<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%a8-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Feb 2026 11:24:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เพราะในโลกผันผวนการศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางสายสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-040226/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 09:13:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99334</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางประเด็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและสถานการณ์เด็ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040226/">เพราะในโลกผันผวนการศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางสายสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางประเด็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและสถานการณ์เด็กและเยาวชนไทย การออกแบบการศึกษาให้สอดรับกับโลกที่ซับซ้อนย่อมเป็นเรื่องสำคัญ</p>



<p>เมื่อมองเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้อย่างละเอียดอ่อน เราจะพบว่าคุณค่าของการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องวุฒิการศึกษาหรือคะแนนสอบ แต่หมายรวมไปถึงการส่งเสริมคุณค่าความหมายของมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลาย ดังนั้นการศึกษาที่ไม่ยึดอยู่กับระบบที่แข็งตัวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณค่าเหล่านี้</p>



<p><strong>รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง</strong>&nbsp;อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. คือคนที่ศึกษาประเด็นเรื่องการศึกษาที่เชื่อมโยงกับคุณค่าความหมายของมนุษย์ และศึกษาเรื่องการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความแตกต่างหลากหลายของเด็ก&nbsp;</p>



<p>บทสนทนาต่อจากนี้ว่าด้วยคำถามที่ว่า คุณค่าที่แท้จริงของการศึกษาและการเรียนรู้คืออะไร เราจะสร้างการศึกษาที่โอบรับเด็กอย่างไร และอะไรคือปลายทางความสำเร็จของการศึกษาที่แท้จริง&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์เคยเปรียบเทียบการทำความเข้าใจปัญหาเด็กและเยาวชนไทย ให้เหมือนการทำความซับซ้อนของป่า อยากให้ลงรายละเอียดตรงนี้อีกครั้งว่าหมายถึงอะไร และเราควรตั้งหลักในการมองปัญหานี้อย่างไร</strong></h3>



<p>การมองเด็กในภาพใหญ่เชิงปริมาณว่ามีเด็กนอกระบบกี่แสนกี่ล้านคน ว่าไปแล้วอาจกว้างเกินไปที่จะทำให้เข้าใจสภาพปัญหาของเด็กๆ เพราะเกณฑ์ที่เราใช้แบ่งประเภทเด็กนั้นยังละเอียดไม่พอ เนื่องจากเหตุปัจจัยของการเป็นเด็กยากจน เด็กติดยาเสพติด หรือเด็กแก๊งนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน รวมถึงประเด็นที่เด็กมองอนาคตตัวเอง มองความหมายของชีวิต หรือมองความหมายของการศึกษา ก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน เราไม่สามารถไปตีขลุมว่าเด็กเหมือนกัน แล้วจัดกระบวนการเหมือนกัน สุดท้ายก็จะเข้าร่องเดิม ดังนั้นเราต้องมาดูว่าจะจัดการศึกษาอย่างไรให้สอดคล้องกับความหลากหลายเหล่านี้</p>



<p>เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องทำงานเพื่อทำความเข้าใจกับความซับซ้อนเหล่านี้ เราจำเป็นต้องสร้างกลไก สร้างบริบท หรือสร้างพื้นที่เพื่อให้เห็นรายละเอียดพวกนี้ในชีวิตของเด็กๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางอื่นนอกจากเราต้องไปทำงานใกล้ชิดมากขึ้น จะเรียกว่าเป็นการกระจายอำนาจหรือการสร้างนิเวศการเรียนรู้ของเด็กๆ ก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดทั้งปวงคือเรากำลังเข้าไปรู้จักเด็กให้ลึกขึ้น เข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการของเขาให้มากขึ้น ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกของเขามากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจเด็กที่มีปัจจัยชีวิตต่างกัน ควรมีวิธีการเข้าไปทำงานกับเด็กอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เรื่องนี้มีทั้งวิธีการและวิธีคิด วิธีการคือเรามีเครื่องไม้เครื่องมือ มีคน มีพี่เลี้ยง มี case manager ส่วนวิธีคิดคือเราต้องกลับมาตั้งคำถามว่าการศึกษาคืออะไร การเรียนรู้คืออะไร และการศึกษามีไว้เพื่ออะไร ตรงนี้จะเป็นตัวตั้งต้นที่สำคัญ&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็นก็คือ <strong>การเรียนรู้กับการศึกษาไม่เหมือนกัน การเรียนรู้เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนมี</strong> การเรียนรู้มีเส้นทาง รูปแบบ และความถนัดไม่เหมือนกัน เช่นเด็กตามหัวไร่ปลายนาที่อยู่กับท้องทุ่งภูเขาต้นไม้ เขาก็จะมีวิธีเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง บางคนใช้สติปัญญา บางคนใช้ประสบการณ์ บางคนก็เรียนรู้จากความผิดพลาด นี่คือการเรียนรู้ แต่<strong>การศึกษาคือระบบที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเราอาจพูดถึงการศึกษาได้ในสามกรอบคิดใหญ่</strong></p>



<p><strong><em>การศึกษาในกรอบคิดแรก</em></strong> <strong>คือการศึกษาที่เป็นวิถีและเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์</strong> ทำให้มนุษย์ได้รับการฟูมฟักขึ้นมา แล้วสามารถพึ่งตัวเองได้&nbsp;รู้จักตัวเอง อยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือในการประกอบสัมมาชีพ&nbsp;เห็นคุณค่าตัวเอง และชื่นชมธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งในวิถีวัฒนธรรม วิถีของศาสนา หรือวิถีของชุมชน ก็จะมีการศึกษาในความหมายนี้อยู่&nbsp;</p>



<p>ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น สมัยก่อนถ้าจะเรียนรู้การศึกษาเราต้องไปบวชใช่ไหม การบวชก็เป็นกระบวนการ ตั้งแต่การฝึกทางด้านจิตใจ&nbsp;เรียนรู้เรื่องศีลและวินัย&nbsp;หรือแม้แต่เรื่องช่าง ศิลปะ งานก่อสร้าง หรือการแพทย์ที่อยู่ในวัด เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาจะมีหลายแบบมาก&nbsp;การศึกษาที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติแบบนี้ก็จะเป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นโดยธรรมชาติของมัน&nbsp;หมายถึงเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง แต่รูปแบบจะหลากหลายมาก&nbsp;</p>



<p><strong><em>การศึกษาในกรอบคิดที่สอง</em></strong> <strong>คือการศึกษาที่เชื่อมโยงกับรัฐ</strong>&nbsp;ซึ่งรัฐมีเรื่องอุดมการณ์และวิธีคิดทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมอยู่&nbsp;เราต้องยอมรับว่ารัฐต้องจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง&nbsp;รัฐจะใส่อุดมการณ์และวิธีคิดลงไปในการศึกษา&nbsp;การศึกษาเป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมผู้คนให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐ&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่นการศึกษาของไทยสมัยสงครามเย็นจะพูดถึงลัทธิมาร์กซ์หรือสังคมนิยมไม่ได้&nbsp;หรือในบางประเทศจะพูดถึงเรื่องทุนนิยมหรือตั้งคําถามกับรัฐไม่ได้&nbsp;หรือในกรณีที่รัฐต้องการสร้างคนเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจ ก็ต้องสร้างคนที่สอดรับกับอุดมการณ์เศรษฐกิจของรัฐ รวมถึงการใส่อุดมคติเรื่องพลเมืองที่ดีของรัฐไปด้วย เพราะฉะนั้นการศึกษารูปแบบนี้&nbsp;รัฐต้องเข้ามาดูแลว่าเนื้อหาควรจะเป็นอย่างไร เป็นการศึกษาที่ถูกออกแบบโดยมีอุดมการณ์ของรัฐอยู่ข้างหลัง&nbsp;</p>



<p><strong><em>การศึกษาในกรอบคิดที่สาม</em> คือการศึกษาในความในกรอบของคําว่า ‘ความรู้’&nbsp;ซึ่งเป็นกรอบทางวิทยาศาสตร์ </strong>การศึกษาในช่วงหลังเราได้รับจากตะวันตกมา มีการสอบได้กับสอบตก ซึ่งการสอบได้แปลว่าต้องรู้ในสิ่งที่ครูบอก ซึ่งครูก็เอามาจากชุดความรู้อีกทอดหนึ่ง เช่น อาหารมีกี่หมู่ พืชมีกี่ชนิด ร่างกายมีกี่ส่วน ฯลฯ อันนี้คือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดจากความเชื่อว่าการรู้ในกฎเกณฑ์ธรรมชาติจะทำให้เราเกิดปัญญาในการแก้ปัญหา เอาชนะความทุกข์ ความหิว ความจนได้&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2.jpg" alt="" class="wp-image-99339" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>กระบวนการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ก็จะมีกรอบของการเรียนรู้ว่าต้องเรียนวิชาอะไรและจะเรียนรู้อย่างไร&nbsp;ซึ่งพอบอกว่าความรู้ที่แท้จริงเป็นอย่างไรทั้งในทางสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์&nbsp;ก็จะทำให้มีการประเมินตามมา การประเมินก็ต้องพูดถึงมาตรฐาน และเมื่อพูดถึงมาตรฐานก็ต้องพูดถึงระบบ ซึ่งโรงเรียนก็เข้ามาดูแลระบบนี้&nbsp;</p>



<p>จากการศึกษาทั้งสามกรอบที่ผมกล่าวมา กรอบที่สองกับสามเป็นตัวที่ทำให้ระบบการศึกษามีรูปแบบ (format) และกลายมาเป็นเรื่องการเอาเป้าหมายและวิธีคิดทางการศึกษาเป็นตัวตั้ง&nbsp;ทำให้ความหมายของการศึกษาในกรอบแรกที่หมายถึงความงอกงาม&nbsp;การเติบโต และการเรียนรู้ ถูกถอยออกไป ทำให้ความยืดหยุ่นหาย</p>



<p>ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการสมดุล ไม่ได้แปลว่าการศึกษาทั้งสามกรอบต้องขัดแย้งกัน&nbsp;แต่แน่นอนว่ากรอบที่สองกับสามมีความแข็งตัวโดยธรรมชาติ&nbsp;เพราะอาจไม่ได้ให้คุณค่ากับเรื่องการเรียนรู้ หรืออาจถูกอธิบายว่าการเรียนรู้ต้องมีขั้นตอนแบบไหนบ้าง ต้องรู้ในสิ่งไหนบ้าง&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หากพูดถึงการศึกษายืดหยุ่น อาจารย์มองว่าการศึกษายืดหยุ่นมีความหมายอย่างไร และจะเข้ามาแก้โจทย์เรื่องความหลากหลายของเด็กอย่างไร&nbsp;</strong></h3>



<p><strong>การศึกษายืดหยุ่นไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก&nbsp;แต่เป็นความจำเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดและการเติบโตในโลกปัจจุบัน</strong> ตอนนี้เวลาเราพูดถึงการศึกษายืดหยุ่น&nbsp;เรามักบอกว่าการศึกษาในระบบแข็งตัว&nbsp;และเพราะระบบที่แข็งตัวจึงทำให้เด็กจำนวนหนึ่งหลุดออกไปจากระบบ เนื่องจากระบบไม่สอดคล้องกับเด็กเหล่านั้น&nbsp;เราถึงต้องเปิดทางเลือกให้ การศึกษายืดหยุ่นกลายเป็นทางเลือกสำหรับเด็กล้านกว่าคนที่อยู่ในระบบไม่ได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่จริงๆ แล้วข้อมูลจากวิจัยที่ผมทำให้ กสศ. เรื่องห้องเรียนข้ามขอบ เราพบว่า<strong>เด็กในระบบโรงเรียนก็ต้องการความยืดหยุ่น เขาอาจปรับตัวได้ในเรื่องทางเศรษฐกิจหรือการเรียนแบบรายวิชา แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อยากแสวงหาสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน เขาควรใช้เวลาและมีทางเลือกในการเรียนรู้ที่มากกว่าแบบเดิม</strong> เพราะฉะนั้นถ้ามองในมุมนี้ การศึกษายืดหยุ่นจึงไม่ใช่ยาระงับปวดให้เด็ก แต่ความยืดหยุ่นควรเป็นธรรมชาติที่เราต้องจัดสรรให้ ซึ่งย้อนกลับมาที่สองประเด็นสำคัญคือ</p>



<p><strong><em>ประเด็นแรก </em></strong><strong>เราควรเข้าใจและยอมรับว่าธรรมชาติการเรียนรู้เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลด้วย</strong> เขามีธรรมชาติแบบใด มีจริตอย่างไร หรือเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาจึงไม่ควรเป็นแบบเดียว</p>



<p><strong><em>ประการที่สอง</em></strong><strong>&nbsp;ทุกวันนี้มีระบบที่ทำให้เห็นว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนที่แหล่งความรู้มาจากครู อาจไม่ใช่คำตอบแล้ว</strong>&nbsp;ด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เห็นว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถาบันการศึกษาแล้ว และทำให้เห็นว่าการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือกแล้ว แต่หน่วยงานรัฐหรือผู้เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการหรือนักวิชาการ มักให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐาน การประเมิน และคุณภาพเป็นหลัก วิธีคิดลักษณะนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและสอดคล้องกับกรอบคิดการศึกษาแบบที่สามที่คุ้นชินกันมา</p>



<p>ในความเป็นจริง แหล่งของความรู้และการเรียนรู้มีอยู่หลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระบบทางการเท่านั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพหรือขาดคุณภาพหรือไม่ แต่เป็นเพราะเรายังขังตัวเองอยู่ในกรอบของระบบการศึกษาที่เป็นทางการเพียงรูปแบบเดียว ทำให้ปรับตัวยาก&nbsp;</p>



<p>ในเชิงอุดมคติ แม้แต่ในระบบการศึกษาที่เป็นทางการก็ต้องเรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากภายในระบบมีปัจจัยหลายประการที่ตรึงความไม่ยืดหยุ่นไว้ ทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการ ระบบราชการ และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ยังมีปัจจัยด้านวิธีคิดทางวิชาการเกี่ยวกับความรู้ ซึ่งถูกสร้างและถ่ายทอดผ่านมหาวิทยาลัยและกระบวนการผลิตครู ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกความถนัดตามรายวิชา หรือกรอบกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบขาดความยืดหยุ่น<br>ปัจจัยที่ตรึงระบบไว้อย่างเข้มข้นที่สุด คือวิธีคิดเกี่ยวกับคำว่า ‘การเรียนรู้’ ว่าหมายถึงอะไร วิธีคิดนี้ฝังรากลึกอยู่ในระบบการศึกษา <strong>เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องทำให้ระบบการศึกษากระแสหลักอ่อนตัวลง และเปิดพื้นที่ให้มีทางเลือกมากขึ้น</strong> ระบบควรมองเห็นแหล่งความรู้ที่หลากหลายว่าเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็ก <strong>ขณะเดียวกัน ควรทำความเข้าใจใหม่ว่าคำว่า ‘คุณภาพ’ และ ‘ประสิทธิภาพ’ ของการเรียนรู้สามารถประเมินได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงคะแนนสอบ</strong> แต่รวมถึงผลลัพธ์ที่สะท้อนผ่านพฤติกรรม บุคลิกภาพ และกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งอาจก้าวไปไกลกว่าคะแนน เพราะฉะนั้นการทำให้ระบบการศึกษาปกตินั้นยืดหยุ่นก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อยากชวนอาจารย์คลี่การศึกษายืดหยุ่นออกมาเป็นรูปธรรม ว่าใช้การเรียนการสอนแบบไหนได้บ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>ผมคิดว่ามองได้ในสองภาพใหญ่ ภาพแรกคือ หากเราต้องการทำให้การศึกษามีความยืดหยุ่นจริงๆ ต้องมาคิดว่าเราจะสามารถออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ได้อย่างไรบ้าง และภาพที่สองคือ หากเรายังอยู่ในระบบการศึกษาแบบโรงเรียน เราจะนำแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นเข้าไปอยู่ในระบบนั้นได้อย่างไร</p>



<p><strong>ในภาพแรก หากเราเอาเด็กเป็นตัวตั้ง มองจากความสนใจ ชีวิต และบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละคน จะเห็นว่าเส้นทางการเรียนรู้มีได้หลากหลาย และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกันได้</strong> ไม่ว่าจะเป็นทักษะการคิดคำนวณ ทักษะการใช้ภาษา ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือทักษะการค้นพบตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาในห้องเรียน แต่สามารถผสานไปกับชีวิตจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกชีวิตกับการเรียนออกจากกัน</p>



<p>ในกรณีนี้ สิ่งสำคัญคือการออกแบบการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น เด็กที่ต้องทำงานเป็นลูกจ้างในปั๊มน้ำมันเพื่อเลี้ยงชีพ เราจะทำให้การทำมาหากินของเขากลายเป็นการเรียนรู้ได้อย่างไรโดยที่ยังมีเป้าหมายเดิม เช่น การคิดคำนวณ การสื่อสาร หรือการพัฒนาทักษะอาชีพ ฯลฯ หากมองให้ลึกลงไป ชีวิตในปั๊มน้ำมันเต็มไปด้วยองค์ความรู้ ทั้งการทอนเงิน การจัดการสต็อก การสื่อสารกับลูกค้า และการบริหารจัดการเวลา นี่เป็นตัวอย่างว่าถ้าเราเอาเด็กเป็นตัวตั้ง เราจะออกแบบการเรียนรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายได้</p>



<p><strong>สำหรับภาพที่สอง คือกรณีในระบบโรงเรียน ผมคิดว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ครู ครูจำเป็นต้องตั้งคำถามและถอดถอนความเชื่อเดิมว่าการเรียนรู้มีเพียงเส้นทางเดียว</strong> หรือมีเพียงความรู้ในตำราที่ต้องถ่ายทอด เพราะในความเป็นจริง เด็กมีความหลากหลาย และการเรียนรู้ก็มีหลายลู่ทาง หากครูสามารถยอมรับความหลากหลายนี้ได้ ก็จะสามารถออกแบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003.jpg" alt="" class="wp-image-55970" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>ในปัจจุบันก็ยังมีระบบในการเรียนต่อและสอบเข้าที่แข็งตัวอยู่ เช่นเด็กต้องสอบไล่ระดับไปเรื่อยๆ จนถึงมหาวิทยาลัย หลายคนก็เชื่อว่านี่คือเส้นทางสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความสำเร็จ ในกรณีนี้การศึกษายืดหยุ่นจะยังตอบโจทย์เส้นทางเหล่านี้อยู่หรือไม่</strong></p>



<p>เส้นทางชีวิตที่กล่าวมา ผมว่ากําลังถูกท้าทายมากขึ้นว่าอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอาจไม่ได้แปลว่าสำเร็จเสมอไป และถึงจะศึกษาความรู้ไปถึงลำดับบนๆ ที่ว่านั้น ความรู้ที่ว่าก็อาจใช้ประโยชน์ไม่ได้ ในปัจจุบันเรามีเส้นทางให้เลือกเยอะมาก มีตัวอย่างให้เห็นมากมายนะว่าความสำเร็จในชีวิตมาจากหลายลู่ทาง&nbsp;</p>



<p>ถ้าพูดถึงเรื่องวุฒิการศึกษาในการใช้สมัครงาน ปัจจุบันเรามีหนทางในการได้วุฒิหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางตรงแบบนี้ ซึ่งทั้งหมดก็ย้อนกลับมาว่า ระบบการศึกษาแบบทางการก็เป็นหนึ่งในทางเลือกของความยืดหยุ่นนะ&nbsp;เราสามารถเปิดทางเลือกให้ส่งต่อกันไปมาได้ทั้งระบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งหมดนี้คือความยืดหยุ่น&nbsp;</p>



<p>แต่ทั้งหมดก็มาถึงประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมากคือ&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาแบบทางการหรือไม่ทางการ&nbsp;ต้องกลับมาที่ว่าการศึกษาสามารถสร้างให้เด็กพึ่งตนเองได้&nbsp;เห็นคุณค่าตัวเอง มีความสุข&nbsp;และประกอบสัมมาชีพได้หรือไม่ ตรงนี้คือหัวใจ&nbsp;เป็นอีกคุณค่าหนึ่งที่สำคัญมาก&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เราจะสร้างการเรียนรู้แบบไหนที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าความหมาย&nbsp;</strong></h3>



<p>เป็นเรื่องของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ต้องยอมรับว่ากระบวนการที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าคุณค่าตัวเองหายไป&nbsp;ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิธีการนิยามความสำเร็จของการศึกษาจากคะแนน ลำดับที่ หรือสถาบันที่เรียนอยู่ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นว่าเรียนรู้แล้วได้อะไร เด็กก็จะเกิดความปีติจากการเรียนรู้เอง แต่เมื่อการศึกษาทำให้คนรู้สึกถูกด้อยค่า ไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษา เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานในการบอกว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง ก็จะไม่ทำให้เด็กรู้สึกมีคุณค่า</p>



<p>ในห้องเรียนหนึ่งอาจมีเด็กสักสิบคนเท่านั้นแหละที่มีความสุข&nbsp;เพราะได้คะแนนเต็ม คำถามคือแล้วคนที่เหลือเขารู้สึกอย่างไร ก็มีคนเสนอว่า ให้เปลี่ยนเกณฑ์ทำให้ได้ที่หนึ่งทุกคน เช่น ที่หนึ่งในการในการถูพื้น ที่หนึ่งในความละเอียด ที่หนึ่งในการดูนก ฯลฯ เมื่อเป็นแบบนี้ เด็กแต่ละคนจะมีฉันทะที่อยากเรียนรู้สิ่งที่เป็นความสนใจของเขา การที่เขาได้รู้ว่าตัวเองสนใจอะไรแล้วได้ทำตามสิ่งที่เขาสนใจ โดยธรรมชาติมันเป็นปีติสุขโดยตัวมันเอง มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว</p>



<p>ผมอยากพูดถึงเรื่องการประเมินด้วย คือเรามักจะมองความล้มเหลวเป็นความสูญเสีย ในความหมายที่ว่ามันไม่เป็นไปตามเป้า เช่น ถ้าเด็กทำข้อสอบผิด เด็กจะถูกลงโทษ ไม่ได้คะแนน สอบตก ต้องสอบซ่อม แต่ในโลกความจริงของชีวิต การทำผิดสอนเรามากกว่าการทำถูก เช่นเราทำข้อสอบในห้องแล้วออกมารู้ว่าตอบผิด เราจะไม่ทำข้อนี้ผิดอีกเลย</p>



<p>ความผิดพลาดหลายเรื่องในชีวิตการศึกษา&nbsp;สามารถหยิบมาเป็นแบบฝึกหัดเพื่อทำให้คนเติบโตได้ ถ้าอยากทำให้การศึกษาเกิดคุณค่า เราต้องไม่มองว่าความผิดพลาดของเด็กคือความล้มเหลว&nbsp;แต่คือบทเรียน ทำให้เขารู้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเราต้องกลับไปที่กระบวนการเรียนรู้&nbsp;ไม่ใช่เรื่องของการจำหรือเชื่อในสิ่งที่ตําราหรือครูบอกว่าใช่ ความผิดพลาดต่างหากที่เป็นบทเรียนสำคัญ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณค่าความหมายของการศึกษาสำคัญต่อมนุษย์คนหนึ่งอย่างไรบ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>แล้วแต่เรานิยามว่าการศึกษาคืออะไร&nbsp;ถ้าการศึกษาหมายถึงระบบโรงเรียน การเรียนหนังสือ หรือความรู้วิชาการ&nbsp;อันนี้ก็เป็นความหมายหนึ่งที่เราเห็นทั่วไป แต่ถ้าเราพูดการศึกษาในความหมายของคำว่า ‘สิกขา’ ก็จะอธิบายอีกแบบหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ธรรมชาติของมนุษย์มีสัญชาตญาณ&nbsp;แต่สัญชาตญาณถูกใช้ค่อนข้างจำกัด เราต้องมีการเรียนรู้เพิ่มเติม&nbsp;ผมยกตัวอย่างเต่าทะเลเวลาออกจากไข่&nbsp;มันจะรู้เองเลยว่าต้องเดินไปทางไหนแล้วลงทะเล&nbsp;เป็นความรู้ที่อยู่ในสัญชาตญาณโดยไม่ต้องมีใครไปสอน&nbsp;แต่สำหรับมนุษย์ สัญชาตญาณอย่างเดียวไม่พอ&nbsp;เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น มีเรื่องศีลธรรม มารยาท ความสัมพันธ์ และต้องเรียนรู้ที่จะดูแลภายในจิตใจตัวเอง เข้าใจความงดงามและเห็นธรรมชาติของจิตใจตัวเอง รู้จักความสุขความทุกข์ของตน เข้าใจความเป็นจริงของโลก และรู้ว่าตัวเองจะวางท่าทีกับมันอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากของการเรียนรู้ ซึ่งหลายเรื่องที่เราเรียนรู้ทุกวันนี้ ไม่ทำให้เราเห็นความเป็นจริงเท่าไรนัก</p>



<p>ดังนั้นถ้าถามว่าการศึกษาสำคัญอย่างไร คำว่าการศึกษาเพื่อมีอาชีพ เพื่อได้ปริญญา หรือเพื่อมีตำแหน่งนั้น ถือเป็นส่วนที่อยู่ผิวมากเลย แต่การศึกษาในความหมายที่ควรจะเป็นคือการศึกษาที่ทำให้เรามีชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างสงบสุข สามารถจัดการภายในตัวเองได้เวลาเจอกับความผิดหวังและความไม่แน่นอน และสามารถเห็นความเป็นจริงในโลก ในชีวิต ในผู้คน จนกระทั่งวางท่าทีที่ถูกต้อง ผมพูดในความหมายที่นามธรรมและกว้าง เพื่อบอกว่าการศึกษาที่แท้จริงควรจะหมายถึงสิ่งเหล่านี้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040226/">เพราะในโลกผันผวนการศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางสายสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘รับฟังเยาวชนด้วยหัวใจ’ ตีโจทย์เส้นทางการเรียนรู้ใหม่สู่การศึกษาไทยที่ไม่มีเด็กคนใดร่วงหล่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tzd-summary/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Jan 2025 08:28:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[นเรศ สงเคราะห์สุข]]></category>
		<category><![CDATA[ทรงวุฒิ อัศวพฤกษชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษานอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายุคใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยศ ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90168</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย” คงเป็นประโยคที่ใครหล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tzd-summary/">‘รับฟังเยาวชนด้วยหัวใจ’ ตีโจทย์เส้นทางการเรียนรู้ใหม่สู่การศึกษาไทยที่ไม่มีเด็กคนใดร่วงหล่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย” คงเป็นประโยคที่ใครหลายคนได้ยินอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในระยะการเปลี่ยนผ่านทางประชากร กล่าวคือกำลังจะมีสัดส่วนจำนวนประชากรสูงวัยมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับจำนวนประชากรวัยเด็กที่มีจำนวนลดลง</p>



<p>แนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยในอนาคตกลายเป็น ‘ผู้สูงวัยที่ไม่มีรายได้’ และหลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่าจะส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะแรงงานวัยหนุ่มสาวที่เป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาจลดลง มิหนำซ้ำ สังคมไทยยังเผชิญกับอีกหนึ่งปัญหาท้าทายอย่าง ‘ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ กล่าวคือเด็กและเยาวชนไทยในช่วงวัยที่ควรอยู่ในระบบการศึกษา หลายคนกลับหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเส้นทางการเรียนรู้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจของไทยในอนาคตอีกด้วย</p>



<p>อาจกล่าวได้ว่า ‘ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปี 2568 ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไข พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้างและนโยบายของระบบการศึกษาปัจจุบันที่ยังปล่อยให้เด็กไทยจำนวนมากหลุดออกจากเส้นทางการเรียนรู้เช่นนี้ อีกทั้งถึงเวลาที่สังคมไทยจะร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาใหม่ เพื่อโอบรับทุกคนโดยไม่ทิ้งเด็กหรือเยาวชนคนใดไว้เบื้องหลัง</p>



<p>ด้วยความหวังว่าการศึกษาไทยในอนาคตต้องเป็นของเยาวชนทุกคน และสังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้เด็กคนใดร่วงหล่นไปจากระบบการศึกษาหรือเส้นทางการเรียนรู้อีกแล้ว</p>



<p><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจาก งานสัมมนา ‘ถอดรหัสการช่วยเหลือ เด็กนอกระบบการศึกษา ข้อค้นพบจากชีวิตจริงและปมปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้’ จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</em>&nbsp;<em>เมื่อวันที่&nbsp;6 มกราคม 2568</em></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา: ความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปี 2568</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6e51ab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1736867999_583383-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><a href="https://www.the101.world/tag/%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%aa-%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong></a>&nbsp;ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แสดงความคิดเห็นต่อปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบว่า นอกจากปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอาจส่งผลต่อแนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแล้ว ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้เยอะขึ้นอีกด้วย โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลการเลื่อนฐานะระหว่างคนต่างรุ่นในสังคมไทยของธนาคารโลก (World Bank) พบว่าหากพ่อแม่ได้รับการศึกษาต่ำกว่าลูกกว่า ร้อยละ 49 ลูกจะมีแนวโน้มได้รับการศึกษาระดับต่ำตามไปด้วย สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับทุนมนุษย์และเป็นกุญแจสำหรับการแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่น</p>



<p>จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่รัฐบาลไทยเล็งเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยมีมาตรการสำคัญคือ การประกาศเป็นมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วย<a href="https://thaizerodropout.eef.or.th/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">มาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout)</a>&nbsp;เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 และยกให้เป็นวาระแห่งชาติ จากมาตรการดังกล่าวนำไปสู่ความพยายามค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ไปจนถึงการติดตามเพื่อจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับศักยภาพของเยาวชน ซึ่งองค์การยูเนสโกประเมินว่า หากประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Zero-Dropout ได้สำเร็จ ประเทศไทยจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.7 ต่อปี</p>



<p>ที่ผ่านมา นโยบาย Thailand Zero Dropout ขับเคลื่อนมาแล้ว 6 เดือน หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญ คือการสำรวจจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาซึ่งไม่เคยถูกสำรวจมาก่อน โดยการสำรวจครั้งนี้ได้มาจากการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง ‘ทะเบียนราษฎร’ ของกระทรวงมหาดไทย และ ‘จำนวนเยาวชนที่อยู่ในระบบการศึกษา’ ของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อนำข้อมูลสองชุดมาเชื่อมโยงกัน พบว่าประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ปี 2566 จำนวนทั้งสิ้น 1.02 ล้านคน โดยสามารถแยกออกมาได้ว่าเด็กนอกระบบที่มีอายุอยู่ในช่วงการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 – ม.3) หรือช่วงวัยที่ควรอยู่ในระบบการศึกษามีอยู่กว่า 3.94 แสนคน</p>



<p>ทั้งนี้ สำหรับไกรยส ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มองว่า การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้สำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้นต้องพึ่งพา ‘สมอง’ เพื่อออกแบบนโยบายที่รองรับความแตกต่างของเยาวชนทุกคน และ ‘หัวใจ’ เพื่อเข้าใจธรรมชาติของเยาวชน</p>



<p>“หากเรามองเยาวชนเป็นเพียงตัวเลขบนเอกสารของราชการ หัวใจของพวกเราจะไม่สามารถทำงานไปจนถึงตัวเด็กได้ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้อย่างยั่งยืน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบต้องพึ่งพาเครื่องมือทางมานุษยวิทยา เพื่อใช้ทำความเข้าใจและหาทางออกร่วมกับเด็กเหล่านี้อย่างแท้จริง” ไกรยสกล่าว</p>



<p>ตลอดการทำงานหนึ่งปีที่ผ่านมาภายใต้ภารกิจการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ไกรยสแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ในปี 2566 มีเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ภาคการเรียนที่ 1/67 กว่า 304,082 คน คิดเป็นร้อยละ 29.65 จากจำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษา ปี 2566 แต่ตัวเลขของเยาวชนนอกระบบทั้งหมดกลับไม่ลดลง สะท้อนว่าปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้กลายเป็นปัญหาแบบวงจร กล่าวคือทุกปีการศึกษาจะมีเด็กนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และขณะเดียวกัน ก็จะมีเด็กในระบบที่หลุดออกจากระบบการศึกษาด้วย ทำให้แม้ว่าจะมีเด็กและเยาวชนนอกระบบส่วนหนึ่งกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว แต่จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาโดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น</p>



<p>ดังนั้น ภาครัฐต้องออกแบบกลไกในการนำเด็กนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ และต้องดำเนินนโยบายควบคู่ไปกับการออกแบบระบบการศึกษาไทยใหม่ที่ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘ตอบรับกับอนาคตของโลก’ โดยเขาเชื่อว่าการออกแบบระบบการศึกษาใหม่จะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กที่อยู่ในระบบในปีการศึกษาปัจจุบันหลุดออกไปจากระบบการศึกษาในปีการศึกษาต่อไปได้สำเร็จ อีกทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>



<p>“จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น โจทย์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนอกระบบจึงกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญในปี 2568 ของสังคมไทย พวกเราต้องเชื่อมั่นในเยาวชนว่า พวกเขาล้วนมีคุณค่าในการร่วมสร้างสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น เพียงแต่รอวันที่คุณค่าเหล่านั้นจะถูกค้นพบเท่านั้น และเยาวชนที่กำลังพูดถึงไม่ได้หมายถึงเพียงแต่เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาเท่านั้น แต่รวมไปถึงเด็กนอกระบบการศึกษาด้วย” ไกรยสกล่าวทิ้งท้าย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เยาวชนไทยภายใต้สังคมซับซ้อน: ปรับความคิดใหม่ สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชน</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b85df7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1736868028_360128-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง</strong>&nbsp;อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. เริ่มต้นอธิบายประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบ ผ่านการชวนสังคมถอยกลับมามอง ‘ความจริงในสังคมไทยเกี่ยวกับเด็กครอบครัว’ ใหม่อีกครั้ง</p>



<p>เขามองว่าปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนเข้าใจ ที่ผ่านมาสังคมมีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าวอยู่ หากสังคมไม่สามารถเข้าใจความจริงเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวได้ชัดเจน อาจทำให้ท่าทีการแก้ไขปัญหาผิดเพี้ยนตามไปด้วย</p>



<p>โดยข้อจำกัดเหล่านั้นประกอบด้วย หนึ่ง ข้อจำกัดในการทำความเข้าใจประเด็น ‘เด็กและครอบครัว’ กล่าวคือสังคมมักมองปัญหาแบบแยกออกจากกัน พยายามหาต้นเหตุของปัญหาหรือผู้กระทำผิดโดยละเลยความซับซ้อนของปัญหา</p>



<p>สอง สังคมไม่สามารถเข้าใจรากของปัญหา ซึ่งเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมและปรากฎการณ์ทางสังคมที่เยาวชนไทยต้องเผชิญได้ กล่าวคือสังคมไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น กับปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม ทั้งที่หลายปัญหาของเยาวชนต่างมีที่มาและบริบทจากปัญหาเดิมๆ อย่างความยากจน อคติของผู้คน หรือนโยบายของภาครัฐ</p>



<p>หากกล่าวโดยสรุป คือสังคมไทยมักตอบโต้กับเหตุการณ์มากกว่ามองหาแก่นของปัญหา ลือชัยย้ำว่าท่าทีของสังคมเช่นนี้อาจนำไปสู่วิกฤตทางสังคมครั้งใหญ่ในอนาคต และมองว่าวิกฤตของระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน คือผลลัพธ์ของบรรดาปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมไทย ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับผู้กำหนดนโยบายทางด้านการศึกษาไทยในอนาคตอย่างยิ่ง</p>



<p>“เวลาเราพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นเด็กและครอบครัว เหมือนเรามองจากข้างนอกเข้าไปในป่า ป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ซึ่งหากเราไม่พร้อมจะเข้าใจความซับซ้อนของป่า เราก็อาจเห็นเป็นเพียงป่า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ป่าเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายข้างใน มีความหลากหลายของต้นไม้นานาชนิด ดังนั้นการทำความเข้าใจปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยเผชิญนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจที่ละเอียดลออมากขึ้น” ลือชัยอธิบาย</p>



<p>ทั้งนี้ จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของเขา ลือชัยมองว่าการศึกษาไทยต้องออกแบบสิ่งแวดล้อมสำหรับการเรียนรู้ที่ดี เพื่อทำให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและไม่ปล่อยเยาวชนคนใดร่วงหล่นจากระบบการศึกษาไทยอีกต่อไป</p>



<p>“ที่ผ่านมาสังคมมักมองเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นเพียง ‘คนกลุ่มน้อย’ จึงถูกละเลยจากการออกแบบนโยบายทางการศึกษาที่มุ่งแก้ปัญหาของ ‘คนส่วนใหญ่’ แต่ต้องไม่ลืมว่าหากสังคมไทยยังคงมีท่าทีและวิธีคิดที่เป็นปัญหาเช่นนี้ จนทำให้เยาวชนไทยบางกลุ่มหลุดออกจากระบบการศึกษา อาจเปลี่ยนให้พวกเขาเหล่านั้นที่เป็นเหมือน ‘อนาคตของชาติ’ กลายเป็น ‘ระเบิดเวลา’ ของปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในอนาคต” ลือชัยกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฟังเยาวชนนอกระบบด้วยใจ เยียวยาบาดแผลเด็กไทยด้วยความหวัง</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d6290e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1736868036_382266-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ทรงวุฒิ อัศวพฤกษชาติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมมักได้ยินหลายคนตั้งคำถามต่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาว่า ‘ทำไมการทำความเข้าใจพวกเขาจึงเป็นเรื่องที่ยาก?’ คำถามดังกล่าวทำให้ผมยิ่งต้องทำงานหนักเพื่อหาคำตอบของคำถามและเข้าใจพวกเขามากยิ่งขึ้น</p>



<p>ระหว่างการทำงานกับเด็กนอกระบบการศึกษาที่ผ่านมา ทำให้เราพบจุดร่วมที่คล้ายกันว่า ตั้งแต่สมัยที่พวกเขายังเป็นเด็กจนโตมาเป็นวัยรุ่น ทุกคนต่างมีบาดแผลทางจิตใจที่อักเสบและเรื้อรังจำนวนมาก</p>



<p>“เมื่อบาดแผลเหล่านั้นไม่ได้รับการเยียวยาอย่างที่ควรจะเป็น อาจพัฒนากลายเป็น ‘ภาวะชะงักงันทางการเรียนรู้’ ได้ หากคนทำงานเข้าใจได้ว่าพวกเขาล้วนเป็นเยาวชนที่มีบาดแผล ทำให้พวกเราเข้าใจเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น”&nbsp;<strong>ทรงวุฒิ อัศวพฤกษชาติ&nbsp;</strong>ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเด็กนอกระบบ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าว</p>



<p>ทรงวุฒิย้ำว่า ที่ผ่านมาหลายคนอาจมองว่าการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจของเยาวชนเป็นมิติปัญหาด้าน ‘สาธารณสุข’ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว บาดแผลทางจิตใจเหล่านั้นส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาด้าน ‘การศึกษา’ ด้วย หากไม่มีกระบวนการเยียวยาเพื่อปิดแผลใจของเยาวชนนอกระบบการศึกษา อาจนำไปสู่จุดเริ่มต้นของการสร้างกำแพงกั้นขวางการเรียนรู้ของเยาวชนนอกระบบได้</p>



<p>สำหรับเขา ในฐานะหนึ่งในคนทำงานร่วมกับเยาวชนนอกระบบการศึกษา เขามองว่าสังคมไทยต้องเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เยาวชน เพื่อให้พวกเขามีพื้นที่สำหรับการรักษาและเยียวยาบาดแผลทางจิตใจ แม้พื้นที่ปลอดภัยดังกล่าวอาจไม่ได้ทำให้แผลใจหายไปเสียทีเดียว แต่ก็ทำให้บาดแผลแห้งและลดโอกาสการเกิดบาดแผลซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้เด็กและเยาวชนนอกระบบสามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นและกลับเข้าไปสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้ในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5c5cb8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1736868050_494059-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นเรศ สงเคราะห์สุข</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หากสังคมไทยยังไม่มีพื้นที่ปลอดภัย เด็กและเยาวชนนอกระบบก็จะหนีไปเรื่อยๆ จนเราไม่รู้ว่าพวกเขาไปอยู่ที่ไหนบ้าง ทำให้เรายิ่งทำงานร่วมกับพวกเขายากขึ้น แต่ถ้าสังคมไทยมีพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ปรับตัว และร่วมกัน เพื่อตกผลึกเป็นบทเรียนระหว่างเด็กและผู้ใหญ่และสร้างสังคมไทยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเยาวชนทุกคนได้”&nbsp;<strong>นเรศ สงเคราะห์สุข</strong>&nbsp;รองหัวหน้าโครงการหนุนเสริมทางวิชาการและการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเด็กนอกระบบการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเสริม</p>



<p>ทั้งนี้ นเรศแสดงความคิดเห็นว่า อีกหนึ่งปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยนอกระบบต้องเผชิญนั้น สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมและระบบการศึกษาไทยอย่างชัดเจน นั่นคือ ‘การบูลลี่’ (Bully) ไม่ว่าจะมาจากคุณครู ชุมชน หรือครอบครัว</p>



<p>“มีเด็กคนหนึ่งที่เขาต้องไปเยี่ยมคุณพ่อที่เรือนจำทุกวันอังคาร ทำให้เขามักมาโรงเรียนสายจนถูกคุณครูทำโทษอยู่บ่อยครั้ง เพราะมองว่าเป็นเพียงข้ออ้างมาสายเท่านั้น สภาวะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไม่ได้อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะเข้าใจ มีเด็กและเยาวชนหลายคนถูกระบบการศึกษาตีตราว่าเป็นเด็กมีปัญหาและมีแนวโน้มที่โรงเรียนจะนำเยาวชนเหล่านั้นออกไป” นเรศกล่าว</p>



<p>มายาคติของสังคมไทยที่มีต่อเด็กและเยาวชนไทยนอกระบบเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกจนกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากเยาวชนไทยมีปัญหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สังคมรอบข้างมักมองว่าเยาวชนคนนั้นเป็นปัญหาที่ต้องใช้อำนาจหรือความรุนแรงเข้าแก้ไข ทั้งที่หลายครั้งเหตุผลที่เยาวชนต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงอย่าง ‘ยาเสพติด’ เพราะพวกเขาถูกระบบการศึกษาผลักออกไป จนต้องกลับไปอยู่ในระบบนิเวศที่เปราะบาง</p>



<p>นเรศสรุปว่า หากสังคมยังไม่ปรับวิธีคิดทางนโยบายใหม่และยังไม่มีพื้นที่ปลอดภัยพร้อมรองรับเยาวชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนไทยนอกระบบ หรือจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอาจไม่มีแนวโน้มลดลงอย่างที่หลายคนคาดหวัง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tzd-summary/">‘รับฟังเยาวชนด้วยหัวใจ’ ตีโจทย์เส้นทางการเรียนรู้ใหม่สู่การศึกษาไทยที่ไม่มีเด็กคนใดร่วงหล่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
