<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 14 Jul 2022 07:03:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘พื้นที่เรียนรู้ชุมชน’ ช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างไร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-community-learning-area-140722/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Jul 2022 07:03:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[เชษฐา มั่นคง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[สิบเอกดุษฎี ถิรธนกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สุรนาถ แป้นประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอกนี้ดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เรียนรู้ชุมชน #บางกอกกำลังดีที่ฝั่งธน]]></category>
		<category><![CDATA[เมฆ สายะเสวี]]></category>
		<category><![CDATA[ยังธน]]></category>
		<category><![CDATA[มล.จิรทิพย์ เทวกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58282</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดตัวแล้วกับงาน ‘บางกอกกำลังดี &#8230;ที่ฝั่งธน’ ด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-community-learning-area-140722/">‘พื้นที่เรียนรู้ชุมชน’ ช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างไร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดตัวแล้วกับงาน ‘บางกอกกำลังดี &#8230;ที่ฝั่งธน’ ด้วยแนวคิดในการผลักดันให้เกิดพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชนทั่ว กทม. โดยมีกำหนดจัดกิจกรรมทุกวันอาทิตย์ ใน 12 เขตนำร่อง เป็นความร่วมมือระหว่างเครือข่ายบางกอกกำลังดี กสศ. สสส. ที่จับมือกับ กรุงเทพมหานคร เปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต’ ผ่านกิจกรรมศิลปะ ดนตรี ตลาด เวิร์คช็อป การละเล่นสร้างสรรค์ ที่เด็กเยาวชนทุกคนจะได้เข้ามาพบปะแลกเปลี่ยน เรียน เล่น แสดงความสามารถ มาค้นพบกิจกรรมที่สนใจ ที่จะช่วยเติมเต็มต่อยอดพัฒนาการทุกด้าน ที่สำคัญคือน้องๆ ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมออกแบบพื้นที่ของตัวเอง เพื่อให้กิจกรรมและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น รองรับความต้องการที่หลากหลายของเด็กเยาวชนทุกกลุ่มได้จริง</p>



<p>จากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งทำให้เด็กเยาวชนต้องเรียนรู้จากบ้านมากกว่าไปโรงเรียน จนเกิดภาวะถดถอยทั้งการเรียนรู้และทักษะสังคม ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้เด็กเยาวชนจำนวนมากอยู่บนความเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา มาดูกันว่าการเกิดขึ้นของ ‘พื้นที่เรียนรู้สาธารณะชุมชน’ มีความสำคัญแค่ไหน และจะมีส่วนช่วยป้องกันน้องๆ ไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างไร</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประสบการณ์นอกห้องเรียน หนุนให้เกิดความพร้อมในการเรียนรู้</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f40fc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/สุรนาถ-แป้นประเสริฐ-พื้นที่เรียนรู้ชุมชนช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุด.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สุรนาถ แป้นประเสริฐ คณะทำงานโครงการ ‘บางกอกนี้ดีจัง’</figcaption></figure></div></div></div>



<p>สุรนาถ แป้นประเสริฐ คณะทำงานโครงการ ‘บางกอกนี้ดีจัง’ กล่าวว่า ชุมชนต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีปัญหาในลักษณะเดียวกันคือนับวันยิ่งมีจำนวนผู้อยู่อาศัยมากขึ้น ขณะที่พื้นที่ไม่สามารถขยายตาม ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเมื่อมองที่ประเด็นเรื่อง ‘พัฒนาการตามช่วงวัยของเด็กๆ’ ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่แต่ละครอบครัวจะมองหา ‘พื้นที่’ ในการสร้างสรรค์กิจกรรมให้กับลูกหลานได้ เด็กเยาวชนหลายคนจึงเติบโตขึ้นด้วยความเครียดกังวล ความกดดัน จากการอยู่ในห้องแคบเล็ก ขาดปฏิสัมพันธ์กับเด็กวัยเดียวกัน และไม่มีพื้นที่สำหรับการสร้างสรรค์ ทดลอง หรือค้นพบกิจกรรมที่ตนสนใจ</p>



<p>“เรารอให้เด็กถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนแล้วค่อยพัฒนาเขาไม่ได้ เพราะทักษะพื้นฐานและคุณภาพชีวิต คือสิ่งที่ต้องส่งเสริมดูแลกันตั้งแต่แรกเกิด โดยครอบครัวและชุมชน ทุกชุมชนจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เด็กเข้าไปทำกิจกรรมได้ มีความปลอดภัย มีการจัดสรรกิจกรรมสร้างสรรค์ และเป็นไปตามความต้องการของลักษณะชุมชนนั้นๆ ความสำคัญของพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ จึงหมายถึงสถานที่ที่ใครก็เข้าถึงได้ ใช้งานได้ สร้างการเรียนรู้ได้ มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปของกิจกรรม ที่ตอบโจทย์ทั้งเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เด็กชั้นประถมมัธยม จนถึงคนทำงานและผู้สูงอายุ ในลักษณะของการเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย และต้องทำให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบกิจกรรมได้</p>



<p>“พื้นที่ตรงนี้จะเป็นมุมสร้างสรรค์แสดงออกของเด็กเยาวชน ให้เขาได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง ได้รวมกลุ่มทำในสิ่งที่สนใจ ซึ่งมันคือการส่งเสริมความมั่นใจและคุณค่าในตัวเอง ที่สำคัญคือประสบการณ์นอกห้องเรียนเหล่านี้เอง ที่จะช่วย<strong>สนับสนุนให้เด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้ ค้นพบเป้าหมาย หรืออาจพัฒนาไปถึงการสร้างอาชีพ ทำให้เด็กมีรายได้เสริม ทั้งหมดนี้คือปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยประคองเด็กไว้ให้อยู่ในระบบการศึกษา</strong> เพราะเขาเข้าใจด้วยตัวเองแล้วว่า การเรียนรู้นั้นมีพลังที่จะนำพาชีวิตให้ไปต่อบนทางข้างหน้าได้”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แหล่งเรียนรู้สาธารณะที่ใครก็เข้ามาพัฒนาตัวเองได้</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3cbfc0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/เชษฐา-มั่นคง-พื้นที่เรียนรู้ชุมชนช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุด.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก</figcaption></figure></div></div></div>



<p>เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวว่า การมีพื้นที่สาธารณะในชุมชน หมายถึงเราสร้างแหล่งเรียนรู้ที่เด็กเข้าถึงง่าย ครอบคลุมตั้งแต่พัฒนาการทางร่างกาย จากการเล่นกีฬา ปีนป่าย เล่นของเล่น ถึงพัฒนาการทางสังคม ได้มาพบเจอเพื่อน เจอคนต่างรุ่น ทำศิลปะสร้างสรรค์ต่างๆ และแน่นอนว่าในทางกลับกัน พื้นที่เรียนรู้ที่เพิ่มขึ้นจะสวนทางกับโอกาสในการเกิดมุมอับที่มองไม่เห็นในชุมชน ลดความเสี่ยงการมั่วสุม เพราะพื้นที่กิจกรรมของชุมชนเราสามารถออกแบบให้อยู่กลางแจ้ง ปลอดภัย และอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ได้</p>



<p>“ผมคิดว่าพื้นที่เรียนรู้ไม่ได้หมายถึงขนาด และไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าเป็นอย่างไร เช่นทุกชุมชนมีปราชญ์ มีองค์ความรู้ มีกิจกรรมชุมชนที่ทำสืบต่อกันมาอยู่แล้ว แต่มันขาดช่วงไปเพราะขาดการเชื่อมต่อ อย่างหลายชุมชนในฝั่งธน มีการทำบ๊ะจ่าง น้ำใบบัวบก น้ำดอกอัญชัน ขนมโบราณ ทำเป็นกิจกรรมชุมชนที่เปิดให้เด็กรุ่นใหม่เข้าไปเรียนรู้ ทดลองทำ หลายคนทำแล้วชอบ เอาไปแปรรูป เอาไปต่อยอดหารายได้ หรือบางคนแค่เข้ามาเรียนรู้ ได้ใกล้ชิดคนเฒ่าคนแก่ ทำความรู้จักกัน ช่องว่างระยะห่างที่เคยมีก็ลดลง กิจกรรมชุมชนเหล่านี้มัน<strong>คือห้องเรียนทางเลือกนอกโรงเรียน สำหรับคนทุกเพศทุกวัยทุกรุ่น คือแหล่งเรียนรู้สาธารณะที่ใครก็เข้ามาพัฒนาตัวเองได้</strong></p>



<p>“วันนี้เราได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เด็กหยุดเรียนไปนาน เกิดภาวะถดถอยทางความรู้ ผมคิดว่าถ้ามีแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้าน มีหนังสือ มีของเล่น มีพื้นที่ที่เด็กเข้ามาอยู่แล้วสบายใจ โดยเฉพาะเด็กจากชุมชนแออัด เขาจะได้มีพื้นที่พักใจจากปัญหาต่างๆ ในครอบครัว ได้พบเพื่อน มีสถานที่ปลดปล่อยจินตนาการ เรียนรู้สิ่งที่สนใจสิ่งที่ชอบ แล้วใจของเขาจะเปิด พร้อมพาตนเองพ้นจากมุมอับของชีวิต”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างคนหลากรุ่น พัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียน</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-827cb1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/สิบเอกดุษฎี-ถิรธนกุล-พื้นที่เรียนรู้ชุมชนช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุด.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สิบเอกดุษฎี ถิรธนกุล ประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร</figcaption></figure></div></div></div>



<p>สิบเอกดุษฎี ถิรธนกุล ประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า พื้นที่เรียนรู้สาธารณะที่เกิดขึ้นตามชุมชนเล็กๆ จะช่วยดึงเด็กเยาวชนออกมาทำกิจกรรมที่เสริมสร้างตัวตนของเขา อย่างไรก็ตามพื้นที่นั้นๆ ต้องมีระบบจัดการที่ดีตอบโจทย์ 4 ด้านหลักๆ อย่างแรกคือพื้นที่ทางกายภาพ เช่นการทำกิจกรรม หรือเล่นกีฬา สองคือเป็นพื้นที่ทางความคิด แลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงความเห็น สามคือพื้นที่ทางสังคม เป็นคอมมูนิตี้ขับเคลื่อนตัวตนและชุมชนให้ไปต่อได้ และสี่คือพื้นที่ทางสื่อที่เด็กได้แสดงความเป็นตัวตนจริงๆ ของเขา ถ้าเราทำให้พื้นที่นำร่องแบบนี้เกิดขึ้น ก็จะเป็นต้นแบบขยายไปสู่ชุมชนอื่นๆ ซึ่งหมายถึงการพัฒนา ‘คน’ และ ‘เมือง’ ในภาพรวม</p>



<p>“ผมมองว่าสำคัญที่สุดคือการสร้างพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ เด็กเยาวชนต้องมีส่วนร่วมออกแบบทั้งพื้นที่และกิจกรรม ให้หลากหลายเข้าถึงทุกกลุ่ม มันถึงจะตอบสนองการใช้งาน และดึงดูดให้คนออกมาทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ภาพของสังคมที่เกิดขึ้นตอนนี้ ผมคิดว่ามันมีช่องว่างขนาดใหญ่ของคนต่างรุ่น เราจึงต้องมีพื้นที่ที่เด็กกับผู้ใหญ่ได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนกัน เพื่อละลายความต่าง ทำลายกรอบที่ปิดกั้น ซึ่งผมคิดว่าการพูดคุยถ่ายทอดความคิดเห็นในพื้นที่ปลอดภัยระหว่างกัน มันจะทำให้เกิดความเข้าใจและปรับตัวเข้าหากันได้<strong> ในเรื่องการศึกษาเองก็ตาม ถ้าผู้กำหนดนโยบายได้ทำความเข้าใจว่าเด็กเยาวชนต้องการอะไร การปฏิรูปหรือการพัฒนาการศึกษาก็จะตอบสนองผู้เรียนมากขึ้น แล้วจำนวนของเด็กที่หันหลังให้ระบบการศึกษาเพราะเขาคิดว่าโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ก็จะลดลง”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้ามีที่ให้เด็กค้นพบเป้าหมาย ขับแรงบันดาลใจ เขาจะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือนำพาสู่ความสำเร็จ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d073d1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/เมฆ-สายะเสวี-พื้นที่เรียนรู้ชุมชนช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุด.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เมฆ สายะเสวี สถาปนิกชุมชน คณะทำงานเครือข่าย ‘ยังธน’</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมฆ สายะเสวี สถาปนิกชุมชน คณะทำงานเครือข่าย ‘ยังธน’ กล่าวว่า ถ้าถามว่าพื้นที่สาธารณะของชุมชนสำคัญยังไง ต้องบอกว่ามันคือ ‘ห้องรับแขก’ ของบ้าน เป็นเหมือนสถานที่ตรงกลาง ที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้ทุกคนมาเจอกัน โดยหากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าทุกชุมชนจะมี ‘ข่วง’ เป็นลานพบปะสาธารณะที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งต่อภูมิปัญญา และรักษาความเข้มแข็งของชุมชนเอาไว้</p>



<p>“กทม. เป็นเมืองที่ยังขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ ไม่ค่อยมีที่ที่เด็กจะได้ออกมาเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อค้นพบความสนใจความถนัดของตัวเอง หรือคนที่มีความสามารถและต้องการการพัฒนาต่อยอดก็ไม่มีพื้นที่รองรับ ทั้งที่กิจกรรมเหล่านี้เองที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งได้พบเป้าหมายของเขา รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเขา แล้ว<strong>ผมคิดว่ามันเชื่อมโยงกับการศึกษาโดยตรง เพราะเมื่อเขาพบเป้าหมายในใจแล้ว ก็จะเกิดแรงบันดาลใจ รู้ว่าต้องพาตัวเองไปทางไหน เรียนอะไรเพิ่มเติม หรือจะไปให้ถึงปลายทางที่ตั้งไว้ด้วยวิธีใด เมื่อนั้นการศึกษาจึงจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f3c012"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/01-พื้นที่เรียนรู้ชุมชนช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“พื้นที่เรียนรู้ที่ดี มีชีวิต เด็กต้องได้ออกแบบ ได้เสนอในสิ่งที่เขาอยากได้ ผมว่าถ้าทุกคนย้อนนึกภาพว่าเราเป็นเด็ก แล้วมีผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสเราตั้งคำถาม ได้ออกความเห็นที่บริสุทธิ์ ว่าจะสร้างพื้นที่เมืองให้เหมาะกับเด็กอย่างไร คงเป็นความรู้สึกที่ประทับใจ แล้วเมื่อโตขึ้น พวกเขาก็จะส่งโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้มาออกแบบเมืองกันต่อ นั่นเองที่เราจะได้เมืองที่เหมาะสมกับการเรียนรู้จริงๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-21595d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/จิรทิพย์-เทวกุล-พื้นที่เรียนรู้ชุมชนช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุด.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">มล.จิรทิพย์ เทวกุล นักวิจัยศูนย์บริการนักวิจัย และออกแบบ มจธ. คณะทำงานเครือข่าย ‘ยังธน’</figcaption></figure></div></div></div>



<p>มล.จิรทิพย์ เทวกุล นักวิจัยศูนย์บริการนักวิจัย และออกแบบ มจธ. คณะทำงานเครือข่าย ‘ยังธน’ กล่าวว่า ประสบการณ์ของกลุ่มยังธน ในการทำงานสร้างเครือข่ายพัฒนาชุมชนและพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของทุกคน เน้นไปที่การมีส่วนร่วมของเด็กเยาวชน โดยเข้าไปเปิดพื้นที่ความคิดให้น้องๆ ในพื้นที่ที่แอบซ่อนในชุมชน จัดกิจกรรมกันในพื้นที่สาธารณะที่ทรุดโทรม เนื่องจากทางกลุ่มต้องการสื่อสารว่าเด็กๆ ควรมีที่เรียนรู้หรือทำกิจกรรมที่ดีกว่าใต้สะพาน หรือในตรอกซอกซอยเล็กแคบ ซึ่งจะยิ่งพาเด็กเข้าใกล้ความเสี่ยงในทุกรูปแบบ ดังนั้นการเกิดขึ้นของพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ ย่อมหมายถึงการเพิ่มคุณค่าให้สถานที่ ให้ชุมชน และให้กับตัวเด็กๆ และจะช่วยลดโอกาสที่เขาจะเลือกเดินไปอีกเส้นทางหนึ่ง จนหลุดจากระบบการศึกษาไปในที่สุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-community-learning-area-140722/">‘พื้นที่เรียนรู้ชุมชน’ ช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างไร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปลุกพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย สร้าง Play Worker จากเด็กในชุมชนจนกลายเป็นอาชีพ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-180422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Apr 2022 06:17:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เชษฐา มั่นคง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54722</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระดมแนวคิดจาก 6 คนทำงานการศึกษา เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพมหาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-180422/">ปลุกพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย สร้าง Play Worker จากเด็กในชุมชนจนกลายเป็นอาชีพ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ระดมแนวคิดจาก 6 คนทำงานการศึกษา เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นพื้นที่แห่งการศึกษาที่เข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม ในเวทีระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 โดยสะท้อนปัญหาและเสนอนโยบายผ่านหัวข้อ&nbsp; กรุงเทพ : เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565</p>



<p><strong>เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก</strong> สะท้อนปัญหาพื้นที่การเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานที่ต้องรับผิดชอบแผนงานการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้หรือ Learning Space ที่ลงพื้นที่สำรวจทั่วทั้งประเทศจำนวน 66 พื้นที่ ใน 24 จังหวัด ทำให้พบสภาพปัญหาในเด็กทั้งภาวะโภชนาการ, พัฒนาการ, การเรียนรู้ และการเลี้ยงดู เช่น 85% ของเด็กที่แม้เข้าถึงสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่ไม่มีหนังสือนิทานหรือของเล่น จนทำให้พบเด็กที่มีปัญหาอ่านออกเขียนได้  หรือกว่า 50% ที่พบการใช้ความรุนแรงในครอบครัวจากทุกช่วงอายุ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7860a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/b2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“เราเรียกร้องกับทางกทม.มากว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2546 เพื่อขอพื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นพื้นที่ลานกิจกรรม เพื่อเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเด็กในกรุงเทพฯ แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุน และจะเห็นได้ว่าพื้นที่การเรียนรู้ในกรุงเทพฯ อยู่ห่างไกลจากชุมชน ต้องเสียงเงินทั้งในเรื่องการเดินทางและค่าบริการ อย่างสวนรถไฟแม้เด็กไม่ต้องเสียเงินค่าเข้ามาก แต่กลับเก็บเงินพ่อแม่เพิ่มขึ้น ทำให้เด็กยากจนไม่สามารถเข้าถึงได้” เชษฐากล่าว </p></blockquote>



<p>พื้นที่เรียนรู้ที่มีคุณภาพมีความจำเป็นต่อเด็กในชุมชน ที่เน้นการมีเด็กเป็นศูนย์กลาง มีการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือทำ การเสริมสร้างประสบการณ์&nbsp; ทำให้เป็นพื้นที่สร้างความสุข สร้างโอกาส อบอุ่น และปลอดภัย แต่สำหรับกรุงเทพฯ แม้พบว่ามีพื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลายแต่บางส่วนไม่เหมาะสมตามช่วงวัย เช่น เด็กเล็กในชุมชนอยากจะเข้าไปเล่นในลานกีฬา แต่มีเด็กโตหรือผู้ใหญ่ใช้พื้นที่อยู่</p>



<p>“เด็กไทยเกิดน้อยลง 500,000 ต้น ๆ ทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลง ผู้สูงวัยก็จะเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น  และยังมีปัญหาซุกใต้พรม เช่น ศูนย์ย่ายายที่เลี้ยงเด็กกันแค่ 4-5 คนโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ตามแฟลตเอื้ออาทร ก็อยู่ในห้องเล็ก ๆ มีอาสาสมัครมาดูแล เลี้ยงดูกันแบบตามมีตามเกิดตามศักยภาพเงินทองที่มีอยู่” เชษฐา ย้ำสภาพปัญหาที่ทำให้เห็นภาพมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a25d5d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/b1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>บริบทข้างต้นทำให้เห็นว่าพื้นที่การเรียนรู้ของกรุงเทพฯ ที่มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ นั้น มีสภาพปัญหาและข้อจำกัด 3 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่</p>



<p>ส่วนที่ 1 พื้นที่ทางกายภาพ พื้นที่หลักๆส่วนใหญ่ที่มีคุณภาพอยู่ในเมืองและเข้าถึงยาก แล้วก็ไม่กระจายตัวพื้นที่ลงไปในชุมชนต่างๆ รวมทั้งพื้นที่การเรียนรู้ไม่ตอบโจทย์แต่ละช่วงวัยที่แตกต่างกัน</p>



<p>ส่วนที่ 2 กระบวนการ ที่ขาดแกนนำในพื้นที่ที่มีอยู่เดิม, ขาดกระบวนการที่จะนำไปสู่ทักษะที่หลากหลายของทั้งตัวเด็ก ผู้ปกครองและต่อชุมชน, ขาดการเห็นปัญหาแบบองค์รวมว่าจริงๆแล้ววิธีการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร และขาดการบูรณาการในพื้นที่</p>



<p>ส่วนที่ 3 รูปแบบและกิจกรรม ที่ยังไม่เน้นการสัมพันธ์ของผู้เรียน, ยังไม่เห็นความหลากหลายที่สามารถตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน,ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการและ trend สำคัญของยุคนี้ และขาดการบูรณาการข้ามศาสตร์ เช่น ศิลปะ เทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อให้เกิดเป็น NFT</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10011d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/b3-พื้นที่การเรียนรู้.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัญหาทั้ง 3 ส่วนจึงทำให้เกิดแนวคิดนโยบาย Smart City หรือปลุกพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ที่จะตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก เยาวชน และครอบครัวทั่วกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนชุมชนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ พื้นที่สร้างสรรค์ และสร้างให้เกิดแพลตฟอร์มรวมความรู้ ความร่วมมือกันของคณะทำงานภาคส่วนต่างๆ ที่ต้องขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะทำได้จริงเชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กได้เสนอแนวคิดไว้ดังนี้</p>



<p>ด้านกายภาพ ทำให้พื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์จะต้องดึงดูดความสนใจ ต้องมีรูปแบบที่หลากหลายเข้าถึงได้ง่าย และเน้นการกระตุ้นจินตนาการของเด็ก โดยสร้างพื้นที่กายภาพร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ปรับสภาพแวดล้อม เอื้อต่อการเรียนรู้ ใช้ศิลปะวัฒนธรรมหรือการท่องเที่ยวมาผสาน เอาโครงการดี ๆ ที่มีอยู่เดิมมาสานต่อ และยกระดับพื้นที่เรียนรู้หลายรูปแบบ</p>



<p>ด้านกระบวนการ เปลี่ยนเยาวชนหรือคนในชุมชน เป็นนักสร้างการเรียนรู้หรือ Play Worker เอื้อต่อการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย จนกลายเป็นอาชีพในชุมชน</p>



<p>แก้กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่ภายใต้ Platform เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องยั่งยืน เพราะถ้า Eco System เกิดขึ้น เยาวชนจะลุกขึ้นมาเป็นผู้สร้างสรรค์ พัฒนาเปลี่ยนแปลงชุมชน, ครอบครัวมีสัมพันธภาพที่ดีขึ้น มีพื้นที่สานสายใยระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ และชุมชนเกิดความเข้มแข็ง มีความเป็นเจ้าของและร่วมกันออกแบบสร้างสรรค์ ชุมชน มีรายได้สร้างเศรษฐกิจให้กับครัวเรือน</p>



<p>สร้างคณะทำงานร่วมจากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงาน กทม. เอกชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ที่ขึ้นตรงกับผู้ว่าและปฏิบัติงานได้จริง</p>



<p>“เพียง 50 เขต 50 พื้นที่การเรียนรู้ ขอมีพื้นที่เรียนรู้ที่มีคุณภาพเขตพื้นที่ละ 1 แห่งก็พอ ไม่ต้องถึงขนาดมีในทุกชุมชน” ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-180422/">ปลุกพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย สร้าง Play Worker จากเด็กในชุมชนจนกลายเป็นอาชีพ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-260322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Mar 2022 04:49:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์]]></category>
		<category><![CDATA[น.ส.รสนา โตสิตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[น.ต.ศิธา ธิวารี]]></category>
		<category><![CDATA[เชาวลิต สาดสมัย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนคลองเตย]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53530</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาคีด้านการศึกษาและภาคประชาชนระดมข้อเสนอเพื่อปลดล็อกกรุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-260322/">ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><strong>ภาคีด้านการศึกษาและภาคประชาชนระดมข้อเสนอเพื่อปลดล็อกกรุงเทพฯ จากเมืองหลวงที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แนะใช้การบริหารจังหวัดปกครองพิเศษสร้างอิสระออกแบบการศึกษาของตนเอง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเด็กที่หลากหลาย พร้อมสร้างพื้นที่การเรียนรู้และพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้เข้าถึงทุกชุมชน</strong></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96e0cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<ul><li>กรุงเทพมหานครเมืองหลวงที่มีตั้งแต่โรงเรียนค่าเทอมหลักล้าน แต่ในช่วงเรียนออนไลน์ยังมีครอบครัวเด็กยากจนที่เข้าไม่ถึงแม้กระทั่งไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคเบื้องต้น&nbsp;</li><li>เด็กปฐมวัยคือเวลาทองในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง แต่ศูนย์ดูแลเด็กเล็กกลับไม่มีทุกเขตหลักสูตรไม่มีคุณภาพ และไม่มีสวัสดิการดูแลครูที่เหมาะสม</li><li>สนามบาสของเด็กในชุมชนคลองเตย 4 ชุมชนถูกยุบไป 1 แห่งเพื่อเป็นพื้นที่ของเสาโฆษณา ตอกย้ำปัญหาพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กที่มีอยู่อย่างจำกัด และไม่เคยได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอ</li><li>ไม่เพียงปลดล็อกแต่ต้องปลดแอกการศึกษาของ กทม.ให้เป็นอิสระจากกรอบของกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ข้อได้เปรียบที่เป็นเขตการปกครองพิเศษในออกแบบการศึกษาของตัวเองได้</li><li>สร้างพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กให้เข้าถึงทุกเขต ทุกชุมชน มีกิจกรรมที่ยืดหยุ่นหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย</li></ul>



<p><strong>กรุงเทพมหานคร 26 มีนาคม 2565</strong> &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส จัดเวทีเวทีระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 โดยสะท้อนปัญหาและเสนอนโยบายผ่านหัวข้อ&nbsp; กรุงเทพ : เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อปลดล็อกกรุงเทพฯ ให้มีการศึกษาที่ทั่วถึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>



<p>ทั้งนี้ผู้ร่วมเสวนาทั้งภาคีด้านการศึกษา ภาคประชาชน และว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. สนับสนุนให้กรุงเทพฯใช้การบริหารรูปแบบการปกครองพิเศษเพื่อจัดการศึกษาด้วยตนเองอย่างอิสระ ซึ่งจะตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่มที่มีความหลากหลาย อีกทั้งเร่งแก้ไขให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานทัดเทียมกัน และสร้างพื้นที่การเรียนรู้รวมทั้งศูนย์เด็กเล็กกระจายให้ครบทั้ง 50 เขต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5a1baa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ภูมิศรัณย์-ทองเลี่ยมนาค.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ วสศ.<br>และนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา</strong> กล่าวว่า เมืองใหญ่ทั่วไปมักมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามายาวนาน เพราะเมื่อมีภาวะทางเศรษฐกิจพ่อแม่มักย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดมาเมืองใหญ่ หรือพอเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่ต้องย้ายกลับถิ่นฐานก็ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็ก โดยเฉพาะในกรุงเทพ ฯ ที่ภายในเมืองเดียวจะเห็นตั้งแต่โรงเรียนที่มีคุณภาพสูงมาก ไปจนถึงโรงเรียนในชุมชนยากจนที่ขาดแคลนทรัพยากร ก็ยิ่งฉายภาพความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เข้มข้น&nbsp;</p>



<p>โดยการกำหนดของสภาพัฒน์ระบุครอบครัวของเด็กยากจนทั้งประเทศมีรายได้ต่ำกว่า 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน แต่ว่าครอบครัวนักเรียนยากจนในกรุงเทพ ฯ มีรายได้เพียง 1,964 บาทต่อคนต่อเดือน <strong>ดังนั้นเด็กยากจนของกรุงเทพฯ จนกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ หรือต่ำกว่าเส้นความยากจนที่สภาพัฒน์ระบุไว้เสียอีก </strong>เด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ต้องออกไปช่วยครอบครัวหารายได้ และยังพบปัญหาด้านสภาพจิตใจที่ไม่มีความสุขจากการเรียน เป็นความกดดัน ความเครียด และพบตัวเลขเด็กฆ่าตัวตายสูงขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30ea26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในกรุงเทพฯที่คิดว่าเด็กจะเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทางการศึกษา แต่จากการลงพื้นที่สำรวจเด็กยากจนพิเศษ 1,408 คน มี 4% ที่ยังใช้น้ำบาดาล, 59% ไม่มีโทรทัศน์ , ในช่วงเรียนออนไลน์ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มีเด็กยากจนพิเศษแค่ 7 คนที่มีคอมพิวเตอร์ และยังมีเด็ก1.7% ที่ไม่มีไฟฟ้า” ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว</p>



<p>โดย ดร.ภูมิศรัณย์ได้เสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการใช้กลไกเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) โมเดลจังหวัดจัดการเรียนรู้ตนเองที่เชื่อมโยงเครือข่ายภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อพัฒนาพื้นที่นำร่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งหลายจังหวัดที่มีขนาดใกล้เคียงกรุงเทพมหานครทำแล้วมีประสิทธิภาพในการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้จริง</p>



<p>“การทำงานของกรุงเทพฯในด้านการศึกษา นอกจากทำงานเพื่อเด็กกลุ่มกระแสหลักแล้วก็ต้องดูแลเด็กที่ยากลำบาก เด็กยากจนในชุมชนแออัด และเด็กชายขอบที่ถูกมองข้ามด้วย เพราะเด็กเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญของความมั่นคงยั่งยืนในกรุงเทพฯ เพื่อให้ทั้งองคาพยพในเมืองหลวงแห่งนี้เดินไปด้วยกันได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e8fc6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/สมพงษ์-จิตระดับ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ<br>ในคณะกรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่าสภาพความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยขณะนี้เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ ฯ จะพบครอบครัวเด็กยากจน 15 กลุ่ม ที่มีตั้งแต่แรงงานเด็ก เด็กในชุมชนแออัด แม่วัยใส หรือเด็กชาติพันธุ์ พวกเขาเหล่านี้มีภาวะเสี่ยงออกนอกระบบการศึกษา ยิ่งไปกว่านั้นระบบการศึกษาไทยที่มุ่งเน้นการสร้างเด็กให้มีความเป็นเลิศทางการศึกษา หรือการศึกษาที่ตรงตามคุณภาพมาตรฐานยิ่งทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีที่ยืนสำหรับการศึกษาในระบบ และเมื่ออกไปแล้วก็กลายเป็นแรงงานที่ไม่มีคุณภาพ</p>



<p>“ไปคุยกับเด็กเล็ก ๆ ในชุมชนเขาบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นโจร ต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาไทยทำให้เกิดลู่การศึกษาสำหรับเด็กแค่กลุ่มหนึ่ง จนมีเด็กหลังห้อง เด็กผู้แพ้ และออกนอกระบบการศึกษาไป ซึ่งพบว่าเด็กที่ออกกลางคัน 50,000 คน มีกว่า 25,000คนหรือครึ่งนึงที่ถูกดำเนินคดีและเข้าสถานพินิจ หนึ่งในสาเหตุคือการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่ไปครอบงำทั้งหมดในโรงเรียนของกทม. ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6078af"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทำให้ข้อเสนอของศ.ดร.สมพงษ์ จึงเห็นว่ากรุงเทพฯควรใช้ศักยภาพที่เป็นเมืองปกครองพิเศษออกแบบการศึกษาของตนเอง มีความเป็นอิสระและไม่ต้องยึดติดกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความเด็ดขาดของผู้ว่าราชการจังหวัดที่กำลังจะถูกเลือกตั้งเข้ามาในอนาคตด้วย&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ ยังย้ำถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ต้องรองรับเด็กที่มีความหลากหลายแตกต่าง ซึ่งพื้นที่นี้จะเป็นเครื่องมือที่เข้าไปเยียวยาและส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย แต่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ายังถูกกดทับด้วยระบบอำนาจหรือกฎเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาตามแบบของกระทรวงศึกษาธิการ&nbsp;</p>



<p>“ปิดเทอมนี้จะมีเด็กหลุดออกจากการศึกษาเป็นจำนวนมาก เราต้องสร้างแต้มต่อให้เด็กที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ ดังนั้นการศึกษาของกรุงเทพฯต้องแตกต่างและมีลู่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่ลู่เดียวแต่ต้องตอบโจทย์เด็กแต่ละคนได้ อาจจะตั้งโจทย์ให้เด็กมีงานทำ แต่ปัญหาคือเราก็ยังไม่กล้าออกจากวังวนการศึกษาของชาติ&nbsp; ดังนั้นต้องปลดแอกโดยการแยกตนเองออกมาเป็นอิสระจากกระทรวงศึกษาธิการ ”&nbsp; ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-90bd60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/สมสิริ-รุ่งอมรรัตน์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.สมสิริ รุ่งอมรรัตน์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ<br>คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.สมสิริ รุ่งอมรรัตน์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องทำตั้งแต่ต้นทางการศึกษา เพราะทุกคนรู้ดีว่าการศึกษาเด็กปฐมวัย (วัยแรกเกิด-6 ปี) เป็นเวลาทองสำหรับพัฒนาการของเด็กที่จะส่งผลต่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งพบว่าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั้ง 290 แห่ง มีไม่ครบทุกเขต รวมทั้งการประเมินคุณภาพจากหน่วยงานภายนอกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดประสบการณ์ทางการเรียนรู้ ได้ทำการประเมินพบว่ามีเพียง 20% อยู่ในระดับดีมาก และกว่า 50% อยู่ในระดับปานกลางไปจนถึงปรับปรุงเร่งด่วน ซึ่งการประเมินนี้แตกต่างจากที่ กทม.ประเมินเองอย่างมาก</p>



<p>รศ.ดร.สมสิริ กล่าวต่อว่าศูนย์เหล่านี้พบปัญหาในด้านหลักสูตรที่มีการจัดการเรียนรู้แบบเดิมมาเป็นเวลาหลายปี ส่วนใหญ่เน้นการดูแลทางกายภาพแต่ไม่ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ที่สำคัญบุคลาการที่มาเป็นครูในศูนย์เด็กเล็กมีเพียง 15% ที่จบปริญญาตรีด้านปฐมวัย แต่ส่วนใหญ่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีค่าจ้างแค่ 7,000 บาท ส่วนปริญญาตรีอยู่ที่ 15,000 บาท และมักพบปัญหาเงินเดือนออกไม่ตามเวลา, ไม่จ่ายค่าจ้างเมื่อหยุดงาน และไม่เคยขึ้นเงินเดือนตลอดอายุการทำงาน ทั้งนี้ในศูนย์ยังมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บฐานข้อมูล ที่จัดเก็บไม่เป็นระบบและไม่ส่งต่อไปยังผู้ปกครองหรือโรงเรียนใหม่</p>



<p>ข้อเสนอของ รศ.ดร.สมสิริในการจัดการศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเห็นว่าควรถ่ายโอนให้ไปอยู่ในความดูแลของสำนักงานเขต กทม.โดยเริ่มจากศูนย์ที่มีความพร้อม วางแผนค่อย ๆ ทำในระยะยาว 3-5 ปี, ค่าตอบแทนของครูที่ทำให้มีความสุขมีสวัสดิการที่ดี และให้ครูมีความภาคภูมิใจในการทำงาน ส่วนสุดท้ายคือฐานข้อมูลทั้งด้านพัฒนาการและสุขภาพของเด็กต้องถูกส่งต่อไปใช้ประโยชน์ และแปลงเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่าย</p>



<p>“ฝากถึงผู้ว่า กทม.ให้นึกถึงว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็ก 3 คน โรงเรียนรัฐ &#8211; เอกชน&nbsp; &#8211; กทม. ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกทั้ง 3 คนนี้ที่มีความหลากหลายมีการศึกษาได้เท่ากัน และต้องทำงานร่วมมือกับคนที่ทำงานในพื้นที่ให้มากขึ้นด้วย” รศ.ดร.สมสิริ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00e8bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ศิริพร-พรมวงศ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้านประสบการณ์ของคนทำงานในพื้นที่อย่าง <strong>&#8220;ครูอ๋อมแอ๋ม&#8221; ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> กล่าวว่าแต่เดิมตนเคยทำงานกับเด็กในช่วงประถมศึกษาตอนปลายจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ทำให้เห็นว่าการปลูกฝังเด็กได้จริงต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก แต่ในศูนย์เด็กเล็กของชุมชนกลับไม่มีบุคคลากรที่มีคุณภาพมาทำงาน ซึ่งครูอ๋อมแอ๋มเห็นว่าเด็กช่วงนี้ต้องเป็นส่ิงที่รัฐควรให้การสนับสนุนมากที่สุด</p>



<p>“เด็กอยากเป็นโจร เด็กทำบทบาทสมมติเล่นขายประเวณี มีแม่เล้าเป็นเด็ก 6 ขวบ เด็กไม่รู้ว่าคือการเล่นอะไร แต่เขารับรู้จากวิถีชุมชนจากการเล่าของครอบครัวที่เด็กซึมซับโดยไม่รู้ตัว เรากำลังทำกิจกรรมวาดรูปกับเด็ก เขาเห็นพ่อถูกตำรวจจับขึ้นรถมอเตอร์ไซต์แต่เด็กกลับเฉย ๆ และระบายสีต่อ เพราะเป็นเรื่องเคยชินของพวกเขา”</p>



<p>ครูอ๋อมแอ๋มเล่าว่าเด็กยากจนมักพบปัญหาตั้งแต่ในครอบครัว เช่น มียายติดเตียง แม่ติดยา ทำให้พออายุ 15 ปี ก็ต้องออกจากระบบการศึกษา ซึ่งจากการทำงานของตนกับเด็ก 100 กว่าคน พบว่ามีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้เด็กที่เรียนดีแค่ไหนหรืออยากเรียนต่อขนาดไหนก็ไม่สามารถทนต่อความยากจนนี้ได้ แม้กระทั่งหลักสูตรการศึกษาเองก็เป็นอุปสรรคเพราะมีสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่ส่งเสริมทักษะที่พวกสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb943a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนแรกเราแก้ปัญหาด้วยการผลักเด็กให้กลับเข้าไปในระบบ แต่สุดท้ายเด็กก็ออกมาอีกเพราะเขาไม่มีความสุข เราเลยจดทะเบียนโรงเรียนเอง เพราะฉะนั้นรัฐน่าจะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถจัดการศึกษาได้เองและสนับสนุนงบประมาณ แต่กลับพบว่าแม้กฎหมายเปิดให้มีศูนย์การเรียนได้มานานแล้ว แต่รัฐไม่มีเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาเหล่านี้”</p>



<p>ข้อเสนอของครูอ๋อมแอ๋มคือรัฐต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความหลากหลายของเด็ก ทั้งนี้รัฐเองควรดึงทุกภาคส่วนมาทำงานในพื้นที่ สร้างความร่วมมือกับประชาชน ภาคเอกชน และสนับสนุนในด้านงบประมาณ</p>



<p><strong>“เราตอบคำถามเด็กไม่ได้ว่าทำไมสนามบาสของเขาถึงสำคัญน้อยกว่าเสาโฆษณา”</strong></p>



<p>ครูอ๋อมแอ๋มเล่าทิ้งท้ายว่าแม้มีความพยายามของประชาชนในชุนชนเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในชุมชนของเขาเอง โดยการขอพื้นที่รกร้างในกทม.มาใช้ แต่มักถูกปฏิเสธ แม้กระทั่งสนามบาสในชุมชนคลองเตยก็ถูกยุบไป 1 แห่งเพื่อเป็นที่ตั้งเสาโฆษณา เพราะฉะนั้นการที่เด็กไม่มีพื้นที่เขาก็สร้างพื้นที่ตนเองอย่างร้านเกม หรือรวมตัวหลังชุมชนต้มน้ำกระท่อม ดังนั้นพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กจึงควรถูกสนับสนุนและมีทุกชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-187b43"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เชาวลิต-สาดสมัย.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เชาวลิต สาดสมัย ครูอาสาของเด็กยากจน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไม่ต่างจากการทำงานของ <strong>&#8220;ครูเชาว์&#8221; เชาวลิต สาดสมัย ครูอาสาของเด็กยากจน </strong>ที่ทำงานกับศูนย์สร้างโอกาสทั้ง 7 แห่งในกรุงเทพมหานคร เขาเล่าในฐานะของคนที่ทำงานในพื้นที่มาตลอด 15 ปี ทุก 7 วัน พบว่าหลักสูตรการศึกษาตอบสนองเฉพาะเด็กที่มีฐานะและครอบครัวที่มีความพร้อม รัฐไม่ได้ออกนโยบายที่เข้าใจปัญหาของเด็กยากจนหรือขาดโอกาส</p>



<p>“ป้ายหน้าโรงเรียนมีเด็กเก่ง 10 คนแต่เด็กที่เหลือไปไหนหมด เราต้องมีวิชาชีวิตสำหรับเขา ต้องลดขั้นตอนที่อยู่ในหนังสือให้น้อยลง และทำให้เข้าใจง่าย” ครูเชาว์กล่าว</p>



<p>ทั้งนี้ครูเชาว์เองมองว่าครูเป็นตัวแปรสำคัญเช่นกัน ที่รัฐต้องทำให้ครูมีความมั่นคง มีใจในการทำงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้เขามีชีวิตดีขึ้น รวมทั้งศูนย์สร้างโอกาสที่ช่วยเหลือเด็กเชิงรุกซึ่งขณะนี้มีเพียง 7 แห่ง ก็ควรทำให้เกิดขึ้นทุกเขตในกรุงเทพฯ ให้ครบทั้ง 50 เขต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-540940"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เชษฐา-มั่นคง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก</strong> กล่างถึงการทำงานในการสำรวจพื้นที่การเรียนรู้ Learning Space ในกรุงเทพมหานครพบว่าหลายแห่งยังขาดอุปกรณ์ที่จำเป็น ไม่กระจายครบทุกเขต บางแห่งอยู่ไกลจากชุมชน หรือมีค่าใช้จ่ายที่ทำให้ครอบครัวของเด็กยากจนไม่สามารถเข้าถึงได้ และยังพบว่าถูกออกแบบมาไม่เหมาะสมสำหรับเด็กบางกลุ่มบางวัย ที่สำคัญคือขาดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์หรือช่วยแก้ปัญหาที่หลากหลายของแต่ละชุมชนได้</p>



<p>“เราทำงานมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่ปี 2546 เราขอพื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับเด็กแต่ไม่เป็นผล เด็กเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างความสุข สร้างโอกาส และพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายเข้าถึงได้ง่ายและเน้นกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ดังนั้นกรุงเทพฯ 50 เขตจึงควรมี 50 พื้นที่การเรียนรู้ให้ครบทุกเขต” เชษฐา กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6eaf69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ศิธา-ธิวารี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ต.ศิธา ธิวารี ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคไทยสร้างไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กยังเห็นว่านโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ที่ผ่านมารัฐไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ซึ่งงบประมาณจำนวนนี้สามารถสร้างเป็น Smart City เพื่อปรับพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ที่จะตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ทั้งเด็กเยาวชน และครอบครัวทั่วกรุงเทพฯ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความร่วมมือ และแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทำให้การผลักดันนโยบายนี้มีความต่อเนื่องและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d639de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/รสนา-โตสิตระกูล-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ส.รสนา โตสิตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สอดคล้องกับความคิดเห็นของ <strong>น.ต.ศิธา ธิวารี ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคไทยสร้างไทย</strong> เห็นว่า ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในกรุงเทพ ฯ ที่ไม่เท่ากัน ควรจะต้องเร่งแก้ไขให้ทุกโรงเรียน มีคุณภาพมาตรฐานในระดับเดียวกัน เพื่อให้ผู้ปกครองเชื่อมั่นว่า ลูกหลานของพวกเขาเรียนโรงเรียนใกล้บ้านได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fef4f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เกษรา-ธัญลักษณ์ภาคย์-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>น.ส.รสนา โตสิตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ</strong> เห็นว่า การศึกษาในกรุงเทพฯ ต้องปรับใหม่เป็นระบบ &#8220;สาธิต&#8221; ที่จับมือกับภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น เน้นการเรียนรู้อัตลักษณ์ในชุมชนของตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมานับเป็นหน่วยกิตได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb4d8a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/กุลธิดา-รุ่งเรืองเกียรติ-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ตัวแทนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ตัวแทนนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> มาร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟังปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งปัญหาการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมของเด็กด้อยโอกาส หรือการกระจายศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-260322/">ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
