<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มิรา เวฬุภาค | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%ac%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 14 Mar 2022 06:31:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มิรา เวฬุภาค | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย เมื่อเด็กต้องเจ็บซ้ำๆ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-midnight-round-covid-and-online-learning-brief/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Mar 2022 06:31:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[101mid(night)round]]></category>
		<category><![CDATA[โตมากับจอ]]></category>
		<category><![CDATA[มุกริน ทิมดี]]></category>
		<category><![CDATA[จิรเมธ โง้วศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[อรรถพล อนันตวรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย]]></category>
		<category><![CDATA[มิรา เวฬุภาค]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53035</guid>

					<description><![CDATA[<p>กว่า 2 ปีท่ามกลางสภาวะฉุกเฉิน การศึกษาถูกบังคับให้ย้ายไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-midnight-round-covid-and-online-learning-brief/">‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย เมื่อเด็กต้องเจ็บซ้ำๆ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กว่า 2 ปีท่ามกลางสภาวะฉุกเฉิน การศึกษาถูกบังคับให้ย้ายไปอยู่บนหน้าจอออนไลน์ แม้ว่าความยากลำบากของปัญหาการเรียนรู้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปัญหาสุขภาพจิตของผู้เรียนจะถูกนำเสนอผ่านหน้าสื่ออยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ดีเพื่อขุดลึกถึงรากของปัญหาการศึกษาออนไลน์ สารคดี ‘โตมากับจอ’ สารคดี 8 ตอน สะท้อน 8 ปัญหาการศึกษาไทยภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยจับอารมณ์ และฉายให้เห็นภาพบาดแผลของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเส้นทางการศึกษาอย่างชัดเจน</p>



<p>สารคดีเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาไทยชุดนี้เป็นความร่วมมือของ Eyedropper Fill กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และเว็บไซต์ The101.world โดยนำเสนอประเด็นเรื่องการเรียนออนไลน์ที่สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไทย โดยใช้การถ่ายทำออนไลน์ 100% แล้วนำเสนอออกมาในรูปแบบสารคดี 8 ตอน</p>



<p><a href="https://www.the101.world/101-midnight-round-covid-and-online-learning/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘101 (mid)night round: ‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย’ </a>วงเสวนาออนไลน์จึงได้เชิญชวนตัวละครในสารคดี และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยถึงภาพปัญหาการศึกษาออนไลน์ และทางออกของหล่มลึกด้านการศึกษา ร่วมวงเสวนาโดย <strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), <strong>ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล</strong> อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและรองประธานมูลนิธิ Thai Civic Education, <strong>แม่บี – มิรา เวฬุภาค</strong> คุณแม่และผู้ร่วมก่อตั้ง <a href="https://www.the101.world/mappa-team-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">mappa</a> และ Flock Learning องค์กรด้านการศึกษา, <strong>วิว – มุกริน ทิมดี</strong> นักศึกษาผู้ดรอปเรียนออนไลน์ หนึ่งในตัวละครจากภาพยนตร์สารคดี <em>School Town King</em> ร่วมด้วย<strong>วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย, จิรเมธ โง้วศิริ </strong>และ<strong>นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม</strong> ผู้กำกับสารคดีโตมากับจอ</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="101 (mid)night round: ‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/aPL3OVnDV3g?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div><figcaption>101 (mid)night round: ‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เสียงสะท้อนของปัญหาการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>วงสนทนาเริ่มต้นด้วยการพาไปเข้าใจภาพรวมของปัญหา ผ่านผู้ที่ทำงานด้านการศึกษาอย่างใกล้ชิด ภูมิศรัณย์กล่าวว่าสถานการณ์โควิด-19 เปิดพรมให้เห็นถึงปัญหาที่ซุกซ่อนในการศึกษาไทย ฉายชัดถึงความเหลื่อมล้ำ ทั้งในด้านความแตกต่างของการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างโรงเรียน และความแตกต่างของการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างครอบครัว</p>



<p>ภูมิศรัณย์ชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบ เนื่องจากการขาดทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเปราะบางและกลุ่มเด็กรอยต่อ ได้แก่ เด็กที่อยู่ระหว่างชั้น ป.6 ขึ้น ม.1 หรือ ม.3 ขึ้น ม.4 ซึ่งมักเป็นช่วงชั้นที่ผู้เรียนมีการย้ายโรงเรียน ทำให้ยากต่อการติดตามของคุณครูและเอื้อให้เกิดการหลุดออกนอกระบบจนนำไปสู่การสูญเสียโอกาสพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในช่วงวัยเรียน</p>



<p>ประเด็นนี้ส่งผลสืบเนื่องไปยังความสูญเสียทางเศรษฐกิจในอนาคต ยังไม่รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิต สถิติการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นที่สูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ และบาดแผลทางด้านจิตใจของกลุ่มเด็กและเยาวชนในระยะยาว ยิ่งในกลุ่มเด็กกำพร้าที่ผู้ปกครองเสียชีวิตจากโควิด-19 ในประเทศไทยพบว่ามีเด็กกำพร้าในลักษณะดังกล่าวเกือบ 500 คนและมีการวิเคราะห์ว่าเด็กกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบหลายมิติ เนื่องจากขาดคนเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด</p>



<p>ต่อประเด็นนี้ อรรถพล&nbsp;อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและรองประธานมูลนิธิ Thai Civic Education เห็นด้วย และร่วมตั้งคำถามถึงปัญหาด้านการจัดการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา</p>



<p>“สุดท้ายความรับผิดรับชอบทางการศึกษาเป็นเรื่องของใคร ตอนนี้เราปล่อยให้ทุกครอบครัวดิ้นรนด้วยตัวเองและปล่อยให้ครูที่อยู่ปลายทางของการตัดสินใจต้องเห็นปัญหาอยู่ตรงหน้า พอตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ทั้งหมด ปัญหาก็แค่ผ่านไปตรงหน้าและปล่อยให้พังลง” อรรถพล กล่าว</p>



<p>เขาชี้ว่าการจัดการศึกษาไทยมี<strong>ปัญหาด้านความรับผิดรับชอบ (Accountability</strong>) กล่าวคือไม่มีองค์กรที่แสดงบทบาทรับผิดรับชอบในการทำงานอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อ<strong>ปัญหาด้านอำนาจหน้าที่ (Authority)</strong>&nbsp;ในการบริหารจัดการการศึกษา เตรียมพร้อม และเยียวยาด้านการศึกษา และ<strong>ปัญหาด้านอิสระในการบริหารจัดการ (Autonomy)</strong>&nbsp;ของผู้ทำงานหน้างาน</p>



<p>เขาขยายความว่าถึงแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะกล่าวว่าโรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่กฎระเบียบในระดับเขตพื้นที่ หน่วยงานต้นสังกัด และอำนาจเชิงวัฒนธรรมภายใต้ความไม่เชื่อใจกันเป็นเวลานาน กลับไม่สนับสนุนให้มีอิสระในการตัดสินใจอย่างเพียงพอ รวมถึงยังมี<strong>ปัญหาการเชื่อมโยงประสานงานกลไกในการทำงานขององคาพยพด้านการศึกษา (Alignment)&nbsp;</strong>&nbsp;เช่น เรื่องซิมช่วยเรียนที่หลายโรงเรียนยังไม่ได้รับ แม้จะมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมแล้วก็ตาม</p>



<p>นอกจากนี้ อรรถพลยังตั้งคำถามว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมามีการใช้ความรู้ในการขับเคลื่อนนโยบายหรือตัดสินใจมากน้อยเพียงใด หรือเป็นการลองผิดลองถูกของคนทำงาน เขากล่าวว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คณาจารย์สาขาเทคโนโลยีการศึกษาจำนวนมากที่มีองค์ความรู้ไม่ถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้านการเรียนรู้ตั้งแต่ในระดับวางนโยบาย แต่กลับต้องเป็นฝ่ายตั้งรับจากโรงเรียน</p>



<p>อรรถพลยังเสริมจากภูมิศรัณย์ว่านอกจากเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้ว ยังมีนักเรียนจำนวนมากที่ยังมีชื่อในโรงเรียน แต่ไม่ได้เข้าสู่การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากต้องผันตัวไปเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว โดยยกตัวอย่างนักเรียนที่จะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหารระหว่างที่ฟังชั้นเรียนออนไลน์ไปด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่คุณครูผู้สอนเจอบีบคั้นจากการถูกเร่งปรับตัวและระบบการทำรายงานจนนำไปสู่การลาออกและภาวะซึมเศร้าของคุณครู ขณะเดียวกันปัญหาเกี่ยวกับบทเรียนที่ไม่ได้ออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมต่อการเรียนออนไลน์ และไม่ได้เอื้อกับผู้เรียนทุกคนให้เข้ามาเป็นเจ้าของห้องเรียนร่วมกัน ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อผู้เรียน</p>



<p>“ผมตกใจมากกับการผ่านงบในปีงบประมาณที่ผ่านมา สุดท้ายแม้กระทั่งกระทรวงศึกษาธิการก็เสนองบตามแผนงบแบบเดิมของตัวเอง ด้วยโครงการแบบเดิม แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องการช่วยเยียวยาโรงเรียนและสถานการณ์โควิดเลย” อรรถพลกล่าวถึงท่าทีของกระทรวงศึกษาธิการ</p>



<p>วงสนทนาขยับมาที่แม่บี ผู้ปกครองที่ต้องรับความเปลี่ยนแปลงจากการเปิด-ปิดโรงเรียน เธอเกริ่นว่าปัญหาในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนจากการเรียนรู้ทางไกล (remote learning) เข้าสู่การเลี้ยงดูทางไกล (remote parenting) แทน เนื่องจากผู้ปกครองจำเป็นต้องกลับไปทำงาน ขณะที่ลูกยังต้องเรียนอยู่ที่บ้าน ทำให้หลายครอบครัวต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยลูก หรือฝากไว้กับปู่ย่าตายายที่ไม่พร้อมดูแลด้านการศึกษา ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นค่าอินเทอร์เน็ตหรือค่าชุดตรวจ ATK ในขณะที่ผู้ปกครองหลายคนต้องเผชิญการลดเงินเดือนหรือตกงาน</p>



<p><strong>“</strong>เพื่อนคนหนึ่งของเราเคยพูดพูดว่าระบบการศึกษาไทยเหมือนกระเชอก้นรั่ว ตัวระบบการศึกษาเป็นภาชนะและปัญหาเหมือนรอยรั่ว เด็กๆ ก็ร่วงหล่นมาจากภาชนะ ทีนี้ก็มีหลายหน่วยงานมาช่วยอุดรอยรั่ว เพื่อกันไม่ให้เด็กๆ ร่วงหล่นลงมา โดยที่เราไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าปัญหาอยู่ที่รอยรั่วหรืออยู่ที่ภาชนะกันแน่</p>



<p>“โควิด-19ถามเราว่าเป็นภาชนะหรือเปล่าที่ต้องปรับและเปลี่ยน เพื่อให้รองรับการร่วงหล่นของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้<strong>”</strong></p>



<p>แม่บีตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และยังกล่าวว่าในการทำงานของmappaแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เธอพบว่ามีผู้ปกครองหลายคนที่ลุกขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาด้วยกันเอง แต่ก็ไม่สามารถเอื้อมไปถึงทุกคน เนื่องจากมีกำลังไม่มากพอ</p>



<p>วิว นักศึกษาผู้ดรอปเรียนออนไลน์ อีกหนึ่งเสียงที่สำคัญของระบบการศึกษา เปิดใจว่าเธอเป็นคนเดียวในรุ่นจากเด็กชุมชนคลองเตยทั้งหมดที่ตัดสินใจเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางทฤษฎี ในขณะที่เพื่อนหลายคนเลือกไปต่อสายอาชีพ เพื่อฝึกทักษะและมีรายได้จากการฝึกงาน แต่สิ่งที่ทำให้เธอยืดหยัดที่จะเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็เพื่อความฝันจะรับราชการ อันหมายถึงเงินเดือนที่มั่นคงและสวัสดิการที่ดูแลคนในครอบครัว แม้เธอเองจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม</p>



<p>วิวเปิดฉากชีวิตว่าเธอเลือกไม่ศึกษาต่อคณะมนุษยศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เนื่องจากปัญหาคุณแม่ป่วย หลังจากนั้นเธอตัดสินใจเรียนต่ออีกครั้งในคณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี แต่เมื่อทราบว่าต้องเรียนออนไลน์ 100% ด้วยปัญหาด้านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่อาจจะได้ไม่เต็มที่ เธอจึงตัดสินใจดรอปเรียนและกลับมาทำงานซักรีด ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว เพื่อรอให้สถานการณ์โควิดดีขึ้นก่อนกลับไปเรียนอีกครั้ง</p>



<p><strong>“</strong>ถ้าถามว่าหนูเสียใจไหม หนูก็เสียใจ วิวรู้สึกว่าเด็กที่รุ่นราวคราวเดียวกัน เขาอยากเรียนเยอะ แต่เศรษฐกิจแบบนี้บางครอบครัวก็คิดว่าการส่งให้ลูกเรียนไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก พ่อแม่บางคนไม่มีเงิน เขาก็บอกว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ในเมื่อบางคนเรียนจบมา ไม่ได้ทำงานตามหลักสูตรที่เราเรียน<strong>”</strong></p>



<p>วิวเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่ามีเพื่อนคนอื่นที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันตัดสินใจไปเข้ามหาวิทยาลัยเปิดแทน เพื่อเอาเวลาในการเรียนไปทำงานเพื่อจุนเจือครอบครัว แต่เธอยังมีภาระการทำงานและต้องดูแลคุณแม่ที่ป่วยจึงรอให้พร้อมก่อนจึงจะกลับไปเรียนอีกครั้ง</p>



<p>“ตอนนี้วิวมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว และแม่ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว ความฝันของวิวก็เริ่มเดินหน้าต่อไป วิวเลยอยากกลับไปเรียนต่อ” เธอกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะเสริมว่าหากได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐผ่านทุนการศึกษาจะช่วยให้เด็กที่ประสบปัญหาอย่างเธอได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเธอคำนวณว่าหากได้ทุนการศึกษาประมาณ 20,000 บาทจะช่วยเหลือครอบคลุมทั้งในด้านค่าเทอม เงินแรกเข้า และค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนได้</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เรียนรู้ผ่านเลนส์ระหว่างสารคดี #โตมากับจอ</strong></h2>



<p>วงพูดคุยขยับมาที่ประสบการณ์และความรู้สึกของผู้กำกับสารคดีโตมากับจอ วรรจธนภูมิพบว่าการสวมประสบการณ์ร่วมเพื่อเข้าใจตัวหลักของเรื่องที่เผชิญปัญหาการเรียนรู้ผ่านการถ่ายทำออนไลน์ทั้งเรื่องนั้น ทำให้รู้ว่าที่เคยคิดว่าง่ายกลับยากกว่าที่คิด เนื่องจากขาดปฏิสัมพันธ์กับทีมงานระหว่างการทำงาน ไม่สามารถสังเกตการสื่อสารผ่านภาษากายของผู้ถูกสัมภาษณ์ และจำต้องใส่พลังเพื่อรักษาความสนใจให้จดจ่อกับประเด็นที่ตัวละครพูดอยู่มากยิ่งขึ้นจนเกิดอาการล้า และเผชิญความเครียด</p>



<p>เขาพบว่าการจ้องหน้าจอส่งผลต่อสุขภาพจิตและสุขภาพร่างกายอยางชัดเจน อย่างไรก็ดีเขาได้เรียนรู้จากข้อจำกัดการถ่ายทำออนไลน์ว่าการใช้ภาพลักษณะ found footageที่ถูกถ่ายโดยตัวผู้ถูกสัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพวิดีโอหลบวัวกลัวโดนขวิดตอนหาเดินตามหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต, ภาพบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ช่วยถ่ายทอดให้ผู้ชมสามารถเข้าสู่โลกของตัวละครในสารคดี และเข้าใจมุมมองและวิถีชีวิตของพวกเขาได้อย่างแท้จริง</p>



<p>จิรเมทเสริมว่าในฐานะคนทำสื่อ สารคดีชุดนี้สร้างความท้าทายในแง่ของผลลัพธ์และกระบวนการในการผลิต เพื่อที่จะสื่อสารข้อมูลและอารมณ์ให้สมบูรณ์เหมือนเดิม หรือกระทั่งเกิดคำถามตลอดกระบวนการถ่ายทำว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องสื่อสารในลักษณะเดิม จึงนับเป็นคำถามต่อความท้าทายของสื่อในอนาคตที่ต้องถกกันต่อ ในขณะเดียวกันตลอดการถ่ายทำช่วยทำให้เขาตกตะกอนถึงความสำคัญของทักษะการเรียนรู้ Learning how to Learn ซึ่งมีประโยชน์และเป็นหนึ่งในสกิลสำคัญสำหรับการอยู่ต่อไปของมนุษย์ในอนาคต เพื่อที่จะเติบโตก้าวข้ามผ่านปัญหาและมีชีวิตต่อไป</p>



<p>ขณะที่นภสินธุ์ผู้กำกับในตอน<em>Hurt at first sight ‘ออนไลน์คลาสแรก…หัวใจก็แตกสลาย’</em> ว่าด้วยเรื่องสุขภาพจิต และตอน<em>Lost Generation <strong>‘</strong>วัยมัธยมที่สูญหาย ทำได้เพียงแค่คิดถึง?’</em> ว่าด้วยช่วงวัยชีวิตมัธยมที่หายไป ถ่ายทอดมุมมองว่าในระหว่างการถ่ายทำถึงแม้วัยรุ่นวัยเรียนจะเผชิญความเครียด แต่การได้พูดคุยกับพวกเขากลับได้เห็นพลังใจ ความไม่ย่อท้อจนส่งมาเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไปของทีมงานเช่นกัน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ทางออกของหล่มการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>ช่วงท้ายของบทสนทนาชวนพูดคุยถึงทางออกของหล่มการศึกษา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดและจากปัญหารากลึกของการศึกษาก่อนหน้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข</p>



<p>ภูมิศรัณย์กล่าวว่า เบื้องต้นอาจจะต้องพิจารณาเรื่องการแก้ปัญหาโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีนและการพยายามที่จะกลับไปเรียนในระบบโรงเรียนปกติ เขาชี้ว่ากลุ่มนักเรียนช้างเผือก ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีความพยายามมุ่งมั่นและมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่มีความขัดสนทางทรัพยากร เช่น กรณีของวิวเป็นกลุ่มที่ภาครัฐและภาคประชาสังคมต้องให้ความช่วยเหลือ ทาง กสศ. เองก็พยายามให้ความสนับสนุน ทั้งผ่านการให้ทุนการศึกษา และการทำงานร่วมกับสื่อเพื่อสะท้อนภาพของเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาสู่สังคม อย่างสารคดีโตมากับจอและภาพยนตร์สารคดี School Town King</p>



<p>เขาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟื้นตัวรูปตัว K (k shaped recovery) กล่าวคือการฟื้นตัวหลังโควิด-19 จะมีกลุ่มคนที่ปรับตัวและมีความพร้อม ผู้เรียนสามารถพัฒนาไปในขาขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่มีความพร้อม ขาดทรัพยากรในการเรียนรู้จะพบกับความยากลำบาก และจะทำให้เกิดช่องว่างในการเรียนรู้ เมื่อกลับเข้าสู่ชั้นเรียน คุณครูจะจัดการเรียนการสอนได้ยากขึ้น ในการแก้ปัญหาระยะยาวจึงต้องพยายามรักษาความสมดุล ให้ความสำคัญกับกลุ่มด้อยโอกาสที่ขาดทรัพยากรมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการฟื้นฟูความรู้</p>



<p>โดยในต่างประเทศมีกระบวนการฟื้นความรู้หลายวิธี ได้แก่ การเพิ่มชั่วโมงติว หรือการจัดชั้นเรียนพิเศษตอนเย็นหรือช่วงซัมเมอร์ การเพิ่มนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาในประเด็นปัญหาอารมณ์และสังคมของวัยรุ่น&nbsp;กรณีของประเทศไทยมีการเพิ่มครูแนะแนวและเสริมความรู้ด้านจิตวิทยาการแนะแนวให้กับครูประจำชั้นหรือครูในชั้นเรียน เพื่อช่วยเป็นที่พึ่งทางจิตใจของนักเรียน</p>



<p>นอกจากนี้ ภูมิศรัณย์ยังคาดการณ์ว่าการเรียนรู้ในอนาคตจะเป็นการเรียนแบบผสมผสาน (blended learning) ทั้งการเรียนออนไลน์และการเรียนในชั้นเรียน และมีแนวโน้มที่จะให้อิสระในการตัดสินใจของโรงเรียน (autonomy) มากขึ้น เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้</p>



<p>ด้านอรรถพลกล่าวว่า การศึกษาเป็นองคาพยพที่ใหญ่และมีตัวละครจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง ควรจะเริ่มจากการยอมรับ รับฟังเสียงของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและตระหนักว่าในวันนี้การศึกษาไทยมีปัญหา เพื่อนำไปสู่การตั้งคำถามถึงบทบาท อำนาจหน้าที่ขององค์กรที่รับผิดชอบในเชิงระบบ และผลักดันไปสู่แนวทางการจัดการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง</p>



<p>“เรื่องใหญ่หลังโควิดคืออย่ากลบฝังปัญหา อย่าคิดว่าตัวเองกำลังตื่นจากฝันร้าย หากคิดว่ากลับมาโรงเรียนอีกครั้งหลังโควิด คุณจะกลับไปทำแบบเดิม ผมว่าอันนี้จะยิ่งเป็นปัญหาที่หนักกว่าเดิม”</p>



<p>อรรถพลกล่าวว่าปัจจุบันผู้เรียนได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังจากเรียนออนไลน์ พวกเขามีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็คุ้นชินกับการสื่อสารผ่านการพิมพ์มากกว่าพูด เกิดภาวะห้องเรียนเงียบกว่าปกติ มีภาวะความเครียดและบุคลิกภาพที่ไม่เหมือนเดิม เช่น เด็กมหาวิทยาลัยมีความโกรธมากขึ้นและหมดความรู้สึกยึดโยงกับสถาบันของตัวเองกันมากขึ้น เนื่องจากสิ้นหวังกับการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยภายใต้สถานการณ์โควิด เป็นต้น</p>



<p>สำหรับประเด็นการฟื้นฟูการเรียนรู้ อรรถพลเสนอให้มีการเรียนการสอนซ่อมเสริมผ่านการจัดทำนโยบายจ้างงานบัณฑิตด้านคุรุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ที่ผ่านการฝึกสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และกำลังรอที่จะสอบบรรจุ เข้ามาเสริมทีมสำหรับโรงเรียนที่มีความจำเป็นที่จะต้องหาคุณครูเพิ่มเติมเพื่อประกบเด็กเป็นรายบุคคล โดยโครงการลักษณะนี้จะเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ทั้งกับผู้เรียนและกับบัณฑิตที่ยังว่างงาน</p>



<p>แม่บีในฐานะผู้ปกครองชวนตั้งคำถามกลับว่าหากจะหาทางออกด้านการศึกษา แนวทางนั้นกำลังทำเพื่อรักษาระบบการศึกษาหรือคนที่อยู่ในระบบการศึกษา หลายครั้งการกังวลว่าเด็กจะเรียนไม่ทัน เธอกลับอยากถามว่าสังคมกำลังกลัวไม่ทันอะไรในสถานการณ์ที่มีความยากลำบาก และมนุษย์จะต้องก้าวข้ามปัญหามากมายในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจว่าเด็กจะได้เรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้</p>



<p>“learning loss ที่แท้จริง ไม่ใช่ learning loss จากระบบการศึกษา แต่กำลังเป็น learning loss ที่เราไม่เห็นคนที่กำลังลำบากหรือสถานการณ์ที่ทุกคนเผชิญทุกปัญหากันอยู่ตอนนี้”</p>



<p>แม่บีกล่าวว่าสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐคือโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น อินเทอร์เน็ตที่ควรจะกระจายให้เด็กทุกคนได้รับ และความร่วมมือระหว่างเครือข่ายทั้งภาครัฐ โรงเรียน ผู้ปกครอง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันท่ามกลางความซับซ้อนของปัญหาการศึกษา</p>



<p>นอกจากนี้เธอยังเสริมว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีส่วนมากกับการศึกษาในอนาคต หากภาครัฐสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานอย่างที่กล่าวไปข้างต้น และสนับสนุนทุนในการพัฒนางานด้าน EdTech ในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ซ้ำกับการให้ทุนในอดีตหรือให้ทุนผลิตแพลตฟอร์มที่คล้ายกับแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว เมื่อรวมกับงานด้าน EdTech ที่สร้างสรรค์จากทั่วโลกก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้</p>



<p>ขยับมาที่ทีมผู้กำกับ วรรจธนภูมิกล่าวว่าสิ่งที่คนทำสื่อพอทำได้เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการศึกษา คือการสื่อสารเรื่องนี้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะสื่อสารให้เห็นถึงเสียง ชีวิต และความเจ็บปวดของมนุษย์ที่เผชิญปัญหาทางการศึกษา เขามองว่านอกจากจะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงปัญหา ยังเป็นการเสริมพลังให้คนที่เจอปัญหาเดียวกันไม่รู้สึกโดดเดี่ยว</p>



<p>“ภาพรวมอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา จริงๆ แล้วผู้ที่รับผิดชอบสิ่งนี้อย่างภาครัฐ ไม่ค่อยมองคนในประเทศเป็นคนเท่าไหร่ ไม่ค่อยมองคนในประเทศเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ มีความทุกข์ยาก เลยรู้สึกว่าหน้าที่ในการทำสื่อคือจะต้องพูดประเด็นปัญหาเหล่านั้นผ่านความเป็นมนุษย์ โดยหนังทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกร่วมของความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน” วรรจธนภูมิเชื่อว่าหากสังคมมีการพูดถึงประเด็นการศึกษาเยอะขึ้นจะนำไปสู่การขับเคลื่อนบางอย่างต่อไปในอนาคต</p>



<p>ขณะที่นภสินธุ์เสริมว่านอกจากการสื่อสารในฐานะคนทำสื่อ หัวใจหลักของเรื่องนี้อยู่ที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางออกจึงเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ และการจัดสรรสวัสดิการให้เข้าถึงประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเด็นขบคิด – ชวนติดตามสารคดีโตมากับจอ</strong></h2>



<p>วงเสวนาช่วงท้ายผ่านคลับเฮ้าส์ ได้มีผู้ฟังได้ร่วมหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งข้อสังเกตท่าทีขององค์กรด้านการศึกษาที่ไม่ช่วยสนับสนุนต่อการเรียนรู้ผู้เรียน เช่น การตอบแชทของ ทปอ. ต่อกรณีนักเรียนติดเชื้อโควิด ทำให้ไม่สามารถไปสอบได้ และตั้งข้อสังเกตถึงช่องทางที่ภาคประชาชนจะสะท้อนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานการศึกษาโดยตรง</p>



<p>อรรถพลเห็นด้วยว่าเป็นโจทย์สำคัญในการมีช่องทางที่จะนำเสียงสะท้อนไปสู่หน่วยงานที่ทำงานด้านการศึกษา และองค์กรเหล่านี้จะต้องเข้าใจบทบาท เห็นอกเห็นใจคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ด้านการศึกษา และเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน นอกจากนี้เขายังมองว่าการศึกษาจะยังต้องมีการจัดเพื่อให้เด็กจำนวนมากได้เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัจเจกดิ้นรนเข้าถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเอง พร้อมย้ำว่าการมีประชาธิปไตยจะช่วยให้เสียงของคนมีความหมายต่อการทำงานของภาครัฐ</p>



<p>ภูมิศรัณย์กล่าวว่าได้รับประโยชน์จากการรับฟังผู้เข้าร่วมเสวนาและผู้ฟัง ในฐานะคนทำงานด้านการกำหนดนโยบาย เขาจะนำความเห็นไปใช้ในการทำงานผลักดันนโยบายด้านการศึกษาต่อไป</p>



<p>แม่บีทิ้งท้ายด้วยการตั้งคำถามเหมือนกับในสารคดีว่าอะไรคือสิ่งสำคัญระหว่างชีวิตกับคะแนน&nbsp;เธอย้ำว่าการศึกษาและการเรียนรู้สำคัญ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ หากต้องการให้หลายชีวิตดำเนินไปได้ ควรจะนำชีวิตเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เวลาครอบครัวและผู้เรียนได้แก้ปัญหาชีวิตก่อนที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการสอบวัดระดับกันอีกครั้ง</p>



<p>ขณะที่ทีมผู้กำกับ วรรจธนภูมิ, จิรเมธ และนภสินธุ์ ได้ฝากติดตามสารคดีโตมากับจอที่จะช่วยขยายเข้าใจปัญหาการศึกษาไทยที่กำลังเผชิญอยู่ให้ไปถึงผู้คนในวงกว้าง จิรเมธยังเสริมว่าในฐานะคนทำสื่อต้องการให้วงการสื่อไทยเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งในแง่ของการมีสื่อใหม่ๆ มีสารคดีใหม่ๆ เพื่อให้สารคดีมีพื้นที่ในตลาด เพิ่มจำนวนบุคลากรที่ทำงานสารคดี และเนื้อหาคอนเทนต์ที่ดีมากขึ้น</p>



<p>ปิดท้ายที่วิว หนึ่งในตัวละครในสารคดีตอนที่ 2&nbsp;<em>Left Behind Dream ‘ฝากฝันไว้ข้างฝา’&nbsp;</em>ฝากติดตามรับชมสารคดีโตมากับจอ</p>



<p>“ในทุกเรื่องราวเป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้ปรุงแต่ง เป็นชีวิตจริงๆ ของวิวเลย พอดูตัวเองในสารคดีแล้วเหมือนเราได้มองว่าในแต่ละวันเราเติบโตแบบไหนและกว่าเราจะผ่านมันมา เราต้องเจออะไรมาบ้าง การดูสารคดี ไม่ว่าจะเป็นของวิวหรือว่าของคนอื่น วิวคิดว่าจะได้แลกเปลี่ยนความคิดและความแตกต่างค่ะ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-midnight-round-covid-and-online-learning-brief/">‘โตมากับจอ’ กะเทาะปัญหาการศึกษาไทย เมื่อเด็กต้องเจ็บซ้ำๆ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การเรียนรู้ล้วนเกิดขึ้นบนความสัมพันธ์’ มิรา เวฬุภาค คุณแม่นักเรียนรู้แห่ง Flock Learning</title>
		<link>https://www.eef.or.th/flock-learning/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2021 07:58:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Flock Learning]]></category>
		<category><![CDATA[แม่บี]]></category>
		<category><![CDATA[มิรา เวฬุภาค]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=43982</guid>

					<description><![CDATA[<p>บี-มิรา เวฬุภาค เป็นคุณแม่ลูกสอง เป็นนักวิจัยอิสระด้านก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/flock-learning/">‘การเรียนรู้ล้วนเกิดขึ้นบนความสัมพันธ์’ มิรา เวฬุภาค คุณแม่นักเรียนรู้แห่ง Flock Learning</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บี-มิรา เวฬุภาค เป็นคุณแม่ลูกสอง เป็นนักวิจัยอิสระด้านการศึกษาทางเลือกที่คร่ำหวอดในวงการแห่งนี้มากว่าสิบปี เป็นกระบวนกรเกมเพื่อการแปรเปลี่ยน (Transformation Game) และเป็นหนึ่งในทีมก่อตั้ง Flock Learning องค์กรที่ชวนให้พ่อแม่มาสร้างการเรียนรู้ให้ตัวเองไปพร้อมกับลูกๆ</p>



<p>คุณอาจขมวดคิ้วสงสัย การเป็นพ่อแม่ยังต้องเรียนรู้อะไร ไม่ใช่ว่าเราจะเป็นฝ่ายมอบความรู้ให้เด็กๆ หรอกหรือ</p>



<p>คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่</p>



<p>โลกที่เต็มไปด้วยความลื่นไหลและท้าทายเช่นนี้ เรียกร้องให้เด็กๆ เติบโตไปอย่างมีทักษะในการใช้ชีวิต ซึ่งอยู่นอกเหนือจากความรู้เชิงวิชาการ หากแต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ด้านอารมณ์และความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ และนี่เองที่ Flock Learning มองว่าพ่อแม่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่ไปกับเด็กๆ ได้ โดยพื้นฐานสำคัญคือความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อันเป็นสิ่งที่มิราย้ำอยู่บ่อยครั้งในการสนทนาครั้งนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ebf8d5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20200803-InterviewMiraFlock_10.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้องเน้นการเรียนรู้ของพ่อแม่</strong></h3>



<p>มันมาจากเราเอง (หัวเราะ) เราทำเรื่องการศึกษามาเป็นสิบปี พอมีลูกและทำโฮมสคูลก็ร้อนวิชา เราทำเรื่องการศึกษามานาน เรียนทฤษฎีมาเยอะแยะแต่ทุกอย่างอยู่บนกระดาษหมดเลย หลายอย่างเอามาทำจริงไม่ได้เพราะต้องผ่านครู ไม่ใช่ว่าตัวทฤษฎีไม่ดีนะ แต่มีปัจจัยเยอะที่พอจะเอามาทำจริงแล้วทำไม่ได้</p>



<p>เราเลยคิดว่า ไหนๆ ก็ศึกษามาแล้ว ถ้าเราจะลองเอามาทำดูได้ไหมนะ เลยทดลองทำโฮมสคูลขึ้นมา เป็นแล็บเล็กๆ ซึ่งมีบางอย่างที่ทำได้ ทำไม่ได้ แต่เราก็เห็นว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นการเรียนรู้ของคน และเราเองก็ได้สังเกตการเรียนรู้ของลูก พอดีตอนนั้นเราทำ community ด้วย เช่น ทำงานกับชาวต่างชาติที่มาทำงานในไทย และคุณพ่อคุณแม่ชาวไทย เราพบว่าคนพวกนี้มีของมากเลย เราได้เจอพ่อแม่ที่ โอ้โห เก่งจัง เช่น คุณพ่อที่เป็นโปรแกรมเมอร์มาสอนลูกเรา สอนเก่งกว่าในโรงเรียนอีก เขาไม่ได้สอนตามสเต็ปหนึ่งสองสาม แต่จับคีย์สำคัญแล้วสอนเลย ฉะนั้นเด็กจึงเรียนรู้ เป็นเร็ว เหมือนเด็กได้ไปฝึกงานกับพ่อแม่ที่อยู่ในสายอาชีพนั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของความสนใจนี้มาจากตรงไหน</strong></h3>



<p>เริ่มที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตอนนั้นลูกชายเราอยากตกปลามาก เขาชอบตกปลา อยากลงมือทำจริงๆ เราเลยพาเขาไปอยู่กับบังนี (รุ่งเรือง ระหมันยะ นายกสมาคมรักษ์ทะเลจะนะ) เจ็ดวัน บังนีเลยเล่าเรื่องจะนะให้เราฟังว่าที่นี่กำลังถูกรุกราน เขาอยากทำให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เรียนรู้ เพราะที่นี่มีภูมิปัญญาที่สั่งสมมา ตัวบังนีเองแทบจะเป็นดูหลำ (คนฟังเสียงปลา) คนท้ายๆ แล้ว ซึ่งที่นั่นไม่ได้มีแค่ดูหลำอย่างเดียว แต่มีภูมิปัญญาอื่นที่สั่งสมมาด้วย เราก็ไปอยู่ในบรรยากาศ ชาวบ้านเขาพร้อมสอนมากเลยนะ มาสอนกันทีละคน ทีละเรื่อง เช่น สอนทำปลาเค็ม เราก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วในประเทศเรามีที่เรียนรู้แบบนี้เยอะ และมีคนพร้อมจะสอนเยอะด้วย แต่เราไม่มีการจัดการให้เกิดการเรียนรู้จากคนเหล่านี้</p>



<p>ของอยู่ตรงนี้อยู่แล้วน่ะ มาเรียนรู้เถอะ แล้วพอคนนอกเข้าไป คนในชุมชนก็ตื่นเต้น สดชื่นขึ้นมา มีเด็กๆ ไปเรียนรู้กับเขา</p>



<p>ต้องได้เห็นนะ เวลาบังนีเขาลุกขึ้นไปนำเด็ก เด็กก็ถามคำถามใหญ่เลย ตาเขาเป็นประกายมาก อันนั้นน่ะเรารู้สึกว่านี่เป็นวิธีการที่เราเชียร์ให้เขาลุกขึ้นมาทำบางอย่าง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณทำงานด้านการศึกษามาสิบปี เห็นอุปสรรคหรือปัญหาอะไรบ้างไหม</strong></h3>



<p>มีทั้งตัวเราด้วย เหมือนตำราจะบอกว่าเด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นแง่บวก คำถามคือเรามองบวกได้ตลอดเวลาหรือเปล่า ไม่ได้ ไม่มีทาง (หัวเราะ) หรือการที่เรามองเห็นความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้ เป็นคำพูดที่สวยมากเลย แต่วันที่เราเป็นแม่ เรามองลูกที่ทำผิดพลาด อารมณ์ก็จะคนละอย่างกันแล้ว เราจะปล่อยให้ลูกเรียนรู้หรือบอกไปเลยว่าที่ถูกต้องเป็นแบบนี้ๆ</p>



<p>พอเราเข้าใจแบบนี้ การเป็นแม่ทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนไปโดยอัตโนมัติ เลยทำให้เราเข้าใจพ่อแม่คนอื่นๆ เช่น เวลาเราอ่านทฤษฎีที่เขาบอกว่าเลี้ยงเด็กต้องอย่างนั้นอย่างนี้ คือมันอยู่ในตำรามาก หลายครั้งที่เราอ่านตำราแล้วรู้สึกว่าเราทำผิด เสียความมั่นใจ และเราก็จะตัดสินตัวเองว่าเราเป็นแม่ไม่ดีหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ ความรู้สึกแบบนั้นไม่ healty ต่อการเลี้ยงลูกนะ แล้วยิ่งมีความรู้สึกอย่างนี้มากเท่าไหร่ เรายิ่งทำอะไรไม่ได้ ยิ่งไม่ปกติ กว่าเราจะข้ามผ่านได้ต้องใช้เวลา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พ่อแม่คนอื่นเขามีแบบนี้ไหม</strong></h3>



<p>มีค่ะ เราว่าเป็นเรื่องปกติของการเป็นพ่อแม่เลยนะ คือทุกคนมีความรู้สึกแบบนี้หมด เช่น ดุลูกไปแล้วรู้สึกผิด โทษตัวเอง ไม่น่าทำเลย แล้วพอไม่ได้ขอโทษลูกหรือไม่ได้พูดคุยกับลูก ซึ่งทำให้เราคลายจากความรู้สึกผิด มันก็ยิ่งสะสมน่ะ พอเรามีความรู้สึกหรือพลังงานแบบนี้อยู่ในตัวเยอะๆ ลูกก็รู้ แล้วเราเองนั่นแหละที่จะผิดแผก เราจะพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นแม่ที่ดี แล้วไม่ใช่พิสูจน์กับลูกด้วยนะ แต่พิสูจน์กับตัวเองนั่นแหละว่าฉันจะเป็นแม่ที่ดี</p>



<p>แต่เราว่าเป็นเรื่องปกติของคนและเป็นการเรียนรู้นะ บางคนเห็นตัวเองไปสักระยะก็จะเห็นแล้วว่าเราเป็นแบบนี้อีกแล้ว ก็เรียนรู้ แต่บางคนก็อยู่ในวงจรนี้ยาวนาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-286d7c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20200803-InterviewMiraFlock_4.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Flock มองประเด็นความคาดหวังต่อสังคมที่มีต่อพ่อแม่อย่างไร ว่าจะต้องเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์พร้อม เก่ง ดีทุกด้าน</strong></h3>



<p>อย่างแรกเราต้องชวนคุยก่อนว่า พ่อแม่ที่ดีคืออะไร มีไหม ไม่มีหรอก มีแต่พ่อแม่ที่เป็นแบบนั้น เพราะโลกใบนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ดีที่สุดหรอก เราเคยตามหาสิ่งนั้นอยู่แต่ไม่มี เวลาที่เราสั่งสมความเป็นพ่อแม่ที่ดีตามตำราไว้มากๆ เราจะกลัว อย่างลูกเราชอบดูมิวสิคัล ถ้าเราลุกขึ้นมาเต้นหรือร้องเพลงกับลูกก็จะประหลาดแล้ว เพราะมีวัฒนธรรมที่บอกว่าเราไม่ควรทำแบบนี้ บอกว่าพ่อแม่ต้องดูทรงภูมินะ ซึ่งไม่ได้ไง ลูกกำลังรอให้เราไปร้องเพลงและเต้นกับเขา เราก็ไม่ได้ทำตลอดเวลาหรอก ทำเมื่อเรารู้สึกโอเค</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าอย่างนั้น มีวิธีปลดแอกความรู้สึกของพ่อแม่ไหม</strong></h3>



<p>สำหรับเรานะ เราก็จะคุยกับพ่อแม่ที่มาอบรมใน Flock ช่วยนิยามหน่อยว่าพ่อแม่ที่ดีคืออย่างไร สมมติเราคุยกับสิบคน ก็ตอบไม่เหมือนกัน ฉะนั้นถามว่ามีคำตอบตายตัวไหม ไม่มีหรอก</p>



<p>เราเคยคิดว่าการเป็นแม่ที่ดีคือมีบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง มีสวนเล็กๆ มีหมาตัวเล็กๆ เป็นนิยามที่ถูกสร้างไว้ด้วยสื่อหรืออะไรก็ตามที่เราเคยบริโภคในยุคหนึ่ง ถามว่าวันนี้เป็นอย่างนั้นไหม ที่กลับมาบ้านแล้วเจอแม่นั่งหน้ายิ้มอยู่บนโซฟาตลอดเวลา สวยตลอดเวลา เล่นกับหมารอลูกกลับบ้าน ก็ไม่ใช่ทุกเวลาไง</p>



<p>ฉะนั้น เราจะสนับสนุนให้ทุกคนไปหาสิ่งนั้นในครอบครัวของตัวเอง ไม่ต้องไปหาสิ่งนั้นจากสื่อ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วกิจกรรมเวิร์กช็อปของ&nbsp;</strong><strong>Flock จะช่วยเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เวิร์กช็อปเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของเรา จริงๆ เราทำเครื่องมือเป็น tools kids เหมือนเป็นบอร์ดเกม โดยเราเอา SEARCH model หรือเครื่องมือของพ่อแม่ที่จะสนับสนุน Self-Directed Learning ของเด็กๆ ทั้งหกตัว (Sensing, Empathy, Aspiration, Reconstruct, Chance และ Hearten) มาทำเป็นเกม ซึ่งเวิร์กช็อปก็เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้พวกนี้</p>



<p>แต่เราก็มองว่า ต่อให้ Flock จัดเวิร์กช็อปให้ตาย เดือนนึงก็ได้แค่ร้อยคน เราเลยลองพัฒนาคล้ายๆ บอร์ดเกมที่พ่อแม่จะเล่นกับลูกๆ โดยแม่จะได้ฝึกทักษะแบบ SEARCH model ไปด้วย และเด็กก็จะได้มีประเด็นที่เขาสนใจในเกม เครื่องมือแรกที่เราลองทำคือให้เด็กค้นหาตัวเอง รู้จักตัวเองและออกจากพื้นที่ปลอดภัยไปสำรวจสิ่งใหม่ๆ</p>



<p>ตอนนี้ก็มีโปรเจ็กต์ Mappa ที่เป็น online collaborative learning platforms โจทย์มาจากว่า สสส. เขาอยากทำออนไลน์และอยากมองเห็นว่ามีที่เรียนรู้อื่นๆ ที่ไม่ใช่โรงเรียน ซึ่งส่วนตัวเราเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว เราพยายามจะขยายระบบนิเวศให้ไปไกลกว่าโรงเรียนอยู่แล้ว Mappa จึงทำโปรเจ็กต์นี้ โดยโจทย์คือต้องเป็นออนไลน์ด้วย ซึ่งส่วนตัว ลูกเราเรียน home school online มาตั้งนานแล้ว แต่เราไม่เชื่อว่าเป็นการเรียนรู้เดียวที่ควรมีปฏิสัมพันธ์ เราควรจะมีประสบการณ์จริง ได้ลงมือจริง ได้พูดคุยกับผู้คน เลยทำให้เรามีโจทย์นี้อยู่ในใจประมาณหนึ่ง ดังนั้นการออกแบบการเรียนรู้ออนไลน์เลยเป็นการออกแบบเพื่อกระตุ้นให้คนไปมีประสบการณ์ออฟไลน์ ได้ลงมือทำ</p>



<p>เราจึงจัดเป็นด่านๆ ไป เช่น เด็กกับพ่อแม่สมัครเข้ามา ก็จะมีด่านให้พวกเขา สมมติเด็กต้องพับกระดาษโอริกามิที่ซับซ้อน ในด่านนี้ก็จะตั้งเงื่อนไขว่าพ่อแม่ต้องเข้าไปช่วยนะ เด็กทำคนเดียวไม่ได้ หรืออาจจะไม่ใช่แค่พ่อแม่ เราไม่ได้จำกัดคำว่าครอบครัวแค่นั้น จะเป็นน้า อา ปู่หรือย่าก็ได้ ซึ่งจะเข้ามาทำด่านนี้ได้ ก็ต้องเรียน learning ของเขามาก่อน ต้องรู้ว่าพูดกับเด็กอย่างไร ให้กำลังใจเด็กอย่างไร เด็กท้อต้องพูดอย่างไร เป็นกุศโลบายให้เขาเรียน</p>



<p>และก็จะมีด่านที่พ่อแม่ต้องทำบางอย่างกับเด็กเหมือนกัน เขาจึงจะผ่านด่านนี้ไปได้ โดยทั้งหมดนี้เมื่อเราผ่านได้ทุกด่าน เราจะได้ batch เก็บไว้เป็นพอร์ตหรือผลงานของตัวเองได้ พอวันที่เขาเรียนจบก็กดพิมพ์ออกมาได้ ของพ่อแม่ถ้ากดออกมาจะเป็นข้อมูลว่าเขาเคยทำกิจกรรมอะไรกับลูกมาบ้าง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดูเหมือนจะเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับเด็กมากๆ</strong></h3>



<p>มันคือความสัมพันธ์ค่ะ และการเรียนรู้เกิดขึ้นบนความสัมพันธ์ การเรียนรู้ไม่ใช่การเรียนความรู้ การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อพูดคุยกัน เมื่อเรารู้ว่าคนนี้เป็นอย่างไร เป็นใคร การเรียนรู้ตัดเรื่องความสัมพันธ์ออกไปไม่ได้</p>



<p>ทีนี้การจะทำให้พ่อแม่กับลูกมาเรียนรู้กัน หรือครอบครัวกลับมาเรียนรู้ด้วยกันอีกครั้ง ความสัมพันธ์จึงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-610d99"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20200803-InterviewMiraFlock_14.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทของพ่อแม่ในการเรียนรู้นี้เป็นอย่างไร</strong></h3>



<p>เราอยู่ในฝั่งการศึกษา เราทำงานกับครู กับการศึกษาและเรื่องการปฏิรูป ซึ่งเป็นฝั่งที่มองว่าพ่อแม่เป็นฝั่งที่เรียกร้อง การที่เด็กต้องเรียน ต้องสอบได้เกรดสี่ก็มาจากความคาดหวังของพ่อแม่ ซึ่งก็ยอมรับว่าเป็นแบบนั้นนะ แต่ก็กลายเป็นว่าพ่อแม่กลายเป็นปัญหา</p>



<p>ช่วงที่เรากำลังอยากทำประเด็นนี้ ต้องขอทุน พอเราเปิดเป้าหมายของ สสส. เขานิยามพ่อแม่ไว้สองกลุ่ม คือพ่อแม่ ครอบครัวในฐานะผู้ประสบปัญหาที่ต้องให้ความช่วยเหลือ กับพ่อแม่ในฐานะเครื่องมือพัฒนาสังคม เรารู้สึกว่าอันนี้แหละใช่เลย เราเริ่มต้นจากว่าอยากให้เด็ก ability to live มีทักษะการใช้ชีวิต และ ability to learn หรือเรียนรู้เป็น เราไม่ต้องทำผ่านโรงเรียนก็ได้ แต่เราทำผ่านพ่อแม่ได้ และประกอบกับว่าเราไปเจอบังนี เลยมองว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราน่าจะทำให้เขาลุกขึ้นมาสู้กับเรื่องบางเรื่องได้ หรือลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่อยากทำ หรือทำให้พื้นที่นั้นดีขึ้นได้ด้วยพลังของเขาโดยมีเราสนับสนุน ส่งกำลังใจ เป็นเพื่อน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เท่าที่ฟัง การมีพ่อแม่ที่มีเวลาให้ลูกได้ก็ค่อนข้างเรียกร้องความคล่องตัว เวลาและการเงินประมาณหนึ่ง</strong></h3>



<p>ใช่ และเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจัดปรับได้ตามสภาพคล่อง ซึ่งเราว่าเด็กเขาเข้าใจ เรียนรู้ได้และปรับตัวได้</p>



<p>ตอนที่เราทำโฮมสคูลหนักๆ ก็อยู่กับลูกตลอดเวลา จนมาช่วงที่โควิดระบาด โปรเจ็กต์ทั้งหลายเข้ามาจนไม่มีเวลาให้ลูกเลย เรารู้สึกผิดตลอดเวลา เรียกร้องกับตัวเองเยอะ เราก็พยายามจะอยู่ให้ได้ตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม ซึ่งยิ่งสะสมความเครียดให้ตัวเองค่ะ ถามว่าใครที่ปรับตัวไม่ได้ เราเองนะ ลูกปรับตัวได้ตั้งนานแล้ว เขาก็จะมีงอแงบ้างแหละ แต่เขาก็จะบอกเราว่าไม่เป็นไรนะแม่ อย่างเช่นเราพยายามอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกคืน วันละ 6-7 เล่ม แต่มีวันนึงอ่านแล้วหลับ เหนื่อยมาก ทำงานทั้งวัน ลูกก็บอกว่า แม่ วันนี้สองเล่มก็พอนะ (หัวเราะ) คือจริงๆ เด็กเขารู้ เขาเรียนรู้ และสัมผัสถึงความเหนื่อยของเราได้โดยที่เราไม่ต้องสอนหรอก เราอยู่ด้วยกัน เขาก็รู้ เขาจึงปรับตัวและเข้าใจได้ แต่ว่าบางอย่างที่ไม่เข้าใจก็คุยกัน ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกวันนี้มีปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ ครอบครัว คือเรื่องวัยที่ห่างกันมากๆ ระหว่างคนเป็นพ่อแม่และลูก ในทวิตเตอร์ถึงขั้นมีบอกว่าบ้านไม่ใช่เซฟโซนสำหรับในบางกรณี มองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>สุดท้ายไม่ว่าคนจะอายุเท่าไหร่ เขาก็เป็นมนุษย์ เขามีเรื่องราวของเขาซึ่งเราต้องให้ความเคารพ เราก็ต้องให้ความเคารพเด็ก เราไม่ได้มองว่าเด็กเป็นผู้ประสบภัย ตอนที่เราทำโฮมสคูลก็เช่นกัน เราก็เคยมองว่าลูกช่างใสซื่อบริสุทธิ์ เขาเพิ่งเกิด เราต้องเป็นคนให้ความรู้ ซึ่งนี่แหละที่จะทำให้เราพลาด เพราะจริงๆ มันคือการเรียนรู้ร่วมกัน เราก็ได้เรียนรู้ เป็น learning ที่ขนานกันไป</p>



<p>อย่างลูกเราเล่น Minecraft (วิดีโอเกมแซนด์บ็อกซ์) เราเชื่อไหมว่ามีการเรียนรู้อยู่ในนั้น มีนะคะ เช่น การสร้างอาคาร การทำภาพสามมิติ ให้เด็กฝึกทักษะ และส่วนตัวเราไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นผู้ร้ายด้วย เรามองเป็นเครื่องมือทางการเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะของคนเจนเนอเรชันนี้ เราปฏิเสธไม่ได้แล้ว อย่างลูกชวนดู The Baby-Sitters Club (ซีรีส์ว่าด้วยกลุ่มเพื่อนสาวที่ชวนกันเปิดบริการรับเลี้ยงเด็ก) เราอาจจะมองว่าเป็นซีรีส์ของเด็กๆ นะ ซึ่งแบบนี้ learning ก็จะไม่เกิดแล้ว ความสัมพันธ์ก็ไม่เกิดด้วย แต่พอเราไปนั่งดูกับลูก เราก็จะพบว่าสังคมอเมริกันเป็นแบบนี้ เราบอกลูกได้ว่าการรวมตัวกันเพื่อทำธุรกิจหรือสร้างชมรมเป็นเรื่องปกติของสังคมอเมริกัน แลกเปลี่ยน คุยกันได้ แบบนี้การเรียนรู้จะเกิด ลูกก็ไม่รู้สึกว่าเราต้านโลกของเขา ซึ่งเราก็ไม่ได้ต้านโลกของเขาจริงๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผู้ปกครองสามารถเป็นฝ่ายเรียนรู้ แต่สังคมไทยมักมองว่าเด็กต้องเป็นผู้รับ</strong><strong>?</strong></h3>



<p>นี่เป็นสิ่งที่ถ้าเราข้ามไม่ได้ก็จะทำให้การเรียนรู้อื่นๆ ยากด้วยนะ ถ้าเราไม่เคารพเด็กในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งน่ะ</p>



<p>เวลาพูดแบบนี้ดูสวยๆ เนอะ แต่จริงๆ ถ้าเราไม่ผ่านจุดนี้ จุดอื่นๆ ก็ไม่มานะ เราจะบอกว่า life long learning การเรียนรู้ที่จะอยู่บนฐานของความสัมพันธ์ต่างๆ จะไม่เกิดเพราะเรามองแบบนั้น ถ้าคุณมองว่าเด็กเป็นฝ่ายต้องรับอย่างเดียว</p>



<p>เด็กเขาก็อยากสำรวจโลก เพราะการเติบโตคือการสำรวจ ทำความเข้าใจ เรียนรู้โลกไปเรื่อยๆ พ่อแม่ก็จะมีส่วนช่วยได้ เขามีปฏิสัมพันธ์กับครูแบบมีข้อจำกัดเพราะจำนวนต่างกัน เช่น ครูหนึ่งคนนักเรียนร้อยคน เป็นต้น เด็กกลับบ้านไปมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ก็ได้ ถ้าเขาอยากรู้บางอย่าง</p>



<p>สมมติเด็กไปถามพ่อแม่ อาจจะเป็นคำถามจากโรงเรียนก็ได้ พ่อแม่ก็อาจยอมรับได้นะว่าไม่รู้ เราไปหาคำตอบด้วยกันได้ไหม แล้วเดี๋ยวนี้การหาคำตอบไม่ยากเลย เปิดกูเกิลก็ได้ เราว่าเรื่องพวกนี้ขยายและทำได้ และไม่ใช่แค่พ่อแม่ด้วย ถ้ามีเด็กอยากเรียนรู้เรื่องการทำงานสัมภาษณ์ เขาก็อาจมาถามขอความรู้จากคุณ สร้างการเรียนรู้กันได้ และถ้าทุกคนมีความรู้สึกว่าการสร้างเยาวชนไทยเป็นภารกิจหนึ่งของเขา ครูก็จะไม่แบกภาระ หน้าที่ทั้งหมดก็จะกระจายไปสู่คนอื่นๆ ได้เหมือนกัน เด็กรอดได้เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f46e69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20200803-InterviewMiraFlock_8.png" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/flock-learning/">‘การเรียนรู้ล้วนเกิดขึ้นบนความสัมพันธ์’ มิรา เวฬุภาค คุณแม่นักเรียนรู้แห่ง Flock Learning</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
