<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%a8-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 07 Dec 2023 04:39:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ถอดสูตรกระจายอำนาจจัดการศึกษา พัฒนาโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่พื้นที่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-071223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Dec 2023 04:39:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์]]></category>
		<category><![CDATA[การกระจายอำนาจทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75020</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากพิจารณาถึงเจตจำนงของการกระจายอำนาจในประเทศไทยตั้งแต่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-071223/">ถอดสูตรกระจายอำนาจจัดการศึกษา พัฒนาโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่พื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากพิจารณาถึงเจตจำนงของการกระจายอำนาจในประเทศไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และกฎหมายสำคัญซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจปี 2542 รวมถึงแนวทางที่ปรากฏในแผนการกระจายอำนาจจนถึงปัจจุบัน ได้ย้ำเน้นถึงหลักการสำคัญนั่นคือ การมุ่งเน้นการจัดระบบบริการสาธารณะตามอํานาจหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดทําบริการสาธารณะตามอํานาจหน้าที่และภารกิจถ่ายโอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น</p>



<p>สาระสำคัญของการกระจายอำนาจ หมายถึงการให้อำนาจการตัดสินใจและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับท้องถิ่นนั้น อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกลไกในระดับชุมชนท้องถิ่น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจุบัน = กระจายอำนาจ ภายใต้โครงสร้างรวมศูนย์&nbsp; </strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bdb4cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1207_ภาพประกอบ_รศ.ดร.วสันต์-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>มิติด้านการศึกษานับเป็นอีกด้านหนึ่งของคุณภาพชีวิต ซึ่งก็ปรากฏความพยายามที่จะกระจายอำนาจในด้านนี้อยู่หลายระลอก แต่โดยภาพรวมก็ยังเป็นการกระจายอำนาจแบบจำกัด ดังปรากฏว่า กลไกสำคัญที่มีบทบาทนำทั้งในเชิงอำนาจหน้าที่ กลไก และทรัพยากร ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่หน่วยงานราชการส่วนกลาง แม้ว่า กระทรวงศึกษาเองก็ได้พยายามที่จะกระจายอำนาจภายในกระทรวงตนเอง แต่ก็มีลักษณะเป็นการกระจายอำนาจภายใต้โครงสร้างที่ยังรวมศูนย์อำนาจอยู่ (deconcentration) นั่นคือ การเกิดขึ้นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภายใต้กระทรวงศึกษา</p>



<p>“กรณีแบบนี้อธิบายได้ว่า แทนที่จะให้อธิบดีกำหนดและตัดสินใจจากส่วนกลางทั้งหมด ก็มีการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ กระจายกำลังคน และการจัดการไปยังผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาบริหารจัดการสถานศึกษาในสังกัด ลักษณะดังกล่าวแม้จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นคล่องตัวในเชิงการบริหารงาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ กลไกในลักษณะนี้เป็นกลไก “มองบน” ที่มุ่งบริหารจัดการไปตามนโยบายที่ตัดสินใจจากส่วนกลาง มากกว่า “มองพื้นที่” ที่เอาปัญหาและความต้องการที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่มากำหนดเป้าหมายในการดำเนินงาน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระจายอำนาจที่แท้จริง อำนาจการตัดสินใจต้องอยู่ในพื้นที่ และมีทรัพยากรเพียงพอ</strong></h2>



<p>การกระจายอำนาจการศึกษาจึงต้องไปไกลกว่านี้ นั่นคือ ต้องให้อำนาจการตัดสินใจอยู่ในพื้นที่ และต้องมีทรัพยากร เช่น บุคลากร และงบประมาณเพียงพอที่จะทำให้พื้นที่ขับเคลื่อนงานตามกรอบแนวทาง ยุทธศาสตร์ หรือมาตรฐานที่ส่วนกลางกำหนดไว้ หากมีสองเรื่องข้างต้น ก็จะนำไปสู่ข้อที่สามนั่นคือ การออกแบบและการจัดการศึกษา โดยมองคนในพื้นที่เป็นหลัก ไม่ได้มองตามนโยบายส่วนกลางแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่สามารถออกแบบการขับเคลื่อนงานให้รับกับบริบทเชิงพื้นที่ แบบนี้จึงเรียกว่าการกระจายอำนาจ</p>



<p>ซึ่งปัจจุบันยังไม่เกิดแนวทางดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานราชการมักเอาภารกิจเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอากลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตั้ง เช่น เรื่องสุขภาพเด็กก็ใช้กลไกหนึ่ง เรื่องเศรษฐกิจหรือเด็กยากจนก็ใช้กลไกหนึ่ง ทำให้เกิดความซับซ้อนในการทำงาน เพราะฉะนั้นทางออกคือ การเอาเด็กเป็นตัวตั้ง และร่วมกันหาแนวทางหรือวิธีการทำให้เด็กแต่ละคนหรือแต่ละพื้นที่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งต้องตอบโจทย์ชุมชน และตอบโจทย์พื้นที่เช่นกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-95383b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1207_ภาพประกอบ_รศ.ดร.วสันต์-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว เราก็ก้าวหน้าเรื่องนี้พอสมควร ที่เห็นชัดเจนคือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศที่เอากลุ่มเด็กปฐมวัยเป็นตัวตั้ง เปิดโอกาสให้แต่ละส่วนงานเข้ามาช่วยดูแล ช่วยจัดการ เช่น เรื่องสุขภาวะ เรื่องเกี่ยวกับครอบครัวเด็ก ซึ่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นเหมือนพื้นที่กลางที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ พัฒนาเด็กเล็กที่มีคุณภาพพร้อมเรียนรู้ เพื่อส่งต่อไปยังระดับประถมศึกษา และมัธยม ศึกษา ซึ่งทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองสบายใจได้ว่าเด็กมีที่เรียนแน่นอน”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม <strong>ประเด็นที่ยังต้องสนับสนุนและช่วยกันผลักดันต่อไปคือ การกระจายอำนาจในระดับการศึกษาภาคบังคับ โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย</strong> ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในรูปแบบของการสมัครใจ กล่าวคือ โรงเรียนไหนอยากอยู่ในกำกับของท้องถิ่นก็ไป หรือท้องถิ่นอยากรับก็รับ ทำให้ภาพรวมของการจัดการศึกษาแตกกระจายมากกว่าเดิม</p>



<p>“แต่เติมเรามีเฉพาะโรงเรียนรัฐกับเอกชน แต่ตอนนี้เรามีทั้งโรงเรียนที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง อบจ. และเทศบาล ยังไม่รวมถึงโรงเรียนทางเลือกอีกมากมาย แต่กลไกที่ยังถือทรัพยากรหลักอยู่ก็คือ กระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นสิ่งที่ยังคงปรากฏและไม่ถูกแก้ไขคือ ปัญหางความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดขึ้น เพราะเวลาเราพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้หมายถึงการเข้าไม่ถึงการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการที่เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพ เข้าถึงการศึกษาที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและของโลก ซึ่งการจะทำให้เกิดแบบนี้ได้ เราจำเป็นต้องออกแบบการศึกษา และระบบการเรียนรู้ที่สอดรับกับพื้นที่ให้มากที่สุด”</p>



<p>ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้คือ การกระจายทรัพยากรด้านการจัดการศึกษา พร้อม ๆ กับการสร้างความเป็นเอกภาพในระบบและกลไกในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษาในระดับพื้นที่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยึดเด็กเป็นตัวตั้ง สร้างเอกภาพในการกำหนดเป้าหมาย </strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-514ea8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1207_ภาพประกอบ_รศ.ดร.วสันต์-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปัจจุบัน เรามีกลไกการจัดการศึกษาในพื้นที่เยอะมาก แต่ละกลไกก็มีสถานะและโครงสร้างที่ไม่เหมือนกัน บางส่วนสังกัดส่วนกลาง บางส่วนสังกัดภูมิภาค บางส่วนสังกัดท้องถิ่น บ้างเป็นภาคเอกชน เป็นภาคประชาสังคม ซึ่งปัญหาใหญ่ของเราคือ ขาดการประสานงาน หรือที่เราเรียกว่า ขาดการบูรณาการความร่วมมือ โดยเฉพาะความร่วมมือโดยการมองพื้นที่เป็นหลัก เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมองเป้าประสงค์ของหน่วยงานตัวอง ไม่ได้มองพื้นที่ ไม่ได้มองไปที่เด็กและเยาวชน จึงทำให้การจัดการการศึกษาไร้ทิศทาง แตกกระจาย เพราะต่างหน่วยต่างทำงานเพื่อเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งการกระจายอำนาจจะช่วยให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า เอกภาพในการกำหนดเป้าหมายว่า พื้นที่หรือจังหวัดอยากกำหนดทิศทางทางการศึกษาของพื้นที่ว่า จะเดินไปในทิศทางไหน อย่างไร เมื่อรู้เป้าหมายก็จะนำไปสู่การระดมทรัพยากร และสรรพกำลังต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นระบบ”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่คือ จะทำให้เกิดการบูรณาการหน่วยงานที่ทำงานอย่างกระจัดกระจาย ทั้งทิศทางและเป้าหมายได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการทำงานที่ทั้งตอบโจทย์พื้นที่ ตอบเป้าหมายหน่วยงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้จริง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ถอดสูตร 2 แนวทาง 3 ขั้นตอน <br>กระจายอำนาจจัดการศึกษา เพิ่มคุณภาพ<br><strong>ลดความซ้ำซ้อน ลดความเหลื่อมล้ำ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-63f98d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1207_ภาพประกอบ_รศ.ดร.วสันต์-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับแนวทางการกระจายอำนาจทางการศึกษาอาจจัดแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก ๆ ได้แก่ แนวทางทางแรกคือ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง คือ การโยกย้ายถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งเรื่องของทรัพยากร บุคคลกรและอื่น ๆ ไปอยู่กับพื้นที่อันหมายถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด เพราะกลไกพื้นที่มาจากการเลือกตั้ง ภารกิจหลักคือ ทำงานสนองความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีการโยกย้ายแน่นอน แต่วิธีการนี้จะกระทบกับโครงสร้างหลักซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินงาน</p>



<p>อีกแนวทางที่คือ การมุ่งเน้นสร้างระบบและกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น และภาคส่วนอื่น ๆ ให้เข้ามาพูดคุยหารือกัน กำหนดเป้าหมายร่วม และแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน กรณีนี้เป็นการปรับเปลี่ยนในเชิงกระบวนการเรียกว่า ‘การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่โดยอาศัยความร่วมมือ’</p>



<p>ส่วนขั้นตอนที่นำไปสู่การกระจายมี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ ‘กำหนดเป้าหมายร่วม’ (Mutual Goals) ด้วยการทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นปัญหาร่วมกันว่า อะไรเป็นปัญหาหลักของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เมื่อทุกฝ่ายเห็นปัญหาร่วมก็จะนำไปสู่การแบ่งปันข้อมูล เช่น ข้อมูลสถานการณ์เด็กและเยาวชน ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ แบ่งปันมุมมองเพื่อมากำหนดสิ่งที่เราเรียกว่าเป้าหมายร่วม ถ้าปัญหาแบบนี้จะก้าวข้ามเพื่อมาร่วมมือกันในการจัดการการศึกษาอย่างไร เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องมากำหนดร่วมกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างมองไปที่ตัวชี้วัดของตัวเอง</p>



<p>ขั้นตอนที่สองคือ การ ‘ออกแบบแผนงานร่วมกัน’ (Integrated Programs) ซึ่งจะช่วยขึงให้เห็นว่า บทบาทของแต่ละหน่วยงานนั้นจะมีการขับเคลื่อนภารกิจของตนเองในมิติใด ส่วนใดสามารถให้แต่ละหน่วยดำเนินการได้เอง ส่วนได้พึงนำมาออกแบบและขับเคลื่อนงานร่วมกัน เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อนในการทำงานและทำให้เกิดการผสานพลังการใช้ทรัพยากรในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง ซึ่งทั้งหมดแทบไม่ต้องอาศัยการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม อาจมีการแก้กฎหมายในประเด็นปลีกย่อยเพื่อให้กระบวนการการสร้างเครือข่ายในระดับพื้นที่ขับเคลื่อนได้ราบรื่นมากขึ้น</p>



<p>“หัวใจสำคัญของแนวทางข้างต้นจะต้องกระทำผ่าน กระบวนการสร้างบทสนนาร่วมกัน (dialogue building) ของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อแสวงหาฉันทามติร่วมกัน (consensus) แต่แน่นอนว่าการสนทนาครั้งเดียวไม่อาจได้ข้อสรุป เพราะฉะนั้นเราต้องมีพื้นที่กลางและกลไกกลางในการสร้างบทสนนาให้การพูดคุยหารือสามารถดำเนินไปได้โดยต่อเนื่อง แต่ประเด็นคือ ทุกวันนี้ไม่มีพื้นที่กลางในการพูดคุย ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างพื้นที่กลางเพื่อให้การสนทนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้การพูดคุยมีเป้าหมายและผลลัพธ์ของการสนทนาที่ชัดเจน</p>



<p>สำหรับขั้นตอนที่สาม คือ การนำสิ่งที่ได้จากบทสนทนาโยนให้สังคมได้ ‘ร่วมคิดร่วมทำ’ (Collective Actions / Collaboration) ด้วยการรณรงค์ให้เห็นว่า สังคมไทย รัฐไทย อยากเห็นการกระจายอำนาจด้วยการสร้างเอกภาพของกลไกเชิงพื้นที่ ไจะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยอะไรบ้าง เพราะการสร้างเอกภาพเชิงพื้นที่ ไม่ได้หมายความว่าต้องอาศัยกลไกรัฐ แต่ต้องสร้างการมีส่วนร่วมในพื้นที่มาร่วมคิดร่วมทำในกระบวนการนี้ด้วย เพราะฉะนั้นต้องมีการแปลงกระบวนการออกมาเป็นกิจกรรมให้ชัดว่า ใครต้องทำตรงไหน อย่างไร</p>



<p>“เราอาจจจะตั้งเป้าหมายคร่าว ๆ เช่น การกระจายอำนาจทางการศึกษาคืออะไร เป้าหมายหลักที่เราอยากเห็นเรื่องการกระจายอำนาจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้าคือเรื่องอะไร และเริ่มตรงไหนได้ก่อน”</p>



<p>ทั้งนี้ การกำหนดเป้าหมายต้องไม่เป็นนามธรรม หรือในเชิงของการบรรลุการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยอย่างเดียว แต่ต้องกำหนดเป้าหมายในเชิงระบบ หรือกลไกด้วยว่า อนาคตจะทำอย่างไรให้เรามีความเป็นเอกภาพ และสามารถบูรณาการการจัดการการศึกษาในระดับพพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ</p>



<p>“ปัจจุบันมีหลายจังหวัดทำเรื่องนี้ไปบางแล้ว คือ การรวบรวมข้อมูล เอาข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกัน คาดการณ์อนาคต จากนั้นนำมาออกแบบกิจจกรรมการทำงาน แต่ทั้งหมดจะจบแค่การได้มาซึ่งแผน การได้มาซึ่งโครงการ แต่มันไปต่อไม่ได้ เพราะทรัพยากรในการขับเคลื่อนมันยังอยู่ที่หน่วยงานส่วนกลาง เพราะฉะนั้นต้องตกลงกันในระดับนโยบาย และตั้งเป้าหมายร่วมกันให้ชัด สร้างกลไกการทำงานให้มีเอกภาพ เพราะอนาคตสถานการณ์การศึกษาไทยจะยังมีปัญหาตามมาอีกมาก เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่เดี่ยว ๆ เราเชื่อมกับประชาคมโลก ยิ่งเชื่อมกันมาก ปัญหาด้านเด็กและเยาวชนก็จะยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น”</p>



<p>ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาหลัก หรือปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมองให้เห็นปัญหาที่จะเกิดในในอนาคตโดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-071223/">ถอดสูตรกระจายอำนาจจัดการศึกษา พัฒนาโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่พื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดบทเรียน ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ 12 จังหวัดต้นแบบ สู่การเดินหน้านโยบายกระจายอำนาจการจัดการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-061223-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Dec 2023 11:22:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[การกระจายอำนาจการจัดการศึกษา (หนึ่ง) คำตอบการลดความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75005</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-061223-2/">ถอดบทเรียน ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ 12 จังหวัดต้นแบบ สู่การเดินหน้านโยบายกระจายอำนาจการจัดการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้หัวข้อ ‘การกระจายอำนาจการจัดการศึกษา (หนึ่ง) คำตอบการลดความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่’ โดยมีคณะทำงานโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ หรือ Area based Education : ABE จาก 12 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก สุโขทัย สมุทรสงคราม ระยอง ขอนแก่น สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี สงขลา และปัตตานี ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. รวมถึงตัวแทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้านการกระจายอำนาจทางการศึกษาของประเทศเข้าร่วมกว่า 100 คน ณ โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ดอนเมือง</p>



<p>โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการเคลื่อนงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทย ด้วยแนวคิดการบริหารจัดการแบบย่อส่วน ลุยสร้างโอกาสและทบทวนข้อติดขัดในการทำงานไปสู่การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ รวมถึงการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค เชื่อมต่อการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างทุกหน่วยงานในพื้นที่ระดับอำเภอและระดับจังหวัด</p>



<p>โดยเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ เป็นการถอดบทเรียนและประสบการณ์การทำงานของ 12 จังหวัดต้นแบบ เพื่อขยายผลและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านการกระจายอำนาจทางการศึกษา พร้อมร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยคณะทำงานการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-983bf8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo4.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ.</strong> กล่าวว่า จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่า มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ 6 ประเด็น ได้แก่ <strong>1. ความเป็นไปได้ของ “การกระจายอำนาจและการสร้างหุ้นส่วนในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่”</strong> ให้กับคณะทำงาน/กลไกการทำงานระดับพื้นที่ ซึ่งสืบเนื่องมาจากความเข้าใจ บริบทพื้นที่ในมิติที่หลากหลายของคณะทำงานในฐานะของ “คนใน” ทำให้การวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบการช่วยเหลือเป็นระบบ <strong>2. การกระจายให้เกิดกลไกระดับจังหวัด ที่สามารถเชื่อมโยงกลไกย่อยที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กกว่าจังหวัด</strong> ทำให้เกิด “ระบบข้อมูล” ชี้เป้าที่แม่นยำ <strong>3. การขยายภาพของสถานการณ์ปัญหาและการแก้ไขปัญหาเชิงประเด็น </strong>ที่มีผลต่อการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน <strong>4. การกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่มองเห็นปัญหา และตระหนักต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</strong> รวมไปถึงการ “เปิดพื้นที่” ให้คนจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา <strong>5. เกิดรูปแบบของ “การบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม</strong> <strong>6. การกระจายจุด (dot) หรือ สถานีความรู้</strong> ซึ่ง จุด หรือ Dot หมายถึง หน่วยของการทำงาน/คณะทำงานที่ปฏิบัติการในระบบนิเวศของการจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปอย่างหลากหลาย อาทิ หน่วยจัดการเรียนรู้ภาคประชาสังคม สมัชชาการศึกษา เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7aeaaf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยการทำงานเชิงพื้นที่จำเป็นจะต้องเชื่อมโยง จุด (dot) ให้เชื่อมต่อกัน และขยายความสำเร็จของแต่ละจุดให้ใหญ่ (enlarge) มากขึ้น และเสริมสร้างความสำเร็จนั้นจนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญต่อการทำงานของแต่ละจุด โดยเอื้อต่อเด็กและเยาวชนให้เพิ่มโอกาสและทางเลือกของการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีมากขึ้น</p>



<p>สำหรับการขับเคลื่อนงานโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ <strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร</strong> ได้ให้ข้อคิดเห็นเรื่องหลักการกระจายอำนาจไปในพื้นที่ ซึ่งหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจไปยังพื้นที่ คือ ความมีอิสระที่ประกอบไปด้วย 2 เรื่อง คือ 1. อิสระการกำหนดวิธีการแนวทางที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ และ2. อิสระในการกำหนดวิธีการที่จะแก้ปัญหาที่แตกต่างตามศักยภาพ และสภาพการณ์ ซึ่งวิธีการเหล่านั้นจะเชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากร และสามารถจัดลำดับความสำคัญของการใช้ทรัพยากรได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a7600f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน  ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน&nbsp; ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong>&nbsp; กล่าวว่า การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) เป็นการทำงานเพื่อประสานเป้าหมายทางนโยบาย 4 ด้านของ กสศ. คือ 1) สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยทำให้เด็กเยาวชนและประชาชนผู้เข้าไม่ถึงโอกาสในสังคม ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและปราศจากข้อจำกัดในการพัฒนาตนเอง 2) การศึกษาและการพัฒนาตนเองนั้นต้องตอบโจทย์บริบทชีวิตผู้เรียน โดยเป็นการจัดการศึกษาในระบบหรือในสถานศึกษา รวมถึงการจัดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 3) การศึกษาต้องมีทางเลือกที่หลากหลาย ออกแบบให้สอดรับความต้องการและข้อจำกัดของคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย ครอบคลุมผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ผ่านการต้องโทษในกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ และต้องเกิดการสร้างตัวแบบที่จะขยายผลไปสู่การทำงานระดับประเทศ 4) ระดมความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อศึกษาข้อมูลและนำองค์ความรู้ไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่จะทำให้เกิดการทำงานอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ การบูรณาการ 4 โจทย์งานเข้าด้วยกัน จะทำให้แต่ละจังหวัดหรือแต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานใดหนึ่งที่มีหน้าที่ดูแลภารกิจทั้ง 4 ด้านโดยเฉพาะ ซึ่งความร่วมมือของคนในจังหวัดจะนำไปสู่การค้นพบเครื่องมือและกระบวนการทำงาน จนเกิด ‘กลไกกลาง’ ในการรับข้อมูลและรายงานสถานการณ์ภายใน ทำให้แต่ละจังหวัดสามารถมีกระบวนการดูแลการศึกษาของตนเองได้อย่างเป็นอิสระ</p>



<p>“การทำงานภายใต้ข้อจำกัดและทรัพยากรที่มีอยู่ของ 12 จังหวัดต้นแบบ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดตัวแบบที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่จังหวัดขอนแก่นที่สามารถเดินหน้าสู่การก่อตั้งสมัชชาการศึกษาจังหวัด เกิดกลไกการคุ้มครองทางสังคมที่จังหวัดสุโขทัย ส่วนจังหวัดพะเยามีการดึงสถาบันอุดมศึกษาเข้ามาทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรายังเห็นการจัดทำข้อมูลของจังหวัดระยอง ที่เชื่อมโยงจากระดับจังหวัดลงไปสู่ตำบล เพื่อค้นหาเด็กเยาวชนผู้ตกหล่นจากระบบการศึกษา เห็นการทำงานของจังหวัดสงขลาและสมุทรสงคราม ที่นำข้อมูลด้านสุขภาพมาเป็นฐานการทำงานด้านการศึกษา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad9bb1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“อีกประเด็นหนึ่งของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ คือการทำ ‘แผนบูรณาการความร่วมมือ’ เพื่อระดมทรัพยากรต่าง ๆ ในพื้นที่มาทำงานร่วมกัน เราเห็นตัวอย่างจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ทำระบบข้อมูลบูรณาการทรัพยากร จนเกิดแผนงานการจัดการศึกษาจังหวัด หรือที่จังหวัดลำปางก็มีการดึงทรัพยากรจากภาคเอกชนและประชาสังคมมาเติมเต็ม ทำให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านเด็กปฐมวัยที่แข็งแรง ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีแผนตั้งกองทุนเพื่อระดมทุนภายในจังหวัดเพื่อการจัดการศึกษาระยะยาวของคนในพื้นที่ หรือตัวอย่างนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการดูแลเป้าหมายเฉพาะกลุ่มที่น่าสนใจ ที่จังหวัดพิษณุโลกมีการเซ็ตระบบทำงานแบบ ‘One Stop Service’ เพื่อดูแลประชากรกลุ่มเสี่ยง หรือที่สุรินทร์ก็มีการทำงานกับกลุ่มคุณแม่วัยใสที่เป็นเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปัตตานีมีการดึงทุนวัฒนธรรมในพื้นที่มาออกแบบการทำงาน และทั้งหมดนี้คือรูปธรรมของกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน”</p>



<p>รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้เป็นการถอดบทเรียนและประสบการณ์การทำงานของ 12 จังหวัดต้นแบบ เพื่อกำหนดข้อเสนอเชิงสังคม และส่งเสียงไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่ากรณีศึกษาของแต่ละจังหวัดจะนำไปสู่การทำงานในทิศทางใดต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นการปรับเปลี่ยนกฎกติกาเพื่อรองรับการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปสู่ในระดับท้องถิ่นและพื้นที่ ตามมาตรา 18 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่มีประเด็นว่า รัฐสามารถยอมรับให้มีการรวมตัวของภาคประชาสังคมและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อระดมทรัพยากรและทำงานเรื่องการจัดการศึกษาของพื้นที่ไปด้วยกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bc5d19"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo5.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยกระบวนการวิจัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยกระบวนการวิจัย </strong>กล่าวว่า การจัดการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษา ต้องมีการสนับสนุนเชิงงบประมาณและทรัพยากรเป็นตัวตั้ง อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญกว่าคือ พื้นที่ต้องมีความพร้อมของกลไกการขับเคลื่อน โดยจังหวัดหรือพื้นที่นั้น ๆ ต้องมองเห็นปัญหาของตนเอง และพร้อมเคลื่อนงานเพื่อปิดช่องว่างที่อำนาจจากส่วนกลางมองไม่เห็นหรือทำไม่ได้&nbsp;</p>



<p>สำหรับจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดสุโขทัยที่นำตัวแบบมานำเสนอในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าทางเดินไปสู่เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เช่น สุโขทัยใช้วิธีเชื่อมร้อยหน่วยงานในพื้นที่จนเกิดกลไกการทำงาน โดยเฉพาะส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและวิชาการ ส่วนสมุทรสงครามมีจุดเน้นที่การเอาปัญหาของเด็กเป็นตัวตั้ง ทำให้มองเห็นกลุ่มเป้าหมายชัดขึ้น และสามารถทำงานไปพร้อม ๆ กันได้ในมิติที่ครอบคลุมทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ก่อนขยายความร่วมมือในการทำงานออกไปในระยะที่ ‘มือเอื้อมถึง’ จนเกิดการรวมตัวขึ้นเป็นเครือข่ายของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาจังหวัด</p>



<p>ขณะเดียวกัน จุดที่เหมือนกันมากของทั้งสองจังหวัดและเป็นจุดเด่นที่ควรเน้นย้ำ คือการทำงานด้านข้อมูล โดยสุโขทัยและสมุทรสงครามต่างมีข้อมูลที่ ‘สำรวจ-จัดทำ-ปรับปรุง-ตรวจสอบ’ โดยคณะทำงานในจังหวัด ทำให้สามารถนำมาเชื่อมโยงการทำงานได้ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปถึงระดับอำเภอและตำบล ทั้งสองจังหวัดทำให้เห็นว่าสามารถใช้ข้อมูลมาแปลงเป็นเครื่องมือ เป็นแผนงาน เป็นการระดมความร่วมมือ และเป็นโครงการที่จะขับเคลื่อนการแก้ปัญหาและสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ได้ และในอีกทางหนึ่งข้อมูลขนาดใหญ่นี้ ยังมีประโยชน์ต่อการทำงานของหน่วยงานระดับประเทศ ในการนำไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดมาตรการทางนโยบายทั้งในภาพใหญ่ระดับชาติ รวมถึงการทำงานที่ย่อส่วนเล็กลงในระดับพื้นที่อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-75ca1c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> <strong>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</strong> กล่าวว่า การทำงานของ 12 จังหวัดต้นแบบ แสดงให้เห็นถึงความ ‘สุกงอม’ หรือความพร้อมของการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา ที่หลังจากนี้จะต้องดำเนินไปสู่การทำงานเพื่อขับเคลื่อนเชิงนโยบาย โดยพยายามผลักดันพื้นที่นำร่องให้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ เพื่อสื่อสารไปถึงผู้กำหนดนโยบายของประเทศ ว่าการกระจายอำนาจการจัดศึกษาที่เกิดจากการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของคนภายในจังหวัดหนึ่ง ได้ทำให้ประเทศไทยมีนวัตกรรมทางการศึกษาและองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตกลุ่มผู้ด้อยโอกาส 15 เปอร์เซ็นต์ล่างสุดของประเทศได้จริง&nbsp;</p>



<p>“ถ้าผู้กำหนดนโยบายเห็นพื้นที่ต้นแบบ ในมุมของความเปลี่ยนแปลงที่ลงไปถึงคนที่เคยเข้าไม่ถึงโอกาสในสังคมมาก่อน ความเป็นไปได้ของการพิจารณาแก้ไขระเบียบ กฎกติกาต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา ก็จะยิ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้รับการมองเห็นในวงกว้าง และเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเป็นไปเพื่อการดูแลคน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจแบบหักดิบ&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้นต้องนำเสนอข้อค้นพบและแง่มุมที่มีความสำคัญจากพื้นที่นำร่อง เช่น จังหวัดสมุทรสงครามที่มีการแก้ปัญหาเรื่องการไม่ได้รับอาหารเช้าของเด็ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ หรือการมีส่วนร่วมของวัดในการสนับสนุนโรงเรียนให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าใช้จ่าย เหล่านี้ล้วนเป็นความร่วมมือในระดับพื้นที่ที่เราเห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมแล้ว ส่วนจังหวัดสุโขทัยได้พยายามจัดการศึกษาที่คำนึงถึงความหลากหลายเป็นตัวตั้ง มีการคลี่คลายขยายหลักสูตรการศึกษาที่พ้นไปจากรั้วโรงเรียน เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความยืดหยุ่น สอดคล้องต่อความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน ในการพัฒนาตนเองตามศักยภาพตามความสนใจและความถนัด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4fd3c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ข่าว-314-Photo10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์</strong> กล่าวอีกว่า แนวทางเหล่านี้จะเป็นตัวแบบของการจัดศึกษาของประเทศไทยในอนาคต ที่ไม่ได้ยึดติดอยู่เพียงเส้นทางเดียวคือการศึกษาในโรงเรียน แต่การจัดการศึกษาในวันนี้และสำหรับวันข้างหน้า จะต้องมีทางเลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การพัฒนาของคนทุกคน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-061223-2/">ถอดบทเรียน ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ 12 จังหวัดต้นแบบ สู่การเดินหน้านโยบายกระจายอำนาจการจัดการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
