<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%a8-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 17 Apr 2023 04:50:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘ห้องเรียนพัฒนาตนเอง’ ที่ไม่มีเด็กหน้าห้องหรือเด็กหลังห้องอีกต่อไป</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-tsqp-170423/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Apr 2023 04:48:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กรรณิการ์ เกศคำขวา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์)]]></category>
		<category><![CDATA[สันติ มุ่งหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=66718</guid>

					<description><![CDATA[<p>ณ โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) จ.ขอนแก่น หนึ่งใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-tsqp-170423/">‘ห้องเรียนพัฒนาตนเอง’ ที่ไม่มีเด็กหน้าห้องหรือเด็กหลังห้องอีกต่อไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ณ <strong>โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) จ.ขอนแก่น</strong> หนึ่งใน<a href="https://www.eef.or.th/tsqp/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP รุ่น 1</a> โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ทลายเส้นแบ่งของคำว่า ‘เด็กหน้าห้อง’ กับ ‘เด็กหลังห้อง’ เรียบร้อยแล้ว เมื่อคำว่า “ไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ถูกจัดวางให้เป็นเป้าหมายของการเรียนรู้</p>



<p>ที่นั่น สร้างพื้นที่ให้คุณครูได้ฝึกฝนและทดลอง เพื่อยกระดับเป็น ‘นักจัดการเรียนรู้’ เปลี่ยนแปลงนักเรียนให้เป็น ‘นักเรียนรู้’ ผ่านบทเรียนรอบตัว ด้วยการตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ จนเกิดการบ่มเพาะประสบการณ์เฉพาะบุคคล ที่ทำให้เด็กทุกคนในชั้นเรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ไปด้วยกัน</p>



<p>ห้องเรียนพัฒนาตนเอง ณ โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) ทลายเส้นแบ่งระหว่าง ‘เด็กหน้าห้อง’ กับ ‘เด็กหลังห้อง’ ให้หมดไป ด้วยวิธีการ ‘Open Approach’ การจัดการเรียนรู้ที่ครูใช้ปัญหาปลายเปิดมาขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน ร่วมด้วย ‘Lesson Study’ ที่มี ‘ทีมครู’ ร่วมสังเกต บันทึกชั้นเรียน และสะท้อนผลร่วมกันเป็นรายสัปดาห์ ทำให้บทสนทนาสามารถพาเด็กไปสู่การคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง จนเกิดองค์ความรู้เฉพาะตัวที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และต่อยอดสู่การเรียนรู้ขั้นสูงได้</p>



<p>บทความนี้ กสศ. ขอชวนทุกท่านเข้าไปเยี่ยมชมและศึกษา ‘ต้นแบบห้องเรียนลดความเหลื่อมล้ำ’ ในสาระวิชาสังคมศึกษากับหน่วยการเรียนรู้ ‘ขยะลด หมดปัญหา’ ที่แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่มีข้อจำกัด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b73338"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo1-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในห้องเรียนยุคใหม่การท่องจำความรู้คือสิ่ง ‘ล้าสมัย’</strong></h2>



<p>ก่อนไปศึกษาชั้นเรียนต้นแบบ หรือ ‘Showcase’ มาทำความรู้จักโรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) พอสังเขป เพื่อเข้าใจว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร โรงเรียนขนาดกลางเนื้อที่ 24 ไร่ ที่มีครู 38 คนคอยดูแลนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ถึง ป.6 รวม 728 คน ตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม มีการจัดการเรียนการสอนที่ล้ำหน้า ถึงสามารถเปลี่ยนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ ที่เคยอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยต่ำกว่าระดับประเทศ ให้ขยับมาอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยที่สูงกว่าระดับประเทศได้ใน 3 ปีการศึกษา ทั้งยังมีผลทดสอบ O-net ที่สูงขึ้นด้วย</p>



<p>ตั้งแต่ปี 2562 โรงเรียนบ้านทุ่ม(ทุ่มประชานุเคราะห์) ได้เข้าร่วมเป็นโรงเรียนในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ ‘TSQP’ รุ่นที่ 1 โดยการสนับสนุนของ กสศ. ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กราว 700 กว่าแห่งในสังกัด สพฐ. ให้สามารถพัฒนาตนเองได้ทั้งระบบ (Whole School Approach) ทั้งด้านระบบบริหารจัดการ และการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e4388b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo2-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ </strong>รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น<strong> </strong>หนึ่งในภาคี กสศ. ผู้นำการพัฒนาวิธีการสอนเพื่อเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ของเด็กมาใช้ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านทุ่มใช้วิธีการที่เรียกว่า ‘Open Approach’ ซึ่งคือการจัดการเรียนรู้ที่ครูใช้ปัญหาปลายเปิดมาขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ร่วมด้วยวิธี ‘Lesson Study’ ที่จะมีทีมครูร่วมสังเกตและบันทึกชั้นเรียน เพื่อไปสู่กระบวนการสะท้อนผลร่วมกัน หรือเรียกว่า ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’ (PLC) เป็นรายสัปดาห์</p>



<p><strong>“การเรียนการสอนแบบเดิมที่ใช้วิธีท่องจำความรู้กำลังล้าสมัย เพราะคุณภาพการศึกษายุคใหม่ เด็กต้องคิด วิเคราะห์ รู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แต่จะไปให้ถึงตรงนั้นได้ เราต้องปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ</strong> ประเด็นสำคัญคือการพัฒนาไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณหรือทรัพยากรมหาศาล เพียงแค่มีรูปแบบวิธีการที่เหมาะสม และได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากบุคลากรทุกระดับในโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนในโครงการ TSQP แสดงให้เห็นแล้วว่าผลสำเร็จเกิดขึ้นได้</p>



<p>“ที่สำคัญคือกระบวนการนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับโรงเรียนทุกระดับ ทุกขนาด ช่วยลดความต่างความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษาในเมืองกับในพื้นที่ห่างไกลได้ จึงเป็นหนึ่งในวิธีการที่ กสศ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียนในโครงการ ฯ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-65e54b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo3-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์<br>รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปิดห้องเรียนชั้น ป.5 ดูหน่วยการเรียนรู้ ‘ขยะลด หมดปัญหา’</strong></h2>



<p>เมื่อเห็นภาพโครงการ TSQP แล้ว <strong>ครูกรรณิการ์ เกศคำขวา </strong>กลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนบ้านทุ่มฯ จะพาไปดูชั้นเรียนของน้อง ๆ ชั้น ป.5 กับหน่วยการเรียนรู้ ‘ขยะลด หมดปัญหา’ ที่มีจุดประสงค์ให้เด็ก ๆ รู้วิธีลดปริมาณขยะ สามารถเลือกวิธีจัดการขยะที่เหมาะสม และเห็นความสำคัญของการลดปริมาณขยะ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f82e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo4-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูกรรณิการ์ย้ำว่า Open Approach คือการ ‘เปลี่ยนวิธีการสอน’ จากเดิมที่ครูเคยถ่ายทอดความรู้ไปที่เด็กตรง ๆ ให้เป็นกระบวน 4 ขั้นตอน คือ 1.สร้างโจทย์ที่พบเห็นได้ในชีวิตจริงและเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวผู้เรียน 2.นำโจทย์ปัญหาสู่ชั้นเรียนและให้ผู้เรียนเรียนรู้หาวิธีแก้ไขโจทย์ด้วยตนเอง 3.ครูสังเกตแนวความคิดของเด็กต่อวิธีการในการแก้ปัญหา และ 4.ผู้เรียนต้องนำวิธีการการแก้ปัญหาที่ค้นพบมาอภิปรายและสรุปผล ให้ออกมาเป็น ‘บทเรียนการเรียนรู้’</p>



<p>ในชั้นเรียนนี้ ครูกรรณิการ์เริ่มด้วยการกล่าวทักทายเด็ก ๆ ในหัวข้อสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม แล้วให้เด็ก ๆ ช่วยกันบอกว่ามีเพื่อนคนไหนที่ไม่สบายมาโรงเรียนไม่ได้ เพื่อดึงความสนใจมาที่เรื่องใกล้ตัว จากนั้นพาสู่กระบวนการคิดว่าโรคภัยที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลจากสิ่งแวดล้อมแย่ลง ถึงตรงนี้จึงถามว่า <strong><em>“เด็ก ๆ จะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้โลกใบนี้ดีขึ้น”</em></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8084b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo5-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็ก คุณครูใช้ภาพสถานการณ์จริงในชุมชนมาเชื่อมโยงให้เห็นปัญหา ว่าท้ายที่สุดผลจากความเปลี่ยนแปลงในโลกจะกระทบไปถึงทุกคนร่วมกัน จากนั้นใช้คำถามตั้งต้น ให้นักเรียนช่วยกันคิดว่าขยะประเภทใดที่สร้างปัญหามากที่สุด พอได้คำตอบ ครูจึงให้เด็กแบ่งออกเป็นกลุ่ม เลือกภาพที่สนใจ แล้วช่วยกันคิดวิธีการลดปริมาณขยะให้ได้หลากหลาย ถูกวิธี โดยแต่ละกลุ่มต้องเลือกเอาวิธีที่ชอบที่สุดออกมาอธิบายเหตุผลหน้าชั้น         </p>



<p>“กระบวนการในห้องเรียนจะแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน คือ 1.เตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ เตรียมตัวเข้าสู่บทเรียน 2.นำเสนอสถานการณ์ปัญหา 3.ดำเนินการแก้ปัญหา 4.สะท้อนความคิด 5.อภิปรายสรุป 6.ประเมินผล โดยเด็ก ๆ จะเริ่มจากขั้นตอนการคิด ช่วยกันหาข้อมูล ซึ่งในชั้นเรียนนี้เราจะเห็นว่าเด็กหลายคนสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ของตัวเองเรื่องการจัดการขยะที่บ้านมาบอกเล่าให้เพื่อนฟัง เช่นบางบ้านเอาขยะไปทำปุ๋ย หรือใครที่มีสมาร์ตโฟนก็ช่วยเพื่อนเปิดดูข้อมูล หยิบยกสิ่งที่สนใจมาคุยกัน ถือเป็นเป็นช่องทางที่เปิดไปสู่ความรู้ใหม่ นอกจากนี้เด็ก ๆ จะได้ถกเถียงอธิบายกับเพื่อนในกลุ่ม เรื่องการจัดการขยะที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับประเภท ระหว่างนั้นครูจะคอยสังเกตและบันทึกแนวคิดของนักเรียน พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเปิดมุมมองวิธีคิดให้ต่อยอดไปได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-409fdf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo6-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อผ่านการนำเสนอและอภิปรายร่วมกัน ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการประเมินผล เด็ก ๆ จะได้ประเมินผลงานตัวเองว่าอยู่ในระดับใด และพึงพอใจมากน้อยอย่างไร เช่นจากคะแนนเต็มสิบ กลุ่มของตนควรได้เท่าไหร่ จากนั้นครูจะประเมินผลงานของนักเรียนจากที่แต่ละกลุ่มเขียนข้อความบอกเล่า ใช้ภาพวาดหรือสัญลักษณ์และอธิบายขั้นตอนการแก้ปัญหา ร่วมกับเทคนิคการนำเสนอหน้าชั้น และการแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกันในกลุ่ม ก่อนถึงการประเมินขั้นสุดท้ายเรื่องคุณลักษณะอันพึงประสงค์และสมรรถนะของผู้เรียน</p>



<p>ครูกรรณิการ์ กล่าวสรุปกระบวนการเรียนรู้ว่า <strong>“ด้วยขั้นตอนการเรียนรู้ที่ให้ทุกคนได้คิด วิเคราะห์ ใคร่ครวญ ระดมความคิด อธิบาย และประมวลผลด้วยตัวเอง จะทำให้บทเรียนที่ผ่านการคิดร่วมกันและหยิบยกมานำเสนอ กลายเป็นสำนึกติดตัวเด็ก ๆ ทั้งยังช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับวิธีการจัดการและคัดแยกขยะ ที่นำเอาไปใช้ในชีวิตจริงและสื่อสารกับคนในครอบครัวได้ด้วย”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ว่าโรงเรียนตั้งอยู่ที่ไหน ต้องไม่มีข้อจำกัดในการพัฒนา</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-af5196"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo7-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สันติ มุ่งหมาย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่มฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ก่อนชั่วโมงศึกษาห้องเรียนต้นแบบจะจบลง <strong>สันติ มุ่งหมาย </strong>ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่มฯ ได้กล่าวเสริมถึงหัวใจสำคัญของชั้นเรียน Open approach ว่าคือการ ‘แปลง’ (Transform) วิธีการ ‘Teaching’ ให้เป็น ‘Learning’ เพื่อให้การเรียนรู้นำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาด้วยตัวเองสำหรับเด็ก และพัฒนาการจัดเรียนรู้ของครูไปพร้อมกัน เนื่องจากโจทย์ของโรงเรียนพัฒนาตนเอง คือความซับซ้อนของแต่ละห้องเรียน ทำให้ต้องมีวิธีการทำงานและการแก้ปัญหาต่างไป บุคลากรโรงเรียนต้องเข้าใจร่วมกัน ว่าการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น มีการปรับปรุงและประยุกต์บทเรียนให้บูรณาการเข้ากับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา เราไม่ได้ทำเพื่อให้ได้ ‘ห้องเรียนที่ดีที่สุด’ แต่เรากำลังเปลี่ยนห้องเรียนเป็นพื้นที่ให้ครูทดลองพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็นนักเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เพื่อสั่งสมประสบการณ์เฉพาะที่จะเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b124b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo8-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช </strong>ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ. กล่าวว่า การศึกษาชั้นเรียนต้นแบบที่โรงเรียนบ้านทุ่มฯ ทำให้เห็นว่าแม้โครงการ TSQP สิ้นสุดลง แต่งานยกระดับคุณภาพการศึกษาที่หยั่งรากลงแล้วกำลังเติบโตขึ้น นี่คือตัวอย่างของวัฒนธรรมการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยในแนวราบ ที่มีครู ผู้บริหาร โรงเรียน หน่วยงานในพื้นที่ และชุมชน เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมอุดมการณ์ของทุกฝ่าย ได้แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่มีข้อจำกัด แล้วความหลากหลายของนวัตกรรมและเครือข่ายการศึกษาที่พร้อมเรียนรู้ทำงานร่วมกันอย่างไม่รู้จบ จะเป็นตัวอย่างบทเรียนที่สำคัญ ให้โรงเรียนในพื้นที่อื่นของประเทศหยิบไปใช้พัฒนาตามบริบทของตัวเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-40dac2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/Photo-10-LinkThumbnail-ไม่มีเด็กหน้าห้อง-หรือ-หลังห้อง-อีกต่อไปที่โรงเรียนบ้านทุ่ม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการ<br>พัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เพราะเป้าหมายปลายทางการทำงานโครงการ TSQP ของ กสศ. คือค้นหาโมเดลหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายบริบท เพื่อถอดบทเรียนและสร้างเครื่องมือ ‘เปลี่ยนแปลงการศึกษา’ ที่ทุกโรงเรียนในประเทศไทยนำไปใช้ได้ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่าต่อไปนี้เด็กทุกคนในทุกชั้นเรียน จะมีพัฒนาการการเรียนรู้ในระดับใกล้เคียงกัน ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นการยืนยันว่า ‘การเรียนรู้นั้นไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าโรงเรียนจะตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งใดของประเทศ’</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-tsqp-170423/">‘ห้องเรียนพัฒนาตนเอง’ ที่ไม่มีเด็กหน้าห้องหรือเด็กหลังห้องอีกต่อไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน  เลิกท่องจำความรู้มุ่งสู่การฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp-23-07-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2020 06:48:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[Whole School Approach]]></category>
		<category><![CDATA[Lesson Study]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18754</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเรียนการสอนแบบให้นักเรียนท่องจำความรู้กำลังกลายเป็นส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-23-07-20/">ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน  เลิกท่องจำความรู้มุ่งสู่การฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-18756" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล.jpg" alt="" width="856" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล.jpg 856w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล-300x159.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล-768x407.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล-750x398.jpg 750w" sizes="(max-width: 856px) 100vw, 856px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนการสอนแบบให้นักเรียนท่องจำความรู้กำลังกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย  ขณะที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในยุคใหม่ ต้องเน้นให้เด็กได้ฝึกคิด วิเคราะห์ รู้จักการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นที่จะต้องเข้าไปปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่สำคัญคือการพัฒนาที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณหรือทรัพยากรมากมาย เพียงแค่ใช้รูปแบบวิธีการที่เหมาะสมและได้รับความร่วมมือเอาจริงเอาจังจากบุคลากรในโรงเรียนตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงครูผู้สอน ย่อมจะทำให้การเรียนการสอนในโรงเรียนนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในส่วนที่ได้ทำงานร่วมกับทางสถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเข้าไปเปลี่ยนแปลงคุณภาพการเรียนการสอนโรงเรียนในเครือข่าย 60 โรงเรียน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">ความเปลี่ยนแแปลงแรก คือ เด็กกล้าแสดงออก</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-18758" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล1.jpg" alt="" width="856" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล1.jpg 856w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล1-300x159.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล1-768x407.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล1-750x398.jpg 750w" sizes="(max-width: 856px) 100vw, 856px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน กล่าวว่า จากที่ได้เข้าไปทำงานร่วมกับโรงเรียนเครือข่ายพบความเปลี่ยนแปลงของนักเรียนที่ดีขึ้นชัดเจน คือ เรื่องความกล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าอภิปรายให้ความเห็น แสดงเหตุผลของตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ กลไกการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) จะเป็นการบูรณาการระหว่างการบริหารโรงเรียน และการบริหารชั้นเรียน โดยใช้นวัตกรรม “การศึกษาชั้นเรียน” หรือ Lesson Study และ “วิธีการแบบเปิด” หรือ Open Approach ในโรงเรียนอย่างต่อเนื่องตามวงจรรายสัปดาห์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากให้ครูทุกวิชาในระดับชั้นต่างๆ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก หรือทีมช่วงชั้นที่ 1 ประกอบด้วยครูชั้น ป.1 ป.2 ป.3  กลุ่มที่สอง หรือทีมช่วงชั้นที่ 1 ประกอบด้วยครูชั้น ป.4 ป.5 ป.6 และ กลุ่มที่สาม หรือทีมช่วงชั้นที่ 1 ประกอบด้วยครูชั้น ม.1 ม.2 ม. 3 มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้มุมมองที่หลากหลายของครูทุกวิชา ช่วยทำให้ครูทุกคนเข้าถึง “นักเรียนอย่างเป็นองค์รวม” ถือเป็นนวัตกรรมบูรณาการรายวิชาต่าง ๆ ผ่านมุมมองครูต่างวิชา </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">Lesson Study และ Open Approach กลไกการพัฒนาครูและนักเรียนอย่างต่อเนื่อง</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-18759" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล2.jpg" alt="" width="856" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล2.jpg 856w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล2-300x159.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล2-768x407.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล2-750x398.jpg 750w" sizes="(max-width: 856px) 100vw, 856px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างวิชาคณิตศาสตร์ ในระยะที่หนึ่งของการศึกษาชั้นเรียน หรือ Lesson Study ครูในทีมจะร่วมกันเขียนแผนบูรณาการวิชาคณิตศาสตร์ ที่เป็นโจทย์หรือสถานการณ์ทางคณิตศาสตร์ ในระยะที่สองนักเรียนจะเรียนรู้ด้วยตัวเองตามขั้นตอนของวิธีการแบบเปิด (Open Approach) โดยมีครูในทีมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study Team) สอน ร่วมสังเกตและบันทึก และในระยะที่สามครูในทีมการศึกษาชั้นเรียนแต่ละช่วงชั้นร่วมกับ</span><span style="font-weight: 400;">ครูทั้งโรงเรียนสะท้อนผลรายสัปดาห์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น  Lesson Study  ก็จะเป็นเหมือนชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และมี Open Approach เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่น โดย Lesson Study จะเป็นวงรอบการทำงานทั้งโรงเรียนที่ร้อยรัดถักเรียงกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้หมุนไปเพื่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงการศึกษาอย่างเป็นระบบ​จนเกิดความสำเร็จในโรงเรียน   </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับวิธีการแบบเปิด หรือ  Open Approach คือวิธีการสอนที่มีความยืดหยุ่น มี 4 ขั้นตอน คือ </span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">การนำเสนอสถานการณ์ปัญหาปลายเปิด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ด้วยตัวเองของนักเรียน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การอภิปรายทั้งชั้นเรียน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การสรุปโดยเชื่อมโยงแนวคิดของนักเรียน ความยืดหยุ่นอยู่ที่วิธีสอนแบบนี้จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนจะขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของผู้เรียน</span></li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">เน้นให้เด็กแก้ปัญหาด้วยตัวเองห้ามอธิบายเนื้อหาแบบเดิม</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18760" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล3.jpg" alt="" width="856" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล3.jpg 856w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล3-300x159.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล3-768x407.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล3-750x398.jpg 750w" sizes="(max-width: 856px) 100vw, 856px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมที่เราคุ้นเคยคือเอาความรู้มาถ่ายทอด จากครูไปสู่นักเรียน โดยการถ่ายทอดตัวอย่างให้นักเรียนแล้วให้นักเรียนทำการบ้าน ครูตรวจการบ้าน แต่ Open Approach ​นับเป็นรูปแบบที่ต่างจากการเรียนการสอนแบบเดิมที่เราคุ้นเคย จุดเน้นให้เด็กได้มีโอกาสแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ครูห้ามบอกห้ามอธิบายเนื้อหาแบบเดิม แต่จะใช้ตัวโจทย์และสถานการณ์ให้เด็กไปเป็นคนแก้ปัญหาด้วยตนเอง เช่น ให้ทรงกระบอกที่มีฝาปิดหัวท้าย จะตัดอย่างไรให้กลายเป็นแผ่นเดียว การแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเองทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งเรื่องพื้นที่ผิว ปริมาตร ความสัมพันธ์ ของสองมิติกับสามมิติ ได้เรียนทั้งศิลปะหัตถกรรม ฯลฯ ซึ่งหมายความว่า เราได้ทำให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตัวเอง พร้อมที่จะแก้ปัญหาที่ยังไม่รู้จักในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.ไมตรี กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับโรงเรียนเครือข่าย TSQP จำนวน 60 โรงเรียน ทางสถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วงที่ผ่าน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายส่วน เริ่มตั้งแต่การทำงานของคุณครูที่จากเดิมเป็นการทำงานแบบแยกส่วนกัน เปลี่ยนมาทำงานร่วมกันไม่ใช่ต่างคนต่างสอนชั้นเรียนของตัวเองอีกต่อไป และในภาพรวมก็จะเป็นการทำงานร่วมกันทั้งโรงเรียนร่วมกันออกแบบจัดการเรียนรู้เน้นการคิดแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์ที่เกิดกับนักเรียนก็ทำให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">ครูเปลี่ยนปรัชญาความเชื่อไม่ใช่แค่เอาความรู้มาบอกเด็ก</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18761" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล4.jpg" alt="" width="856" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล4.jpg 856w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล4-300x159.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล4-768x407.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล4-750x398.jpg 750w" sizes="(max-width: 856px) 100vw, 856px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการสอนวิธีนี้ที่เป็นเรื่องใหม่ที่เป็นทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนครูที่ไม่เคยสอนแนวนี้มาก่อน จะต้องเปลี่ยนปรัชญาความเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ใช่การเอาความรู้มาบอกเด็ก แต่เด็กต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่เช่นนั้นเด็กก็ลืมหมด มีโรงเรียนตัวอย่างที่ทำสำเร็จอย่างโรงเรียนบ้านโนนแสนคำหนองศาลาศรีสะอาด โรงเรียนบ้านรุงสมบูรณ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งต้องใช้เวลาแต่ละโรงเรียนจะขยับได้ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจัง อย่างโรงเรียนบ้านโนนแสงคำฯ ผู้อำนวยการมานั่งประชุมเองทุกสัปดาห์การพัฒนาก็ก้าวกระโดด  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ในการเริ่มต้นต้องอย่าไปคิดว่าอะไรก็ยุ่งไปหมด ต้องมาประชุมกันทุกสัปดาห์ แต่พอทำแล้วก็จะเห็นว่าเด็กเปลี่ยน กล้าพูด กล้าคิด จากเด็กไม่เคยได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ครูก็ไม่เคยเห็นว่าเด็กของตัวเองคิดได้ แต่พอทำแล้วก็จะเห็นว่าเด็กอยากพูดอยากแสดงความคิดเห็น  Open  Approach จึงมารองรับตรงนี้ เปิดโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">นร.ได้เรียนอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18762" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล5.jpg" alt="" width="856" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล5.jpg 856w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล5-300x159.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล5-768x407.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล5-750x398.jpg 750w" sizes="(max-width: 856px) 100vw, 856px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างในชั้นเรียนที่มีเด็กพิเศษวิชาอื่นคิดไม่ได้แต่สมมติวิชาคณิตศาสตร์คิดได้ เด็กก็ภูมิใจอยากมาโรงเรียนมีแบบนี้นับไม่ถ้วน แต่ถามว่ายากไหม ต้องบอกว่ายาก แต่ถ้าทำได้ก็จะทำให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกัน การศึกษาทั่วโลกเขาเป็นแบบนี้กันแล้ว การจะให้เด็กท่องจำล้าสมัยแล้ว​ สิ่งสำคัญคือรูปแบบการเรียนนี้จะทำให้นักเรียนได้เรียนอย่างทั่วถึงและเท่ากันเทียมกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทำได้ก็จะเป็นการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในชนบท พื้นที่ห่างไกลกันดารซึ่งจากตัวอย่างที่ทำมามีหลายโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีหลายแห่งที่พัฒนาจากระดับหลัง ๆ มาสู่ระดับต้นได้แล้ว ​อย่างไรก็ตาม การลงทุนเรื่องเวลา ต้องทำงานต่อเนื่องถึงจะประสบความสำเร็จ แต่ที่ผ่านมาเราไปลงทุนกับเรื่องอื่นเสียมากกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">เริ่มต้นการพัฒนาจากการทำงานเชิงเครือข่าย</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18764" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล6.jpg" alt="" width="856" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล6.jpg 856w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล6-300x159.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล6-768x407.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/TSQP-ขอนแก่นโมเดล6-750x398.jpg 750w" sizes="(max-width: 856px) 100vw, 856px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมี มี ​5 มาตรการ ทั้ง  </span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">การกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาครูและผู้บริหารด้วยกระบวนการชุมชน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การจัดระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่มีคุณภาพ (Info)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การสร้างเครือข่ายการดำเนินการร่วมกัน</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งในปีแรกต้องการเน้นให้แต่ละโรงเรียนได้เห็นการทำงานร่วมกันในเชิงเครือข่าย ซึ่งมีกลุ่มแรกเป็นโรงเรียนที่เริ่มต้นพัฒนามาตั้งแต่ปี 2552 กลุ่มที่สองพัฒนามาตั้งแต่ 2557  และกลุ่มที่สาม จำนวน 37 โรงเรียนที่เพิ่งเข้าใหม่ ซึ่งถือว่าแต่ละกลุ่มก็ทำงานได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยกลุ่ม 37  โรงเรียนที่เพิ่งเข้าร่วมใหม่นั้น ได้เข้าไปช่วยวางระบบการใช้นวัตกรรม Lesson Study รวมทั้งเปิดให้เรียนรู้จากโรงเรียนรุ่นพี่ที่เขาเปิดชั้นเรียนไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของ  COVID-19  ทำให้ยังทำได้เพียงแค่ประมาณ 93% และกำลังเร่งทำให้เสร็จครบ 100 % ​​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับในปีที่สองทางเครือข่ายจะขยายการบูรณาการรายวิชาจากเดิมที่เป็นวิชาคณิตศาสตร์ไปสู่วิชาอื่นๆ เช่น ศิลปะ สังคม โดยครูแต่ละวิชาจะมาบูรณาการในวิชาเหล่านี้โดยมีครูหลักคือครูศิลปะ ครูสังคม ครูคณิตศาสตร์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา</strong><br />
<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br />
<a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br />
<strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br />
<strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br />
<strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-23-07-20/">ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน  เลิกท่องจำความรู้มุ่งสู่การฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ความหวังลดเหลื่อมล้ำรร.ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/200-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Dec 2019 11:18:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เปิดประตูสู่โอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[Lesson Study]]></category>
		<category><![CDATA[Open Approach]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=9661</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิธีการที่เรียกกันว่า Open Approach ซึ่งหมายถึง การจัดก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/200-2/">นวัตกรรมยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ความหวังลดเหลื่อมล้ำรร.ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9664" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004209934.jpg" alt="" width="2508" height="1672" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004209934.jpg 2508w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004209934-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004209934-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004209934-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004209934-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004209934-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2508px) 100vw, 2508px" /></p>
<p style="text-align: left;">วิธีการที่เรียกกันว่า Open Approach ซึ่งหมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ครูจะใช้ปัญหาปลายเปิดเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน และ Lesson Study ที่เป็นหลักในการพัฒนาวิชาชีพครูในประเทศญี่ปุ่น นับเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ถูกนำมาใช้แล้วมากกว่า 10 ปีในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจาก 2 โรงเรียนเมื่อปี 2549 จนปัจจุบันได้ขยายผลไปยังโรงเรียนทั่วประเทศอีกเกือบ 200 แห่ง</p>
<p>นำมาซึ่งการพัฒนาวิธีการสอนของครู และกระบวนการเรียนรู้ของเด็กในชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับโรงเรียนทุกขนาดและทุกระดับ หรือแม้แต่การช่วยลดความแตกต่างของนักเรียนในเมืองและในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างเห็นผล จนเป็นหนึ่งในวิธีการที่ กสศ. และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมมือกันเพื่อนำมาใช้ในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง(TSQP) ของสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ให้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องทั้งระบบ บนพื้นที่เป้าหมาย 291 โรงเรียน ครอบคลุม 35 จังหวัดทั่วประเทศไทย</p>
<p>รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า นับตั้งแต่การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ในปี 2542 การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและวิธีการสอนของครู เป็นหัวข้อที่คนในแวดวงการศึกษาพูดถึงกันมาก โดยเฉพาะในเชิงนโยบายหรือการวางโครงสร้าง ในช่วงเวลานั้นเองที่ทาง รศ.ดร.ไมตรี เห็นว่า การปฏิรูปการเรียนรู้สามารถเริ่มต้นได้จากการนำเอาทรัพยากรทางการศึกษาเข้าไปปรับเปลี่ยนในชั้นเรียน หรือในห้องเรียน อันเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในวงจรการศึกษา</p>
<pre style="text-align: center;"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-9666 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004233519.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004233519.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004233519-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004233519-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004233519-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004233519-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004233519-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" />รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น</pre>
<p>“ผมเริ่มนำนวัตกรรมที่ช่วยในการเปลี่ยนการสอนของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียนมาใช้ตั้งแต่ปี 2542 โดยเอาทรัพยากรที่มีคือ นักศึกษาครูฝึกหัดทุกระดับชั้น และอาจารย์ผู้สอนที่เข้าใจหลักสูตร พาพวกเขาเข้าไปที่ชั้นเรียนทั้งหมด นั่นคือการเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาที่ผมเห็นว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ คือเราต้องเริ่มกันที่ห้องเรียน” รศ.ดร.ไมตรี ระบุ</p>
<p>ที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาในประเทศของเรา มีการนำนวัตกรรมมากมายเข้ามาช่วยในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอนของครู ซึ่งมันไม่มีสูตรสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าวิธีการนั้นจะต้องเป็นอย่างไร แต่ในส่วนของนวัตกรรมที่เรานำมาใช้มากกว่า 10 ปี และเห็นผลในระดับหนึ่งแล้วว่ามันช่วยกำหนดขั้นตอนและวางรูปแบบการสอน ที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาทั้งผู้สอนและผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ จะมี 2 นวัตกรรมหลัก</p>
<p>อย่างแรกคือ Open Approach ที่เน้นเรื่องการ ‘เปลี่ยนวิธีการสอน’ ก่อน จากเดิมที่ครูจะให้ความรู้ด้วยวิธีบรรยายหรือถ่ายทอดตรง ๆ เราก็เปลี่ยนมาเป็นการทำงาน 4 ขั้นตอน คือ 1.ครูต้องหาโจทย์หรือปัญหาที่มีความหมายใกล้ชิดกับสิ่งรอบตัวของผู้เรียน เป็นเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตจริง 2.นำปัญหาเข้าสู่ชั้นเรียนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หาวิธีแก้ไขโจทย์ด้วยตนเอง 3.ครูจะเป็นผู้สังเกตแนวความคิดของเด็กต่อวิธีการที่เขาใช้ในการแก้ปัญหา และ 4.ผู้เรียนจะต้องนำวิธีการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาที่ค้นพบมาอภิปรายและสรุปผลออกมาเป็นวิธีการเรียนรู้</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9667" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004224710.jpg" alt="" width="2508" height="1672" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004224710.jpg 2508w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004224710-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004224710-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004224710-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004224710-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004224710-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2508px) 100vw, 2508px" /></p>
<p>การเรียนรู้ด้วยวิธี Open Approach เป็นการพลิกวิธีการสอนที่คุ้นเคยในบ้านเรามาตลอด ด้วยวิธีนี้ครูจะไม่ใช่ศูนย์กลางในการส่งมอบความรู้อีกต่อไป แต่ผู้เรียนจะได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งนี้นับเป็นทักษะสำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากทุกวันนี้ความรู้มีอยู่มากมายหาได้จากนอกห้องเรียนหมดแล้ว การสอนในลักษณะนี้เราจึงเน้นให้แต่ละคาบเรียน เขาได้ฝึกแก้ไขปัญหา ทำทุกอย่างด้วยตนเอง เผชิญกับความยากลำบากในการค้นหาวิธีการด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดองค์ความรู้เฉพาะตัวอันเป็นประสบการณ์ที่เขาจะนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง ๆ</p>
<p>ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวต่อไปว่า อีกนวัตกรรมหนึ่งที่ช่วยเสริมการเรียนรู้แบบ Open Approach คือการปรับปรุงวิธีการสอน ที่เรียกว่า Lesson Study เป็นแนวทางการพัฒนาวิชาชีพครูที่เป็นการปรับปรุงการสอนด้วยตัวของครูเอง(Teacher-Led Instructional Improvement) และเป็นวิธีการที่ครูเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการปรับปรุงการสอนด้วยตัวของครูเอง การนำแนวทางนี้มาใช้ในการพัฒนาวิชาชีพครู จึงก่อให้เกิดประโยชน์มากต่อการสอน ทั้งด้านเนื้อหา วิธีการสอน และต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน</p>
<p>“ครูจะต้องเลิกทำงานเพียงลำพังคนเดียว แล้วเปลี่ยนเป็นการทำงานเป็นทีมร่วมกับครูด้วยกัน เพื่อร่วมวางแผน ระดมความคิด จากเดิมที่วิธีการสอนเป็นเรื่องของใครของมัน ห้องเรียนของใครของมัน แต่ด้วยการเรียนรู้ในโลกยุคปัจจุบันที่เน้นให้ผู้เรียนได้ค้นหาวิธีการในการเข้าถึงความรู้ด้วยตนเอง ครูจะต้องเป็นผู้คาดการณ์แนวคิดของนักเรียนให้ได้ มิฉะนั้นครูจะไม่สามารถค้นหาโจทย์หรือปัญหาดี ๆ มาใช้ในห้องเรียนได้ โจทย์จะปิดแคบ ดังนั้น งานที่เป็นเชิงวิชาชีพครูในระดับสูงนี้ ครูจะต้องร่วมด้วยช่วยกันวางแผนสร้างสถานการณ์ปัญหาที่ท้าทายให้ได้ จากนั้นจึงนำไปใช้ในชั้นเรียน ขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ครูทุกคนต้องปรับปรุงวิธีการสอนของตัวเองสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา” รศ.ดร.ไมตรี กล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-9662 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004217156.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004217156.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004217156-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004217156-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004217156-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004217156-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/12/1575004217156-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>สำหรับ Open Approach และ Lesson Study เป็นสองแนวทางที่ ผศ.ดร.ไมตรี ระบุว่าได้นำมาใช้ในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 มาแล้วมากกว่า 15 ปี และเห็นผลในเชิงประจักษ์แล้วว่าสามารถยกระดับคุณภาพชั้นเรียนได้จริง ขณะที่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำสองนวัตกรรมดังกล่าวเข้าไปใช้กับเด็กนักเรียนมาแล้วประมาณ 4-5 ปี ดังนั้นในการร่วมงานกับ กสศ. ทางโครงการจึงวางกลุ่มเป้าหมายนักเรียนในระดับชั้น ป.1-ม.3</p>
<p>กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา นวัตกรรมที่เรานำมาใช้ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนในหลายมิติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นได้ชัดก็คือ การทำงานของครูที่เน้นการขับเคลื่อนเป็นทีม ซึ่งส่งผลต่อระบบการสอนในภาพที่ใหญ่กว่าห้องเรียนแค่ห้องเดียว หรือโรงเรียนแค่แห่งเดียว ส่วนในตัวเด็ก เราพบว่าในทุกชั้นเรียนของโครงการ เด็กที่เคยเกลียดคณิตศาสตร์ ไม่อยากเรียนวิชานี้ เขาก็หันมาสนใจเรียนมากขึ้น รวมถึงมีความเข้าใจในบทเรียนเพิ่มขึ้น นั่นเพราะเขาได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานเนื่องจากการได้ค้นหาวิธีการด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ว่าผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเท่ากับประสบการณ์การทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์นั้น นี่คือภาพการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชั้นเรียนแตกต่างไปจากอดีต</p>
<p>“หรือในเรื่องของผลคะแนนสอบ เราก็มีสัญญาณว่าในโรงเรียนที่ทำกับเรามาหลายปี คะแนนเฉลี่ยของเด็กส่วนใหญ่ก็เกินค่าเฉลี่ยของนักเรียนทั้งประเทศ ทั้งยังมีผลที่น่าสนใจคือ โรงเรียนในที่ห่างไกลในป่าเขาหรือบนดอยสูงมีเด็กที่ได้คะแนนโอ-เน็ตร้อยเต็ม อาจยังไม่ใช่จำนวนที่เยอะ แต่การที่เด็กกลุ่มนี้ได้คะแนนสูงระดับนี้ 2-3 คน ทั้งที่ปกติไม่เคยมีมาก่อน นั่นเป็นสัญญาณที่ดีและหลักฐานของความสำเร็จในระดับหนึ่งของเรา ซึ่งทำให้หนทางในการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนใหญ่กับโรงเรียนเล็ก หรือโรงเรียนในเมืองใหญ่กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล แคบลงมาจนเชื่อได้ว่า เราจะสามารถสร้างความเสมอภาคทางการเรียนรู้ได้จริง ๆ ในอนาคต” รศ.ดร.ไมตรี กล่าวปิดท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/200-2/">นวัตกรรมยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ความหวังลดเหลื่อมล้ำรร.ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
