<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 19 Oct 2023 11:33:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โรงเรียนพัฒนาตนเอง จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย : รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-101023/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-101023</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Oct 2023 12:02:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73159</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรงเรียนมีสมรรถนะในการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับคุณภาพการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-101023/">โรงเรียนพัฒนาตนเอง จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย : รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“<em>โรงเรียนมีสมรรถนะในการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง”</em>&nbsp; เป็นแนวคิดหลักของโครงการ <strong>โรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program: TSQP)</strong> ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และเครือข่ายด้านการศึกษา 11 เครือข่าย ที่พยายามเปิดประตูสู่โอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรและระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม ยกระดับคุณภาพครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนานักเรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21</p>



<p>หนึ่งในตัวแทนเครือข่ายด้านการศึกษาที่มีบทบาทในฐานะพี่เลี้ยงถ่ายทอดนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางให้ครูนำไปใช้ในการพัฒนานักเรียน <strong>รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต</strong>&nbsp; เล่าถึงความก้าวหน้าของโครงการฯ ซึ่งไม่เพียงสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียน ยังส่งต่อแรงกระเพื่อมไปยังส่วนต่างๆ ในระบบการศึกษาว่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2a3688"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1010_โควท-ธันยวิช-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“TSQP มีกรอบความคิดเรื่องการเชื่อมการพัฒนาการศึกษาที่เป็น All for Education ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของห้องเรียนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ Ecosystem ทั้งหมดที่เข้าไปโอบอุ้มห้องเรียนให้เกิดการพัฒนา”&nbsp;</p>



<p>“ผลลัพธ์สุดท้ายเลย คือ Core Learning Outcomes (ผลลัพธ์การเรียนรู้) <strong>เราหวังว่าปลายทางเด็กต้องได้รับการพัฒนา ต้องมีทักษะการคิดขั้นสูง มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การเรียนรู้สิ่งใหม่ และเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วก็มีความสามารถเชิงพฤติกรรม มีคุณลักษณะและค่านิยมที่ดี ซึ่งสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ในโครงการจะเรียกว่า VASK หรือ Value Attitude Skill Knowledge”</strong>&nbsp;</p>



<p>“ส่วนครู อันดับแรกต้องมีสมรรถนะในการสอนหรือจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างสมรรถนะเด็กให้เกิด VASK ได้ ด้วยวิธีที่เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งแน่นอนหนีไม่พ้น Active Learning และสิ่งที่เราคาดหวังคือมันต้องอยู่ในชีวิตประจำวันของเขา ไม่ใช่ว่าจบโครงการแล้วเลิกทำ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เราใส่เข้าไปต้องทำตลอด ทั้งการ Coaching การสร้างเครือข่าย การแลกเปลี่ยนข้ามสถานศึกษา การวางเป้าหมายร่วมกับชุมชนโดยที่เน้นผู้เรียน เป้าหมายต้องไปในทิศทางเดียวกัน เพราะถ้าโรงเรียนไม่ได้เน้นเรื่อง Core Learning Outcomes ที่เป็น VASK แต่เน้นเรื่อง O-NET, NT สุดท้ายมันจะพัง”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-958116"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1010_โควท-ธันยวิช-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รศ.ดร.ธันยวิช เชื่อมั่นว่าครูที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) จะได้เรียนรู้ทั้งนวัตกรรม เครื่องมือต่างๆ ในการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ซึ่งสุดท้ายเขาจะตกผลึกเป็นครูที่พัฒนาตัวเอง&nbsp;</p>



<p>“ครูที่ผ่านโครงการ TSQP ถึงย้ายไปที่อื่นก็ไม่เสียหาย เพราะสิ่งที่ฝังเข้าไปในตัวคือ นิสัยของนักเรียนรู้ เขาจะเป็นผู้สร้างสรรค์และออกแบบการเรียนรู้ได้โดยที่ไม่ได้ยึดติดกับนวัตกรรม เพราะสุดท้ายเขารู้แล้วว่าต้องคิดเอง นวัตกรรมเป็นแค่ตัวเปิดโลกทัศน์ เขารู้ว่าถ้าแก้ปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ต้องใช้นวัตกรรมตัวนี้ แก้ปัญหาของห้องเรียนหรือครูต้องใช้นวัตกรรมแบบนี้ เขาจึงต้องมีนวัตกรรมหลายอย่าง เราก็ต้องจัดกลุ่มโรงเรียนเพื่อให้เขาได้มาเรียนรู้นวัตกรรมเหล่านั้น เพื่อนำไปแก้ปัญหาหรือว่าไปยกระดับในเรื่องที่เขาต้องการ”</p>



<p>ทั้งนี้ หลังจากโครงการได้ดำเนินการมาถึงปีที่ 4 ดร.ธันยวิช บอกว่าเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกับผู้อำนวยการโรงเรียนและครูที่เข้าร่วมโครงการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-938f7c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1010_โควท-ธันยวิช_Sq-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กลุ่มผู้อำนวยการ ผมรู้สึกว่าเปลี่ยนไปเยอะ แต่เดิมผู้อำนวยการเป็นผู้อำนวยความสะดวกจริงๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว&nbsp;</p>



<p>อันดับแรกเป็น<strong>นักบริหารโรงเรียน</strong>ที่มีมาตรการต่างๆ&nbsp;</p>



<p>อันดับที่สองคือเป็น<strong>ผู้นำทางวิชาการ</strong> ผู้อำนวยการทำหน้าที่เป็นครูใหญ่ในคนเดียวกันด้วย บางโรงเรียนผู้อำนวยการลงไปสอนเองเพื่อทำให้ครูดู ลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ทำไปด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>อันดับที่สามคือ <strong>ผู้นำทางจิตวิญญาณ</strong> เขาเริ่มเป็นเพื่อนคู่คิด เป็นกัลยาณมิตร เป็นญาติผู้ใหญ่ของครู ให้ความอบอุ่นปลอดภัยแก่ครูและผู้ปกครองด้วย&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายคือ <strong>นักเชื่อมระบบนิเวศ</strong> จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นนักทอดผ้าป่าหาเงินสนับสนุน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว กลายเป็นนักเชื่อมระบบนิเวศการเรียนรู้โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้อำนวยการเริ่มเป็น Fighter (นักสู้) มากขึ้นในการที่จะไปเชื่อม Ecosystem (ระบบนิเวศ) มาพัฒนาโรงเรียนให้เกิดความเข้มแข็ง เป็นแกนกลางในการพัฒนาการศึกษาในท้องถิ่น ที่สำคัญยังเกิดเครือข่ายการทำงานด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-933191"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1010_โควท-ธันยวิช-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับคุณครู อันดับแรกคือผมเห็นดวงตาครูที่เห็นเด็กมากขึ้น แทนที่จะเห็นความก้าวหน้า เห็นอนาคตชีวิตฉันเพียงอย่างเดียว เริ่มมองเห็นอนาคตของเด็กเป็นหลัก เพราะเขาเชื่อว่าถ้าอนาคตเด็กดี ชีวิตเขาก็ดีเอง แล้วก็เริ่มมีจิตวิญญาณของครูมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>อันดับที่สองคือเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการเรียนการสอน คือเริ่มที่จะคิดวิธีถ่ายทอดหรือจัดกระบวนการให้เด็กมากขึ้น โดยอาจจะใช้ตัวนวัตกรรมเป็นต้นแบบ&nbsp;</p>



<p>นอกจากเป็นผู้ให้กับนักเรียนแล้ว ยังเริ่มเป็นผู้ให้กับเพื่อนร่วมวิชาชีพมากขึ้น มีการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยน เกิดเครือข่ายครู แล้วทุกอย่างมาจากฐานก็คือ ครูกลายเป็นนักสร้าง สร้างองค์ความรู้เอง เป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต ปรับตัวเก่ง วิกฤตไหนมาฉันปรับได้หมด พร้อมสู้ และมีความยืดหยุ่นสูง จากเดิมเป็นครูที่ต้องรอ ไม่รู้จะทำยังไง ปิดโรงเรียนก็ปิดไป เด็กกลับมาเกิด Learning Loss ก็ไม่คิดหาวิธีฟื้นฟู แต่ตอนนี้ไม่ ทุกคนมี Proactive (เชิงรุก) ที่จะทำ แล้วมายเซ็ตเรื่องของเด็ก จากมุมมองที่เน้นเรื่องของความรู้อย่างเดียวก็เริ่มตระหนักว่าในเด็กหนึ่งคนต้องเน้นทั้ง VASK และเริ่มเข้าใจว่าฐานรากที่สำคัญมาจากตัว V กับตัว A ที่อยู่บนฐาน เหมือนภูเขาน้ำแข็ง คือถ้า 2 ตัวนี้ดี ที่เหลือจะดีเอง ครูเริ่มให้ความสำคัญเรื่องนี้มากขึ้น”&nbsp;</p>



<p>“ส่วนนักเรียนคงไม่ต้องพูดถึง <strong>ทุกเครือข่าย Core Learning Outcomes (ผลลัพธ์การเรียนรู้) ทุกเรื่องขึ้นหมด ทั้งความรู้ ทักษะการสื่อสาร พฤติกรรมบ่งชี้ต่างๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดี เด็ก Drop Out น้อยลง ความสุขมากขึ้น ทักษะการคิดขั้นสูงเพิ่มขึ้น”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-add2fd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1010_โควท-ธันยวิช-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่ง ดร.ธันยวิชเห็นว่าน่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนในการปฏิรูปการศึกษาในอนาคต คือการส่งต่อแรงบันดาลใจให้โรงเรียนอื่นๆ เกิดความเชื่อมั่นว่าภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด โรงเรียนเล็กๆ ก็สามารถพัฒนาตนเองได้&nbsp;</p>



<p>พร้อมกันนี้ ดร.ธันยวิช ยังได้ส่งกำลังใจถึงคุณครูที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อยกระดับคุณภาพห้องเรียน ให้เชื่อมั่นว่าตนเองมีศักยภาพที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น</p>



<p>“ครูเก่งนะ แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ ความกลัว กลัวที่จะทำผิด เพราะว่าวัฒนธรรมเราเป็นอย่างนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างความมั่นใจให้ครู แล้วต้องทำให้เข้าใจว่ากระบวนการและวิธีกลางทางไม่มีถูกมีผิด ขออย่างเดียว ขอแค่เด็กได้รับการพัฒนาไปในทางที่ถูกที่ดี กระบวนการอาจจะบิดหรือไม่ใช่จากต้นฉบับ มันทำได้หมด &#8230;<strong>โครงการนี้พูดเสมอว่า ครูต้องพัฒนาตัวเอง โรงเรียนต้องพัฒนาตัวเอง”</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-101023/">โรงเรียนพัฒนาตนเอง จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย : รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มอ.-มรภ.ภูเก็ต-มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ขยายผล ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง 7 จังหวัดภาคใต้’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-050423/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-050423</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Apr 2023 06:51:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[มรภ.ภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[มอ.]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง 7 จังหวัดภาคใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ปวีณา จันทร์สุข]]></category>
		<category><![CDATA[ภูรี ทองย่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ณัทกร แก้วประชุม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=66375</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมลากูน่าแกรนด์ แอนด์ สปา จังหวัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050423/">มอ.-มรภ.ภูเก็ต-มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ขยายผล ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง 7 จังหวัดภาคใต้’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ นี้<strong> </strong>ที่โรงแรมลากูน่าแกรนด์ แอนด์ สปา จังหวัดสงขลา<strong> กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>‘โรงเรียนพัฒนาตนเองสู่แกนนำขยายผล 7 จังหวัดภาคใต้</strong>’ (นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, ภูเก็ต, ยะลา, สงขลา และสุราษฎร์ธานี)<strong> </strong>ภายใต้โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teachers and School Quality Program (TSQP) รุ่นที่ 2 ปี 2565 ของ กสศ. โดยมีการจัดวงเสวนาในหัวข้อ <strong>‘ระบบและกลไกที่สนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง’</strong> เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการพัฒนาของโรงเรียนที่มีศักยภาพ และเพื่อให้หน่วยงานต้นสังกัดสามารถขยายผลต่อไปได้ในอนาคต มีผู้เข้าร่วมจำนวน 274 คน ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ. หน่วยงานต้นสังกัดในพื้นที่ อาทิ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.), สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.), สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และองค์กรภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียน 3 เครือข่าย ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (มรภ.ภูเก็ต) และมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0dcf9f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/02-มอ.-มรภ.ภูเก็ต-มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์</strong> ภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองของเครือข่าย มอ. มีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มคุณภาพการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งผลการดำเนินโครงการในระยะเวลา 3 ปี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือสนับสนุน 6 มาตรการ ได้แก่ 1) การกำหนดเป้าหมายโรงเรียนคุณภาพ 2) ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่มีคุณภาพ 3) การพัฒนาครูและผู้บริหารด้วยกระบวนการ Professional Learning Community (PLC) 4) จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning 5) ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาสและมีความต้องการพิเศษ และ 6) สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน โดยนับเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปใช้พัฒนาโรงเรียนในประเทศไทยได้ทั้งหมด โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ระดับล่าง</p>



<p><strong>รศ.ไพโรจน์ </strong>กล่าวว่า การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองนั้นต้องมี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยครูและผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์และโครงงานฐานวิจัย มีการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และต้องนำกระบวนการ PLC มาใช้ในการเรียนการสอน สิ่งสำคัญคือครูต้องมีการวิจัยชั้นเรียน ต้องศึกษาบทเรียน ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องมีความสามารถในการใช้แผนกลยุทธ์ระยะสั้น และการนำระบบสารสนเทศ Q-Info เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา รวมถึงมีการสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง ชุมชน ให้ลุกขึ้นมาเรียนรู้และช่วยเหลือโรงเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-25f46f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/รศ.ไพโรจน์-คีรีรัตน์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ ภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ไพโรจน์ </strong>กล่าวต่อไปว่า<strong> </strong>การที่โรงเรียนแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ทีม คือ 1) <strong>ทีมขับเคลื่อนการพัฒนา</strong>โดยครูวิชาการและครูแกนนำ 2) <strong>ทีมพัฒนาการสอน</strong>โดยครูแต่ละระดับชั้น และ 3) <strong>ทีมหนุนเสริม</strong>โดยผู้ปกครองและกรรมการสถานศึกษา ซึ่งการทำงานอย่างเป็นระบบเช่นนี้ทำให้หลายโรงเรียนพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว </p>



<p>“เครื่องมือหนึ่งที่ใช้ได้ผลจนน่าประทับใจ คือการจัดการสอนด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ เพราะถือเป็นกระดูกสันหลังของการพัฒนาที่ช่วยให้เด็กได้ฝึกการสังเกต คาดคะเน ทดลอง และสรุปผลได้จากการเรียนรู้ จนกลายเป็นนิสัยและทำให้เกิดทักษะวิจัย สามารถนำปัญหาในชุมชนมาแยกแยะและวิเคราะห์ได้ว่าปัญหาอะไรที่ควรจะศึกษา และรู้ว่าปัญหานั้นจะแก้ได้สำเร็จหรือไม่ แล้วนำมาประกอบเป็นความรู้ใหม่ เล่าสู่กันฟังได้ ซึ่งถือเป็นทักษะขั้นสูง”</p>



<p><strong>รศ.ไพโรจน์ </strong>กล่าวด้วยว่า หากโรงเรียนนำเครื่องมือและกระบวนการดังกล่าวมาปรับใช้จะช่วยให้พัฒนาได้รวดเร็ว และจากการวัดผลสัมฤทธิ์ของตัวผู้เรียน พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสามารถคิดและหาคำตอบจากการแก้ปัญหาได้ เพราะการเรียนที่แท้จริงไม่ใช่การจำ แต่คือการมีทักษะในการแก้ปัญหา และรู้ว่าตัวเองควรจะเลือกเรียนรู้เรื่องอะไร</p>



<p>“ขณะนี้เขตพื้นที่การศึกษาเล็งเห็นความสำคัญของโครงการนี้ และพร้อมจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาฐานกายของนักเรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยอนุบาลหรือประถมต้น”<strong> </strong>สุดท้าย <strong>รศ.ไพโรจน์ </strong>กล่าวถึงความยั่งยืนของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองว่า ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 เครือข่าย ได้แก่ 1) <strong>ต้นสังกัดกับมหาวิทยาลัย</strong> ในฐานะผู้ให้ความรู้ 2) <strong>ชุมชน</strong> ซึ่งจะเป็นกลไกหนุนเสริม และ 3) <strong>โรงเรียน</strong> ที่ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 สุดท้ายเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาตนเองด้วย 6 มาตรการ หากทำได้ โรงเรียนจะพัฒนาได้ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่เร็วขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f525e0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/ดร.ปวีณา-จันทร์สุข.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ปวีณา จันทร์สุข </strong>ภาคีเครือข่ายมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต กล่าวว่า ความสำเร็จของโรงเรียนพัฒนาตนเองคือ การที่คนหนึ่งคนจะสามารถพัฒนาตนเองได้ ขอความช่วยเหลือจากโค้ชหรือคนอื่นน้อยลง ช่วยเหลือตนเองมากขึ้น ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนและครูต้องทำหน้าที่เป็นโค้ชให้กับโรงเรียนรอบข้าง เป็นเพื่อนช่วยเพื่อน หากทำได้จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าโรงเรียนเริ่มพัฒนาตนเองได้</p>



<p>ที่สำคัญคือ โรงเรียนต้องมีความสามารถในการประเมิน มองภาพรวมบริบทของโรงเรียนตนเอง สามารถตั้งเป้าหมาย วางแผนดำเนินการที่ชัดเจน ประเมินจุดอ่อน จุดแข็ง และมีความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาได้ โดยโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองไม่ได้เน้นให้เด็กคิดนวัตกรรมอย่างเดียว ครู ผู้บริหาร ก็ต้องคิดนวัตกรรมที่จะนำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน การบริหารจัดการ สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้คุณครูและเด็กได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6ef4bd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/02-มอ.-มรภ.ภูเก็ต-มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต-0ภ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากที่ได้เข้าร่วมกระบวนการ PLC กับครูหลายครั้ง ครูค้นพบตัวเองจากปกติที่สอนให้เด็กจำ พบว่ามีเด็กประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จำได้ ซึ่งครูก็จะคิดว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กเก่ง ส่วนเด็กคนอื่นไม่เก่ง เพราะว่าใช้เกณฑ์ในรูปแบบนี้มาตัดสินเด็ก แต่ที่จริงแล้วการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะฟังแล้วจำได้ บางคนอาจจะเรียนรู้และเชื่อมโยงได้ แต่บางคนต้องใช้การสอนรูปแบบอื่น ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้ผิดที่เด็ก แต่ผิดที่ครูถนัดสอนในรูปแบบเดียว ดังนั้น ครูต้องพยายามหารูปแบบการสอนที่หลากหลายให้เข้ากับสไตล์การเรียนรู้ของเด็ก”</p>



<p><strong>ดร.ปวีณา </strong>กล่าวว่า เมื่อโรงเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้แล้ว หลังจากนี้มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคตจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนครูอยู่ข้างหลัง และจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้ครูมีกำลังใจในการทำงานเพิ่มมากขึ้น โดยร่วมมือกับ กสศ. และกระทรวงศึกษาธิการในการคิดต้นแบบระบบนิเวศทางการเรียนรู้ให้กับครู หากถอดบทเรียนและกลไกนี้ได้จะสามารถสร้างกลุ่มคนที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (change agent) ได้ต่อไป</p>



<p>ด้าน<strong> นางภูรี ทองย่อน </strong>ศึกษานิเทศก์ สพป.ภูเก็ต ในฐานะโค้ชของภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่า<strong> </strong>กระบวนการ PLC เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในโครงการ TSQP ที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี และถ้าจะให้เกิดความยั่งยืนกับโรงเรียนและครู ต้องนำสุนทรียสนทนา (PLC Dialog) มาใช้กับครูด้วยกันเอง </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a0321b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/นางภูรี-ทองย่อน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางภูรี ทองย่อน ศึกษานิเทศก์ สพป.ภูเก็ต</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กระบวนการ PLC Dialog จะนำไปสู่การออกแบบหน่วยการเรียน ปรับการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้เกิดความสำเร็จต้องใช้หลัก<strong> </strong>4 จ + 1 จ คือ 1) <strong>เปิดใจ</strong> ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ดึงศักยภาพในตัวตน ค้นพบปมที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนและตัวครู 2) <strong>ใส่ใจ</strong> ให้ความสำคัญกับทุกสิ่ง 3) <strong>ตั้งใจ</strong> เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 4) <strong>ประสานใจ</strong> ทำให้ครูทั้งหมดสามารถทำงานร่วมกัน เรียนรู้จากประสบการณ์กันและกัน และ จ สุดท้ายคือ <strong>เสริมสร้างกำลังใจ</strong> ผู้บริหารต้องให้กำลังใจทั้งกับครูและเด็ก เพราะเด็กก็ต้องการให้ครูเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังทำ และต้องการเพียงให้ครูรักเขาเช่นกัน</p>



<p><strong>นางภูรี </strong>กล่าวว่า โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ศึกษานิเทศก์หลายคนรู้สึกประทับใจ เพราะมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน และเห็นกระบวนการพัฒนาของแต่ละโรงเรียน ซึ่งศึกษานิเทศก์เองต้องเริ่มเปลี่ยนบทบาทไปเป็นโค้ช ต้องรับฟังครูให้มากขึ้น จากเดิมที่ครูเป็นผู้รับคำสั่งมาโดยตลอด การปรับมุมมองในการเป็นผู้ให้ สร้างพื้นที่ปลอดภัย สร้างความสัมพันธ์ที่ดี จะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ระบบการนิเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง จากการไปนิเทศติดตาม ก็จะเป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้ให้คำแนะนำ และได้ความรู้กลับมาด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6259ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/02-มอ.-มรภ.ภูเก็ต-มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางภูรี </strong>กล่าวย้ำว่า<strong> </strong>การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองไปสู่ความยั่งยืนได้ต้องมีหลัก 3 ร. คือ 1) <strong>รับฟัง</strong> เขตพื้นที่การศึกษาต้องรับฟังโรงเรียน โรงเรียนรับฟังครู ครูรับฟังนักเรียน และศึกษานิเทศก์ต้องรับฟังทุกคน 2) <strong>รับรู้</strong> ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง และ 3) <strong>รับรอง PA</strong> (Performance Agreement หรือข้อตกลงในการพัฒนางาน) อันเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติงานของครูและผู้บริหาร โดยผู้ปกครองไว้ใจให้ลูกมาอยู่โรงเรียน ผู้บริหารรับรองว่าครูให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อเด็ก เขตพื้นที่การศึกษารับรองผู้อำนวยการโรงเรียนให้มีความก้าวหน้า ศึกษานิเทศก์รับรองทั้งหมด รวมถึงโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรม และสุดท้ายต้องรับรองได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี</p>



<p>ขณะที่<strong> นายณัทกร แก้วประชุม</strong> ผู้อำนวยการ สพป.ปัตตานี เขต 2 กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง คือการได้เห็นนักเรียนเปลี่ยนวิธีคิด มีภาวะผู้นำมากขึ้น กล้าที่จะแสดงทัศนะของตนเองมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะทำให้โครงการไปต่อได้คือ นอกจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่เข้ามามีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงแล้ว บุคลากรในองค์กรคือ ผู้บริหารและครูต้องมีความเข้มแข็งมากพอที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ต่อไปได้ และเข้าใจเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน รวมถึงกระบวนการคิดต้องเป็นเอกภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-97af3f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/นายณัทกร-แก้วประชุม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายณัทกร แก้วประชุม ผู้อำนวยการ สพป.ปัตตานี เขต 2</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“บุคลากรในโรงเรียนต้องมีความเข้มแข็ง มีภาวะผู้นำ ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหารเท่านั้น ครูเองก็ต้องเข้มแข็ง เพื่อเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนต่อไป เพราะหากเมื่อไรก็ตามที่ผู้บริหารไม่รู้ ไม่เข้าใจ การเดินไปสู่เป้าหมายก็จะยาก</p>



<p>“ที่ผ่านมามีหลายปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนไปไม่ถึงเป้าหมาย คือ 1) โรงเรียนไม่สามารถเลือกผู้บริหารเองได้ ทำให้ไม่สามารถสืบทอดกระบวนการที่ทำมาก่อนหน้านี้ได้ 2) โรงเรียนเลือกครูไม่ได้ คือไม่สามารถเลือกครูที่มีวิธีคิดใกล้เคียงกันหรือเห็นด้วยในทิศทางเดียวกัน 3) ทรัพยากร การขับเคลื่อนในหลาย ๆ เรื่อง ยังจำเป็นต้องอาศัยงบประมาณ” <strong>ผู้อำนวยการ สพป.ปัตตานี เขต</strong> <strong>2</strong> กล่าว</p>



<p><strong>ดร.พิทักษ์ โสตถยาคม</strong> ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า จากที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้แทนของ สพฐ. ในคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ. ได้เรียนรู้ประโยชน์และคุณค่าของโครงการ TSQP ใน 3 ระดับ คือ </p>



<ol><li><strong>ระดับโรงเรียน</strong> เห็นชัดเจนว่าโรงเรียนพัฒนาตนเองได้นำผลการปฏิบัติมาเรียนรู้ แก้ไขปัญหา และพัฒนา จนเกิดนวัตกรรม 11 เครือข่ายที่เน้นทักษะและกระบวนการแบบ Active Learning ทำให้เด็กสามารถคิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง นำเสนอได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงงานฐานวิจัยหรือบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย และนวัตกรรมอื่น ๆ</li><li><strong>ระดับพื้นที่</strong> แม้พี่เลี้ยงจะถอนออกไปแล้ว แต่ยังเข้ามาหนุนเสริมให้กำลังใจ และมีเครื่องมือในการเติมเต็ม จึงอยากจะสื่อสารไปยังศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา ให้มีการประสานหน่วยอื่นมาขับเคลื่อนไปด้วยกัน เป็นการทำงานแนวราบ ในรูปแบบของเครือข่าย มีระบบกลไกการติดตาม สะท้อนผล ดูแลใกล้ชิดต่อเนื่อง </li><li><strong>ระดับประเทศ </strong>คณะอนุกรรมการจะช่วยกำกับทิศทาง ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ โดยมี กสศ. ทำหน้าที่บริหารจัดการเครือข่ายการทำงาน เน้นเป้าหมายที่ชัดเจน มีการใช้ข้อมูลและเปิดประเด็นสำคัญที่ทันต่อสถานการณ์ เช่น learning loss, เด็กหลุดจากระบบการศึกษา, DE, effect size, การจัดมหกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น</li></ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a95a4e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/ดร.พิทักษ์-โสตถยาคม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ การขยายผลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองสามารถทำได้ใน 3 ระดับ คือ 1) <strong>ระดับโรงเรียน</strong> สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งการ ทั้งเรื่อง PLC, Active Learning และการทำให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยของครูและนักเรียน ดังนั้น ผู้อำนวยการทำได้ทันที ทำได้อย่างสร้างสรรค์ และสามารถใช้ได้กับเกณฑ์ PA ของศึกษานิเทศก์ 2) <strong>ระดับพื้นที่</strong> หน่วยงานต้นสังกัด ทั้ง สพฐ. อปท. ได้รับรู้ร่วมกันตั้งแต่แรก และเห็นความสำคัญของการพัฒนาโรงเรียน เช่นเดียวกับคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาระดับจังหวัด ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ หากภาคีเครือข่ายต้องการทำงานต่อยอดก็เอาโจทย์มาทำงานด้วยกัน 3) <strong>ระดับประเทศ </strong>ด้วยความที่ สพฐ. เป็นองค์กรขนาดใหญ่ หากมีการรับฟัง มีกระบวนการ PLC Dialog ก็จะช่วยให้เกิดการริเริ่มใหม่ ๆ ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e9c853"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/02-มอ.-มรภ.ภูเก็ต-มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ขอชื่นชมทุกคนที่ร่วมเดินทางกันมา 3-4 ปี ด้วยความเสียสละทุ่มเทของโรงเรียน ผู้บริหาร ครู เขตพื้นที่การศึกษา และเครือข่ายเกิด Growth mindset ที่ชัดเจน ก็ขอให้ทำต่อไป โดยขอเสนอแนวทางการขับเคลื่อนต่อไปด้วย 3 ป. ได้แก่ 1) <strong>ป.ปลื้ม</strong> ให้ค้นพบความภูมิใจ ต้องทำความปลื้มให้ปรากฏ 2) <strong>ป.เป้าหมาย</strong> ตั้งเป้าหมายที่มีความท้าทายกว่าเดิม 3) <strong>ป.ปฏิบัติ</strong> ลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง นำกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาแลกเปลี่ยน เติมเต็ม และสะท้อนผลร่วมกัน” <strong>ดร.พิทักษ์</strong> กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050423/">มอ.-มรภ.ภูเก็ต-มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ขยายผล ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง 7 จังหวัดภาคใต้’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
