<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%9C%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 28 Aug 2023 04:11:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.13</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘Learning City’ บทเรียนจากต่างเมือง ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนการศึกษาเชิงพื้นที่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-280823/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-280823</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Aug 2023 04:11:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Choi Un Shil]]></category>
		<category><![CDATA[Sachie Kumano]]></category>
		<category><![CDATA[อิษฏ์ ปักกันต์ธร]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภวิชญ์ สุวรรณมณี]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยพะเยา]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[Learning City]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71461</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘Learning City บทเรียนจากต่างเมื [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-280823/">‘Learning City’ บทเรียนจากต่างเมือง ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนการศึกษาเชิงพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘Learning City บทเรียนจากต่างเมือง’ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นวันแรกของการเริ่มต้นมหกรรมเฉลิมฉลองเมืองแห่งการเรียนรู้ ในโครงการสนับสนุนทางวิชาการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดย<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มหาวิทยาลัยพะเยา</strong> และ<strong>หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)</strong> เพื่อสร้างความเข้าใจกลไกของเมืองแห่งการเรียนรู้ สะท้อนบทบาทหน้าที่ของภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้&nbsp;</p>



<p>เป้าหมายสำคัญของ Learning City คือ การลดความเหลื่อมล้ำให้คนในพื้นที่ ทั้งเด็กด้อยโอกาสและผู้ที่เข้าไม่ถึงการศึกษา ซึ่งเมืองแห่งการเรียนรู้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) เชื่อมโยงไปสู่กลไกระดับจังหวัด ทำให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1bd438"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในช่วงแรก <strong>ดร.ชเวอุนซิล (Choi Un Shil) Expert Advisory คณะกรรมการเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก ประเทศเกาหลีใต้</strong> ได้พูดถึงหลักการดำเนินงาน Learning City ในประเทศเกาหลีใต้ไว้ว่า ‘เรียนรู้ด้วยกัน อยู่ร่วมกัน และสร้างความรักไปด้วยกัน’ ทั้งนี้ เทรนด์ของ Learning City ในเกาหลีใต้มีอยู่ 4 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ 1) การเรียนรู้โดยไม่แบ่งแยก มีเป้าหมายให้กลุ่มผู้พิการให้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม 2) การทำให้สถานที่รอบศูนย์การเรียนรู้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของทุกคน เช่น ทำให้ร้านหนังสือเป็นศูนย์รวมการเรียนรู้ควบคู่ไปกิจกรรมอื่น ๆ ได้ 3) โครงการส่งเสริมการเรียนรู้และความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ และกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และสุดท้าย 4) โรงเรียนทักษะชีวิต ซึ่งออกแบบมาสำหรับกลุ่มคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ทำให้ได้พบช่องทางการประกอบอาชีพใหม่ ๆ และขณะนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมืองหลวง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-26be13"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-10.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ชเวอุนซิล (Choi Un Shil) Expert Advisory คณะกรรมการเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก ประเทศเกาหลีใต้</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ Learning City หรือเมืองแห่งการเรียนรู้เป็นไปอย่างยั่งยืน ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเข้าถึงศูนย์การเรียนรู้ ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ไปอยู่ในแผนแม่บท การออกกฎต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสร้างความร่วมมือตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับหมู่บ้าน ตลอดจนการไปศึกษาดูงานการจัดการ Learning City ในต่างประเทศด้วย&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ชเวอุนซิล</strong> กล่าวว่า เกาหลีใต้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการดำเนินงานเมืองแห่งการเรียนรู้จากบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งบาหลีมุ่งมั่นกับการพัฒนามนุษย์เป็นอย่างมาก โดยดัชนีชี้วัดที่สำคัญคือคุณภาพของการเรียนรู้ตลอดชีวิต&nbsp;</p>



<p>หลังจากการเล่าถึง Learning City ในเกาหลีใต้ ได้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนประสบการณ์จากต่างเมืองที่ผู้ร่วมเสวนาได้เดินทางไปแลกเปลี่ยนเก็บเกี่ยวจากบาหลี โดยมีการเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘เมืองแห่งการเรียนรู้: ประสบการณ์จากบาหลี (Bali Manifesto)’ ประกอบไปด้วย <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม </strong>รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. <strong>ศุภวิชญ์ สุวรรณมณี</strong> ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา <strong>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนนรู้ กสศ. และ<strong> อิษฏ์ ปักกันต์ธร</strong> รักษาการหัวหน้าฝ่ายพัฒนากลไกและเครือข่ายบูรณาการเชิงพื้นที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ กสศ. ดำเนินรายการโดย <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์</strong> ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา</p>



<p>ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนกับต่างแดนทำให้เห็นเทรนด์การเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Life Long Learning เช่น ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) การผลักดันให้เกิดผู้เรียนรู้ (Learner) และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ (Knowledge Platform) เนื่องจากในเมืองหนึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลาย ดังนั้นจึงต้องสร้างช่องทางหรือแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้คนได้ เช่น แหล่งเรียนรู้ใกล้บ้าน เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง คือการร่วมมือกันของภาคีเครือข่ายและแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน (Networking and Supporting) และอีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เนื่องจากเป็นเรื่องที่ส่งผลกับวิถีชีวิต ต่อมาคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ (Economic) ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ อีกปัจจัยคือ การวิจัย (Research) เพื่อหาแนวทางสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และสุดท้ายคือ นโยบาย (Policy) ที่จะต้องผลักดันให้ครอบคลุมในทุกระดับ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98c676"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>นอกจากนี้ภายในงานได้รับเกียรติจาก <strong>ซาจิเอะ คุมาโนะ (Sachie Kumano) Staff Member of SDGs and ESD Promotion Division of Okayama City, RCE Okayama, Japan </strong>นำเสนอ ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมืองโอคายามะ ประเทศญี่ปุ่น’ หรือ Learning City ของประเทศญี่ปุ่น โดยพูดถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Education for Sustainable Development: ESD) ในเมืองโอคายามะที่เกิดขึ้นจากการสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย นอกจากนี้ยังได้รับการส่งเสริมจากท้องถิ่นอย่างเทศบาล โดยมีการจัดตั้งฝ่ายส่งเสริม SDGs และ ESD ขึ้นมาโดยเฉพาะ มีการใช้กลวิธีการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ผ่านศูนย์การเรียนรู้ชุมชนและโรงเรียนพันธมิตรของยูเนสโก</p>



<p>ในด้านการเงิน ศูนย์การเรียนรู้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภายใต้การดูแลของโอคายามะ นำไปสู่การทำกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนทั้งหมด 30 กิจกรรม มีการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการให้รางวัล ‘Good ESD Practice’ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน กระทั่งการขยายฐาน ESD ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดให้ภาคธุรกิจและองค์กรทางเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ</p>



<p>ซาจิเอะ คุมาโนะ<strong> </strong>กล่าวโดยสรุปว่า ESD เน้นการปลูกฝังให้ประชาชนตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมชุมชน มีการโปรโมตส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยั่งยืนผ่านชุมชน และทำงานร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ การเสวนาในประเด็นถัดมาคือ แผนในอนาคตของเมืองแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย โดยผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองกันว่า ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย และควรส่งเสริมให้กว้างกว่าในเขตรั้วโรงเรียน ซึ่งจะต้องใช้กลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ เป็นแกนกลางเชื่อมระหว่างการศึกษา เศรษฐกิจ และชุมชน กับหลายภาคส่วนในจังหวัด&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a482cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนนรู้ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ธันว์ธิดา</strong> กล่าวว่า การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องมีหลักประกันทั้งในแง่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างเศรษฐกิจ จนท้ายที่สุดจะต้องสลายการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ โดยสร้างให้ทุกพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ และต้องไม่ละเลยกลุ่มคนที่ยากลำบาก ทั้งทางด้านการศึกษา รายได้ สวัสดิการ เพื่อให้ทุกคนเป็นพลังให้กับเมือง ดังนั้นจะต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่มอบความสุขให้กับผู้เรียนได้ทั้งกระบวนการ&nbsp;</p>



<p>อีกด้านหนึ่ง การกำหนดนโยบายจะต้องเริ่มต้นจากคนในพื้นที่ เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตและการพัฒนาของพื้นที่นั้น ๆ รวมถึงตอบโจทย์ผู้เรียนรู้ด้วย ดังนั้นทุกคนจึงต้องสวมบทบาทผู้กำหนดนโยบายไปในตัว ดังกรณีของเทศบาลนครยะลาที่ได้จัดประชุมสภาประชาชนขึ้น เพื่อระดมความคิดนวัตกรรมพัฒนาเมืองยะลา ในโครงการ Yala Learning City โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย นอกจากนี้ยังมีการให้ทุนสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเมืองอีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1104f2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1400" height="934" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-02-1400x934.jpg" alt="" data-id="71472" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=71472" class="wp-image-71472" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-02-1400x934.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-02-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-02-1536x1024.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-02-2048x1366.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="1400" height="934" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03-1400x934.jpg" alt="" data-id="71473" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=71473" class="wp-image-71473" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03-1400x934.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03-1536x1024.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03-2048x1366.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/0828_ข่าว-176-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตาม การทำแผนการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือแผนการสร้าง Learning City เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยให้ติดตามการดำเนินงานได้ เพราะแม้จะมีองค์กรที่คอยทำงานช่วยเหลือทางด้านการศึกษาในมิติต่าง ๆ อย่าง กสศ. บพท. และอีกหลายองค์กร แต่เมืองแห่งการเรียนรู้จะต้องยืนได้ด้วยตัวเอง จากการมีแผนงานที่ดี</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-280823/">‘Learning City’ บทเรียนจากต่างเมือง ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนการศึกษาเชิงพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-abe-080523/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-abe-080523</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 May 2023 06:13:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาสินี โรจนคุณกำจร]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองแห่งการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ดุริยา อมตวิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67481</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-abe-080523/">กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 20 เมษายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานเสวนา <strong>‘Learning City ร่วมก้าวไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระดมความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเสมอภาคในระดับพื้นที่ กระจายอำนาจทางการศึกษาเพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้คืออะไร</strong></h2>



<p>แนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ (learning city) เริ่มขึ้นในปี 2558 เมื่อองค์การสหประชาชาติจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) จำนวน 17 เป้าหมาย โดยมีประเด็นเรื่องการศึกษาอยู่ในเป้าหมายที่ 4 เพื่อสร้างหลักประกันคุณภาพการศึกษา ให้มีความครอบคลุมทั่วถึง สนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพื่อเป็นรากฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านอื่นๆ ต่อไป</p>



<p>เมืองแห่งการเรียนรู้ หมายถึง เมืองที่ใช้ทรัพยากรในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกคนและทุกระดับ มีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) จึงพยายามจัดตั้งเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities: GNLC) เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้น&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันมีเมืองแห่งการเรียนรู้ทั้งหมด 294 เมือง จาก 76 ประเทศ และประเทศไทยมีเมืองที่อยู่ในเครือข่าย 7 เมือง ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลนครภูเก็ต เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดพะเยา จังหวัดสุโขทัย และเทศบาลนครหาดใหญ่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ท้องถิ่นร่วมสร้างคน สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้</strong></h2>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร ตันไชย</strong> รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘ท้องถิ่นร่วมสร้างคน สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้’ โดยเน้นที่การกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้แต่ละท้องถิ่น เพื่อสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p>



<p>“เมืองแห่งการเรียนรู้ คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ทำให้ความรู้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ และตอบโจทย์ความหลากหลายของคนในเมืองนั้น หัวใจสำคัญคือ การไม่มีรูปแบบที่ตายตัวเพื่อโอบรับการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย เอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82d5a4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq2-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร </strong>เปรียบเทียบว่า เมืองแห่งการเรียนรู้คล้ายเมืองที่มีสถานีพลังงานหรือปั๊มน้ำมันจำนวนมากและหลากรูปแบบ เพื่อให้คนในเมืองได้เติมพลังงานในเวลาที่ขาดแคลน โดยพลังงานสำหรับชีวิตเหล่านั้นหมายถึง ความรู้ ปัญญา และทักษะของพลเมืองที่มีความแตกต่างกันไป การพัฒนาเมืองจึงต้องโอบรับและสนใจ pain point ที่ไม่เหมือนกันเลยเหล่านี้ให้มากที่สุด เพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษวุฒิสาร </strong>อธิบายว่า การขับเคลื่อนสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ต้องพิจารณา 3 แกนพร้อมๆ กัน ได้แก่ หนึ่ง การระบุเป้าหมาย (identify) หมายถึง การจำแนกพลเมืองแต่ละกลุ่มตามความต้องการและเงื่อนไขในชีวิต เพราะแต่ละกลุ่มมีความต้องการไม่เหมือนกัน สอง เนื้อหาสาระ (content) ต้องค้นคว้าให้ได้ว่า สาระแบบใดที่จะตอบโจทย์พลเมืองแต่ละกลุ่ม และสาม ช่องทางหรือวิธีการในการทำให้เป้าหมายข้างต้นบรรลุผล</p>



<p>“ปัญหาของคนแต่ละกลุ่มคือ dot หรือจุด การเชื่อม dot เหล่านี้เข้าด้วยกันก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ให้เป็นภาพใหญ่ และ learning city ก็คือการสร้างสถานีที่จะแก้ไขปัญหาที่หลากหลายเหล่านั้น”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองต้นแบบ</strong></h2>



<p><strong>นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์</strong> ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความร่วมมือต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการยินดีให้คำปรึกษาแก่เมืองใดก็ตามในประเทศไทยที่สนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย GNLC</p>



<p><strong>นางสาวดุริยา</strong>อธิบายต่อว่า สมาชิกเครือข่าย GNLC จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และได้รับการสนับสนุนการพัฒนาเมืองตามกรอบเมืองแห่งการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมเครือข่าย หากการพัฒนาของเมืองนั้นเป็นได้ด้วยดีก็อาจจะได้รับการยอมรับและยกย่องเป็นโมเดลหรือ best practice ให้เมืองอื่นๆ สุดท้าย เมืองในเครือข่าย GNLC จะมีโอกาสได้เข้าร่วมการประกวดเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ยอดเยี่ยมที่จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี</p>



<p>ทั้งนี้ เมืองที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกเครือข่าย GNLC จะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ทุกๆ 2 ปี (Biennial Progress Report) (ส่งรายงานภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีที่ครบกำหนด) โดยยูเนสโกจะประเมินรายงานความก้าวหน้านั้น หากพบว่าเอกสารไม่สมบูรณ์ ไม่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า หรือไม่จัดส่งตามระยะเวลาที่กำหนด ยูเนสโกจะไม่ต่ออายุการเป็นสมาชิกให้เมืองนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เมืองที่ถูกตัดสิทธิ์สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายได้อีกครั้งหากมีการเปิดรับสมัครจากยูเนสโก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d45a54"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq3-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวโศวิรินทร์ ชวนประพันธ์ </strong>เจ้าหน้าที่โครงการ กลุ่มงานการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฝ่ายนวัตกรรมการศึกษาและการพัฒนาทักษะ (EISD) สำนักงานยูเนสโกเพื่อการศึกษาส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ยกกรณีตัวอย่างของเมืองแห่งการเรียนรู้ในต่างประเทศหลายกรณี</p>



<p>ตัวอย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่โดดเด่น อาทิ เมืองเฉิงตู ประเทศจีน มีการวางแผนและยุทธศาสตร์ชัดเจน ทุกภาคส่วนมีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาเมือง สร้างโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ขึ้นทั่วเมืองทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ ไม่กระจุกตัวอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของเมือง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ มาช่วยสนับสนุนและปลูกฝังนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่พลเมือง</p>



<p>เมืองแห่งการเรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นคือ เมืองที่สามารถเชื่อมโยงภาคีต่างๆ เช่น สถานศึกษา ภาคประชาสังคม และผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ (partner) ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้พร้อมกัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้พลเมืองสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา</p>



<p>“สิทธิในการเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life long learning) คือ สิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></h2>



<p>ในเวทีสร้างแรงบันดาลใจ ‘การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยกระบวนการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้’ มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเมืองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 คน ได้แก่ <strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ </strong>รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร <strong>นางสาวจุฬาสินี โรจนคุณกำจร </strong>อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และ<strong>นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ </strong>นายกเทศมนตรีนครยะลา ดำเนินรายการโดย <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ </strong>ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา</p>



<p><strong>รองผู้ว่าฯ ศานนท์ </strong>เห็นว่าหนึ่งในเป้าหมายของการกระจายอำนาจคือ ให้ท้องถิ่นได้บริหารจัดการการศึกษาเอง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ พร้อมทั้งเห็นว่าการศึกษามีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ของมนุษย์ ดังนั้น การทำให้คนรู้ว่ามีแหล่งเรียนรู้อยู่ที่ไหนเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้เขาได้มีพื้นที่ในการทดลองและเรียนรู้ชีวิต</p>



<p>ทั้งนี้ การเรียนรู้ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น เมืองจะต้องมีแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ห้องสมุดชุมชน ศูนย์ฝึกอาชีพ ตลอดจนมีอินเทอร์เน็ตที่ทั่วถึง เพื่อให้พลเมืองเข้าถึงความรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และสร้างอาชีพในอนาคตได้โดยไม่ต้องไปกระจุกอยู่ในพื้นที่ทางกายภาพอย่างมหาวิทยาลัย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-72d8b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq4-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หน้าที่ของ กทม. คือการสร้าง infrastructure ให้พร้อม สิ่งที่เป็นจุดแข็งของ กทม. คือเครือข่าย แต่ความท้าทายคือเราไม่ควรทำเองคนเดียว การทำ learning city ไม่ใช่การทำอย่างโดดเดี่ยว เราต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น organizer (ผู้จัด) และ facilitator (ผู้อำนวยความสะดวก)”</p>



<p><strong>นางสาวจุฬาสินี </strong>อดีตนายก อบจ.พะเยา กล่าวว่า แม้พะเยาจะเป็นจังหวัดขนาดเล็กที่เคยเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย แต่ก็ยังได้รับเลือกให้เป็น learning city ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะเมืองใหญ่ๆ ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรและงบประมาณเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการค้นหาอัตลักษณ์ของเมืองแล้วพัฒนาจากจุดแข็งนั้น</p>



<p>“การเป็นเมืองรองไม่ใช่ปัญหา สิ่งสำคัญคือการสร้างเมืองที่รองรับทุกคน”</p>



<p><strong>นางสาวจุฬาสินี</strong>อธิบายต่อไปว่า แม้ อบจ.พะเยา จะมีงบประมาณจำกัด การสร้างเมือง สร้างแหล่งเรียนรู้ สร้างคน และสร้างอาชีพจึงดูเหมือนเป็นเรื่องยาก แต่เพราะเป็นเมืองเล็กจึงสามารถทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วนได้ง่าย และสามารถดึงภาคีเครือข่ายต่างๆ ตั้งแต่ส่วนราชการ เอกชน หอการค้า หรือภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองไปพร้อมกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b49257"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq5-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การสร้างเมืองเพื่อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เรื่องง่าย การสร้างภาคีและแสวงหาความร่วมมือจึงจำเป็นอย่างที่สุด”</p>



<p><strong>นายพงษ์ศักดิ์ </strong>เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครยะลาตั้งแต่ปี 2546 ด้วยวิสัยทัศน์ว่าจะพัฒนาเมืองให้เป็น ‘สิงคโปร์แห่งที่ 2’ ภายใต้ motto ‘สร้างเมืองให้น่าอยู่ สร้างความรู้สู่มวลชน’ โดยเห็นว่าต้นทุนของยะลาคือสิ่งแวดล้อม ผังเมืองที่ดี และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อทรัพยากรมนุษย์ยังไม่ได้รับการเติมเต็มศักยภาพ เมืองจึงพัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพตามไปด้วย</p>



<p><strong>นายพงษ์ศักดิ์</strong>เห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาเมืองและสร้างทรัพยากรมนุษย์ได้เพียงลำพัง ดังนั้นจึงต้องเสริมพลัง (empower) ให้ชุมชนมีอำนาจจัดการและดูแลตนเอง สร้างสำนึกการเป็นเจ้าของ (sense of belonging) โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน ซึ่งเป็นผู้นำของเมืองในอนาคต</p>



<p>“การศึกษาเปรียบเหมือนอาวุธติดตัวประชาชนทุกคน และพลังนั้นจะย้อนกลับมาช่วยพัฒนาเมือง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bbf533"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/sq7-eef.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองแห่งการเรียนรู้สร้างได้อย่างไร</strong></h2>



<p>เวทีสุดท้ายชื่อว่า ‘How Might We…เราจะทำอย่างไรให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้’ เป็นการชวนคิดชวนคุยถึงวิธีการที่จะสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยมีวิทยากร ดังนี้ <strong>ทวารัฐ สูตะบุตร </strong>ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม </strong>รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์</strong> ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา <strong>นางสาวศิริพร พรมวงศ์ </strong>นวัตกรจากโครงการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเยาวชนคลองเตย (คลองเตยดีจัง) และ<strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน </strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ดำเนินรายการโดย <strong>นายสันติพงษ์ ช้างเผือก&nbsp;</strong></p>



<p>เริ่มจาก<strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา </strong>เห็นว่า กลไกสำคัญที่ทำให้จังหวัดพะเยาสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ได้สำเร็จคือ การทำงานร่วมกันแบบภาคีเครือข่าย รวมถึงการเจรจาต่อรองเพื่อดึงภาครัฐและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง และที่สำคัญ เมืองที่ต้องการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ต้องรู้จักผู้คนในท้องถิ่นของตนเองเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าการเรียนรู้แบบไหนจึงจะตอบโจทย์</p>



<p>“โจทย์ของพะเยาคือ แรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะช่วงโควิดที่คนตกงานทยอยกลับบ้าน เขาต้องได้รับการฟื้นฟูทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต”&nbsp;</p>



<p><strong>นางสาวศิริพร </strong>เสนอว่า บันไดขั้นแรกสำหรับการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ คือ รัฐกับประชาชนต้องไว้ใจกัน รัฐต้องวางใจว่าประชาชนมีศักยภาพพอที่จะจัดการตนเอง มีพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเป็นพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-743bcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การเรียนรู้จะต้องโอบรับและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง เพราะเด็กกลุ่มนี้ต้องการรายได้ระหว่างเรียน หรือต่อให้ต้องออกจากการเรียนกลางคัน ก็หางานทำได้ยาก เพราะอายุไม่ถึงและไม่มีทักษะที่ตลาดต้องการ</p>



<p>“เราต้องมี learn and earn คือ การเรียนรู้ที่เด็กจะต้องได้ 3 เรื่อง ได้แก่ วุฒิการศึกษา ทักษะชีวิตกับทักษะการทำงาน และรายได้”</p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น </strong>เสนอว่า สิ่งที่สำคัญในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้คือ กลไกความร่วมมือ ใช้ความรู้จากงานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการปกติที่ควรเกิดขึ้นในทุกๆ เมือง</p>



<p>“แต่ละเมืองก็มีกระบวนการต่างกัน เรื่องที่ยังขาดคือ local study การสร้าง local wisdom ที่แข็งแรง เพื่อทำให้เนื้อหามีพลังขึ้นมา สุดท้ายคือการนำเนื้อหาไปใช้งานจริง เช่น การออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย บางที่เป็นมิวเซียม บางที่เป็นตลาด บางที่เป็นประเพณี”&nbsp;</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ </strong>อธิบายว่า เมืองแห่งการเรียนรู้คือการพยายามสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนทั้งสังคมมีโอกาสเข้าถึงประตูแห่งการเรียนรู้ ไม่ว่าเมืองจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ งบประมาณมากหรือน้อย ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือ แต่ละท้องถิ่นควรเป็นเจ้าของในการดูแล เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการกระจายอำนาจทางการศึกษา</p>



<p>“เราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ แต่อาจมีบางอย่างปิดกั้นศักยภาพเหล่านั้นอยู่ ซึ่ง กสศ. มีหน้าที่ทำให้อุปสรรคเหล่านี้ลดน้อยลงมากที่สุด”</p>



<p><strong>นายทวารัฐ</strong> กล่าวว่า OKMD เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต (life long learning) และยินดีที่จะช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเป็น learning city ทั้งนี้ พื้นที่แห่งการเรียนรู้สาธารณะไม่จำเป็นต้องเป็นห้องสมุดเท่านั้น เพราะผู้คนไม่ได้รับรู้ผ่านการอ่านอย่างเดียว แต่ยังสามารถรับรู้ผ่านกิจกรรมทางสังคม การพบปะพูดคุย ดนตรี หรือศิลปะ</p>



<p>“เราจึงต้องการพัฒนาต้นแบบพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ ทั้งเชิงกายภาพ เช่น มิวเซียมสยาม (สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ) และ TK Park (สถาบันอุทยานการเรียนรู้) หรือพื้นที่แบบออนไลน์ เพื่อให้คนเข้าไปเรียนรู้และได้รับแรงบันดาลใจ”</p>



<p>ทั้งหมดนี้คือเป้าหมายและความใฝ่ฝันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษา บนความเชื่อมั่นว่าเมืองแห่งการเรียนรู้จะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม และก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติได้ในที่สุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-abe-080523/">กสศ. ร่วมสร้าง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ สู่สังคมแห่งความเสมอภาค กระจายอำนาจการศึกษาเพื่อทางเลือกที่หลากหลาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
