<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A3%E0%B8%A8-%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87-2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 16 Mar 2026 10:33:38 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เจาะงานวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี: เมื่อเด็กไทยเรียนสูงขึ้น แต่ระดับสติปัญญา (IQ) กลับโตไม่ทันโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-150326/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-150326</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 09:28:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100700</guid>

					<description><![CDATA[<p>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-150326/">เจาะงานวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี: เมื่อเด็กไทยเรียนสูงขึ้น แต่ระดับสติปัญญา (IQ) กลับโตไม่ทันโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</p>



<p>ผลการประเมินระดับสติปัญญา (Intelligence Quotient หรือ IQ) ภายใต้ ‘โครงการพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบตัวอย่างซ้ำในประเทศไทย Thailand Childhood Longitudinal Survey’ ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีข้อค้นพบว่า <strong>เด็กกลุ่มตัวอย่าง ช่วงอายุ 7-13 ปี ไอคิว (IQ) ลดลงตามระดับชั้นการเรียนที่เพิ่มขึ้น</strong></p>



<p>“จะใช้คำว่าฉลาดน้อยลงไหม ผมว่ามันก็พูดยาก แต่เอาเป็นว่าเราพัฒนาช้ากว่าเด็กอเมริกัน อันนี้น่าจะถูกต้องที่สุดเชิงวิชาการ”</p>



<p>รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรทำความเข้าใจให้ตรงกันในหลักการก่อน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปรากฏการณ์ ‘ยิ่งโต ยิ่งตามหลัง’: ทำความเข้าใจเมื่อตัวเลข IQ ของเด็กไทยลดลง</strong></h3>



<p>เนื่องจากผลการประเมิน IQ ดังกล่าว มาจากการสํารวจข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบตัวอย่างซ้ำ ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์ ทุกปีนับตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้เครื่องมือประเมินระดับสติปัญญาแบบ Raven’s 2 Progressive Matrices พบว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างซ้ำ อายุระหว่าง 7.8 ปี ถึง 13.9 ปี จํานวน 1,292 คน มีระดับสติปัญญาเฉลี่ยประมาณ 86.4 คะแนน โดยมีข้อค้นพบสำคัญคือ <strong>ระดับสติปัญญา หรือ IQ เฉลี่ยของเด็กกลุ่มตัวอย่างลดลงตามระดับชั้นอย่างชัดเจน</strong></p>



<p></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02.jpg" alt="" class="wp-image-100708" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ระดับ IQ ของเด็กกลุ่มตัวอย่าง แบ่งตามระดับอายุ</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“การประเมินระดับสติปัญญาแบบ Raven’s 2 สิ่งที่เขาทำคือ ไปทดสอบคนอเมริกันทุกๆ ช่วงอายุมา เพื่อจะสร้างเกณฑ์มาตรฐาน เช่น ช่วงอายุ 7 ขวบ 8 ขวบ 9 ขวบ 10 ขวบ แล้วดูว่าค่าเฉลี่ยเป็นอย่างไร โดยกําหนดให้ค่าเฉลี่ยของเด็กชาวอเมริกัน เท่ากับ IQ 100 ดังนั้นคนที่มีทักษะด้านสติปัญญาเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกันในช่วงอายุเท่ากัน จะเรียกว่าได้ IQ 100 ถ้าสูงกว่าก็แสดงว่าสูงกว่าคนอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน ต่ำกว่า 100 ก็แสดงว่าทำได้น้อยกว่าคนอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน ซึ่งถ้าเข้าใจหลักการนี้ก็จะเข้าใจว่าทำไมพอเรามาเทียบเคียงเป็น IQ แล้ว เด็กไทยเมื่อโตขึ้น ระดับ IQ จึงดูลดลง ทั้งที่ถ้าดูจากคะแนนดิบ เราจะพบว่าเด็กไทยสามารถทำแบบทดสอบถูกมากขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น แต่พอไปเทียบกับฝรั่ง ยิ่งอายุมากขึ้นเขาทำได้ถูกเร็วกว่าเรา เราตามเขาไม่ทัน ซึ่งอันนี้ผมว่าน่าเป็นห่วง เพราะส่วนหนึ่ง ตอนเกิดเราอาจจะไม่ได้ต่างมากก็ได้ แต่พอยิ่งผ่านไป เรากลับพัฒนาช้าลง”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/01-1.jpg" alt="" class="wp-image-100710" style="aspect-ratio:1.5026362038664323;width:780px;height:auto" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/01-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/01-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/01-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/01-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/01-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ร้อยละของจำนวนข้อสอบที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กอเมริกันที่มีระดับ IQ เท่ากับ 100</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>กล่าวโดยสรุปก็คือ <strong>เด็กไทยกลุ่มตัวอย่างมี ‘พัฒนาการด้านสติปัญญา’ ช้ากว่าเด็กชาวอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน</strong> ข้อค้นพบส่วนนี้ ไม่ได้บ่งบอกว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการหรือทักษะด้านสติปัญญาลดลง เมื่ออายุมากขึ้น แต่หมายความว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างจากชนบทของไทย ได้รับการพัฒนาด้านสติปัญญาหรือทักษะการแก้ปัญหาน้อยกว่าเด็กชาวอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รอยรั่วในระบบนิเวศการเรียนรู้: ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ฐานะ’ แต่วิธีการยังไม่ตอบโจทย์</strong></h3>



<p>“ส่วนจะเป็นเพราะสังคม ระบบการศึกษา หรืออะไร ผมยังบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันมาจากไหน แต่ก็น่าจะสะท้อนว่า โครงสร้างของเรายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเขา ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นที่โรงเรียน <strong>ที่ระบบการเรียนรู้ของเรา วิธีการเรียนรู้ของเรา ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเขา ไม่มีการกระตุ้นการคิดการวิเคราะห์ และทักษะอื่นๆ ที่ทำให้ความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น</strong> หรือส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นว่าครอบครัวเขาอาจจะส่งเสริมได้ดีกว่า”</p>



<p>จากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องก็น่าจะมาจากระบบการศึกษา ระบบการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้ รวมไปถึงการสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม</p>



<p>“ถ้าถามว่าเป็นเพราะเด็กฐานะยากจนหรือเปล่า ผมอาจจะตอบได้ไม่หมด แต่ถ้าพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างของเรา ซึ่งอาจจะไม่ได้รวยไปเลยแต่ก็ไม่ได้ยากจนทุกคน มาแยกออกเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจนมากๆ กับกลุ่มที่มีฐานะหน่อย แล้วนำมาดู สภาพก็ยังเหมือนกัน”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เจาะลึกถึงทักษะสมอง (EF): ขาด ‘การคิดยืดหยุ่น’ ปัญหาใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงผลสอบ PISA</strong></h3>



<p>นอกจากนี้ รศ.ดร.วีระชาติ ยังเปิดเผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลอีกชุดหนึ่ง นั่นคือ การประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) โดยใช้ Yellow Red Application ที่พบว่า แม้ค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบเพิ่มสูงขึ้นเมื่อกลุ่มตัวอย่างเรียนสูงขึ้น <strong>แต่หากเจาะลึกไปที่ ทักษะด้านการคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility) คะแนนของเด็กไทยกลุ่มตัวอย่าง มีค่าต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ</strong> การประเมินนี้ใช้การทดสอบผ่านเกม โดยในเกม Arrow ซึ่งเป็นเกมที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินทักษะการยั้งคิดไตร่ตรอง (inhibition) นั้นไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ในส่วนของเกม Triads ซึ่งเป็นเกมที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินทักษะด้านการคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility) กลับพบว่า คะแนนของเด็กไทยกลุ่มตัวอย่าง มีค่าต่ำกว่าเด็กชิลี มากขึ้นตามระดับชั้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า การศึกษาไทยสามารถพัฒนาทักษะด้านการคิดยืดหยุ่นให้กับผู้เรียนได้น้อยกว่าระบบการศึกษาของประเทศชิลี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-1.jpg" alt="" class="wp-image-100712" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ร้อยละของคะแนนจากเกม Arrow ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กชิลี</figcaption></figure></div>


<p></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="840" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-4-1400x840.png" alt="" class="wp-image-100704" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-4-1400x840.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-4-300x180.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-4-768x461.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-4-1536x922.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-4-750x450.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-4.png 1600w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /><figcaption class="wp-element-caption">ร้อยละของคะแนนจากเกมส์ Triads ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กชิลี</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“อันนี้ต้องบอกว่านี่คือการสำรวจในพื้นที่ภาคอีสานนะครับ ไม่ใช่ทั้งประเทศ มันก็อาจจะสะท้อนไปในทางว่า การเรียนรู้ของเด็กเราขาดเรื่องการมองปัญหายืดหยุ่น ที่จะแก้ปัญหาเวลามีการเปลี่ยนกติกา ซึ่งอาจจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับผลการทดสอบ IQ ว่ามันเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ของเราหรือเปล่า <strong>เรายังไม่ได้ปรับกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนที่จะทำให้เด็กได้คิดมากขึ้น ได้แก้ปัญหาอะไรที่มันแปลกใหม่ ซึ่งก็จะไปสอดคล้องกับผลการสอบ PISA อีกเช่นเดียวกัน</strong> เนื่องจากข้อสอบ PISA เป็นสิ่งที่เด็กไทยไม่เคยคิดมาก่อน โรงเรียนไม่เคยพูดถึง ครูไม่เคยพูดถึง โรงเรียนติวไม่เคยพูดถึง นั่นคือการฝึกเด็กให้มีทักษะการคิดที่มันกว้างขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ยังไม่มีหลักฐานนะครับ เพราะว่าหลักฐานเหล่านี้จริงๆ ก็ไม่ได้ง่ายเลยที่จะรวบรวม”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>10 ปีแห่งการตามติด: ตามหา ‘การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด’ เพื่อเปลี่ยนชีวิตเด็ก</strong></h3>



<p>ทั้งนี้ รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงที่มาของการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนในประเทศไทยว่า มาจากความสนใจของตนเองในเรื่องการพัฒนามนุษย์ และแรงบันดาลใจที่ได้จากงานวิจัยของ James J. Heckman ที่แสดงให้เห็นว่า <strong>“การพัฒนาคน ถ้าเริ่มตั้งแต่เด็กเล็กๆ จะมีความคุ้มค่ามาก”</strong></p>



<p>“สังคมอาจจะมองว่า เรารู้แล้วว่ามันคุ้มค่า แต่คำถามสำคัญคือ ต้องลงทุนหรือต้องทำอย่างไรให้มันคุ้มค่า ผมว่านั่นคือเป้าหมายหลักเลยที่ผมอยากจะทำ”</p>



<p>“เราทำโครงการวิจัยกับ กสศ. หลายชิ้นนะ แต่งานชิ้นหนึ่งที่สำคัญแล้วผมก็ทุ่มเทกับมันมาตลอด 10 ปี คือเราเก็บข้อมูลเด็กคนเดิมต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้วนะครับ ถามว่าทำไม เพราะความตั้งใจแล้วก็หวังว่าจะประสบความสำเร็จ คือเราอยากรู้ว่า จริงๆ แล้วการลงทุนแบบไหนที่มันเวิร์ก และมันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กบ้าง</p>



<p>เพราะฉะนั้นในระหว่างทางเราก็เก็บข้อมูลค่อนข้างเยอะ ว่าครัวเรือนเป็นยังไง พ่อแม่อยู่กันยังไง หย่าร้างไหม แต่งงานใหม่ไหม พ่อแม่อ่านหนังสือให้เด็กฟังไหม หรือคุณตาคุณยายอ่านให้เด็กฟังไหม ซื้อของเล่นให้เด็กไหม ทำอะไรบ้าง ในขณะเดียวกันอีกฝั่งหนึ่ง เราก็อยากรู้ว่า แล้วคุณลักษณะของเด็ก หรือพฤติกรรม หรือความสามารถของเด็กเป็นยังไง ซึ่งเราก็วัดหลายรูปแบบนะครับ ตั้งแต่ IQ , EF, Personality ซึ่งก็คือบุคลิกภาพนะครับ”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยังไม่สายเกินแก้: เริ่มต้นที่ ‘ห้องเรียน’ ด้วยการปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน</strong></h3>



<p>แม้ว่าผลสำรวจทั้ง IQ และ EF จะมีข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วง แต่ รศ. ดร.วีระชาติ มองว่ายังไม่สายเกินแก้</p>



<p>“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า IQ ไม่ใช่ทุกอย่าง IQ เป็นส่วนหนึ่ง ถามว่าสำคัญไหม ก็คงสำคัญแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวเท่านั้นที่สำคัญ อันนี้ต้องถอยครึ่งก้าวแล้วก็บอกว่าสิ่งอื่นก็สำคัญ แต่เผอิญว่าอันนี้เห็นชัดเจนว่ามันลด แล้วอย่างอื่นเราก็ยังไม่เห็นว่ามันดีขึ้นมาก เพราะฉะนั้น ถามว่าเป็นเรื่องสำคัญไหม ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญ และถ้ามองหลักฐานอื่นๆ ประกอบ ผมก็คงเชื่อว่าการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย น่าจะเป็นคำตอบที่เราคงต้องให้ความสำคัญมากขึ้น”</p>



<p>ในกรณีที่เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาช้ากว่าที่ควรจะเป็น รศ. ดร. วีระชาติ แนะนำแนวทางแก้ไขว่าต้องเริ่มจากการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน</p>



<p>“ผมว่าอันนี้พูดง่ายแต่ทำไม่ง่าย โดยเฉพาะที่โรงเรียนเป็นงานช้างพอสมควร เพราะว่าที่ผ่านมาก็มีความพยายามที่จะปรับกันเยอะ ถ้าให้ผมแนะนำ ผมก็จะบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำประกบกันไป ก็คือ การเก็บข้อมูลห้องเรียน เพราะถ้าจะปรับจริงๆ ต้องปรับกระบวนการที่เกิดขึ้นในห้องเรียน คือไม่ใช่แค่ประกาศนโยบาย <strong>เราต้องคาดหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าในห้องเรียน ครูสอนอย่างไร</strong> หลังจากนั้นก็ค่อยมาคุยกันว่าจะพัฒนาการศึกษาอย่างไร พัฒนาการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ติดอาวุธให้ ‘ครอบครัว’ และ ‘ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก’: จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้</strong></h3>



<p>ในส่วนของครอบครัว รศ. ดร.วีระชาติ เชื่อว่าครอบครัวไทยส่วนใหญ่สนับสนุนด้านการศึกษาเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว แต่อาจไม่มีความรู้มากพอในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเต็มศักยภาพ</p>



<p>“ต้องขอบคุณ กสศ. เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราทำการทดลองกับเด็กอายุประมาณเกือบ 3 ขวบก็เจอว่าได้ผลระดับหนึ่ง รอบนี้เรากำลังจะเริ่มทำกิจกรรม Parenting จริงๆ ที่จังหวัดขอนแก่น แต่กับเด็กที่อายุประมาณสัก 6-7 เดือนไปจนถึงขวบนิดๆ แล้วก็หวังว่าจะสามารถทำกิจกรรมนี้ไปได้สัก 2 ปี ปลายทางเราก็จะไปวัดผล ไปทดสอบว่าผู้ปกครองมีอะไรดีขึ้น และที่สำคัญคือเด็กมีอะไรดีขึ้นบ้าง”</p>



<p>ในมุมมองของ รศ. ดร.วีระชาติ การทำความเข้าใจปัญหาอุปสรรคของผู้ปกครองและส่งเสริมให้ตรงจุด จะเกิดประโยชน์โดยตรงกับผู้ปกครองและส่งผลต่อเด็กอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเด็กได้รับการเตรียมพื้นฐานที่ดีแล้ว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคือลำดับถัดไปที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง</p>



<p>“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาผมพยายามลงไปพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก็ต้องเรียนว่าผมไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกที่ที่ไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ ผมยังพอมีความหวังกับท้องถิ่นครับ ก็หวังว่าจะยังเป็นอย่างนั้นต่อไป และถ้าเราทำตรงนี้ให้ดี โอกาสที่ปัญหาจะเบาลง ผมว่าก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อย่าวิ่งหนีปัญหาที่ยาก: เพราะเด็กคืออนาคต การลงทุนนี้จึงไม่มีคำว่า ‘ไม่คุ้มค่า’</strong></h3>



<p>ถึงที่สุด แม้ว่าข้อค้นพบจากงานวิจัยหลายชิ้นจะสะท้อนปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาไทย และช่องโหว่ในระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก แต่ความร่วมมือกันอย่างจริงจังและมียุทธศาสตร์จะทำให้เราเติมเต็มช่องว่างนี้ให้เป็นฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในอนาคตได้</p>



<p>“เพราะเด็กคืออนาคตของผู้ใหญ่ คืออนาคตของประเทศ การลงทุนเรื่องนี้ไม่มีทางที่จะไม่คุ้มค่า แต่มันแค่ยากแค่นั้นเอง แล้วก็หวังว่าสังคมจะไม่วิ่งหนีปัญหาที่ยาก เราจะไม่พยายามทำแค่เรื่องง่ายๆ แล้วก็หวังว่าเราจะกลับมาให้ความสำคัญกับช่วงปฐมวัยเพิ่มมากขึ้น” รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง กล่าวทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-150326/">เจาะงานวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี: เมื่อเด็กไทยเรียนสูงขึ้น แต่ระดับสติปัญญา (IQ) กลับโตไม่ทันโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดรหัสการศึกษาไทยกับ วีระชาติ กิเลนทอง – ร่วมลดความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำ ผ่านการลงทุนในเด็กปฐมวัย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-policy-forum/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=weerachart-kilenthong-policy-forum</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Apr 2025 14:18:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92785</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาคือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ไม่มีใครปฏิเสธความจริงใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-policy-forum/">ถอดรหัสการศึกษาไทยกับ วีระชาติ กิเลนทอง – ร่วมลดความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำ ผ่านการลงทุนในเด็กปฐมวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาคือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ไม่มีใครปฏิเสธความจริงในข้อนี้ เพราะการศึกษาคือการลงทุนกับทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของสังคมอย่างทรัพยากรมนุษย์ เพื่อวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป</p>



<p>ทว่าถ้าพูดให้ถึงที่สุด ในมุมมองของ <strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> การลงทุนในการศึกษาเป็นอะไรที่ยิ่งลงทุนไว ยิ่งได้เปรียบ ดังนั้น เราไม่เพียงต้องลงทุนในการศึกษา แต่ควรลงทุนตั้งแต่ใน ‘เด็กปฐมวัย’ เพื่อวางรากฐานในการพัฒนาทุนมนุษย์ และยังเป็นการลงทุนที่เขามองว่า จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต่อไปในอนาคตด้วย</p>



<p>ทำไมเราต้องรีบลงทุนในเด็กปฐมวัย และเรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาพรวม 101 ชวนหาคำตอบผ่านบทสนทนากับ <strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ที่ศึกษาและทำเรื่องเด็กปฐมวัยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไล่เรียงตั้งแต่การลงทุนในเด็กปฐมวัย ไปจนถึงภาพใหญ่ของการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<p>หมายเหตุ<em>: </em>เก็บความบางส่วนและเรียบเรียงจากความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา<em> | 101 Policy Forum #24 </em>ออกอากาศในวันที่<em> 31 </em>มีนาคม<em> 2568</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e89bff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744084907_311129-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>ถ้าพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คุณจะนึกถึงเรื่องอะไร</strong></h3>



<p>ผมนึกถึงเรื่องคุณภาพ โดยเฉพาะเวลาผมลงพื้นที่แล้วเห็นบรรยากาศการเรียนรู้ของโรงเรียนขนาดเล็กเทียบกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมีทรัพยากรที่มากกว่า และทรัพยากรในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การมีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆ นะครับ แต่หมายถึงการดูแลเอาใจใส่ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพด้วย</p>



<p>ผมว่าปัญหาใหญ่และเป็นความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุด คือเรื่องคุณภาพการศึกษาหรือคุณภาพการเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกล ยังไม่นับเรื่องที่ภาครัฐทุ่มงบประมาณพัฒนาการศึกษาและพัฒนาครูในอัตราส่วนที่ไม่เท่ากันด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เราจะเห็นงานวิชาการหรืองานวิจัยหลายๆ เรื่อง ในฐานะคนที่ทำงานด้านการศึกษาโดยเฉพาะด้านเด็กปฐมวัย ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เรารู้อะไรบ้างแล้ว</strong></h3>



<p>หลายปีที่ผ่านมา ผมเริ่มหันมาสนใจเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย และไม่ได้เจาะจงแค่การเรียนนะครับ แต่ขยายไปถึงการพัฒนาเด็กผ่านผู้ปกครองของพวกเขาด้วย โครงการหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจและดูมีอนาคต คือ โครงการ ‘Parenting’ ที่ทำร่วมกับ กสศ. โดยเป็นโครงการที่ช่วยให้ผู้ปกครองพัฒนาและเรียนรู้วิธีทำกิจกรรมกับเด็กเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มที่&nbsp;</p>



<p>โครงการ Parenting จะใช้เครื่องมือจากต่างประเทศที่ได้รับการทดลองและพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีมาใช้ และเราจะทดลองดำเนินการที่ขอนแก่นภายในปีนี้ (2568)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่า ‘เครื่องมือ’ ดังกล่าวทำงานอย่างไร และจะช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้ปกครองอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เครื่องมือของเราจะระบุอย่างชัดเจนว่า จะส่งเสริมการทำงานระหว่างผู้ปกครองกับเด็กอย่างไร เช่น ถ้าจะส่งเสริมการอ่านหนังสือ เราก็นำหนังสือไปให้เขาและสอนว่า อ่านอย่างไรจึงจะสนุก หรือถ้าผู้ปกครองอยากต่อจิ๊กซอว์เล่นกับลูกหลานก็จะนำไปให้ เพราะเราเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านี้มีประโยชน์ และถ้าผู้ปกครองเชื่อตรงนี้ด้วย พวกเขาก็น่าจะเต็มใจและประสงค์จะนำกิจกรรมเหล่านี้ไปทำร่วมกับลูกหลานที่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง</p>



<p>เรายังร่วมกับ กสศ. เพื่อทำวิจัยและประเมินด้วยว่า การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้เด็กดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน และมีอุปสรรคอะไรบ้าง เพราะว่าถ้าเราประสบความสำเร็จในเรื่องนี้และผู้ปกครองเรียนรู้วิธีที่จะนำไปใช้ได้ ผมว่ามันมีอนาคตที่ดีและจะขยายผลไปได้อย่างรวดเร็วนะ ลองคิดสิว่า ถ้าในอนาคต เราขยายความร่วมมือกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ จะช่วยได้มากทีเดียว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีประเทศไหนบ้างที่มีการทำกิจกรรมกับผู้ปกครองของเด็ก และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่ออีกได้ด้วย</strong></h3>



<p>มีหลายประเทศที่ทำแบบนี้นะครับ แต่ถ้าเอาใกล้ๆ เราก็คือประเทศจีน ที่มีโครงการ China REACH ซึ่งทำในมณฑลยากจนของจีน ซึ่งจะมีคนท้องถิ่น คล้ายๆ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ไปทำกิจกรรมร่วมกับผู้ปกครองหรือไปเยี่ยมบ้านทุกสัปดาห์ แต่ละครั้งก็จะนำกิจกรรมใหม่ๆ ไปด้วย เช่น อ่านหนังสือ ต่อจิ๊กซอว์หรือต่อบล็อก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้งสิ้น</p>



<p>ทางจีนทำโครงการนี้อยู่ประมาณสองปีและพบว่าได้ผลค่อนข้างดี ทั้งในแง่ของการขยายผลโครงการและความร่วมมือจากคนในท้องถิ่น ทำให้เรามั่นใจด้วยเช่นกันว่า จะสามารถทำโครงการแนวนี้และขยายผลต่อไปได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้ามองในภาพรวม ทำไมเราต้องเร่งรัดหรือพัฒนาเด็กปฐมวัยเรื่องนี้จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือช่วยสนับสนุนการศึกษาในภาพรวมได้อย่างไร</strong></h3>



<p>ผมขอกล่าวถึงงานวิจัยของศาสตราจารย์ เจมส์ เจ เฮ็คแมน (Jame J. Heckman) ที่ช่วยอธิบายว่า ทำไมเราต้องเร่งพัฒนาเด็กปฐมวัย&nbsp;</p>



<p>เรามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เด็กอาศัยฐานเก่าเพื่อไปเรียนเรื่องใหม่ และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะถ้าเด็กไม่ได้รับการพัฒนาหรือไม่มีฐานที่มั่นคง เพื่อถึงจุดหนึ่ง เขาจะเรียนไม่รู้เรื่องหรือมองว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการเรียนอีกต่อไป ตรงนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบมากกว่าที่ควรจะเป็น</p>



<p>เพราะฉะนั้น ถ้าเราเร่งรัดพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ทำให้เขาเติบโตมาโดยมีทักษะที่ดี ผมว่านั่นเป็นอนาคตของเราและจะช่วยแก้ปัญหาที่จะตามมาภายหลังได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-205cfa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744084923_010774-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณมองว่านโยบายใดเป็นนโยบายที่ไม่ควรเลิกดำเนินการ หรือมีนโยบายใหม่ๆ ที่เราควรจับตามองไหม</strong></h3>



<p>ผมว่าความรู้หรือทักษะพื้นฐานยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่ แต่ถ้ามองในไปถึงในแง่ทักษะทางสังคม (soft skill) สิ่งหนึ่งที่เราอยากเห็นมากขึ้นคือ การที่ผู้เรียนพร้อมจะเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะในอนาคตจะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่เด็กไม่มีพื้นฐานมากพอที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะในอนาคต ไม่ว่าจะทำอะไร อาชีพไหน คุณก็ต้องปรับตัว</p>



<p>เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะช่วยให้เด็กปรับตัวได้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง มันเป็นเรื่องของคาแรกเตอร์หรือการปลูกฝังจากสถานศึกษาที่จะทำให้เยาวชนอยากเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เพื่อสอบ แต่ต้องการและพร้อมที่จะแสวงหาความรู้ ผมว่านี่แหละคือความท้าทายที่ไม่ง่ายและเรายังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เท่าที่ฟังดูเรามีความพยายามด้านการพัฒนาการศึกษา หรือปรับใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง คุณคิดว่าภาคนโยบายเป็นอย่างไร ได้หยิบยกหรือนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปปรับใช้บ้างไหม</strong></h3>



<p>เท่าที่ผมได้ทำเรื่องการศึกษาปฐมวัยกับ กสศ. มา ผมคิดว่าหน่วยงานภาครัฐเริ่มให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการศึกษาปฐมวัยมากขึ้น รวมถึงนำไปขยายผลแล้ว แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าระบบรัฐมีความเทอะทะและยากที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ได้ และก็ต้องใช้เวลาด้วย&nbsp;</p>



<p>ส่วนตัวผมไม่ค่อยมีความหวังกับหลักสูตรนะ เพราะผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นในห้องเรียน คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ครูเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้ หลักสูตรก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง แต่การปรับพฤติกรรมหรือสร้างแรงจูงใจให้ครูตอบสนองได้ดีขึ้นก็เป็นเรื่องใหญ่อยู่ รวมถึงเรื่องที่ว่า จะทำอย่างไรให้มีคนนำหลักสูตรไปปฏิบัติหรือใช้จริง ผมว่านี่แหละเป็นปัญหาระยะสั้นที่เรากำลังเผชิญอยู่ตลอดเวลา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เท่ากับว่าเราไม่มีแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือใดที่จะนำงานวิชาการมาเชื่อมกับระดับนโยบายเลยหรือ</strong></h3>



<p>ผมก็ไม่แน่ใจนะ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสิ่งที่ว่าต้องเป็นอย่างไร (หัวเราะ)</p>



<p>เท่าที่ผมทำงานกับ กสศ. มา ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องชื่นชมทาง กสศ. คือการมีวิธีสื่อสารที่หลากหลาย บางทีนำงานวิจัยมาย่อยแล้วสื่อสารออกไปก็มี ผมว่าสารก็ไปถึงผู้รับระดับหนึ่งนะ แต่เขาจะสนใจไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง</p>



<p>งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมเคยทำกับ กสศ. และสร้างผลตอบรับได้ค่อนข้างเยอะคือ&nbsp;<a href="https://www.eef.or.th/publication-evidence_based_policy/?fbclid=IwY2xjawIXk2NleHRuA2FlbQIxMAABHa94gx1FOXmFQLdgc278TClzAr2MY4ZsEAaQABqRzt44EULs5CN0pv98Ww_aem_cMX9aJDWFT8n_Cmh394KIg">PISA for Schools</a>&nbsp;เราพบว่า เด็กที่มีทักษะตั้งแต่ชั้นประถมดีก็มีโอกาสทำคะแนน PISA ได้ดี เท่ากับว่า ถ้าเราอยากให้ประเทศเรามีคะแนน PISA ดี ก็ควรจะโฟกัสตั้งแต่ชั้นประถม แต่ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้ยินเรื่องนี้เลย สิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องพยายามคือการโฟกัสไปที่เด็กเล็กหรือเด็กประถม ตรงนี้จะมีประโยชน์นานาประการเพราะเป็นรากฐานที่เราจะนำไปใช้ต่อได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีคนพูดถึงแนวคิดคูปองการศึกษา</strong><strong>&nbsp;(school voucher)&nbsp;</strong><strong>คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมสนใจเรื่องนี้นะ เพราะปัจจุบัน ปัญหาหนึ่งคือคนที่มีทรัพยากรและต้องตัดสินใจไม่ใช่คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เพราะคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ผู้ปกครองและเด็ก แต่พวกเขากลับไม่ใช่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือบอกว่าทรัพยากรจะไปลงที่ไหน</p>



<p>เพราะฉะนั้น คูปองการศึกษาเป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อเพิ่มบทบาทและอำนาจในการตัดสินใจ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมีอำนาจการตัดสินใจให้มากที่สุด นอกจากนี้ โรงเรียนจะต้องตอบสนองกับเรื่องนี้ด้วยและทำให้ตนเองมีคุณภาพมากขึ้น นั่นแหละคือแนวคิดของคูปองการศึกษา</p>



<p>แต่ปัจจุบัน เรายังไม่เคยทดลองใช้ตรงนี้เลย ผมว่าเราควรทดลองใช้มากขึ้น จากนั้นจึงประเมินผลและเรียนรู้วิธีการที่จะนำไปดำเนินการต่อด้วย </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3d563"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744084938_596043-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าแนวคิดนี้จะสนับสนุนการศึกษานอกระบบไหมหรือจริงๆ การศึกษาในระบบก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน</strong></h3>



<p>จริงๆ ผมอยากเห็นการศึกษาในระบบเป็นแบบนี้ ผมว่าจุดอ่อนของการศึกษาในระบบคือการไม่มีทางเลือก เราอยากให้ผู้ปกครองมีบทบาทและทางเลือก ส่งเสียงไปถึงโรงเรียนได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากทั้งหมดที่คุยกันมา คุณประเมินสถานการณ์ตอนนี้อย่างไร คิดว่าในอนาคตข้างหน้า เราจะดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างไร หรือลงทุนด้านไหน</strong></h3>



<p>ผมยังคิดว่าเราควรฝากความหวังไว้กับผู้ปกครองนะ ทุกคนรู้แหละว่าครอบครัวและผู้ปกครองสำคัญ แต่เราเริ่มเรียนรู้แล้วว่า เรามีเครื่องมือที่มีศักยภาพเพียงพอเพื่อให้ผู้ปกครองนำไปใช้ได้ อย่างแรกที่เราเริ่มทำและหวังจะให้เกิดขึ้นคือ การพัฒนาทักษะของผู้ปกครองให้สามารถทำกิจกรรมร่วมกับลูกหลานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีคนพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ ผมว่าการกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือกระจายไปให้ถึงผู้ปกครอง เช่น ทำให้ผู้ปกครองมีบทบาทกับโรงเรียนที่มากกว่าการเป็นคณะกรรมการของโรงเรียน ให้บทบาทเขาในการดูแลและติดตาม ซึ่งจะทำให้โรงเรียนต้องปรับตัวด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-policy-forum/">ถอดรหัสการศึกษาไทยกับ วีระชาติ กิเลนทอง – ร่วมลดความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำ ผ่านการลงทุนในเด็กปฐมวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=education-restructuring-for-equity-2025</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2025 07:39:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[จูสตีน ซาส]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91218</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/">เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่งถูกซ้ำเติมเมื่อโลกผันผวน ซับซ้อน และเผชิญวิกฤตอย่างโรคระบาดที่ถาโถมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผนวกกับโครงสร้างสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือเรากำลังเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ ที่จำนวนเด็กเกิดน้อยลงนำมาสู่วัยแรงงานที่ลดลง และจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น</p>



<p>ยังมินับอีกว่า เมื่อพูดถึงการศึกษา เราไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเด็ก แต่เรากำลังมองถึงระบบนิเวศของการศึกษาทั้งหมด ทั้งสภาพแวดล้อม โรงเรียน ผู้สอน ไปจนถึงครอบครัวที่อยู่รายล้อมเด็ก ซึ่งหลายครั้งส่งผลกระทบกับตัวเด็กไม่แพ้ระบบโครงสร้างใหญ่</p>



<p>ทั้งหมดนี้ทำให้ปัญหาการศึกษาไทยยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกัน นี่เป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องเร่งแก้ไข เพราะอย่างที่เราทราบกันดี การศึกษาคือรากฐานสำคัญ คือจุดเริ่มต้นการสร้างทรัพยากรมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางตามที่มุ่งหมายไว้</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะล่าช้าและปล่อยให้เด็กแม้แต่เพียงคนเดียวต้องร่วงหล่นจากตาข่ายความคุ้มครองทางการศึกษาไป – คำถามสำคัญคือเราควรทำอย่างไร มีทิศทางไหนบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยหลุดพ้นจากกับดักความเหลื่อมล้ำนี้ได้</p>



<p>101 ชวนสำรวจ<a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/equity_forum_2025.pdf?fbclid=IwY2xjawIXk91leHRuA2FlbQIxMAABHYh5HyFwGr9h7VUwSvKKoHM6v00oXY--oBIF8E2l7Nbmb-Xkv3xFCCUe2g_aem_XxZVicH8EctkR1X1fnS8SQ" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 และทิศทางในปี 2568</a>&nbsp;และวงเสวนาเชิงนโยบายเพื่อร่วมหาทิศทางก้าวต่อไปของการศึกษาไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้การศึกษาเหมาะสม ครอบคลุม และยืดหยุ่น เป็นการศึกษาของทุกคนอย่างแท้จริง</p>



<p><em>หมายเหตุ:&nbsp;เก็บความบางส่วนจาก&nbsp;</em><a href="https://www.facebook.com/share/v/19t5cYu7ZG/" target="_blank" rel="noopener" title=""><em>Equity Forum 2025&nbsp;ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</em></a><em>&nbsp;ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1</strong><br><strong>อ่านสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาใน 3 มิติ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-312eb6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525299_828166-the101world-1200x800-1.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">จูสตีน ซาส</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาคือ ‘การลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุด – จูสตีน ซาส</strong></h3>



<p>“ยูเนสโก (UNESCO) เชื่อว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์และเป็นปัจจัยในการสร้างความยุติธรรมทางสังคม อีกทั้งยังช่วยลดความยากจนและแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ทั่วโลก” ข้างต้นคือคำกล่าวนำจาก<strong>&nbsp;จูสตีน ซาส</strong>&nbsp;หัวหน้าฝ่าย Education for Inclusion and Gender Equality องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ (กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) พร้อมทั้งกล่าวถึงคำถามสำคัญของการทำ<em>รายงานฉบับพิเศษ</em><em>:&nbsp;</em><em>สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568</em>&nbsp;ว่า “หากสิทธิการศึกษา<em>ไม่ได้รับการเติมเต็ม</em>จะเกิดต้นทุนอะไรกับประเทศบ้าง”</p>



<p>จูสตีนฉายภาพให้เห็นต่อว่า รายงานฯ ทำการศึกษาเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและเด็กที่ไม่มีทักษะขั้นพื้นฐาน โดยศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคล รัฐบาล ศึกษาความแตกต่างระหว่างเด็กชายและหญิง รวมถึงศึกษาผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ อาชญากรรม</p>



<p>“ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนและยังขาดทักษะพื้นฐานสำคัญ อาทิ การอ่าน ทักษะทางสังคมและอารมณ์” จูสตีนกล่าว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มุ่งจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และถ้าไม่บรรลุจะทำให้เกิดต้นทุนมหาศาล หรือที่เรียกว่า ‘ต้นทุนจากการเพิกเฉย’ ตามมา</p>



<p>ถ้าเราตั้งเป้าโดยมีการบรรลุ SGDs เป็นหมุดหมายสำคัญ จูสตีนฉายภาพว่า หากเรายังอยู่กันแบบนี้ต่อไป ภายใน ค.ศ. 2030 (ซึ่งเป็นปีที่ตั้งเป้าหมายว่าจะบรรลุ SDGs) เศรษฐกิจทั่วโลกจะสูญเสียเงินหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการประมาณว่าต้นทุนที่เกิดกับบุคคลจะสูงถึง 9 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐาน และ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ต้นทุนภาครัฐจะสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ และต้นทุนทางสังคมในแต่ละปีจะสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐและ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ</p>



<p>“ในภาพรวม ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะสูญเสียไปจากการที่เด็กมีทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ”</p>



<p>ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่เป็นจำนวนเงินเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ อาทิ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การก่ออาชญากรรม หรือกลุ่มเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม ดังนั้น รัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศที่จะมอบทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดการบรรลุ SDGs จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนมหาศาลที่เกิดจากการเพิกเฉยตรงนี้เอาไว้ด้วย</p>



<p>“เราต้องลงทุนในระบบการศึกษาให้มากขึ้นอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตของเด็กและอนาคตของพวกเราทุกคน”</p>



<p>นอกจากข้อมูลเฉพาะตรงส่วนนี้แล้ว ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกหลายประการ อาทิ ประเด็นเรื่องเพศสภาพ กล่าวคือเพศชายมีแนวโน้มจะมีออกจากระบบการศึกษาก่อนกำหนดและขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าเพศหญิง เพราะจำนวนผู้ชายที่อยู่นอกระบบทั่วโลกมีมากกว่า ยกเว้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของสะฮาราที่มีจำนวนผู้หญิงสูงกว่า</p>



<p>“ถ้าพูดรวมๆ สัดส่วนของผลกระทบต่อ GDP ที่ถูกคาดการณ์ไว้ (forecast) จะสูงในซีกโลกใต้ที่มีสัดส่วนเด็กที่ขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ”</p>



<p>ผลจากรายงานฯ ชี้ชัดว่า กลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจคือ การลงทุนในการศึกษา เพราะเพียงแค่ลดสัดส่วนเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดและมีทักษะขั้นพื้นฐานต่ำเพียงร้อยละ 10 จะเพิ่ม GDP ได้ถึงร้อยละ 1-2 ต่อปี</p>



<p>ทั้งหมดนำมาซึ่งข้อสรุปของจูสตีนว่า ประเทศต่างๆ ลงควรลงทุนเรื่องการศึกษาและพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ อาทิ การจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ รวมไปถึงการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัยเพื่อวางรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงข้อมูลการวิจัยเพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนต่อไป</p>



<p>“การศึกษาเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งต่อบุคคล เศรษฐกิจ และโลกของเรา” จูสตีนเน้นย้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f523b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525276_857096-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สร้าง ‘โอกาส’ ทางการศึกษาให้เด็ก เพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย – ไกรยส ภัทราวาท</strong></h3>



<p>“หลายคนคงเคยเห็นข่าวว่า เด็กและเยาวชนในช่วงนี้เกิดแค่ประมาณ 460,000 คน ถามว่าน้อยแค่ไหน ในช่วงประมาณ ค.ศ. 1983 เรามีเด็กไทยเกิดราวหนึ่งล้านคน แต่ตอนนี้เด็กจำนวนมากหายไป และจากการประเมินพบว่า สัดส่วนเด็กเกิดใหม่ในอนาคตจะน้อยลงเรื่อยๆ”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;ผู้จัดการ กสศ. กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลงสวนทางกับฐานประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งความท้าทายว่า หากไทยมีเป้าหมายคือการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมุ่งหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง หนทางเดียวที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ภายใต้โครงสร้างประชากรในปัจจุบันคือ เด็กและเยาวชนไทยต้องมีผลิตภาพ (productivity) เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และการจะสร้างผลิตภาพได้ต้องมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาค</p>



<p>“เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตร้อยละ 7 ต่อปีก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ขยับลงมาเหลือร้อยละ 5 และปรับฐานลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และมาโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นอาการที่เกิดกับประเทศรายได้ปานกลางทั่วโลก”</p>



<p>หากจะตั้งเป้าหมายก็จำเป็นจะต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย – ไกรยสชี้ให้เห็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของไทยซึ่งเป็นประชากรวัยเรียนอายุ 3-24 ปีทั้งในและนอกระบบการศึกษา โดยจากการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีประมาณ 1.9 ล้านคนที่ได้รับเงินอุดหนุน และหลายหน่วยงานพยายามตรึงวงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบด้วยวิธีต่างๆ พร้อมทั้งหาทุนเพื่อส่งเด็กเติบโตไปสู่การศึกษาสูงสุดตามศักยภาพ</p>



<p>อีกกลุ่มหนึ่งคือเด็กนอกระบบการศึกษาซึ่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทว่าประเด็นสำคัญที่ไกรยสชี้ให้เห็นคือ การออกนอกระบบการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ยังมีปัจจัยเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม หนึ่งในความท้าทายสำคัญจึงเป็นการพาเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษาและเติบโตไปทำงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป</p>



<p>ทว่าอย่างที่เราทราบกันดี ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเรื้อรัง ท้าทาย และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กที่ถูกจัดให้เป็นเด็กยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคน สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อีกทั้งยังมีเยาวชนจำนวนหนึ่งที่ต้องการโอกาสคุ้มครองเพื่อไม่ให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>นอกจากนี้ การเยี่ยมบ้านเด็กๆ กลุ่มนี้ชี้ให้เห็นว่า มีเด็กเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 42) ที่พ่อแม่หย่าร้าง แยกกันอยู่ สูญเสียพ่อแม่ ไปจนถึงไม่รู้จักหน้าพ่อแม่หรือโดนทอดทิ้งแต่เด็ก หลายครอบครัวเป็นครอบครัวแหว่งกลาง มีสมาชิกหลายคน หรือมีภาวะพึ่งพิง (อยู่กับผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี ผู้พิการ หรือผู้ว่างงาน) โดยไกรยสชี้ว่า สถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานเพื่ออนาคตประเทศไทย ดังนั้น นอกจากเรื่องทางเศรษฐกิจแล้ว ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยดูแลครอบครัวเหล่านี้ด้วย</p>



<p>“ในครัวเรือนยากจนพิเศษ สมาชิกส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา ถ้ามีใครสักคนเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ได้ เขาจะเป็นคนแรกในหลายเจเนอเรชันที่จบสูงกว่าประถม และน้อยกว่านั้นที่จบปริญญาตรีได้ แต่ถ้าทำได้ก็เป็นหลักฐานว่า ครัวเรือนเหล่านี้จะออกจากความยากจนข้ามรุ่นได้”</p>



<p>เมื่อขยับมาที่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่อย่างเด็กออกนอกระบบการศึกษา ไกรยสชี้ว่าในปัจจุบันเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาสังกัดต่างๆ มีมากถึง 9.8 แสนคน แต่ในปีที่ผ่านมามีเด็กราว 3 แสนคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กก่อนวัยเรียน ทว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เด็กออกจากระบบการศึกษาเกิดจากปัจจัยมากมาย อีกทั้งแม้จะมีเด็กกลับเข้าไปได้ ก็ยังมีเด็กที่หลุดออกจากระบบมาเรื่อยๆ อยู่</p>



<p>“ถามว่าทำไมพวกเขาไม่กลับเข้าระบบการศึกษา” ไกรยสเริ่มตั้งคำถาม ก่อนจะตอบด้วยคำตอบที่เรียบง่ายที่สุดคือ ‘ค่าใช้จ่ายที่สูง’ ทว่าไม่ใช่เพียงแค่นั้น แรงจูงใจก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะหากในครัวเรือนของเด็กไม่เคยมีใครเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยเลย ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระตรงนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดแรงงานมีทักษะ (skilled labour) รวมถึงผลักดันให้มหาวิทยาลัยหรือหน่วยจัดการเรียนรู้ต่างๆ สร้างรายได้ที่ตลาดแรงงานตอบรับได้ให้ขยับขึ้นมา พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ พยายามอุดช่องว่างพร้อมกับดึงรายได้ที่ตลาดแรงงานพร้อมจ่ายให้สูงขึ้น</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ปัญหาสองข้อของไกรยส&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือการเชื่อมโยงข้อมูล กล่าวคือเมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลักของเด็กอยู่ก่อนแล้ว ก็ควรมีการเชื่อม API ระหว่างหน่วยงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กได้รับสวัสดิการต่างๆ ตามที่รัฐจัดสรร อีกทั้งยังเป็นการสร้างหลักประกันทางการศึกษาและไม่จำเป็นต้องสร้างหน่วยงานใหม่ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน</p>



<p>และ&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือพาสปอร์ตการเรียนรู้ (learning passport) เพราะเด็กในวันนี้มีแนวคิดทางการศึกษาที่หลากหลายกว่าคนรุ่นก่อน ไกรยสจึงเสนอว่า หากมีระบบที่เด็กคนหนึ่งสามารถเดินทางไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลายและเลือกเรียนรู้ และสามารถเชื่อมโยงหน่วยกิตเข้าด้วยกันเป็นใบแสดงผลการศึกษาใบเดียว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้แบบใดหรือการเรียนรู้แบบไหน กำแพงการศึกษาที่สูงหนามหาศาลจะหายไป</p>



<p>“การศึกษาที่เสมอภาคคือการลงทุน ไม่ใช่การสงเคราะห์” ไกรยสทิ้งท้าย “และข้อมูลรายบุคคลที่ดีขึ้นจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพการศึกษาได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5071b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525288_591122-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยกระดับ ‘คุณภาพ’ การศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม – วีระชาติ กิเลนทอง</strong></h3>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนหรือโอกาส แต่ ‘คุณภาพ’ คืออีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่ไม่ควรหายไปจากระบบการศึกษา โดย&nbsp;<strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นำข้อเสนอ<a href="https://www.eef.or.th/publication-evidence_based_policy/?fbclid=IwY2xjawIXk2NleHRuA2FlbQIxMAABHa94gx1FOXmFQLdgc278TClzAr2MY4ZsEAaQABqRzt44EULs5CN0pv98Ww_aem_cMX9aJDWFT8n_Cmh394KIg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">แนวทางการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านข้อค้นพบจากผลทดสอบ The PISA-Based Test for Schools (PTBS)</a>&nbsp;ที่มีความคล้ายคลึงกับการสอบ PISA ใหญ่ (ซึ่งเป็นการทดสอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)) และ OECD ประเมินแล้วว่ามีความเทียบเคียงกันได้</p>



<p>การทดสอบ PTBS เก็บข้อมูลจาก 16 จังหวัด 150 โรงเรียน ในช่วงปลาย ค.ศ. 2023 ถึงต้น ค.ศ. 2024 ทดสอบเด็กที่มีอายุ 15 ปี รวม 5,683 คน รวมถึงสอบถามข้อมูลกับผู้ปกครองและมีเครื่องมือวัดที่มีเกมเป็นฐาน (game-based) ให้เด็กได้เล่นทดสอบการบริหารความสามารถทางสมอง (executive functions: EF)</p>



<p>วีระชาติฉายภาพว่า หากดูคะแนนสอบ PISA ของเด็กไทยจะพบว่าคะแนนลดลงเรื่อยๆ ยกเว้นใน ค.ศ. 2012 ที่มีการเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสาธิตฯ และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยมากกว่าปกติ ขณะที่การทดสอบ PTBS จะมีคะแนนต่ำกว่า PISA ใหญ่ ซึ่งมองมุมหนึ่งอาจจะไม่ได้น่าประหลาดใจนัก เนื่องจากทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงเนื่องยังแก้ปัญหาเรื้อรังที่มาจากโควิด-19 ไม่ได้</p>



<p>“สิ่งหนึ่งที่ PISA ทำได้ดีและน่าสนใจคือการจัดระดับ (level) ของเด็ก โดยระดับ 1 ก็คือพื้นฐานมากๆ ต้องทำได้ทุกคน เข้าใจอะไรง่ายๆ จากนั้นแต่ละระดับจะขยับเกณฑ์ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าสนใจคือ ในระดับที่สูงจะเน้นคีย์เวิร์ดอยู่ 2-3 คำ คือ ‘ซับซ้อน นามธรรม ไม่คุ้นชิน’” วีระชาติกล่าว “ผมว่านั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ทักษะขั้นสูง คือคนที่มีจะสามารถแก้ปัญหาหรือทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เห็นอะไรใหม่ๆ ก็สามารถทำได้ รวมถึงสามารถคิดและเข้าใจปัญหาที่เป็นนามธรรมได้”</p>



<p>“สำหรับผม นี่คือหัวใจของ PISA คือเขาสนใจการคิดวิเคราะห์ พูดง่ายๆ คือไม่ได้สนใจแค่การนำไปใช้ แต่สนใจการนำไปใช้ที่มีความซับซ้อน นามธรรม และไม่คุ้นชิน”</p>



<p>หากให้สรุปจากผลการทดสอบ วีระชาติชี้ว่าเด็กที่ยังอยู่ในระดับสีแดง (ระดับ 1 2 และ 3) มีจำนวนเยอะพอสมควร โดยเฉพาะในระดับที่ 1 ซึ่งนำไปสู่ความท้าทายทางนโยบายในการลดเปอร์เซ็นต์เด็กกลุ่มนี้ลง</p>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมผลการทดสอบ PBTS น้อยกว่าผลการสอบ PISA คำตอบง่ายๆ คือ ไทยมีเด็กยากจนมากกว่า โดยวีระชาติแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม (ยากจน ค่อนข้างจน ค่อนข้างรวย และรวย) จากนั้นจึงสร้างกราฟเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนอยู่ตรงไหนบ้าง ผลพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจนจะมีจำนวนเยอะที่สุด</p>



<p>“ตรงนี้บอกเราได้ว่า เศรษฐฐานะและฐานะทางครัวเรือนมีผลมาก ที่น่าสนใจคือเศรษฐฐานะที่มีผลต่อเด็กตอนเขาอายุ 15 ปีอาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ตอนนั้นของเขา แต่ย้อนกลับไปคือตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็ก โดยผมมีหลักฐานทางอ้อมที่จะแสดงให้เห็นว่า เราควรนำทรัพยากรกลับไปยังเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาเพื่อช่วยแก้ปัญหาสมรรถนะ PISA ของเรา”</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น วีระชาติชี้ว่า การเปรียบเทียบกับความจนกับความรวยของเด็กไม่ใช่แค่ว่า เด็กที่ฐานะร่ำรวยกว่าสองเท่าจะมีคะแนนสูงกว่าเด็กที่มีฐานะยากจนกว่าสองเท่า แต่อาจจะเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเลยก็เป็นได้ เท่ากับว่า ความเหลื่อมล้ำของเศรษฐฐานะจะถ่างความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะออกไปให้มากขึ้น คนที่ได้เปรียบจะเป็นคนรวย ยิ่งรวยยิ่งก้าวกระโดด ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การจะแก้ปัญหาตรงนี้จะต้องลดช่องว่างและทำให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้เพื่อทำให้ฐานะรวยหรือจนมีผลต่อสมรรถนะลดลง</p>



<p>อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเชื่อมผลคะแนน PISA กับการสอบ O-NET ตอนประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเปรียบเทียบเด็กสองคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและร่ำรวย แต่มีคะแนน O-NET เท่ากัน เท่ากับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะไม่ได้มาจากคะแนน O-NET และเมื่อดูผลที่เกิดขึ้น วีระชาติตีความว่า ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากการสอบ PISA เกิดขึ้นตั้งแต่การสอบ O-NET แล้ว คือปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และส่งผลมาถึงตอนที่เด็กอายุ 15 ปีและทำการทดสอบ PISA</p>



<p>อย่างไรก็ดี วีระชาติชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจในการสอบ PISA กล่าวคือ PISA จะมีแบบทดสอบที่ถามเด็กเกี่ยวกับสภาพห้องเรียนว่า มีความเรียบร้อยหรือมีความวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวีระชาติมองว่า เป็นตัวแปรที่เป็นประโยชน์มากและอาจพิจารณาเพิ่มเข้าไปในการสอบ O-NET ด้วย</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อ&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;วีระชาติเสนอว่าการยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการพัฒนา&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือการให้ความสำคัญกับเด็กที่มีระดับสมรรถนะระดับที่หนึ่ง (ต่ำสุด) ซึ่งมีจำนวนมาก โดยวีระชาติเสนอให้เน้นที่เด็กกลุ่มนี้โดยการพัฒนาและหาทรัพยากรที่จะช่วยให้เขามีสมรรถนะที่สูงขึ้นได้</p>



<p>“ถ้าเราช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้ เราจะยกระดับทั้งประเทศขึ้นไปได้”<strong></strong></p>



<p><strong>ข้อที่สาม</strong>&nbsp;ในฐานะนักวิชการ วีระชาติเน้นถึงประเด็นที่กล่าวไปแล้วว่า การสอบ O-NET อาจจะพิจารณาเพิ่มคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบ (เหมือนอย่างการสอบ PISA) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การเรียนรู้ด้วย และ&nbsp;<strong>ข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;และเป็นประเด็นเดียวกับไกรยสคือ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำความเข้าใจการกระทำและระบุปัญหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ดี วีระชาติทิ้งท้ายไว้ว่า แม้จะใช้การสอบ PISA หรือ O-NET มาทดสอบหรือทำการศึกษา ก็ไม่ได้หมายความว่าการสอบทั้งสองอย่างนี้หรืออย่างใดอย่างหนึ่งจะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการยกระดับคะแนน แต่เป็นการทำให้ทุกคนมีทุนมนุษย์ที่ดี ประสบความสำเร็จในการทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>2</strong><br><strong>มุมมองนโยบาย การศึกษาไทยควรไปทิศทางไหนในปี 2568</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-520684"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525255_187526-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>ตั้งเป้าหมายการศึกษาไทย</strong><strong>&nbsp;‘</strong><strong>เรียนดีมีความสุข และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong><strong>’</strong><strong>– สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong></h3>



<p>แม้ที่ผ่านมา เรามักจะเห็นข่าวเด็กไทยคว้ารางวัลหรืออยู่ในลำดับต้นๆ ของการแข่งขันทางวิชาการอยู่เสมอ แต่ในมุมมองของ&nbsp;<strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong>&nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ปัญหาสำคัญของการศึกษาอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ และประเด็นสำคัญที่ผูกโยงอยู่กับเรื่องนี้คือ งบประมาณ</p>



<p>“ผมคิดว่ารัฐควรลงทุนในการศึกษาให้มากกว่านี้” สิริพงศ์กล่าว ก่อนจะยกตัวอย่าง ‘นโยบายเรียนฟรี’ ที่มักถูกตั้งคำถามว่าเรียนฟรีจริงหรือไม่ ในเมื่อผู้ปกครองยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณกับอุดหนุน</p>



<p>แม้จะมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ที่ผ่านมา หัวเรือใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองนโยบาย ‘เรียนดีมีความสุข’ เนื่องจากความเชื่อที่ว่า สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนรู้ทีดี่จะอำนวยให้การเรียนดีตามไปด้วย จึงมีความพยายามหลายอย่าง อาทิ การปรับปรุงห้องน้ำตามนโยบายสุขาดีมีความสุข ซึ่งมาจากผลสำรวจของเด็กกว่า 90% ที่อยากให้มีการปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน</p>



<p>“เราจะเห็นว่า ศธ. ได้รับเงินอุดหนุนสูงเป็นอันดับ 1 มาตลอด แต่เราถูกตัดงบบ้างจนเหลือแค่ร้อยละ 15 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนอีกร้อยละ 85 คือบุคลากร แต่ถึงจะมีสัดส่วนสูงขนาดนี้เราก็ต้องยอมรับว่า เรายังดูแลบุคลากรทางการศึกษาได้ไม่ดีเท่าที่ตั้งใจไว้ ส่วนอีกร้อยละ 15 ที่ว่าก็มีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกด้าน เพราะฉะนั้น งบประมาณมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้”</p>



<p>อย่างไรก็ดี แม้จะมีทรัพยากรจำกัด แต่สิริพงศ์ยืนยันถึงแนวทางการมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้ได้ดีที่สุด โดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงยังมีการดำเนินนโยบายต่างๆ อาทิ&nbsp;<a href="https://flexiblelearning.eef.or.th/creditbanksystem/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ธนาคารหน่วยกิต</a>&nbsp;หรือโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ที่จะช่วยทำให้การเรียนการสอนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล (personalized) มากขึ้น</p>



<p>อีกหนึ่งก้าวที่ยิ่งใหญ่คือการปรับหลักสูตร หลังจากที่ผ่านมาเป็นการปรับเพียงเล็กน้อย (minor) สิริพงศ์ฉายภาพว่า ในปีนี้ จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ กล่าวคือชั้นประถมศึกษาอาจจะใช้การเรียนแบบกิจกรรมเป็นฐาน (activity based) โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยมากขึ้นหรือมุ่งสมรรถนะที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน</p>



<p>“ปกติเราจะเห็นการวัดผลเชิงปริมาณเยอะ เช่น ครูสอนครบชั่วโมงไหม แต่เราไม่ได้วัดว่าผู้เรียนได้รับอะไร อย่างตอนที่ ศธ. ปิดเรียนเพื่อให้เตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวคุณครูออกมาบอกว่า สอนไม่ทัน เพราะตัวชี้วัดในอดีตจะวัดว่าสอนครบไหม แต่ถ้าเราอยากเปลี่ยนจะต้องไม่มีคำถามเช่นนี้ เพราะเรากำลังจะมุ่งไปที่ผลลัพธ์ของการเรียนรู้มากกว่า”</p>



<p>นอกจากการปรับในห้องเรียนแล้ว ปลายทางอย่างการเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เริ่มมีการหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และมหาวิทยาลัยว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรเป็นฐานสมรรถนะที่ทดสอบการนำไปใช้มากกว่าท่องจำหรือไม่ หรือการปรับ O-NET ให้สอดคล้องกับแนวทางการสอบที่เป็นสากลมากขึ้น</p>



<p>อีกปัญหาใหญ่อย่าง<a href="https://www.eef.or.th/news-070125/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การหลุดออกนอกระบบการศึกษา (drop out)</a>&nbsp;ก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยในปัจจุบัน มีการสำรวจข้อมูลของเด็กใน 16 จังหวัดได้ครบร้อยละ 100 แล้ว ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะต้องมีการแบ่งข้อมูล เช่น สัญชาติ ช่วงชั้น เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้เหมาะสมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c86b34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525244_502663-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รื้อระบบ ปรับระเบียบ เพื่อให้โรงเรียนอยู่ได้ด้วยตนเอง – เทอดชาติ ชัยพงษ์</strong></h3>



<p>“โอกาสกับคุณภาพการศึกษาเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพของประเทศในอนาคตด้วย เพราะคุณภาพของเด็กไทยคือคุณภาพของประเทศไทย”</p>



<p><strong>ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</strong>&nbsp;สส. พรรคเพื่อไทย จ.เชียงราย และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมีความล้าหลังและจำเป็นที่จะต้องปรับให้ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น ผนวกกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความหลากหลายในพื้นที่ และสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้ดีขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษาเพิ่มขึ้น</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เทอดชาติยกตัวอย่างปัญหาสองข้อ&nbsp;<strong>ปัญหาแรก&nbsp;</strong>คือเรื่องของเศรษฐฐานะที่มีผลต่อคุณภาพคนและเป็นความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุดที่ไทยยังไม่สามารถลดได้&nbsp;<strong>ปัญหาที่สอง</strong>&nbsp;และสอดคล้องกับที่สิริพงศ์กล่าวถึงคือเรื่องงบประมาณ กล่าวคือตัวเงินที่จะส่งไปสู่หน่วยปฏิบัติซึ่งก็คือสถานศึกษายังมีน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ นำไปสู่แนวคิดการกระจายอำนาจสู่หน่วยปฏิบัติ เพราะการกระจายอำนาจจะช่วยให้ปัญหาเรื่องงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณบรรเทาลง และ<strong>ปัญหาข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;คือโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาที่มีขนาดไม่เท่ากันและได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากันด้วย</p>



<p>“ผมเสนอให้เราจัดตั้งอนุกรรมาธิการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะว่าโรงเรียนแบบนี้เกิดน้อยลงทุกปี โรงเรียนที่มีขนาดเล็กก็จะเล็กลงทุกปี และเราไม่เคยแก้ปัญหาให้เขาได้เลย บางทีก็ต้องแก้โดยใช้การทอดผ้าป่า ซึ่งมันก็เป็นการมีส่วนร่วมที่ดีแต่ไม่ใช่หลักการในการพัฒนา”</p>



<p>เทอดชาติกล่าวว่า ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดจะแก้ไขไม่ได้เลย หากไม่ช่วยกันรื้อโครงสร้างขนานใหญ่ อีกทั้งยังมีเรื่องการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดผลกับผู้เรียนโดยตรง ซึ่งก็ต้องนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนต่อไป</p>



<p>ขณะที่ในเรื่องหลักสูตร เทอดชาติมองว่าหลักสูตรปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อการจัดการเรียนรู้และวิธีจัดการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบัน ที่สามารถเรียนรู้และดำเนินการได้เองโดยมีสื่อต่างๆ เป็นสื่อช่วยในการเรียน ดังนั้น หน่วยปฏิบัติแต่ละพื้นที่จะต้องจัดการดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทของตนเองและบริบทของนักเรียนเพื่อให้ตอบโจทย์เชิงคุณภาพ</p>



<p>“เราอาจจะไม่ได้เริ่มต้นแค่ที่หลักสูตรปฐมวัยและเด็กเล็ก แต่ไปเริ่มต้นตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทำงาน ปูพื้นฐานมาจนถึงปฐมวัยเพื่อเราจะได้ทรัพยากรคนที่มีคุณภาพในระยะยาว” เทอดชาติเสนอ “การจัดการศึกษาก็เช่นกัน ต้องให้มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปว่าจะจัดอย่างไร ให้เกิดผลอย่างไร เพื่อทุกคนจะได้ผลร้อยละ 100 เท่ากัน เป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงร้อยรัดซึ่งกันและกัน”</p>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องนักเรียน แต่บุคลากรทางการศึกษาอย่างครูก็สำคัญไม่แพ้กัน เทอดชาติเสนอว่า การคัดเลือกและผลิตครูจะต้องปรับใหม่ โดยเฉพาะเรื่องวิทยฐานะและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพที่มีความไม่เสถียรอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ครู ดังนั้น การกระจายอำนาจให้ไปสู่หน่วยปฏิบัติที่ใกล้ชิดครูมากที่สุดจึงเป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงหาแรงจูงใจให้ครูที่ยินดีไปสอนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ</p>



<p>ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้มองไปถึงร่มใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ เทอดชาติมองว่ากระทรวงฯ มีขนาดเทอะทะและมีหน่วยสั่งการมากเกินไป ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญในการปรับตัวต่อไป รวมถึงการมีระบบติดตามและประเมินผลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นภาพทั้งหมด ทั้งด้านโอกาสและคุณภาพ</p>



<p>“สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบทั้งหมดต้องถูกปรับรื้อเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและอยู่ได้ด้วยตนเอง รัฐมีหน้าที่เพียงสนับสนุนส่งเสริมให้เขาอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>



<p>ในตอนท้าย เทอดชาติกล่าวว่า “ในตอนนี้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับใหม่กำลังเข้าสู่สภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไปแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ นี้จะเป็นร่างที่ทุกคนมีส่วนร่วม ปรับรื้อระบบที่เราคิดว่ามีปัญหา ให้คนไทยมีโอกาส มีคุณภาพ และนั่นคือคุณภาพของประเทศด้วยเช่นกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5c5cad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525233_155419-the101world-1200x800-1.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหา (การศึกษา) เชิงระบบต้องถูกแก้ด้วยระบบ – สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong></h3>



<p>สำหรับ&nbsp;<strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong>&nbsp;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเชิงระบบ และการจะแก้ปัญหาเชิงระบบได้จะต้องแก้ด้วยระบบจึงจะเกิดผล ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ให้เห็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเชิงระบบสองข้อ</p>



<p><strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือเป้าหมายด้านการศึกษาของประเทศไทยไม่เคยชัดเจน กล่าวคือ ไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ในอีก 5 ปีเด็กไทยจะต้องได้คะแนนสอบ PISA เท่าไร จะลดความเหลื่อมล้ำให้ได้เท่าไหร่ ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ว่าจำนวนลดลงอาจไม่ได้ดีขึ้นเสมอไป เพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กเกิดน้อยลงด้วย การจะวัดผลจริงๆ จึงต้องตั้งเป้าหมาย ที่สำคัญคือ ภาคเอกชนต้องเข้ามาร่วมพัฒนา เพราะลำพังเงินจากภาครัฐอย่างไรก็ไม่พอ</p>



<p><strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือโลก AI ปัจจุบันกำลังจะเป็นควอนตัม แต่ระบบของไทยยังไม่มีความแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ปัญหา เพราะถ้ายังพุ่งเป้าไปที่ระดับจังหวัด โรงเรียน ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพในเมื่อโลกไปถึงการแก้ไขปัญหารายบุคคลแล้ว ทว่าสุชัชวีร์ย้ำเตือนว่า หากพูดถึงการกระจายอำนาจ จะต้องระวังไม่ให้ปัญหาจากส่วนกลางกลายเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ได้ เพราะพื้นที่ไม่มีสรรพกำลังเท่าส่วนกลาง</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา 5 ประการ โดย&nbsp;<strong>ประการแรก</strong>&nbsp;สุชัชวีร์ย้ำเรื่องการตั้งเป้าหมายเพื่อให้มองภาพชัดเจนและเดินไปถึงเป้าหมายได้ร่วมกัน&nbsp;<strong>ประการที่สอง</strong>&nbsp;คือการดำเนินการรายบุคคล (personalized) กล่าวคือใช้ AI เจาะเข้าไปรายบุคคลในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแสนเป็นล้านคนเพื่อทำการจับคู่ว่า พื้นที่ลักษณะนี้มีผู้ปกครองและครูแบบไหน หรือทำโมเดลที่สามารถนำไปสู่การติดตามและแก้ไขปัญหาเด็กรายบุคคลได้ต่อไป</p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong>&nbsp;และต่อเนื่องจากประเด็นก่อนหน้าคือ หากเราใช้ AI ระบุตัวเด็กรายบุคคลได้ จะทำให้คนไทยทั้งประเทศสามารถช่วยดูแลเด็กทั้งประเทศได้</p>



<p>“เพราะการศึกษาไม่ใช่ภาระของรัฐเท่านั้น แต่เราทุกคนต้องช่วยกัน” สุชัชวีร์กล่าว</p>



<p><strong>ประการที่สี่</strong>&nbsp;สุชัชวีร์กล่าวว่าเงินไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวทางการศึกษา แต่มีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งครอบครัว ชุมชน หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม การเติมเต็มและพิจารณามิติเหล่านี้จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น</p>



<p>“<strong>ประการสุดท้าย</strong>&nbsp;ข้อมูลที่มีบอกเราว่า เด็กยากจนพิเศษเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 5 ซึ่งเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เท่าเด็กทั่วไปที่เข้าได้ร้อยละ 30 อันนี้ต้องบอกว่า จริงๆ เด็กในมาเลเซียเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 70 และสิงคโปร์คือร้อยละ 100 แล้วนะครับ</p>



<p>“เพราะฉะนั้น การเพิ่มขึ้นไม่เท่ากับคุณภาพ เราต้องเน้นเรื่องคุณภาพด้วย” สุชัชวีร์ทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-572e11"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525266_133221-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พริษฐ์ วัชรสินธุ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยแนวทางที่&nbsp;</strong>‘<strong>เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น</strong>’ –&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong></h3>



<p>“ผมคิดว่าความท้าทายเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศมาจากปัญหาเชิงระบบ 4 ประการ”&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ&nbsp;</strong>สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวนำ</p>



<p><strong>ประการแรก</strong>&nbsp;พริษฐ์เกริ่นว่า ไทยลงทุนในการศึกษาไม่น้อย หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 4.7 ของ GDP ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากประเทศสมาชิก OECD มากนัก ทว่าปัญหาอยู่ที่งบประมาณไปถึงนักเรียนอย่างไม่เพียงพอ<strong>&nbsp;</strong>เนื่องจากงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับด้านบุคลากร จึงจำเป็นต้องทบทวนการแบ่งสัดส่วนโครงสร้างงบประมาณ โดยเฉพาะงบบุคลากรที่ต้องมองไปถึงโครงสร้างของกระทรวงและหน่วยงานว่ามีความเทอะทะหรือทำงานซ้ำซ้อนกันเกินไปหรือไม่<strong></strong></p>



<p>“อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้งบไปถึงนักเรียนอย่างไม่เสมอภาคคือ การกระจายงบโดยการคำนวณแบบรายหัวให้นักเรียนตามสถานศึกษา เราอาจจะต้องลองคำนึงถึงปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อคิดถึงความเสมอภาค ไม่เช่นนั้น โรงเรียนขนาดเล็กจะเสียเปรียบ”<strong></strong></p>



<p><strong>ประการที่สอง</strong>&nbsp;หลายครั้งที่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาจริงๆ กลับไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ การที่ส่วนกลางทุ่มงบมาพัฒนาบางอย่างในโรงเรียนก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ความสำคัญลำดับต้นๆ ที่โรงเรียนอยากพัฒนา<strong></strong></p>



<p>“ผมเข้าใจดีว่าเราต้องมีมาตรฐานส่วนกลางในการกำกับดูแล เช่น สุขาที่ถูกสุขอนามัย อาคารเรียนที่ปลอดภัย แต่ถ้าพูดถึงการพัฒนาที่เกินกว่านี้ เราควรกระจายอำนาจให้โรงเรียนสามารถตัดสินใจได้มากกว่านี้ไหม เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ”<strong></strong></p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong>&nbsp;พริษฐ์ชี้ว่า การลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาต้องไม่ใช่แค่ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา แต่ต้องเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา&nbsp;<strong>‘</strong>ที่มีคุณภาพ<strong>’</strong>&nbsp;นอกจากนี้ หากสามารถนำเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่ระบบได้แล้ว เราจะต้องคำนึงถึงต่อว่า หากนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบแล้ว การศึกษาที่เด็กได้รับมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ เช่น การมีโครงการพัฒนาศักยภาพของเด็กทว่ายังเชื่อมกับหลักสูตรเดิม ทั้งที่หลักสูตรเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นในการศึกษาไทย<strong></strong></p>



<p>และ&nbsp;<strong>ประการที่สี่</strong>&nbsp;พริษฐ์เน้นย้ำว่า การลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้สวนทางกับการโอบรับความหลากหลาย หากพูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ การศึกษาที่ดีของแต่ละคนอาจไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกัน ดังนั้น การปลดล็อกการศึกษานอกระบบโรงเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการศึกษาแต่ละแบบมีความเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนที่เจอสถานการณ์ต่างกัน สิ่งสำคัญที่จะเป็นกลไกที่ช่วยโอบรับความหลากหลายและใช้ทรัพยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้คือ บทบาทของท้องถิ่น แต่ปัจจุบัน ท้องถิ่นก็ยังเจอข้อจำกัดและความท้าทายเชิงระเบียบตลอดเวลาหากจะทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนนอกสังกัดท้องถิ่น<strong></strong></p>



<p>นั่นจึงนำมาสู่แนวทางการของพริษฐ์เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่ “เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น”<strong></strong></p>



<p>“<em>เร็วขึ้น</em>&nbsp;คือถ้าเราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะต้องรีบลดตั้งแต่ต้น คือลดในระดับปฐมวัยหรือประถมศึกษา ซึ่งจะได้ผลประโยชน์จากการลงทุนสูงมาก ที่ผ่านมาไทยลงทุนในระดับนี้ค่อนข้างน้อย”<strong></strong></p>



<p>เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น พริษฐ์ชี้ให้เห็นแนวทาง 2 ข้อ ข้อแรกคือการยกระดับคุณภาพและการมีอยู่ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือปรับหรือขยายเวลาให้บริการให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้ปกครองมากขึ้น เช่น เปิดให้บริการเย็นขึ้น เปิด 7 วันและไม่มีปิดเทอม และข้อสอง พริษฐ์ชี้ให้เห็นว่า เด็กในช่วงอายุ 3 เดือนถึง2 ปี คือช่วงที่ร่วงหล่นจากการได้รับบริการจากรัฐมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่สิทธิลาคลอดของมารดาจบลงจนถึงอายุ 2 ปีที่จะเข้าได้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อดูแลเด็กในช่วงนี้ ทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากร<strong></strong></p>



<p>สำหรับ&nbsp;<em>นานขึ้น</em>&nbsp;พริษฐ์ชี้ว่าคือการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดชีวิต เช่น การทำคูปองเพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถใช้พัฒนาทักษะได้ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคอร์สยกระดับทักษะหรือการเรียนรู้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ทว่าหลายครั้งที่อุปสรรคจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่เป็นเรื่องเวลา เพราะคนทำงานจะต้องทำงานหารายได้ตลอดเวลาทำให้ไม่อยากเสียสละเวลามาเรียน เพราะการมาเรียนจะทำให้รายได้ลดลง ดังนั้น พริษฐ์จึงยกตัวอย่างโมเดลของอินโดนีเซียที่ไม่ใช่แค่มีคูปองเรียนฟรี แต่มีการให้เงินสดด้วยตอนเรียนจบเพื่อเป็นแรงจูงใจ<strong></strong></p>



<p>การกระจายอำนาจหรือการเพิ่มบทบาทท้องถิ่นคือคำตอบของแนวคิด&nbsp;<em>ไกลขึ้น</em>&nbsp;แต่ต้องมาพร้อมกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจสอบจากผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู ไปจนถึงบุคลากรของสถานศึกษาในพื้นที่ในเรื่องการใช้งบประมาณ ซึ่งพริษฐ์มองว่าการกระจายอำนาจเช่นนี้จะช่วยทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะท้องถิ่นจะรู้ปัญหาอุปสรรคของเด็กแต่ละคนมากกว่า<strong></strong></p>



<p>“การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ต้องดูการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคนด้วย” พริษฐ์อธิบายแนวคิด&nbsp;<em>กว้างขึ้น</em>&nbsp;“เพราะฉะนั้น บทบาทของ ศธ. หรือสถานศึกษาจึงไม่ใช่แค่ดูแลเรื่องวิชาการ แต่ต้องดูถึงการจัดสภาพแวดล้อมหรือสุขภาวะของเด็กให้พร้อมต่อการเรียนรู้ด้วย เพราะถ้าเด็กยังต้องอดอาหารหรือเจอสภาวะความเครียดจากครอบครัว ต่อให้ครูสอนดีแค่ไหนก็ไม่อาจอยู่ในจุดที่จะเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้”<strong></strong></p>



<p>นอกจากนี้ เพราะนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในครอบครัวแหว่งกลาง คืออยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ดังนั้น พริษฐ์จึงเสนอว่า เราต้องดูแลถึงคนกลุ่มนี้ให้มีทักษะในการเลี้ยงดูบุตรหลานด้วย<strong></strong></p>



<p>และสุดท้าย&nbsp;<em>ลึกขึ้น</em>&nbsp;พริษฐ์เห็นพ้องกับทุกคนถึงเรื่องการใช้ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึกเพื่อการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างชุดข้อมูลเด็กยากจนพิเศษของ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินการต่อไป</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/">เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-070225/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-070225</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 10:45:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[PTBS]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90721</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวที Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัฐหาเชิงระบบเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070225/">เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวที Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัฐหาเชิงระบบเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้มีการนำเสนอข้อค้นพบสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติคุณภาพ&nbsp; จากงานวิจัยทดสอบสมรรถนะเด็กไทย (Key Finding from PBTS in Thailand)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</strong> นำเสนอข้อมูลจากผลลัพธ์งานวิจัยทดสอบสมรรถนะเด็กไทย (Key Finding from PBTS in Thailand) ที่แสดงให้เห็นมิติการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ว่าการจะยกระดับสมรรถนะผู้เรียนในระยะยาว จำเป็นต้องมองไปที่การพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา โดยทำให้เด็กเข้าถึงโอกาสและได้รับการเติมเต็มทรัพยากรอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ RIPED ได้ทำร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเป็นการทดสอบ <strong>The PISA-Based Test for Schools (PTBS) </strong>ซึ่งเก็บข้อมูลจากนักเรียนอายุ 15 ปีใน 150 โรงเรียนจาก 15 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2023 ถึงเดือนมกราคม 2024 ด้วยแบบทดสอบที่กำหนดโดย OECD อันเป็นมาตรฐานเดียวกับโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ ‘PISA’ ซึ่งผลทดสอบที่ได้รับถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยในเชิงลึก และทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจติดตามมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b889ae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“การเก็บข้อมูลครั้งนี้ เราได้จากการทดสอบเด็กนักเรียนในช่วงชั้น ม.3-ม.4 จำนวน 5,683 คน มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังได้นำเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อออกแบบการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะสมอง (EF Guidline) มาใช้ร่วมด้วย โดยสำหรับแบบทดสอบ PBTS ที่แม้วัดผลเฉพาะเด็กในระเทศไทย แต่ผลทดสอบถือว่าเทียบเคียงมาตรฐานได้กับ PISA ซึ่งเป็นการทดสอบในระดับสากล ผลการทดสอบครั้งนี้จึงสามารถเทียบเคียงคะแนนกับผลสอบของประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-db9e65"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/02-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ ได้ยกผลทดสอบในวิชาคณิตศาสตร์มาชี้ให้เห็นว่าเด็กไทยมีผลการทดสอบ PBTS ที่ได้คะแนนต่ำกว่า PISA อยู่มาก ซึ่งเหตุผลหนึ่งคือ ‘กลุ่มทดสอบ’ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนซึ่งได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ และในอีกด้านหนึ่ง หากเทียบกับผลทดสอบ PISA ครั้งล่าสุด (2022) พบว่าเด็กทั่วโลกเองก็ได้คะแนนต่ำลง จากปัญหาที่สะสมเรื้อรังมาตั้งแต่วิกฤตโควิด-19&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ความน่าสนใจของแบบทดสอบ คือการแบ่งทักษะของเด็กออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ Level1 คือทักษะพื้นฐานที่เด็กทำได้ทุกคน แล้วจึงไล่ไปสู่ทักษะที่ยากขึ้น โดยใน Level 4-6 จะเป็นทักษะการคิดแก้ปัญหาขั้นสูงที่มีความซับซ้อน เป็นนามธรรม ท้าทายต่อความไม่คุ้นชิน ซึ่งคือหัวใจของแบบทดสอบ PISA ที่ไม่ได้วัดแค่ทักษะระดับพื้นฐาน แต่ยังมุ่งไปที่การคิดวิเคราะห์ขั้นสูง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96a321"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/03-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a57c5b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/04-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เมื่อมองที่การวัดสมรรถนะในภาพรวม จะเห็นว่า<strong>เด็กไทยที่มีคะแนนสอบในขั้นสูง (Level 4-6) มีเพียงไม่กี่คน กลับกันกลุ่มที่ทำคะแนนได้แค่ระดับพื้นฐาน (Level 1-2) นั้นมีจำนวนมาก</strong> ซึ่งหากมองในเชิงนโยบายแล้ว จะเห็นว่าแบบทดสอบกำลังชี้ไปที่<strong>การทำงานกับกลุ่มนี้ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าเราจะลดจำนวนของคนที่มีสมรรถนะระดับพื้นฐานลง แล้วเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่มีสมรรถนะขั้นสูงได้อย่างไร</strong> <strong>โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าโลกอนาคตอันใกล้จะยิ่งมีความซับซ้อน และเต็มไปด้วยโจทย์ปัญหาที่ไม่คุ้นชินยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นการให้เวลา โอกาส และเติมเต็มด้านทรัพยากรกับเด็กกลุ่มแรก จึงเป็นการทำงานที่ตรงกับโจทย์ปัญหาที่สุด”   </strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1bf650"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/05-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-739e81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/06-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงภาพรวมของการทดสอบ PBTS ที่หากดูผิวเผินเหมือนจะสะท้อนว่าเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้ดีกว่าจะทำคะแนนได้สูงกว่าเสมอ ซึ่งหมายถึงว่าเศรษฐฐานะหรือรายได้ครัวเรือนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อระดับสมรรถนะของเด็กในช่วงวัย 15 ปี อย่างไรก็ตาม <strong>งานวิจัยในขั้นต่อมากลับแสดงผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เมื่อมีการนำข้อมูลการสอบ O-NET ในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาร่วมพิจารณา</strong></p>



<p>โดยสารที่สำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ อยู่ในวิธีการจับคู่กลุ่มตัวอย่างที่เรียกว่า Regression Analysis ซึ่งจะ<strong>นำผลสอบ O-NET ที่เด็กทำได้ตั้งแต่ช่วง ป.6 มาเป็นตัวแปร จนพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับสมรรถนะของเด็กในช่วงอายุ 15 อาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ปัจจุบัน</strong> <strong>แต่เป็นการเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรในช่วงเวลาที่อายุน้อยกว่านั้น คือปฐมวัยหรือประถมศึกษา โดยหลักฐานทางอ้อมของข้อสังเกตนี้ คือการขาดทรัพยากรในช่วงอายุยังน้อย ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของสมรรถนะที่วัดผลได้ในช่วงอายุ 15 ปี</strong></p>



<p>“<strong>หลักฐานหนึ่งที่อาจนำเราไปสู่นโยบายการจัดสรรทรัพยากร ที่จำเป็นต้องย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับช่วงปฐมวัยและประถมศึกษา</strong> คือเมื่อเราใช้วิธีที่เรียกว่า Regression โดยตัดตัวแปรอื่น ๆ เช่นความรวยความจนหรือความต่างของเพศ แล้วเทียบวัดกันเฉพาะคู่เปรียบเทียบที่มีบริบทใกล้เคียงกันมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้คือผลสอบ O-NET ในช่วง ป.6 จะพบว่า ความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนอายุ 15 เป็นตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์ในตอนท้าย กล่าวคือ<strong>แม้ในเด็กกลุ่มยากจนพิเศษที่มาจากครอบครัวรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่หากมีผลคะแนนสอบ O-NET ที่ดีตั้งแต่ตอน ป.6 เด็กคนนั้นจะมีผลทดสอบ PBTS ที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าได้เมื่ออายุ 15 ปี (ม.3-ม.4)</strong> ซึ่งข้อค้นพบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า<strong>การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ย่อมไม่ใช่การทำให้ทุกคนรวยเท่ากัน แต่คือจะทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้มากที่สุด</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ddc12"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/07-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7518f7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/08-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“<strong>การ Regression โดยใส่คะแนน O-NET เข้าไปเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้เราก้าวข้ามการเปรียบเทียบกลุ่มเป้าหมายโดยโฟกัสเฉพาะความจนความรวยในช่วงวัย 15 ปี แต่เป็นการเทียบระหว่างเด็กที่มีผลคะแนน O-NET เมื่อตอน ป.6 อยู่ในระดับเดียวกัน</strong> ซึ่งเป็นไปได้ว่าเด็กคนหนึ่งอาจมาจากครอบครัวยากจน ส่วนเด็กอีกคนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แล้วเราจึงมาดูว่ามันมีผลมากน้อยแค่ไหนในสามปีถัดมาของชีวิต ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเปรียบด้วยเกณฑ์นี้ ทำให้เราได้คำตอบว่า อะไรก็ตามที่เราเห็นในคะแนน PBTS ล้วนเป็นผลที่ตามมาตั้งแต่ ป.6 ดังนั้นสรุปได้ว่า<strong>ทักษะที่เด็กแต่ละคนสะสมมาจนถึงชั้น ป.6 คือสิ่งที่นำมาซึ่งความแตกต่างในตอนสอบ PISA </strong>โดยเฉพาะเมื่อยิ่งเจาะลึกลงไปที่ลักษณะของข้อสอบ PBTS หรือ PISA จะยิ่งเห็นว่าโจทย์คำถามนั้นไม่ได้มุ่งไปที่ความรู้ในระดับสูงหรือความรู้ในชั้นมัธยม แต่สิ่งที่ข้อสอบต้องการคือการทำความเข้าใจความซับซ้อนของชุดความรู้ในระดับประถมศึกษา และทั้งหมดนี้เท่ากับว่า<strong>คะแนนของเด็กที่ทำได้แค่ระดับพื้นฐานในช่วงอายุ 15 กำลังแสดงให้เห็นว่าฐานความรู้ของเขามีปัญหามาตั้งแต่ระดับชั้นประถม”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb958c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/09-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b83ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/10-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงความน่าสนใจของการทดสอบ PISA หรือ PBTS อีกว่า “ในการทดสอบทุกครั้งจะมีการสอดแทรกแบบสอบถามเกี่ยวกับบรรยากาศห้องเรียน หรือรูปแบบของการจัดการเรียนการสอน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์มากต่อการแสดงภาพรวมของการจัดการเรียนรู้ จึงคิดว่าหากการสอบ O-NET ปรับให้มีแบบสอบถามเพิ่มเข้าไปด้วย ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นข้อเท็จจริงที่จะช่วยในการปรับปรุงห้องเรียนโดยรวมสำหรับเด็ก ๆ ได้อีกมาก</p>



<p>“อยากชี้ให้เห็นว่างานวิจัยซึ่งได้จากผลทดสอบ PBTS ของเด็กไทยวัย 15 ปีราวห้าพันคน ได้ทำให้เรามองเห็นและเข้าใจที่มาที่ไปของคะแนนสอบ PISA ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณี<strong>ความแตกต่างของเส้นทางการเรียนรู้ ที่ก่อรูปร่างมาตั้งแต่ช่วงปฐมวัยถึงประถมศึกษา และเป็นหนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่คิดว่าจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้น รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยมากขึ้นด้วย</strong>”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7ebcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6441a6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-132a8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e17dd4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f0addd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/15.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d97f63"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/16.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7a617d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/17.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ รศ.ดร.วีระชาติ ได้เสนอข้อสรุปจากการทำงานวิจัยไว้ 4 ข้อดังนี้&nbsp;</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">ยกระดับสมรรถนะผู้เรียนโดยเน้นความสำคัญที่การพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ลงทุนพัฒนาเด็กกลุ่มที่ทำผลสอบ PBTS ได้ในระดับพื้นฐาน (Level 1-2) โดยสนับสนุนให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่าง ๆ เพราะเด็กกลุ่มนี้คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นถ้าสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ ก็หมายถึงความเป็นไปได้ของการแก้ปัญหาในภาพรวม การลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประเทศ</li>



<li style="font-size:16px">การสอบเชิงวิชาการ (O-NET, NT, RT ฯลฯ) ควรเพิ่มข้อคำถามที่ไม่ใช่ข้อสอบ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้</li>



<li style="font-size:16px">งานวิจัยชิ้นนี้คือหนึ่งในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าสามารถเชื่อมโยงข้อมูลมหาศาลเข้าหากันได้ แม้อาจยังไม่พบคำตอบว่าจะลดความเหลื่อมล้ำหรือแก้ปัญหาด้านการศึกษาอย่างไร แต่อย่างน้อยเราจะเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</li>
</ol>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ สรุปว่า  <strong>“ณ วันนี้เรายังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่าผลทดสอบ PISA หรือการสอบ O-NET สิ่งไหนจะพยากรณ์ความสำเร็จในชีวิตของเด็ก ๆ ได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายการศึกษานั้นอาจไม่ได้สำคัญที่การยกระดับคะแนน แต่คือการทำให้คนคนหนึ่งมีต้นทุนมนุษย์ เพื่อประสบความสำเร็จในการทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘คะแนน’ ก็สำคัญในแง่ของการ ‘วัดไข้’ เช่นเดียวกับถ้าหมอไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ก็วัดไข้ไม่ได้ แล้วก็ประเมินอาการไม่ถูก จึงหวังว่าการเชื่อมโยงข้อมูลงานวิจัยครั้งนี้ จะเป็นเสมือนกระบวนการหนึ่งของการวัดไข้ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยได้ในอนาคต”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7610b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/18.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070225/">เปิดผลวิจัยพิสูจน์ ลงทุนปฐมวัย ประถมศึกษา ส่งผลคะแนน PISA มากที่สุด เร่งช่วยเด็กเรียนอ่อน กลุ่มใหญ่ของประเทศ เปลี่ยนผลลัพธ์การเรียนรู้ แก้เหลื่อมล้ำถูกจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ม.หอการค้าไทย ม.ชิคาโก นำโดย ศ.เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-090624/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-090624</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Jun 2024 05:44:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Prof. James J. Heckman]]></category>
		<category><![CDATA[Reach Up]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82435</guid>

					<description><![CDATA[<p>Professor James J. Heckman Director of The Center for t [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090624/">กสศ. ม.หอการค้าไทย ม.ชิคาโก นำโดย ศ.เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Professor James J. Heckman  Director of The Center for the Economics of Human Development, University of Chicago</strong> เสนอแนะประเทศไทยว่า  การลงทุนส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้แก่ผู้ปกครอง มีความคุ้มค่า สามารถช่วยให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อย มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตและลดปัญหาความยากจนของเด็กลงได้  มีหลักฐานยืนยันความสำเร็จจากหลายประเทศ ขณะที่ กสศ. และม.หอการค้าเปิดผลวิจัย การพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้านและให้คำแนะนำ ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า ส่งผลให้เด็กมีทักษะหรือพัฒนาการดีอย่างมีนัยยสำคัญ</p>



<p>เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ Center for Economics of Human Development, University of Chicago นำโดย Professor James J. Heckman</strong> ริเริ่มความร่วมมือ ในข้อตกลงทางวิชาการเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์  เพื่อช่วยให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางนโยบายและข้อเสนอนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด และเริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิด จนถึงวัยแรงงาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59de86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า  ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ความท้าทายสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ  เราก้าวเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) และอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำกว่าปีละ 500,000 คนเท่านั้น  รวมทั้งจากข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาใน 77 จังหวัดทั่วประเทศปี 2566  พบว่าช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี มีจำนวนถึง 317,024 คน  ที่ยังไม่ได้เข้าสู่การพัฒนาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงว่า ถ้าเราต้องการพัฒนาประเทศโดยใช้รากฐานของการพัฒนาคนเป็นตัวตั้ง ไม่ควรปล่อยให้เด็กปฐมวัยจำนวนมากขาดการพัฒนาที่เหมาะสมอีกต่อไป</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ระบุว่า ความร่วมมือระหว่าง 3 องค์กรในครั้งนี้ เป็นระยะเวลา 5 ปี   มุ่งเน้นนำองค์ความรู้ประสบการณ์ผลงานวิจัยที่ดีที่สุด พัฒนาเด็กไทยที่เกิดน้อยลงทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกสำคัญของการเลี้ยงดู  การช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องการการสนับสนุนอย่างเต็มที่  จะช่วยให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางนโยบายและมีข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่าวรวดเร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และเริ่มตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนอกจากการพัฒนาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมแล้ว  จะมีกลไกการประเมินการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า บทเรียนที่เรานำมาจากต่างประเทศหากจะมาใช้ในประเทศไทยควรจะต้องทำอย่างไร บนเงื่อนไขอะไร การสนับสนุนแบบไหน ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eb343b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เป็นมีการพูดถึงมานานในประเทศไทยและระดับนานาชาติคือการเลี้ยงดู บทบาทของครอบครัว บทบาทของการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการอย่างถูกหลักวิชาอย่างเหมาะสมและทันเวลา ทำอย่างไรที่จะสามารถที่จะกำหนดนโยบายหรือว่ามีมาตรการในการพัฒนาการเลี้ยงดูของเด็กปฐมวัยให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่เป็นครอบครัวยากจน ครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีปัญหาต่างๆ  จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ระบุว่า งานวิจัย องค์ความรู้และนวัตกรรมซึ่งมาจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน ในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือและแนวทางให้ทุกฝ่าย&nbsp; สร้างกลไกการเลี้ยงดูเด็กก่อนปฐมวัยที่ดีให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน นำเด็ก เข้าสู่ระบบการศึกษา &nbsp; &nbsp; บทพิสูจน์งานวิจัยนี้ ไม่ได้ยืนยันความสำเร็จแค่เพียงกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ไอซ์แลนด์ จาไมกา</p>



<p><strong>Prof. James J. Heckman </strong>กล่าวว่า ช่วงปฐมวัยของชีวิต โดยการเลี้ยงดูเด็กโดยผู้ปกครองในครอบครัว มีผลกระทบอย่างมากต่อความสำเร็จในชีวิตของเด็ก  งานวิจัยชิ้นใหม่ๆชี้ให้เห็นว่าความยากจนของเด็กไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงจำนวนรายได้อย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยด้านการเลี้ยงดูอีกด้วย เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อยแต่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีมักมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้สูงแต่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00445f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัญหาทางสังคมของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 มีรากฐานมาจากช่วงวัยเด็กก่อนอายุ 5 ปี ดังนั้นการระบุเด็กที่มีความเสี่ยงตั้งแต่วัยเด็ก (ช่วงก่อนอายุ 5 ปี) และส่งเสริมการเลี้ยงดูให้แก่ครอบครัวเพื่อพัฒนาทักษะ และพฤติกรรมเชิงบวกในช่วงปฐมวัย จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้</p>



<p>กรณีตัวอย่างจาก Perry Preschool Projects ศึกษาผลกระทบของการให้ส่งเสริมพัฒนาการ ในช่วงปฐมวัยที่มีคุณภาพแก่เด็กด้อยโอกาสในชุมชน  โดยเริ่มต้นที่กลุ่มเด็กอายุ 3 ปี  มีการเยี่ยมบ้าน (Home Visit) 2 ชั่วโมง/ครั้ง ในระยะเวลา 2 ปี และติดตามเด็กกลุ่มเป้าหมายเป็นเวลาหลายปี หรือกรณีตัวอย่างจากประเทศจีน  โครงการ China REACH in Huachi  โปรแกรมนี้ส่งบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วที่มีทักษะคล้ายคลึงกับคุณแม่ไปเยี่ยมครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ เริ่มต้นไม่นานหลังจากเด็กได้เกิดขึ้นมาและดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี แนวทางนี้มีพื้นฐานมาจากโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จชื่อ “Jamaica Reach Up and Learn”    ทั้งหมดนี้พบว่า เด็กที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เช่น มีโอกาสเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4c602"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“การลงทุนส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้แก่ผู้ปกครอง มีความคุ้มค่า เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาทักษะ และแก้ไขปัญหาสังคมที่สามารถส่งผลต่อเด็กทั้งในรุ่นปัจจุบันและรุ่นถัดไป    อีกทั้งสามารถช่วยให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อย มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตและลดปัญหาความยากจนของเด็กลงได้”</p>



<p>ด้าน<strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย | RIPED มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</strong>  กล่าวถึงผลการวิจัยร่วมกับกสศ. ในโปรแกรมการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้านด้วยหลักสูตร Reach Up (home visiting parenting program) ที่วิจัยกับ 494 ครอบครัว  ใน 6 พื้นที่ทั่วประเทศ  มีการเยี่ยมบ้านได้ทั้งหมด 15,785 ครั้ง คิดเป็น 32 ครั้งต่อคนมีผู้เยี่ยมบ้านทั้งหมด 119 คน โดยส่วนใหญ่เป็นครูปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ร้อยละ 64) อีกส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. (ร้อยละ 28) ส่วนที่เหลือเป็นอาสาสมัครในชุมชน (ร้อยละ 8) ผลการประเมินหลัก พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้าน (parenting home visiting) มีทักษะหรือพัฒนาการดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ การเยี่ยมบ้านหนึ่งครั้งสามารถช่วยให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0784aa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ดีเมื่อนำผลการประเมินหลักของไทยไปเปรียบเทียบกับผลของโครงการที่ใช้หลักสูตร Reach Up ภายใต้โครงการ China REACH ซึ่งเริ่มต้นวิจัยกับเด็กยังมีอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ (11 เดือน)และยังไม่เข้าเรียน รวมทั้งเป็นกลุ่มทดลองที่มีฐานะยากจนมากกว่าการวิจัยในประเทศไทย พบว่า กิจกรรมการเยี่ยมบ้านเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านทุนมนุษย์ (human capital) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากนำไปใช้กับเด็กปฐมวัยที่ด้อยโอกาสมากและเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อย</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ</strong>  กล่าวว่า พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในช่วงก่อนวัยเรียน แต่จะสามารถอบรมเลี้ยงดูเด็กได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพ ก็ต่อเมื่อมีความรู้ ทัศนคติและมีความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับเด็ก ดังนั้น นอกเหนือจากการเข้าถึงบริการระบบสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานแล้ว พ่อแม่และผู้เลี้ยง ดูจึงควรได้รับคำแนะนำ การช่วยเหลือ และการสนับสนุน ทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและแนวทางการเลี้ยงดูเด็กผ่านการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดู (parenting program)</p>



<p>สำหรับ <strong>หลักสูตร Reach Up เป็นแนวทางการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้าน (home  visiting parenting program)</strong> โดยใช้หลักการทั่วไปของการเลี้ยงลูกเชิงบวก (positive parenting) ที่เน้นการกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัย (psychosocial stimulation) และการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างแม่และเด็ก (positive mother-child interaction) ผ่านการสนทนากับเด็ก (conversing) การบอกชื่อสิ่งของหรือการกระทำ (labeling) การเล่นกับเด็ก (playing) สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน การทดลองในภาคสนามก็ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาการอบรมเลี้ยงดู (parenting) ที่ได้ผลมักจะอยู่ในรูปของกิจกรรมที่เน้นการให้กำลังใจ (positive reinforcement) ทั้งเด็กและผู้ปกครอง และเน้นการสาธิต (demonstration) การทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก โดยผู้เยี่ยมบ้าน (home visitor) จะสาธิตการทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ส่งเสริม และให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครอง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090624/">กสศ. ม.หอการค้าไทย ม.ชิคาโก นำโดย ศ.เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย หนทางลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน เปิดผลลัพธ์งานวิจัย Thailand School Readiness Survey เช็คความพร้อมเด็กไทยก่อนขึ้นชั้นประถม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-291023/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-291023</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 Oct 2023 13:54:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[TSRS]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand School Readiness Survey]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=74009</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การพัฒนามนุษย์ช่วงปฐมวัย ถือเป็นการลงทุนทรัพยากรในจังห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-291023/">พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย หนทางลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน เปิดผลลัพธ์งานวิจัย Thailand School Readiness Survey เช็คความพร้อมเด็กไทยก่อนขึ้นชั้นประถม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p><em>“การพัฒนามนุษย์ช่วงปฐมวัย ถือเป็นการลงทุนทรัพยากรในจังหวะและเวลาที่ถูกต้องที่สุด เพราะผลตอบแทนอันคุ้มค่าที่คืนกลับมา จะไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพของประเทศชาติที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนที่สุดที่เราจะทำได้”</em></p>
</blockquote>



<p>ผลทดสอบกลุ่มตัวอย่างราว 10 เปอร์เซ็นต์ของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศชี้ว่า ประเทศไทยมีเด็กเล็กช่วงวัยก่อนประถมศึกษาจำนวนมากมีทักษะการเรียนรู้อยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง การต่อรูปภาพในใจ และความจำใช้งาน อันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้อื่นๆ&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง </strong>ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุถึงแง่มุมหนึ่งจากผลลัพธ์ของงานวิจัยสำรวจความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการประเมินปัญหา และเป็นข้อมูลตั้งต้นของการหาแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยไทยในภาพรวม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5db3f7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1027_แถว-269_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในรายงาน TSRS ซึ่งคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจุดประสงค์เพื่อประเมินความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย โดยใช้เครื่องมือประเมินที่พัฒนามาจาก Measuring Early Learning and Outcome: MELQO (UNICEF, 2012) ในการเก็บข้อมูลเด็กปฐมวัยที่เรียนอยู่ในระดับอนุบาล 3 จำนวน 43,213 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในช่วงปีการศึกษา 2562-2565</p>



<p>แบบทดสอบที่เป็นตัวอย่างในการนำเสนอ ได้แก่ การทดสอบความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง (Listening Comprehension: LC) ความพร้อมด้านการต่อรูปในใจ (Mental Transformation: MT) และความพร้อมด้านความจำใช้งาน (Working Memory: WM) ซึ่ง รศ.ดร.วีระชาติ ได้ฉายภาพให้เห็นขั้นตอนทดสอบว่า “สิ่งนี้จะเป็นฐานข้อมูลที่นำไปสู่ความเข้าใจ และช่วยให้คนทำงานในแวดวงการศึกษาใช้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยในอนาคต”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความยากจนคืออุปสรรคต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย</strong></h2>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า ผลลัพธ์การสำรวจโดยคณะวิจัย ไม่ได้มุ่งค้นหาเด็กที่ทำแบบทดสอบได้คะแนนดีที่สุด แต่เป้าหมายสำคัญคือ ค้นหากลุ่มเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานให้พบ เพื่อประเมินสถานการณ์ และเดินหน้านำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการวางแนวทางการทำงานกับเด็กปฐมวัย ร่วมกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบในพื้นที่</p>



<p>“สิ่งที่แบบทดสอบกำลังบอก คือชุดทักษะที่เราต้องการให้เด็กแสดงให้เห็นนั้นไม่ใช่เรื่องยากและซับซ้อน แต่มันได้ยืนยันว่าถ้าเด็กปฐมวัยไม่ได้รับการลงทุนด้านคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสม ทั้งจากครอบครัวและโรงเรียน เด็กจะเจอกับปัญหาอุปสรรคแม้ในการทำสิ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐานง่ายๆ และจะมีผลสืบเนื่องระยะยาวในขั้นถัดไปของการเรียนรู้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad7e34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/9-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ffe376"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/10-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากตัวอย่างของชุดทดสอบที่ยกมา เราทดสอบความเข้าใจในการฟังเพื่อจับเนื้อหาใจความ ด้วยวิธีการให้เด็กฟังข้อความยาวประมาณ 3 นาที จากเทปที่บันทึกไว้ และให้ตอบคำถาม 5 ข้อ ส่วนความพร้อมในการต่อรูปในใจ เราให้เด็กลองประกอบชิ้นส่วนจากภาพ 4-5 ภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่ตรงกันกับภาพตัวอย่าง และในการทดสอบความจำใช้งาน เราใช้วิธีที่เรียกว่า digit span memory คือจะมีตัวเลขตั้งแต่ 2-10 หลัก หรืออาจมากกว่านั้น ปรากฏให้เห็นบนจอ 10 วินาที แล้วเราจะปิดจอภาพ ก่อนป้อนคำถามให้เด็กระบุตัวเลขที่เพิ่งมองเห็น โดยต้องตอบแบบทวนตัวเลขจากหลังไปข้างหน้า (backward) จะเห็นว่าวิธีทดสอบทั้งหมดต้องการมุ่งไปยังการรับรู้ ทำความเข้าใจ จินตนาการ หรือความจำระยะสั้น อันเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนควรมีติดตัว ผ่านการเรียนรู้และทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ</p>



<p>“อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า เมื่อเราเจาะจงไปที่คะแนนเด็กปฐมวัยที่อยู่ในระดับ 15 เปอร์เซ็นต์ล่างสุด จากกลุ่มตัวอย่างราว 500 คนในแต่ละพื้นที่ จะพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ ‘ไม่พร้อม’ (Low-readiness children) หรือทำคะแนนใน 3 ชุดทดสอบ ได้ไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณความน่ากังวลเกี่ยวกับความพร้อมของเด็กๆ ในการเรียนต่อระดับประถมศึกษา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cf1728"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1027_แถว-269_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า ถ้าดูเพียงภาพรวมของผลสำรวจทุกด้าน&nbsp; เราอาจเห็นว่าความพร้อมของเด็กโดยรวมดูเหมือนไม่มีปัญหา หากเมื่อพิจารณาย่อยลงไปในแต่ละการทดสอบ สิ่งที่ชวนให้วิตกกังวลจึงเผยให้เห็น โดยผลทดสอบความเข้าใจในการฟังที่ทุกพื้นที่สำรวจได้ผลลัพธ์เป็น ‘สีแดง’ ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงมีสัดส่วนของกลุ่มเป้าหมายที่ทำคะแนนได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 25 เปอร์เซ็นต์ จำนวนสูงมาก ขณะที่ผลทดสอบการต่อรูปในใจและความจำใช้งาน ที่แม้ไม่เป็นสีแดงทั่วทุกพื้นที่เท่าทักษะการฟัง แต่ ‘สีชมพู’ ที่ปรากฎกระจัดกระจายบนกราฟจำลองรูปแผนที่ประเทศไทย ก็แสดงแนวโน้มให้เห็นว่า ยังมีเด็กที่ทำคะแนนทดสอบได้น้อยหรือทำไม่ได้เลยในเปอร์เซ็นต์ที่น่าเป็นห่วงเช่นกัน</p>



<p>“ความกังวลจากผลสำรวจดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่เราจะชวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่มาคุยกัน ว่าพวกเราจะพัฒนาคุณภาพการศึกษา และช่วยส่งเสริมการดูแลบุตรหลานให้กับผู้ปกครองได้อย่างไร คือถ้าเรามองว่าเด็กไปโรงเรียนทุกวัน ได้ฟังครูอ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ แต่ผลลัพธ์จากการฟังยังอยู่ในระดับต่ำมาก หรือการทดสอบความจำใช้งานที่แสดงให้เห็นว่า เด็กไม่ได้รับการกระตุ้น (Stimulation) ให้ได้คิดหรือลงมือทำด้วยตัวเองอย่างเพียงพอ นั่นหมายความว่าวิธีการที่เคยทำๆ กันมาอาจถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d19538"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/11-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจผู้ปกครอง 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ประสบภาวะขาดแคลนทางอาหาร กับกลุ่มที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว พบว่าสัดส่วนของเด็กปฐมวัยในครอบครัวที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหาร มีโอกาสขาดความพร้อมสูงกว่าและทำคะแนนได้ต่ำกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตอกย้ำว่าความยากจนคืออุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการตั้งแต่ในช่วงปฐมวัย</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า ถึงแม้คณะวิจัยจะยังจำแนกสาเหตุที่ชี้ชัดไม่ได้ว่าการขาดความพร้อมนั้นเกิดจากอะไร เป็นการขาดสารอาหาร หรือขาดเวลาในการทำกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ ขาดความรู้ในการทำกิจกรรมกระตุ้นที่เหมาะสม หรือเป็นเพราะศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขาดคุณภาพ อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์จากงานวิจัยก็ได้สะท้อนว่า ปัจจัยทุกอย่างล้วนมีส่วนซ้ำเติมให้เด็กขาดพัฒนาการที่เหมาะสม ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของ TRSR จึงเป็นการสำรวจและจัดการข้อมูล เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ยกระดับครูในการจัดกิจกรรมให้เด็กได้คิด ได้ลงมือทำ และอีกประเด็นหนึ่งที่ยังได้รับการพูดถึงน้อยมาก คือการเข้าไปพัฒนาคุณภาพการเลี้ยงดูร่วมกับผู้ปกครอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-48eb24"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1027_แถว-269_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยกระดับคุณภาพห้องเรียนปฐมวัยด้วย On-Site Training</strong></h2>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า ผลจากงานวิจัย TSRS มีส่วนอย่างมากต่องานยกระดับคุณภาพการศึกษาเด็กปฐมวัย โดยหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่ควรกล่าวถึง คือการอบรมครูปฐมวัยแบบ On-Site Training ที่เน้นการฝึกปฏิบัติตามแนวทางที่เจาะจง (High Scope ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์) พร้อมมีแผนการสอนที่ละเอียดประกอบ ซึ่งสามารถช่วยให้เด็กปฐมวัยมีความพร้อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความเข้าใจในการฟังและการต่อรูปในใจ</p>



<p>“ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 มีการนำหลักสูตร On-Site Training ไปทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นงานวิจัยแบบ randomized control trial หรือการทดลองแบบสุ่ม โดยมี ‘กลุ่มทดลอง’ และ ‘กลุ่มควบคุม’ โดยใช้วิธีจับสลากเชิญครูจากโรงเรียนกลุ่มหนึ่งเข้ามาฝังตัวเป็นกลุ่มทดลองในศูนย์อบรมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจัดให้ครูเหล่านี้ทำกิจกรรมเติมทักษะที่หลากหลายโดยเจาะจงวิธีการและผลลัพธ์ จากนั้นจึงนำผลลัพธ์มาทาบวัดกับครูจากกลุ่มโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าอบรม หรือกลุ่มควบคุม ว่ามีความแตกต่างอย่างไร&nbsp;</p>



<p>“ผลปรากฏว่า ครูจากโรงเรียนในกลุ่มทดลองมีค่าของการสอนที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในทุกการทดสอบ ซึ่งถือว่าตรงตามสมมติฐานที่คณะวิจัยพยากรณ์ไว้ เนื่องจากในการทำกิจกรรมแบบ plan do view หรือเป็นการจัดชั้นเรียนตามคำแนะนำ ครูได้ส่งเสริมให้เด็กวางแผน มีการเล่นและทำงานกิจกรรมร่วมกัน และในขั้นสุดท้ายเด็กจะต้องสะท้อนผลด้วยตัวเอง ทำให้เด็กในความดูแลของครูในกลุ่มทดลอง ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการทักษะด้านการฟังและใช้ภาษาตลอดเวลา ผลทดสอบจึงออกมาว่า เด็กกลุ่มนี้มีทักษะทั้งสองด้านที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p>“อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำควบคู่กันคือ ให้ครูอ่านหนังสือให้เด็กฟัง และส่งเสริมให้เด็กยืมนิทานกลับไปให้ผู้ปกครองอ่านให้ฟังที่บ้าน แล้วกลับมาแลกเปลี่ยนในห้องเรียน ซึ่งเมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งแล้วทำการวัดผล พบว่า เด็กมีทักษะด้านความเข้าใจในการฟังและต่อรูปในใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>“บทเรียนที่ได้จากงานวิจัยนี้ถือว่าสอดคล้องกับในหลายประเทศทั่วโลก ว่าการพัฒนาครูในพื้นที่ห่างไกลหรือครูที่ไม่มีทักษะสูงมาก ถ้าเราชี้ชัดเจาะจงในเป้าหมาย กระบวนการ มีอุปกรณ์ช่วยเหลือ พร้อมมีแผนการสอนรายวันและรายสัปดาห์กำกับ จะเป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการสอนได้ดีขึ้น และเกิดผลลัพธ์กับเด็กเร็วขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b36aea"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1027_แถว-269_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนการยกระดับการดูแลในครอบครัว รศ.ดร.วีระชาติ เผยว่า จากผลสำรวจที่ชี้ว่ามีครัวเรือนราว 40 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีหนังสือนิทานอยู่ที่บ้าน อันเป็นผลสืบเนื่องต่อมาว่ามีผู้ปกครองกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่เคยอ่านหนังสือให้เด็กฟังเลย ซึ่งบ่งบอกว่าหลายครอบครัวขาดความพร้อมและยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของกิจกรรมการอ่าน สิ่งที่ตามมาคือการทดลองทำงานใน 8 จังหวัด ของคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ กสศ. ในการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและทำกิจกรรมกับเด็กและผู้ปกครอง เพื่อสร้างความมั่นใจและพัฒนาทักษะการทำกิจกรรมในครอบครัว ซึ่งผลลัพธ์จากกิจกรรมจะประเมินในช่วงปี 2567</p>



<p>ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED กล่าวถึงก้าวย่างต่อไปของงานวิจัย Thailand School Readiness Survey ว่า หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของการทำความสะอาดข้อมูล (data cleaning) จัดทำรายงานผล ส่งต่อข้อมูล และประชุมแนะแนวทางการใช้ประโยชน์จาก TSRS ในระดับจังหวัด เพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในแต่ละพื้นที่ โดยทีมวิจัยและ กสศ. ยินดีที่จะทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับจังหวัดต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-291023/">พัฒนาทุนมนุษย์ช่วงปฐมวัย หนทางลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน เปิดผลลัพธ์งานวิจัย Thailand School Readiness Survey เช็คความพร้อมเด็กไทยก่อนขึ้นชั้นประถม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ประเด็นที่พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอ แต่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรทำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120523/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-120523</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 May 2023 09:22:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมคิด แก้วทิพย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67738</guid>

					<description><![CDATA[<p>การพัฒนาและเตรียมระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120523/">5 ประเด็นที่พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอ แต่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรทำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การพัฒนาและเตรียมระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม สามารถแก้ปัญหาการศึกษาด้านต่าง ๆ อย่างยั่งยืน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง สร้างหลักประกันอนาคตของประเทศได้ ยังคงเป็นงานที่ท้าทายความสามารถซึ่งกำลังรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแล</p>



<p>ในสนามหาเสียงโค้งสุดท้าย พบความโดดเด่นทางนโยบายที่เกือบทุกพรรคให้ความสำคัญไปที่สวัสดิการสนับสนุนโอกาสเข้าถึงการศึกษา ทว่าความชัดเจนเรื่องความเสมอภาคยังมีอะไรบ้างที่ควรเสนอในวาระที่ประเทศไทยจะมีรัฐบาลชุดใหม่ กสศ. ชวนเครือข่ายนักวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของเรา ร่วมจับกระแสข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาเพื่อรับมือกับปัญหาในอนาคตเหล่านี้</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>กระทรวงแห่งอนาคต</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e544e3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/ดร.เกียรติอนันต์-ล้วนแก้ว.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์<br>มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว</strong> อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ใครที่อาสาเข้ามาดูแลด้านการศึกษา จำเป็นต้องทราบปัญหาด้านการศึกษาอย่างถ่องแท้และมีการศึกษาเรื่องนี้ลงไปถึงรากลึกของปัญหาที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาอื่น ๆ มากมาย รวมถึงต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะปัญหาการศึกษาในหลายด้านเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&nbsp;</p>



<p>การดูแลเยาวชนทุกกลุ่มซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในสถานศึกษาแต่ต้องมองในมุมกว้างกว่านั้น ต้องมีนโยบายที่สามารถดูแลพวกเขาจากบ้านไปสู่เส้นทางการดำเนินชีวิต แต่ปัจจุบัน สิ่งที่เห็นจากนโยบายส่วนใหญ่ จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ แจกเงิน ลดภาระครู แต่ยังไม่มีการส่งไม้ต่อว่าเด็กจะก้าวไปสู่ระดับการศึกษาขั้นสูงกว่าได้อย่างไร&nbsp;</p>



<p>“เราเป็นประเทศที่ประกาศใช้นวัตกรรมนำหน้า ใช้เทคโนโลยีนำหน้า แต่การศึกษายังไม่ได้ยกระดับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain )ของการผลิตกำลังคน ที่ต้องทำให้คนหลุดจากระบบการศึกษาให้น้อยที่สุด และส่งต่อไปสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มากที่สุด แต่ก็ยังมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษานับแสนราย&nbsp; พรรคการเมืองอาจจะบอกว่าการแก้ปัญหาการศึกษาของทั้งประเทศให้เสร็จภายในช่วงอายุของรัฐบาลคือ 4 ปีเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้เห็นคำมั่นสัญญาในการพยายามแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ หรือให้สำเร็จในบางพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนหรือสร้างเป็น Sandbox ขึ้น อาจจะเลือกพื้นที่หรือกลุ่มคนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาสูงก่อน ทำเต็มร้อยไม่ได้แต่ถ้าทำ 10 ในร้อยได้อย่างน้อยก็ช่วยคนได้ 10 คนจากในร้อยคนก่อน”</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> มองว่าการแก้ปัญหาการศึกษาให้สอดรับกับปัจจุบันมากที่สุดรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน Mindset หรือกรอบความคิดหรือทัศนคติในการแก้ปัญหา เพราะโลกในปัจจุบันหมุนเร็วมาก&nbsp;</p>



<p>“โลกของการศึกษาต้องสอดรับกับโลกของตลาดแรงงาน ในเมื่อโลกของตลาดแรงงานมีระยะเวลาของการเตรียมการคือ 3-4 ปี โลกของการศึกษาก็ต้อง 3-4 ปี นั่นคือ 1 เทอมของพรรคการเมือง ดังนั้น อย่างแรกที่ต้องทำคือต้องรู้ว่าในโลกที่อาชีพเปลี่ยนเร็ว การศึกษาก็ต้องปรับตัวให้เร็วเท่าทันระยะเวลาในการจัดการคือ 1 สมัย เพราะถ้าอะไรที่ทำไม่ได้ใน 1 สมัยคือจะไม่ทันกับโลกแล้ว กระทรวงศึกษาและกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องเปลี่ยน Mindset ว่าไม่ใช่กระทรวงที่ทำเพื่อปัจจุบัน แต่ต้องเป็น Ministry of Future คือเป็นกระทรวงที่ทำเพื่ออนาคต เป็นกระทรวงที่ต้องมองไปตรงข้างหน้าว่า เด็กจบการศึกษาแล้วจะเจออะไรบ้าง แล้วย้อนกลับมาคิดให้ได้ว่าต้องเตรียมอะไรเพื่อพวกเขา จึงจะเห็นแผนการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งการให้เงิน การลดหนี้ ไม่ใช่บทบาทของกระทรวงแห่งอนาคต ต้องคิดใหม่ตั้งแต่เริ่ม ต้องคิดผลิตเปลี่ยน Value chain การผลิตกำลังคนตามช่วงชั้น และต้องคิดไปไกล ว่ามันจำเป็นจะต้องเป็นช่วงชั้นหรือเปล่า</p>



<p>เมื่อก่อนเราผลิตกำลังคนตามช่วงชั้นเพราะว่าความสามารถของคนไม่เท่ากัน และความสามารถของการติดตามประเมินผลดูแลของครูก็ไม่เท่ากัน แต่ความจริงแล้ว เด็กมีพัฒนาการที่ต่างกัน บางคนเรียนแค่ครึ่งเทอม ก็เข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างได้ง่าย มีความรู้ทางวิชาการแล้ว แต่อาจจะต้องพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิว ความสามารถในการรับรู้ของตนเอง ประเมินและควบคุมอารมณ์ของตนเอง ในขณะที่บางคนอีคิวดี แต่เรียนไม่ทัน เด็กทั้งสองกลุ่มจะ Pass ชั้น กลับต้องรอ Pass พร้อมกัน&nbsp;</p>



<p>แต่ปัจจุบันถึงยุคที่กระทรวงศึกษาสามารถจะทำให้ความสามารถของเด็กเติบโตตามปัจจัยที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเรื่องการผ่านชั้นมันอาจจะมีการยืดหยุ่น คือต้องมองพัฒนาการทางด้านร่างกายจิตใจและวิชาการไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเมื่อก่อนแนวคิดนี้เป็นเรื่องยาก แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีในการติดตามเรื่องพวกนี้โดยการใช้เอไอมาเป็นผู้ช่วย ซึ่งเอไอทางด้านการศึกษากำลังถูกนำมาใช้มากขึ้นในต่างประเทศ ทั้งมาช่วยในเรื่องการติดตาม Learning Style ของเด็กแต่ละคน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาไปสู่จุดที่สามารถออกแบบข้อสอบในเรื่องเดียวกันที่สร้างขึ้นมาเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคน มันจะหมดยุคที่ว่าไปประเมินปลาด้วยการวิ่งแข่งประเมินลิงด้วยกันว่ายน้ำ”</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> ระบุอีกว่า ปัจจุบันไม่สามารถจัดการศึกษาให้เตรียมคนเพื่ออาชีพได้เหมือนในอดีต แต่ต้องเตรียมสกิลหรือความสามารถเพื่อรับกับสถานการณ์ด้านอาชีพที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>



<p>“วิธีการจัดทรัพยากรบุคคลจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด การเรียนเพื่ออาชีพนั้นไม่เพียงพอแล้ว ต้องเป็นการเรียนเพื่อให้มีทักษะและถ้าเรามีทักษะมากพอ เราก็สามารถไปหาอาชีพได้เอง เพราะฉะนั้น การเรียนโดยใช้สมรรถนะ การใช้ทักษะเป็นหลักจะสำคัญมาก พอเป็นแบบนี้ก็จะสอนแบบเดิมไม่ได้แล้ว ไม่ได้เป็นการเตรียมกำลังคนเฉพาะในสถานศึกษา ระบบการพัฒนาคนจะต้องมองว่าคนทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดเวลา ดังนั้นโมดูลในการดูแลคน จะต้องทำให้เขาเข้าออกในการเรียนรู้ในโลกของทำงานได้อย่างรวดเร็ว ย่อยจากการเรียนรู้ของเขาในส่วนที่ย่อยที่สุดและง่ายที่สุด ทำให้คนทุกช่วงวัยเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น”</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ขับเคลื่อนการศึกษาด้วยฐานข้อมูล</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e3b1fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/รศ.ดร.วีระชาติ-กิเลนทอง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการ RIPED</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐต้องมีนโยบายใช้ระบบฐานข้อมูล ซึ่งเก็บและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบทางอิเล็กทรอนิกส์มาดูแลเด็กอย่างเป็นระบบ และเชื่อมโยงการจัดการศึกษาได้ว่าหากมีมาตรการที่มีทิศทางที่ถูกต้องชัดเจน จะสามารถดูแลเด็กที่ขาดแคลนตั้งแต่เขายังเล็กให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่ออนาคต และต้องไม่ลืมว่าการลดความเหลื่อมล้ำลงได้ การช่วยพวกเขา คือการช่วยให้ประเทศมี GDP สูงขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ</strong> ระบุว่า หากยกตัวอย่างปัญหาสำคัญในรอบปีที่ผ่านมาก็คือ กรณีที่การระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างรุนแรง มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษานับแสนคน การแก้เรื่องนี้ นโยบายแจกเงินเพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอ เพราะมีปัญหาเรื่องกำลังทรัพย์ของครอบครัวซ้อนอยู่ ต่อให้เรียนฟรีก็ฟรีแค่ค่าหน่วยกิต ไม่ได้ฟรีแบบครบวงจรหรือครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริง หากประเมินแล้ว แต่ละครอบครัวอาจจะต้องใช้ทุนการศึกษาประมาณ 40,000 &#8211; 70,000 บาทจึงจะครอบคลุมการแก้ปัญหาได้จริง ก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลและเป็นไปได้ยากที่จะได้เรียน</p>



<p>นโยบายเร่งด่วนที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญ คือมาตรการชดเชย ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ในเด็กปฐมวัยไทยช่วงโควิด-19 ระบาด และในระยะยาว คือการให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และวางแนวทางในการกระจายอำนาจทางด้านการศึกษา หรือแนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้การศึกษาพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเด็ก นโยบายที่จะถูกประกาศขึ้นต้องสามารถนำมาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในห้องเรียน โดยสามารถจำแนกโรงเรียนที่พร้อมกับไม่พร้อมรับมือกับความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแต่ละโรงเรียนแตกต่างกันได้ มีกระบวนการที่ชัดเจนว่าโรงเรียนใดจะใช้แผนเชิงปฏิบัติแบบไหนที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางการศึกษาแคบลง ใช้เครื่องมืออะไรเพื่อยกระดับความพร้อมของเด็กผ่านทักษะทางปัญญา ทักษะทางพฤติกรรม เข้าไปดูแลด้านความพร้อมของครอบครัว ความพร้อมของโรงเรียน</p>



<p>“รัฐบาลใหม่ควรจะใส่ใจเรื่องการทำงานโดยใช้ฐานข้อมูลและงานวิจัยมาทำงานด้านการศึกษาและทุนมนุษย์มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามีนโยบายด้านการศึกษาที่ซ้ำซ้อน หรือเป็นนโยบายที่ไม่ได้คำนึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กจริง ๆ หรือไม่ได้มีการใช้ฐานข้อมูลติดตามการแก้ปัญหาและพิจารณาแนวทางในการจัดการศึกษาอย่างรอบด้าน&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันหลายประเทศใช้ระบบฐานข้อมูลติดตามตัวเด็ก เพื่อจะเห็นการพัฒนาทางการศึกษาของเด็ก โดยสามารถเข้าถึงปัญหาที่เด็กเผชิญอยู่และทำให้ทราบว่านโยบายต่าง ๆ ซึ่งถูกนำไปใช้สามารถพัฒนาการศึกษาของเด็กได้มากแค่ไหน รวมถึงทราบว่านโยบายไหนที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุดหรือเป็นนโยบายซ้ำซ้อน”</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ชุมชนคือระบบนิเวศของการศึกษา</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7adc80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/ดร.สมคิด-แก้วทิพย์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้จัดการโครงการทุนพัฒนาอาชีพ<br>และนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สมคิด แก้วทิพย์</strong> ผู้จัดการโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ. กล่าวว่านโยบายด้านการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องคำนึงถึงศักยภาพของชุมชน ด้วยการสร้างกลไกให้ชุมชนแต่ละแห่งสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตจนสามารถดูแลตนเองได้ รัฐบาลใหม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลด้าน ‘การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงระบบ’ ซึ่งข้อมูลเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วอย่างละเอียด<br><br>“หากเข้ามาดูเรื่องนี้ จะทำให้ทราบว่า การเตรียมการสำหรับการเรียนรู้ยุคใหม่ในระดับชุมชน คือ รัฐจะต้องเข้าไปส่งเสริมการเรียนรู้ของแต่ละชุมชนให้เข้าใจปัจจัยแวดล้อมของแต่ละแห่ง สร้างความเข้าใจในทักษะที่เป็นรากฐานของแต่ละแห่ง จนสามารถยกระดับชีวิตและคุณภาพการศึกษา สังคม วัฒนธรรม อย่างเป็นระบบระเบียบ ยกระดับทักษะให้กลุ่มแรงงานสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้หาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ปัจจุบันเรามีชุมชนต้นแบบการพัฒนาที่สามารถถ่ายทอดทักษะ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่มากมาย”&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.สมคิด</strong> กล่าวว่าที่ผ่านมามีการทดลองพัฒนาทักษะแรงงานโดยเริ่มจากปัญหาของกลุ่มประชากรวัยแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จนเกิดเครื่องมือและงานวิจัยที่สามารถสร้างนวัตกรรมชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ อยู่มากมาย เช่น เทคโนโลยีในการประกอบการ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์&nbsp; การสร้างแหล่งเรียนรู้ และการกำหนดบทบาทผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ให้สามารถพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะและอาชีพที่สามารถนำเสนอและแลกเปลี่ยนกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง จนเกิดระบบฐานข้อมูลอาชีพในท้องถิ่นและองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ เกิดโมเดลทางธุรกิจที่ช่วยให้คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น สามารถขับเคลื่อนเชิงรุกและเสนอเป็นนโยบายที่ขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้วมากมาย</p>



<p>“ชุมชนหรือท้องถิ่น สามารถเป็นระบบนิเวศของการศึกษาที่ดีและมีบทบาทสำคัญในการดูแลเยาวชนในพื้นที่ได้ เช่นบางพื้นที่มีโครงการผลิตอาหาร โครงการที่มีการเลี้ยงปลา ปลูกผัก แล้วให้เด็กนำไปทานที่บ้านเป็นมื้อเช้า แล้วถ้าเด็กเข้าโรงเรียนช่วงใกล้เวลาเรียนจะมีโอกาสได้กินอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน มีอาหารกล่องหรือปิ่นโตกลับบ้าน มีคุณภาพชีวิตที่ดี”&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นโยบายที่เข้าถึงปัญหาที่แตกต่างกัน</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b84b2f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/ดร.ศุภโชค-ปิยะสันติ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์</strong> ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อนุกรรมการกำกับทิศทางของทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ. กล่าวว่านโยบายด้านการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้จริงโดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลโรงเรียนต่าง ๆ อย่างเข้าใจปัญหาที่มีอยู่จริง</p>



<p>“ปัจจุบันมีระบบการเก็บข้อมูลของโรงเรียนแต่ละแห่งที่มากพอจะนำมาออกแบบการช่วยเหลือด้านงบประมาณให้แตกต่างไปจากในอดีตซึ่งเคยช่วยแบบเรตเดียวกันทั้งประเทศ โรงเรียนที่มีศักยภาพสูง อยู่ในเมือง รัฐก็ให้เงินสนับสนุนเท่ากับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รูปแบบการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนน้อยขาดงบประมาณในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้อย่างเพียงพอและส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่สามารถใช้วิธีการเดียวแก้ปัญหาที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบได้</p>



<p>จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบวิธีการช่วยเหลือเฉพาะทางที่ลงลึกในรายละเอียด&nbsp; เข้าใจถึงปัญหาจริง ๆ เช่น เมื่อทราบว่าบางโรงเรียนขาดครูแต่ละช่วงชั้น ต้องมีวิธีการไหนที่เข้าไปช่วยโรงเรียนเหล่านี้ให้ใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่อย่างจำกัด มีระบบการช่วยเหลือ ระบบการระดมทรัพยากรที่จำเป็น ระบบเก็บแลกเปลี่ยนความรู้จากบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่าง ๆ&nbsp; ระบบความช่วยเหลือที่ช่วยพัฒนาศักยภาพครูในพื้นที่ห่างไกล หรือระบบที่ดึงความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่มาช่วยประคองให้โรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนกลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ที่ดูแลเด็ก ๆ ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด”&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f29ed9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/รศ.ดร.วีระเทพ-ปทุมเจริญวัฒนา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต<br>คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</strong> หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความโดดเด่นของนโยบายการศึกษาในสนามเลือกตั้งครั้งนี้คือเกือบทุกพรรคเสนอนโยบายการศึกษาในเชิงสวัสดิการ สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ หรือการศึกษาตามระดับวุฒิฯ&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือพรรคการเมืองยังติดอยู่กับนโยบายการศึกษาในมิติเดิมที่ให้มุ่งสนับสนุนการศึกษาในระบบ เช่น นโยบายเรียนฟรีถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่ไม่เอ่ยถึงการศึกษาในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ตอนนี้ถูกพูดถึงจากเพียงไม่กี่พรรค <strong>รศ.ดร.วีระเทพ </strong>ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของหลายพรรคอาจปรากฏในรูปแบบนโยบายแรงงานที่มีการยกระดับทักษะให้ดีกว่าเดิม (upskill) และสร้างทักษะที่จำเป็นขึ้นมาใหม่ (reskill) แต่นโยบายเหล่านี้ก็ยังไม่เห็นภาพการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัย</p>



<p>“แม้จะได้ยินนโยบายที่แสดงความห่วงใยต่อเยาวชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มเด็กพิเศษที่บกพร่องทางพัฒนาการ กลุ่มเด็กชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กแรงงานข้ามชาติ เยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา รวมถึงกลุ่มเด็กเปราะบาง แต่ก็ยังไม่เห็นแนวคิดที่ชัดเจนในการลงไปแก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแนวคิดที่เข้าไปจัดการปัญหานี้อย่างเป็นระบบ หรือมีแนวทางการจัดการเชิงพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับจังหวัด และชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหานี้ที่เข้มแข็ง”&nbsp;</p>



<p><strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ</strong> ระบุอีกว่า นอกเหนือจากที่ยังไปเห็นไม่โยบายทางการเมืองที่พูดถึงการจัดการปัญหานี้จากรากฐานของคนพื้นที่หรือชุมชนแล้ว ยังไม่เห็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับครูนอกระบบ หรือครูพี่เลี้ยง ทั้งที่คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลไกสำคัญสำหรับการทำงานเชิงพื้นที่ที่สามารถลงไปดูแลได้ถึงรากฐานประเด็นปัญหาด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต การสร้างพื้นที่เรียนรู้ด้วยตนเอง ฯลฯ และช่วยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเด็กแต่ละกลุ่มได้ตรงจุด จนสามารถปรับตัวได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ที่ผ่านมาเราออกแบบวิธีเก็บข้อมูลให้เป็นระบบ และมีครูนอกระบบหรือครูพี่เลี้ยงเป็นเสมือนหน่วยหน้าคอยทำงานสอนหนังสือ สอนอาชีพ สอนทักษะชีวิตและช่วยแก้ปัญหาให้เด็กกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขากลับยังไม่มีแนวคิดหรือนโยบายเข้าไปดูแลมากนัก และต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องวางแนวทางให้แต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชนมาช่วยกันออกแบบระบบการช่วยเหลือที่ยั่งยืน แต่ก็ยังไม่พบนโยบายที่ดูแลเรื่องนี้จากพรรคการเมือง”</p>



<p>เมื่อพิจารณานโยบายการศึกษาในหมวดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต หลายพรรคการเมืองชูการติดตั้งอินเทอร์เน็ต การแจกแท็บเล็ต และการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ <strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ </strong>มองว่านโยบายเหล่านี้เป็นเครื่องมือจำเป็นในการเข้าถึงความรู้ในยุคสมัยนี้ แต่การนำมาบูรณาการกับการเรียนรู้ของเด็กจะเกิดประโยชน์สูงสุดได้เมื่อมีการปรับหลักสูตรให้ตอบความสนใจและความถนัดของผู้เรียนเสียก่อน ดังนั้นสิ่งที่ต้องพูดถึงควบคู่กันคือการออกแบบหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในอนาคตข้างหน้าควรผลักดันไปมากกว่าแค่ในโรงเรียน ประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถออกแบบการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจได้ โดยมีรัฐให้การสนับสนุน</p>



<p>“โจทย์แรกคือจะทำอย่างไรให้ทั้ง 8 กลุ่มสาระสามารถบูรณาการกัน ทุกวันนี้เราสอนแยกแต่ละกลุ่มสาระจนเหมือนจะฝึกเด็กให้เป็นนักวิชาการ เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีให้เด็กได้เรียนสิ่งที่เขาสนใจแล้วสามารถเชื่อมโยงกับ 8 กลุ่มสาระได้ เราเห็นโมเดลที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จแล้ว เช่น โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ เมื่อมีหลักสูตรที่เป็นตัวตั้งแล้ว แท็บเล็ตและอินเทอร์เน็ตจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น และมากกว่าเอาไว้เรียนในสิ่งที่โรงเรียนอยากสอนเพียงอย่างเดียว”</p>



<p><strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ </strong>เสริมว่านโยบาย ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’ เป็นหมุดหมายอันดีในการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต แต่สิ่งสำคัญกว่าการมีนโยบายคือต้องมีการติดตามผลเมื่อนำไปปฏิบัติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามว่าการ ‘เพิ่มเวลารู้’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนจัดหรือครูเป็นผู้กำหนด ส่วนบทบาทของครู นอกเหนือจากด้านวิชาการ ควรมีการปรับเปลี่ยนให้เป็น ‘โค้ช’ ร่วมกันออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียน</p>



<p>ในวาระที่ประเทศไทยกำลังจะได้รัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งใหญ่นี้ <strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ </strong>อยากเห็นการนำ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ไปปฏิบัติให้ได้ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ที่ต้องตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ คาดหวังให้มีการเทียบโอน เชื่อมต่อการศึกษาทุกรูปแบบเข้ากันได้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ หรือการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง รัฐควรมีฐานข้อมูล big data ที่เก็บข้อมูลการเรียนรู้ของประชาชนในทุกรูปแบบไว้ สามารถดึงเอาข้อมูลนั้นไปเทียบคุณวุฒิได้ เรื่องที่ต้องเน้นย้ำคือ รัฐควรสนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย มิใช่แค่เด็กและเยาวชน</p>



<p>ด้านวาระเร่งด่วน <strong><strong>รศ.ดร.</strong>วีระเทพ </strong>อยากให้รัฐบาลชุดใหม่สะสางสิ่งที่ค้างคาในรัฐบาลชุดก่อน ทั้ง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ และหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ติดหล่มความช้าของระบบราชการมาหลายปี เขาอยากเห็นพิมพ์เขียวที่ทันต่อยุคสมัยเพื่อที่ผู้ปฏิบัติสามารถนำไปใช้ออกแบบการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุดได้</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง : </strong>บทสัมภาษณ์ ‘รองศาสตราจารย์ ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา’ บางส่วนจาก <a href="https://www.the101.world/election-2023-education-policy/?fbclid=IwAR1fHiE_VFvfXBDdxZldhYpwH_MC5gNMDadsWFXudbhR774f9BjmEzLtzCw" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The101.World</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120523/">5 ประเด็นที่พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอ แต่ว่าที่รัฐบาลใหม่ควรทำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เปิดผลวิจัย School Readiness เผยสถานการณ์ล่าสุด “เด็กปฐมวัยอยู่ในภาวะเรียนรู้ถดถอยอย่างหนัก”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-school-readiness-030822/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-school-readiness-030822</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Aug 2022 11:51:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สวัสดิ์ ภู่ทอง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังฐานข้อมูล เครื่องมือสร้างความเสมอภาคสู่สังคม ปิดทุก GAP “Learning Loss สู่ Learning recovery” หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น (Lost Generation) : ดึงพลังทุกฝ่ายร่วมฟื้นฟูการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[สกศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58877</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2565 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-school-readiness-030822/">กสศ. เปิดผลวิจัย School Readiness เผยสถานการณ์ล่าสุด “เด็กปฐมวัยอยู่ในภาวะเรียนรู้ถดถอยอย่างหนัก”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2565 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดแถลงข่าว <strong>พลังฐานข้อมูล เครื่องมือสร้างความเสมอภาคสู่สังคม ปิดทุก GAP “Learning Loss สู่ Learning recovery” หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น (Lost Generation) : ดึงพลังทุกฝ่ายร่วมฟื้นฟูการเรียนรู้</strong> เพื่อนำเสนอข้อมูลความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย จากการติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทุกมิติ จนเกิดผลลัพธ์ที่ส่งต่อเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติด้วยพลังความร่วมมือจากทุกฝ่ายมาร่วมกันฟื้นฟูการเรียนรู้ หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท </strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ. ได้ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน สำหรับกลุ่มเด็กปฐมวัยนับเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญหนึ่งของ กสศ. เช่นกัน โดยเด็กควรได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงทองของชีวิตที่จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในทุกด้าน เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงตลอดชีวิต ดังนั้น การพัฒนาและการลงทุนในเด็กปฐมวัย จึงมีความสำคัญสำหรับทุกครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งปัจจุบัน กสศ. ได้ร่วมทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ช่วยเหลือเด็กปฐมวัยยากจนในโรงเรียนอนุบาลผ่านทุนเสมอภาค พร้อมทั้งพัฒนากลไกเชิงระบบในจังหวัดต้นแบบเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยนอกระบบอีกด้วย นอกจากนี้ กสศ. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พัฒนาระบบฐานข้อมูลและงานวิจัยเพื่อชี้ให้เห็นถึงในสถานการณ์สำคัญของกลุ่มเด็กปฐมวัย ทั้งระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้ำ (Early Childhood Longitudinal Data) ซึ่งเริ่มต้นเก็บมาตั้งแต่ปี 2558 และระบบฐานข้อมูลสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-beba63"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ไกรยส-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ. เป็นองค์กรที่มีความพร้อมในการเคลื่อนที่เร็วต่อการแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาในทุกมิติ ทั้งนี้ การดำเนินการสำรวจความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (school readiness) มีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือของประเทศ ซึ่งเก็บข้อมูลลงลึกรายบุคคลและนำเสนอออกมาเป็นรายจังหวัด ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของประชากรกลุ่มสำคัญคือ เด็กปฐมวัย โดยเครื่องมือนี้ได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์แล้ว อันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เมื่อได้จัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบบนฐานงานวิชาการทำให้เราพบว่า COVID-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบเป็นรายบุคคลที่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) แต่ยังทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาขยายกว้างออกไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรานำข้อมูล School Readiness มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ (CCT) และผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์มาจาก สพฐ. นั้นทำให้รู้ว่า เรารอไม่ได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องสูญเสียเด็กไปทั้งรุ่น หรือ Lost Generation ดังนั้น กสศ. พร้อมใช้พลังข้อมูล พลังเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมร่วมแก้วิกฤตสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามา เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนก้าวสู่ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน” <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b12c1a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/สวัสดิ์-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สวัสดิ์ ภู่ทอง รองเลขาธิการสภาการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สวัสดิ์ ภู่ทอง รองเลขาธิการสภาการศึกษา</strong> กล่าวว่า สกศ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิต จึงต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย ส่งผลให้คุณภาพของประชากรของประเทศดีขึ้น ในการดำเนินงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนบรรลุผลสำเร็จ ทำให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านเต็มตามศักยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป</p>



<p><strong>รองเลขาธิการ สกศ. กล่าวอีกว่า </strong>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 &#8211; 2570 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดและการให้บริการแก่เด็กปฐมวัย ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาและการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการพัฒนาเด็กปฐมวัย ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบและกลไกการบูรณาการสารสนเทศด้านเด็กปฐมวัยและการนำไปใช้ประโยชน์ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดทำและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและการดำเนินการตามกฎหมาย ยุทธศาสตร์ที่ 6 การวิจัยพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ และยุทธศาสตร์ที่ 7 การบริการจัดการ การสร้างกลไก การประสานงานการดำเนินการ และการติดตามประเมินผล</p>



<p>“จากแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย แนวทางการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จทั้ง 7 ยุทธศาสตร์ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่นให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการจัดการศึกษาและการพัฒนาเด็กปฐมวัย อีกทั้งสนับสนุนให้แต่ละหน่วยงานสามารถบูรณาการระหว่างแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 &#8211; 2570 กับแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำไปจัดทำแผนปฏิบัติการ ทำให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างมีเอกภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบ แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 &#8211; 2570 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางและเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพการบริการ ดูแล พัฒนา และจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน” ดร.สวัสดิ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10d548"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/วีระชาติ-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED<br>มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง </strong>ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า RIPED ได้ดำเนินงานร่วมกับ กสศ. เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย อาทิ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) การสำรวจข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้ำ (Early Childhood Longitudinal Data: ECLD) การพัฒนาศูนย์อบรมและครูปฐมวัยด้วยหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์จำนวนไม่น้อย สำหรับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา (Thailand School Readiness Survey: TSRS) จะเป็นเครื่องมือเพื่อประเมินว่า เด็กปฐมวัยมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เป็นทางการในระดับประถมศึกษาหรือไม่ โดยวัดทักษะพื้นฐานของเด็กปฐมวัยด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ และ Executive Functions (EFs) พร้อมสำรวจข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือนและสถานศึกษา โดยเครื่องมือนี้ ได้พัฒนาต่อยอดมาจากแบบประเมินภายใต้โครงการ Measuring Early Learning and Outcome หรือ MELQO ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การยูเนสโก (UNESCO) ธนาคารโลก (World Bank), Brookings Institution และ องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ปัจจุบันสำรวจไปได้ 73 จังหวัด เหลืออีก 4 จังหวัดจะเลื่อนไปสำรวจในช่วงต้นปี 2566</p>



<p>ข้อค้นพบจาก TSRS ที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งคือ การปิดสถานศึกษาในช่วงการะบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน โดยดูได้จากผลเปรียบเทียบระดับความพร้อมฯ เฉลี่ยด้านวิชาการ<sup>[1]</sup> ที่ได้จากข้อมูลใน 3 ระยะ 3 ปีที่เราเก็บข้อมูลต่อเนื่องกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลของกลุ่มเด็กที่เก็บในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่มีการปิดเรียนอย่างยาวนานมีระดับความพร้อมฯ ต่ำกว่ากลุ่มเด็กที่เก็บในปี 2563 ซึ่งยังไม่มีผลกระทบจากโควิด และกลุ่มเด็กเก็บในปี 2564 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดเล็กน้อย ดูรูปที่ 2 ประกอบ เมื่อทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปิดเรียนอย่างยาวนานจากโควิด-19 ส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีโอกาสเป็นเด็กหางแถวมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงในรูปที่ 3 และส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นอย่างมากอีกด้วย ดูรูปที่ 4 ประกอบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e155a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/01-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ด้วยการที่ RIPED และ กสศ. มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้ำ (Early Childhood Longitudinal Data: ECLD) จึงสามารถใช้ข้อมูลนี้ร่วมติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น วิเคราะห์และประเมินผลได้อย่างลึกซึ้งและสอดคล้องต่อสถานการณ์จริง ซึ่งพบประเด็นที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ช่วงปิดสถานศึกษาจะทำให้เด็กปฐมวัยอยู่กับครัวเรือนมากขึ้น แต่จากข้อมูลพบว่า ครอบครัวอ่านหนังสือให้เด็กฟังน้อยลง โดยจะเห็นได้จากค่าเฉลี่ยของจำนวนวันต่อสัปดาห์ที่ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กปฐมวัยในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 เปรียบเทียบกับก่อนการระบาดลดลงอย่างชัดเจน ดูรูปที่ 5 ประกอบ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กก็อ่านหนังสือเองน้อยลงอย่างชัดเจนด้วย รูปที่ 7 และ 8 ในขณะที่ รูปที่ 9 เด็กใช้เวลากับหน้าจอ (screen time) เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในที่นี้นับเฉพาะเวลาที่เด็กเล่นเกมส์หรือดูรายการ แต่ไม่รวมเวลาเรียนออนไลน์</p>



<p>ข้อค้นพบที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ ระดับเศรษฐฐานะของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย รูปที่ 10 ซึ่งหมายความว่า เด็กปฐมวัยจากครอบครัวที่ยากจนกว่ามีความพร้อมฯ ต่ำกว่า และเมื่อนำข้อมูลสถานะความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยที่สำรวจในปี 2563 (ปีการศึกษา 2562) เชื่อมโยงกับข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก กสศ. ผลการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ว่า เด็กยากจนพิเศษมีระดับความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 5.7 และร้อยละ 4.2 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 7.7 และร้อยละ 8.7 ของคะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ในขณะที่เด็กยากจน มีระดับความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 3.8 และร้อยละ 3.5 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 5.1 และร้อยละ 7.2 ของคะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ดูรูปที่ 11 ผลการวิเคราะห์ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยากจนหรือความขัดสนมีผลต่อความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>เมื่อนำข้อมูลสถานะความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยที่สำรวจในปี 2563 (ปีการศึกษา 2562) ไปเชื่อมโยงกับผลการทดสอบการอ่าน (Reading Test หรือ RT) ของ สพฐ. ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2564 (ปีการศึกษา 2563) ผลการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ว่า ชุดเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการ TSRS มีความสามารถในการพยากรณ์ผลการทดสอบการอ่าน (RT) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเห็นได้ว่า เด็กปฐมวัยที่มีความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 มีแนวโน้มที่จะมีผลการทดสอบการอ่านด้านการอ่านออกเสียงเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.46 และร้อยละ 0.40 ของคะแนนเต็ม และ จะมีผลการทดสอบการอ่านด้านการอ่านรู้เรื่องเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.28 และร้อยละ 0.23 ของคะแนนเต็ม ดูรูปที่ 12 ประกอบ ผลการวิเคราะห์ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จด้านการเรียนของเด็กในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ และเครื่องมือสำรวจชุดนี้สามารถประเมินเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสมสำหรับการติดตามสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทยและติดตามความก้าวหน้าของประเทศไทยตามเป้าหมายการพัฒนาประเทศด้านการศึกษา (SDG4)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3259ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/03-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากข้อมูลที่ดำเนินการสำรวจในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า 1) การปิดสถานศึกษาในช่วงการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างมาก 2) ความยากจนมีผลทำให้เด็กปฐมวัยได้ไม่เต็มศักยภาพหรือไม่มีความพร้อมฯ เท่าที่ควร 3) บ้านหรือครอบครัวยังขาดทักษะและความเข้าใจในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และ 4) เครื่องมือสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness) ภายใต้โครงการ TSRS เป็นเครื่องมือประเมินเด็กปฐมวัยที่เหมาะสมสำหรับการติดตามสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย</p>



<p>“วันนี้เราทุกคนได้รับบทเรียนที่สำคัญจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เด็กปฐมวัยที่ประสบกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ที่รุนแรง น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนควรจะร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน นโยบายระยะสั้นที่ควรจะเร่งดำเนินการคือ การเปิดเรียนให้นานและปิดให้น้อย เพื่อชดเชยเวลาคุณภาพที่ขาดหายไปในช่วงที่ผ่านมา นโยบายระยะยาวที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูทักษะ คือ การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนระดับปฐมวัยโดยเฉพาะสำหรับเด็กที่ขาดโอกาสหรือเด็กยากจน ซึ่งจากที่ได้ดำเนินการพัฒนาครูปฐมวัยด้วยหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ภายใต้การสนับสนุนของ กสศ. ชี้ให้เห็นว่า ครูปฐมวัยเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและเด็ก และสนับสนุนให้เกิดแนวทางการสอนที่มีประสิทธิภาพ เช่น การสอนแบบไฮสโคป ไปประยุกต์ใช้ได้จริง จึงน่าจะเป็นคำตอบสำคัญสำหรับการฟื้นฟูทักษะให้กับเด็กปฐมวัยและการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยในอนาคต”</p>



<p>ส่วนบทเรียนเกี่ยวกับความขัดสนของครอบครัวและความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย อาจต้องพิจารณาการสนับสนุนหรืออุดหนุนเด็กปฐมวัยอย่างเร่งด่วน เพราะความพร้อมฯ ของพวกเขามีผลต่อความสำเร็จด้านการเรียนในอนาคตอย่างมาก โดยความยากจนหรือการมีทรัพยากรที่จำกัดอาจส่งผลให้ครัวเรือนไม่สามารถมอบการเลี้ยงดูเด็กได้ดีเท่าที่ควร เช่น กิจกรรมคุณภาพ เวลาคุณภาพ อุปกรณ์หรือหนังสือที่มีคุณภาพได้ โดยการขาดในแง่ของความรู้และทักษะอาจแก้ด้วยการพัฒนาทักษะให้ผู้ปกครอง (parenting education) หรือการยกระดับการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพมากขึ้นเพราะสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมคุณภาพเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปได้ไม่มากก็น้อย แต่หากเป็นการขาดอุปกรณ์อาจแก้ปัญหาได้ด้วยการให้เงินช่วยเหลือครอบครัวเด็กปฐมวัยที่ขาดแคลน ดังนั้น เพื่อให้สามารถออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าอะไรคือกลไกสำคัญที่ทำให้ความยากจนมีผลต่อความพร้อมของเด็กปฐมวัย นักวิจัยเชื่อว่า ข้อมูลแบบตัวอย่างซ้ำที่ดำเนินการสำรวจอย่างต่อเนื่องน่าจะสามารถช่วยไขปริศนานี้ได้ในอนาคตอันใกล้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-594f07"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ศิริวรรณ-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ<br>คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ </strong>คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นองค์กรที่พึ่งของท้องถิ่น ในเรื่องการผลิตและพัฒนาครู การส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน<strong> </strong>โดยเฉพาะในช่วงของการแพร่ระบาดของCOVID-19 ที่การจัดการเรียนสอนต้องมีการยกระดับแบบแบบฉับพลัน รวมทั้งกระบวนการผลิตครูฝึกหัดและพัฒนาครูประจำการในช่วงของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ห้องเรียนมิใช่ที่โรงเรียนแต่เป็นที่บ้าน และครูมิใช่ผู้สอนท่านเดียวแต่มีทีมสอนคือผู้ปกครอง ความท้าทายคือ จะปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครูที่เน้นการใช้ห้องเรียนเป็นที่บ่มเพาะนักศึกษาร่วมกับการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่โรงเรียนนั้นไม่เพียงพอต่อการสถานการณ์โลกที่ได้รับผลกระทบจนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขณะนี้บริบทของโรงเรียนที่แตกต่างกันทั้งในเรื่องความพร้อมของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ดังนั้นการพัฒนาครูประจำการให้มีความพร้อมในองค์ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 เสมือนการติดอาวุธให้กับครูฝึกหัดที่อยู่ในระบบการผลิต และครูประจำการที่อยู่ในสถานศึกษาให้เป็นครูที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ฉลาดรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานเป็นทีมในชุมชนได้โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ</p>



<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริวรรณ </strong>กล่าวอีกว่า มรภ.ภูเก็ต ได้มีโอกาสร่วมดำเนินงานกับ กสศ. ใน 2 โครงการ คือ <strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตครูระบบปิดและเตรียมพร้อมครูในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน สร้างครูที่มี Soft Skill และมีเทคนิควิธีการสอนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการมีความรู้ในหลักวิชาการ ในขณะเดียวกันโรงเรียนปลายทางจะมีผู้บริหาร และครูที่ได้รับการส่งเสริมโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ เกิดทีมทำงานในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียนโดยมีทีมหนุนนำอย่างต่อเนื่อง (Teacher Coaching) จากสถาบันการผลิตครูที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. และ <strong>โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP</strong> ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครู (School Professional Development: SPD) สำหรับการพัฒนาครูประจำการและนักเรียนทั้งโรงเรียนโดยครอบคลุมทุกระดับชั้น เน้นการสนับสนุนจากทีมโค้ช (Q-Coach) มีการทำงานในลักษณะสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน (Q-Network) โดยนำระบบ IT (Q-Info) มาเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน เพื่อให้โรงเรียนทำงานง่ายขึ้น สร้างโรงเรียนให้เป็น ชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ด้วยกระบวนการ Q-PLC เน้นการสร้างวงจรของการเรียนรู้ที่เป็นระบบและต่อเนื่องและเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะของนักเรียน ช่วยเหลือนักเรียนที่มาจากครอบครัวด้อยโอกาส บ่มเพาะครูด้านจิตวิญญาณความเป็นครูและครูผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน นับว่า เป็นพื้นที่นำร่องที่เตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ตรงจุดทั้งระบบการผลิตและระบบการพัฒนาครูอย่างครบถ้วน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ใดๆ เกิดขึ้นครูที่ได้จากกระบวนการผลิตและพัฒนาในแนวทางนี้ย่อมยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน เติมเต็มองค์ความรู้เสมอ และกล้าที่จะร่วมมือกับชุมชน ซึ่ง ณ ตอนนี้ถ้ากล่าวถึง Learning Loss และ Social and Emotional Loss ที่โรงเรียนและผู้ปกครองต้องช่วยกันให้ข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อประเมินการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความไม่พร้อมหรือด้อยโอกาสทางการศึกษาสู่กระบวนการออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้บูรณาการที่ช่วยเติมเต็มการเรียนรู้  การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3f48eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/02-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“</strong>เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา ในสถานการณ์ที่เราทุกคนได้รับผลกระทบจาก COVID-19 นั้น สิ่งที่สามารถทําได้ทันที เพื่อบรรเทาอุปสรรคและนำไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ท่ีดี คือการพัฒนาวิชาชีพครู ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อการขับเคลื่อนการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Professional Development) โดยคำนึงถึงบริบทและความต้องการของโรงเรียน นักเรียน และครูเป็นเป้าหมายของการพัฒนา โรงเรียนมีโอกาสในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของตนเอง (School Goal) โดยใช้เครื่องมือประเมินผลเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation: DE) เพื่อในการวิเคราะห์สภาพปัญหา สถานการณ์และบริบทของโรงเรียน การถดถอยทางการเรียนรู้ ทักษะทางสังคมและอารมณ์ รวมถึงชุมชน เพื่อปรับเปลี่ยนและยกระดับการพัฒนาโรงเรียน ครู ผู้อำนวยการ ชุมชนและนักเรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ทั้งในมิติคุณค่า (Values) ทัศนคติและอุปนิสัย (Attitudes) ทักษะ (Skills) และความรู้ (Knowledge) รวมถึงมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น” <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริวรรณ </strong>กล่าว</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p><sup>[1]</sup> ทักษะทางวิชาการในที่นี้หมายถึงผลรวมของผลการทดสอบด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ (คิดให้คะแนนเต็มเท่ากับ 100 คะแนน) ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ข้อสรุปทำนองเดียวกันเมื่อแยกพิจารณาทักษะด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ แต่เพื่อความกระชับจึงนำเสนอเฉพาะทักษะทางวิชาการเท่านั้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-school-readiness-030822/">กสศ. เปิดผลวิจัย School Readiness เผยสถานการณ์ล่าสุด “เด็กปฐมวัยอยู่ในภาวะเรียนรู้ถดถอยอย่างหนัก”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดความรู้ RCT ปูทางวิจัยแก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-040322/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-040322</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Mar 2022 09:13:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นฎา วะสี]]></category>
		<category><![CDATA[Research Institute for Policy Evaluation and Design]]></category>
		<category><![CDATA[งานเสวนา RCT Human Capital Seminar Series ครั้งที่ 1]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[RCT]]></category>
		<category><![CDATA[Prof. Hawley]]></category>
		<category><![CDATA[Ohio State University]]></category>
		<category><![CDATA[CCMEP]]></category>
		<category><![CDATA[Comprehensive Case Management and Employment Program]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=52502</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-040322/">เปิดความรู้ RCT ปูทางวิจัยแก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF) ได้เริ่มการจัดงานสัมมนาชุด RCT Human Capital Seminar Series เพื่อเผยแพร่แนวคิดและความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ในด้านทรัพยากรมนุษย์แก่ผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทย โดยจะมีการเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมานำเสนอแนวคิดและผลงานวิจัยในประเด็นดังกล่าว โดยการจัดงาน RCT Human Capital Seminar Series ครั้งที่ 1 ขึ้นได้รับเกียรติจาก Professor Joshua Hawley จาก Ohio State University มาบรรยายในหัวข้อ “Labor force impacts of enhanced employment counseling in the United States: The limits of an encouragement RCT design” ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ทำร่วมกับ Tian Lou และ Sunny Munn</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-95a190"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/21.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>Prof. Hawley ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการพยายามประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ “Comprehensive Case Management and Employment Program” หรือ CCMEP ซึ่งเป็นโครงการอบรมพัฒนาทักษะและให้คำปรึกษาด้านอาชีพ โดยรัฐ Ohio ได้มีการออกกฎหมายให้เยาวชนอายุ 14–24 ปี ทุกคนมีสิทธิลงทะเบียนกับโครงการนี้ ในเบื้องต้นโครงการจะประเมินว่าเยาวชนแต่ละคนต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ และต้องการความช่วยเหลือในด้านใด โดยมีการช่วยเหลือถึง 14 รูปแบบและมี case manager ช่วยดูแลใกล้ชิด</p>



<p>แม้ว่าทีมวิจัยจะอยากใช้วิธีการ Randomized Controlled Trial (RCT) ที่ใช้กันทั่วไป นั่นคือ มีการสุ่มให้คนบางกลุ่มเป็นกลุ่ม treatment และบางกลุ่มเป็นกลุ่ม control แต่กรณีนี้ไม่สามารถทำได้เพราะรัฐ Ohio ต้องการให้เยาวชนทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมโครงการพร้อม ๆ กัน ทีมวิจัยจึงให้มาใช้ “Encouragement design” RCT แทน โดยสุ่มจากเยาวชนทุกคนที่มีสิทธิ และกลุ่ม treatment จะได้รับ text message ชวนให้ไปลงทะเบียนร่วม CCMEP โดยมีกลุ่มตัวอย่างกว่า 13,000 ราย แต่ RCT ดังกล่าวมีข้อผิดพลาด เพราะมีกลุ่ม treatment ลงทะเบียนเพียงร้อยละ 4 ซึ่งอาจจะเกิดจาก nudge ที่เลือกใช้ยังไม่สามารถทำให้คนเห็นประโยชน์ของโครงการ นอกจากนี้ กลุ่ม control ซึ่งไม่ควรลงทะเบียน ก็มาลงทะเบียนถึงเกือบร้อยละ 4 ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค เพราะรัฐบาลท้องถิ่นมีปัญหาเกี่ยวกับระบบข้อมูล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da8c73"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/513280.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Professor Joshua Hawley จาก Ohio State University</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ดี Prof. Hawley และทีมวิจัย มีฐานข้อมูล administrative data ที่ได้พัฒนามาเป็นเวลานานและมีการเชื่อมข้อมูลเรื่องการศึกษาและตลาดแรงงาน (การเข้าทำงาน และค่าจ้าง) ทำให้สามารถประเมิน CCMEP โดยวิธี quasi-experiment ได้ โดยการศึกษานี้ไม่ได้พบผลสัมฤทธิ์ของโครงการมากนัก ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะการที่โครงการนี้แม้จะครอบคลุม แต่ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับรัฐบาลท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ต้องบริหารจัดการ รวมถึงการที่เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการค่อนข้างเป็นกลุ่มที่ขาดโอกาสมาถึง 8 ปี การที่โครงการนี้จะมาชดเชยส่วนที่หายไปจึงไม่ได้ง่ายนัก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3000b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/22.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ วสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ Prof. Hawley ยังได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำ RCT ที่น่าสนใจ 3 ประการ คือ</p>



<ol><li>Don’t be impatient: ไม่ควรเร่งรีบในการทำ RCT หากยังไม่พร้อม</li><li>Hold out for a regular RCT: การทำ RCT ไม่จำเป็นต้องเป็น scale ใหญ่เสมอไป ในบางครั้งการทำ RCT ใน scale เล็กอาจเป็นเรื่องดี เนื่องจากควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า</li><li>Data: การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบูรณาการข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในส่วนของ Prof. Hawley เองก็ได้มีการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างรัฐ Ohio และ Ohio State University ในชื่อ Ohio Longitudinal Data Archive (OLDA) เพื่อเปิดให้นักวิจัยทั้งภายในและภายนอกได้เข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในทางสาธารณะ</li></ol>



<p>ด้าน ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) สะท้อนการใช้วิธี Randomized Controlled Trial (RCT) จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการประเมินผลของมาตรการที่ใช้ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการศึกษาในประเทศไทย โดยเฉพาะในห้วงโควิด-19 ในพื้นที่ซึ่ง กสศ.ได้ลงไปทำงานเพื่อหามาตรการช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สูง และมีเด็กนักเรียนจำนวนมากไม่สามารถไปเรียนได้มากกว่า 1ปี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-901479"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/24.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED<br>มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ.ได้มีความร่วมมือกับยูนิเซฟ ประเทศไทย และมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ในการนำเอามาตรการแนวทางการเรียนการสอนแบบต่าง ๆ เพื่อเข้าไปใช้ในการฟื้นฟูความรู้ให้กับนักเรียนในกลุ่มจังหวัดสมุทรสาคร โดยจะมีสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) ร่วมกันออกแบบแนวทางการใช้ RCT ในการติดตามดูผลกระทบ โดยโครงการนี้จะเริ่มต้นดำเนินงานในโรงเรียนได้ในช่วงการเริ่มต้นของภาคเรียนที่ 1/2565 ในเดือนพฤษภาคม นี้”</p>



<p>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (Research Institute for Policy Evaluation and Design: RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เสริมการปรับใช้ RCT ในประเทศไทยที่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ไปด้วยกันเนื่องจากแต่ละพื้นที่พบข้อจำกัดในแง่มุมคล้ายคลึงกันที่มีผลต่อนักวิจัยในการทำงานภาคสนาม อาทิ บทบาทจากภาครัฐ หรือการประเมินค่าใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งบทเรียนจากการทำงานของ Prof. Hawley จะมีประโยชน์ในการนำมาใช้กับพื้นที่ จ.สมุทรสาครที่มีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e0d3cc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/25.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวถึงการทำวิจัยในรูปแบบ RCT ที่เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ทำให้ได้ทบทวนทั้งในแง่ความสำเร็จรวมถึงข้อผิดพลาดที่ต้องนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ได้วิธีการวิจัยที่เหมาะสม รวมถึงการนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในแต่ละประเทศด้วย&nbsp;</p>



<p>ในงานเสวนา RCT Human Capital Seminar Series ครั้งที่ 1 ดร.ภูมิศรัณย์ทิ้งท้ายว่าครั้งนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะได้นำงานวิจัยที่ใช้ Evidence-Based Research ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา หรือ RCT มาเผยแพร่ให้กับสังคมไทย นักวิจัยในประเทศไทย หรือกับภาคีเครือข่ายได้มีความรู้ความเข้าใจ ซึ่งจะจัดขึ้นต่อเนื่องไปอีกเพื่อในอนาคตจะต่อยอดสร้างเป็นเครือข่ายนักวิจัยที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ในวงการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-040322/">เปิดความรู้ RCT ปูทางวิจัยแก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.จับมือภาคีเครือข่ายพันธมิตร ชวนโรงเรียนทั่วประเทศเข้าร่วม PISA For Schools เพื่อพัฒนาศักยภาพการศึกษาของไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-pisa-for-schools-thailand-251121/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-pisa-for-schools-thailand-251121</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Nov 2021 05:46:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Tse Chi Sum]]></category>
		<category><![CDATA[Tiago de Miranda Fragoso]]></category>
		<category><![CDATA[Dr. Joanne Caddy]]></category>
		<category><![CDATA[PISA-based Test for Schools]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณัฐา เพชรธนู]]></category>
		<category><![CDATA[PBTS]]></category>
		<category><![CDATA[PISA for Schools]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48320</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-pisa-for-schools-thailand-251121/">กสศ.จับมือภาคีเครือข่ายพันธมิตร ชวนโรงเรียนทั่วประเทศเข้าร่วม PISA For Schools เพื่อพัฒนาศักยภาพการศึกษาของไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วย ดร.ณัฐา เพชรธนู ผู้อำนวยการศูนย์ PISA สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ร่วมกันนำการทดสอบ PISA for Schools ซึ่งจัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เข้ามาในประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยแบบองค์รวม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7cfc73"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/17-PISA-For-Schools-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จกับการจัดงานเสวนา <a href="https://www.eef.or.th/article-pisa-for-schools-thailand/" title="https://www.eef.or.th/article-pisa-for-schools-thailand/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การประเมิน PISA for Schools ยกระดับการศึกษาไทย</a> และทำให้โรงเรียนต้นแบบมีความรู้เพิ่มเติมในการใช้ประโยชน์จากบททดสอบ PISA For Schools พร้อมทั้งยืนยันผลลัพธ์เชิงบวกต่อวงการการศึกษาไทย ภาคีเครือข่ายจึงขอเชิญชวนให้โรงเรียนทั่วประเทศได้เข้าร่วมกับโครงการอย่างทั่วถึง เพื่อเป็นการกระจายองค์ความรู้ให้ครอบครัวอย่างทั่วถึง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-58f4ab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/17-PISA-For-Schools-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การทดสอบ PISA for Schools คืออะไร?</strong></h4>



<ul><li>OECD พัฒนา <strong>การประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากลเพื่อการพัฒนาสถานศึกษา (PISA for Schools) </strong>ขึ้นเพื่อให้โรงเรียนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลสมรรถนะผู้เรียน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกันได้ทั่วโลก และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการพัฒนาโรงเรียนและการจัดการเรียนการสอน</li><li>แบบทดสอบที่ใช้ในโครงการ PISA for Schools เรียกว่า PISA-based Test for Schools (PBTS) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย OECD ออกแบบมาเพื่อวัดสมรรถนะผู้เรียนใน 3 ด้าน คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยไม่เน้นการวัดความรู้ตามกลุ่มสาระ แต่เน้นวัดความสามารถของผู้เรียนในการนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ โดย OECD ได้ออกแบบการทดสอบ PBTS ให้สามารถเทียบเคียงข้อมูลกับการสอบ PISA ซึ่งจัดขึ้นทุก 3 ปีได้</li><li>การทดสอบ PISA for Schools ต่างจากการทดสอบ PISA (หรือเรียกว่า PISA main study) ซึ่งจัดขึ้นทั่วโลกทุก 3 ปี ที่วัตถุประสงค์ โดยการทดสอบ PISA จะเน้นไปที่การจัดทำข้อมูลเชิงเปรียบเทียบในระดับโลก เน้นให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ในการพัฒนานโยบายการศึกษาระดับชาติ ส่วน PISA for Schools จะเน้นการรายงานผลระดับโรงเรียน ผ่านรายงานระดับสถานศึกษา <a href="https://drive.google.com/file/d/1xx2ZdKyOSw-M3JJnt0BxEXScdqFvipma/view" target="_blank" rel="noreferrer noopener">(School Report)</a> [ใส่ Link] ออกแบบมาเพื่อให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนได้โดยตรง</li><li>นอกจากข้อมูลสมรรถนะผู้เรียนแล้ว PISA for Schools ยังพ่วงท้ายด้วยแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐฐานะ (Socio-economic background) มุมมองของผู้เรียนที่มีต่อตนเอง และการจัดการเรียนการสอน และทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Skills)</li><li>ในปี 2564 ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ PISA for Schools เป็นปีแรก มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งหมด 66 โรงเรียน นักเรียนเข้าร่วมการทดสอบ 2,314 คน</li></ul>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">PISA จะมีประโยชน์กับวงการศึกษาในเมืองไทยอย่างไร?</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-323c27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421492.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ณัฐา เพชรธนู ผู้อำนวยการศูนย์ PISA<br>สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ณัฐา เพชรธนู </strong>ผู้อำนวยการศูนย์ PISA สพฐ. ชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนสามารถใช้ผลการทดสอบ PISA For Schools เพื่อใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา และเรียนรู้การอ่านรายงาน ประยุกต์ใช้กับการประเมินมาตรฐานทางการศึกษาอื่นๆ ที่แต่ละโรงเรียนสามารถเข้าร่วมเพื่อพัฒนาหลักสูตรของตนในอนาคต&nbsp;</p>



<p>ทั้งยังได้แนะนำให้โรงเรียนในประเทศไทยประยุกต์ใช้เครื่องมือจาก OECD เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาในระดับภูมิภาค มีข้อมูลเพียงพอที่จะแสดงความเห็นเพื่อปรับปรุงและพัฒนาด้านนโยบาย เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cdfcd8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ดร.วีระชาติ-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง<br>อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย<br>ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง </strong>ได้เสริมในส่วนนี้ว่า สถานศึกษาสามารถนำเอาผลการสอบไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานนานาชาติ และออกแบบการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยรวม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3b6e9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421490.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.โจแอนน์ แคดดี้ (Dr. Joanne Caddy)<br>นักวิเคราะห์อาวุโส และ หัวหน้าทีมประจำ OECD</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทางด้านผู้เชี่ยวชาญของ OECD อย่าง <strong>ดร.โจแอนน์ แคดดี้ (Dr. Joanne Caddy)</strong> นักวิเคราะห์อาวุโสและหัวหน้าทีม PISA for Schools ประจำ OECD ยังได้เน้นย้ำความสำคัญของการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ PISA For Schools โดยชี้ให้เห็นว่า บุคคลากรทางการศึกษาทุกท่านที่เข้าร่วมถือผู้บุกเบิกในการพัฒนาองค์ความรู้สำหรับการพัฒนาคุณภาพ และกล่าวต่อไปว่า ทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมไม่ได้ยกระดับการศึกษาของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้คุณภาพการศึกษาประเทศไทยโดยรวมเพิ่มขึ้นอีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fe8929"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421489.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ทีอาโก เดอ มิรันดา เฟรโกโซ (Tiago de Miranda Fragoso)<br>นักวิเคราะห์ด้านการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ทีอาโก เฟรโกโซ (Dr. TiagoFragoso) </strong>นักวิเคราะห์ด้านการศึกษาของ OECD<strong> </strong>ได้กล่าวถึงความสำคัญทางสถิติของการเข้าร่วมโครงการ PISA For Schools เนื่องจากเป็นการทดสอบที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของโรงเรียน 5,000 แห่งที่เข้าร่วมจาก 15 ประเทศ ซึ่งจะทำให้โรงเรียนที่เข้าร่วมได้เห็นภาพใหญ่ของวงการการศึกษาในระดับโลก และเข้าใจถึงทิศทางในการพัฒนาอย่างเป็นเอกภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9c4775"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/421488.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เซี่ย จื้อ เซิน (Tse Chi Sum) นักวิเคราะห์ด้านการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากเรื่องการเข้าถึงข้อมูลและมาตรฐานการเรียนการสอนแล้ว <strong>เซี่ย จื้อ เซิน (Tse Chi Sum)</strong> นักวิเคราะห์อีกคนของ OECD ได้อธิบายว่า ทาง OECD ได้จัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ “PISA for Schools Community” ที่จะมีคณะครูและนักการศึกษาจากทั่วโลกเข้ามาแสดงความคิดเห็น ช่วยกันแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่ได้พบเจอในแต่ละวัน ทำให้คุณครูไทยสามารถรับคำแนะนำ หรือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหากับเพื่อนครูจากทั่วโลก พร้อมยังสามารถปรับแนวทางจากนานาชาติเข้ามาเป็นแนวทางการสอน หรือการเรียนรู้ของตัวเองได้อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a0c852"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/17-PISA-For-Schools-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมกับโครงการ PISA For Schools จะทำให้วงการศึกษาไทยสามารถยกระดับตัวเองได้รวดเร็ว และยังเป็นปัจจัยที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสำคัญที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ อย่างเช่น ปัญหาการเรียนรู้ของกลุ่มเปราะบาง หรือความไม่เสมอภาคทางการศึกษา เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-994c29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/17-PISA-For-Schools-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p>สำหรับคณะครูหรือโรงเรียนที่สนใจอยากติดต่อเพื่อเข้าร่วมโครงการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม<br>สามารถติดต่อได้ที่ คุณภูมิ เพ็ญตระกูล ผู้รับผิดชอบโครงการ PISA for Schools ประเทศไทย<br>(phoom@eef.or.th)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-pisa-for-schools-thailand-251121/">กสศ.จับมือภาคีเครือข่ายพันธมิตร ชวนโรงเรียนทั่วประเทศเข้าร่วม PISA For Schools เพื่อพัฒนาศักยภาพการศึกษาของไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
