช่วยให้คนทำงานเข้าใจมิติต่าง ๆ ของชุมชนที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็น การมองเห็นศักยภาพชุมชน การเห็นความเชื่อมโยงของปัจจัยต่าง ๆ แทนที่จะมองแยกเป็นส่วน ๆ เช่น การศึกษา อาชีพ โอกาสทางเศรษฐกิจ ฐานะทางครอบครัว เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ในชุมชน ตลอดจนเห็นความแตกต่างหลากหลายและลักษณะเฉพาะของชุมชน เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชน ผังเครือญาติ ประเพณีท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ที่มีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เกิดความภาคภูมิใจของคนในชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb4a84"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-254_ภาพประกอบ19.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังจะเห็นได้จากการลงพื้นที่<strong>สำรวจชุมชนแหลมสนอ่อน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกระดับตำบลของคณะทำงานการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจังหวัดสงขลา ในการเป็นหูตาสัปปะรดในพื้นที่คอยค้นหาสอดส่อง ดูแล ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยการขยับงานในชุมชน ทีมสมาชิกชุมชนได้มีการประยุกต์ใช้เครื่องมือ 7 ชิ้น ในการสำรวจข้อมูลบริบทชุมชน ทุนทรัพยากรและทุนวัฒนธรรมในบริเวณโดยรอบ เพื่อเป็นข้อมูลในการเดินงาน และสามารถเปลี่ยนผลิกผันชีวิตคนในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถต่อรองการมีอยู่ การเรียนรู้ และการสร้างอาชีพของชุมชน ให้มีการพัฒนาอยู่อย่างสม่ำเสมอได้&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-191023-2/">“ทุนวัฒนธรรม” พื้นที่สู่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ” บนความหลากหลายของวิถีชีวิตและผู้คน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/new-210923/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Sep 2023 05:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=72252</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-210923/">ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ ฯ &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมลงนามความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ปีการศึกษา 2567 และกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายการทำงานร่วมกันของสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปี 2566 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้แทนจากสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจาก 14 สถาบันเข้าร่วม</p>



<p>ในความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ได้มี 8 สถาบันร่วมลงนาม ได้แก่ มหาวิทยาลัยภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be8e5f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>    </p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า กสศ. วิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์การศึกษาประเทศไทยพบว่า ในจำนวนโรงเรียนมากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ มีโรงเรียนกลุ่มที่เรียกว่า Protected School ซึ่งไม่สามารถควบรวมได้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารเช่นบนเขาหรือในเกาะแก่ง โดยโรงเรียนเหล่านั้นถือว่าเป็นความหวังเดียวของคนนับร้อยนับพันชีวิตในพื้นที่ ขณะที่ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่ห่างไกลเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาครูโยกย้ายบ่อย เนื่องจากครูที่ได้รับการบรรจุไม่ใช่คนในพื้นที่ ดังนั้นเมื่ออยู่ครบเกณฑ์ 2 ปี จึงมักทำเรื่องขอย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาของตน ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้เอง ที่ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดการศึกษา คัดเลือกให้เป็นโรงเรียนปลายทางของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพราะปัญหาขาดแคลนครูเป็นเรื่องเร่งด่วน และจะปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีกไม่ได้</p>



<p>นอกจากการแก้ปัญหาขาดแคลนครู กลุ่มเป้าหมายของนักศึกษาโครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ยังคัดสรร คัดกรอง และคัดเลือกจากเยาวชนที่มีความตั้งใจที่จะเป็นครูเป็นตัวตั้ง รวมถึงเป็นเยาวชนจากกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ขาดโอกาส ซึ่งเป้าหมายหนึ่งของโครงการคือการทำให้น้อง ๆ เหล่านี้เป็นคนแรกของครอบครัวที่จบการศึกษาสูงกว่าภาคบังคับ และสามารถพาตนเองและครอบครัวพ้นจากกับดักความยากจนได้สำเร็จในรุ่นของตน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-79c22a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เมื่อวันที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นกลับไปบรรจุที่โรงเรียนปลายทาง พวกเขาจะพร้อมด้วยพลังคนรุ่นใหม่ ทักษะความเป็นครู และความเข้าใจบริบทพื้นที่ในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชน และนับจากปีการศึกษาหน้า หรือปี 2567 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการที่บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่น จะกลับคืนสู่โรงเรียนปลายทางราวปีละ 300 คน รวม 5 ปี 1,500 คน ซึ่งครูเหล่านี้จะไปทำประโยชน์ให้กับเด็กเยาวชนทั่วประเทศได้มากกว่า 300,000 ชีวิต ใน 50 จังหวัด 800 ตำบล หรือกินพื้นที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ</p>



<p>“ไม่เพียงส่งครูรัก(ษ์)ถิ่นไปยังโรงเรียนปลายทาง กสศ. ยังมีการติดตามการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนต่อเนื่อง โดยนำเครื่องมือ นวัตกรรม และการสนับสนุนจากภาคเอกชนเข้าไปหนุนเสริม เพื่อให้แต่ละโรงเรียนได้รับการระดมทรัพยากรอย่างเต็มที่ และเป็น 1,500 โรงเรียนที่จะเป็นฐานการขยายต่อการทำงานไปยังโรงเรียนอื่น ๆ และพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bc9dd8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/รศ.ดร.ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล </strong>กล่าวว่า แนวคิดกระบวนการผลิตและพัฒนา ‘ครูของชุมชน’ เพื่อสร้างโอกาสให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล คือการสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงให้กลับไปพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยโครงการ ฯ 4 ปีที่ผ่านมาได้ดำเนินอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นของสถาบันผลิตและพัฒนาครู ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือทำให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นทั้ง 1,500 คนเป็นหลักฐานยืนยันผลงานวิจัย ว่า ‘ระบบการผลิตและพัฒนาครูในระบบปิด’ สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้ ด้วยขั้นตอนการค้นหาคัดกรองคัดเลือกเยาวชนที่มีความต้องการเป็นครู และขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา จากนั้นนำเข้าสู่ขั้นตอนผลิตพัฒนาในหลักสูตรเฉพาะ จนได้ครูที่มีอัตลักษณ์เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงเป็นโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการขนาดใหญ่ และต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 15 ปี ดังนั้นผลการศึกษาวิจัยที่จะได้จากสถาบันผลิตและพัฒนาครูนี้ จะเป็นคานงัดสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบผลิตและพัฒนาครู เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ แม้ว่าการลงทุนในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะใช้ต้นทุนสูง แต่ถ้ามองถึงปลายทางว่าเราผลิตครูหนึ่งคนที่มีคุณภาพ และมีคุณสมบัติเฉพาะที่จะกลับไปพัฒนาชุมชนห่างไกล 1,500 แห่งทั่วประเทศ ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะจะมีนักเรียนและคนในชุมชนอีกเรือนแสนที่จะได้รับประโยชน์จากครูรุ่นใหม่ในโครงการนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e69a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/รศ.ดร.ประวิต-เอราวรรณ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา </strong>(ก.ค.ศ.) กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยระบบผลิตครูคุณภาพกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศ ใน 12 ประเทศที่มีผลลัพธ์ทางการศึกษาระดับสูง พบว่าในประเทศเหล่านี้ มีโครงการผลิตและพัฒนาครูที่คล้ายคลึงกับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น แนวคิดสำคัญคือการพัฒนาครูตามช่วงวัยของวิชาชีพ ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ เพื่อไปสู่ ‘สมรรถนะของวิชาชีพ’ ขั้นสูง โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัย (Candidate Teacher Students) ที่เริ่มต้นด้วยคำถามสำคัญ ณ จุดเริ่มต้นของกระบวนการผลิตและพัฒนาครู ว่า ‘ใครควรจะมาเป็นนักศึกษาครู’</p>



<p>ตัวอย่างที่น่าสนใจคือประเทศเกาหลีใต้และฟินแลนด์ ที่เปิดโอกาสให้เฉพาะเยาวชนที่จบชั้นมัธยมศึกษาด้วยคะแนนสูงสุด 15% แรกเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์สอบเข้าเรียนคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ทำให้ครูเป็นอาชีพที่เตรียมไว้เฉพาะสำหรับเยาวชนที่มีศักยภาพสูง ส่วนอีกระบบสำคัญคือการคัดเลือกคนเข้าเรียน ที่จะต้องผ่านเกณฑ์ 3 ข้อ คือ ความสามารถทางวิชาการ ความสามารถทางภาษา และคุณลักษณะความพร้อมในการเป็นครู ซึ่งจะวัดประเมินตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-afba56"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>และเมื่อผ่านคัดเลือกแล้ว นักศึกษาครู (Teacher Students) จะต้องเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ควบคู่กันระหว่างในห้องเรียนกับหน้างานจริง เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับวิธีการจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ที่แตกต่างหลากหลาย สถาบันผลิตและพัฒนาครูจึงต้องมี Enrichment Program หรือหลักสูตรที่ช่วยเติมเต็มการทำงานในบริบทเฉพาะทาง จนถึงช่วงเริ่มต้นการเป็นครู (Beginning Teacher) ที่จะมีการดูแลอย่างต่อเนื่องระหว่างสถาบันผลิตและพัฒนาครู ร่วมกับโรงเรียนปลายทาง ภายใต้กรอบการพัฒนาครูใหม่ 3 ด้าน คือ 1.คุณลักษณะส่วนบุคคล 2.ทักษะทางวิชาชีพ และ 3.ทักษะทางสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชน</p>



<p>“อีกตัวอย่างที่น่าสนใจของการผลิตครูในระบบปิดเพื่อตอบโจทย์เชิงพื้นที่ คือในประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ และมีหลายส่วนของประเทศที่กันดารและยากลำบาก ครูส่วนใหญ่จึงเลี่ยงจะเข้าไปทำงานตรงนั้น สองประเทศนี้จึงมีวิธีการผลิตครูสำหรับพื้นที่เฉพาะที่คล้ายคลึงกับหลักการของครู(ษ์)ถิ่น คือนำคนในพื้นที่มาเรียนรู้ในทักษะวิชาชีพครู ด้วยการเรียนรู้บทเรียนจากส่วนกลาง และนำองค์ความรู้ร่วมกับประสบการณ์เฉพาะตัว ไปต่อยอดทำงานในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้เกิดการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาชุมชนที่เหมาะสม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6f84ed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า เมื่อโลกเคลื่อนผ่านสู่ยุค ‘Post Covid-19’ ระบบนิเวศทางการศึกษา (Ecosystem &amp; Education) ได้มีการเปลี่ยนแปลงในสามเรื่องสำคัญ ได้แก่</p>



<p>1.การออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (Curriculum design &amp; instruction) ที่ครูต้องเปลี่ยนจากการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กทั้งห้อง (One set to all students) เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กรายคน (Tailored made to each student) ครูรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องมีทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม (Flexible Curriculum) สำหรับผู้เรียนที่แตกต่างหลากหลาย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>2.ระบบโรงเรียน (Schooling) เปลี่ยนจากเดิมที่เอาเด็กมานั่งเรียนร่วมกันเป็นห้อง (Lectural Classroom) มาเป็น ‘ห้องเรียนเสมือนจริง’ (Virtual Classroom) และ ‘การเรียนรู้ด้วยตัวเอง’ (Self-learning Modules) มากขึ้น ครูต้องมีความสามารถในการ ‘หยิบฉวย’ และ ‘ออกแบบ’ การจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มาช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะได้เป็นรายคน</p>



<p>3.กระบวนการจัดการศึกษา (Education Setting) ที่ขยายฐานจากโรงเรียน (School Based) สู่บ้าน (Home Based) ซึ่งผู้ปกครองจะมีบทบาทในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น ฉะนั้นครูต้องสามารถยกระดับการสื่อสารและสร้างความความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง เพื่อดูแลช่วยเหลือเด็กไปด้วยกันได้</p>



<p>“การผลิตและพัฒนาครูในวันนี้ จึงมีความท้าทายอย่างยิ่งกับการพัฒนาประชากรสู่ศตวรรษใหม่ ในโลกที่มุ่งสู่การเรียนรู้เพื่อการ ‘คิดได้-ทำเป็น’ โดยไม่ยึดติดกับเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและตลอดเวลา ครูต้องตามการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาให้ทัน และนำมาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Active Learning ให้ได้ ดังนั้นโจทย์ความต้องการใช้ครูในอนาคต จึงต้องคำนึงถึงทั้งเรื่องอัตรากำลัง รวมถึงการจัดสรรครูที่ตรงสาขา ตรงตามความต้องการของลักษณะของแต่ละโรงเรียน เราต้องมี ‘ครูที่ถูกต้อง’ เพื่อไปสอนใน ‘โรงเรียนที่ถูกต้อง’ และนี่เป็นภารกิจที่สถาบันผลิตและพัฒนาครูจะต้องทำ ด้วยการสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติสอดรับกับทิศทางการการพัฒนาเชิงพื้นที่ ทั้งเพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน และตอบสนองความต้องการใช้ครูในอนาคต ซึ่งโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นคือแนวทางหนึ่ง ที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การวางรากฐานระบบการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทยในวันข้างหน้า”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9661c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น </strong>กล่าวว่า บุคคลสำคัญที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการศึกษา คือ ‘ครู’ โดยเริ่มทำได้จากภายในห้องเรียน เพราะเราเห็นแล้วว่าวิธีการกำหนดกรอบเกณฑ์เดิมที่ทำจากบนลงล่าง หรือ Top-Down นั้น แม้จะมีแนวคิดหลักการหรือเจตนาที่ดีอย่างไร แต่ผลที่พิสูจน์แล้วได้แสดงให้เห็นว่า ‘ไม่เวิร์ก’ ฉะนั้นถ้าจะให้ ‘เวิร์ก’ การเปลี่ยนแปลงต้องมาจาก ‘กลุ่มครู’ และโรงเรียน ด้วยการทำงานที่มีเป้าหมายตั้งต้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์ ภายใต้คำถามว่าอยากจะให้ลูกศิษย์ได้อะไรติดตัวไปเมื่อจบการศึกษา หมายถึง ‘กลุ่มครู’ ต้องรวมกลุ่มกันเรียนรู้จากการปฏิบัติ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันผ่านกระบวนการ PLC: Professional Learning Community หรือ ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’ เพื่อการออกแบบชั้นเรียนแล้วนำไปใช้ จากนั้นเก็บข้อมูลและตีความเพื่อปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แล้วการเรียนรู้จากประสบการณ์จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ของศิษย์ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ)ถิ่นที่ดำเนินมาถึงรุ่นที่ 5 สถาบันผลิตและพัฒนาครูได้แสดงให้เห็นแล้วว่าจะหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ‘ครู’ ในขั้นตอนการผลิตอย่างไร ก่อนที่ครูรุ่นใหม่เหล่านี้จะเข้าไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กห่างไกล และเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชนในระดับพื้นที่ โดยมีส่วนกลางเป็นผู้คิดกรอบวางแนวทางและกำหนดเป้าหมาย ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและให้การสนับสนุน เพื่อให้ครูและโรงเรียนได้มีบทบาทในการแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20a654"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/ดร.อุดม-วงษ์สิงห์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู และสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า การร่วมงานกับสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 คือบทสรุปหนึ่งของโครงการในระยะแรก คือเป็นช่วงผลิตและพัฒนาครู 5 รุ่น รุ่นละ 4 ปี (2563-2571) โดยเป็นการวิจัยค้นหาสถาบันผลิตครูต้นแบบ หาเกณฑ์คัดเลือกนักศึกษาทุน และออกแบบหลักสูตรสร้างครูรุ่นใหม่ และนับจากปีนี้ไปจะเป็นการร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อกำหนดกรอบการทำงานในระยะสนับสนุนติดตามอีก 6 ปี (2571-2577) ที่บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นจะทยอยเข้าไปเติมในโรงเรียนปลายทางจนครบ 1,500 แห่ง และเป็นจุดเริ่มของการกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ภายใต้กรอบแนวคิด 3 ด้าน ได้แก่ 1.สร้างโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้กับเยาวชนที่มีศักยภาพและขาดแคลนโอกาส 2.สร้างสถาบันต้นแบบและนวัตกรรมการผลิตและพัฒนาครูคุณภาพสูงที่สอดคล้องกับความต้องการเชิงพื้นที่ 3.พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลด้วยหลักสูตรที่ตรงกับบริบทพื้นที่</p>



<p>สำหรับหลักสูตรการผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 5 จะครอบคลุมสาขาวิชาปฐมวัย ประถมศึกษา และวิชาเอกคู่ (ปฐมวัย-ประถมศึกษา)  329 อัตรา ตอบโจทย์พื้นที่เป้าหมายโรงเรียนปลายทางใน 40 จังหวัด โดยแบ่งการทำงานเป็นสามระยะคือ ‘ต้นน้ำ’ หรือ 6 เดือนแรกกับการลงพื้นที่ค้นหา คัดกรอง คัดเลือก นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในรัศมีโรงเรียนปลายทางที่ระบุไว้ ‘กลางน้ำ’ คือนำนักศึกษาทุนเข้ารับการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรและมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรในระยะเวลา 4 ปี ส่วน ‘ปลายน้ำ’ คือช่วงการสนับสนุนติดตาม และประเมินการปฏิบัติงานของครูรัก(ษ์)ถิ่นในโรงเรียนปลายทางอีก 6 ปี โดยหัวใจของการทำงานคือการดูแลนักศึกษาทุนที่แตกต่างหลากหลายด้วยต้นทุนและภูมิหลังของชีวิต สถาบันผลิตและพัฒนาครูจึงต้องมีการออกแบบการทำงานใหม่ร่วมกัน ระหว่างผู้บริหารและคณาจารย์ในสถาบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a10249"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/36-ลงนาม-MOU-ครูรักษ์ถิ่น-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.อุดม กล่าวว่า ในปี 2567 หรือปีการศึกษาหน้า จะเป็นปีแรกที่นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จบการศึกษา และได้รับการบรรจุเข้าปฏิบัติการในโรงเรียนปลายทาง ถือเป็นการเริ่มต้นของการทำงานในระยะสนับสนุนติดตาม และจากนั้นจะเป็นการถอดบทเรียนและขยายผล ขณะเดียวกัน กสศ. จะดำเนินการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อให้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นสามารถเป็นต้นแบบของการผลิตและพัฒนาครูในโครงการอื่น ๆ และครอบคลุมไปถึงการผลิตและพัฒนาครูในสังกัดการศึกษาอื่น ๆ นอกเหนือจากโรงเรียนปลายทางในสังกัด สพฐ. ต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-210923/">ลงนาม MOU ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลดเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมบรรจุ 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘แม่ฮ่องสอนโมเดล’ นำร่อง 37 โรงเรียน ต้นแบบจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ดูแลเด็กนอกระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-310823/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Aug 2023 06:21:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฮ่องสอนโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[วุฒิสภา]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71648</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมัชชาการศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้จัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-310823/">‘แม่ฮ่องสอนโมเดล’ นำร่อง 37 โรงเรียน ต้นแบบจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ดูแลเด็กนอกระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมัชชาการศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้จัดประชุมโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษา วุฒิสภา พร้อมด้วยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของกลไกจังหวัดในการดำเนินโครงการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c846b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/30-แม่ฮ่องสอนโมเดล-04.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายนิติศักดิ์ โตนิติ อุปนายกสถาบันปัญญาวิถี จังหวัดแม่ฮ่องสอน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายนิติศักดิ์ โตนิติ อุปนายกสถาบันปัญญาวิถี จังหวัดแม่ฮ่องสอน</strong> กล่าวว่า จังหวัดได้นำร่องโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รองรับปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา คนพิการ และเด็กชายขอบ ภายใต้ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการการขับเคลื่อนการทำงานใน 2 ด้าน คือ 1) ขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรม ในโรงเรียนนำร่อง 37 แห่ง ผ่านการออกแบบการจัดการศึกษาบนพื้นฐานของอาชีพที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของฐานรากของชุมชน 2) สร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาทั้งระบบ โดยให้ความสำคัญกับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น สถาบันศาสนา เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ นอกจากนี้ ยังได้จัดการองค์ความรู้ด้านนี้ร่วมกับภาคีด้านการศึกษาควบคู่ไปด้วย</p>



<p><strong>นายบัณฑิต นิลอุดมศักดิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน</strong> กล่าวว่า ภาคเอกชนในพื้นที่ได้สร้างกลไกความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อให้มีงานทำ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับความต้องการและบริบทของพื้นที่ เชื่อมั่นว่ากลไกนี้จะสร้างบุคลากรและกำลังแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการ สามารถสร้างการเติบโตของตลาดและเศรษฐกิจของจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้</p>



<p><strong>นางอ่อนศรี ศรีอัมพร อุปนายกสมาคมพัฒนาการศึกษาแม่ฮ่องสอน </strong>กล่าวว่า แนวทางที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่คือ การใช้เครื่องมือและทุนที่มีอยู่ เพื่อช่วยเด็กและเยาวชนในพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่พิเศษที่มีความแตกต่างจากจังหวัดอื่น กล่าวคือ แม้จะมีประชากรยากจนในกลุ่มยากจนพิเศษและมีความเหลื่อมล้ำสูง แต่มีต้นทุนเชิงพื้นที่ในเชิงบวก นั่นคือ ค่านิยมของการดำรงชีพบนพื้นฐานของความพอเพียง ดำรงวิถีชีวิตภายใต้ความพอประมาณ คำนึงถึงความจำเป็นทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม รูปแบบการทำงานจึงเน้นการทำงานเสริมเติมเต็ม (Complement) กับหน่วยงานทางการศึกษาหลัก โดยไม่ก่อให้เกิดกลไกการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b6b742"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/30-แม่ฮ่องสอนโมเดล-12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีภูมิประเทศห่างไกลทุรกันดาร เป็นพื้นที่ชายแดน เด็กและเยาวชนจึงยากที่จะเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและโอกาสทางสังคม มีฐานะยากจนพิเศษ และมีสถิติเด็กหลุดออกนอกระบบในพื้นที่ทุกอำเภอค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอำเภอสบเมย และพบว่าเด็กในจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลุดจากระบบการศึกษาอันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านคมนาคมเป็นหลัก&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ท้าทายสำคัญในการทำงานในพื้นที่นี้ คือ การค้นหาเด็กกลุ่มดังกล่าวให้พบ ทำให้นำไปสู่การทำงานร่วมกับ กสศ. และกำหนดแนวทางในการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า ความสมบูรณ์ของเด็กแรกคลอด คือต้นทุนที่ดีสำหรับการดำเนินชีวิตเมื่อเติบโตขึ้น ซึ่งการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้น อาจจะช่วยแก้ปัญหาใหญ่ของเด็กกลุ่มนี้ในอนาคตได้&nbsp;</p>



<p>ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จับมือกันช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่ตกเกณฑ์ด้านสุขภาพ ด้วยการจัดอาหารเสริม ได้แก่ นม ไข่ และมื้ออื่น ๆ ตามความเหมาะสม และสร้างกลไกการส่งต่อข้อมูลเด็กรายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเด็กปฐมวัย เด็กพิการ รวมถึงมีการสร้างอาชีพทางเลือกที่เหมาะกับบริบทของพื้นที่ โดยการปรับวิธีคิดและทัศนคติเพื่อให้เด็กได้ค้นหาตัวเองอย่างเหมาะสม</p>



<p><strong>นายสมคิด ศรีธร ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน</strong> กล่าวว่า ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้นำแผนงานลดความเหลื่อมล้ำที่ได้จากการทำงานร่วมกับ กสศ. มาปรับเป็นแผนพัฒนาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำภายในจังหวัด และมีการกำหนดตัวชี้วัดการทำงานต่าง ๆ ร่วมกัน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2a98cc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/30-แม่ฮ่องสอนโมเดล-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. </strong>กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ทำให้ทราบว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีจำนวนเด็กพิการค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสรรคในการเดินทางไปโรงพยาบาลตั้งแต่ตอนแรกเกิด เมื่อได้เห็นว่าจังหวัดให้ความสำคัญกับปัญหาเด็กและเยาวชนในทุกมิติ ทำให้เชื่อมั่นว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขในระดับฐานรากได้ในที่สุด</p>



<p><strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวอีกว่า ความยั่งยืนของโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ โดย กสศ. มีหน้าที่เป็นตัวเร่ง ในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และหน่วยงานระดับผู้กำหนดนโยบาย มาทำงานอย่างสอดคล้องกัน นอกจากนี้ กสศ. ได้มีการพัฒนานวัตกรรมและใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ในการวิเคราะห์และลงลึกถึงปัญหาให้ได้มากที่สุดและสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่ได้&nbsp;</p>



<p>เป้าหมายข้างหน้า กสศ. มีความมุ่งหวังให้แต่ละจังหวัดนำร่องสามารถยืนได้ด้วยตนเองภายใน 3 ปี ผ่านกลไกกลางของจังหวัด เช่น สมัชชาการศึกษาจังหวัด ซึ่งมีแผนและข้อมูลที่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ด้วยตนเอง&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-310823/">‘แม่ฮ่องสอนโมเดล’ นำร่อง 37 โรงเรียน ต้นแบบจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ดูแลเด็กนอกระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ชูเป้าหมายการศึกษาตามบริบทพื้นที่ สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้สู่พลังขับเคลื่อน SDGs ลดความเหลื่อมล้ำเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-150823/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Aug 2023 07:06:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาตามบริบทพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองแห่งการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70906</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2566 คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-150823/">กสศ. ชูเป้าหมายการศึกษาตามบริบทพื้นที่ สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้สู่พลังขับเคลื่อน SDGs ลดความเหลื่อมล้ำเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2566 คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้จัดสัมมนา ‘อนาคตของ SDGs: ทิศทางการขับเคลื่อน และความท้าทาย’ ณ ห้องประชุมสัมมนา บี 1-4 ชั้นบี 1 อาคารรัฐสภา โดย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ในฐานะตัวแทนจากภาคการศึกษา ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรในหัวข้อ ‘การสร้างพลังขับเคลื่อน SDGs เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ได้นำเสนอประเด็นการศึกษากับการสร้างพลังขับเคลื่อน SDGs เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ว่าด้วยความพยายามบรรลุเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของ กสศ.</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> เริ่มต้นถึงการเล่าบทบาทของ กสศ. ที่มีภารกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งเหนี่ยวนำทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<p>เนื่องจากโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีความซับซ้อน จึงต้องหาจุดคานงัดเชิงระบบให้เจอ ผ่านการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด เน้นการใช้ข้อมูล นวัตกรรม เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fae7bc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0815_ข่าว-167_Artboard-1-copy.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อสำรวจถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติที่จะต้องบรรลุให้ได้ภายในปี 2030 <strong>ดร.ไกรยส</strong> ชี้ว่าเป้าหมายที่ 4 หรือการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ นับเป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งหากบรรลุเป้าหมายนี้ได้จะช่วยส่งเสริมเป้าหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น เป้าหมายที่ 1 ขจัดความยากจน เป้าหมายที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน และเป้าหมายที่ 17 หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา</p>



<p>ในการบรรลุเป้าหมายที่ 4 นั้น จะต้องมี Game Changers 7 ประการ ที่จะทำให้เป้าหมายในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้จริง ได้แก่</p>



<ol><li>การพัฒนาครูและสถานศึกษา</li><li>ระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ</li><li>ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน</li><li>นวัตกรรมการเงินและการคลัง</li><li>การจัดการศึกษาตามบริบทพื้นที่ (area-based education)</li><li>ระบบการคุ้มครองทางสังคมในระบบการศึกษา 5 ด้าน</li><li>All for Education หรือ การศึกษาเป็นกิจของทุกคน</li></ol>



<p></p>



<p>ขณะเดียวกัน การระบาดของโรคโควิด-19 ก็ได้สร้างความท้าทายและอุปสรรคทางการศึกษาหลายประการ ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทวีความรุนแรงขึ้น เด็กที่เรียนออนไลน์มีพัฒนาการที่ต่ำลง เช่น ไม่สามารถจับดินสอเขียนหนังสือได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องเร่งฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน</p>



<p>ต่อมาจึงเกิด Bangkok Statement 2022 (ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565) ซึ่งเป็นถ้อยแถลงที่มุ่งสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนและการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ถ้อยแถลงนี้เป็นข้อสรุปร่วมกันจากการประชุมรัฐมนตรีการศึกษาภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 โดยถ้อยแถลงดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ 2 ประการ</p>



<ol><li>การเปิดเรียนอย่างปลอดภัย การฟื้นฟูการเรียนรู้ และความต่อเนื่องของการเรียนรู้</li><li>การพลิกโฉมการศึกษาและระบบการศึกษา</li></ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e3939"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0815_ข่าว-167-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในช่วงท้าย <strong>ดร.ไกรยส</strong> มุ่งเน้นความสำคัญว่า ภายใน 7 ปีสุดท้ายก่อนถึงปี 2030 จะต้องจัดการศึกษาตามบริบทพื้นที่ให้เกิดขึ้นจริง เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้จะต้องสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ ให้เกิดขึ้นในไทยมากกว่านี้ เพราะเมืองแห่งการเรียนรู้นั้น เป็นกุญแจสำคัญในการจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้ง 17 เป้าหมาย</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ปิดท้ายด้วยประเด็นกลไกลงบประมาณ ซึ่งในการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องมีกลไกที่จะทำให้ได้รับงบประมาณมาเพียงพอในการแก้ปัญหาดังกล่าว</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ กสศ. จึงมีนวัตกรรมระดมทุน โดยร่วมกับภาคเอกชน โครงการแรกคือ ‘PTT Virtual Run’ ร่วมกับ ปตท. จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง สะสมระยะทางออนไลน์ ซึ่งผลจากโครงการนี้ทำให้สามารถระดมทุนการศึกษาได้กว่า 150 ล้านบาท หลังจากนี้จะนำไปมอบให้เยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด-19&nbsp;</p>



<p>อีกโครงการคือ ‘Zero Dropout’ ร่วมกับกลุ่มบริษัทแสนสิริ ออกหุ้นระดมทุน ซึ่งตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการในช่วง 3 ปี สามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงชั้นรอยต่อในจังหวัดราชบุรี ให้สามารถคงอยู่ในระบบการศึกษาต่อไปได้มากกว่า 1,000 คน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-150823/">กสศ. ชูเป้าหมายการศึกษาตามบริบทพื้นที่ สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้สู่พลังขับเคลื่อน SDGs ลดความเหลื่อมล้ำเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ขับเคลื่อน ‘Learning City’ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพ ‘คน’ ควบคู่คุณภาพ ‘เมือง’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-220423/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Apr 2023 04:36:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning City]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=66960</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220423/">กสศ. ขับเคลื่อน ‘Learning City’ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพ ‘คน’ ควบคู่คุณภาพ ‘เมือง’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานเสวนา <strong>‘Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ณ ห้องเอนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระดมความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อน ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเสมอภาคในระดับพื้นที่ กระจายอำนาจ สร้างการศึกษาที่มีทางเลือกหลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่</p>



<p>เพราะเมืองแห่งการเรียนรู้คือรากฐานทางการศึกษา และปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน เพื่อกลายเป็นเมืองแห่งความจริงที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ หากทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d6e6ec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</strong> ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. อธิบายว่า เมืองแห่งการเรียนรู้จะช่วยตอบโจทย์สำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ อันได้แก่ คุณภาพคน</p>



<p>“เรามีคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องการการเข้าถึงการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพ และโอกาสอีกจำนวนมาก นั่นคือวิธีการหนึ่งที่ กสศ. ทำมาโดยตลอด ส่วนเมืองแห่งการเรียนรู้ก็เป็นการทำงานอีกมุมหนึ่ง กล่าวคือเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่ช่วยสร้างโอกาสทางการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น”&nbsp;</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>เห็นว่า การสร้างและพัฒนาเมืองควบคู่ไปกับการสร้างคนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเห็นว่า เมืองแห่งการเรียนรู้เป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างแท้จริง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การสร้างระบบนิเวศขนาดใหญ่อย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะทำได้ตามลำพัง กสศ. จึงให้ความสำคัญกับการมีภาคีเครือข่าย เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่สังคมที่มีความเสมอภาคได้จริง<br>เวที<strong> ‘Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ครั้งนี้ คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่าย เพราะการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา หรือแม้แต่กลุ่มที่ยากจนพิเศษ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3fdbb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ. ต้องการแก้โจทย์เรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา หรือแม้แต่เด็กเยาวชนที่มีความยากจนพิเศษ แต่เครื่องมือเหล่าแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่ในหลายหน่วยงาน เพราะฉะนั้นเครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญ” <strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าว</p>



<p><strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ </strong>รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ความเห็นว่า เมืองแห่งการเรียนรู้จะทำให้คนเข้าถึงการพัฒนาตัวเองได้ง่ายขึ้นและสะดวกมากขึ้น เมื่อเทียบกับการหาความรู้สมัยก่อนที่อาจจะต้องเริ่มจากการสอบแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แต่เมืองแห่งการเรียนรู้จะใช้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายโอกาสให้คนเข้าถึงระบบการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น</p>



<p>“การสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องของการยกระดับประสิทธิภาพเมืองเพียงอย่างเดียว แต่คือการลดความเหลื่อมล้ำด้วย สองขานี้ต้องเดินคู่กัน”</p>



<p>เมื่อคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างสะดวก ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า การเลื่อนระดับทางสังคม (social mobility) และการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นก็จะหมดไปในที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-363355"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>อธิบายเสริมว่า โจทย์ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีหลายมิติ บางมิติเกี่ยวพันกับเด็กปฐมวัย บางมิติเกี่ยวพันกับเด็กในระบบการศึกษา บางมิติเกี่ยวพันกับกลุ่มเปราะบางที่กำลังจะหลุดจากระบบการศึกษา หรือบางคนก็หลุดออกไปแล้ว และบางมิติก็เกี่ยวพันกับคนที่จบการศึกษาไปแล้ว แต่ยังต้องการเสริมทักษะทางอาชีพเพิ่มเติม&nbsp;</p>



<p>“เราใช้พื้นที่เป็นฐานในการทำงาน คือสร้างตัวแบบในแต่ละประเด็น ในแต่ละพื้นที่ขึ้นมา แล้วค่อยเชื่อมพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกัน”</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>กล่าวต่อไปว่า ปลายทางของการกระจายอำนาจด้านการศึกษา คือการทำให้แต่ละพื้นที่มีอิสระในการจัดการศึกษาหรือดูแลคนของตัวเอง แต่ ณ ปัจจุบัน การกระจายอำนาจทางการศึกษาในประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้น ซึ่ง กสศ. ยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำต่อไป</p>



<p>“เราเชื่อว่าถ้าเราได้ทดลองภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดแบบนี้ เมื่อถึงวันที่โอกาสเปิดหรือการกระจายอำนาจเกิดขึ้นจริง ความพยายามเหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนในการทำงานที่แข็งแรงขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43e3ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในมุมของ กทม. ความท้าทายที่<strong>รองผู้ว่าฯ</strong> <strong>ศานนท์ </strong>มองเห็นคือ การจัดทำฐานข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับประชากรในเมือง เพื่อให้มองเห็นความต้องการที่แท้จริงของคนก่อน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง</p>



<p>จุดแข็งของ กทม. คือการมีโรงเรียนในสังกัดจำนวนมาก โดยเปิดรับนักเรียนทุกกลุ่ม ไม่เว้นกระทั่งนักเรียนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ โรงเรียนจึงเป็นพื้นที่เริ่มต้นที่สำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมา กทม. มีการอุดหนุนอาหาร ชุดนักเรียน ตลอดจนการเรียนฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย <strong>รองผู้ว่าฯ</strong> <strong>ศานนท์ </strong>เห็นว่า สวัสดิการเบื้องต้นจากโรงเรียนเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ปกครองของนักเรียนประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ด้วย</p>



<p>“โจทย์สำคัญอย่างหนึ่งคือการขยายผลในโรงเรียน ทำให้โรงเรียนเป็นที่ปลอดภัยของเด็ก และในอนาคตก็ควรจะต้องทำให้โรงเรียนเข้าถึงชุมชนมากขึ้น”</p>



<p><strong>รองผู้ว่าฯ</strong> <strong>ศานนท์ </strong>อธิบายว่า จุดแข็งของ กทม. คือการมีเครือข่ายมากมาย ซึ่ง กทม. ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำเป็นผู้ประสานงานที่ดี เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน</p>



<p>“ข้อดีที่สุด คือ กทม. มีเครือข่ายที่เยอะมาก จึงสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องรองบประมาณ ไม่ต้องแก้ระเบียบ เพียงแต่ต้องดึงความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมาเป็นจุดเปลี่ยนในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ประชาชน” <strong>รองผู้ว่าฯ</strong> <strong>ศานนท์ </strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d0b9b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/11-กสศ.-ขับเคลื่อน-Learning-City-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ท้ายที่สุด <strong>รองผู้ว่าฯ กทม.</strong> เห็นว่า การกระจายอำนาจจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี เพราะคนที่จะแก้ไขปัญหาได้ คือคนที่กำลังประสบปัญหานั้นอยู่ และควรได้รับการเสริมพลังเพื่อให้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง หากแต่ละท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง ก็จะเกิดโมเดลแก้ปัญหาที่หลากหลายขึ้น เมืองแต่ละเมืองก็จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน</p>



<p>“การกระจายอำนาจคือบันไดขั้นที่หนึ่ง บันไดขั้นที่สองคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ การเชื่อมโยงความสำเร็จจากที่อื่น เรียนรู้ระหว่างเมืองต่อเมือง ไม่จำเป็นที่ต้องสร้างสิ่งใหม่ เราอาจจะยืนบนไหล่ยักษ์ ไปร่วมมือกับคนที่เก่งแล้วก็ได้</p>



<p>“สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ วันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกแก้ไขแล้วในสิงคโปร์ ยุโรป หรืออเมริกา สิ่งสำคัญก็คือการเรียนรู้ระหว่างกัน เพราะเมืองแห่งการเรียนรู้คือการสร้างเครือข่ายระหว่างเมือง”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220423/">กสศ. ขับเคลื่อน ‘Learning City’ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพ ‘คน’ ควบคู่คุณภาพ ‘เมือง’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
