<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ยูนิเซฟ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%9F/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 05 Aug 2021 15:46:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ยูนิเซฟ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พม. &#8211; กสศ. &#8211; กรมสุขภาพจิต &#8211; ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-socialmsociety-eef-dmh-unicef/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-socialmsociety-eef-dmh-unicef</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Aug 2021 07:12:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[พม.]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กรมสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ประสานช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤต (กสศ.)]]></category>
		<category><![CDATA[สุภัชชา สุทธิพล]]></category>
		<category><![CDATA[กรมกิจการเด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิโคล่า บลั้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44155</guid>

					<description><![CDATA[<p>พม. &#8211; กสศ.- กรมสุขภาพจิต &#8211; ยูนิเซฟ เปิดศูนย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-socialmsociety-eef-dmh-unicef/">พม. – กสศ. – กรมสุขภาพจิต – ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><strong>พม. &#8211; กสศ.- กรมสุขภาพจิต &#8211; ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 เชื่อมโยงข้อมูลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งประเทศ&nbsp; ปูพรมพลัง อปท.และอาสาสมัคร ค้นหาและเข้าถึงเด็กกำพร้า &#8211; ไม่มีผู้ดูแล &#8211; เด็กป่วยเข้าไม่ถึงการรักษา – ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ให้ได้รับการช่วยเหลือทันสถานการณ์</strong></strong></p>



<p><strong><strong>นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน</strong> </strong>เปิดเผยว่า 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และยูนิเซฟ ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ขึ้น เพื่อบูรณาการข้อมูลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเด็กกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงการดูแลรักษา เด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ไม่มีผู้ดูแล&nbsp; หรือมีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษา&nbsp; เพื่อปกป้อง ช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์ในทุกมิติปัญหา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-01f8b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/เปิดศูนย์-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากมีเด็กได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของโควิด-19 จำนวนมาก มียอดเด็กติดเชื้อสะสมระหว่าง 1 มกราคม &#8211; 4 สิงหาคม 2564 มากกว่า 65,086 คน แบ่งเป็น กทม. จำนวน 15,465 คน ส่วนภูมิภาค 49,621 คน โดยจำนวนเด็กติดเชื้อรายวันล่าสุดวันที่ 4 สิงหาคม 2564 อยู่ที่ 2,194 คน แบ่งเป็น กทม. 408 คน และส่วนภูมิภาค 1,786 คน และยังมีเด็กไม่ป่วยแต่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น พ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อ ป่วยหนักหรือเสียชีวิต ทำให้เด็กโดดเดี่ยวหรือกำพร้า เด็กที่เข้าไม่ถึงการรักษา ขาดแคลนอาหาร และหลุดออกนอกระบบ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e67fe5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/ร่างข้อมูลสถานการณ์-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดศูนย์ฯ คือ การปรับปรุงระบบการรับแจ้งเหตุ หรือ Mobile Application คุ้มครองเด็ก เพื่อค้นหาเด็กกำพร้า หรือเด็กกลุ่มเสี่ยงกำพร้าและไม่มีผู้ดูแล ผ่านเครือข่ายคุ้มครองเด็กทั่วประเทศ การประสานการทำงานกับหน่วยงานและเครือข่ายทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“กรณีเด็กที่ผู้ปกครองติดเชื้อและไม่มีผู้ดูแล จะจัดอาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลเด็กระหว่างการกักตัวในสถานกักตัวของรัฐ หากยังไม่มีผู้ดูแลหรือยังกลับบ้านไม่ได้ ได้จัดเตรียมสถานสงเคราะห์ 4 แห่ง รองรับได้ 160 คน เพื่อให้การดูแลชั่วคราวระหว่างการจัดหาการดูแลในรูปแบบของครอบครัวเป็นลำดับแรก ติดตามครอบครัวเครือญาติ จัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ หรือส่งเด็กเข้ารับการดูแลในสถานรองรับเด็กของ ดย. ซึ่งรองรับได้ 1,935 คน รวมทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และการจัดบริการสวัสดิการสังคมตามความต้องการของเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย”&nbsp; อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนกล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f016fa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/เปิดศูนย์-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ด้าน<strong> ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong>&nbsp; กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 สร้างความท้าทายต่อบริการภาครัฐ&nbsp; กสศ.จึงจับมือหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ประชาสังคม เพื่อร่วมกันบริหารสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้เราเข้าถึงเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ&nbsp; และได้รับการดูแลที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เรามีกลไกอาสาสมัครคุณภาพของทั้ง 4 หน่วยงานและภาคประชาสังคม&nbsp; ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&nbsp; อาสาสมัครชุมชน อาสาสมัครครูทั้งในและนอกระบบ อาสาสมัครสภาเด็กและเยาวชน กทม. โดย กสศ.ระดมความร่วมมือจากภาคเอกชน ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่ยังขาดแคลนและจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์ที่วิกฤต&nbsp; และในระยะฟื้นฟู กสศ.จะสนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษา และโปรแกรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา จากการสูญเสียผู้ดูแลและเสาหลักครอบครัวเนื่องจากโควิด-19”</p>



<p>ด้าน <strong>พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต</strong> กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบกับเด็กในหลายด้าน 1. กระทบกับเด็ก เรื่องการเรียนที่ต้องปรับมาเรียนออนไลน์ เหมือนถูกตัดออกจากครูและเพื่อน ขาดโอกาสในการพัฒนา เด็กเปราะบางหรือยากจนจะยิ่งเป็นปัญหาเพราะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ ทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง&nbsp; 2. กระทบกับครอบครัว ทำให้ตกงานเกิดสภาพยากจนเฉียบพลัน กลายเป็นความเครียดมาลงที่เด็กได้ หรือสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ทำให้เด็กได้รับผลกระทบจากการสูญเสียคนที่รัก&nbsp; และ 3. ผลกระทบเชิงสังคม เกิดความเครียดจากสถานการณ์การแพร่ระบาด (Pandemic Stress) มีความเสี่ยงเกิดพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสังคมที่แสดงความโกรธเกรี้ยว เกิด Hate speech ที่จะทำให้เด็กซึมซับความรุนแรง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-84fbe1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/14-ครูอาสาสมัคร-ผู้ลงพื้นที่-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กในเวลานี้&nbsp; สูงกว่าเหตุการณ์สึนามิที่มีเด็กได้รับผลกระทบจากคนในครอบครัวเสียชีวิตประมาณ 5,000 คน&nbsp; แต่วิกฤตโควิด -19 นี้มีเด็กที่มีคนในครอบครัวเสียชีวิตสูงเกินกว่า 5,000 ครอบครัว และยังคงเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“จำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือพวกเขาให้เดินหน้าต่อไปได้ แม้ครอบครัวจะสูญเสียมากน้อยแค่ไหนก็ตาม บทบาทของสถาบันสุขภาพจิตเด็กฯ ดูแลสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น ทั้งสถานการณ์ปกติและวิกฤต ดังนั้นเมื่อมีฐานข้อมูลเข้ามา เราจะเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่การประเมินว่าเด็กรายไหนที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเด็กทุกคนควรต้องได้รับการดูแลเบื้องต้นที่เรียกว่าปฐมพยาบาลทางใจ ทางสถาบันพร้อมเข้าไปพัฒนาสมรรถนะทีมงานและอาสาสมัครให้สามารถปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้นได้ และในกรณีที่เด็กยังเหลือร่องรอยบาดแผลจากการสูญเสียที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม ทางสถาบันก็จะเป็นทีมที่ประสานรับส่งต่อเด็กกลุ่มนี้เพื่อการดูแลระยะยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“มั่นใจในพลังของสังคมไทยที่มีน้ำใจเป็นเอกลักษณ์ ที่จะช่วยกันแจ้งเข้ามา ทำให้เกิดสะพานเชื่อมระหว่างเด็กกับความช่วยเหลือ แน่นอนว่าไม่อาจทำให้ปัญหากลายเป็นศูนย์หรือหายไปได้หมด แต่เรากำลังช่วยเด็กที่มีกำลังสูญเสียไม่ให้เขาต้องเสียศูนย์ สามารถกลับมาเดินอยู่บนเส้นทางที่เขาได้รับการพัฒนาต่อไปได้ ไม่ใช่การเสียบุคคลในครอบครัวแล้วจะทำให้ต้องเสียศูนย์ไปเลย จนไม่สามาถเข้าถึงการศึกษาหรือเสียอนาคต”&nbsp; พญ.ดุษฎีกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8266c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/14-ครูอาสาสมัคร-ผู้ลงพื้นที่-14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นายนิโคล่า บลั้น รักษาการหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ยูนิเซฟยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งเด็กกลุ่มเปราะบางกำลังเสี่ยงต่อการสูญเสียผู้ดูแล&nbsp;</p>



<p>“เราพร้อมสนับสนุนภาครัฐและหน่วยงานอื่น ๆ ในการดำเนินงานเพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือเด็กใด ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สุขภาพจิตของเด็กด้วย มีผลการศึกษาจำนวนมากที่สะท้อนถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จากการที่เด็กต้องถูกพรากจากครอบครัว หรือต้องอยู่ในการเลี้ยงดูทดแทนที่มีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการดูแลในรูปแบบสถาบัน เราควรดำเนินการเพื่อให้เด็กได้อยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด พร้อมกับส่งเสริมระบบให้เด็กที่ไม่มีผู้ดูแล ได้รับการเลี้ยงดูทดแทนทั้งแบบชั่วคราวและระยะยาวที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก”</p>



<p><strong>ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งกรณีเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สามารถประสานมาที่ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ที่สายด่วน 1300</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-socialmsociety-eef-dmh-unicef/">พม. – กสศ. – กรมสุขภาพจิต – ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/9988-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=9988-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Jul 2020 11:34:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ยูเนสโก้]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Marjo Vesalainen]]></category>
		<category><![CDATA[Sanna Vahtivuori-Hanninen]]></category>
		<category><![CDATA[Sadat B. Minandang]]></category>
		<category><![CDATA[Chua-Lim Yen Ching]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18087</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2563 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ปทุมว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/9988-2/">นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_18089" aria-describedby="caption-attachment-18089" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="wp-image-18089 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18089" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-National Cancer Institute</figcaption></figure></p>
<p><strong>เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2563 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ปทุมวัน กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย องค์การการศึกษา ยูเนสโก, องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ และ ธนาคารโลก จัดเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ “เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปวงชนเพื่อการศึกษา” เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ของเด็กด้อยโอกาสในระดับนานาชาติ</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมวันนี้ <strong>Andreas Schleicher </strong></span><span style="font-weight: 400;">ผู้ริเริ่มเเละผู้อยู่เบื้องหลังการประเมินทักษะนักเรียนนานาชาติหรือ PISA กล่าวในหัวข้อ </span><b>“การทำให้การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้”</b><span style="font-weight: 400;"> ว่า เมื่อพูดถึงเรื่องความเท่าเทียม ต้องนึกถึงคำว่าความเสมอภาค (equality) และความชอบธรรม (equity) จากนั้นมาประเมินทรัพยากรมนุษย์และเงิน ดังนั้นจะทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษาได้ จะต้องช่วยให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาโดยปราศจากเรื่องของฐานะ พื้นฐานทางสังคม ข้อจำกัดของโรงเรียนหรือแม้แต่เรื่องครู นักเรียนทุกคนต้องเข้าถึงครูที่เก่งได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องเข้าไปเรียนในโรงเรียนใหญ่ๆ เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาข้อมูลพบว่า คุณภาพการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ หากทุกโรงเรียนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนไกลๆ เพราะทุกโรงเรียนมีคุณภาพใกล้เคียงกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น การพัฒนาให้โรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดก็จะช่วยลดหลายปัญหาในระบบการศึกษาได้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังระบุด้วยว่า เด็กที่มีฐานะยากจนที่สุดหรือขาดโอกาสมากที่สุด กลับมีผลการเรียนที่ดีมาก ดังนั้นฐานะที่ยากจนไม่ได้เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต เพราะเด็กเรียนดีได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพิจารณาและวิเคราะห์เจาะระบบการศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จ จะพบว่า ครูเป็นปัจจัยสำคัญ บางประเทศกำหนดความก้าวหน้าของวิชาชีพครูจากวิธีการแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ยกตัวอย่าง ในประเทศจีน ถ้าครูคนหนึ่งอยากเป็นผอ.โรงเรียน ระบบการศึกษาของจีนจะบอกว่าครูคนนี้ดีมีความทะเยอทะยาน แต่จะเป็นผอ.ได้ก็ต่อเมื่อ ครูคนนี้ไปแก้ปัญหาโรงเรียนที่มีผลการเรียนต่ำก่อน ซึ่งระบบการศึกษาแบบนี้ ใช้ความพยายามที่จะจัดสรรทรัพยากร ให้ครูที่เก่งไปแก้ปัญหาที่ท้าทาย เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบการศึกษา สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากคุณเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี แม้คุณไม่ได้เรียนดี แต่ก็ยังมีโอกาสที่ดีอีกหลายครั้งในชีวิต ขณะที่เด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจน มีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น คือการได้เจอครูเก่งๆและโรงเรียนที่มีคุณภาพ แต่ความเป็นจริงเด็กกลุ่มนี้จะถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมและคุณภาพมากนัก</span></p>
<p><figure id="attachment_18090" aria-describedby="caption-attachment-18090" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-18090 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18090" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Jerry Wang</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น การจัดสรรทรัพยากรได้ดีจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างทางสังคมได้อีกด้วย ทุกประเทศจะทำได้ โดยต้องตั้งใจลงทุนในด้านทรัพยากรและจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่จำเป็นว่าประเทศนั้นจะร่ำรวยหรือยากจนแต่ลงทุนอย่างคุณภาพหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่องว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราสามารถช่วยให้นักเรียนทุกคน มีความสามารถในระดับ 2 ของการประเมิน </span><span style="font-weight: 400;">PISA </span><span style="font-weight: 400;">ก็จะยิ่งจะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างมหาศาล ซึ่งในกรณีของประเทศไทย จะคิดเป็นประมาณกว่า 4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ มีข้อเท็จจริงที่หลายคนพูดว่า ห้องเรียนหรือโรงเรียนเล็กๆ จะดีสำหรับครูและนักเรียน แต่ความจริงแล้ว การจัดโรงเรียนขนาดเล็กที่มูลค่าสูงในเชิงที่ว่า ครูจะต้องทุ่มเวลาทั้งหมดผลัดกันเข้าไปสอนในห้องเรียน จนไม่มีเวลาไปใช้ในการพัฒนาเด็กนอกห้องเรียนหรือไปช่วยแหลือเด็กที่ขาดโอกาสได้เลย หากให้ตนเลือกระหว่างครูที่มีคุณภาพกับห้องเรียนขนาดเล็ก ผมเลือกครูที่มีคุณภาพ ซึ่งการทำงานของครูที่ดีนั้น คือต้องมีเวลาพัฒนาความเชี่ยวชาญของตนควบคู่กับการรู้ว่าเด็กแต่ละคนถนัดและเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งนี่ถือเป็น 1ในมิติสำคัญของความเท่าเทียม สำหรับประเทศไทยถือว่าจัดการความสมดุลของขนาดห้องเรียนและเวลาของครูได้ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะการศึกษาไม่ใช่การซื้อขายที่นักเรียนเป็นผู้บริโภคแล้วครูเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ การศึกษาเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์และสิ่งนี้ก็จะทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษาได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ความเท่าเทียมทางการศึกษาไม่ใช่แค่ว่าชั่วโมงของการเรียนหนังสือเท่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าได้ใช้เวลาที่มีอยู่เรียนรู้และได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุดได้อย่างไร มีการจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการของเด็กทุกคนโดยเฉพาะที่เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน เงิน ฐานะหรือระยะเวลาของการเรียนหนังสือไม่ได้เป็นสิ่งบ่งบอกคุณภาพหรือสมรรถนะของระบบการศึกษา สิ่งที่บ่งบอกคือทัศนคติที่นักเรียนมองว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นโอกาสที่ได้ลองสิ่งใหม่ (</span><span style="font-weight: 400;">growth mindset) </span><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง เช่นนักเรียนในประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงเป็นอันดับต้นๆในการสอบ</span><span style="font-weight: 400;">PISA</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถามนักเรียนว่าทำไมเราถึงประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 9 ใน 10 คน จะตอบว่าเพราะเราทุ่มเท พยายามแล้วก็ครูก็ช่วยทำให้พวกเราประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าถามคำถามเดียวกันกับนักเรียนในประเทศอินโดนีเซีย เด็กส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า อ๋อผมไม่เก่งเลข ผมน่าจะไปเรียนอย่างอื่นดีกว่า เป็นต้น ดังนั้นหากเราต้องการปรับปรุงเรื่อง</span><span style="font-weight: 400;">ความเท่าเทียมทางการศึกษาแล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อให้นักเรียนเปลี่ยนวิธีคิดว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความพยายามของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นความท้าทายอย่างมากในการจัดระบบการศึกษาที่มีคุณภาพควบคู่กับการจัดสรรโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม แต่จากเท่าที่ผมดูในข้อมูลวันนี้ หลายประเทศสามารถทำได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ฟินแลนด์เผยสังคมเชื่อมั่นครู</h4>
<p><figure id="attachment_18091" aria-describedby="caption-attachment-18091" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-18091 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18091" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-CDC</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันเดียวกัน นักการศึกษาจากทั่วโลก ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นผ่านหัวข้อ</span><b>“ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เราจะเปลี่ยนการศึกษาเพื่อความเสมอภาคให้เด็กทุกคนได้อย่างไร ”</b> <span style="font-weight: 400;">เริ่มจากสองนักการศึกษาจากฟินแลนด์ เมืองต้นแบบแห่งการเรียนรู้  </span><b>Marjo Vesalainen</b><span style="font-weight: 400;">  และ  </span><b>Sanna Vahtivuori-Hanninen</b></p>
<p><b>Marjo Vesalainen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า อาชีพครูในประเทศฟินแลนด์เป็นอาชีพในสาขางานวิชาการ และปริญญาครูจึงเป็นเป็นปริญญาที่ดึงดูดนักเรียนที่มีความสามารถเก่งให้มาเรียนในสาขานี้ เราจึงสามารถเลือกนักเรียนที่ดีที่สุดมาเป็นครูได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้มหาวิทยาลัยที่ทำการสอนคุณครูในประเทศฟินแลนด์มีประสิทธิภาพในการสอนอย่างมากจึงทำให้เราได้บุคลากรด้านการศึกษาที่มีประสิทธิภาพในการสอนเด็กมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่มีการสอบในการศึกษาภาคบังคับ เราไม่มีการเข้าไปตรวจสอบโรงเรียนไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม นี่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อครูและความสามารถของครูในการตัดสินใจพัฒนางานของตนเองและวัดผลนักเรียนของตน”</span></p>
<p><b>Marjo Vesalainen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวต่อไปว่า  ครูในประเทศฟินแลนด์ จึงมีอิสรภาพมากและเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพและเชื่อถือในสังคม  การเปลี่ยนอาชีพจากครูไปทำอาชีพอื่นเราจึงค่อนข้างเห็นได้น้อย พูดได้ว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่ popular ในประเทศของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอ เล่าว่า ครูในประเทศเราใช้เวลาทั้งหมดไปที่การเรียนการสอน คุณครูของเราจะได้ทำงานเอกสารที่น้อยและต่ำที่สุดในประเทศ oecd ดังนั้นคุณครูจึงมีเวลาที่จะออกแบบกระบวนการการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยในประเทศฟินแลนด์ก็มีอิสรภาพในการออกแบบหลักสูตรของตน อย่างมาก ดังนั้นแม้ว่าหลักสูตรครูในแต่ละมหาวิทยาลัยจะต่างกันแต่ก็มีแนวคิดที่อยู่ในกรอบเดียวกันที่มุ่งหวังเรื่องความสำเร็จและความสุขในการเรียนของเด็กเป็นหลัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณครูของประเทศเรามีความเป็นมือโปรและพัฒนาความสามารถตลอดชีวิตการทำงาน การพัฒนา อาชีพของครูจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรม และเนื่องจากการปฏิรูปการศึกษาเป็นการเป็นความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ท้องถิ่นและโรงเรียนจึงมีอิสรภาพอย่างมากในการจัดการศึกษารวมทั้งตัดสินใจในเรื่องการจัดการคุณภาพของการเรียนการสอนในท้องถิ่นของตนเองได้”  นักการศึกษาจากฟินแลนด์ กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_18092" aria-describedby="caption-attachment-18092" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18092 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18092" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Science in HD</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>Sanna Vahtivuori-Hanninen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า ประเทศฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับการศึกษา จึงเริ่มต้นสนับสนุนให้เกิดการศึกษาที่มีคุณภาพของครู ผู้ซึ่งต้องมาถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะให้กับนักเรียน อาชีพครูในฟินแลนด์เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่การเป็นครูในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยอมรับว่ามีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ครูจึงไม่สามารถหยุดเรียนรู้หรือพัฒนาตัวเองได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันฟินแลนด์ได้ปฏิรูปการศึกษาโดยได้รับความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเน้นให้ความสำคัญกับการศึกษาของครูและการเป็นครูที่มีคุณภาพ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดความตระหนักว่า นอกจากจะพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพแล้ว ครูจำเป็นต้องพร้อมรับมือกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่มีพื้นฐานและความสามารถแตกต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันรัฐบาลฟินแลนด์ได้เดินหน้าจัดทำโครงการ The Right to Learn เพื่อเสริมสร้างคุณภาพและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคนหลังได้รับผลกระทบจากโควิด19 โดยมุ่งเน้นพัฒนาเด็กให้สามารถเรียนรู้ได้ตรงกับความถนัดที่แต่ละคนมี จัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นนำไปสนับสนุนโรงเรียนในช่วงที่ยังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด19 รวมถึงจัดการศึกษาพิเศษให้กับเด็กที่มีความต้องการเฉพาะอีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ฟิลิปปินส์นำความรู้เข้าสู่ชุมชน</h4>
<p><figure id="attachment_18094" aria-describedby="caption-attachment-18094" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18094 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18094" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : facebook-TulaKaalaman</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ </span><b>Sadat B. Minandang</b><span style="font-weight: 400;"> ครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรีปี 2019 จากประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า TulaKaalaman เป็นโครงการที่ผมเริ่มขึ้นเองในปี 2017 เพื่อส่งเสริมการศึกษาที่เท่าเทียม โดยนำความรู้จากโรงเรียน เข้าสู่ชุมชน เพื่อช่วยให้เด็กที่ไร้โอกาสโดยเฉพาะเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาและเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะต้องออกจากโรงเรียนเข้าถึงการศึกษา ในช่วงแรกของโครงการเราทำแบบเล็กๆ เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่มีโครงการแบบนี้เกิดขึ้น  ผมต้องจ่ายเงินเองทุกอย่าง แต่หลังจากที่โครงการเริ่มต้นไปได้ระยะหนึ่งแล้วก็ได้รับเสียงตอบรับจากชุมชนดีมากทำให้เราขยายโครงการได้ใหญ่ขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือจากทางโรงเรียนหน่วยงานราชการ และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความท้าทายอย่างหนึ่ง ในการดำเนินโครงการเช่นนี้คือเรามีเวลาและทรัพยากรที่จำกัด แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโอกาสที่ทำให้เด็กและครอบครัวได้เห็นความงดงามและความสำคัญของการศึกษา เพราะ การศึกษาเป็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน หนึ่งในความสำเร็จของโครงการนี้คือ เมื่อตอนที่ผมเริ่มโครงการเด็กที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดอยู่นอกระบบโรงเรียน แต่ปัจจุบันเด็กเหล่านี้ได้เข้ามาเรียนเป็นประจำและเป็นนักเรียน ในระบบซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความสนับสนุนจากทุกภาคส่วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน </span><b>Chua-Lim Yen Ching</b><span style="font-weight: 400;">  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้เชี่ยวชาญและอำนวยการบริหารของสถาบันครูแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวด้วยการยกตัวอย่างโรงเรียน NorthLight School ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กที่มีปัญหาการเรียนในระบบปกติ การเรียนการสอนจึงมีความแตกต่างและยากกว่าโรงเรียนทั่วไป ช่วงที่จัดตั้งโรงเรียน เราแจ้งกระทรวงศึกษาธิการว่าไม่ต้องส่งครูมาประจำที่โรงเรียน แต่จะให้ครูเป็นคนเดินเข้ามาสมัครเอง การเลือกครูเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่ครูที่มีความรักต่ออาชีพและมีคุณภาพเท่านั้น แต่ต้องเป็นครูที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย เรามองว่าหากมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาจะทำให้นักเรียนสนุก มีความสุขและมาสนใจกับการเรียน นั่นคือเป้าหมายของการมีโรงเรียนแห่งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานของเราจึงตั้งอยู่บนหลักคิดที่ว่า เวลาที่ต้องการจะพัฒนาสิ่งใด จะหันกลับมาดูทรัพยากรที่มีอยู่และจะจัดสรรทรัพยากรตรงกับความต้องการจริง เด็กแต่ละคนจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค โดยเด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนสูงสุด ขณะเดียวกันเป้าหมายของโรงเรียน ไม่ได้มีไว้เพื่อเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ที่ให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้และมีความสุขกับการเข้ามาทำงาน นำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/9988-2/">นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ งานพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็กและเยาวชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/1980-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=1980-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Jul 2020 12:09:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลแมกไซไซ]]></category>
		<category><![CDATA[ยูเนสโก้]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สี่ทศวรรษ การทรงงานด้านการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลเหรียญซีเรส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลอินทิรา คานธี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการอาหารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[World Food Programme]]></category>
		<category><![CDATA[FAO]]></category>
		<category><![CDATA[สมาพันธ์โภชนาการนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลพิเศษที่สูงสุดทางโภชนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลผู้ทรงประสบความสำเร็จในการทำงานตลอดชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[Life-Time Achievement Award]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17918</guid>

					<description><![CDATA[<p>หมายเหตุ  สืบเนื่องจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1980-2/">กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ งานพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็กและเยาวชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หมายเหตุ  สืบเนื่องจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย  จัดให้มี<strong>การประชุมวิชาการนานาชาติ</strong> </span><b>เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา</b><span style="font-weight: 400;">  ในวันที่ 10 ก.ค.นี้  โดยจะมีการถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ข้ามประเทศครั้งแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่ <strong>สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเพื่อพระราชทานปาฐกถาพิเศษเรื่อง</strong> </span><b>“สี่ทศวรรษ การทรงงานด้านการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส”</b><span style="font-weight: 400;">  กสศ. จึงขอใช้โอกาสนี้ นำบทความ เรื่อง “กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ งานพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็กและเยาวชน”  เขียนโดย </span><b>ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา  </b>ที่<span style="font-weight: 400;">ตีพิมพ์ลงนสพ.มติชน ฉบับวันที่ 1 เม.ย.2563 มาเสนออีกครั้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><b>งานพัฒนาคุณภาพชีวิต</b> &#8211;  สัมฤทธิผลของการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่เกิดจากพระราชดำริอันมีพื้นฐานจากพระเมตตากรุณาธิคุณ และการทุ่มเททรงงานอย่างหนักและต่อเนื่องเป็นเวลาร่วม 40 ปี ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เป็นที่ประจักษ์ ชื่นชมและยอมรับทั้งระดับชาติและนานาชาติ ทำให้ทรงได้รับการถวายรางวัลอันสูงส่งและทรงเกียรติระดับนานาชาติมากมาย ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2534 อาทิ <b>“รางวัลแมกไซไซ”</b> สาขาบริการสาธารณะจากประเทศฟิลิปปินส์ และรางวัลหรือตำแหน่งเกียรติยศอื่นในเวลาต่อมา <b>“รางวัลเหรียญซีเรส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ”</b> ด้านอาหารและโภชนาการดีเด่นจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี 2535 <strong>“รางวัล</strong><b>อินทิรา คานธี”</b> จากประเทศอินเดีย ในปี 2547 สาขาสันติภาพ การลดอาวุธ และการพัฒนา โครงการอาหารโลก (World Food Programme) ได้ถวายตำแหน่ง <b>“อัครราชทูตพิเศษของโครงการอาหารโลกด้านอาหารโรงเรียน”</b> ในปี 2547 ในปีต่อมาองค์การยูเนสโกได้ถวายตำแหน่ง<b> “ทูตสันถวไมตรี”</b> ด้านการเสริมสร้างศักยภาพของเด็กชนกลุ่มน้อยด้านการศึกษา และอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม จากการที่พระองค์ทรงงานด้วยพระวิริยะอุตสาหะจนทำให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2552 สมาพันธ์โภชนาการนานาชาติได้ขอพระราชานุญาตถวาย </span><b>“รางวัลพิเศษที่สูงสุดทางโภชนาการ”</b><span style="font-weight: 400;"> และประกาศเกียรติคุณของพระองค์ท่านในการช่วยเหลือและส่งเสริมโภชนาการของผู้ด้อยโอกาสอันเป็นพื้นฐานของการพัฒนามนุษย์ และในปี 2561 องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟได้ถวาย <b>“รางวัล</b></span><b>ผู้ทรงประสบความสำเร็จในการทำงานตลอดชีพ (Life-Time Achievement Award)”</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กไทยโดยเฉพาะเด็กที่ด้อยโอกาส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีแรงบันดาลพระทัย จากการโดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร ได้ทรงทราบถึงปัญหาความยากจนและความทุกข์ยากลำบากของประชาชนด้วยพระองค์เอง ได้ทรงพบเด็กที่ขาดอาหาร ควบคู่กับการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ อาทิ โรคอุจจาระร่วง พยาธิลำไส้ ไข้หวัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยพระเมตตาและกรุณาธิคุณ ทรงริเริ่ม <strong>“โครงการ</strong></span><b>เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” </b><span style="font-weight: 400;">ในปี 2523 เพื่อเป็นโครงการนำร่องในการขจัดปัญหาทุพโภชนาการในเด็กเล็ก โดยเริ่มที่ 3 โรงเรียนในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนที่จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นขยายไปสู่โรงเรียนที่ห่างไกลและทุรกันดารทั่วประเทศ และได้ถูกปรับเป็น <strong>“โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร”</strong></span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17923" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ_ประกอบ.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ_ประกอบ.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ_ประกอบ-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ_ประกอบ-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ_ประกอบ-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พระองค์ทรงทุ่มเทและทรงงานหนักด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาโครงการให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทรงสนับสนุน เกื้อหนุนและติดตามเยี่ยมเยียนโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ </span><b>“โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร”</b><span style="font-weight: 400;"> ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอด มีการวางแผนเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบ ขณะนี้มีแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนตามพระราชดำริฉบับที่ 5 พ.ศ. 2560-2569</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2563 นี้ เป็นปีที่โครงการดำเนินงานครบ 40 ปี และพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมโรงเรียนในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนเป็นครั้งที่ 1,000 ในเวลาอันใกล้นี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดำเนินงาน ได้ดำเนินการที่โรงเรียน เพราะทำให้เข้าถึงกลุ่มเด็กและนักเรียนที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีการพัฒนาแบบองค์รวม โดยเริ่มงานที่จำเป็นและสำคัญก่อน เน้นที่งานอาหารและโภชนาการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหาร (ทุพโภชนาการ) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักเรียนเป็นศูนย์ของการพัฒนาและเน้นการเรียนรู้โดยการฝึก ปฏิบัติ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ ทั้งการเกษตร โภชนาการ สุขภาพ การศึกษา เป็นต้น ตลอดจนการเรียนรู้ด้านอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ได้พระราชทานทุนเพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หลังจากจบชั้นประถมศึกษาไปจนถึงระดับอาชีวะ ปริญญาตรี และระดับหลังปริญญาเป็นการสร้างโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษาและพัฒนา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดำเนินงาน </span><b>“ขยายผลสู่ชุมชน”</b><span style="font-weight: 400;"> โดยบริการสุขภาพแม่และเด็กในหมู่บ้านและชุมชนใกล้เคียง แม่ที่ตั้งครรภ์ได้รับการดูแลโดยครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่ได้มีการฝึกและมีความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชนเพื่อให้มีการคลอดที่ปลอดภัย และทารกแรกเกิดเป็นปกติ ปัญหาทารกแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ 2.5 กิโลกรัมลดลงจนมีน้อยมาก และภาวะสมองขาดออกซิเจนจนสมองพิการแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมทั้งจัดให้มี “ศูนย์บริการความรู้” หรือ “ฐานการเรียนรู้” เช่น การสหกรณ์ การเกษตร การปลูกพืชผักผลไม้ การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การขยายพันธุ์พืช หญ้าแฝก การเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา การแปรรูปผลผลิต การทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร นอกจากนี้ ยังมีการเรียนรู้เพื่อผลิตเครื่องจักสาน การทอผ้าท้องถิ่น ผ้าบาติก เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจาก “ฐานการเรียนรู้” ได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นจนมีคุณภาพสามารถจัดจำหน่ายในร้าน “ภูฟ้า” ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีการก่อตั้งชมรมศิษย์เก่าของโรงเรียน ซึ่งรวมถึงนักเรียนที่ได้รับทุนพระราชทานด้วย เพื่อรวมตัวช่วยกันในการพัฒนาโรงเรียนและชุมชน มีศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นได้คืนถิ่นกลับมาสอนที่โรงเรียน เป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และประกอบอาชีพการเกษตรและช่วยอบรมชาวบ้านอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การบูรณาการการเรียนรู้และพัฒนา นักเรียนและครูได้เรียนรู้จากผู้มีความรู้และประสบการณ์จากปราชญ์ชาวบ้าน หน่วยงานของราชการ สถาบันการศึกษา ศิษย์เก่าตลอดจนภาคเอกชน ทำให้นักเรียนและโรงเรียนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยทำให้โรงเรียนเป็นฐานการเรียนรู้ให้กับนักเรียนและประชาชนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร คือการพัฒนาการแพทย์องค์รวม เชื่อมโยงประเด็นการพัฒนาต่างๆ ให้มีความเชื่อมโยงจนเกิดความสมบูรณ์และนำไปสู่เป้าหมายที่ได้วางไว้ เริ่มต้นจากการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อการเรียนรู้และมีผลผลิตอาหารสู่ห้องครัว ซึ่งรวมถึงพืชผัก ผลไม้ ไก่ไข่ ปลา ถั่วเมล็ดแห้ง และการเกษตรอื่นๆ เพื่อเป็นฐานการเรียน และจะได้เป็นทักษะในการประกอบอาชีพต่อไป เช่น การเลี้ยงหมู กบ ศูนย์พันธุ์พืชผัก เป็นต้น</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17924" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ3.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/EEF_thumbnail_พระเทพ3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริการอาหารในโรงเรียนทุกวัน และมีการพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเมนูอาหารที่มีการปรับทุกสัปดาห์และทุกเดือนตามฤดูกาลของอาหารและผลผลิตที่ได้จากโรงเรียน เพื่อให้อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการ ให้นักเรียนได้พลังงานและสารอาหารอื่นๆ เกินร้อยละ 35 ของความต้องการในแต่ละวัน อาหารที่นักเรียนได้รับมีการดูแลเรื่องความสะอาด ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ ควบคู่ไปกับน้ำดื่มที่สะอาด มีการตรวจคุณภาพและความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ นักเรียนทุกคนได้ดื่มนมเสริม 200 มิลลิกรัมต่อวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินภาวะโภชนาการ เพื่อให้ทราบภาวะโภชนาการ ตลอดจนทราบถึงนักเรียนที่มีปัญหาการเจริญเติบโตด้านน้ำหนัก และส่วนสูง ภาวะคอพอก ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไข เด็กที่มีน้ำหนักและความสูงต่ำกว่าเกณฑ์จะได้บริโภคไข่และนมเพิ่มขึ้นตลอดจนรักษาโรคหรือการเจ็บป่วยพื้นฐานที่ทำให้เกิดทุพโภชนาการ โรงเรียนที่มีปัญหาคอพอกจากการขาดสารไอโอดีน ได้มีการกำจัดปัญหานี้ให้หมดไปโดยการใช้เกลือเสริมไอโอดีนในการปรุงอาหาร และเติมไอโอดีนในน้ำดื่ม ในโรงเรียนที่มีปัญหาเด็กน้ำหนักเกินทางโรงเรียนได้จัดให้เด็กมีการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น และลดอาหารที่มีความหวานและความมัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การรักษาการเจ็บป่วย ได้มีการบันทึกการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ เช่น อุจจาระร่วง ไข้หวัด พยาธิ โดยการตรวจอุจจาระเป็นระยะๆ และบันทึกการเกิดไข้มาลาเรียในพื้นที่ที่มีโรคนี้ นักเรียนที่เจ็บหรือป่วยจะได้รับการรักษาเบื้องต้นที่โรงเรียน และจะมีเจ้าหน้าที่จากสถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพมาตรวจรักษา บางโรงเรียนมีสุขศาลา (หน่วยอนามัย) ในโรงเรียนเพื่อให้การรักษาเบื้องต้นแก่นักเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การศึกษาได้ให้ความสำคัญทั้งวิชาการและจริยธรรม มีการทดสอบพฤติกรรมด้านจริยธรรม คุณธรรม ทุกปีการศึกษาและมีการทดสอบวิชาการในแต่ละกลุ่มสาระ (O-NET) ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ คุณภาพการศึกษาได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นตามลำดับและมีการสอนเสริมในวิชาที่นักเรียนสอบได้คะแนนต่ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้เรื่องสหกรณ์ นักเรียนได้มีการเรียนและฝึกปฏิบัติ การทำบัญชีและคุณธรรมจริยธรรมตามหลักและอุดมการณ์สหกรณ์ ซึ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ผลิตผลด้านการเกษตรได้มีการนำเข้าสหกรณ์เพื่อการเรียนรู้เรื่องสหกรณ์โดยการฝึกปฏิบัติจริงอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างเสริมศักยภาพของนักเรียนทางการอาชีพที่กล่าวมาแล้ว นอกจากหัตถกรรมการแปรรูปอาหารเบื้องต้น เช่น ขนม กล้วยแปรรูป การตัดผม ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังมีงานอาชีพตามท้องถิ่น เช่น การทำผ้าบาติก การทำไม้กวาด เครื่องจักสาน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สําหรับการเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการเรียนและการอนุรักษ์การแสดงและการแต่งกายของท้องถิ่น ตลอดจนการร่วมในการส่งเสริมและร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมของศาสนา นักเรียนได้เรียนรู้การรักษาแหล่งน้ำ การปลูกต้นไม้ การอนุรักษ์ธรรมชาติป่าไม้ตามพื้นที่ตนเองอยู่อาศัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียนแต่ละครั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะได้รับการถวายรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานซึ่งจะครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักจากผู้อำนวยการ เกือบทุกครั้งพระองค์จะทรงมีข้อซักถามหรือข้อคิดเห็นเพื่อให้งานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นจะเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน เช่น การเรียนการสอน การใช้คอมพิวเตอร์ ห้องสมุด กิจกรรมสหกรณ์ การแสดงเชิงวัฒนธรรม การฝึกอาชีพ โรงอาหารและกิจกรรมประกอบเลี้ยงอาหารกลางวัน โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน กิจกรรมการปลูกพืชผักผลไม้ ปศุสัตว์ ประมงและงานพัฒนาที่ดิน บางโรงเรียนจะมีศูนย์พันธุ์พืชผักและผลไม้ นักเรียนและครูที่รับผิดชอบกิจกรรมต่างๆ ได้มีโอกาสถวายรายงานซึ่งสร้างความมั่นใจและภูมิใจแก่นักเรียนในตนเองเป็นอย่างยิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พระราชทานโอกาสให้นักเรียนในพระราชานุเคราะห์ที่กำลังศึกษาในระดับต่างๆ ตลอดจนผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวะศึกษา ปริญญาตรี และหลังปริญญาตรี ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อรายงานความก้าวหน้าของการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ชมรมศิษย์เก่าของโรงเรียน รวมถึงผู้ได้รับพระราชทานทุนเพื่อการศึกษาได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าเพื่อรายงานถึงกิจกรรรมที่ทำร่วมกันในการพัฒนาโรงเรียนและชุมชน ในการประกอบอาชีพทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p><a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/ผังภาพทรงงาน-1.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17937" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/ผังภาพทรงงาน-1.jpg" alt="" width="480" height="360" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/ผังภาพทรงงาน-1.jpg 480w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/ผังภาพทรงงาน-1-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างที่ทรงทอดพระเนตรคือ ศูนย์บริการความรู้ หรือฐานการเรียนรู้สำหรับผู้ปกครองและชุมชน ศิษย์เก่าหลายคน ได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญทางวิชาการผ่านฐานการเรียนรู้เหล่านี้สัมฤทธิผลของโครงการตามพระราชดำริ</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">ในปี 2562 มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาซึ่งรวมสามเณรที่อยู่ในโครงการรวม 133,588 คน ในสังกัดของตำรวจตระเวนชายแดน (218 โรงเรียน) สำนักงานการศึกษาพื้นฐาน (221 โรงเรียน) การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (282 ศูนย์) สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (17 โรงเรียนเอกชนอิสลาม) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (69 โรงเรียนปริยัติธรรม) สำนักงานการศึกษากรุงเทพมหานคร (25 โรงเรียน) และองค์กรปกครองท้องถิ่น (9 โรงเรียน และ 20 ศูนย์เด็กเล็ก)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">โรงเรียนหรือศูนย์การศึกษาเหล่านี้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายหลักตามที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ภาวะโภชนาการ สุขภาวะ และสุขอนามัย สิ่งแวดล้อมและสุขภาพการศึกษาดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับ ปัญหาโภชนาการที่เกิดจากการขาดพลังงานและสารอาหารต่างๆ แทบจะถูกขจัดให้หมดไป บางโรงเรียนเริ่มมีปัญหาน้ำหนักเกิน ซึ่งก็ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นักเรียนในพระราชานุเคราะห์ที่ได้รับทุนพระราชทานให้ศึกษาต่อในชั้นมัธยม อาชีวศึกษา ระดับปริญญาตรี และโท มีรวมกันตั้งแต่ปี 2531-2562 เป็นจำนวน 6,620 คน ในจำนวนนี้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 1,478 คน และระดับปริญญาโท 10 คน มีนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้ศึกษาต่อด้วยทุนส่วนตัว หรือทุนอื่นถึงระดับปริญญาโท 5 ราย และปริญญาเอก 3 ราย ล่าสุดคือ นายจักรพงษ์ ทองสวี จากโรงเรียนบ้านเขาล้าน จังหวัดชุมพร ได้รับทุนพระราชทานต่อเนื่องจนจบปริญญาตรีสาขาวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นได้รับทุนเป็นผู้ช่วยวิจัยจากอาจารย์ให้ศึกษาจนสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกวนศาสตร์ในปี 2562</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">.ขณะนี้ในแต่ละปีจะมีนักเรียน และนักศึกษารับทุนพระราชทานประมาณ 1,700-1,800 คน ซึ่งรวมถึงนักศึกษาที่ส่งไปเรียนต่อที่อินเดียปีละ 2-3 คน เงินทุนพระราชทานให้แก่นักเรียนและนักศึกษาเป็นทุนส่วนพระองค์ เป็นจำนวนเงินประมาณ 46.2 ล้านบาท ในปีการศึกษา 2562</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ผู้ที่ได้รับทุนพระราชทาน และศิษย์เก่าโรงเรียน โดยเฉพาะในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนได้ก่อตั้งชมรมศิษย์เก่าเพื่อรวมพลังในการพัฒนาโรงเรียนและชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นและมีความยั่งยืน ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม หลายรายได้กลับมาทำงานในชุมชนและท้องถิ่น</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนได้ขยายผลเพื่อเป็นตัวอย่างและต้นแบบการพัฒนาชีวิตเด็กนักเรียนและชุมชนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียรวม 10 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มองโกเลีย ภูฏาน บังกลาเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และติมอร์ตะวันออก นานาประเทศต่างชื่นชมและยอมรับในพระปรีชาสามารถและพระเมตตากรุณา วิธีการทรงงานด้วยความพากเพียรและพัฒนางานอย่างต่อเนื่องจนเกิดสัมฤทธิผลเป็นที่ประจักษ์ว่าโครงการพระราชดำรินี้ก่อให้เกิดความเสมอภาคและสร้างโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษาและการพัฒนาของเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องในโอกาสที่พระองค์มีพระชนมายุ 65 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายนนี้ ข้าพุทธเจ้าขอพระราชทานพระราชานุญาต ถวายพระพร ขอพระองค์ทรงมีพระสุขภาวะที่แข็งแรง มีพระราชประสงค์จำนงค์หมายสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิผลทุกประการ เป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทยและนานาชาติสืบไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม<br />
<strong>ข้าพระพุทธเจ้า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา</strong><br />
<b>อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล</b><br />
</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1980-2/">กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ งานพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็กและเยาวชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บอร์ด กสศ. อนุมัติมาตรการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน แรงงานด้อยโอกาส กว่า 7.5 แสนคน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/122-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=122-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 May 2020 05:32:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การยูเนสโก]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=13562</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. บอร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/122-2/">บอร์ด กสศ. อนุมัติมาตรการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน แรงงานด้อยโอกาส กว่า 7.5 แสนคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-13584" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1707" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-1536x1024.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-2048x1365.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2407-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /><small>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล<br />
ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ.</small></p>
<p><b>บอร์ด กสศ. อนุมัติมาตรการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน แรงงานด้อยโอกาส กว่า 7.5  แสนคน </b><b>ดร.ประสาร ระบุ ภาวะโภชนาการคือปัญหาจำเป็นเร่งด่วนของเด็กยากจน เมื่อต้องปิดเทอมนานขึ้น  พร้อมเพิ่มเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเป็นค่าอาหาร ค่าครองชีพ ให้ นร.ยากจนพิเศษ 300 ล้านบาท และเลื่อนการจ่ายเงินทุนเสมอภาคให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563 ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 4/2563 เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายของกสศ.ที่ได้รับผลกระทบจาก</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">โควิด-19  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้อนุมัติงบประมาณจำนวน  2,049 ล้านบาทเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มเป้าหมายในช่วง</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">โควิด-19 โดยแบ่งเป็นการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนทุนเสมอภาค จำนวน 1,449 ล้านบาท และพัฒนาโครงการให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น จำนวน 550 ล้านบาท มาตรการเหล่านี้จะช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายราว 7.5 แสนคน โดยแบ่งเป็น เด็กนักเรียนในระบบ 7 แสนคน เด็กนอกระบบ 35,000 คน แรงงานด้อยโอกาส 10,000 คน   มุ่งเน้นการช่วยเหลือทั้งระยะยาว และระยะสั้นที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังเป็น</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะผลกระทบจากการปิดเทอมที่ยาวนาน ทำให้เด็กยากจนจำนวนมากกำลังประสบปัญหาโภชนาการการขาดแคลนอาหาร เรื่องนี้ กสศ.ได้ระดมความคิดจากหลายภาคส่วน ทั้งการประชุมกับผู้บริหารสพฐ. ผู้บริหารสถานศึกษา และการสำรวจทางโทรศัพท์ (Telephone survey)  ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ผู้ปกครอง นักเรียน ครู ผู้อำนวยการ จำนวน 12,460 คน เกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ  พบว่าผู้ปกครองของนักเรียนได้รับผลกระทบจาก </span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">โควิด-19 ทำให้ (1) มีรายได้ลดลง (2) ต้องแบกรับภาระอื่นๆ (3) ถูกพักงานชั่วคราว และ (4) ถูกเลิกจ้าง/ตกงานโดย 3 เรื่องสำคัญที่ต้องเร่งช่วยเหลือคือ อาหาร ค่าครองชีพและค่าของใช้จำเป็น   เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องนี้ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้จัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าอาหารและค่าครองชีพให้กับนักเรียนยากจนพิเศษ ระดับชั้นป.1–6 จำนวน 500,000 คน ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ตชด. ทั่วประเทศและอปท.จำนวน 300 ล้านบาท โดยจัดสรรให้คนละ 600 บาท ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กสศ. ยังได้ประชุมระดมสมองร่วมกับองค์การยูเนสโก และองค์การยูนิเซฟ เพื่อนำประสบการณ์จากนานาชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเรียนที่ยาวนาน มาพัฒนาวิธีการช่วยเหลือนักเรียนในครอบครัวยากจนพิเศษซึ่งปัญหาด้านโภชนาการ การขาดแคลนอาหาร นม และน้ำสะอาด เป็นเรื่องที่ต้องเร่งช่วยเหลืออันดับแรก เพราะสำหรับเด็กด้อยโอกาส การได้ไปโรงเรียนไม่ได้หมายถึงการได้ไปเรียนหนังสือเท่านั้น แต่ยังหมายถึงโอกาสในการได้ไปรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย การที่เด็กต้องออกจากโรงเรียน ทำให้ขาดการเข้าถึงอาหารที่จำเป็น เราไม่สามารถรอให้โรงเรียนเปิดเทอมก่อนจึงเข้าไปดูแลได้ กสศ.จึงต้องมีแนวทางในการช่วยเหลือเด็กในเรื่องของอาหารให้เพียงพอเป็นความสำคัญในระดับต้นๆ” ดร.ประสาร กล่าว</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-13566" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_apr_website_ประกอบบทความอนุมัติ-03.png" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_apr_website_ประกอบบทความอนุมัติ-03.png 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_apr_website_ประกอบบทความอนุมัติ-03-300x158.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_apr_website_ประกอบบทความอนุมัติ-03-768x404.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_apr_website_ประกอบบทความอนุมัติ-03-750x394.png 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า เมื่อเจอ</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">โควิด-19 ซ้ำเติมความยากจน ผล</span><span style="font-weight: 400;">กระทบต่อมาอาจทำให้เด็กยากจนพิเศษมีโอกาสหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น โดยข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษารายงานว่า นักเรียนกลุ่มนี้มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยระหว่าง 279 &#8211; 1,254  บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษ ในส่วนของค่าครองชีพ ค่า เดินทางในการมาเรียน เป็นหลักประกันเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ คณะกรรมการบริหาร กสศ.จึง อนุมัติให้เลื่อนการจ่ายเงินทุนเสมอภาคให้เร็วยิ่งขึ้น และปรับสัดส่วนการจ่ายเงินในช่วงเปิดเทอม เป็นร้อยละ  75 หรือ 2,000 บาท ในเทอม 1 จากเดิมร้อยละ 50 พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายการช่วยเหลือในระดับชั้นอนุบาลของสังกัด สพฐ.และ อปท. ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 708,767 คน   </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.ประสาร กล่าวว่า  เด็กนอกระบบการศึกษา เป็นอีกกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ กสศ.ต้องเข้าไปช่วยเหลือ ให้ได้รับการดูแลทันทีเพราะในสถานการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านคุณภาพชีวิตโดย กสศ.จะทำงานร่วมกับ เครือข่ายองค์กรภาคเอกชนเพื่อสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างน้อย 35,000 คน ใน  76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร  ซึ่งเมื่อช่วยเหลือเฉพาะหน้าแล้วก็จะสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นหรือการพัฒนาทักษะอาชีพตามศักยภาพต่อไป    </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้คณะกรรมการบริหาร กสศ. ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายแรงงานด้อย  โอกาสที่ถูกเลิกจ้างกระทันหัน กลุ่มคนจนเมือง  พ่อแม่นักเรียนยากจนพิเศษ และแรงงานตกงานที่กลับสู่บ้าน  เกิด โดยกสศ.จะทำงานร่วมกับหน่วยพัฒนาทักษะอาชีพ 80 ตำบลทั่วประเทศเพื่อจัดทำระบบตัวแบบการ เรียนรู้ของชุมชนที่เข้มแข็ง และมีเครื่องมือการแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้น  โดยจะต้องเป็นหลักสูตรพัฒนาทักษะอาชีพที่เรียนรู้และสามารถปรับใช้ได้เร็ว เบื้องต้นจะสามารถช่วยเหลือแรงงานด้อยโอกาสได้เบื้องต้น 10,000 คนที่สามารถขยายผลในชุมชนของตนเองได้ </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-large wp-image-13569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/infoมาตรการCovid19-1-1-724x1024.jpg" alt="" width="640" height="905" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/infoมาตรการCovid19-1-1-724x1024.jpg 724w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/infoมาตรการCovid19-1-1-212x300.jpg 212w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/infoมาตรการCovid19-1-1-768x1087.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/infoมาตรการCovid19-1-1-scaled.jpg 1809w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><b>“กสศ. พร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุด ทั้งในส่วนนักเรียนยากจนพิเศษในระบบ เด็กนอกระบบ และแรงงานด้อยโอกาส  โดยจะช่วยเหลือได้ทันทีตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้  ด้วยความพร้อมของฐานข้อมูลกลุ่มเป้าหมายจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ iSEE  ของ กสศ. สามารถชี้เป้ากลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุดได้อย่างแม่นยำเพื่อให้มั่นใจว่าช่วยเหลือถูกคนและบรรเทาปัญหาได้อย่างตรงจุดอย่างแท้จริง และขอเชิญชวนประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความช่วยเหลือใน</b><b>วิกฤต</b><b>ครั้งนี้กับกสศ. และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า ได้ที่ </b><a href="https://donate.eef.or.th/main-donate"><b>https://donate.eef.or.th/main-donate  </b></a><b>หรือธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี กสศ.มาตรา 6(6) &#8211; เงินบริจาค เลขที่บัญชี 1720300216สอบถามรายละเอียดได้ที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หมายเลขโทรศัพท์ 02- 079-5475” ดร.ประสารกล่าว</b></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/122-2/">บอร์ด กสศ. อนุมัติมาตรการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน แรงงานด้อยโอกาส กว่า 7.5 แสนคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
