<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A3%E0%B8%A8-%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E-%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%A7/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Apr 2025 13:18:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ควรจัดการศึกษาอย่างไร เมื่อโลกทั้งใบคือการเรียนรู้: เปิดพื้นที่การศึกษาใหม่กับ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/wirathep-pathumcharoenwattana-policy-forum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Apr 2025 13:15:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ยืดหยุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92748</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพห้องเรียนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีคุณครูคอยสอน เขียนกร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/wirathep-pathumcharoenwattana-policy-forum/">ควรจัดการศึกษาอย่างไร เมื่อโลกทั้งใบคือการเรียนรู้: เปิดพื้นที่การศึกษาใหม่กับ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภาพห้องเรียนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีคุณครูคอยสอน เขียนกระดาน และมีนักเรียนนั่งเรียงรายกลายเป็นภาพที่เราเห็นจนชินตาและกลายเป็นภาพจำของการศึกษาไปโดยปริยาย</p>



<p>อย่างไรก็ดี สำหรับ&nbsp;<strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</strong>&nbsp;การศึกษาในทุกวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนอีกต่อไป เพราะโลกทั้งใบเปรียบเสมือนพื้นที่การเรียนรู้ขนาดใหญ่ และวิธีการเรียนรู้ก็ไม่ได้และไม่ควรที่จะมีแบบเดียว แต่ควรถูกออกแบบและหล่อหลอมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ควบคู่ไปกับบริบทของโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>101 ชวนเปิดพื้นที่การศึกษาใหม่กับ รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไล่เรียงตั้งแต่ภาพใหญ่อย่างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย ไปจนถึงมุมมองในการจัดการศึกษารูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับผู้เรียน ในวันที่โลกทั้งใบคือพื้นที่เรียนรู้สำหรับคนทุกคน</p>



<p><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนและเรียบเรียงจากรายการ 101 Policy Forum #24: ความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เผยแพร่ในวันที่ 31 มีนาคม 2568</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="ความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา | 101 Policy Forum #24" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/R0OiCSyHm6U?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45b7ef"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743745085_492229-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คุณจะนึกถึงเรื่องอะไร</strong></h3>



<p>ผมมองเรื่องการที่เด็กและเยาวชนไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาที่ดี ทำให้ทุกวันนี้เราเห็นภาพของเด็กและเยาวชนที่ทั้งเสี่ยงหลุดและหลุดออกจากระบบโรงเรียนเป็นจำนวนมาก</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุดคือ เรื่องนี้เกิดจากโครงสร้างหลายอย่าง ทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบโรงเรียน หรือแม้แต่ระบบครอบครัว ที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบและทำให้ไม่ได้โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ดี ไม่ว่าจะในหรือนอกโรงเรียนก็ตาม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ประเด็นการศึกษาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นงานวิชาการหรืองานวิจัยหลายๆ เรื่องเกิดขึ้น ในฐานะคนที่ทำงานด้านการศึกษา คุณมองว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เรารู้อะไรบ้างแล้ว</strong></h3>



<p>ระยะหลังเรื่องที่ผมศึกษาคือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ส่วนตัวผมเรียนสาขาการศึกษานอกระบบโรงเรียนมา ดังนั้น ผมจึงมองว่าโรงเรียนไม่ได้จัดการได้ทุกเรื่อง แต่เรามีภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) NGOs หรือแม้กระทั่งสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งพวกเขาเห็นปัญหาในพื้นที่และพบว่าหน่วยจัดการเรียนรู้ที่ใกล้ชิดกับพวกเขา น่าจะเป็นคนที่ขับเคลื่อนการทำงานกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุด ผมไม่เชื่อว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับการศึกษาต้องเข้าสู่ระบบ เพราะโลกทั้งใบคือการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ตามอัธยาศัย และการเรียนจากผู้รู้ แต่หน่วยจัดการเรียนรู้นี่แหละที่จะเป็นคานงัดสำคัญที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ที่ไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียน แต่จะช่วยให้เด็กสามารถศึกษาค้นคว้าเพื่อเลือกสิ่งที่เขาสนใจและสามารถเรียนรู้ได้</p>



<p>ทั้งนี้ เราต้องระลึกไว้ด้วยว่า เด็กบางคนยังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น การเชื่อมต่อกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่เป็นหน่วยงานรัฐก็สำคัญและจำเป็น เพราะในกรณีที่เด็กบางคนต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ก็จะต้องไปเชื่อมต่อประสานเพื่อพาเด็กเข้าสู่ระบบ แต่ถ้าเด็กยังไม่พร้อมก็จะต้องมีวิธีจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมกับภูมิปัญญาหรือหน่วยจัดการเรียนรู้ต่างๆ ที่สอดคล้องกับความสนใจของพวกเขา อาจไม่ต้องเทียบคุณวุฒิ แต่เทียบเคียงเป็นประกาศนียบัตรก็ได้ ดังที่ กสศ. พยายามมองว่า การเรียนรู้ทุกระบบควรเชื่อมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนในระบบการศึกษาเท่านั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เราจะเห็นว่าสังคมไทยไม่ค่อยให้ค่ากับการได้ประกาศนียบัตรเท่าไหร่ นี่ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งไหม</strong></h3>



<p>ใช่ครับ เราต้องมองก่อนว่าเด็กบางคนไม่ได้เลือกเข้าเรียนต่อในโรงเรียน แต่เขาสามารถสร้างอาชีพจากฐานการเรียนรู้ บางคนก็ได้ประกาศนียบัตรเฉพาะทางมา เช่น การชงกาแฟ เขาก็พัฒนาต่อยอดได้เหมือนกัน ผมเลยมองว่าการจัดการเรียนรู้ต้องยืดหยุ่นพอที่จะออกแบบการเรียนรู้รายบุคคลหรือการเรียนรู้รายกลุ่มที่มีความสนใจคล้ายกันได้</p>



<p>เพราะฉะนั้น นี่เป็นความท้าทายที่ระบบการศึกษาในปัจจุบันต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะมีเหตุปัจจัยมากมายที่จะทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ ทั้งความสนใจหรือพื้นฐานที่มี อีกทั้งโรงเรียนในทุกวันนี้ก็เน้นไปที่เป้าหมายด้านวิชาการ แต่คำถามคือ จำเป็นไหมที่เด็กทุกคนต้องเข้าสู่การเรียนแบบวิชาการ ถ้าบางคนอยากค้าขายหรืออยากถ่ายภาพ เขาจะสามารถใช้ทักษะนี้มาหล่อเลี้ยงและพัฒนาชีวิตได้หรือไม่ เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยการจัดการที่เยอะพอสมควรในการเชื่อมและช่วยเหลือเด็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>มีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ การจัดการศึกษาแบบเดียวหรือการหว่านเงินลงไปในระบบการศึกษา ซึ่งเรารู้กันแล้วว่า วิธีการดังกล่าวไม่ได้ผลดีนัก คุณมองเรื่องนี้อย่างไร เรามีวิธีการอะไรที่ดีกว่านี้ไหมในการจัดการศึกษา</strong></h3>



<p>ถ้าเรามองความเชื่อเกี่ยวกับการศึกษาที่ผ่านมา จะเห็นว่าเราเน้นที่ระบบเดียวเป็นหลัก และโครงสร้างนี้จะลดทอนความรู้แบบอื่นๆ ที่อยู่นอกห้องเรียนไปด้วยการทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราต้องวิ่งเข้าสู่ระบบโรงเรียนจนทำให้เราหลงลืมมิติอื่นๆ ของชีวิต ยิ่งผนวกกับการที่ทุกอย่างถูกผลักดันให้เข้ากับความเป็นเลิศทางวิชาการ ทำให้ความรู้ชุดอื่นที่เราควรให้คุณค่าหายไปเลย ซึ่งตรงนี้ผมมองว่า ระบบการศึกษาไม่ได้อยู่แค่ที่ในห้องเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่ยังมีที่อื่นที่สามารถเรียนรู้และเชื่อมโยงกันต่อได้</p>



<p>ดังนั้น ความเชื่อที่มองว่าคุณครูจะต้องจบครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์และได้ใบประกอบวิชาชีพเท่านั้นจึงจะเป็นเลิศเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะความท้าทายคือคุณครูจะต้องเชื่อมประสานองค์ความรู้ให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้มากกว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-26edfc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743745080_735454-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณมองว่านโยบายใดเป็นนโยบายที่ไม่ควรเลิกดำเนินการ หรือมีนโยบายใหม่ๆ ที่เราควรจับตามองไหม</strong></h3>



<p>ผมว่าเรื่องสำคัญคือเราต้องสอนและส่งเสริมให้คนมีทักษะการเรียนรู้ตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการออกแบบการสอนใหม่ ทำแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลย ตัวคุณครูก็ต้องปรับด้วย เราเห็นเด็กเจเนอเรชันใหม่ๆ แล้วจะสอนแบบเดิมคงไม่ได้ ผู้สอนก็ต้องเรียนรู้ใหม่เหมือนกัน</p>



<p>ตรงนี้ก็เป็นความท้าทาย เพราะผู้สอนต้องเพิ่มพลังให้เยอะขึ้น แต่ลดอัตตาของตัวเองลง เพราะถ้าเป้าหมายของเราคือให้ลูกศิษย์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เราจะต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน อาจจะเน้นประเด็นต่างๆ ควบคู่ไปกับการเน้นเนื้อหาก็ได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ตอนนี้ฝ่ายนโยบายมองถึงประเด็นนี้บ้างไหม หรือมีข้อติดขัดอะไรบ้าง</strong></h3>



<p>ถ้ามองจากที่ผ่านมา ผมก็เห็นทางกระทรวงศึกษาธิการพยายามทำเป็นการเรียนรู้แบบโครงการเป็นฐาน (project-based learning) นะ แต่เป็นการนำร่องขยายผล แต่ต้องยอมรับว่า เมื่อพูดถึงกระทรวงฯ จะมีปัญหาติดล็อกนโยบายค่อนข้างเยอะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เท่าที่ฟังดู เรามีความพยายามด้านการพัฒนาการศึกษาหรือปรับใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง คุณคิดว่าภาคนโยบายเป็นอย่างไร ได้หยิบยกหรือนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปปรับใช้บ้างไหม</strong></h3>



<p>ถ้าในมุม กสศ. เราจะเห็นความพยายามสื่อสารออกไปเสมอ เป้าหมายหนึ่งของ กสศ. คือความพยายามเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐให้ได้ เพราะหน่วยงานภาครัฐมีทรัพยากรต่างๆ เช่น ความพยายามในการทำให้เด็กในกระบวนการยุติธรรมมีโอกาสและการเรียนรู้ที่หลากหลายมากขึ้น เพราะเด็กที่เข้าสู่กระบวนการนี้จะเข้าและออกไม่พร้อมกัน ถ้าเขาเข้าสู่กระบวนการแล้วลงทะเบียนเรียนทันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเข้ามาระหว่างเทอม ก็ต้องหาวิธีการใหม่ ตรงนี้ กสศ. ก็ทำงานร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเพื่อออกแบบการเรียนรู้รายบุคคลให้เด็กและเยาวชนที่อาจจะเข้ามากลางเทอม และไปเชื่อมกับศูนย์การเรียนรู้ต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการทำงานเรื่องโรงเรียนสามระบบ คือ โรงเรียนหนึ่งจะสามารถจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ตรงนี้ก็เป็นความพยายามนำร่องอยู่</p>



<p>ตรงนี้ผมมองว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็เรียนรู้ว่า ความผิดพลาดที่ผ่านมาในการจัดการศึกษาอยู่ตรงไหนที่ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบ เมื่อ กสศ. เห็นช่องทางและทำวิจัยมาก็มีการทำเรื่องนี้มากขึ้น ผมก็ชื่นชม กสศ. นะ เพราะเขามีคนที่จะเชื่อมต่อกับภาครัฐได้ด้วย และยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เข้าใจบริบทการศึกษาที่ควรจะเป็น แต่เราก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่ามักมีการออกระเบียบที่มีปัญหา อาจขัดกับกฎหมายใหญ่บ้าง อันนี้ก็ต้องทำงานหลังบ้านให้ชัดเจน ดูว่าจะยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างไร โดยเฉพาะกับเด็กที่เสี่ยงจะหลุดหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา ทำเป็นกลไกต่อเนื่องเพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น</p>



<p>ตัวอย่างเช่น เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ขึ้น ตรงนี้ก็น่าสนใจหลายอย่าง เช่น การทำข้อเสนอจัดตั้ง youth worker หรือคนที่ทำงานด้านเยาวชน ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพการเชื่อมต่อกับยูนิเซฟ (UNICEF) หรือองค์กรวิชาชีพต่างๆ ได้ และทำให้เห็นภาพการทำงานระดับเด็กและเยาวชนได้มากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>มีคนพูดถึงแนวคิดคูปองการศึกษา (school voucher) คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>ผมว่าเรื่องนี้จะช่วยให้โรงเรียนมีคุณภาพมากขึ้น เพราะผู้ปกครองควรจะมีสิทธิเลือกโรงเรียนที่มีคุณภาพ ถ้าคูปองการศึกษาทำให้โรงเรียนเห็นว่าตนเองมีจุดอ่อนอย่างไร โรงเรียนนั้นก็ควรต้องพัฒนาตนเองมากขึ้น ผมเคยเสนอความคิดด้วยนะว่า ต้องปรับวิธีการในการจัดการเรียนรู้ใหม่ จากที่เคยเน้นเนื้อหาเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ตอนนี้อาจจะต้องเน้นการเรียนรู้แบบเป็นทีมมากขึ้น</p>



<p>ผมมองว่า โรงเรียนก็มีการแข่งขันกันเป็นปกตินะครับ แต่ตอนนี้เรามอบอำนาจให้โรงเรียนขนาดใหญ่และทรัพยากรเยอะมากกว่า แต่โรงเรียนขนาดเล็กหรือปานกลางเขาได้รับทรัพยากรน้อยลงจะทำอย่างไร และทรัพยากรในที่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่ององค์ความรู้และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารด้วย ผมว่าภาครัฐต้องลงทุนทำงานตรงนี้ให้มากขึ้นมากกว่าที่จะไปทุ่มกับโรงเรียนขนาดใหญ่ เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเห็นมิติการจัดการเรียนรู้ที่ดีมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>จากทั้งหมดที่คุยกันมา คุณประเมินสถานการณ์ตอนนี้อย่างไร คิดว่าในอนาคตข้างหน้าเราจะดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างไรหรือลงทุนด้านไหน</strong></h3>



<p>ผมมองแบบนี้คือนโยบายการยุบโรงเรียนก็เป็นไปตามยุคสมัย บางกรณีมันอาจจะจำเป็น แต่อีกส่วนคือการทำให้โรงเรียนที่มีอยู่สามารถลุกขึ้นมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพได้ ส่วนหนึ่งผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ด้วยตัวเอง แต่รัฐต้องหนุนเสริมทั้งงบประมาณและการพัฒนาครูด้วย นอกจากนี้ การกระจายอำนาจก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วย เพราะเราอยากเห็นท้องถิ่นที่สามารถโอบอุ้มเรื่องการศึกษานอกเหนือจากโรงเรียนที่สังกัดเทศบาลหรือเป็นของท้องถิ่นเอง</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุด เราอยากเห็นท้องถิ่นยกระดับโรงเรียนอื่นให้เทียบเท่าโรงเรียนเทศบาลได้ด้วยครับ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/wirathep-pathumcharoenwattana-policy-forum/">ควรจัดการศึกษาอย่างไร เมื่อโลกทั้งใบคือการเรียนรู้: เปิดพื้นที่การศึกษาใหม่กับ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ลับแล ไม่แลลับ” ความร่วมมือโอบอุ้มเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างโมเดลการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-0100824/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Aug 2024 04:46:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ภัทระ คำพิทักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เมตตา แสวงลาภ]]></category>
		<category><![CDATA[ลับแล ไม่แลลับ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตรดิตถ์]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวาลย์ บุตรทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=85393</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-0100824/">“ลับแล ไม่แลลับ” ความร่วมมือโอบอุ้มเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างโมเดลการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับพื้นที่ <strong>“ลับแล…ไม่แลลับ” กลไกโอบอุ้มคุ้มคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดอุตรดิตถ์</strong> ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้โมเดลพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ และศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จังหวัดอุตรดิตถ์</p>



<p>ที่ผ่านมา กสศ. ได้ร่วมกับภาคีหลายภาคส่วนในจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างโอกาสทางการศึกษา ต่อยอดงานในพื้นที่ไปสู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout อันเป็นนโยบายรัฐบาลในการพาเด็กเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา ให้กลับสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีทางเลือก และตอบโจทย์ชีวิต พร้อมวางแนวทางพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สร้างหลักประกันโอกาสในการเข้าสู่การศึกษา ไม่หลุดซ้ำ มีทางเลือกที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความหลากหลายและข้อจำกัดแตกต่างกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c8b84d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-58619b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(กลาง) ดร.เมตตา แสวงลาภ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.เมตตา แสวงลาภ</strong> <strong>รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์เขต 1</strong> กล่าวว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ มีความตั้งใจที่จะจัดการศึกษาที่ครอบคลุมความต้องการของเด็กในพื้นที่ พร้อมทั้งพยายามหามาตรการมาช่วยทำให้เด็กและเยาวชนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งยังตกหล่นอยู่ ให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นด้วยโมเดลการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย สามารถเรียนรู้ร่วมกันได้</p>



<p>“จังหวัดอุตรดิตถ์มีการประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการของเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในจังหวัด ตั้งใจที่จะขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในปีการศึกษา 2568 ทุกฝ่ายมาพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มีโอกาสได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง“โดยที่ผ่านมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์เขต 1 ได้ติดตามการทำงานของศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งดูแลโดยครูติ๊ก ชัชวาลย์ บุตรทอง เพื่อหาช่องทางในการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมและพัฒนากลไกที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ให้ครอบคลุมปัญหาให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยสร้างโมเดลให้พวกเขากลับมาเรียนได้อย่างมีความสุข และกลับมาสู่สังคมได้ต่อไป” ดร.เมตตา<strong> </strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-085149"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-26e7dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</strong> <strong>ผู้จัดการโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า กสศ. พยายามหาจุดสำคัญของการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เป็นโจทย์ที่ท้าทายในการพยายามค้นหาว่าจะทำอย่างไร ที่จะออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กแต่ละกลุ่ม แต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความจำเป็นและความต้องการที่หลากหลายแตกต่างกัน</p>



<p>“กสศ. ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เครือข่ายศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคมตามมาตรา  12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะสถานประกอบการ ภาคเอกชน นักวิชาชีพสาขาต่าง ๆ และชุมชน ในการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้พวกเขามีโอกาสได้กลับมาเรียนตามความสนใจและความถัด พร้อมทั้งมีวุฒิการศึกษารองรับสำหรับนำไปประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โดยเฉพาะชุมชน มีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนรูปแบบการศึกษาที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่ โดยโมเดลสำคัญที่ได้จากศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคมจังหวัดอุตรดิตถ์ คือ ศูนย์นี้ ไม่เพียงแต่สามารถโอกาสทางการเรียนรู้ได้ แต่ยังสามารถตอบโจทย์เรื่องของการสร้างกลไกให้เด็กและเยาวชนที่เข้ามาเรียนกับศูนย์กลับมามองเห็นคุณค่าในตัวเอง</p>



<p>“กลไกในเรื่องนี้ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเด็กและเยาวชนที่ต้องไปอยู่นอกระบบการศึกษาส่วนใหญ่ มักจะเป็นผู้ที่สูญเสียในเรื่องนี้ ซึ่งการสร้างให้กลับมามองเห็นในส่วนนี้ ถือเป็นพลังสำคัญที่ดึงเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ กลับมาสู่การเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน” รศ.ดร.วีระเทพ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb00de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO5.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชัชวาลย์ บุตรทอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายชัชวาลย์ บุตรทอง หรือ ครูติ๊ก ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม </strong>กล่าวว่า ศูนย์การเรียนของเราซึ่งเราเรียกตัวเองว่าโรงเรียน 4 ตารางวา เป็นพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อออกแบบการเรียนรู้สำหรับเด็กทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เยาวชนนอกระบบการศึกษาและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม จัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการศึกษาทางเลือกที่ยืดหยุ่น ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนซึ่งมีความหลากหลายมีความพร้อมและศักยภาพที่แตกต่างกัน</p>



<p>“การจัดการเรียนการสอนของศูนย์ เป็นการพยายามสร้างหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อโอบรับกับเด็กทุกคนที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน เรามองว่า หากเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง เพราะเด็กกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่กลัวห้องเรียน หากบังคับให้กลับมาเรียนแบบเดิม ก็อาจเสี่ยงหลุดซ้ำซ้อนได้ จึงจำเป็นต้องช่วยพวกเขาหาเส้นทางการศึกษาให้กับตัวเองใหม่ โดยต้องไม่ตีกรอบว่าต้องกลับมาเรียนเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น</p>



<p>“การจัดการศึกษาของเรา เป็นการจัดโดยอาศัยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทำงานร่วมกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น คือ ค้นหาตัวและพยายามเข้าให้ถึงตัวเด็ก ๆ ในทุกพื้นที่ เพื่อรับทราบถึงปัญหาและสร้างความไว้ใจ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับส่วนราชการในจังหวัด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำงานความร่วมมือกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์เขต 1 สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดอุตรดิตถ์ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุตรดิตถ์ เครือข่ายผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุตรดิตถ์ รวมถึงโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ ที่ทำหน้าที่ดูแล เด็กเยาวชนตั้งแต่ต้นทางก่อนหลุดจากระบบการศึกษา ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกของพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-14ff69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในปี 2564 มีข้อมูลระบุว่า มีเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปี ประมาณ 9,069 คน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเยาวชนทั้งหมดที่มีอยู่ในพื้นที่ เด็กกลุ่มนี้มาจากหลายพื้นที่ ทั้งจากชุมชนห่างไกลและชุมชนแออัด ส่วนใหญ่มีปัญหาความยากจน บางครอบครัวมีปัญหาความรุนแรงในเด็กและปัญหายาเสพติด พวกเขาส่วนใหญ่ เป็นเด็กที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่ปฏิเสธระบบโรงเรียน</p>



<p>“โจทย์การทำงานของเรา คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งชุมชน ครอบครัว มีส่วนช่วยกันสร้างขึ้น ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถช่วยฟื้นฟูให้เด็กยินดีที่จะกลับเข้าสู่ระบบ โดยแต่ละฝ่ายช่วยเขาหาเส้นทางที่ตรงกับโจทย์ชีวิตของแต่ละคน เราช่วยกันทำให้ท้องถิ่นเป็นพลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ไว้รองรับเด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้ ผ่านศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน มีภาคส่วนต่าง ๆ ช่วยกันเสริมแรงหนุนจนเกิดพื้นที่ในการพัฒนาร่วมกัน ช่วยกันพาเยาวชนกลับมาเป็นเป็นกำลังในการดูแลท้องถิ่น” ครูติ๊กกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-494a5a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</strong> กล่าวว่า เมื่อเห็นตัวเลขเด็กเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาจำนวนกว่า 1.02 ล้านคนทั่วประเทศ หลายพื้นที่อาจเกิดความวิตกกังวลว่า จะจัดการแก้ปัญหาหรือช่วยเหลือเด็กจำนวนดังกล่าวได้อย่างไร แต่สิ่งที่เห็น จากโมเดลการทำงานขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการของเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์ ทำให้มองเห็นโอกาสในการจัดการกับปัญหานี้ ซึ่งแม้ในภาพรวมจะมีตัวเลขเป็นจำนวนมาก ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้</p>



<p>“กสศ. พยายามอย่างมากที่จะส่งเสริมให้เกิดกลไกดูแลเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่เกิดจากความร่วมมือในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นที่มาของการเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม มาออกแบบแนวทางที่สอดคล้องกับกลไกที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจังหวัดอุตรดิตถ์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถสร้างพลังของความเชื่อมโยงในการทำงานให้เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ เกิดเป็นคำตอบระดับชุมชน ที่สามารถนำไปขยายความไปสู่กรอบทำการทำงานในระดับประเทศได้” ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6bfa0e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-91d6ca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/0815_ข่าว-177_PHOTO9.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><strong>ภัทระ คำพิทักษ์</strong></figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายภัทระ คำพิทักษ์</strong> <strong>ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.</strong> กล่าวว่า โมเดลโอบอุ้มคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดอุตรดิตถ์ คือกลไกที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ ของการทำงานที่สอดคล้องกันของการจัดการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ</p>



<p>“พื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถสร้างบทเรียนในการจัดการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการประสานการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่สอดคล้องกัน เกิดเป็นโมเดลการศึกษาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งสมควรที่จะถูกนำมาขยายสเกลให้เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่สามารถหาแนวทางในการทำงานร่วมกัน ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่จนเกิดโมเดลที่สามารถผลักดันการศึกษาที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิตให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา และสามารถถ่ายทอดไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดประโยชน์และเป็นตัวอย่างของการเรียนรู้แก่ชุมชนและพื้นที่อื่น ๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ กสศ. สนับสนุนมาโดยตลอด” นายภัทระทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-0100824/">“ลับแล ไม่แลลับ” ความร่วมมือโอบอุ้มเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างโมเดลการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ออกแบบการศึกษายืดหยุ่นสำหรับพ่อแม่วัยรุ่น” กสศ. สนับสนุนเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-170624-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jun 2024 09:57:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82905</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากงานวิจัยเชิงสํารวจเพื่อศึกษาข้อมูลของเด็กนอกระบบการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-170624-2/">“ออกแบบการศึกษายืดหยุ่นสำหรับพ่อแม่วัยรุ่น” กสศ. สนับสนุนเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากงานวิจัยเชิงสํารวจเพื่อศึกษาข้อมูลของเด็กนอกระบบการศึกษาที่ กสศ. ร่วมกับเครือข่าย พบว่า <strong>การไม่สามารถเรียนต่อได้เพราะการตั้งครรภ์ ต้องดูแลลูกและหารายได้เลี้ยงลูก เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เด็กเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา</strong> เพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ กสศ. ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการทำงานเพี่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกับกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น ที่โรงแรมอมารีดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15-16 มิถุนายน 2567 เพื่อให้หน่วยจัดการเรียนรู้ที่สนใจการทำงานกับกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ มุมมองแนวคิด และแนวทางการทำงานกับกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น ร่วมกันพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติด้านการศึกษาและอาชีพสำหรับพ่อแม่วัยรุ่นในระดับพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0be7f8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo4-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> <strong>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ. และประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ</strong> กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานเพี่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกับกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น จำเป็นที่จะต้องมาพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวทางในการทำงานร่วมกัน เพื่อหาแนวทางดูแลเยาวชนกลุ่มนี้ที่เข้าถึงปัญหาจริง ๆ เพราะปัญหาของเยาวชนพ่อแม่วัยรุ่นมีความซับซ้อน เข้าถึงยากและปัญหาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางพื้นที่มีรายงานว่า พบเยาวชนที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรมีอายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น</p>



<p>“จากที่ได้ฟังประสบการณ์การทำงานจากหน่วยจัดการเรียนรู้ที่ทำงานกับกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น พบว่า รากลึกของสถานการณ์กลุ่มวัยรุ่นตั้งครรภ์นั้นมีความซับซ้อนและสามารถแตกแขนงไปยังจุดที่สังคมมองไม่เห็น และไม่ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง เมื่อเด็กคนหนึ่งตั้งครรภ์ ในที่สุดก็ต้องออกจากโรงเรียน สิ่งที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย ก็คืออนาคตของเด็กคนนั้น เมื่อไม่มีระบบที่รองรับ อนาคตของเด็กกลุ่มนี้ก็จะดับสูญไปทันที</p>



<p>“ต้องพยายามหาแนวทางช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ทำอย่างไรที่จะดูแลปัญหาที่ยังเต็มไปด้วยอคติ และการตีตรา จนทำให้ปัญหานี้แก้ได้ยากหรือไม่มีทางออก ประกอบกับเมื่อเกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กที่อยู่ในครอบครัวยากจน ก็ยิ่งกลายเป็นปัญหาที่ซ้ำซ้อน</p>



<p>“ลองคิดดูว่า ถ้าเด็กกลายเป็นคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงเด็กภายใต้ครอบครัวที่ขาดแคลนแทบทุกอย่าง ทั้งสองชีวิตจะไปต่อท่ามกลางภาวะเปราะบางนี้ได้อย่างไร หากไม่ช่วยกันหาวิธีดูแลที่เหมาะสมยั่งยืน ช่วยกันออกแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับพวกเขา ปัญหานี้ก็จะอยู่ในวังวนเดิมของครอบครัวเด็กกลุ่มนี้อย่างไม่รู้จบ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-006fd1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo5-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์</strong> กล่าวอีกว่า ถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันออกแบบการดูแล กลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นทั่วประเทศซึ่งมีประมาณ 5-6 หมื่นคนอย่างเป็นระบบ หรือเป็นนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ&nbsp; โดยคำนึงถึงปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ ให้ครบถ้วนทุกมิติ</p>



<p>“ปัจจุบันการดูแลเยาวชนกลุ่มนี้ ยังมีรูปแบบการทำงานด้านการช่วยเหลือเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มจากคณะทำงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน&nbsp; ยังไม่ใช่นโยบายที่เข้มแข็งจากจากภาครัฐหรือระบบหลักของสังคม ทำให้ดูแลเยาวชนกลุ่มนี้ได้เพียง 6-700 คน แต่ยังมีอีกประมาณ 5-6 หมื่นคนที่ยังต้องการความช่วยเหลือ พ่อแม่วัยรุ่นจำนวนมากเรียนจบเพียงระดับชั้นประถมศึกษา ไม่มีความรู้&nbsp; ไม่กล้า หรือยังเข้าไม่ถึง หรือไม่ทราบเรื่องสวัสดิการที่รัฐจัดสรรให้ สำหรับพวกเขาสวัสดิการที่มีจึงอาจจะกลายเป็นศูนย์</p>



<p>“จะต้องผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นนโยบายที่มีกลไกการทำงานที่เข้าถึงปัญหาที่ละเอียดอ่อนนี้ จะปล่อยให้ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่เงียบๆ เป็นปัญหาที่ไม่ใส่ใจ หรือไม่ยอมรับต่อไปไม่ได้ จะต้องช่วยกันสร้างพื้นที่ที่ดีและปลอดภัยสำหรับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยกำหนดบทบาทให้ครอบครัว ชุมชน และโรงเรียนหรือสังคมรอบตัวเด็ก เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันออกแบบการช่วยเหลือเด็ก โดยไม่ทอดทิ้งหรือผลักไสพวกเขาเข้าไปสู่มุมมืด ต้องช่วยกันตัดวงจรการส่งต่อปัญหานี้ไปสู่รุ่นต่อไปเป็นวังวนให้ได้” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6873ca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo8-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ed9127"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo7-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</strong> กล่าวว่า กลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น คือผู้ที่มักจะขาดโอกาสในหลายส่วน ทั้งด้านการศึกษา ด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจ โจทย์ของการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ต้องมองให้ครบในทุกมิติปัญหา</p>



<p>“การจัดการศึกษาให้กลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นในรูปแบบปัจจุบัน เน้นที่เรื่องของการศึกษาเท่านั้น ยังขาดความยืดหยุ่นที่เอื้อกับมิติปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่จริง ซึ่งยังต้องการทั้งความยืดหยุ่นด้านเวลาและรูปแบบการเรียนที่สอดคล้องกับความจำเป็นในแต่ละรายบุคคล แนวทางการดูแลสุขภาพของเด็กทารก แนวทางการประกอบอาชีพ ที่ช่วยให้ประคับประคองตัวเองได้ เพราะเด็กกลุ่มนี้จะไม่ใช่กลุ่มที่ดูแลเพียงแค่ตัวเองเท่านั้น พวกเขามีแนวทางที่จะต้องดูแลสมาชิกในบ้านที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย การศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับพวกเขา จะต้องมีมุมมองแบบบูรณาการการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4d0445"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo6-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" data-id="82917" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo2-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg" alt="" class="wp-image-82917" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo2-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo2-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo2-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo2-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo2-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="82918" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo3-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg" alt="" class="wp-image-82918" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo3-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo3-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo3-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo3-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo3-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p><strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. </strong>กล่าวว่า เยาวชนพ่อแม่วัยรุ่น อาจจะไม่สามารถไปเรียนในโรงเรียนหรือสถานที่จัดการศึกษาได้ ก็ต้องมองว่าจะออกแบบการศึกษาให้บางชั่วโมงเรียนสามารถเรียนผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตที่บ้านหรือที่ทำงานได้หรือไม่ และต้องออกแบบการแนะนำการดูแลทารกให้กับทั้งพ่อและแม่ ออกแบบกลไกให้พวกเขาเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ กลไกความช่วยเหลือในระดับพื้นที่หรือในระดับชุมชน ที่เข้าใจความละเอียดอ่อนของปัญหานี้ ซึ่งมากกว่าเรื่องของการศึกษา อย่างเช่น ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาครอบครัว ปัญหาความเครียด ฯลฯ</p>



<p>“อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโจทย์การทำงานซ้อนกันหลายโจทย์ เราเชื่อว่าหลาย ๆ ภาคส่วนที่มาร่วมกันในวันนี้ มีศักยภาพในการทำงาน หรือออกแบบกลไกนี้ขึ้นได้ เพราะทุกคนเชื่อมั่นตรงกันว่า เราไม่ได้เพียงแค่ดูแลพ่อหรือแม่วัยรุ่น แต่เรากำลังดูแลอนาคตของชาติ ดูแลคนรุ่นลูก ที่กำลังเติบโตขึ้นมาอีกด้วย หากเราทำงานอย่างถูกจุด ไม่มองปัญหาเป็นปัญหาเชิงเดี่ยว วิธีการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้ จะไม่ใช่แค่การดูแลคน ๆ เดียว แต่จะทำให้ได้ตัวคูณที่ครอบคลุมการดูแลทั้งระบบ” ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dea507"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Photo1-ข่าว-กสศ.เร่งออกแบบแนวทางดูแลพ่อแม่วัยรุ่น.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</strong> <strong>หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้จัดการโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา</strong> กล่าวว่า โจทย์สำคัญของการออกแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ปัญหาของกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น ไม่เพียงแต่ต้องคำนึงถึงความต้องการและความจำเป็นเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่จะต้องออกแบบวิธีการช่วยเหลือรอบๆ ตัว หรือสร้างระบบนิเวศการดูแลที่มาจากสหวิชาชีพต่าง ๆ</p>



<p>“หากจะออกแบบการเรียน โดยไม่คำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ด้านต่าง ๆ เช่นอาชีพที่ทำให้อยู่รอดได้ หรือมีเงินไปเรียน ไม่นานพวกเขาก็อาจจะหลุดจากการศึกษาซ้ำอีก เพื่อดูแลเด็กกลุ่มนี้ เราไม่เพียงแต่อยากเห็นโรงเรียน 3 ระบบ สร้างพื้นที่การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ให้เรียนร่วมกันได้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและลดอัตราการออกกลางคัน แต่ต้องมีรูปแบบการส่งเสริมด้านอาชีพ และแนวทางที่สามารถใช้ประสบการณ์ในการทำงานมาเทียบเคียงศักยภาพของแต่ละวงการวิชาชีพ เพื่อต่อยอดการพัฒนาทักษะแต่ละวิชาชีพอย่างเป็นระบบ หากแต่ละพื้นที่ สามารถออกแบบการเทียบโอนผลการเรียนจากการฝึกอาชีพหรือประสบการณ์การทำงานได้ จะทำให้เกิดรูปแบบการศึกษาที่สอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละคนมารองรับได้ ก็จะสามารถขยับกรอบจำกัดเดิม ๆ ออกไปสู่การศึกษาที่มีทางเลือกมากขึ้นในอนาคต”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-170624-2/">“ออกแบบการศึกษายืดหยุ่นสำหรับพ่อแม่วัยรุ่น” กสศ. สนับสนุนเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. รับฟัง 4 เรื่องเล่าระหว่างทาง “พัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบ” สู่การเดินหน้า 40 รูปแบบดูแลช่วยเหลือ สร้างทางเลือกการศึกษาโอบรับ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-050324/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Mar 2024 09:28:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเล่าระหว่างทาง : บนรอยเท้าที่ก้าวเดิน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78098</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ &#8211; 3 มีนาคม 2567 กองทุนเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050324/">กสศ. รับฟัง 4 เรื่องเล่าระหว่างทาง “พัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบ” สู่การเดินหน้า 40 รูปแบบดูแลช่วยเหลือ สร้างทางเลือกการศึกษาโอบรับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ &#8211; 3 มีนาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ <strong>“เรื่องเล่าระหว่างทาง : บนรอยเท้าที่ก้าวเดิน” ภายใต้โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566</strong> เพื่อติดตามการทำงานส่งเสริมเยาวชนนอกระบบการศึกษา และร่วมถอดบทเรียนเพื่อพัฒนากลไกการทำงานกับตัวแทนหน่วยจัดการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญ โดยมี 4 กลุ่มประเด็นหลัก ได้แก่&nbsp;</p>



<ul>
<li><strong>กลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น ความเปราะบางที่มากกว่าตาเห็น</strong> ว่าด้วยทัศนคติเรื่องเพศ สิทธิเนื้อตัวร่างกาย อนามัยเจริญพันธุ์ ระบบบริการและสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง&nbsp;</li>



<li><strong>กลุ่มพื้นที่ชายแดนกับความซับซ้อน</strong> ว่าด้วยสถานการณ์ความรุนแรงชายแดน ความซับซ้อนทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ สิทธิมนุษยชน&nbsp;</li>



<li><strong>กลุ่มสร้างเสริมซ่อมพื้นที่ปลอดภัยและระบบนิเวศการเรียนรู้</strong> ว่าด้วยพื้นที่ปลอดภัยทางกายภาพ พื้นที่ปลอดภัยทางใจ ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เครื่องมือและวิธีคิดการทำงาน</li>



<li><strong>กลุ่มชุมชนเมือง พื้นที่เปราะบางที่เด็กต้องเผชิญ </strong>ว่าด้วยความเปราะบางของพื้นที่เมืองใหญ่ กลไกการทำงานควรเป็นอย่างไร วิธีคิด วิธีมองการขับเคลื่อนงานในความเปราะบางดังกล่าว</li>
</ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-528308"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0305_ข่าว-43_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4af309"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0305_ข่าว-43_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> <strong>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ. และประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ</strong> ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่าง ๆ ที่ร่วมทำงานกับเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา 40 โครงการ ปัจจุบันไทยมีเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ประมาณ 1 ล้านคน กสศ. ได้พยายามกำกับทิศทางให้เป็นการทำงานเชิงคุณภาพ เพื่อสามารถนำไปตอบโจทย์เป้าหมาย Thailand Zero Dropout โดยหวังว่าการทำงานของแต่ละโครงการที่กำลังกระจายการทำงานไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคของประเทศ จะทำให้ได้รูปแบบ หรือโมเดลที่ตอบโจทย์การทำงานได้ยั่งยืนในอนาคต</p>



<p>“โครงการนี้ คือการทำงานที่จะได้โจทย์เล็กเพื่อนำไปตอบปัญหาใหญ่ ๆ ในอนาคต ทุกโครงการกำลังจะทำงานกับคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด และทำงานยากที่สุด ยังไม่นับถึงเรื่องปัญหาที่แต่ละหน่วยพบเจอนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีรูปแบบตายตัว ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอุตสาหะ ทำงานเชิงคุณภาพ ค่อย ๆ หาวิธีในการออกแบบการทำงานของแต่ละกลุ่มแต่ละโจทย์ปัญหา และติดตามความก้าวหน้าที่จะส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตของเยาวชน ซึ่งวิธีการที่ได้จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะถูกรวบรวมและนำไปเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลปัญหานี้ และนำวิธีการที่ได้ไปพัฒนาให้ใช้งานได้จริง และครอบคลุมกับปัญหาได้มากที่สุด เราจะช่วยกันสร้างคณะทำงานที่มีศักยภาพในการทำงานกับเยาวชนนอกระบบ สร้างกลไกทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง</p>



<p>“เรากำลังช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะหาแก่นของการทำงาน เพื่อไปผลักดันเป็นนโยบายที่สามารถหยุดทั้งเด็กที่กำลังจะออกจากการศึกษากลางคัน และหาวิธีที่จะทำให้เขากลับไปเรียนต่อให้จบการศึกษา หรือหารูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเด็กแต่ละคน  แบบไหนคือการศึกษาที่เหมาะสมกับตัวเด็กหรือสถานการณ์ที่เด็กกำลังเผชิญอยู่ในแต่ละพื้นที่ แต่ละแห่งจะมีกลไกแบบไหนที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงเด็กได้ ต้องช่วยกันหาโมเดล ปรับวิธีคิด หลักการ แนวทางหาเครือข่ายที่จะมาร่วมพัฒนาการศึกษา ปรับหลักสูตรให้หลากหลาย มีพื้นที่เรื่องของการ Reskill Upskill และการเทียบโอน เพื่อแสดงให้เห็นว่าการศึกษาสามารถสร้างทางเลือกให้เด็กที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ที่ยั่งยืนที่สุด และต้องไม่ใช่นโยบายที่มาจากการเมืองและไปกับการเมือง” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-abe5a9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0305_ข่าว-43_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</strong> กล่าวว่า 40 โครงการที่ลงไปทำงานกับเยาวชนกลุ่มนี้ เป็นการทำงานที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งกลุ่มที่หลุดออกจากระบบการศึกษา กลุ่มที่มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างซับซ้อน ทั้งกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพ ปัญหาทางกายภาพหรือผู้พิการ กลุ่มคุณแม่วัยใส กลุ่มเด็กชาติพันธุ์</p>



<p>“นวัตกรรมหรือโมเดลที่จะได้จากการทำงานของโครงการนี้ มีประมาณ 3 เรื่อง คือ&nbsp; 1.พยายามที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่การเรียนรู้ในระดับชุมชน พื้นที่ใกล้ตัว ที่เพียงพอที่จะช่วยให้เยาวชนกลุ่มนี้ได้เข้าถึงหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงระบบการเรียนรู้ หากทั้ง 40 หน่วยสร้างขึ้นได้ เราก็จะมีโมเดลพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ 40 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ</p>



<p>2.คือการพยายามหาโมเดลหรือองค์ความรู้ในการค้นหาตัวเยาวชนกลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุด และนำมาพัฒนาเป็นฐานข้อมูล ว่าเยาวชนกลุ่มนี้กำลังเผชิญปัญหารูปแบบใดบ้าง แต่ละพื้นที่มีมิติปัญหากี่ด้านที่พวกเขากำลังต้องเผชิญ เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงเพื่อหาทางออก</p>



<p>3.จะทำให้ได้หลักสูตรหรือโมดูลการเรียนรู้ของเยาวชนกลุ่มนี้ ว่าน่าจะมีกี่หลักสูตร ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขาได้ ซึ่งจากที่ได้สัมผัสกับสภาพปัญหาของเยาวชนกลุ่มนี้ โมดูลที่สร้างขึ้นอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของวิชาการหรือวิชาชีพเท่านั้น โมดูลที่ได้อาจจะต้องไปเริ่มต้นกับชีวิตของเด็กกลุ่มนี้ และให้ความสำคัญกับเป้าหมายในชีวิตของตัวเด็กเอง ไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของครูหรือของพ่อแม่ เป็นโมดูลที่ทำให้เขาเห็นแรงบันดาลใจ เกิดความภาคภูมิใจกับตัวเอง”  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e975ab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0305_ข่าว-43_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fe6350"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0305_ข่าว-43_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</strong>&nbsp; <strong>หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้จัดการโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา</strong> กล่าวว่า สิ่งที่ได้รับทราบมาจากการทำงานของหน่วยต่าง ๆ คือ การปรับแผนการทำงานให้ยืดหยุ่นกับสภาพปัญหา โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าถึงตัวเยาวชน เช่น บางหน่วยที่ทำงานกับเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ก็จะประสบปัญหาเรื่องการทำงานกับเยาวชนได้อย่างต่อเนื่อง บางหน่วยจึงต้องปรับวิธีที่จะเข้าถึงตัวเยาวชนอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและคลาดเคลื่อนในการหาตัวเยาวชนในพื้นที่ตามมา</p>



<p>“หลายหน่วยต้องปรับการทำงานเพื่อหาช่องทางเข้าถึงตัวเด็กอยู่ตลอดเวลา และพบว่าเรื่องนี้ไม่มีสูตรตายตัว บางพื้นที่อาจจะเข้าถึงตัวเด็กได้โดยอาศัยหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกลไกต่าง ๆ ที่ชุมชนแต่ละแห่งมีไม่เหมือนกัน เช่น บางแห่งมีพระภิกษุสงฆ์ที่คุ้นเคยกับเยาวชนในชุมชน บางแห่งใช้รูปแบบการรวมตัวกันของคนในชุมชนค้นหาตัวเด็กได้ และก็ต้องยอมรับว่า การเข้าถึงตัวเด็กกับการเข้าถึงจิตใจของเด็ก เป็นการทำงานคนละส่วน อาจจะเจอตัวเด็กแล้ว แต่ก็ต้องหาวิธีการที่สร้างความไว้ใจ ความเชื่อใจ จนเกิดความร่วมมือร่วมมือตามมา เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการทำงานอย่างค่อนข้างละเอียดอ่อน หัวใจสำคัญในการทำงานส่วนนี้ที่พูดคุยกันคือต้องใช้ความเป็นมนุษย์ในการเข้าไปพูดคุย จนสามารถสร้างความไว้ใจจากเยาวชนกลุ่มนี้ จนยอมพูดคุย ให้ข้อมูลและยอมรับการช่วยเหลือได้”  รศ.ดร.วีระเทพ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-62b2c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0305_ข่าว-43_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นเรศ สงเคราะห์สุข</strong> <strong>รองผู้จัดการครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา และทีมหนุนเสริม</strong> กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ คือการย้ำว่าหน่วยต่าง ๆ ทั้ง 40 หน่วย กำลังทำงานอยู่กับกลุ่มคนที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและประณีต การทำงานกับเด็กนอกระบบเป็นงานที่ทำอย่างหยาบ ๆ ไม่ได้ และเป็นงานที่แต่ละพื้นที่มีรูปแบบความแตกต่างกันสูง&nbsp; เมื่อเข้าถึงตัวเด็กได้แล้ว ก็จะพบว่าพวกเขามีปัญหาหลากหลายมิติ ข้อมูลจากตัวเด็กจะถูกนำมาช่วยกันคิดว่า จะทำให้เขาอยู่กับเราอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะพบวิธีแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับแต่ละคน โดยความประณีตในการทำงานนั้น เปรียบเทียบกับการพยายามตัดเสื้อผ้าให้เข้ากับตัวเด็กแต่ละคนจริง ๆ ซึ่งจะพบว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรูปแบบของสังคม ชุมชน และรูปแบบปัญหาในหลายพื้นที่นั้นแตกต่างจากในอดีตและมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จหรือสูตรในการแก้ปัญหาเพียงแค่สูตรใดสูตรหนึ่งได้&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ จากการแบ่งกลุ่มสะท้อนข้อมูลจากประสบการณ์จริงของแต่ละหน่วย มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อไปสู่การพัฒนากลไกการทำงานโดยสังเขป ดังนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5122e1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0305_ข่าว-43_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60eb89"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0305_ข่าว-43_PHOTO8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>กลุ่มที่ 1 ได้ร่วมกันสะท้อนหัวข้อ “พ่อแม่วัยรุ่น ความเปราะบางที่มากกว่าตาเห็น”</strong> เรื่องเล่าจากการทำงานของกลุ่มนี้ ทำให้ทราบว่าปัญหานี้ เป็นเรื่อง Sensitive การทำงานกับแม่วัยใส จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตัวลูก วิธีการดูแลที่ต้องถูกออกแบบขึ้นจะต้องสามารถดูแลทั้งสุขภาพใจและสุขภาพกาย รวมไปถึงมิติด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของเด็ก ประเด็นที่ถูกนำเสนอมากที่สุด ในกลุ่มนี้ คือ เรื่องสวัสดิการด้านต่างๆ เช่น นม หนังสือนิทานสำหรับเด็ก อาหารเสริม และปัจจัยต่าง ๆ ที่สามารถดูแลแม่วัยใสและเด็กได้อย่างครอบคลุม และพบว่าสวัสดิการด้าน ๆ นั้น รัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีรองรับอยู่แล้ว แต่แม่วัยใสส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงวิธีที่จะเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ได้ จึงจำเป็นต้นออกแบบกลไกที่จะช่วยดูแลด้านนี้ให้พ่อแม่วัยรุ่นเข้าถึงง่ายขึ้น</p>



<p><strong>กลุ่มที่ 2 สะท้อนหัวข้อ “พื้นที่ชายแดนกับความซับซ้อน”</strong> พบว่าเรื่องเล่าที่สะท้อนมาจากการทำงานของกลุ่มนี้ ทำให้พบว่าปัญหาสถานการณ์การดูแลเด็กนอกระบบการศึกษาบริเวณชายแดน จำเป็นที่จะต้องนำความซับซ้อนทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ สิทธิมนุษยชน การเข้าถึงคุณภาพการศึกษาและปัญหายาเสพติด มาเป็นโจทย์ในการออกแบบแนวทางในการดูแลและแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะการพยายามปรับเปลี่ยน <strong>“ทัศนะแม่บท” (Paradigm) </strong>หรือทัศนะที่เป็นต้นตอบ่อเกิดของทัศนะอื่นที่ตามมา ซึ่งในกรณีนี้ คือการมองว่าพื้นที่ชายแดนคือพื้นที่ที่เป็นจุดรวมปัญหา จึงต้องช่วยกันหาแนวทางที่ทำให้สามารถสลัดภาพนี้ออกไป และมองใหม่ว่าสามารถปรับให้เป็นพื้นที่ที่กลายเป็นระบบนิเวศที่สร้างสรรค์ได้</p>



<p><strong>กลุ่มที่ 3 สะท้อนหัวข้อ การสร้าง เสริม ซ่อม “พื้นที่ปลอดภัยและระบบนิเวศการเรียนรู้”</strong>&nbsp; ประเด็นนี้ตั้งต้นจากมองเห็นร่วมกันว่า การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและระบบนิเวศการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือสำหรับดูแลเด็กนอกระบบการศึกษาที่มีความจำเป็นอันดับแรก หากไม่สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยและระบบนิเวศการเรียนรู้ขึ้นมาได้ก็ไม่สามารถชักชวนเด็กกลุ่มนี้ เพื่อเข้ามาสู่กระบวนการแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้พบว่า การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเริ่มหายไปจากชุมชนหลายแห่ง บางแห่งถูกปรับเปลี่ยนจากพื้นที่สาธารณะเดิมให้กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวหรือมีความเป็นเจ้าของที่เอื้อให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม ประกอบกับพื้นที่ปลอดภัยและระบบนิเวศการเรียนรู้ซึ่งเคยมีอยู่ในบ้านของแต่ละครอบครัวเริ่มเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมที่ทำให้ครอบครัวมีขนาดเล็กลง จนกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของการสร้างพื้นที่นี้ไปด้วย การแก้ปัญหานี้ได้มีการเสนอว่า จำเป็นต้องฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่ในชุมชน ให้กลับมาด้วยการสร้างทัศนคติความเป็นเจ้าของร่วมให้เกิดขึ้นในชุมชน ภายใต้กติกาการดูแลพื้นที่ที่คนในชุมชนร่วมกันออกแบบขึ้นและเห็นความเชื่อมโยงและความสำคัญของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและระบบนิเวศการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง</p>



<p><strong>กลุ่มที่ 4 สะท้อนหัวข้อปัญหา “ชุมชนเมือง พื้นที่เปราะบางที่เด็กต้องเผชิญ”</strong> หน่วยต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมพูดคุยในประเด็นนี้ มองเห็นร่วมกันว่าพื้นที่ชุมชนเมืองของทุกจังหวัดทั่วประเทศจะขยายออกไป จนในอนาคตอาจจะไม่มีเส้นแบ่งระหว่างชุมชนเมืองและชนบทอีกต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็คือมีคนจนเมืองมากขึ้น และเด็กนอกระบบการศึกษาในชุมชนเมืองก็มักจะมาจากพื้นที่นี้ โจทย์สำคัญที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะสร้างกลไกให้คนที่อยู่ในพื้นที่นี้สามารถส่งเสียงสะท้อนถึงปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่จริง เพื่อรวบรวมปัญหามาออกแบบแนวทางที่ช่วยแก้ไขปัญหา ดูแลพวกเขาได้อย่างตรงจุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050324/">กสศ. รับฟัง 4 เรื่องเล่าระหว่างทาง “พัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบ” สู่การเดินหน้า 40 รูปแบบดูแลช่วยเหลือ สร้างทางเลือกการศึกษาโอบรับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ผสานพลัง ก้าวไปด้วยกัน” ยกระดับ ‘การศึกษาที่มีทางเลือก’ สู่กระแสหลัก เพื่อ ‘การเรียนรู้ที่เปิดกว้าง’ ของเยาวชนนอกระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-280923/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Oct 2023 10:55:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=72907</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 28 กันยายน 2566 อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี – [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-280923/">“ผสานพลัง ก้าวไปด้วยกัน” ยกระดับ ‘การศึกษาที่มีทางเลือก’ สู่กระแสหลัก เพื่อ ‘การเรียนรู้ที่เปิดกว้าง’ ของเยาวชนนอกระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วันที่ 28 กันยายน 2566 อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี – กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ‘ผสานพลัง ก้าวไปด้วยกัน’ บนเส้นทางการทำงานเพื่อเยาวชนนอกระบบการศึกษา ภายใต้ ‘โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566’ โดยมีหน่วยจัดการเรียนรู้ที่ได้รับทุนสนับสนุน 40 แห่ง ร่วมด้วยคณะทำงานหนุนเสริมวิชาการโครงการ ฯ ผู้ทรงคุณวุฒิและเจ้าหน้าที่ กสศ. เข้าร่วมทำความเข้าใจแนวคิด เป้าหมาย และเส้นทางการดำเนินงาน ตลอดจนเชื่อมต่อการเรียนรู้ผ่านวงสนทนาแลกเปลี่ยน ระหว่างหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7fe51"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>‘โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน’ ซึ่ง กสศ. ดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 ร่วมกับหน่วยจัดการเรียนรู้ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และประสบความสำเร็จในการสร้างหน่วยจัดการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงกับองค์ความรู้ ทรัพยากร หน่วยงาน รวมถึงคนในชุมชน จนเกิดเส้นทางอาชีพที่ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชนที่ยั่งยืน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2c3f7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และในปี 2566 นี้ กสศ. ได้แยกการทำงานกับกลุ่มเยาวชนนอกระบบช่วงวัย 17-24 ปี ออกมาเป็นโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ในการสร้างกลไกเสริมทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ทักษะวิชาการ และทักษะวิชาชีพ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเยาวชนนอกระบบโดยเฉพาะ ทั้งในลักษณะรายกลุ่มและรายบุคคล หรือเป็นการจัด ‘การศึกษาที่มีทางเลือก’ เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกกลุ่มเข้าถึงโอกาสพัฒนาตนเอง สามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ไปใช้ต่อยอด ทั้งในรูปแบบการเทียบโอนหน่วยกิตเพื่อเข้าสู่การศึกษาในระบบ หรือใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7a5c74"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ และกรรมการบริหาร กสศ.</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นย่างก้าวสำคัญ ของการทำให้การศึกษาทางเลือกเข้าไปมีที่ทางในการศึกษากระแสหลัก เป็นการเปลี่ยนระบบการศึกษาที่เคยมีเพียงมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ ให้มีความยืดหยุ่นหลากหลาย หรือคือเปลี่ยนการศึกษาจากเดิมที่ยึด ‘โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง’ (Schooling) เป็น ‘การเรียนรู้ที่เปิดกว้าง’ ซึ่งเด็กเยาวชนทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้จากทุกที่ทุกเวลา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eefd8f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“มากกว่า 50 ปีผ่านมาที่องค์ความรู้ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย หรือในสถาบันการศึกษาโดยมีครูอาจารย์เป็นบุคคลสำคัญในการถ่ายทอดความรู้นั้น ขณะที่แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของวงการการศึกษาโลกปัจจุบันนั้นเปิดกว้างขึ้น กลายเป็นการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีครูเป็นผู้ออกแบบจัดการเรียนรู้และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองได้ตามความสนใจ ความถนัด และสอดคล้องกับบริบทของชีวิต และโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาก็เช่นเดียวกัน ที่จะดำเนินงานภายใต้อำนาจพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 และ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2542 ซึ่งนิยามความหมายของการจัดการศึกษาว่ามีทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยให้มีการเทียบโอนผลการเรียนสะสมทั้งในรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบ และไม่ว่าจะเป็นการสะสมผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม รวมถึงสามารถเทียบโอนผลการเรียนจากการฝึกอาชีพหรือประสบการณ์การทำงานเพื่อรับวุฒิการศึกษา การทำงานโครงการนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้มีการเปิดพื้นที่การศึกษาใหม่ ๆ โดยหน่วยจัดการเรียนรู้เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลาย ให้ผู้เรียนกำหนดรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต และสามารถใช้ความรู้และทักษะนำพาตนเองไปถึงเป้าหมายที่พึงปรารถนา  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-68327b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กล่าวถึงเด็กเยาวชนนอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบตลอดมา จากระบบการศึกษาที่มีเพียงมาตรฐานเดียว โครงการนี้จึงมุ่งสื่อสารไปยังเยาวชนกลุ่มนี้ ว่าหากได้รับการศึกษาที่ดีและมีรูปแบบเหมาะสม เขาจะมีโอกาสใช้ศักยภาพที่มีได้สูงสุด และพึ่งพาตนเองอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นจุดเริ่มต้นของจัดการศึกษา จะต้องมีเป้าหมายตั้งต้นก่อนว่าทำเพื่อตอบโจทย์การมีงานทำ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือเพื่อวุฒิการศึกษา ที่สำคัญคือตัวรูปแบบการศึกษาเอง ต้องไม่ใช่เพียงจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นจบแล้วจบกัน แต่ต้องมีกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนเชื่อมั่น และมองเห็นปลายทางว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้จริง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f16e10"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า เป้าหมายหลักของโครงการ ฯ คือหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้ง 40 แห่งต้องสามารถฝังตัวระยะยาวในพื้นที่ และ ‘ยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้’ ที่ตอบโจทย์การสร้างงานสร้างอาชีพ ในฐานะ ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ให้ทุกคนในชุมชนสามารถเดินเข้ามาใช้เปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของตนเองได้ นอกจากนี้ความหมายของคำว่า ‘ทุกคน’ ในที่นี้ จะต้องครอบคลุมถึงเด็กเยาวชนทุกคุณลักษณะ ทุกพื้นที่ ไม่ว่าเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เยาวชนผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มไร้สัญชาติ หรือเด็กเยาวชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อที่ทุกความสำเร็จของทุกหน่วยการเรียนรู้ กสศ. จะได้นำมาถอดบทเรียนและขยายผล  ขับเคลื่อนภารกิจลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยในภาพรวมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cfc0d5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p> </p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา ผู้จัดการโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา </strong>กล่าวว่า โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา จะทำงานสอดประสานระหว่างหน่วยจัดการเรียนรู้ คณะหนุนเสริมวิชาการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ภายใต้โจทย์เรื่องเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ซับซ้อน หลากกลุ่ม หลายมิติ และยังมีการเคลื่อนไหวของชุดข้อมูลตลอดเวลา ทั้งนี้หน่วยจัดการเรียนรู้ที่เข้าใจบริบทเชิงพื้นที่เป็นอย่างดี จะเป็น ‘คานงัด’ สำคัญของการทำงาน ซึ่งแต่ละหน่วยจัดการเรียนรู้ที่มาจากสถาบันการศึกษา ท้องถิ่น ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคมเอง ก็มีความหลากหลายทางองค์ความรู้ ชุดประสบการณ์ มีบทเรียนและเครื่องมือการทำงานที่ไม่เหมือนกัน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-664a14"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับเป้าหมายในปี 2566 โครงการ ฯ จะทำกับเยาวชนนอกระบบการศึกษาราว 1,500 คน เป็นการทำงานเชิงคุณภาพเพื่อให้ได้ ‘บทเรียนต้นแบบ’ ที่จะต่อยอดไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยขั้นตอนทำงานจะเริ่มที่ค้นหากลุ่มเป้าหมายให้พบ ทำความเข้าใจ สำรวจความต้องการ เรียนรู้ศักยภาพ และ ‘สร้างความไว้วางใจ’ ซึ่งถือเป็นหลักการที่สำคัญกว่าการออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้เสียอีก </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad4e6d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/39-ผสานพลัง-ก้าวไปด้วยกัน-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หน่วยจัดการเรียนรู้ในฐานะพี่เลี้ยงจึงต้องเป็นเพื่อนร่วมทางการเรียนรู้ไปกับน้อง ๆ เยาวชน โดยส่งเสริมในจุดที่ขาด และรีดเอาศักยภาพในทุกด้านที่พบออกมา ไม่ว่าทักษะวิชาการ ทักษะอาชีพ หรือทักษะชีวิต และการพัฒนาจะต้องคำนึงถึงความต้องการและเงื่อนไขในชีวิตของเยาวชนแต่ละคนเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ทุกหน่วยจัดการเรียนรู้ต้องทำงานกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อเชื่อมต่อระบบ สร้างกลไกและมาตรการการพัฒนาศักยภาพของน้อง ๆ ในระยะยาว วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกฝ่ายได้มาปฐมนิเทศและทำความเข้าใจการทำงานร่วมกัน ก่อนทุกหน่วยจัดการเรียนรู้จะลงสนามสู่หน้างานจริงในวาระต่อไป”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-280923/">“ผสานพลัง ก้าวไปด้วยกัน” ยกระดับ ‘การศึกษาที่มีทางเลือก’ สู่กระแสหลัก เพื่อ ‘การเรียนรู้ที่เปิดกว้าง’ ของเยาวชนนอกระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2023 05:01:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67995</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถอดทัศนะ รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/">เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถอดทัศนะ รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับบทวิเคราะห์อุปสรรคในเชิงกฎหมายและการปฏิบัติงานในแวดวงการศึกษาไทย พร้อมข้อเสนอโยบายเรื่องการศึกษาทางเลือกและการศึกษาตลอดชีวิตที่รัฐบาลใหม่ต้องเงี่ยหูฟัง</p>



<p>ตลอดการสนทนา ประโยคที่สะดุดมากที่สุดคือ “เมื่อการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม”</p>



<p><strong>ขอเชิญอ่านเพื่อวิเคราะห์ร่วมกันว่า “เรา” หมายถึงใคร และเราจะเปลี่ยนได้แค่ไหนกัน</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-56f643"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/2-7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต<br>คณะครุศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต</strong></h2>



<p>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต คือ การศึกษาที่ตอบโจทย์ความสนใจหรือความถนัด ทำให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถใช้ความสนใจเพื่อพัฒนาตัวเองในเชิงต่อยอดอาชีพได้  ส่วนอีกมิติก็น่าจะเป็นการทำให้คนมีความสมบูรณ์ เช่น มีร่างกายแข็งแรง จิตใจที่ดีงาม ผมอยากเห็นภาพการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตคนคนหนึ่ง ที่เป็นคนมีความสุข คือ เก่ง ดี มีสุข โดยใช้วิธีการทางบวกแล้วค้นพบตัวเอง เอาสิ่งที่ตนเองสนใจไปทำอาชีพได้ หรือทำอะไรก็แล้วแต่ในทางที่ดี</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ภาพรวมของหน่วยจัดการการเรียนรู้ในปัจจุบัน</strong></h2>



<p>จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหน โรงเรียน ศูนย์การเรียน โฮมสกูล เราสามารถจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ ผมว่าโรงเรียนก็ควรมีความยืดหยุ่น คือ <strong>โรงเรียนมีศักยภาพในการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับคนคนหนึ่งหรือเป็นกลุ่มก็ได้ เพราะช่วงวัยเด็กถือเป็นเวลาของการลองผิดลองถูกในชีวิต ครูสามารถทำให้เด็กเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขาได้ ผมเลยคาดหวังว่าโรงเรียนจะร่วมมือกับเด็กเพื่อออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับเขาได้ กระทรวงศึกษาธิการอาจจะต้องเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้ทดลองเรื่องพวกนี้</strong></p>



<p>เรารู้ว่ากระทรวง ฯ มีมาตรฐานการศึกษา แต่ถ้ารัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติบอกว่า ส่งเสริมความแตกต่างหลากหลาย อันนี้ถือว่าน่าลอง อยากเชียร์ให้โรงเรียนต่างๆ ออกแบบการเรียนรู้ของเด็กโดยยึดความแตกต่างหลากหลายเป็นที่ตั้ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-06f434"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/5-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผมโตมาจากสายการศึกษาผู้ใหญ่ พอนึกถึงผู้ใหญ่เรามักคิดว่าผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้  สามารถกำหนดเป้าหมาย เครื่องมือ วิธีการ แหล่งเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ผมเชื่อว่าเด็กก็มีความสามารถที่จะทำงานกับครูเพื่อออกแบบการเรียนรู้ของตัวเอง  โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ้าเปิดโอกาสให้เขาได้จัดการศึกษาที่หลากหลาย อาจจะต้องดึงคอนเซ็ปต์ของพวกการศึกษาทางเลือกมาใช้บ้าง  </p>



<p>หน่วยจัดการเรียนรู้อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การเรียน โฮมสกูล ก็ทำไปได้เลย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน และหากอยากให้ตอบโจทย์การศึกษาตลอดชีวิต ศูนย์การเรียนแบบภูมิปัญญา ภาครัฐเอง เอกชน NGO ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ได้เช่นกัน เป็นแหล่งให้นักเรียนได้ไปหาสิ่งที่เขาอยากรู้ ไปหาคนที่เขารู้จริงๆ เพราะครูอาจจะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ก็ต้องพาไปหาคนที่รู้ ซึ่งอาจจะไม่ได้สังกัดโรงเรียนแต่สังกัดเอกชน เด็กนักเรียนก็มีโอกาสทำงานร่วมกับครู มีโอกาสไปเจอสิ่งที่เขาชอบจริงๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถึงเวลาปลดล็อกระบบหรือยัง?</strong><br><strong>การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก</strong><br><strong>ไทยมีกฎหมายรองรับ แต่ระบบไม่เอื้อให้เด็กมีโอกาส</strong></h2>



<p><strong>ไทยมีกฎหมายรองรับเรื่องการศึกษาทางเลือก คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งพูดชัดเจนเรื่องสถานศึกษาว่า ไม่ได้หมายถึงแค่โรงเรียน  แต่นับรวมถึงศูนย์การเรียนของสถาบันสังคม ที่จัดโดย บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรชุมชน  องค์กรพัฒนาเอกชน โฮมสกูลด้วย กฎหมายเอื้อเรื่องนี้พอสมควร แต่พอลงมือทำจริง ตัวระบบกลับไม่เอื้อต่อเด็ก  </strong>ค่อนข้างมีปัญหาว่าเรายึดติดกับระบบโรงเรียนเยอะ  โดยนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้การศึกษาในระบบค่อนข้างมีอิทธิพลสูงหากเทียบกับการศึกษารูปแบบอื่น ทั้งที่ในสมัยอดีตโบราณ เด็กยังมีโอกาสเรียนรู้อาชีพจากพ่อแม่ เรียนรู้ภาษาการอ่านเขียนจากวัด เป็นต้น </p>



<p>แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะมีแรงกระแทกจากอีกด้านเผยให้เห็นว่า การศึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในระบบอย่างเดียว กระนั้นการศึกษาในระบบก็ยังมีอิทธิพลสูงอยู่ดี ทั้งในเรื่องอุดมคติ ค่านิยม และวิธีการทำงานของภาครัฐ ทำให้การศึกษาอิงกับในระบบค่อนข้างเยอะ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d832a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ปัจจุบันไทยมีกฎหมายรับรองการศึกษาแบบในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัย แต่กลไกระบบการทำงานก็ยังไม่เอื้อให้ทั้งสามแบบไปด้วยกันได้อย่างลื่นไหล หรือแม้แต่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.​ 2566 ที่เน้นการส่งเสริมคุณวุฒิ หรือเน้นการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิตก็ยังไม่เชื่อมโยงกัน</strong> เช่น เวลาพูดถึงการเทียบโอน ส่วนใหญ่จะเห็นการเทียบโอนระหว่างหน่วยงานมากกว่า เช่น เทียบโอนจากโรงเรียนหนึ่งไปยังอีกโรงเรียน หรือถ้าโอนระหว่างสถาบันอุดมศึกษาก็เทียบโอนเป็นหน่วยกิต ซึ่งมีการกำหนดว่าได้กี่เปอร์เซนต์ของวิชาทั้งหมดในหลักสูตร  แต่ถ้าเทียบจากการศึกษาแบบอัธยาศัยไปนอกระบบ หรือการศึกษาแบบนอกระบบย้ายไปโรงเรียน ถึงจะมีกฎหมายรับรองแต่ขาดกลไกชัดเจนที่จะทำให้ระบบเอื้อกันต่ออย่างราบรื่น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กฎหมายที่ก้าวหน้าเดินช้า เพราะอุปสรรคอยู่ที่ภาคปฏิบัติ</strong></h2>



<p>แม้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไม่ได้พูดถึงการศึกษาทางเลือกโดยตรง แต่ก็มองเห็นภาพของการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในมาตรา 12 ก็เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ มีบทบาทในการจัดการศึกษา ซึ่งอาจจะกำหนดไว้เป็นขั้นพื้นฐาน จากนั้นก็มีกฎกระทรวงที่พูดถึงการจัดการศึกษาแบบโฮมสกูล การจัดการศึกษาผ่านศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชน มูลนิธิ สถานประกอบการ หรือแม้แต่ตัวบุคคล ว่าทำได้ เราได้เห็นภาพการเติบโตของหน่วยงานจัดการศึกษามากขึ้น ซึ่งถือว่าน่าดีใจที่กฎหมายบ้านเรามีความก้าวหน้า แต่ในเชิงปฏิบัติต้องยอมรับว่ามีปัญหาอยู่</p>



<p><strong>ปัญหาในเชิงปฏิบัติที่เกิดขึ้น เช่น กฎกระทรวงระบุุว่าผู้ที่ต้องการเข้าเรียนในศูนย์การเรียนสามารถเข้ามาเรียนได้ อนุญาตให้ทุกคนเข้าร่วมเรียนรู้ได้ แต่พอดำเนินการไปสักพัก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กลับออกหลักเกณฑ์ว่า <em>เน้นไปที่เด็กด้อยโอกาส</em> ซึ่งอย่างนี้เราจะเรียกว่าเป็นการละเมิดสิทธิของคนอยากเรียนที่ศูนย์การเรียนได้ไหม </strong>เรื่องนี้จะเห็นว่ามีการเคลื่อนไหวจากฝั่งของคนทำงานด้านการศึกษาทางเลือก เข้าไปคุยกับทางกระทรวงศึกษาธิการด้วยเช่นกัน เพื่อดูว่าสิ่งที่ออกมามันขัดแย้งกับกฎกระทรวง หรือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ หรือรัฐธรรมนูญ หรืออนุสัญญาสิทธิเด็ก หรือไม่</p>



<p>ผมคิดว่าเราอาจจะต้องทบทวนว่าการที่ภาครัฐออกระเบียบมาใหม่นั้นไปขัดต่อตัวกฎหมายต่างๆ หรือเปล่า ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูขัดนะ ผลต่อจากนั้นคือมีการเคลื่อนไหวผ่านกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำให้เกิดการมานั่งคุยระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d158b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เหตุผลที่ว่าทำไมการยืนยันเรื่องสิทธิการจัดศูนย์การเรียนทางเลือกเหล่านี้ถึงสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ เพราะหากศูนย์การเรียนได้รับอนุญาตจากเขตการศึกษาแล้ว เขาก็ถือเป็นสถานศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้เขาได้รับงบประมาณอุดหนุน  การอนุญาตตรงนี้พบว่ายังมีปัญหาอยู่ ส่งผลให้สถานศึกษาไม่ได้รับการจัดสรรงบหรือโดนสั่งระงับ </p>



<p>ที่ผ่านมาก็พบว่ามีความพยายามออกหลักเกณฑ์เพื่อปรับใช้หลักสูตรแกนกลาง ที่ สพฐ.กับคนทำการศึกษาทางเลือกหารือและจัดทำด้วยกัน แล้วก็เปิดโอกาสให้ผู้จัดการศึกษาทางเลือก เช่น โฮมสกูล ศูนย์การเรียน โรงเรียนที่มีความเฉพาะทาง เช่น โรงเรียนกีฬา ได้นำตรงนี้ไปใช้ในการปรับหลักสูตรแกนกลาง  ความพยายามตรงนี้มีอยู่ แต่ปัญหาในเชิงปฏิบัติอาจเกิดจากเมื่อลงมือทำงานแล้วหน่วยงานรัฐไม่ได้ศึกษาเอกสารพวกนี้ให้เข้าใจ ส่วนหนึ่งเพราะราชการมีการเวียนคนทำงาน ซึ่งอาจทำให้ความเข้าใจที่มีต่อการศึกษาทางเลือกและหลักการที่คุยกันไว้คลาดเคลื่อน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อความเข้าใจยังคลาดเคลื่อน ทางออกคือต้องพูดคุย</strong></h2>



<p>ถ้ามองในเชิงพัฒนาการ พบว่าในแต่ละช่วงเวลาก็มีความพยายามในการทำความเข้าใจกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับกลุ่มการศึกษาทางเลือก เช่น ยุคหลังจากมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คนที่ทำงานการศึกษาทางเลือกก็ได้เข้าไปทำงานกับสภาการศึกษาเพื่อไปทำกฎกระทรวงเหล่านี้ออกมา หลังจากนั้นก็มีการเวิร์กชอปทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างคนทำการศึกษาทางเลือกกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในเขตพื้นที่ และ สพฐ. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การปรับใช้หลักสูตรแกนกลาง เราจะพบความพยายามในการจัดทำกระบวนการเหล่านี้มาโดยตลอด&nbsp;</p>



<p>แต่ช่วงหลังมานี้ที่เกิดปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกัน ผมคิดว่าเกิดจากคนทำงานภาครัฐมีการเปลี่ยนตัวบ่อยทำให้ต้องเริ่มใหม่ตลอด ผู้อำนวยการเขตก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดไป ต้องเปลี่ยนคน คนมาใหม่ก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ใหม่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ก็เหมือนกัน มีการโยกย้าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fdb175"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผมมองว่าถ้าเข้าใจเรื่องการทำงานร่วมกัน หลายฝ่ายน่าจะช่วยกันได้ เช่น การพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้จัดและทีมที่ปรึกษาต่างๆ ในการปรับจูนให้ตรงกัน ตั้งแต่ตอนจดทะเบียน&nbsp; ออกหลักสูตร และตอนประเมิน ซึ่งในส่วนของการประเมินนี้ ช่วงหลังๆ อาจดูมีปัญหาเยอะหน่อย ส่วนหนึ่งเกิดจาก สพฐ.มีหน้าที่ประเมิน และอาจรวบอำนาจการประเมินไปเลย คือเน้นประเมินผ่าน 8 กลุ่มสาระวิชา ในขณะที่ศูนย์การเรียนหรือพ่อแม่โฮมสกูลสอนอีกอย่าง ประเมินอีกอย่าง&nbsp;</p>



<p><strong>สพฐ.ต้องมองว่าการประเมินมีตั้ง 13 แบบ ไม่ต้องสอบอย่างเดียว สามารถใช้การพูดคุยสัมภาษณ์ หรือใช้การมีส่วนร่วมโดยนักวิชาการหรือเขตพื้นที่ ประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้ ไม่ใช่ประเมินเพื่อตัดสินอย่างเดียว</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอโยบาย</strong><br><strong>เรื่องการศึกษาทางเลือกและการศึกษาตลอดชีวิต</strong></h2>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1. รัฐต้องทำให้เจตนารมณ์ในตัวบทกฎหมายเป็นจริง  หากกฎหมายไหนมีปัญหาต้องร่วมหารือเพื่อแก้ไข</strong></h4>



<p><strong>รัฐต้องลดการจัดและเพิ่มการสนับสนุน เราต้องทำให้เจตนารมณ์ในตัวบทกฎหมายเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ&nbsp; และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ควรตอบโจทย์ความแตกต่างหลากหลาย</strong>&nbsp;</p>



<p>ถามว่าสนับสนุนอะไรบ้าง คือรัฐอาจต้องไปแก้บางอย่างในตัวกฎหมาย เช่น คำว่า&nbsp; “อาจจะให้สิทธิประโยชน์หรือไม่” แต่จริงๆ แล้วถึงจะเป็นศูนย์การเรียนแบบคนรวยหรือศูนย์การเรียนของเด็กยากจนก็ต้องมีความเท่าเทียม ไม่ต่างจากโรงเรียน ที่ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนร่ำรวยหรือยากจนก็ได้เงินสนับสนุนเท่ากัน โดยคิดเป็นรายหัว หลักความเท่าเทียมนี้ต้องมี&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นการปรับกฎกระทรวงเหล่านี้ถือเป็นเรื่องจำเป็น คำว่า “อาจจะพิจารณาสิทธิประโยชน์” ที่ระบุไว้ควรตัดคำว่า “อาจจะ” ออก เพราะคำนี้ทำให้ทุกอย่างขึ้นกับดุลยพินิจของหน่วยงาน ซึ่งที่ผ่านมาเงินสนับสนุนอาจจะไปกองอยู่กับศูนย์การเรียนรู้แบบสถานประกอบการ แต่ศูนย์เรียนรู้ประเภทบุคคล หรือ NGO ที่ต้องทำงานเพื่อหาเงินดูแลเด็กกลับไม่ได้รับเงินสนับสนุน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ab13e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/6-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ภาครัฐควรต้องทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมหารือกับหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของการศึกษาทางเลือก ต้องแก้กฎหมาย หากตรงไหนไม่เอื้ออำนวย ต้องนำกลุ่มทำงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน ไม่ใช่ไปแอบแก้กันเอง ทั้งนี้ตัวกฎหมายปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่ แล้วด้วยระบบราชการ บางครั้งก็อาจมีกรณีที่ สพฐ.ส่งมติไปยังเขตพื้นที่ แล้วเขตพื้นที่ต้องยึดตามมติที่ทาง สพฐ.กำหนดไว้ ซึ่งอาจทำให้คนทำงานในพื้นที่ลำบากใจ  เพราะใจหนึ่งก็อยากทำงานกับกลุ่มการศึกษาทางเลือกดีๆ แต่เบื้องบนส่งนโยบายที่ไม่เอื้ออำนวยมา ทำให้การทำงานร่วมกันมันยากขึ้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2. ตั้งกองทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></h4>



<p>เนื่องจากสภาพแวดล้อมของการศึกษาทางเลือกนั้น เขาไม่ได้สอนแค่ในสถานศึกษา ทุกพื้นที่รอบตัวถือเป็นแหล่งเรียนรู้ ดังนั้นควรทำอย่างไรให้บ้านเรามีกองทุนสนับสนุนพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก<strong> </strong>โดยกองทุนนี้ควรใช้สนับสนุนแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ต่างๆ ให้เขาทำงานต่อได้ เช่น สนับสนุนพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต่างๆ ให้เขามีกิจกรรม ออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์เด็กในชุมชน ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนลักษณะอย่างนี้ยังไม่มี ผมยังไม่รู้ว่าจะเรียกตรงนี้ว่าอะไร แต่ผมอยากเสนอให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงบประมาณบางอย่างได้ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ </p>



<p>แม้ทุกวันนี้จะมีเงินอุดหนุนการศึกษารายหัวของเด็ก แต่เงินอุดหนุนนี้ก็ไม่เพียงพอ เราต้องเพิ่มโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งเงินอุดหนุนในการพัฒนาตนเองนี้ อาจขยายไปอุดหนุนผู้ใหญ่ในสังคมด้วยก็ได้ เพราะผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ควรได้รับเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาตนเองเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p><strong>หากประเทศไทยจะส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เราก็ต้องพัฒนาแหล่งเรียนรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาตนเอง ซึ่งควรจะมีงบสมทบให้ประชาชนพัฒนาตนเอง และไม่ใช่อุดหนุนงบแค่สาธารณูปโภคหรือการก่อสร้าง แต่แนวคิดบางอย่างก็ควรทำให้เกิดขึ้นจริง เช่น Education Card ที่ กสศ.เคยเสนอก็น่าจะนำมาหารือกันต่อ</strong></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>3. สนับสนุนเงินรายหัวเพื่อให้ประชาชนได้พัฒนาตนเองตลอดชีวิต</strong></h4>



<p><strong>สังคมไทยพูดเรื่องพัฒนาศักยภาพบุคคล ทั้ง Upskill และ Reskill กันเยอะมาก ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่คำว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ยังเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองในมิติอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เด็ก แต่ทุกคนน่าจะได้รับโอกาสพัฒนาตนเอง&nbsp; ผู้ใหญ่ก็อยากได้เงินรายหัวเพื่อใช้ในการพัฒนาตนเอง</strong></p>



<p>ผมทำงานที่จุฬาฯ เขาจะมีเงินสนับสนุนการพัฒนาตนเองให้ประมาณ 40,000 &#8211; 60,000 บาท ซึ่งยอดนี้ไม่ได้ใช้ภายปีเดียว แต่ให้ใช้หลายปี เวลาจะไปประชุมต่างๆ ก็ใช้เงินสนับสนุนนี้ได้ แต่ถามว่าพอไหมกับการทำงานทั้งชีวิต ไม่น่าจะพอแน่ๆ ดังนั้นเราก็ต้องการเงินจากภาครัฐมาสนับสนุนตรงนี้เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>ผมทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมอาจเข้าถึงโอกาสได้มากกว่าคนอื่น แต่คนทั่วไปจะทำอย่างไร เขาก็ควรได้รับโอกาสนี้ด้วย แม้เราจะมองว่าทุกวันนี้มีแหล่งเรียนรู้เยอะแยะในออนไลน์ เช่น ยูทูบ แต่ข้อมูลที่อยู่ในยูทูบก็ใช่ว่าจะถูกต้องทั้งหมด เราควรได้มีโอกาสเรียนรู้กับคนที่รู้จริงหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d7446"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>4. ปรับเปลี่ยนการทำงานให้ลื่นไหล และมองไกลกว่าแค่การเน้นลู่ทางเดียว</strong></h4>



<p><strong>ปัจจุบันการผลักดันเรื่องการศึกษาทางเลือกต้องขออนุญาตผ่าน สพฐ.เป็นหลัก ดังนั้นหากอยากให้การขับเคลื่อนไหลลื่นกว่าเดิม ก็ต้องปรับการทำงานของ สพฐ. แต่ถ้าทำได้ยาก อาจต้องเปลี่ยนการศึกษาทางเลือกไปอยู่สังกัดอื่นแทน</strong> เช่น ไปอยู่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) ต้องพูดตามตรงว่า ทุกวันนี้ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าฝ่ายไหนของ สพฐ.ที่ดูแล งานหลักของ สพฐ.จะเป็นโรงเรียน ถ้าจะแบ่งเบาภาระก็คงต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ</p>



<p>เมื่อการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม ตอนนี้สัดส่วนของคนที่จัดการศึกษาทางเลือกในไทยยังดูไม่เยอะ แต่มันขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทิศทางสังคมมองว่าการศึกษาแบบนี้มันตอบโจทย์ รัฐก็ต้องช่วยหนุนลู่ทางนี้ให้ขยายวงกว้างขึ้น อาจต้องมีหน่วยงานมาดูแลตรงนี้เพื่อตอบโจทย์เด็กและผู้ใหญ่ที่มีความหลากหลาย โรงเรียนอาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกแล้ว</p>



<p>นี่ยังไม่นับว่าเรายังไม่ได้พูดถึงศูนย์เรียนรู้แบบภูมิปัญญาที่ตอบโจทย์คนทั้งประเทศได้ตลอดชีวิต คือศูนย์เหล่านี้ก็พอค้ำตัวเองได้ระดับหนึ่ง แต่รัฐต้องสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะให้ตรงนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีสำหรับคนทุกวัย ซึ่งกองทุนที่ผมพูดข้างต้นนั่นแหละที่จะช่วยเสริมให้ศูนย์ภูมิปัญญาสามารถพัฒนาตนเองได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>5. ข้อเสนอแนะต่อการเทียบโอน: คลังเครดิตคือคำตอบ</strong></h4>



<p>ส่วนสุดท้ายคือ ทำให้ตัวระบบการเทียบโอนเป็นจริงให้ได้ ในระดับอุดมศึกษาตอนนี้ถือว่าโอเค สถาบันจะมีการกำหนดว่าสามารถเทียบโอนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของรายวิชาในหลักสูตร อย่างเช่นที่จุฬาฯ มีคลังเครดิต คนที่ลงเรียนคอร์สสั้นๆ ก็สามารถเก็บหน่วยกิตได้ และถ้าวิชานี้เชื่อมต่อกับหลักสูตร เขาก็สามารถเทียบโอนเข้าหลักสูตรที่เขาจะเข้าเรียนได้เลย&nbsp;</p>



<p>การมีคลังเครดิตทำให้เราเห็นการเชื่อมต่อกันได้ แต่ที่ยังต้องทำงานกันเพิ่ม คือ การเทียบโอนประสบการณ์ หรือ Life Long Learning ตอนนี้ของไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงได้แบบต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่เขามีหน่วยงานกลางทำ Life Long Learning ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ลงมาดูแลเรื่องการเทียบโอนประสบการณ์เลย</p>



<p>หากให้อธิบายเรื่องการเทียบโอนประสบการณ์ก็คือ ลองนึกภาพคนที่เป็นช่างมา 30 ปี แต่ไม่ได้จบการศึกษาในระบบ อยู่ๆ วันหนึ่งเขาอยากได้วุฒิ เลยต้องเทียบโอน ซึ่งคำถามคือ เขาจะเทียบโอนกับที่ไหนได้บ้าง เทียบกับ กศน. ได้ไหม หรือเทียบกับอาชีวะได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือน่าจะเทียบได้ โดยการเอาประสบการณ์มาเชื่อมคุณวุฒิ เอาการศึกษาตามอัธยาศัยของเขามาเชื่อมกับการศึกษาในหรือนอกระบบก็ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6ba096"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/infographic-อ.วีระภาพ-1200-x-1500-01.png" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/">เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ภาคส่วน ร่วมพิจารณาข้อเสนอโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาปี 2566</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-190523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 May 2023 03:26:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทุนพัฒนาอาชีพทีใช้ชุมชนเป็นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67824</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190523/">ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ภาคส่วน ร่วมพิจารณาข้อเสนอโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาปี 2566</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคททางการศึกษา (กสศ.) </strong>จัดการประชุมพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอ ‘โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566’ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ภาคส่วน ประกอบด้วย ภาควิชาการ/หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน/ธุรกิจ ภาคประชาสังคม/ปราชญ์ชุมชน/ท้องถิ่น และภาคสื่อสารมวลชนเข้าร่วม</p>



<p>สำหรับโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของ<a href="https://www.eef.or.th/fund/community-base/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน</a> ซึ่ง กสศ. ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2562 และประสบความสำเร็จในการสร้างหน่วยจัดการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงกับองค์ความรู้ ทรัพยากร หน่วยงาน รวมถึงคนในชุมชน จนเกิดเส้นทางอาชีพที่ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชนที่ยั่งยืน โดยในปี 2566 นี้ กสศ. ได้ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ แยกกลุ่มเป้าหมายในการสนับสนุนทุนระหว่างกลุ่มแรงงานนอกระบบกับกลุ่มเยาวชนนอกระบบช่วงวัย 17 &#8211; 24 ปีออกจากกัน เพื่อสร้างกลไกส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ทักษะวิชาการ และทักษะวิชาชีพ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์เป็นรายบุคคลที่มีความเฉพาะกลุ่มและสามารถสนับสนุนได้ตรงจุดปัญหามากยิ่งขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e55672"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/06-ผู้ทรงคุณวุฒิ-4-ภาคส่วน-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ </strong>กรรมการบริหาร กสศ. ในฐานะประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กล่าวถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่า ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคันราว 5.6 หมื่นคน โดยหากรวมทั้งปีการศึกษาจะอยู่ที่ 238,707 คน นับเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ในช่วงเวลา 3 ปีที่ประเทศไทยเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งยังคาดการณ์ว่าผลกระทบจะยังคงดำเนินต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยใน 2-3 ปีข้างหน้า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว และกระบวนการฟื้นฟูยังไปไม่ถึงคนกลุ่มที่ขาดแคลนโอกาสที่สุดในสังคม สถานการณ์เด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคันจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีการศึกษา 2566 นี้</p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ </strong>กล่าวว่า ปี 2565 กสศ. ได้ลงพื้นที่ติดตามเด็ก 404 คน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลุ่มเสี่ยงหลุด เพื่อช่วยเหลือให้กลับคืนสู่โรงเรียน รวมถึงร่วมกับกลไกท้องถิ่นออกแบบกระบวนการดูแลช่วยเหลือไม่ให้เด็กหลุดจากระบบ โดยการติดตามเชิงคุณภาพในเด็กกลุ่มตัวอย่าง 20 คนที่ได้รับความช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษาและคุณภาพชีวิต ทำให้พบข้อมูลสำคัญว่า มีเด็กเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่กลับมาแล้วเรียนต่อได้อย่างราบรื่น หรือ ‘รอด’ จริง ๆ ในระบบการศึกษา ขณะที่ราว 6 &#8211; 7 คน จำเป็นต้องประคับประคองต่อเนื่องใกล้ชิด ส่วนอีกเกือบ 10 คน ‘ไม่รอด’ คือหลุดออกจากระบบซ้ำเป็นรอบที่สอง ข้อมูลนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแม้สามารถติดตามเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษากลับมาได้สำเร็จ แต่โอกาสที่เด็กจะหลุดซ้ำก็ยังมีถึง 82.18% ฉะนั้นจึงต้องมีมาตรการรองรับที่มากกว่าการตามกลับมา แต่ต้องดูแลทั้งเรื่องทุนการศึกษาและคุณภาพชีวิต  </p>



<p>“สองสาเหตุหลักของการหลุดจากระบบซ้ำคือ 1.ครอบครัว และ 2.คือโรงเรียน ประการสำคัญคือนโยบายเรียนฟรี 15 ปีที่ทำไม่ได้จริง 100% โดยทุกเปิดเทอมจะมีค่าใช้จ่ายก้อนแรกเฉลี่ยต่อเด็ก 1 คนประมาณ 2,000 &#8211; 6,000 บาท ส่วนเมื่อรวมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตลอดปีการศึกษาจะอยู่ที่คนละ 17,832 บาท ในทางกลับกันงานวิจัยชี้ว่ารายได้เฉลี่ยผู้ปกครองในครัวเรือนที่ยากจนที่สุด 15% ล่างของประเทศนั้นอยู่ที่ 1,135 บาท ความไม่สัมพันธ์กันระหว่างรายได้และรายจ่ายตรงนี้ นำไปสู่การกู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือ ยิ่งในช่วง 2-3 ปีผ่านมารายได้ครัวเรือนลดลงราว 5% สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น 5% เช่นกัน ตัวเลขเฉลี่ยของหนี้สินครัวเรือนจึงสูงถึง 147,000 บาท สิ่งที่ตามมาคือการ ‘ยอมจำนนต่อความยากจน’ ของครอบครัวเหล่านี้ โดยหลายครอบครัวตัดสินใจทยอยนำลูกหลานออกจากโรงเรียน เพื่อมาช่วยเป็นอีกแรงหนึ่งในการหารายได้จุนเจือครอบครัว และนั่นเท่ากับว่าการส่งต่อวงจรความยากจนจากรุ่นสู่รุ่นกำลังดำเนินไปไม่สิ้นสุด เนื่องด้วยการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยปราศจากวุฒิการศึกษา มีสิ่งที่รอคอยอยู่ปลายทางคือการเป็น ‘แรงงานไร้ฝีมือ’ รับค่าแรงราว 6,000-8,000 บาทต่อเดือนไปตลอดชีวิต และแทบเข้าไม่ถึงโอกาสการพัฒนาตนเองเพื่อความความก้าวหน้าหรือเพิ่มรายได้ในทางใดทางหนึ่ง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2cbce2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/06-ผู้ทรงคุณวุฒิ-4-ภาคส่วน-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ </strong>กล่าวว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังมีเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี ราวปีละ 60,000-70,000 คน ย่อมหมายถึงความผิดปกติของระบบการศึกษา ว่าไม่อาจตอบโจทย์ชีวิตและความต้องการของผู้เรียนได้อย่างตรงจุด งานวิจัยชี้ว่าหลังเด็กเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา จะมี 4 เส้นทางหลักที่รองรับ 1.ทำงาน 2.เรียน กศน. ควบคู่กับการทำงาน 3.กลายเป็นกลุ่ม NEETs (Not in Education, Employment or Training) ซึ่งหมายถึงเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรมใด ๆ และ 4.การรวมกลุ่มที่นำไปสู่ปัญหาสังคมต่าง ๆ หรือเป็นต้นทางของยุวอาชญากร ซึ่งปลายทางจะไปจบลงที่สถานพินิจฯ เกิดการเข้าออกเวียนซ้ำจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่</p>



<p>กสศ. และภาคีเครือข่ายจึงร่วมกันผลักดันการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิตให้กับเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยส่งเสริมให้เกิดการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ออกแบบให้เหมาะสมกับความสนใจ ความต้องการ และความถนัดของผู้ร่วมเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาทักษะรอบด้านอย่างเต็มศักยภาพ สามารถต่อยอดสู่การประกอบอาชีพ มีรายได้ที่สัมพันธ์กับทักษะและประสบการณ์ ช่วยยุติวงจรความยากจนในครัวเรือน รวมถึงทลายเส้นแบ่งเชิงโครงสร้างของการศึกษา ‘ในระบบ’ และการศึกษา ‘นอกระบบ’ ให้หมดไป</p>



<p>“ประเด็นสำคัญคือเมื่อเด็กหลุดออกจากระบบมาแล้ว เขาแทบไม่มีโอกาสเลยที่จะได้รับการศึกษาและการพัฒนาตนเอง ครั้นเวลายิ่งผ่านไปสนิมสังคมก็ยิ่งจับตัวเขรอะจนไม่อาจมีนโยบายหรือมาตรการใดเข้าไปช่วยฟื้นฟูได้อีก นั่นคือลู่ที่สังคมและสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมให้เขาไปถึงจุดนั้น คำถามที่ตามมาคือ ทำไมเราถึงปล่อยให้เด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษามีทางเลือกในชีวิตเพียงแค่นั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dfb908"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/06-ผู้ทรงคุณวุฒิ-4-ภาคส่วน-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“งานที่ร่วมกันทำวันนี้แตกแขนงมาจาก ‘โครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน’ ที่ กสศ. ร่วมกับภาคีทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 กับกลุ่มเป้าหมายคือแรงงานนอกระบบราว 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ โดยภายใต้โครงการพัฒนาการเรียนรู้ สำหรับเยาวชนนอกระบบ ที่แยกออกมาจะมุ่งเป้าที่เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา 900,000 กว่าคนโดยตรง รวมถึงยังเป็นการเดินหน้าค้นหาวิธีการสร้างตาข่ายรองรับเด็กเยาวชนอีก 60,000-70,000 คนที่จะติดตามมาในแต่ละปี</p>



<p>“เราเห็นแล้วว่าหลักสูตรที่ออกแบบไว้เพียงลู่เดียวมาตรฐานเดียว คือมาตรวัดคัดทิ้ง ซึ่งไม่สามารถทำให้ ‘เด็กทุกคน’ หาทางไปในชีวิตได้ และถ้าปล่อยให้สถานการณ์เดินต่อไปโดยไม่ทำอะไรเลย เราอาจสูญเสียเด็กเยาวชนทั้งรุ่น การส่งต่อความยากจนในครอบครัวจะขยายตัวและลงรากลึกจนไม่สามารถทำอะไรได้อีก”         </p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ </strong>กล่าวต่อไปว่าการศึกษาที่มีทางเลือก และการศึกษาเชิงพื้นที่ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยพลังของ กศน. ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมต่าง ๆ และการเดินหน้าจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ฉบับปัจจุบัน ที่มีเรื่องของธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งผู้เรียนสามารถเทียบโอนจากระดับการศึกษาเดิมหรือจากประสบการณ์การทำงาน เพื่อแปลงเป็นหน่วยกิตใช้ศึกษาต่อและรับวุฒิการศึกษาได้ โดยแนวทางนี้จะส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทางสังคมเกิดขึ้นตามมาอีกมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-720a7e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/06-ผู้ทรงคุณวุฒิ-4-ภาคส่วน-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สี่ปีที่ผ่านมา การทำงานของ กสศ. ร่วมกับภาคีต่าง ๆ และจากโครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ทำให้เราเห็นความสำเร็จของการจัดการศึกษาทางเลือก เช่น ‘โรงเรียนมือถือ’ โดยศูนย์การเรียน CYF ที่จังหวัดนครพนม จนสามารถทำให้เด็กเยาวชนในสถานพินิจฯ จบการศึกษาภาคบังคับเป็นจำนวนมาก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการศึกษาต่อถึงระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษา ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ไปต่อบนเส้นทางการศึกษาในระบบ ก็มีลู่ทางในการทำงานและเข้าถึงกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพมากขึ้น เรามีหน่วยจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ upskill reskill มีการฝึกอบรมอาชีพทางเลือกตามความถนัดและความสนใจ อาทิสายงานช่างต่าง ๆ หรืออาชีพทางเลือกใหม่ ๆ อย่างทำอาหาร บาริสต้า ซึ่งตอบโจทย์เรื่องแรงบันดาลใจ การหาเลี้ยงชีพ และบริบทในการใช้ชีวิต</p>



<p>“หลักคิดของการจัดการศึกษาที่มีทางเลือก คือต้องออกแบบหลักสูตรที่ยืดหยุ่น มีหลากหลายลู่ สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน บนพื้นฐานของการเติมเต็มทักษะวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต สำคัญที่สุดคือคณะทำงานซึ่งต้องใช้ผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มผู้เรียนรู้ ทั้งในกระบวนการคัดเลือกและกระบวนการพัฒนา สำหรับ กสศ. จะมีหน้าที่ประสานทำความเข้าใจเรื่องการทำงานที่ ‘ใช้ชุมชนเป็นฐาน’ ให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีขั้นตอนรองรับผู้ร่วมเรียนรู้เป็นลำดับขั้นจนเข้าสู่การทำงานที่มั่นคงยั่งยืนต่อไป” <strong>ศ.ดร.สมพงษ์</strong> กล่าว               </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b24ba8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/06-ผู้ทรงคุณวุฒิ-4-ภาคส่วน-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา </strong>หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงโจทย์การทำงานและเป้าหมายโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบ ปี 2566 ได้มุ่งเป้าที่การพัฒนาคนทำงานและสร้างแกนนำที่เข้มแข็ง ได้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นภาคีของ กสศ. ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน เพื่อให้เกิดกลไกทำงานเชิงพื้นที่ในระยะยาว โดยเฉพาะรูปแบบการค้นหาและเข้าถึงตัวเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นรายคน สามารถวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ และดึงศักยภาพที่มีให้ได้รับการพัฒนาอย่างถูกจุด มีการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยร่วมกับครอบครัว ชุมชน เชื่อมโยงประสานกับการใช้ทรัพยากรและจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการและเงื่อนไขของชีวิต มีการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ</p>



<p>“เราอยากเห็นหน่วยจัดการเรียนรู้ที่สร้างความไว้วางใจให้กับครอบครัวชุมชน เป็นที่ปรึกษาในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ลงไปสู่ตัวเยาวชน ทั้งการเห็นคุณค่าในตนเอง การมองเห็นทางเลือกในการเข้าถึงการศึกษาและการประกอบอาชีพ ส่วนหนึ่งที่จำเป็นมาก ๆ คือการจัดทำแผนการดูแลรายกรณี สร้างเครือข่ายการพัฒนาศักยภาพ การฟื้นฟูเยียวยา การส่งต่อความช่วยเหลือและติดตามผล ซึ่งคือแนวทางการวางรากฐานของระบบ ที่จะช่วยให้เกิดการทำงานระยะยาว สามารถส่งต่อกันด้วยระบบการเทียบโอนหน่วยกิตเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย เพื่อส่งเสริมผู้ร่วมเรียนรู้ให้เข้าถึงการศึกษาทุกระดับและทุกรูปแบบ”</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระเทพ </strong>กล่าวว่า สิ่งที่ได้พบจากหน่วยการเรียนรู้ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา คือความหลากหลายของพื้นที่ และความหลากหลายเชิงประเด็น โดยข้อเสนอที่เข้ามาในปี 2566 มีทั้งสิ้น 89 โครงการ จำนวนนี้มี 52 โครงการที่ไม่เคยได้รับทุนจาก กสศ. มาก่อน แบ่งประเภทของหน่วยงานคือเป็นภาคเอกชน/กิจการเพื่อสังคม 8 โครงการ ภาครัฐ 2 โครงการ ปกครองส่วนท้องถิ่น 3 โครงการ ศูนย์การเรียน 10 โครงการ หน่วยงานระดับชุมชน 4 โครงการ สถาบันการศึกษา 30 โครงการ หน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไร 28 โครงการ และกลุ่มอื่น ๆ เช่นองค์กรสาธารณะประโยชน์ สภาการศึกษา กลุ่มอิสระ อีก 7 โครงการ ครอบคลุมกลุ่มผู้ร่วมเรียนรู้ 3,296 คน แบ่งเป็นเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา 1,949 คน กลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น 302 คน เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม 333 คน เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ 306 คน ผู้พิการ 113 คน และกลุ่มอื่น ๆ อีก 293 คน และรวมงบประมาณที่ขอรับสนับสนุนทั้งสิ้น 75,987,972 บาท</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ecb4d1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/06-ผู้ทรงคุณวุฒิ-4-ภาคส่วน-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการ<br>สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ </strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของโครงการในปี 2566 ว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่ กสศ. แยกการทำงานกับกลุ่มเยาวชนออกจากแรงงานนอกระบบ เนื่องจากข้อค้นพบที่ว่าลักษณะของผู้ร่วมเรียนรู้ทั้งสองกลุ่มต่างกัน จึงต้องมีกลไกการจัดการเรียนรู้ที่ต่างกัน เพื่อให้ตรงกับโจทย์ความต้องการเฉพาะและบริบทความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยในกลุ่มเยาวชนนอกระบบจะกำหนดช่วงอายุที่ 15-24 ปี ที่เผชิญปัญหาซับซ้อนนอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ แต่คาบเกี่ยวกับปัญหาเชิงสังคม สุขภาพ เช่นกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม หรือผู้พิการ ซึ่งต้องการแนวทางการทำงานเฉพาะตามช่วงวัยและรูปแบบปัญหาของแต่ละกลุ่ม</p>



<p>ต่อมาคือรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ไม่ได้เน้นแค่พัฒนาทักษะอาชีพ แต่ต้องมีเรื่องการพัฒนาทักษะชีวิต สร้างแรงบันดาลใจ เตรียมความพร้อมด้านทัศนคติของผู้เรียนรู้ โดยที่ผ่านมาเยาวชนส่วนใหญ่ที่หันหลังให้ระบบการศึกษามีสาเหตุจากหลักสูตรไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นต้องมีการปรับวิธีการเรียนรู้ให้ชัดเจนขึ้น และต้องมีการรวบรวมเอาผู้เชี่ยวชาญจากต่างสาขาวิชามาร่วมกัน เพื่อไปให้ถึงการค้นพบกลไกการเรียนรู้ทั้งแบบเฉพาะกลุ่มและเชิงพื้นที่ในลักษณะชุมชนเป็นฐานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้การจัดการศึกษามีความสอดคล้องกับบริบทของเด็กเยาวชนยิ่งขึ้น         </p>



<p>“การย่องานลงในระดับพื้นที่ จะทำให้ขนาดของการทำงานเล็กลง จำนวนกลุ่มเป้าหมายลดลง ซึ่งหมายถึงการตอบสนองและสนับสนุนความต้องการและความถนัดเฉพาะทางทำได้ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยจากตัวเลขเยาวชนนอกระบบการศึกษา 9 แสนคน ถ้าเอา 77 ซึ่งเป็นจำนวนจังหวัดหาร จะเหลือกลุ่มเป้าหมายแค่เรือนหมื่น แล้วถ้าสามารถจัดการได้ในระดับตำบล จะเหลือแค่หลักพันหรือหลักร้อยเท่านั้น เราจึงมองว่าการทำงานเชิงพื้นที่โดยใช้ชุมชนเป็นฐานมีความสำคัญมาก และจะช่วยให้เราได้บทเรียนใหม่ ๆ อีกมากในการทำงาน ที่จะส่งต่อกันได้ทั้งในพื้นที่ใกล้เคียง และในระดับประเทศต่อไป” <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</strong> กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190523/">ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ภาคส่วน ร่วมพิจารณาข้อเสนอโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาปี 2566</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ประเด็นที่พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอ แต่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรทำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 May 2023 09:22:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมคิด แก้วทิพย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67738</guid>

					<description><![CDATA[<p>การพัฒนาและเตรียมระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120523/">5 ประเด็นที่พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอ แต่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรทำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การพัฒนาและเตรียมระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม สามารถแก้ปัญหาการศึกษาด้านต่าง ๆ อย่างยั่งยืน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง สร้างหลักประกันอนาคตของประเทศได้ ยังคงเป็นงานที่ท้าทายความสามารถซึ่งกำลังรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแล</p>



<p>ในสนามหาเสียงโค้งสุดท้าย พบความโดดเด่นทางนโยบายที่เกือบทุกพรรคให้ความสำคัญไปที่สวัสดิการสนับสนุนโอกาสเข้าถึงการศึกษา ทว่าความชัดเจนเรื่องความเสมอภาคยังมีอะไรบ้างที่ควรเสนอในวาระที่ประเทศไทยจะมีรัฐบาลชุดใหม่ กสศ. ชวนเครือข่ายนักวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของเรา ร่วมจับกระแสข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาเพื่อรับมือกับปัญหาในอนาคตเหล่านี้</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>กระทรวงแห่งอนาคต</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e544e3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/ดร.เกียรติอนันต์-ล้วนแก้ว.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์<br>มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว</strong> อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ใครที่อาสาเข้ามาดูแลด้านการศึกษา จำเป็นต้องทราบปัญหาด้านการศึกษาอย่างถ่องแท้และมีการศึกษาเรื่องนี้ลงไปถึงรากลึกของปัญหาที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาอื่น ๆ มากมาย รวมถึงต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะปัญหาการศึกษาในหลายด้านเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&nbsp;</p>



<p>การดูแลเยาวชนทุกกลุ่มซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในสถานศึกษาแต่ต้องมองในมุมกว้างกว่านั้น ต้องมีนโยบายที่สามารถดูแลพวกเขาจากบ้านไปสู่เส้นทางการดำเนินชีวิต แต่ปัจจุบัน สิ่งที่เห็นจากนโยบายส่วนใหญ่ จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ แจกเงิน ลดภาระครู แต่ยังไม่มีการส่งไม้ต่อว่าเด็กจะก้าวไปสู่ระดับการศึกษาขั้นสูงกว่าได้อย่างไร&nbsp;</p>



<p>“เราเป็นประเทศที่ประกาศใช้นวัตกรรมนำหน้า ใช้เทคโนโลยีนำหน้า แต่การศึกษายังไม่ได้ยกระดับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain )ของการผลิตกำลังคน ที่ต้องทำให้คนหลุดจากระบบการศึกษาให้น้อยที่สุด และส่งต่อไปสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มากที่สุด แต่ก็ยังมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษานับแสนราย&nbsp; พรรคการเมืองอาจจะบอกว่าการแก้ปัญหาการศึกษาของทั้งประเทศให้เสร็จภายในช่วงอายุของรัฐบาลคือ 4 ปีเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้เห็นคำมั่นสัญญาในการพยายามแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ หรือให้สำเร็จในบางพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนหรือสร้างเป็น Sandbox ขึ้น อาจจะเลือกพื้นที่หรือกลุ่มคนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาสูงก่อน ทำเต็มร้อยไม่ได้แต่ถ้าทำ 10 ในร้อยได้อย่างน้อยก็ช่วยคนได้ 10 คนจากในร้อยคนก่อน”</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> มองว่าการแก้ปัญหาการศึกษาให้สอดรับกับปัจจุบันมากที่สุดรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน Mindset หรือกรอบความคิดหรือทัศนคติในการแก้ปัญหา เพราะโลกในปัจจุบันหมุนเร็วมาก&nbsp;</p>



<p>“โลกของการศึกษาต้องสอดรับกับโลกของตลาดแรงงาน ในเมื่อโลกของตลาดแรงงานมีระยะเวลาของการเตรียมการคือ 3-4 ปี โลกของการศึกษาก็ต้อง 3-4 ปี นั่นคือ 1 เทอมของพรรคการเมือง ดังนั้น อย่างแรกที่ต้องทำคือต้องรู้ว่าในโลกที่อาชีพเปลี่ยนเร็ว การศึกษาก็ต้องปรับตัวให้เร็วเท่าทันระยะเวลาในการจัดการคือ 1 สมัย เพราะถ้าอะไรที่ทำไม่ได้ใน 1 สมัยคือจะไม่ทันกับโลกแล้ว กระทรวงศึกษาและกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องเปลี่ยน Mindset ว่าไม่ใช่กระทรวงที่ทำเพื่อปัจจุบัน แต่ต้องเป็น Ministry of Future คือเป็นกระทรวงที่ทำเพื่ออนาคต เป็นกระทรวงที่ต้องมองไปตรงข้างหน้าว่า เด็กจบการศึกษาแล้วจะเจออะไรบ้าง แล้วย้อนกลับมาคิดให้ได้ว่าต้องเตรียมอะไรเพื่อพวกเขา จึงจะเห็นแผนการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งการให้เงิน การลดหนี้ ไม่ใช่บทบาทของกระทรวงแห่งอนาคต ต้องคิดใหม่ตั้งแต่เริ่ม ต้องคิดผลิตเปลี่ยน Value chain การผลิตกำลังคนตามช่วงชั้น และต้องคิดไปไกล ว่ามันจำเป็นจะต้องเป็นช่วงชั้นหรือเปล่า</p>



<p>เมื่อก่อนเราผลิตกำลังคนตามช่วงชั้นเพราะว่าความสามารถของคนไม่เท่ากัน และความสามารถของการติดตามประเมินผลดูแลของครูก็ไม่เท่ากัน แต่ความจริงแล้ว เด็กมีพัฒนาการที่ต่างกัน บางคนเรียนแค่ครึ่งเทอม ก็เข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างได้ง่าย มีความรู้ทางวิชาการแล้ว แต่อาจจะต้องพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิว ความสามารถในการรับรู้ของตนเอง ประเมินและควบคุมอารมณ์ของตนเอง ในขณะที่บางคนอีคิวดี แต่เรียนไม่ทัน เด็กทั้งสองกลุ่มจะ Pass ชั้น กลับต้องรอ Pass พร้อมกัน&nbsp;</p>



<p>แต่ปัจจุบันถึงยุคที่กระทรวงศึกษาสามารถจะทำให้ความสามารถของเด็กเติบโตตามปัจจัยที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเรื่องการผ่านชั้นมันอาจจะมีการยืดหยุ่น คือต้องมองพัฒนาการทางด้านร่างกายจิตใจและวิชาการไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเมื่อก่อนแนวคิดนี้เป็นเรื่องยาก แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีในการติดตามเรื่องพวกนี้โดยการใช้เอไอมาเป็นผู้ช่วย ซึ่งเอไอทางด้านการศึกษากำลังถูกนำมาใช้มากขึ้นในต่างประเทศ ทั้งมาช่วยในเรื่องการติดตาม Learning Style ของเด็กแต่ละคน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาไปสู่จุดที่สามารถออกแบบข้อสอบในเรื่องเดียวกันที่สร้างขึ้นมาเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคน มันจะหมดยุคที่ว่าไปประเมินปลาด้วยการวิ่งแข่งประเมินลิงด้วยกันว่ายน้ำ”</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> ระบุอีกว่า ปัจจุบันไม่สามารถจัดการศึกษาให้เตรียมคนเพื่ออาชีพได้เหมือนในอดีต แต่ต้องเตรียมสกิลหรือความสามารถเพื่อรับกับสถานการณ์ด้านอาชีพที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>



<p>“วิธีการจัดทรัพยากรบุคคลจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด การเรียนเพื่ออาชีพนั้นไม่เพียงพอแล้ว ต้องเป็นการเรียนเพื่อให้มีทักษะและถ้าเรามีทักษะมากพอ เราก็สามารถไปหาอาชีพได้เอง เพราะฉะนั้น การเรียนโดยใช้สมรรถนะ การใช้ทักษะเป็นหลักจะสำคัญมาก พอเป็นแบบนี้ก็จะสอนแบบเดิมไม่ได้แล้ว ไม่ได้เป็นการเตรียมกำลังคนเฉพาะในสถานศึกษา ระบบการพัฒนาคนจะต้องมองว่าคนทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดเวลา ดังนั้นโมดูลในการดูแลคน จะต้องทำให้เขาเข้าออกในการเรียนรู้ในโลกของทำงานได้อย่างรวดเร็ว ย่อยจากการเรียนรู้ของเขาในส่วนที่ย่อยที่สุดและง่ายที่สุด ทำให้คนทุกช่วงวัยเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น”</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ขับเคลื่อนการศึกษาด้วยฐานข้อมูล</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e3b1fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/รศ.ดร.วีระชาติ-กิเลนทอง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการ RIPED</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐต้องมีนโยบายใช้ระบบฐานข้อมูล ซึ่งเก็บและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบทางอิเล็กทรอนิกส์มาดูแลเด็กอย่างเป็นระบบ และเชื่อมโยงการจัดการศึกษาได้ว่าหากมีมาตรการที่มีทิศทางที่ถูกต้องชัดเจน จะสามารถดูแลเด็กที่ขาดแคลนตั้งแต่เขายังเล็กให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่ออนาคต และต้องไม่ลืมว่าการลดความเหลื่อมล้ำลงได้ การช่วยพวกเขา คือการช่วยให้ประเทศมี GDP สูงขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ</strong> ระบุว่า หากยกตัวอย่างปัญหาสำคัญในรอบปีที่ผ่านมาก็คือ กรณีที่การระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างรุนแรง มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษานับแสนคน การแก้เรื่องนี้ นโยบายแจกเงินเพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอ เพราะมีปัญหาเรื่องกำลังทรัพย์ของครอบครัวซ้อนอยู่ ต่อให้เรียนฟรีก็ฟรีแค่ค่าหน่วยกิต ไม่ได้ฟรีแบบครบวงจรหรือครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริง หากประเมินแล้ว แต่ละครอบครัวอาจจะต้องใช้ทุนการศึกษาประมาณ 40,000 &#8211; 70,000 บาทจึงจะครอบคลุมการแก้ปัญหาได้จริง ก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลและเป็นไปได้ยากที่จะได้เรียน</p>



<p>นโยบายเร่งด่วนที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญ คือมาตรการชดเชย ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ในเด็กปฐมวัยไทยช่วงโควิด-19 ระบาด และในระยะยาว คือการให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และวางแนวทางในการกระจายอำนาจทางด้านการศึกษา หรือแนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้การศึกษาพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเด็ก นโยบายที่จะถูกประกาศขึ้นต้องสามารถนำมาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในห้องเรียน โดยสามารถจำแนกโรงเรียนที่พร้อมกับไม่พร้อมรับมือกับความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแต่ละโรงเรียนแตกต่างกันได้ มีกระบวนการที่ชัดเจนว่าโรงเรียนใดจะใช้แผนเชิงปฏิบัติแบบไหนที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางการศึกษาแคบลง ใช้เครื่องมืออะไรเพื่อยกระดับความพร้อมของเด็กผ่านทักษะทางปัญญา ทักษะทางพฤติกรรม เข้าไปดูแลด้านความพร้อมของครอบครัว ความพร้อมของโรงเรียน</p>



<p>“รัฐบาลใหม่ควรจะใส่ใจเรื่องการทำงานโดยใช้ฐานข้อมูลและงานวิจัยมาทำงานด้านการศึกษาและทุนมนุษย์มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามีนโยบายด้านการศึกษาที่ซ้ำซ้อน หรือเป็นนโยบายที่ไม่ได้คำนึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กจริง ๆ หรือไม่ได้มีการใช้ฐานข้อมูลติดตามการแก้ปัญหาและพิจารณาแนวทางในการจัดการศึกษาอย่างรอบด้าน&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันหลายประเทศใช้ระบบฐานข้อมูลติดตามตัวเด็ก เพื่อจะเห็นการพัฒนาทางการศึกษาของเด็ก โดยสามารถเข้าถึงปัญหาที่เด็กเผชิญอยู่และทำให้ทราบว่านโยบายต่าง ๆ ซึ่งถูกนำไปใช้สามารถพัฒนาการศึกษาของเด็กได้มากแค่ไหน รวมถึงทราบว่านโยบายไหนที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุดหรือเป็นนโยบายซ้ำซ้อน”</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ชุมชนคือระบบนิเวศของการศึกษา</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7adc80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/ดร.สมคิด-แก้วทิพย์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้จัดการโครงการทุนพัฒนาอาชีพ<br>และนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สมคิด แก้วทิพย์</strong> ผู้จัดการโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ. กล่าวว่านโยบายด้านการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องคำนึงถึงศักยภาพของชุมชน ด้วยการสร้างกลไกให้ชุมชนแต่ละแห่งสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตจนสามารถดูแลตนเองได้ รัฐบาลใหม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลด้าน ‘การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงระบบ’ ซึ่งข้อมูลเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วอย่างละเอียด<br><br>“หากเข้ามาดูเรื่องนี้ จะทำให้ทราบว่า การเตรียมการสำหรับการเรียนรู้ยุคใหม่ในระดับชุมชน คือ รัฐจะต้องเข้าไปส่งเสริมการเรียนรู้ของแต่ละชุมชนให้เข้าใจปัจจัยแวดล้อมของแต่ละแห่ง สร้างความเข้าใจในทักษะที่เป็นรากฐานของแต่ละแห่ง จนสามารถยกระดับชีวิตและคุณภาพการศึกษา สังคม วัฒนธรรม อย่างเป็นระบบระเบียบ ยกระดับทักษะให้กลุ่มแรงงานสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้หาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ปัจจุบันเรามีชุมชนต้นแบบการพัฒนาที่สามารถถ่ายทอดทักษะ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่มากมาย”&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.สมคิด</strong> กล่าวว่าที่ผ่านมามีการทดลองพัฒนาทักษะแรงงานโดยเริ่มจากปัญหาของกลุ่มประชากรวัยแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จนเกิดเครื่องมือและงานวิจัยที่สามารถสร้างนวัตกรรมชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ อยู่มากมาย เช่น เทคโนโลยีในการประกอบการ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์&nbsp; การสร้างแหล่งเรียนรู้ และการกำหนดบทบาทผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ให้สามารถพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะและอาชีพที่สามารถนำเสนอและแลกเปลี่ยนกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง จนเกิดระบบฐานข้อมูลอาชีพในท้องถิ่นและองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ เกิดโมเดลทางธุรกิจที่ช่วยให้คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น สามารถขับเคลื่อนเชิงรุกและเสนอเป็นนโยบายที่ขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้วมากมาย</p>



<p>“ชุมชนหรือท้องถิ่น สามารถเป็นระบบนิเวศของการศึกษาที่ดีและมีบทบาทสำคัญในการดูแลเยาวชนในพื้นที่ได้ เช่นบางพื้นที่มีโครงการผลิตอาหาร โครงการที่มีการเลี้ยงปลา ปลูกผัก แล้วให้เด็กนำไปทานที่บ้านเป็นมื้อเช้า แล้วถ้าเด็กเข้าโรงเรียนช่วงใกล้เวลาเรียนจะมีโอกาสได้กินอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน มีอาหารกล่องหรือปิ่นโตกลับบ้าน มีคุณภาพชีวิตที่ดี”&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นโยบายที่เข้าถึงปัญหาที่แตกต่างกัน</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b84b2f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/ดร.ศุภโชค-ปิยะสันติ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์</strong> ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อนุกรรมการกำกับทิศทางของทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ. กล่าวว่านโยบายด้านการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้จริงโดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลโรงเรียนต่าง ๆ อย่างเข้าใจปัญหาที่มีอยู่จริง</p>



<p>“ปัจจุบันมีระบบการเก็บข้อมูลของโรงเรียนแต่ละแห่งที่มากพอจะนำมาออกแบบการช่วยเหลือด้านงบประมาณให้แตกต่างไปจากในอดีตซึ่งเคยช่วยแบบเรตเดียวกันทั้งประเทศ โรงเรียนที่มีศักยภาพสูง อยู่ในเมือง รัฐก็ให้เงินสนับสนุนเท่ากับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รูปแบบการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนน้อยขาดงบประมาณในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้อย่างเพียงพอและส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่สามารถใช้วิธีการเดียวแก้ปัญหาที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบได้</p>



<p>จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบวิธีการช่วยเหลือเฉพาะทางที่ลงลึกในรายละเอียด&nbsp; เข้าใจถึงปัญหาจริง ๆ เช่น เมื่อทราบว่าบางโรงเรียนขาดครูแต่ละช่วงชั้น ต้องมีวิธีการไหนที่เข้าไปช่วยโรงเรียนเหล่านี้ให้ใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่อย่างจำกัด มีระบบการช่วยเหลือ ระบบการระดมทรัพยากรที่จำเป็น ระบบเก็บแลกเปลี่ยนความรู้จากบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่าง ๆ&nbsp; ระบบความช่วยเหลือที่ช่วยพัฒนาศักยภาพครูในพื้นที่ห่างไกล หรือระบบที่ดึงความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่มาช่วยประคองให้โรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนกลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ที่ดูแลเด็ก ๆ ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด”&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f29ed9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/รศ.ดร.วีระเทพ-ปทุมเจริญวัฒนา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต<br>คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</strong> หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความโดดเด่นของนโยบายการศึกษาในสนามเลือกตั้งครั้งนี้คือเกือบทุกพรรคเสนอนโยบายการศึกษาในเชิงสวัสดิการ สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ หรือการศึกษาตามระดับวุฒิฯ&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือพรรคการเมืองยังติดอยู่กับนโยบายการศึกษาในมิติเดิมที่ให้มุ่งสนับสนุนการศึกษาในระบบ เช่น นโยบายเรียนฟรีถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่ไม่เอ่ยถึงการศึกษาในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ตอนนี้ถูกพูดถึงจากเพียงไม่กี่พรรค <strong>รศ.ดร.วีระเทพ </strong>ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของหลายพรรคอาจปรากฏในรูปแบบนโยบายแรงงานที่มีการยกระดับทักษะให้ดีกว่าเดิม (upskill) และสร้างทักษะที่จำเป็นขึ้นมาใหม่ (reskill) แต่นโยบายเหล่านี้ก็ยังไม่เห็นภาพการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัย</p>



<p>“แม้จะได้ยินนโยบายที่แสดงความห่วงใยต่อเยาวชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มเด็กพิเศษที่บกพร่องทางพัฒนาการ กลุ่มเด็กชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กแรงงานข้ามชาติ เยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา รวมถึงกลุ่มเด็กเปราะบาง แต่ก็ยังไม่เห็นแนวคิดที่ชัดเจนในการลงไปแก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแนวคิดที่เข้าไปจัดการปัญหานี้อย่างเป็นระบบ หรือมีแนวทางการจัดการเชิงพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับจังหวัด และชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหานี้ที่เข้มแข็ง”&nbsp;</p>



<p><strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ</strong> ระบุอีกว่า นอกเหนือจากที่ยังไปเห็นไม่โยบายทางการเมืองที่พูดถึงการจัดการปัญหานี้จากรากฐานของคนพื้นที่หรือชุมชนแล้ว ยังไม่เห็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับครูนอกระบบ หรือครูพี่เลี้ยง ทั้งที่คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลไกสำคัญสำหรับการทำงานเชิงพื้นที่ที่สามารถลงไปดูแลได้ถึงรากฐานประเด็นปัญหาด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต การสร้างพื้นที่เรียนรู้ด้วยตนเอง ฯลฯ และช่วยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเด็กแต่ละกลุ่มได้ตรงจุด จนสามารถปรับตัวได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ที่ผ่านมาเราออกแบบวิธีเก็บข้อมูลให้เป็นระบบ และมีครูนอกระบบหรือครูพี่เลี้ยงเป็นเสมือนหน่วยหน้าคอยทำงานสอนหนังสือ สอนอาชีพ สอนทักษะชีวิตและช่วยแก้ปัญหาให้เด็กกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขากลับยังไม่มีแนวคิดหรือนโยบายเข้าไปดูแลมากนัก และต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องวางแนวทางให้แต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชนมาช่วยกันออกแบบระบบการช่วยเหลือที่ยั่งยืน แต่ก็ยังไม่พบนโยบายที่ดูแลเรื่องนี้จากพรรคการเมือง”</p>



<p>เมื่อพิจารณานโยบายการศึกษาในหมวดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต หลายพรรคการเมืองชูการติดตั้งอินเทอร์เน็ต การแจกแท็บเล็ต และการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ <strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ </strong>มองว่านโยบายเหล่านี้เป็นเครื่องมือจำเป็นในการเข้าถึงความรู้ในยุคสมัยนี้ แต่การนำมาบูรณาการกับการเรียนรู้ของเด็กจะเกิดประโยชน์สูงสุดได้เมื่อมีการปรับหลักสูตรให้ตอบความสนใจและความถนัดของผู้เรียนเสียก่อน ดังนั้นสิ่งที่ต้องพูดถึงควบคู่กันคือการออกแบบหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในอนาคตข้างหน้าควรผลักดันไปมากกว่าแค่ในโรงเรียน ประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถออกแบบการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจได้ โดยมีรัฐให้การสนับสนุน</p>



<p>“โจทย์แรกคือจะทำอย่างไรให้ทั้ง 8 กลุ่มสาระสามารถบูรณาการกัน ทุกวันนี้เราสอนแยกแต่ละกลุ่มสาระจนเหมือนจะฝึกเด็กให้เป็นนักวิชาการ เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีให้เด็กได้เรียนสิ่งที่เขาสนใจแล้วสามารถเชื่อมโยงกับ 8 กลุ่มสาระได้ เราเห็นโมเดลที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จแล้ว เช่น โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ เมื่อมีหลักสูตรที่เป็นตัวตั้งแล้ว แท็บเล็ตและอินเทอร์เน็ตจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น และมากกว่าเอาไว้เรียนในสิ่งที่โรงเรียนอยากสอนเพียงอย่างเดียว”</p>



<p><strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ </strong>เสริมว่านโยบาย ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’ เป็นหมุดหมายอันดีในการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต แต่สิ่งสำคัญกว่าการมีนโยบายคือต้องมีการติดตามผลเมื่อนำไปปฏิบัติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามว่าการ ‘เพิ่มเวลารู้’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนจัดหรือครูเป็นผู้กำหนด ส่วนบทบาทของครู นอกเหนือจากด้านวิชาการ ควรมีการปรับเปลี่ยนให้เป็น ‘โค้ช’ ร่วมกันออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียน</p>



<p>ในวาระที่ประเทศไทยกำลังจะได้รัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งใหญ่นี้ <strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ </strong>อยากเห็นการนำ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ไปปฏิบัติให้ได้ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ที่ต้องตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ คาดหวังให้มีการเทียบโอน เชื่อมต่อการศึกษาทุกรูปแบบเข้ากันได้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ หรือการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง รัฐควรมีฐานข้อมูล big data ที่เก็บข้อมูลการเรียนรู้ของประชาชนในทุกรูปแบบไว้ สามารถดึงเอาข้อมูลนั้นไปเทียบคุณวุฒิได้ เรื่องที่ต้องเน้นย้ำคือ รัฐควรสนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย มิใช่แค่เด็กและเยาวชน</p>



<p>ด้านวาระเร่งด่วน <strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ </strong>อยากให้รัฐบาลชุดใหม่สะสางสิ่งที่ค้างคาในรัฐบาลชุดก่อน ทั้ง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ และหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ติดหล่มความช้าของระบบราชการมาหลายปี เขาอยากเห็นพิมพ์เขียวที่ทันต่อยุคสมัยเพื่อที่ผู้ปฏิบัติสามารถนำไปใช้ออกแบบการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุดได้</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง : </strong>บทสัมภาษณ์ ‘รองศาสตราจารย์ ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา’ บางส่วนจาก <a href="https://www.the101.world/election-2023-education-policy/?fbclid=IwAR1fHiE_VFvfXBDdxZldhYpwH_MC5gNMDadsWFXudbhR774f9BjmEzLtzCw" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The101.World</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120523/">5 ประเด็นที่พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอ แต่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรทำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับจุฬาฯ และ  Childhope Philippines เพื่อเข้าถึงและดูแลกลุ่ม “เด็กข้างถนน” ของสังคม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-homeless-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Apr 2021 09:06:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.ฮาร์วีย์]]></category>
		<category><![CDATA[เฮอร์เบิร์ต ควีลอน คาร์พิโอ]]></category>
		<category><![CDATA[Childhope Philippines Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=40006</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-homeless-children/">กสศ.เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับจุฬาฯ และ  Childhope Philippines เพื่อเข้าถึงและดูแลกลุ่ม “เด็กข้างถนน” ของสังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเด็กนอกระบบของสังคมก็คือกลุ่มเด็กข้างถนน ที่ซึ่งกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติให้นิยามไว้โดยกว้างๆ ไว้ว่า เด็กข้างถนน ก็คือเด็กที่มีเหตุบางอย่างให้ต้องออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนตามท้องถนนของเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยหากรัฐบาลและสังคมเมินเฉยไม่ใส่ใจก็จะเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าและจะมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในองค์รวมต่อไปได้</p>



<p>ในฐานะหน่วยงานที่ริเริ่มด้วยเป้าหมายการทำงานเพื่อเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสในสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงได้เปิดเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “การจัดการศึกษาและคุ้มครองเด็กบนท้องถนนอย่างเป็นองค์รวมและบูรณาการ” (Addressing the needs of street children through holistic and integrated strategies) ขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี<strong>นายแพทย์เฮอร์เบิร์ต ควีลอน คาร์พิโอ (นพ.ฮาร์วีย์) ผู้อำนวยการบริหารของ Childhope Philippines Foundation, Inc. </strong>และ<strong> รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อเด็กข้างถนนของฟิลิปปินส์กับไทย ให้หน่วยงานที่สนใจและภาคีเครือข่ายได้ใช้เป็นแนวทางในการเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนข้างถนนในสังคมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e49485"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/16-กสศ.-จุฬาฯและChildhope-Philippines-4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>สำหรับหัวใจสำคัญของการให้ความช่วยเหลือที่ทั้ง นายแพทย์เฮอร์เบิร์ต และ ดร.วีระเทพ เห็นพ้องตรงกันก็คือการให้ความช่วยเหลือที่เป็นองค์รวมและเป็นบูรณาการ (Holistic and Integrated Strategy) กล่าวคือ ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา จิตใจ สังคมแวดล้อม และการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ในฐานะพลเมืองของประเทศที่ควรได้รับ</p>



<p>ทั้งนี้ <strong>นายแพทย์ เฮอร์เบิร์ต</strong> ได้กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์เด็กข้างถนนในฟิลิปปินส์ และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ Childhope ให้ความสำคัญ ว่าเด็กข้างถนนของฟิลิปปินส์จะมี 3 กลุ่มหลัก กลุ่มใหญ่สุด 70% ก็คือเด็กข้างถนน คือเป็นเด็กมีบ้าน แต่ออกมาเร่ร่อนทำงานตอนกลางวัน และมีโอกาสได้เรียนหนังสือที่โรงเรียน ส่วนกลุ่มที่สอง 25% คือ เด็กของถนน คือครอบครัวอาศัยอยู่ข้างถนน พักตามอาคารร้าง ไปโรงเรียนบ้างแต่มีโอกาสเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาสูงก่อนถึงอายุ 7 ปี และกลุ่มสุดท้าย มีอยู่ 5% เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งอย่างแท้จริง ซึ่งกลุ่มหลังสุดนี้คือกลุ่มเสี่ยงสุดที่จะถูกใช้ทำงานผิดกฎหมายหรือเอารัดเอาเปรียบเพราะขาดการปกป้องเอาใจใส่ดูแลจากพ่อแม่หรือแม้แต่ชุมชนสังคม</p>



<p>ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงมีเด็กออกมาเร่ร่อนตามข้างถนน ส่วนใหญ่คือในเขตเมืองของกรุงมะนิลา สาเหตุหลักมี 3 ประการด้วยกันคือ 1) ความยากจน 2) ครอบครัวแตกแยก และ 3) อยากเป็นอิสระ ไม่อยากถูกกดขี่บังคับหรือถูกทำร้าย ซึ่งเมื่อออกมาอยู่ข้างถนนแล้ว เด็กเหล่านี้จะร่วมกันเป็นกลุ่ม กระจายกันออกไป และอาศัยการขอทานเป็นการหาเลี้ยงชีพ</p>



<p>ในมุมมองของ Childhope เด็กเร่ร่อนกลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีความสามารถและศักยภาพไม่ต่างจากเด็กทั่วไปในสังคมหากได้รับโอกาสในการเอาใจใส่ เป็นที่ยอมรับ และได้รับการอบรมการศึกษาอย่างเหมาะสมตามสมควร โดยกว่า 30 ปีที่ Childhope ทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กข้างถนนเหล่านี้พบว่าเกือบทั้งหมดสามารถเรียนจบการศึกษา มีงานที่ดีทำ สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวและเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพของประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0b5efd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/16-กสศ.-จุฬาฯและChildhope-Philippines-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อย่างไรก็ตาม ในการให้ความช่วยเหลือเด็กข้างถนน Childhope จะยึดหลักการทำงานเพื่อสนับสนุนเด็กๆ ใน 4 ด้านด้วยกันคือ 1) การศึกษา Education 2) สุขภาพ Health 3) การดูแลทางด้านจิตสังคม Psychosocial Interventions และ 4) การพัฒนาทักษะ Skills Development</p>



<p>แน่นอนว่า สิ่งสำคัญแรกสุดในการให้ความช่วยเหลือเด็กข้างถนนเหล่านี้ก็คือการให้การศึกษา โดยนอกจากจะเป็นการเรียนรู้ความรู้ขั้นพื้นฐานให้คิดคำนวณและอ่านออกเขียนได้แล้ว ยังเป็นการให้ความรู้ในเรื่องของสิทธิ การดูแลตนเอง รวมถึงทักษะในการหาเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว</p>



<p>ขณะเดียวกัน ก็จัดบริการด้านสุขภาพ และให้คำปรึกษา เพื่อระบุความช่วยเหลือที่เด็กต้องการ ในส่วนของกิจกรรมพัฒนาทักษะ ก็คือกิจกรรมอย่างดนตรี กีฬา และศิลปะ เพื่อให้เด็กมีพื้นที่ที่จะได้มีความสุขกับการใช้ชีวิตในสังคม เป็นการเสริมสร้างภูมิที่แข็งแกร่ง ทั้งพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม การอยู่ร่วมกับสังคม การมองโลกในแง่บวก และการเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง ผ่านกิจกรรมเหล่านี้</p>



<p>นอกจากนี้ ทาง Childhope ยังมุ่งไปที่ต้นตอของหนึ่งในปัญหาที่ทำให้มีเด็กข้างถนน ด้วยการให้บริการคำปรึกษากับพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ความช่วยเหลือครอบครัวของเด็กให้มีอาชีพการทำงานที่เหมาะสมต่อไปได้ เป็นการตัดวงจรของเด็กข้างถนน โดยการให้คำปรึกษานี้รวมถึงการให้ความรู้ในเรื่องของการคุมกำเนิด สุขอนามัยและโภชนาการต่างๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59a5d3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/16-กสศ.-จุฬาฯและChildhope-Philippines-ๅ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>แม้จะมีงานหลายอย่างให้ต้องดำเนินการ แต่ นายแพทย์เฮอร์เบิร์ตกล่าวว่า งานหลักก็คือการให้ความรู้ทางเลือก (Alternative Education) แก่เด็กข้างถนนเหล่านี้เป็นหลัก โดยแต่ละภาคการศึกษาจะมี ครู (Street Educator) เข้าไปรวบรวบเด็กให้ได้กลุ่มละ 20-25 คน มาประเมิน แล้วครูจะเป็นผู้ออกแบบวางแผนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับตัวเด็กและบริบทแวดล้อมของเด็กเป็นหลัก และมีการใช้ Kalyeskwela (mobile education van &#8211; รถตู้เพื่อการศึกษาเคลื่อนที่) และ Mobile School Cart&nbsp; ตลอดจน อุปกรณ์ด้านโสตและวีดีทัศน์ (audiovisual) และเครื่องมือเข้าช่วย</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ Childhope ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือการสร้างเครือข่ายภาคีและการทำงานร่วมกับภาครัฐฯ ทำให้เด็กข้างถนนเหล่านี้เข้าไปในระบบอย่างถูกต้อง โดยที่ Childhope รับบทผู้สนับสนุน เช่น ให้ทุนการที่ครอบคลุมค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ และค่าชุดยูนิฟอร์ม นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนที่รัฐเป็นผู้ออกในกรณีที่เด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนรัฐ ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>นายแพทย์เฮอร์เบิร์ต ยังได้ใช้โอกาสนี้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานในช่วงวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า ถือเป็นความท้าทาย เพราะหลายกิจกรรมต้องหยุดชะงักไป แต่ก็เป็นโอกาสที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการประยุกต์กิจกรรมที่อยู่ในการให้ความช่วยเหลือเด็กข้างถนน ทั้งการแจกจ่ายปัจจัย 4, การจัดหารอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การให้คำปรึกษาออนไลน์ ไปจนถึงการเรียนออนไลน์</p>



<p>ขณะที่ในส่วนของประเทศไทย <strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคมที่ทำงานเพื่อพัฒนาครูและแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งรวมถึง เด็กข้างถนนในไทยมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี</p>



<p>โดยเด็กข้างถนนถือเป็นกลุ่มเปราะบางและส่วนใหญ่ถูกบีบให้ออกมาอยู่ตามท้องถนนเพราะความยากจนบังคับ หรือต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว ส่งผลให้เด็กเหล่านี้เข้าไม่ถึงการศึกษา สวัสดิการพื้นฐาน และอัตลักษณ์ทางกฎหมาย จนตกเป็นเหยื่อถูกล่อลวงจากบรรดามิจฉาชีพในสังคม โดยมีการประมาณการณ์ว่า ขณะนี้ ไทยมีเด็กเร่ร่อนข้างถนนทั่วประเทศอยู่ราว 30,000 คน เฉพาะในกรุงเทพฯ มีอยู่ราว 5,000 คน</p>



<p>ทั้งนี้ จากการศึกษาโครงการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการดูแลการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กข้างถนน ดร.วีระเทพกล่าวว่า สามารถแบ่งแนวทางการให้ความความช่วยเหลือเด็กออกเป็น 4 รูปแบบด้วยกันคือ 1) แนวทางเชิงป้องกัน (Preventive) 2) แนวทางเชิงรุก (Outreach) 3) แนวทางเชิงฟื้นฟู (Rehabilitation) และ 4) แนวทางเชิงลงโทษ (Correction)</p>



<p>สำหรับประเทศไทยที่มีการดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะเน้นไปที่ 3 แนวทางหลัก โดยละเว้นแนวทางลงโทษไว้ เพราะแม้จะมีข้อดีที่ให้ความคุ้มครองเด็กได้ทันที และนำเด็กออกจากถนนได้เร็ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เมื่อไม่มีมาตรการรองรับ เด็กเหล่านี้ก็จะกลับไปที่ท้องถนนเหมือนเดิม เพิ่มเติมก็คือมีประวัติที่ไม่น่าพิสมัยติดตัว เป็นการทำร้ายทำลายเด็กในทางอ้อม</p>



<p>ดร.วีระเทพ กล่าวว่า ทั้งการป้องกัน การรุก และการฟื้นฟู ล้วนเป็นแนวทางที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งสิ้น <strong>อย่างการป้องกัน</strong> ข้อดีคือ เป็นการพยายามแก้ไขต้นตอของปัญหาก่อนที่เด็กจะก้าวเข้าสู่ท้องถนน หรือออกนอกระบบการศึกษา แต่ข้อเสียก็คือเป็นการตีตราบทบาทของครอบครัว ที่ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะมีความพร้อมในการดูแลเด็กในปกครองของตนได้อย่างดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1e63d7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/16-กสศ.-จุฬาฯและChildhope-Philippines-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ขณะที่การรุก</strong> ข้อดีคือช่วยให้เด็กตระหนักถึงสิทธิของตนในการเลือกที่จะใช้ชีวิตบนท้องถนน ให้ความรู้ในแบบที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเด็ก แต่ข้อเสียก็คือเป็นวิธีที่อุดมคติ ไม่มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และเสี่ยงทำให้เด็กกลายเป็นเด็กข้างถนนจนถึงคนข้างถนนอย่างเต็มตัว</p>



<p><strong>ส่วนแนวทางเชิงฟื้นฟู</strong>นี้ ข้อดีคือ ให้สิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้เด็กแต่ละคนมีทักษะในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมกับตัวเด็กเอง แต่ข้อเสียก็คือ มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงให้ความช่วยเหลือจำนวนมากไม่ได้ และการให้ที่พักให้เด็กเข้ามาฟื้นฟู เด็กบางรายอาจประสบปัญหาในการปรับตัว และทำให้เด็กกลับไปอยู่ตามท้องถนนเหมือนเดิม</p>



<p>ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือเด็กบนท้องถนนในไทย ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ กับภาคีประชาสังคม และสถานศึกษาในพื้นที่ โดยภาครัฐมีทรัพยากรและบทบาทสนับสนุนในการประสานส่งต่อเด็กสู่การเยียวยาและเข้าถึงระบบการศึกษา รวมถึงสนับสนุนงบประมาณการดำเนินการ ขณะที่ภาคประชาสังคมถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเพราะมีความใกล้ชิดพื้นที่ มีประสบการณ์การทำงานในเชิงรุก ประสานงานร่วมมือกับชุมชนเพื่อติดตามผลได้</p>



<p>นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ ก็น่าจะมีการสนับสนุนให้มีการทำ Case management เพื่อให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับเด็กเป็นกรณีๆ ไป</p>



<p>ดร.วีระเทพยังทิ้งท้ายด้วยการเน้นย้ำถึงบทบาทของกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มีความยืนหยุ่นในการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็กผ่านภาครัฐ และภาคประชาสังคม มีการสนับสนุนการทำงานประสานงานกับเครือข่ายในพื้นที่ โดยนำร่องทำงานกับเด็กนอกระบบใน 20 จังหวัดทั่วไทยแล้ว และ กสศ.ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกต่อไป</p>



<p>การเสวนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะมูลนิธิภาคีเครือข่ายที่ทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กข้างถนนไทย ซึ่งในกรณีของไทยอาจจะแตกต่างจากฟิลิปปินส์ตรงที่ ในขณะที่เด็กเร่ร่อนของไทยมีเด็กอพยพจากเพื่อนบ้านเข้ามา ฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กจากชนบทอพยพเข้าเมืองใหญ่มากกว่า กระนั้น วิธีการทำงานและความท้าทายในการให้ความช่วยเหลือยังคล้ายคลึงกัน นั่นคือ ต้องช่วยเหลือเด็กให้ได้รับการศึกษา ขณะเดียวกันก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทั้งร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงครอบครัวของตัวเด็กเอง</p>



<p><strong>ด้าน นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ว่า เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ แนวทางปฎิบัติและตัวอย่างกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ นำมาแลกเปลี่ยน สอบถามเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนข้างถนนของไทยต่อไป เพราะเด็กเร่ร่อนข้างถนนเหล่านี้ เป็นอีกกลุ่มเด็กเปราะบางพิเศษที่ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการเข้ามาดูแลจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-homeless-children/">กสศ.เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับจุฬาฯ และ  Childhope Philippines เพื่อเข้าถึงและดูแลกลุ่ม “เด็กข้างถนน” ของสังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
