<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%A3-2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Apr 2026 08:53:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โรงเรียนเล็กต้องเสี่ยงชีวิตแค่ไหนกับคำว่า “พอใช้ได้”? วิกฤตระบบไฟฟ้าหลังน้ำท่วม กับภารกิจอาสาครุศาสตร์ไฟฟ้า มจธ.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-020426/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 08:53:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มจธ.]]></category>
		<category><![CDATA[อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ครุศาสตร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดพระงาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100999</guid>

					<description><![CDATA[<p>น้ำลด โรงเรียนเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ ในโรงเรียนขนาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-020426/">โรงเรียนเล็กต้องเสี่ยงชีวิตแค่ไหนกับคำว่า “พอใช้ได้”? วิกฤตระบบไฟฟ้าหลังน้ำท่วม กับภารกิจอาสาครุศาสตร์ไฟฟ้า มจธ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>น้ำลด โรงเรียนเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ</p>



<p>ในโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่ง ระบบไฟฟ้าที่ถูกซ่อมแซมแบบ “พอใช้ได้” ยังคงซ่อนความเสี่ยงที่อาจอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องเผชิญน้ำท่วมยาวนานนับเดือน</p>



<p><strong>“การสืบประวัติของระบบไฟฟ้าจากทางเดินสายไฟ กำลังบอกว่าโรงเรียนแห่งนี้ต้องเจอกับข้อจำกัดเรื่องบุคลากรแค่ไหน เราเห็นร่องรอยการติดตั้งและซ่อมแซมที่น่าจะทำโดยช่างอาสาในพื้นที่ ซึ่งทุกครั้งอาจเปลี่ยนคนไม่ซ้ำ และเน้นให้ใช้ได้ มากกว่าคำนึงเรื่องความปลอดภัย&#8230;&nbsp;</strong></p>



<p><strong>“&#8230;สิ่งที่เราเห็นคือสถานการณ์ของโรงเรียนหนึ่ง สะท้อนไปถึงโรงเรียนลักษณะใกล้เคียงอื่น ๆ ว่ากำลังเจอปัญหาเดียวกัน เหมือนวิกฤตใหญ่นี้ย้ำว่า โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งต้องได้รับการประเมินระบบไฟฟ้าทันที และไม่ใช่แก้ปัญหาชั่วคราว แต่ต้องออกแบบระบบให้รองรับการใช้งานระยะยาว”</strong></p>



<p>ครึ่งหลังของปี 2568 ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ กระทบ 13 อำเภอ 160 ตำบล ครอบคลุมมากกว่า 1,000 หมู่บ้าน&nbsp;</p>



<p>หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังยาวนาน 2–4 เดือน ส่งผลให้โรงเรียนนับร้อยแห่งต้องปิดการเรียนการสอน และเลื่อนช่วงเวลาเปิด–ปิดเทอมออกไปอย่างไม่มีกำหนด</p>



<p>เมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่สิ่งที่หลงเหลือไว้ไม่ใช่เพียงความเสียหายของบ้านเรือน ทรัพย์สิน และอาคารเรียน หากยังรวมถึง ‘ภาวะการเรียนรู้ถดถอย’ จากการหยุดชะงักของการเรียนรู้</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-8.jpeg" alt="" class="wp-image-101002" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-8.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-8-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-8-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-8-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-8-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ย่างเข้าสู่ปี 2569 แม้ภาพรวมจะกลับสู่ ‘ภาวะปกติ’ โรงเรียนทยอยเปิดเรียนเต็มรูปแบบอีกครั้ง และดำเนินต่อเนื่องจนจบปีการศึกษา จนดูราวกับว่าวิกฤตได้ผ่านพ้นไปแล้ว</p>



<p>หากความเป็นจริงที่พบวันนี้ คือผลพวงจากระดับน้ำที่ท่วมขังยาวนาน กลับเผย ‘อีกวิกฤตหนึ่ง’ ว่าโรงเรียนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับปัญหาจากระบบไฟฟ้าชำรุด อุปกรณ์หมดสภาพใช้งาน และการติดตั้งซ่อมแซมระบบไฟที่ไม่ตรงมาตรฐาน และข้อค้นพบนี้กำลังบอกว่า <strong>‘ทุกวันที่โรงเรียน เด็ก ๆ และครูกำลังอยู่ในความเสี่ยง &#8230;ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต’</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-9.jpeg" alt="" class="wp-image-101003" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-9.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-9-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-9-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-9-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-9-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>วิกฤตความปลอดภัยในโรงเรียน ถูกพบผ่าน ‘การตรวจระบบไฟฟ้าหลังเหตุอุทกภัย’ <strong>โรงเรียนวัดพระงาม (อรรถกฤษณ์ประชารัฐ) </strong>จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง <strong>กสศ. </strong>ร่วมกับ <strong>‘อาจารย์และนักศึกษาจิตอาสา’ </strong>จาก<strong> มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</strong></p>



<p>และเพียงการประเมินเบื้องต้น กลุ่มนักศึกษาชั้นปี 4 สาขาวิชาครุศาสตร์ไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 7 คนที่เป็นกำลังหลัก ได้แก่ <strong>‘อุ้ม’ ญาณาธิป นวลหงส์, ‘เต๊ะ’ เตชินท์ วิจิตร์ปัญญารักษ์, ‘กริช’ อภิวัฒน์ ธวัชสานนท์, ‘มะขาม’ อลิษา โซรัมย์, ‘แอ๋ม’ ภัทรวดี ปานอำพันธ์</strong> และ <strong>‘อาเล่ย’ ทองประเสริฐ สันทะรา</strong> ก็ช่วยกันลิสต์รายการ ‘สัญญาณอันตราย’ ที่อาจนำสู่ภัยต่อการสูญเสียทรัพย์สิน อาคารเรียน และร้ายแรงที่สุดคือชีวิต จากการ<strong>เดินสายไฟทับซ้อนไม่เป็นระบบ ความเสี่ยงไฟรั่วจากการเดินสายไฟบนคานเหล็ก การใช้สายไฟไม่ได้มาตรฐานต่อลงพื้นเป็นสายดินโดยไม่มีเบรคเกอร์ตัดไฟ จนถึงในรายละเอียดของอุปกรณ์ฟ้าที่พบเต้าปลั๊กเสียบห้อยตก ไม่มีฝาครอบ บางจุดชำรุด เก่าล้าสมัย บ้างไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน </strong>ซึ่งหลายตำแหน่งอยู่ในจุดที่เป็นทางเดินหลัก หรือบริเวณใกล้พื้นที่เล่นของเด็ก ๆ&nbsp; <strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-10.jpeg" alt="" class="wp-image-101004" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-10.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-10-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-10-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-10-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-10-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">(จากซ้ายไปขวา) กริช, แอ๋ม, มะขาม, อาเล่ย, เต๊ะ และ อุ้ม</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รอยชำรุดจากน้ำท่วม ไม่ชวนตกใจเท่าอุปกรณ์ไฟฟ้าจากศตวรรษที่ 20&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></h3>



<p>“ก่อนไปเราเตรียมเจอสภาพเละเทะจากน้ำท่วม แต่กลายเป็นว่าความเสียหายเคลียร์ไปเยอะแล้ว &#8230;ส่วนที่เซอร์ไพรส์จริง ๆ กลับคืออุปกรณ์ไฟฟ้าบางรุ่นน่าจะอายุร่วมสามสิบปี ซึ่งเราควรเห็นได้จากแค่ในหนังเก่า ๆ หรือในพิพิธฑภัณฑ์เท่านั้น” <strong>‘อาเล่ย’</strong> เปิดเรื่องคนแรก ก่อนชาวคณะร่วมสมทบประสบการณ์แรกปะทะตรงหน้างาน ว่าเพียงแสกนด้วยสายตาคร่าว ๆ แต่ละคนต่างพบ ‘จุดอันตราย’ ทั้งจากอายุของอุปกรณ์ จนถึงการขาดความคำนึงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน อาทิ ตำแหน่งปลั๊กสูงไม่พ้นมือเด็ก สวิทช์ที่อยู่ในที่เปิดโล่งเสี่ยงโดนฝนสาด หรือภาพรวมของระบบไฟฟ้าที่ผ่านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซ้ำ ๆ ซึ่งอ่านได้จากรอยทางเดินสายไฟที่ไร้ระเบียบ </p>



<p><strong>‘อาเล่ย’</strong> เปิดเรื่องคนแรก ก่อนชาวคณะร่วมสมทบประสบการณ์แรกปะทะตรงหน้างาน ว่าเพียงแสกนด้วยสายตาคร่าว ๆ แต่ละคนต่างพบ ‘จุดอันตราย’ ทั้งจากอายุของอุปกรณ์ จนถึงการขาดความคำนึงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน อาทิ ตำแหน่งปลั๊กสูงไม่พ้นมือเด็ก สวิทช์ที่อยู่ในที่เปิดโล่งเสี่ยงโดนฝนสาด หรือภาพรวมของระบบไฟฟ้าที่ผ่านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซ้ำ ๆ ซึ่งอ่านได้จากรอยทางเดินสายไฟที่ไร้ระเบียบ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-6.jpg" alt="" class="wp-image-101007" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-6-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“การสืบประวัติของระบบไฟฟ้าจากทางเดินสายไฟ กำลังบอกว่าโรงเรียนแห่งนี้ต้องเจอกับข้อจำกัดเรื่องบุคลากรแค่ไหน เราเห็นร่องรอยการติดตั้งและซ่อมแซมที่น่าจะทำโดยช่างอาสาในพื้นที่ ซึ่งทุกครั้งอาจเปลี่ยนคนไม่ซ้ำ อีกทั้งเป้าหมายยัง ‘เน้นให้ใช้ได้ มากกว่าคำนึงเรื่องความปลอดภัย’ แล้วรูปแบบหรือมาตรฐานของงานแต่ละครั้ง ก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน”&nbsp;</p>



<p><strong>‘กริช’</strong> รายงานผลการสืบเสาะระบบไฟฟ้าที่โรงเรียนวัดพระงาม</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="569" height="855" data-id="101008" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-9.jpg" alt="" class="wp-image-101008" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-9.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-9-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="569" height="855" data-id="101009" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-7.jpg" alt="" class="wp-image-101009" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-7.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-7-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p><strong>‘แอ๋ม’</strong> ขยายความเรื่องการต่อวงจรหรือติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าว่า ถ้าเอาแค่ผลลัพธ์ให้ใช้ได้นั้นไม่ยาก และใครก็สามารถศึกษาจากอินเทอร์เน็ตแล้วทำตามได้ทันที อย่างไรก็ตามในฐานะคนเรียนไฟฟ้า แอ๋มบอกว่าพวกเขาถูกสอนว่าหัวใจหลักของการติดตั้งและใช้งานระบบไฟฟ้าทุกครั้ง จะต้อง ‘คำนึงถึงความปลอดภัย’ เป็นอย่างแรก</p>



<p>“&#8230;เพราะสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นจากระบบไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐาน อาจหมายถึงชีวิตของใครสักคน”</p>



<p>แอ๋มยังกำชับว่า ในอาคารไม้เก่าอายุมากกว่า 50 ปี สายไฟฟ้าเก่าที่ห้อยพันระเกะระกะ อาจคือสาเหตุแรก ๆ ที่จะทำให้เกิดไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อยิ่งผนวกกับอุปกรณ์ตัดไฟฉุกเฉินซึ่งผ่านการใช้งานมานาน ย่อมเท่ากับความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้น</p>



<p>“&#8230;เพราะไม่มีอะไรรับประกันเลยว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ๆ เบรคเกอร์จะยังทำงานปกติ หรือถึงจะตัดไฟได้ แต่ประสิทธิภาพของอุปกรณ์เก่ากับของสมัยใหม่ที่ต่างกันเป็นหลักวินาที มันคือความเสียหายที่อาจแตกต่างกันจนไม่อาจประเมินได้เลย”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-5.jpg" alt="" class="wp-image-101010" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-5.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-5-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-5-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-5-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-5-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียนของชุมชนทุกแห่ง จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย</strong></h3>



<p>รอยทางของสายไฟไม่เพียงบ่งชี้อดีต หากยังพาน้อง ๆ คณะครุศาสตร์ไฟฟ้า มจธ. ไปพบ ‘ระยะห่างของความเหลื่อมล้ำ’ ที่แทบจะเป็นเหมือนภาพจำของโรงเรียนขนาดเล็ก &#8230;ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เชื่อว่า ‘ความปลอดภัย’ ไม่ควรติดข้อจำกัดเรื่องขนาด ระยะทาง หรือลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อปัญหานั้นเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิต ก็จำเป็นอย่างยิ่งว่าควรได้รับการแก้ไขทันที&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ที่เราเห็นคือสถานการณ์ของโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนไปถึงโรงเรียนลักษณะใกล้เคียงอื่น ๆ ว่ากำลังเจอปัญหาเดียวกัน ทั้งที่โรงเรียนเล็กเหล่านี้มีอยู่เพื่อโอกาสการศึกษาของเด็กทั้งชุมชน แต่เพราะความห่างไกล เดินทางลำบาก ชุมชน โรงเรียน หรือเด็ก ๆ เหล่านี้จึงอยู่พ้นสายตา ไม่ถูกมองเห็น ทำให้ต้องเจอกับปัญหาเดิม ๆ ทุกปี ตั้งแต่ครูไม่พอ อาคารทรุดโทรม ทรัพยากรไม่มี จนถึงความไม่พร้อมทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่แน่นอนว่าคือปัจจัยซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา </p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="101011" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-10.jpg" alt="" class="wp-image-101011" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-10.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-10-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-10-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-10-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-10-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="101012" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-11.jpg" alt="" class="wp-image-101012" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-11.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-11-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-11-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-11-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-11-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>“&#8230;วันนี้พวกเรามาดูระบบไฟฟ้า และเห็นว่าแทบไม่มีอะไรอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยเลย เหมือนวิกฤตใหญ่นี้ย้ำว่า โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งต้องได้รับการประเมินระบบไฟฟ้าทันที และไม่ใช่แก้ปัญหาชั่วคราว แต่ต้องออกแบบระบบให้รองรับการใช้งานระยะยาว”&nbsp;</p>



<p><strong>‘มะขาม’ </strong>พูดถึงความจำเป็นเร่งด่วน และเผยว่า<strong>ข้อค้นพบจากหน้างานที่ผนวกกับความมุ่งมั่นของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้นำไปสู่ความร่วมมือกับ กสศ. ต่อยอดแผนงานประเมินระบบไฟฟ้า กับโรงเรียนขนาดเล็กอื่น ๆ โดยคณะครุศาตร์ไฟฟ้า มจธ. จะชวนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มาร่วมตรวจสภาพอาคารเรียน เพื่อขยายขอบเขตความปลอดภัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</strong>&nbsp;</p>



<p>“พวกเราเชื่อว่าโอกาสการศึกษาไม่ได้มีแค่เรื่องการเรียนรู้ แต่กินความถึงสภาพแวดล้อมทั้งหมด ณ วันนี้ โรงเรียนของชุมชนทุกแห่ง จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาไปพร้อมกัน ซึ่งพวกเราหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้แคบลง”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-11.jpeg" alt="" class="wp-image-101013" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-11.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-11-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-11-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-11-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-11-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>งานอาสาคือพื้นที่เรียนรู้ภาคปฏิบัติ และคือการส่งต่อแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ในพื้นที่ที่โอกาสไปไม่ถึง</strong> </h3>



<p>ขณะแผนงานใหญ่เริ่มเดินหน้า เส้นทางการศึกษาของน้อง ๆ กลับมุ่งไปอีกทิศ เมื่อทั้งเจ็ดคนกำลังจะขึ้นปี 5 ซึ่งเป็นปีสำคัญของรุ่นพี่คณะครุศาสตร์ ที่ต้องแยกย้ายกันไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในบทบาท ‘ครูฝึกสอน’ อย่างไรก็ตาม ในฐานะซีเนียร์ พวกเขายังเชื่อมั่น ว่างานที่ขึ้นต้นไว้แล้วจะเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยพลังของรุ่นน้องที่ก้าวขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ทุก ๆ ปี&nbsp;</p>



<p>ดังที่<strong> ‘เต๊ะ’</strong> บอกว่า “คนทำงานอาสาไม่ได้มีแค่พวกเรา แต่มีน้อง ๆ อีกมากที่สนใจงานเพื่อสังคม แล้วทางคณะเองก็สนับสนุนการจัดค่ายอาสาในโรงเรียนห่างไกล การลงชุมชนหรือเปิดพื้นที่ในสถาบันเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้าพื้นฐาน หรือที่เกี่ยวกับโอกาสทางการศึกษาโดยตรง ก็มีกิจกรรมแนะแนวอาชีพเชิงปฏิบัติการ ‘Enjoy Careers’ ซึ่งทำร่วมกับ มจธ. ราชบุรี ที่ชวนน้อง ๆ ชั้น ม.3 มาสัมผัสการเรียนรู้ในสายอาชีพ เช่นช่างยนต์ ช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่างคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเติบโตบนเส้นทางสายอาชีพ”</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="101016" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-13.jpg" alt="" class="wp-image-101016" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-13.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-13-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-13-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-13-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-13-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="101018" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-12.jpg" alt="" class="wp-image-101018" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-12.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-12-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-12-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-12-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/0402_อาสาสมัครครุศาสตร์ไฟฟ้า-12-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p><strong>‘อุ้ม’ </strong>ช่วยย้ำว่า ‘งานอาสาเป็นความภูมิใจของคณะ’ และคือเมล็ดพันธ์ที่หว่านโปรยและส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจความแตกต่างของผู้คน พื้นที่ และโอกาส&nbsp;</p>



<p>“ทุกงานอาสาสอนให้เรารู้ว่าวิชาความรู้จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร และเป็นพื้นที่ภาคปฏิบัติซึ่งจะช่วยบ่มเพาะความชำนาญ เพื่อให้เราประเมินสถานการณ์ วางแผน และรับมือกับงานได้ในทุกข้อจำกัด&nbsp;</p>



<p>“&#8230;ขณะที่การได้เดินทางไปในที่ต่าง ๆ ยังมีความหมายในแง่ของการจุดประกาย ให้น้อง ๆ ในพื้นที่ที่โอกาสไปไม่ถึง ได้เห็นว่าการศึกษาจะช่วยเปลี่ยนแปลงเขาได้ อย่างบางคนบอกว่าจบ ม.3 จะไม่เรียนต่อ แต่พอเราชวนทำกิจกรรม ก็กลายเป็นว่าเขาเปลี่ยนความคิดหันมาวางแผนเรียนสายอาชีพ เพราะเพิ่งเข้าใจ ว่าถ้ายอมกัดฟันสู้อีกไม่กี่ปี เขาจะมีอาชีพที่มีรายได้มากกว่างานที่ใช้วุฒิ ม.3”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-12.jpeg" alt="" class="wp-image-101019" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-12.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-12-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-12-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-12-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-12-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>และนี่คือมุมมองความเห็นจากน้อง ๆ อาสาสมัคร จากสาขาครุศาสตร์ไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากการลงพื้นที่ โรงเรียนวัดพระงาม (อรรถกฤษณ์ประชารัฐ) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากสื่อสารถึงสังคมว่า &#8230;ถึงน้ำท่วมโรงเรียนจะผ่านไปแล้ว แต่งานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอาจยังอยู่เพียงจุดเริ่มต้น &#8230;และมีอะไรอีกมากมาย ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันลงมือทำ  </strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-020426/">โรงเรียนเล็กต้องเสี่ยงชีวิตแค่ไหนกับคำว่า “พอใช้ได้”? วิกฤตระบบไฟฟ้าหลังน้ำท่วม กับภารกิจอาสาครุศาสตร์ไฟฟ้า มจธ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-080324/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Mar 2024 04:36:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมชัย จิตสุชน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ASAT]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.แบ๊งค์​ ​งาม​โชติ​อรุณ]]></category>
		<category><![CDATA[Fostering Foundation Skills in Thailand กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78214</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-080324/">5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ ธนาคารโลก (World Bank) ได้เผยแพร่ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) ในประเทศไทย พ.ศ. 2565 โดยพบว่า&nbsp; <strong>ไทยเผชิญวิกฤตเยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดแคลนทักษะหรือมีทักษะพื้นฐานชีวิต ได้แก่ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) และ 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill) &nbsp; ต่ำกว่าเกณฑ์ (Threshold Level) ‘ในสัดส่วนที่สูง’</strong> โดยปัญหาดังกล่าวคาดว่าได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20.1%</p>



<p>ล่าสุด&nbsp; 5 สถาบันวิชาการ ร่วมระดมสมอง หาทางออก ในเวทีวิชาการ <strong>“Fostering Foundation Skills in Thailand กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน”</strong> เมื่อวันพุธที่ 6 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ ห้องสานพลัง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา อาคารเอส พี ชั้น 12 โดยเป็นการระดมสมองนักวิชาการจากหลากหลายสถาบัน อาทิ กสศ. สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มจธ.&nbsp; คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์นโยบายจากต่างประเทศในการพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิตทุกช่วงวัยที่ประสบความสำเร็จ และหารือกันถึงทางออกในการกู้วิกฤตทักษะคนไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6145d4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/5-สถาบันวิชาการ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd40ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ดร.สมชัย-จิตสุชน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</strong>&nbsp; กล่าวว่า การกู้วิกฤตทักษะคนไทยต้องทำเป็นระบบใหญ่ จริงจังและทุ่มเททรัพยากร ตัวอย่างรูปธรรมสำคัญ เช่น&nbsp; การทำ National Skill Program เป็นวาระแห่งชาติ โดยโปรแกรมนี้ต้องมีลักษณะเป็นขนมชั้น 3 ชั้น เริ่มจากชั้นกลาง คล้ายกับที่อินโดนีเซียทำ คือมีคูปอง มีระบบกลไกตลาด ให้คนที่รู้เรื่องทักษะจริงหรือรู้ว่าตลาดต้องการอะไรเป็น Suply Side&nbsp; เป็นผู้แจกคูปอง เป็นทักษะเฉพาะทาง ทักษะอาชีพต่าง ๆ เรื่องนี้ต้องทำขนานใหญ่ ต้องกล้าลงทุน&nbsp; อินโดนีเซียทำเรื่องนี้ เริ่มต้น 5 ล้านคน ของไทยต้องวางเป้าหมายมากกว่านั้น อาจกำหนดกลุ่มเป้าหมายเลยว่าคนไทยทุกคนที่เรียนไม่เกิน ม.3 ความรู้ไม่มากนัก ตามโลกไม่ทัน เข้าใจว่าน่าจะมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านคน&nbsp; แน่นอนว่าต้องค่อย ๆ เริ่ม และมีการประเมินระหว่างทาง&nbsp; โดยประเภทของทักษะอาจเป็นเฉพาะทางก็ได้ แต่ต้องมีความหลากหลายรองรับเพียงพอ</p>



<p>ส่วนชั้นล่าง หรือชั้น 1 ควรมีโครงการที่เป็น Skill Program ที่ส่งเสริมเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับทุกคน ‘ชั้นกลาง’ หรือ ทักษะเฉพาะทาง สำหรับ ‘ชั้นบน’ ต้องเป็นพื้นที่เฉพาะของกลุ่มเปราะบาง เช่น ประชากรนอกระบบ เด็กที่ออกนอกระบบ กลุ่มคนจน 15% ล่างสุดของประเทศ คนพิการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ กลุ่มนี้ต้องการการดูแลพิเศษด้วยโปรแกรมที่ออกแบบเฉพาะ โดยการเสริม Foundation Skills ที่โยงกับกลุ่มคนยากจนขาดแคลนโอกาสที่สุด ถ้าเป็นไปได้ควรเป็น 3+2 ได้แก่ ทักษะดิจิทัล ทักษะรู้หนังสือ และทักษะอารมณ์และสังคม แล้วควรเพิ่ม ‘ความรู้ทางการเงิน’ financial literacy และมีตัวย่อยคือ ‘ความรู้ในการลงทุน’&nbsp; (Investment literacy)&nbsp; เพราะนอกจากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ความรู้ในการลงทุนจะลดการใช้จ่ายเงิน ลดการซื้อหวย ลดการดื่มเหล้า จะทำให้เงินนี้ออกดอกออกผลได้ &nbsp; นอกจากนี้ยังมีตัวแถมที่สาม คือเรื่อง สุขภาพ และมาตราเสริมเรื่องอินเทอร์เน็ต&nbsp; โดยการมีอินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับคนกลุ่มเปราะบาง&nbsp; เพราะจะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้อย่างมาก&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.สมชัย</strong>&nbsp; กล่าวว่า คำถามที่ว่าเราต้องลงทุนอย่างไรหรือใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ เพื่อกู้วิกฤตทักษะประชากร คำตอบคือ ‘ใช้ให้เต็มที่ที่สุด’ แต่ใจความสำคัญคือเราต้องใส่อย่างชาญฉลาด ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ</p>



<p>“ผมคำนวณดู&nbsp; อินโดนีเซียใช้ 9,000 บาทต่อคน ลองใช้ตัวเลขนี้กับคนไทย ด้วยตัวเลขผู้ที่การศึกษาต่ำกว่า ม. 3 ราว 20 ล้านคน ใช้เงินน่าจะไม่ถึงแสนล้าน จริง ๆอาจไม่ต้องใช้ถึงแสนล้าน เพราะทักษะแบบนี้โดยหลักการไม่จำเป็นต้องถูกฝึกใหม่ทุกปี ดังนั้น งบประมาณจะประมาณ 60,000 ล้าน ประเด็นเรื่องเวลา คนจนไม่มีเวลาเรียนถึง 16 ปี ถ้าเราทำ platform ดี ๆ เด็กจากครอบครัวยากจนเรียน 6 ปี ไม่ถึง 10 ปี สามารถเก่งเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิต ก็สามารถหาความรู้ด้วยตัวเองได้” ดร.สมชัย กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8516f9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ดร.-แบ๊งค์_-_งาม_โชติ_อรุณ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.แบ๊งค์​ ​งาม​โชติ​อรุณ ​ผู้​อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม<br>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.แบ๊งค์</strong><strong>​</strong><strong> </strong><strong>​</strong><strong>งาม</strong><strong>​</strong><strong>โชติ</strong><strong>​</strong><strong>อรุณ</strong> <strong>​</strong><strong>ผู้</strong><strong>​</strong><strong>อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) </strong>กล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียสามารถพัฒนา​ทักษะ​แรงงาน​หลังวิกฤตโควิด​19 ระบาดด้วยโครงการชื่อ Kartu Prakerja (Pre-employment card) หรือเรียกย่อ ๆ​ ว่า Prakerja โดยโครงการนี้ คือ ความร่วมมือที่ภาครัฐและเอกชน ช่วยกันสร้างเครื่องมือพัฒนา​ทักษะ​แรงงานที่สามารถแรงจูงใจให้​ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อยากเข้ามาเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของตัวเองอย่างเป็นระบบ และประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สามารถปรับทักษะของประชาชนได้มากถึง 17.5 ล้านคน​&nbsp; ในเวลาเพียง 3 ปี และเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตโควิด19</p>



<p><strong>ดร.แบ๊งค์</strong> กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ โครงการนี้สามารถสร้างทักษะที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคเอกชน สามารถสร้างระบบตลาดความรู้หรือแพลตฟอร์ม (Platform and Marketplace) ที่มีคุณภาพช่วยจัดการเรียนรู้ ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ มีระบบคัดสรรผู้ให้บริการอบรมทักษะ ทั้งภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยระบบดังกล่าว มีความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ&nbsp; มีระบบฐานข้อมูลประชาชนแยกตามรายได้ และข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการประเมินทักษะก่อนเรียนและแนะนำวิชาเรียนที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเลือกเรียนอะไรหรือปรับทักษะใด และสามารถสร้างแนวทางกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วม เรียนจนจบหลักสูตรและสอบผ่าน โดยการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินเครดิตทุนการศึกษาให้กับผู้สอนเพียง 30% และกำหนดให้ได้รับเครดิตอีก 70% ได้หากสามารถผลักดันให้ผู้เรียนสามารถเรียนจนจบหลักสูตรและสอบผ่านมีการจ่ายเงินให้ผู้เรียนเพื่อระบบประเมินและติดตามผล</p>



<p>“หลังดำเนินโครงการ Prakerja​ เพียงปีเดียว ก็สามารถสร้างกลไกในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง​ที่อยู่ล่างสุดของสังคม​ และดึงเอกชนมาร่วมทำงาน​ มีผู้ผลิตเนื้อหามากถึง 181 หน่วยงาน สามารถสร้างสรรค์วิชาทั้งสิ้น 1,957 รายการสำหรับผู้เรียนราว 5.9 ล้านคนต่อปี” ดร.แบ๊งค์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d438c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/คุณธันว์ธิดา-วงศ์ประสงค์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้  กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้&nbsp; กสศ.</strong> ระบุว่า เวลาพูดถึงภาพรวมระบบการศึกษาจะพูดถึงเด็กและเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียนภายใต้ระบบการศึกษาภาคบังคับ 15 ปีเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวนประมาณ 8 ล้านคน แต่ไทยยังมีเด็กเยาวชนวัยแรงงานที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนจำนวนมากถึง 20.2 ล้านคน และมีกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา ไม่อยู่ในระบบการจ้างงาน อยู่บ้านเฉย ๆ เรียกว่ากลุ่ม NEET (Youth not in education , employment , or training) ราว 1.3 ล้านคน หรือราว 14.8% การจะทำให้ไทยหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางนโยบายต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนทุกช่วงวัย แผนการพัฒนาการศึกษาต้องมีมุมมองกว้างกว่าเขตรั้วโรงเรียน การศึกษาตลอดชีวิตเรื่องการทำงานต้องมีการเชื่อมโยงทั้งแนวตั้ง เช่น หน่วยจัดการเรียนรู้ มาตรฐาน การประเมิน คุณภาพผู้สอน และแนวนอน เช่น หน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ รัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่น หลักสูตร โอกาสของตลาดแรงงาน</p>



<p>“โจทย์นี้ใหญ่มาก คงทำงานด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ไทยต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพที่มาทำเรื่องนี้เหมือนอินโดนีเซียที่มี Prakerja เป็นเจ้าภาพทำงานกับดีมานด์ซัพพลาย ใช้กลไกตลาดสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนอยากปรับทักษะ มีการคัดเลือกหลักสูตรต่าง ๆ เชื่อมโยงการทำงานทั้งแนวนอนและแนวตั้ง คือทำทุกช่วงวัย มองตั้งแต่เด็กเยาวชนที่อยู่ในระบบ 15 ปีแรก จนถึงกลุ่มที่ต้องมีชีวิตอยู่อีก 50 ปีหลัง การออกแบบกลยุทธ์ของประเทศไทยต้องมีการเชื่อมต่อกันระหว่างช่วงวัยและระบบการศึกษาลักษณะต่าง ๆ ทั้ง ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และอื่น ๆ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-080324/">5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘หลักสูตรอาชีพทางเลือก’ เลี้ยง(ผึ้งจิ๋ว) ‘ชันโรง’ การันตีรายได้ ฝ่าวิกฤตให้น้อง ๆ ที่ อ.สวนผึ้ง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-alternative-career-courses-200422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Apr 2022 11:28:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[รัตนา รุ่งสิริสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[อ.สวนผึ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชันโรง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ราชบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[มจธ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54811</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ชันโรงไม่มีเหล็กใน เด็กเลี้ยงได้ แล้วในหมู่บ้านของเด็ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-alternative-career-courses-200422/">‘หลักสูตรอาชีพทางเลือก’ เลี้ยง(ผึ้งจิ๋ว) ‘ชันโรง’ การันตีรายได้ ฝ่าวิกฤตให้น้อง ๆ ที่ อ.สวนผึ้ง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ชันโรงไม่มีเหล็กใน เด็กเลี้ยงได้ แล้วในหมู่บ้านของเด็ก ๆ ก็มีแหล่งอาหารมากมายที่จะทำให้ชันโรงผลิตน้ำผึ้งอย่างต่อเนื่อง จึงมีการวางแผนหารือร่วมกันที่จะพัฒนาการเลี้ยงชันโรงให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ หรือเป็นหลักสูตรทางเลือกให้กับน้อง ๆ ที่ต้องการทำเป็นอาชีพ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครอบครัวของเด็ก ๆ ขาดรายได้ยาวนาน”</p>



<p>อาจารย์รัตนา รุ่งสิริสกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จังหวัดราชบุรี เล่าถึงแนวทางพัฒนาหลักสูตรสำหรับน้อง ๆ ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นทางเลือก ทางรอด หรืออาจเป็นรากฐานของการสร้างอาชีพยั่งยืนให้กับเด็ก ซี่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา เนื่องจากขาดแคลนโอกาส รวมถึงต้องเผชิญความยากลำบากรอบด้านจากวิกฤตที่กินเวลายาวนานกว่าสองปี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9854c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ย้อนไปช่วงก่อนโควิดมาถึง ที่บ้านปันบุญ ตำบลตะนาวศรี ซึ่งดูแลโดยครูสมโชค ปัญญาวรพงศ์ น้อง ๆ กลุ่มนี้จะใช้เวลาว่างช่วงเสาร์-อาทิตย์ และปิดภาคเรียน มารวมตัวกันเรียนทอผ้ากะเหรี่ยงด้วยกี่เอว เป็นงานฝีมือที่ใช้ทั้งทักษะ ฝีมือ ความประณีต และความอดทน โดยกว่าจะได้ออกมาเป็นผ้าแต่ละผืนต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ขณะเดียวกันก็มีหลักสูตรอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่นรำกะเหรี่ยง อันเป็นช่องทางที่ช่วยให้น้อง ๆ มีรายได้เสริมจากการแสดงไปพร้อมกับการเรียนหนังสือ แต่พอเกิดโรคระบาด ผ้าทอก็ขายยากขึ้นเพราะมีราคาค่อนข้างสูง ขณะที่การรำซึ่งเคยมีงานจ้างเป็นประจำก็ต้องหยุดไป”</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ยิ่ง<strong>ครอบครัวน้อง ๆ ส่วนใหญ่ทำอาชีพรับจ้าง ก็เหมือนว่าหนทางหารายได้ของพวกเขายิ่งตีบตัน แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา จากเดิมที่สูงอยู่แล้วก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก</strong>”</p></blockquote>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ระดมกำลังคนพื้นที่ฝ่าวิกฤต ดันหลักสูตรเลี้ยง ‘ชันโรง’</strong></h2>



<p>‘ชันโรง’ เป็นแมลงขนาดเล็กจัดอยู่ในจำพวกเดียวกับผึ้ง ตัวเล็กกว่าผึ้งโพรง แต่สามารถเก็บน้ำหวานจากละอองดอกไม้และเกสรมาเป็นอาหารเช่นเดียวกัน ทั้งยังให้ผลผลิตเป็นน้ำผึ้งอีกด้วย โดยน้ำผึ้งและเกสรของชันโรงจะมีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป เนื่องจากเชื่อกันว่ามีคุณค่าโภชนาการสูงกว่า ทั้งยังมีปริมาณน้ำผึ้งต่อรังน้อยกว่า และหารังของชันโรงตามธรรมชาติได้ยาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9610b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทาง มจธ. ราชบุรี และผู้ใหญ่บ้านแมนรัตน์ ฐิติธนากุล ม. 11 บ้านคา ซึ่งเคยเข้ามาเรียนเรื่องเลี้ยงชันโรง กับทางทีมวิจัยพืชพื้นเมือง มจธ. ราชบุรี แล้วกลับไปรวมกลุ่มชาวบ้านเพื่อสร้างอาชีพ จึงเล็งเห็นร่วมกันว่า <strong>การ ‘เลี้ยงชันโรง’ จะเป็นทางออกให้กับน้อง ๆ กลุ่มนี้ ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร รวมถึงการเห็นช่องว่างของตลาดที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถสอดแทรกเข้าไปได้</strong></p>



<p>“หลังหารือร่วมกัน จึงมีการวางแผนจัดอบรมเลี้ยงชันโรงให้กับเด็ก ๆ เริ่มจากเรียนรู้เรื่องวงจรชีวิตของชันโรง ระบบในรัง สภาพแวดล้อมและอาหารที่เหมาะสม วิธีเลือกสถานที่ตั้งรัง หรือวิธีการย้ายรัง จากนั้นทางทีมพี่เลี้ยงจะไปที่บ้านน้อง ๆ ทุกคนเพื่อช่วยจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเด็ก ๆ จะได้ชันโรงคนละ 1 รัง พอเริ่มเลี้ยงก็จะช่วยดูจนกว่าชันโรงจะขยายจำนวนจนเต็มรัง แล้วเข้าสู่ขั้นตอนการสอนวิธีการเก็บน้ำผึ้งโดยละเอียด โดยชันโรงที่มอบให้เด็ก ๆ เราได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการอาสาสมัครการศึกษา ทุนบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) อุทยานการเรียนรู้เรื่องผึ้ง(Bee Park) มจธ. ราชบุรี และภาคเอกชนในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง ที่มอบทุนสนับสนุน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dea670"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การันตีรายได้ด้วยพื้นที่รองรับผลิตภัณฑ์ที่ปลายทาง</strong></h2>



<p>เมื่อพัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตร เด็ก ๆ จึงจะได้รับการติดตามใกล้ชิดในทุกกระบวนการ โดยเฉพาะในการเลี้ยงครั้งแรก เขาจะต้องเรียนรู้ภาคทฤษฎี ก่อนลงมือปฏิบัติ เพราะแม้ติดตั้งรังแล้ว ผู้เลี้ยงก็ต้องเอาใจใส่คอยดูว่าตำแหน่งวางรังดีพอไหม อาหารพอหรือไม่ หรือในขั้นตอนเก็บน้ำผึ้ง ถึงชันโรงจะไม่มีเหล็กใน แต่เราก็ต้องใส่ชุดที่มีเนื้อผิวสัมผัสค่อนข้างลื่น เพื่อไม่ให้ชันโรงจำนวนมากมาตอม ซึ่งอาจเกิดอาจอันตรายได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e0d8dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนในการพัฒนาเป็นอาชีพ เบื้องต้น สถาบันวิจัยพืช มจธ. ราชบุรี จะรับซื้อผลผลิตที่ได้จากชันโรงทั้งหมดที่เด็ก ๆ ทำได้ จึงตัดปัญหาในเรื่องการมองหาตลาดเพื่อจำหน่ายปลายทาง</p>



<p>“ทางสถาบันวิจัยเองมีการแปรรูปผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ติดตลาดอยู่แล้ว ซึ่ง<strong>ปัจจุบันยังมีความต้องการสินค้าที่สูงต่อเนื่อง ตรงนี้คือช่องทางที่สามารถขยายต่อยอดได้ โดยนำผลผลิตของน้อง ๆ เข้ามาเติมในช่องว่างของตลาด แล้วสามารถวางแผนให้เกิดระบบคู่ค้าที่มีฝ่ายผลิตและรับซื้อได้ในระยะยาว</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-469be0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับน้ำผึ้งจากชันโรงจะมีราคารับซื้ออยู่ที่ 1 พันบาท ต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งอัตรามากน้อยของผลผลิตก็จะขึ้นอยู่กับแหล่งอาหารของชันโรง โดยข้อดีอีกอย่างของชันโรงคือมีแหล่งอาหารหลากหลายกว่าผึ้งโพรง เราจึงสามารถสร้างแหล่งอาหารเพิ่มไว้ใกล้ ๆ รังเพื่อเพิ่มผลผลิตได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5f3bae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อาจารย์รัตนา กล่าวว่า <strong>ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่มีแนวโน้มจากไป ทำให้รายได้ครอบครัวของเด็ก ๆ ยังคงลดลง หรือบางบ้านต้องว่างงานติดต่อกันเป็นแรมปี ดังนั้นเด็กกลุ่มนี้ที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาจึงยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น สิ่งที่คณะทำงานคือ มจธ. และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทำ จึงไม่เพียงดูแลใกล้ชิดในเรื่องการเรียน การปันอาหาร หรือช่วยเหลือในเรื่องสุขอนามัย แต่ต้องมองไปถึงการส่งเสริมให้เกิดอาชีพและรายได้ในระยะยาว</strong> โดยนอกจากการเลี้ยงชันโรง ทาง มจธ. ยังส่งเสริมให้เด็ก ๆ ทำกิจกรรมงานฝีมือเป็นของที่ระลึก เช่นตุ๊กตาจากงานผ้ากะเหรี่ยงทอมือ เพื่อจำหน่ายภายในพิพิธภัณฑ์ผึ้งซึ่งกำลังจะเปิด และจะต่อยอดไปถึงการขายออนไลน์อีกทางหนึ่ง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-alternative-career-courses-200422/">‘หลักสูตรอาชีพทางเลือก’ เลี้ยง(ผึ้งจิ๋ว) ‘ชันโรง’ การันตีรายได้ ฝ่าวิกฤตให้น้อง ๆ ที่ อ.สวนผึ้ง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดคะแนนการอ่านเด็กชาติพันธุ์โครงการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ กสศ.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-200422-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Apr 2022 09:46:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[สพป.น่าน เขต 2]]></category>
		<category><![CDATA[สภากาชาดไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพูดอ่านเขียนไทย ส่งเสริมการทำงานครูอาสาสมัครการศึกษา (อศม.) - สื่อการเรียนรู้หลากหลาย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<category><![CDATA[อศม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54797</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดปฏิทินสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-200422-2/">เปิดคะแนนการอ่านเด็กชาติพันธุ์โครงการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ กสศ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เปิดปฏิทินสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ปี 2566 เดินหน้าสรรหาสุดยอดครูในระดับจังหวัด มิ.ย.-ต.ค. เปิดผลการพัฒนาการเรียนรู้เด็กเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร โครงการพูดอ่านเขียนไทย “ส่งเสริมการทำงานครูอาสาสมัครการศึกษา (อศม.) &#8211; สื่อการเรียนรู้หลากหลาย” ส่งผลเด็กเยาวชนชาติพันธุ์ผลคะแนนการอ่านสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2565 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม ทรงเป็นประธานการประชุมสามัญ ประจำปี 2564 คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์) ในการประชุมครั้งนี้มีวาระพิจารณาการให้ความเห็นชอบกระบวนการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ปี 2566 ในอาเซียนและติมอร์-เลสเต รวม 11 ประเทศ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-008adc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a1-1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยจะร่วมกันคัดเลือกครูสุดยอดครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษาประเทศละ 1 คน สำหรับการคัดเลือกในประเทศไทย ได้กำหนดคุณสมบัติที่สำคัญเพิ่มเติม คือ เป็นครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 15 ปี โดยจะมีการประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา ในเดือนเมษายน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในระดับจังหวัดระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมนี้</p>



<p>ในที่ประชุมได้นำเสนอผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าของของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีที่ผ่านมา อาทิ โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร  โครงการพูดอ่านเขียนไทย โรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ จ.น่าน และราชบุรี โดยความร่วมมือของสภากาชาดไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ สพป.น่าน เขต 2 </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d22629"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a3-1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีครูไม่ครบชั้น และประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย จึงออกแบบสื่อการเรียนรู้และวิธีการทำงานเพื่อให้ครูในโรงเรียนสามารถสอนภาษาไทยได้ดีขึ้น โดยการจัดทำสื่อการเรียนภาษาที่หลากหลายเน้นการใช้ในชีวิตประจำวัน และมีอาสาสมัครการศึกษาในพื้นที่ที่พูดภาษาถิ่นได้ทำงานร่วมกับครูประจำวิชาและครูที่เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลของการดำเนินงานพบว่า คะแนน NT ด้านภาษาไทย ดีขึ้นจาก 35.96 คะแนน ในปี 2562 เป็น 40.42 คะแนน ในปี 2563 และคะแนนการอ่าน จากเดิมที่ต่ำกว่าทุกสังกัด ในปี 2563 อยู่ที่ 74.34 คะแนน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ อยู่ที่ 73.02 คะแนน และรูปแบบอาสาสมัครการศึกษา (อศม.) จะมีการขยายผลออกไปในพื้นที่ 14 จังหวัด    </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-02a33e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a2-1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศ สปป.ลาว ด้านศิลปวัฒนธรรมในนครเวียงจันทน์ โครงการศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ โดยการอบรมทักษะในศตวรรษที่ 21 การเป็นผู้ประกอบการ ทักษะด้านการเงิน และจัดกระบวนการ Design Thinking พร้อมกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้ประกอบการภาคเอกชนร่วมเป็นที่ปรึกษา โดยมีครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศบรูไนดารุสซาลาม มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามเข้าร่วม และมีการศึกษาดูงานของครูและนักเรียน ณ สถานประกอบการ ธุรกิจสาขา รวมถึงการเสวนาออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานระหว่างครูใน 11 ประเทศ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-200422-2/">เปิดคะแนนการอ่านเด็กชาติพันธุ์โครงการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ กสศ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ทอง กับ ต้นข้าว’ เปิดเทอมหน้าเรายังได้ไปต่อ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-250322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Mar 2022 04:37:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสเปลี่ยนชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ราชบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสินแร่สยาม]]></category>
		<category><![CDATA[รัตนา รุ่งสิริกุล]]></category>
		<category><![CDATA[อำเภอสวนผึ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นข้าว เคมี]]></category>
		<category><![CDATA[ทอง บุญธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53448</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ถ้าไม่มีกลไกเชื่อมโรงเรียนประถมกับมัธยมศึกษา เด็กจำนวน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-250322/">‘ทอง กับ ต้นข้าว’ เปิดเทอมหน้าเรายังได้ไปต่อ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“<strong>ถ้าไม่มีกลไกเชื่อมโรงเรียนประถมกับมัธยมศึกษา เด็กจำนวนหนึ่งจะหลุดจากระบบไปเงียบ ๆ ในช่วงรอยต่อ เพราะเขาไม่มีความพร้อม ไม่มีทุน ไม่มีโรงเรียนมัธยมในพื้นที่รองรับ ไม่มีใครช่วยผลักดันชี้ทาง ยิ่งเขาอยู่ในวัยที่ยังไม่รู้เป้าหมาย ก็เหมือนกับไม่มีอะไรเลยที่จะช่วยประคองไว้</strong> นี่คืองานสำคัญที่ครู ผู้บริหารสถานศึกษา หน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงมือจากภายนอกที่ยื่นเข้ามา ต้องช่วยกันคว้าเด็กกลุ่มนี้ไว้ แล้ววางแนวทางให้เขาไปต่อได้”</p>



<p>อาจารย์รัตนา รุ่งสิริกุล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หนึ่งในคณะทำงานโครงการ ‘Zero Dropout’ กล่าวถึงความเสี่ยงในการหลุดจากระบบการศึกษา ของน้อง ๆ ที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี พร้อมเผยถึงการทำงานระหว่างโรงเรียนประถมกับมัธยมศึกษา เพื่อช้อนเด็กกลุ่มเสี่ยงไว้จากการดรอปเอาท์ แล้วดึงความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมาช่วยกันทำให้น้อง ๆ ได้เรียนจนจบเส้นทางการศึกษาภาคบังคับ ตามความเหมาะสมของแต่ละคน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องราวของน้องทอง</strong><br><strong>‘ไม่อยากหยุดการเรียนรู้ไว้แค่นี้’</strong></h2>



<p>ในแดดจ้าเกือบเที่ยงวันกลางเดือนมีนาคมที่สวนผึ้ง เสื้อนักเรียนของ ‘ทอง’ ขาวเด่น สะท้อนแสงบาดตา ทองบอกว่าเสื้อตัวนี้ใหม่ที่สุด ทุกครั้งที่หยิบใส่ เขาจะรีบกลับบ้านแล้วถอดแช่ทิ้งไว้เป็นชั่วโมงจึงค่อยซัก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2a2aca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ทอง-บุญธรรม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ทอง บุญธรรม อายุ 12 ปี เพิ่งจบ ป.6/2 จากโรงเรียนสินแร่สยาม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมจะเก็บไว้ใส่ตอนขึ้น ม.1 ครับ” ทองว่า แล้วเล่าว่าเพิ่งสละเสื้อนักเรียนตัวเก่าที่ใส่มานานตัวหนึ่ง ให้เพื่อน ๆ เขียนข้อความอวยพรก่อนแยกย้ายกันไปหลังจบชั้น ป.6&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เมื่อถามว่าทำไมไม่เขียนใส่สมุดแทนเสื้อนักเรียน ทองยิ้มทะลุแมสก์ แล้วตอบว่า “มันไม่เท่ครับ”</p>



<p>อาจารย์รัตนาเล่าว่า ทอง บุญธรรม อายุ 12 ปี เพิ่งจบ ป.6/2 จากโรงเรียนสินแร่สยาม น้องอยู่กับแม่และยาย มีรายได้หลักทางเดียวจากแม่ ที่ทำงานรับจ้างรายวันในไซต์งานก่อสร้าง ส่วนใหญ่ทองจึงต้องอยู่กับยาย ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอม ทองจะไปทำงานรับจ้างเลี้ยงวัว ควาย แพะ หมู หรือบ้างเป็นงานในไร่ เช่นถอนหญ้า ผ่าฟืน ตักขี้วัวใส่ถุงกระสอบขาย</p>



<p>“ว่างจากงานผมก็อยู่บ้านช่วยยายครับ ยายแก่แล้ว” ทองสนุกเสมอที่ได้เล่าถึงชีวิตประจำวัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f267d1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/jบีครูพิทยา11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ห้องเรียน ป.6/2 เป็นพื้นที่สำหรับนักเรียนที่ต้องการรูปแบบการเรียนรู้พิเศษ</strong> จึงไม่ใช่แหล่งรวมตัวของนักเรียนที่โดดเด่นด้านวิชาการ แต่ครูประจำชั้นระบุว่าทองตั้งใจเรียน และพูดบ่อย ๆ ว่าเขาชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งทองรู้ว่าที่บ้านอาจไม่พร้อมส่งเสียให้ไปต่อ วันหนึ่งเมื่อใกล้จบ ป.6 ทองจึงเดินเข้าไปหาผู้อำนวยการโรงเรียนสินแร่สยาม เพื่อแจ้งความประสงค์ว่าเขา ‘อยากเรียนหนังสือต่อ’</p>



<p>“ผมเริ่มชอบวิชาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ ป.4 ครูเขาสอนสนุก ได้รู้เรื่องแปลก ๆ เยอะ ผมชอบเรื่องหิน พอครูสอนว่าหินแบบไหนใช้ทำอะไร แบบไหนใช้ทำบ้านได้ ผมยิ่งตื่นเต้น อยากรู้อยากเรียนมากกว่านี้ อยากไปให้ถึงปริญญาตรี แล้วเป็นครูวิทยาศาสตร์ให้ได้ แต่ผมกลัวว่าจะไม่ได้เรียนอีกแล้ว เลยคิดว่าต้องไปหา ผอ. อยากให้ ผอ. ช่วยครับ” ทองเล่า   </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องราวของน้องต้นข้าว</strong><br><strong>“อยากจบ ม.3 จะได้ทำงานเลี้ยงดูที่บ้าน”</strong></h2>



<p><strong>‘</strong>ต้นข้าว’ เป็นเด็กพูดน้อย เรียนจบห้อง ป.6/2 เช่นเดียวกับทอง เวลาที่ทองพูดน้ำไหลไฟดับ ต้นข้าวจะฟัง ยิ้มและคอยมองเพื่อนอยู่ข้าง ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c99e1a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ต้นข้าว-เคมี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ต้นข้าว เคมี อายุ 12 ปี เพิ่งจบ ป.6/2 จากโรงเรียนสินแร่สยาม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ต้นข้าว เคมี อายุ 13 ปี อาศัยอยู่กับลุงป้าที่ทำงานรับจ้างทั่วไป และตาอายุ 70 กว่าที่ทำอะไรไม่ค่อยไหวแล้ว เขาจึงต้องช่วยดูแล คอยทำงานบ้าน มีเวลาก็ออกไปรับจ้างเลี้ยงแพะบ้าง เมื่อถามว่าจบ ป.6 แล้วจะทำอะไรต่อ ต้นข้าวบอกว่าอยากเรียนให้จบ ม.3 แล้วทำงานแบ่งเบาภาระลุงกับป้า</p>



<p>“อยากเรียนครับ ทีแรกไม่แน่ใจว่าจบแล้วจะเรียนต่อไหม เพราะที่บ้านมีเรื่องต้องทำเยอะ อยากช่วยลุงกับป้าครับ ตอนอยู่บ้านผมต้องช่วยตาทำหลายอย่าง เขาแก่มากแล้ว แต่ตอนนี้คิดว่าต้องเรียนจบ ม.3 ก่อน แล้วค่อยดูอีกทีครับ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กลไกส่งต่อระหว่างโรงเรียน รองรับเด็กเสี่ยงหลุดช่วงรอยต่อการศึกษา ที่ อ.สวนผึ้ง</strong></h2>



<p>อาจารย์รัตนาอธิบายเส้นทางการศึกษาของ ‘ทอง’ กับ ‘ต้นข้าว’ ว่า น้องทั้งสองคนอยู่ในกลุ่มเด็กที่ได้รับการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลังจบชั้น ป.6 ซึ่งโรงเรียนสินแร่สยามมีนโยบายผลักดันเด็กกลุ่มเสี่ยงให้ได้เรียนต่อ โดยร่วมกับ โรงเรียนรุจิรพัฒน์ ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ และเป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่มีการจัดการศึกษาพิเศษ มีห้องเรียนสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการการดูแลเฉพาะ พร้อมหลักสูตรฝึกอาชีพ มุ่งส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ทั้งมีข้อตกลงความร่วมมือกับสถานศึกษาในระดับที่สูงกว่าชั้นมัธยมต้น ในการส่งต่อนักเรียนข้ามช่วงชั้น ตามความถนัดและความต้องการรายบุคคล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bef118"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/รุจิรพัฒน์-ส่งเสริมอาชีพ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แม้เราสามารถช่วยให้เด็กคนหนึ่งเรียนต่อได้แล้ว แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยเป็นอุปสรรคให้เขายังเวียนวนในความเสี่ยง ทั้งค่าใช้จ่ายรายวัน ค่าเดินทาง การดูแลจากครอบครัว รวมถึงเด็กกลุ่มที่ต้องการการเรียนรู้ที่แตกต่างจากห้องเรียนปกติ ถ้าเขาไปเรียนในห้องเรียนทั่วไป ไม่มีครูที่มีประสบการณ์ด้านนี้คอยดูแล เขาจะเรียนตามเพื่อน ๆ ไม่ทัน ปรับตัวไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้เด็กเสี่ยงหลุดกลางทางได้ทุกขณะ</p>



<p>“แต่ที่โรงเรียนรุจิรพัฒน์มีการจัดการศึกษาซึ่งเน้นให้นักเรียนค้นหาความถนัดของตัวเอง มีหลักสูตรส่งเสริมอาชีพเช่น เลี้ยงไก่ไข่ ปลูกพืชผักสวนครัว ทำแปลงเกษตรหลายชนิด หรือมีครูเฉพาะทางส่งเสริมให้เด็กได้ทำงานฝีมือ ทั้งเป็นโรงเรียนประจำที่ช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายเรื่องกินอยู่เดินทาง แบ่งเบาปัญหาเรื่องเด็กขาดผู้ดูแลที่เหมาะสม และที่สำคัญคือน้อง ๆ จะได้ฝึกความรับผิดชอบ ทักษะสังคม ซึมซับความสำคัญของการศึกษาหาความรู้ และค้นหาแรงบันดาลใจในชีวิต</p>



<p>“เพราะการเติบโตในพื้นที่ห่างไกลมันอาจจะทำให้เขาไม่มีต้นแบบให้เห็นชัด ๆ แต่ความคิดของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามช่วงวัย ตามการรับรู้ อย่างน้อยที่สุด อีก 3 ปีจากนี้ เขาจะได้รับการบ่มเพาะ ปลูกสร้างทัศนคติ เพื่อมองเห็นตัวเอง มองเห็นสังคม มองเห็นอนาคตได้ชัดขึ้น และนี่คือโอกาสที่เราจะมอบให้เขาได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3e33cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/jพ28.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนปลายทางหลังจากนี้ โรงเรียนรุจิรพัฒน์ได้ร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่ ในการสนับสนุนน้อง ๆ ที่มีความสามารถ มีความตั้งใจแต่ขาดโอกาส ให้ได้เรียนต่อระดับ ปวช. พร้อมส่งเสริมให้ไปได้สุดทางตามความสามารถและความตั้งใจ อันเป็นนโยบายส่งเสริมให้เด็กที่ไม่ถนัดด้านวิชาการ มีโอกาสศึกษาต่อและค้นพบอาชีพที่จะใช้เลี้ยงตัวได้อย่างยั่งยืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สำหรับทอง อาจารย์รัตนาบอกว่า หลังน้องเข้าพบ ผอ. ก็ได้รับการประสานทันที จนทองมั่นใจได้แล้วว่าเขาจะได้สานฝันที่จะเรียนให้ถึงระดับปริญญา และเป็นครูวิทยาศาสตร์ต่อไป ส่วนต้นข้าว ทางโรงเรียนได้ปรึกษากับผู้ปกครอง จนสรุปได้ว่าน้องจะเรียนต่อที่โรงเรียนรุจิรพัฒน์เช่นเดียวกัน และในระหว่างสามปีต่อจากนี้ ต้นข้าวจะได้ค้นหาคำตอบให้ตัวเองอีกครั้ง ว่าเมื่อเรียนจบ ม.3 แล้ว เขาจะไปทางไหนต่อ</p>



<p>และนี่คือเรื่องราวของน้อง ๆ กลุ่มเป้าหมายโครงการ ‘Zero Dropout’ ‘เด็กทุกคนต้องได้เรียน &#8230;ลดจำนวนน้อง ๆ ที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์’ ที่ปักหมุดแรกในอำเภอสวนผึ้ง โดยความร่วมมือของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จังหวัดราชบุรี และ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-250322/">‘ทอง กับ ต้นข้าว’ เปิดเทอมหน้าเรายังได้ไปต่อ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“สวนผึ้งโมเดล” เปลี่ยนอนาคตเด็กยากจนชายขอบ ปักหมุด อำเภอแรก Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-zero-dropout-160322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Mar 2022 04:45:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศุเรนทร์ ฐปนางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[สมัชชา พรหมศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[อดุลย์ ถาวรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1]]></category>
		<category><![CDATA[ยรรยงค์ เจริญศรี]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวงและโครงการตามพระราชดำริ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53170</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ระบุ ผลกระทบจากโควิด-19 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-zero-dropout-160322/">“สวนผึ้งโมเดล” เปลี่ยนอนาคตเด็กยากจนชายขอบ ปักหมุด อำเภอแรก Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ระบุ ผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผล ปิดเทอมใหญ่นี้จะวิกฤตเป็น 2 เดือนอันตราย&nbsp; ทางแยกชีวิตเด็กไม่เรียนต่อจำนวนมาก &nbsp; ส่งสัญญาณ แก้เหลื่อมล้ำได้ทันต้องปรับแนวทาง ปฏิรูปด้วย Area-based Education กลไกท้องถิ่น &#8211; จังหวัด ลุกขึ้นระดมความร่วมมือเปลี่ยนอนาคตเด็กยากจนชายขอบ ไม่ให้เป็นปิดเทอมสุดท้ายของน้องๆ ขณะที่อำเภอสวนผึ้งจับมือ กสศ. แสนสิริ มจธ.ราชบุรี เดินหน้า “สวนผึ้งโมเดล” ปักหมุด อำเภอแรก “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน ไม่หลุดจากระบบการศึกษา</strong></p>



<p><strong>ราชบุรี 15 มีนาคม 2565 – </strong>คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ติดตามความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา Big Rock 1 การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ผ่านกลไกต้นแบบ “สวนผึ้งโมเดล” ปักหมุดอำเภอแรกของ&nbsp; จ.ราชบุรี ภายใต้โครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ความร่วมมือระหว่างอำเภอสวนผึ้ง&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)&nbsp; บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) &nbsp; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี)&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1079ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/วรากรณ์-สามโกเศศ2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ<br>ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา </strong>กล่าวว่า<strong> </strong>สองปีที่ผ่านมาวิกฤตโควิด-19 ทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยรุนแรงขึ้นกว่าเดิม&nbsp; เด็กที่ได้รับผลกระทบสูงสุดในทุกประเทศคือเด็กยากจน ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดเรื่องหนึ่ง&nbsp; คือ การหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กเป็นจำนวนมาก ทั้งสาเหตุจากความจำเป็นในชีวิต ปัญหาปากท้อง&nbsp; ปัญหาการเรียนไม่ทัน ความรู้ถดถอย เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปิดเทอมที่วิกฤต&nbsp; ประเทศไทยมีโอกาสจะสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ สูญเสียเด็กๆ ที่ล่วงหล่นไม่ได้ไปต่อในเส้นทางการศึกษา และจะกระทบตลอดช่วงชีวิตของคนรุ่นนี้&nbsp; ดังนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่าให้เป็นปิดเทอมสุดท้ายของเด็กยากจนชายขอบ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ชุมชน และสังคมว่าการปล่อยให้เด็กหลุดออกไปจากการศึกษาถือเป็นอาชญากรรมของสังคม เพราะเด็กเหล่านี้จะลืมตาอ้าปากได้ลำบากมากในอนาคตข้างหน้า การอ่านหนังสือไม่ออกจะทำให้เด็กไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมกับหน่วยงานรัฐ หรือแม้กระทั่งการใช้ขนส่งมวลชน ดังนั้นต้องทำให้มีเด็กน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา” รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-538dc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/วรากรณ์-สามโกเศศ-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวว่า&nbsp; หลังจากผลกระทบของโควิด-19 ที่ยาวนาน&nbsp; แนวทางการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ก็ต้องปรับเพื่อแก้ปัญหาให้ทันสถานการณ์ ต้องอาศัยการจัดการที่รวดเร็ว โดยใช้กลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) ส่งเสริมการกระจายอำนาจการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสู่กลไกเชิงพื้นที่ ผมขอส่งสัญญาณให้ท้องถิ่นและจังหวัดทั้งประเทศดึงกลไกจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (ABE) เข้ามาเป็นเจ้าภาพในเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะมีความยืดหยุ่นที่จะออกแบบเป้าหมาย&nbsp; สร้างระบบเอื้ออำนวยต่อการจัดการแก้ปัญหาได้มากกว่าส่วนกลาง และมีอิสระในการใช้ทรัพยากรทางการบริหาร&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“สวนผึ้งโมเดล&nbsp; Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน&nbsp; เป็นหนึ่งในต้นแบบ ที่สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่มีความเข้าใจปัญหาลึกซึ้ง และตระหนักว่าต้องปฏิรูปทั้งการสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษาไปพร้อมกัน เพื่อให้เด็กทุกคนเรียนรู้อย่างมีความสุข ด้วยระบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิตป้องกันการหลุดจากระบบซ้ำ &nbsp; สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ จนพึ่งพาตัวเองในการดำรงชีวิตได้&nbsp; ตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศ Big Rock ที่1 การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ”&nbsp; รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าว</p>



<p>ด้าน<strong> ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา </strong>กล่าวว่า การระบาดของ COVID-19 ทำให้รายได้ครัวเรือนที่ยากจนที่สุดร้อยละ 15 ของประเทศมีรายได้ลดลงราว 1 ใน 5 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผ่านการถูกเลิกจ้างทั้งชั่วคราว และถาวร รวมถึงรายได้จากการประกอบอาชีพค้าขายหรือรับจ้างมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้จำนวนนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นราว 3 แสนคน อยู่ที่ราว 1.2 ล้านคนในปีการศึกษา 2564 นี้ และเมื่อรวมกับจำนวนนักเรียนยากจนอีกราว 7 แสนคนแล้วทำให้ปัจจุบันมีเด็กยากจนและยากจนพิเศษที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนกว่า 1.9 ล้านคนทั่วประเทศ การปิดเทอมใหญ่ที่กำลังจะถึงนี้จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ซึ่งมีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อระหว่างปีการศึกษา จากการลงพื้นที่เราพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่แม้จะเรียนอยู่เพียงชั้นประถมศึกษาตอนปลายเท่านั้น แต่ต้องตัดสินใจออกมาทำงาน&nbsp; เลี้ยงปากท้องช่วยครอบครัว เพราะความยากจนที่รุนแรงขึ้น จึงต้องเลือกระหว่างการเรียนที่มีต้นทุนต้องใช้จ่าย และค่าเสียโอกาสในการหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว ทั้งที่อายุยังไม่ถึงวัยทำงาน เด็กเหล่านี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบเฉียบพลัน มีความเสี่ยงในชีวิตทุกด้าน และมีโอกาสสูงที่จะยังคงตกอยู่ในวงจรความยากจนข้ามชั่วคนต่อไปอีกหนึ่งรุ่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7ffde"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ไกรยส-ภัทราวาท-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.<br>และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์จากวิกฤตโควิด-19 นี้ กสศ. มีภารกิจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในการป้องกันปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การแก้ไขปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) และการสนับสนุนการระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งในภาคนโยบาย และภาคปฏิบัติให้กลุ่มเป้าหมายต่างๆ สามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปสู่ปีการศึกษา 2565 โดยใช้การวิจัยพัฒนา องค์ความรู้ ฐานข้อมูล และนวัตกรรมการจัดการที่สามารถช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยั่งยืนได้ โดยปัจจุบัน กสศ.ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดทางการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษาฯ รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อพัฒนาพื้นที่นำร่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในหลายแห่งทั่วประเทศไทย ทั้งระดับสถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ทั้งนี้ กสศ. พร้อมสนับสนุนการทำงานของกลไกจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) ร่วมกับพื้นที่ ท้องถิ่น จังหวัดที่ต้องการร่วมขบวน เป็นผู้นำการปฏิรูปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน</p>



<p>“ช่วงปิดเทอมเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะได้รับการดูแลจากครูและสถานศึกษาที่รู้จักเด็กเป็นอย่างดี บางโรงเรียนรู้จักเด็กมาตั้งแต่อนุบาล ระหว่างปิดเทอมไปเยี่ยมบ้านและรู้สถานการณ์แต่ละบ้านว่าเด็กจะมีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงรอยต่อจากประถมศึกษาไปสู่มัธยมศึกษา หรือช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการจะไปเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรืออาชีวศึกษา ดังนั้นช่วงปิดเทอมคือช่วงสำคัญที่สุดที่เราต้องเปิดโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” เพราะใน 2 เดือนข้างหน้านี้ไปจนถึง 15 พฤษภาคม เป็นเหมือนการนับถอยหลัง 2 เดือนอันตราย ที่จะมีเด็กจำนวนมากที่เลือกไม่กลับมาสู่ระบบการศึกษา ส่วนสถานศึกษามีเส้นตายในวันที่ 10 มิถุนายนที่จะต้องนับจำนวนเด็กที่ยังอยู่ในระบบ เพื่อใช้คำนวณงบประมาณนี่ยังคงเหลือในการจัดสรรการเรียนการสอนในตลอดทั้งปีจากตัวเลขของเด็กที่จะเพิ่มหรือลดในช่วงนี้เช่นกัน” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e4321f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/สมัชชา-พรหมศิริ-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) นายสมัชชา พรหมศิริ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การปฏิรูปที่เริ่มต้นจากกลไกในพื้นที่คือ แนวทางที่ เป็น “อนาคต” ของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ที่สอดคล้องกับทิศทางและความเคลื่อนไหวของประเทศที่ประสบความสำเร็จทางสัมฤทธิ์ผลการศึกษาที่ใช้กลยุทธ์การลดขนาดของการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาระดับประเทศให้มีขนาดเล็กลงมา และสอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศตามแนวทางของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. &#8230;.. ที่อยู่ระหว่างพิจารณาของรัฐสภาอีกด้วย</p>



<p>ด้าน <strong>นายสมัชชา พรหมศิริ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และประชาชนจะต้องผนึกกำลังกันสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ให้เด็กที่มีความเสี่ยงกว่า 1.9 ล้านคนทั่วประเทศต้องหลุดจากการศึกษา แสนสิริในฐานะองค์กรเอกชนที่ระดมทุนเพื่อบริจาคเงินจำนวน 100 ล้านบาทให้กับ กสศ.เพื่อใช้ในโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” มีความยินดีที่ได้เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการร่วมผลักดัน “สวนผึ้งโมเดล” ให้เกิดเป็นรูปธรรมและเป็นกลไกต้นแบบในการแก้ปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9c57cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ศุเรนทร์-ฐปนางกูร-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายศุเรนทร์ ฐปนางกูร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุน<br>มูลนิธิโครงการหลวงและโครงการตามพระราชดำริ<br>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายศุเรนทร์ ฐปนางกูร </strong>ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวงและโครงการตามพระราชดำริ <strong>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) </strong>กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับโรงเรียนในอำเภอสวนผึ้ง&nbsp; ซึ่งมีเด็กยากจนและอยู่ในความเสี่ยงหลุดออกจากระบบจำนวนมาก ทำให้มองเห็นถึงปัญหาของเด็กแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันไป&nbsp; จำเป็นต้องมีกลไกในการดูแลรายบุคคลอย่างใกล้ชิด&nbsp; มจธ. ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่มองว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ และไม่ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของโรงเรียนเพียงผู้เดียว จึงได้ดำเนินงานภายใต้เป้าหมายการช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในอำเภอสวนผึ้ง โดยอิงความต้องการของเด็กและโรงเรียน เริ่มจากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้เกี่ยวข้อง และให้การสนับสนุนในเรื่องที่โรงเรียนต้องการ เช่น การส่งเสริมโครงการทักษะอาชีพให้กับเด็กที่มีปัญหาด้านรายได้ และส่งเสริมการพัฒนาทักษะต่างๆ ตามความต้องการของครูและโรงเรียน การสร้างสังคมการเรียนรู้อย่างมีความสุข เป็นเรื่องของทุกคน เป็น All For Education&nbsp; ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ โรงเรียน ชุมชน และผู้ปกครอง&nbsp; สำหรับเด็กๆในพื้นที่ห่างไกล&nbsp; การศึกษาเพื่อนำไปสู่การมีงานทำเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ&nbsp; ต้องให้เด็กมีความรู้&nbsp; มีทักษะอาชีพติดตัวไป&nbsp; ควบคู่ไปกับการเรียนวิชาการในห้องเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-afcf76"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ยรรยงค์-เจริญศรี-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายยรรยงค์ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขต<br>พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนการทำงานในพื้นที่ จ.ราชบุรี <strong>นายยรรยงค์ เจริญศรี</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1</strong> กล่าวว่า การดำเนินงานเพื่อนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและวางแนวทางป้องกันเพื่อไม่ให้เด็กหลุดซ้ำสามารถดำเนินตาม 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สร้างการรับรู้และสร้างความตระหนักต่อผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญและแนวทางในการนำเด็กกลับสู่ระบบร่วมกัน 2) สำรวจรายชื่อเด็ก สภาพปัญหา และปัจจัยที่ทำให้เด็กไม่กลับเข้าสู่ระบบเป็นรายคนและทำทุกโรงเรียน 3) แบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มตามสภาพปัญหา เช่น กลุ่มรุนแรงที่ออกจากระบบแล้ว, กลุ่มมีแนวโน้มจะหลุดออกจากระบบ และกลุ่มเด็กปกติที่ยังไม่พบปัญหา 4) ออกแบบแนวทางแก้ปัญหาเด็กแต่ละกลุ่ม ซึ่งปลายทางของเด็กทุกกลุ่มคือสามารถเรียนจนจบการศึกษาในแต่ละขั้น 5) เตรียมความพร้อมของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนที่สามารถดึงเด็กให้อยู่ในระบบ สนับสนุนผู้ปกครอง และระดมทุกภาคส่วนเข้ามาขับเคลื่อนทั้งสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน 6) ดำเนินการช่วยเหลือเด็กแต่ละคนตามแนวทางที่วางไว้ และ 7) ติดตาม ประเมินผล และสรุปผลโครงการ</p>



<p>“ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้บุคลาการทางการศึกษาทุกภาคส่วนต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง รวมถึงผู้ปกครองต้องเห็นความสำคัญของการศึกษาของบุตรหลาน ส่วนภาคเอกชนหรือหน่วยงานที่เข้ามาก็ต้องมีแนวทางช่วยเหลือที่ชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ที่สำคัญนักเรียนต้องได้เรียนอย่างมีความสุข พวกเขาต้องได้รับการศึกษาในหลายรูปแบบตามความเหมาะสม อย่างเช่น เด็กบางคนเรียนในระบบไม่ได้ อาจต้องสนับสนุนการเรียน กศน. หรือมีการส่งเสริมด้านอาชีพ โดยผลที่ได้ต้องทำให้เด็กสำเร็จการศึกษาและคำนึงถึงสภาพปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เด็กต้องเผชิญ” นายยรรยง กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-390bc7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/อดุลย์-ถาวรกุล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายอดุลย์ ถาวรกุล นายอำเภอสวนผึ้ง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เช่นเดียวกับ<strong>นายอดุลย์ ถาวรกุล นายอำเภอสวนผึ้ง</strong> กล่าวว่า แม้แต่เดิมจะมีการดำเนินงานด้านการศึกษาในพื้นที่อยู่แล้วตามภารกิจงานทั้งศูนย์เด็กเล็ก, โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, โรงเรียนในกระทรวงศึกษาธิการ และการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) แต่การจะนำเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาได้อย่างเห็นผลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมกันทำงานไม่เพียงเฉพาะภาคการศึกษา รวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ในฐานะชุมชนเจ้าของพื้นที่</p>



<p>“โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน ก็จะเป็นอีกโครงการนึงที่จะช่วยต่อเติมให้น้อง ๆ ในอ.สวนผึ้ง ได้มีโอกาสกลับเข้ามาสู่การเรียนอีกครั้งนึง ขอขอบคุณที่ได้นำโครงการเช่นนี้มาดำเนินการใน อ.สวนผึ้ง ผมขอเป็นตัวแทนอ.สวนผึ้งขอบคุณทุกภาคส่วน จากนี้หน่วยงานทุกด้านจะร่วมมือกันดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งยืนยันว่าในฐานะผู้นำท้องที่ นายอำเภอก็จะเต็มที่ในการทำงานโมเดลสวนผึ้งร่วมกับทุกภาคส่วนเช่นกัน” นายอดุลย์กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-zero-dropout-160322/">“สวนผึ้งโมเดล” เปลี่ยนอนาคตเด็กยากจนชายขอบ ปักหมุด อำเภอแรก Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
