<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 22 Apr 2025 06:47:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“U-Volunteer for School” รวมพลังนักศึกษาอาสาสมัคร พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-090425/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Apr 2025 12:11:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยแม่โจ้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยพะเยา]]></category>
		<category><![CDATA[U-Volunteer for School]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92535</guid>

					<description><![CDATA[<p>“อยากเห็นเด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและยั่งยืน  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090425/">“U-Volunteer for School” รวมพลังนักศึกษาอาสาสมัคร พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“อยากเห็นเด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและยั่งยืน เพื่อเติบโตขึ้นพร้อมทักษะวิชาการและทักษะการใช้ชีวิต”</p>



<p>“โอกาสทางการศึกษาที่เราส่งไปในวันนี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ เป็นต้นกล้าที่ดีและแข็งแรง แล้วเมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ พวกเขาจะเปลี่ยนจากผู้รับกลายเป็นผู้ให้ต่อไป”</p>



<p>“อยากเห็นน้อง ๆ มีความสุขกับการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งเราเชื่อมั่นจริง ๆ ว่าทีมอาสาสมัครจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นได้”</p>



<p>“ถ้าปลายทางของการทำงานอาสา คือการได้เห็นเด็ก ๆ มีความรู้ ทักษะ และมีแรงบันดาลใจ ก็รู้สึกคุ้มค่าแล้วกับเวลาที่เราทุ่มเทพยายามลงไป”</p>



<p><strong>พลังอาสาสมัครจะช่วยเติมเต็มการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างไร ?</strong> &#8230;ชวนฟังเสียงจากทีมนักศึกษาอาสาสมัครจาก ‘<strong>โครงการนำร่องพัฒนากลไกอาสาสมัครในสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล’ </strong>หรือ<strong> U-Volunteer for School</strong> ที่ <strong>กสศ.</strong> ร่วมกับ <strong>มูลนิธิวายไอวาย (Why I Why Foundation </strong>และ<strong> 5 มหาวิทยาลัย </strong>ริเริ่มขึ้นด้วยจุดประสงค์คือพัฒนาทักษะพี่ ๆ นักศึกษาอาสาสมัคร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ภารกิจสร้างโอกาสทางการศึกษา’ ให้กับน้อง ๆ นักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะการเข้าไปทำงานกับโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งไม่อาจควบรวมได้ เนื่องด้วยความสำคัญของการมีอยู่ในฐานะ ‘โรงเรียนของชุมชน’ หรือเป็นสถานศึกษาสำหรับรองรับเด็กเยาวชนในท้องถิ่น ซึ่งขาดแคลนโอกาสในการเดินทางไปเรียนยังโรงเรียนที่อยู่ไกลออกไป</p>



<p>โดย U-Volunteer for School จะเป็นพื้นที่พัฒนาทักษะเพื่อผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ ที่สามารถนำความรู้ความสามารถเข้าไปพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลในฐานะอาสาสมัคร ซึ่งขณะนี้โครงการได้เริ่มต้นโดยนำร่องร่วมกับ 5 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยพายัพ พร้อมได้จัดกิจกรรมค่ายปฐมนิเทศชวนพี่ ๆ อาสาจากสถาบันต่าง ๆ มาพบกัน เพื่อรับการถ่ายทอดความรู้และทักษะจำเป็นผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ก่อนจะเดินหน้าลงพื้นที่ทำงานกับโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย อันได้แก่โรงเรียนขนาดเล็กห่างไกลที่จะใช้ฐานข้อมูลจาก กสศ. เป็นโจทย์ในการสำรวจความพร้อมและคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“สิ่งที่เป็นรูปธรรมและทำได้ทันที คือระดมทรัพยากรการศึกษาให้เข้าไปถึงน้อง ๆ ในพื้นที่ห่างไกล”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e0772"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/01-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พี วรกิจ คำใจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังพบกันครั้งแรกและร่วมกิจกรรมที่อัดแน่นด้วยความรู้และทักษะของนักพัฒนาตลอดสามวันเต็ม <strong>พี วรกิจ คำใจ</strong> นักศึกษาชั้นปี 3 จากสาขารัฐศาสตร์บัณฑิต คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ทำให้มองเห็นหลากหลายมิติของกลไกอาสาสมัคร ที่จะสามารถเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ที่ขาดแคลนและอยู่ห่างไกลจากโอกาส โดยเฉพาะการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร โดยใช้ความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“มุมมองหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นรูปธรรมและทำได้ทันทีในช่วงเวลาราวห้าเดือนของโครงการ คือการระดมทรัพยากรการศึกษาให้เข้าไปถึงน้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพราะถึงแม้ว่าการพัฒนาโรงเรียนจะมีความยาก และมีรายละเอียดหลายสิ่งต้องทำ ไม่ว่าการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาโรงเรียนให้ตรงจุด หรือการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งครูและนักเรียน อย่างไรก็ตาม<strong>เมื่อคำนึงถึงโจทย์พื้นฐานของโรงเรียนขนาดเล็กที่ตลอดมาต้องเผชิญความขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน จึงคิดว่าถ้าเริ่มต้นจากลดข้อจำกัดของการเข้าถึงทรัพยากร ที่ไม่ใช่แค่นำสิ่งของหรือทุนเข้าไปมอบให้ แต่เป็นการดึงความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่มาช่วยกัน และเข้าไปช่วยพัฒนารากฐาน เช่น การซ่อมแซมอาคารเรียน ปรับปรุงห้องสมุด รวมถึงช่วยจัดหาสื่อการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กมีทักษะเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ก็จะสามารถหวังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระยะยาวได้”</strong></p>



<p>พีบอกว่า ที่ตัดสินใจร่วมโครงการนี้ เพราะอยากเห็นเด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเที่ยมและยั่งยืน เพื่อเติบโตขึ้นโดยมีทักษะด้านวิชาการและทักษะการใช้ชีวิต ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภาพสังคมในวงกว้าง และสำหรับวันนี้ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจอย่างเต็มตัวแล้ว ก็คิดว่าจะพยายามพัฒนาทักษะและนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ และจะสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“เมื่อเริ่มต้นแล้ว เครือข่ายจะมีแต่ขยายออกไปเรื่อย ๆ ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c69a62"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/02-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แพน กัญทิมา มองเพชร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>แพน กัญทิมา มองเพชร</strong> จากสาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ภาควิชาอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพ่วงด้วยตำแหน่ง นายกสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 กล่าวว่า ในฐานะผู้นำกิจกรรมนิสิต ตนเองให้ความสำคัญมากกับการพัฒนากลไกอาสาสมัครเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะไม่ใช่แค่ช่วยขยายโอกาสการเรียนรู้ไปสู่พื้นที่ขาดแคลน แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนิสิตนักศึกษาและชุมชน ซึ่งหลักสำคัญของการทำงานคือ <em>“เมื่อได้เริ่มต้นแล้ว เครือข่ายจะมีแต่ขยายออกไปเรื่อย ๆ” </em>ซึ่งหมายถึงยิ่งเวลาผ่านไป ภาคีเครือข่ายจะยิ่งเพิ่มพูนทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ</p>



<p>“เราอยากพัฒนาโครงการที่ดึงดูดการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างโอกาสและแรงบันดาลใจที่ยั่งยืน ภาพที่มองไว้จึงเป็นการจัดกิจกรรมอาสาสมัครที่เน้นพัฒนาเยาวชน โดยหวังผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่นมีค่ายเสริมทักษะ สอนพิเศษ หรือโครงการแนะแนวการศึกษา และ<strong>สำคัญมากคือมุ่งสร้างเครือข่ายกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ระยะยาวได้แม้ในวันที่โครงการสิ้นสุดลงแล้ว นอกจากนี้จะส่งเสริมและชักชวนให้นิสิตคนอื่น ๆ มามีส่วนร่วม เพื่อขยายผลภายในสถาบันอีกด้วย”&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p>แพนบอกเล่าถึงความคาดหวังต่อการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา ว่าอยากเห็นเด็กเยาวชนทุกพื้นที่เข้าถึงโอกาสได้โดยไม่จำกัดด้วยฐานะหรือระยะทาง และการศึกษาควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริง โดยเชื่อว่า ‘การเรียนรู้ที่หลากหลายตามบริบท’ และ ‘ครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่’ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเป็นต้นทางของการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต&nbsp;</p>



<p>“ที่เลือกเป็นอาสาสมัครด้านการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานของการพัฒนาชีวิตและสังคม อีกทั้งเราเองเป็นนิสิตครูที่มีโอกาสได้เห็นการเรียนรู้และระบบการศึกษาในหลายรูปแบบ จึงมีต้นทุนที่จะช่วยให้ตกผลึกได้ว่าการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นแบบใด ซึ่งแน่นนอนว่าไม่ได้มีเพียงรูปแบบใดหนึ่งตายตัว และแม้ว่าการทำงานครั้งนี้จะซับซ้อนและท้าทายมาก ๆ แต่เรารู้ว่าผลลัพธ์ที่จะได้คือการสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ มีอนาคตที่ดีขึ้น ส่วนท้ายที่สุด ถ้าปลายทางของการทำงานอาสา คือการได้เห็นเด็ก ๆ มีความรู้ ทักษะ และมีแรงบันดาลใจ ก็รู้สึกคุ้มค่าแล้วกับเวลาที่เราทุ่มเทพยายามลงไปค่ะ”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้แล้วจะหวังให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2663f4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/03-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ชะโอม อิทธิเดช ตื้อยศ </strong>นักศึกษาชั้นนปี 3 สาขาการบริการงานท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า จากข้อมูลที่ระบุว่าประเทศไทยมีโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 1,000 แห่ง ที่ขาดแคลนทรัพยากรทั้งบุคลากรและสื่อการเรียนรู้ จึงมองว่าการจัดตั้งกลไกอาสาสมัครถือว่าคือความเป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่จะช่วยเติมเต็มและลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำดังกล่าว โดยกระบวนการต้องทำผ่านการทำกิจกรรมแลระดมการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ และ<strong>นอกจากทำงานในพื้นที่ห่างไกลโดย การจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยเพื่อระดมความร่วมมือของรุ่นพี่รุ่นน้องและบุคลกรภายในมาเพิ่ม&nbsp; ตลอดจนขยายผลจากโครงการไปทำร่วมกับโรงเรียนอื่น ๆ ในการหาทรัพยากร ทุนทรัพย์ หรือสื่อการเรียนรู้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเพิ่มโอกาสให้กับน้อง ๆ กลุ่มนี้</strong></p>



<p>“เราเชื่อมั่นว่าโอกาสทางการศึกษาที่ส่งไปในวันนี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ เป็นต้นกล้าที่ดีและแข็งแรง แล้วเมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ พวกเขาจะเปลี่ยนจากผู้รับกลายเป็นผู้ให้ต่อไป อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่าวันนี้ประเทศไทยยังมีจำนวนอาสาสมัครน้อย และไม่มีได้มีเครือข่ายความร่วมมือที่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อมองถึงจำนวนเด็กทั้งหมดที่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา จึงพบว่าหลายพื้นที่ยังไม่มีความช่วยเหลือเข้าไปถึง พอเราทราบว่ามีโครงการอย่างนี้ เลยไม่รีรอที่จะร่วมเป็นอาสาสมัคร เพราะถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้แล้วจะหวังให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“ถ้าต่อยอดผลลัพธ์จากตัวโครงการไปประยุกต์ใช้ในปีการศึกษาต่อ ๆ ไปได้ นั่นเท่ากับสิ่งที่ร่วมกันทำครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้ว”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0ac00a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/04-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ณัฐ ณัฐสุดา กังวาฬ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ณัฐ ณัฐสุดา กังวาฬ </strong>นักศึกษาปี 4 สาขารัฐศาสตร์ คณะวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า ‘การแก้ปัญหาตรงจุด’ หรือตรงกับความต้องการของพื้นที่ จะช่วยให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาทุเลาลงได้ กลไกอาสาสมัครจึงมีความสำคัญมาก ในการลงพื้นที่สำรวจสอบถามความขาดแคลนและความต้องการ จากครูและนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยข้อมูลนั้นจะเป็นต้นทางของกระบวนการวิเคราะห์เพื่อหาวิธีการทำงานที่เหมาะสม&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&nbsp;<strong>“สำหรับทีมอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรามองว่าการเข้าไปช่วยเรื่องเสริมทักษะภาษาให้กับน้อง ๆ และช่วยคุณครูจัดหาจัดทำสื่อการสอนที่น่าสนใจ ทันสมัย และเพียงพอต่อความต้องการ คือการเริ่มงานที่ตรงจุด และสอดคล้องกับบริบทของหลายโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลของภาคเหนือ</strong> ทั้งนี้ภารกิจสำคัญคือเราต้องรู้ว่าน้อง ๆ นักเรียนควรจะเรียนรู้ หรือต้องการการเรียนรู้อย่างไรที่เหมาะกับบริบทของชีวิต และวางแผนทำงานให้เป็นไปในทิศทางนั้น</p>



<p>&nbsp;“อยากเห็นน้อง ๆ มีความสุขกับการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งเราเชื่อมั่นจริง ๆ ว่าทีมอาสาสมัครจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เราตัดสินใจมาทำงานอาสาสมัครด้านการศึกษา โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้อง ๆ ในพื้นที่ห่างไกลจากโอกาส สามารถเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ด้วยตัวเองและนำไปใช้ได้จริง ทั้งในการศึกษาต่อและการทำงาน”</p>



<p>ณัฐทิ้งท้ายเกี่ยวกับแผนการทำงานหลังจากนี้ว่า คณะอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้วางเป้าหมายการทำงานโดยแบ่งออกเป็น ระยะแรกคือคาดหวังให้น้อง ๆ เรียนรู้บนความสนุก มีทักษะวิชาการและทักษะด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนความคาดหวังระยะถัดไปคือ มุ่งให้ตัวคุณครูเป็นผู้ต่อยอดผลลัพธ์จากตัวโครงการ โดยสามารถนำเทคนิควิธีการและกระบวนการไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนในปีการศึกษาต่อ ๆ ไปได้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าโครงการนำร่องที่ร่วมกันทำในครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้ว</p>



<p><strong>และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างพลังจากเครือข่ายนักศึกษาอาสาสมัคร ที่จะลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานจริงในอนาคตอันใกล้ โดยผลจากภารกิจครั้งนี้จะสะท้อนกลับมาในรูปแบบใด จะมีความเปลี่ยนเปลงเกิดขึ้นและหยั่งราก-งอกงามในพื้นที่ใดบ้าง กสศ. จะเฝ้าติดตามและนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป&nbsp; </strong>&nbsp;</p>



<p><strong>อ่านข่าว : </strong><a href="https://www.eef.or.th/news-300325/" target="_blank" rel="noopener" title="">กสศ. ร่วมกับมูลนิธิวายไอวาย และ 5 มหาวิทยาลัย พัฒนากลไกอาสาสมัครในสถาบันการศึกษา ช่วยเสริมโอกาสนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090425/">“U-Volunteer for School” รวมพลังนักศึกษาอาสาสมัคร พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-70947/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Aug 2023 04:24:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพอนาคตการพลิกโฉมการศึกษาไทยเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70947</guid>

					<description><![CDATA[<p>8 สิงหาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70947/">กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>8 สิงหาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัดเสวนาวิชาการเรื่อง <strong>‘ภาพอนาคตการพลิกโฉมการศึกษาไทยเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน’</strong> ภายใต้การประชุมทางวิชาการ การวิจัยทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 17 โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong> และ <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ</strong> <strong>คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ดำเนินรายการโดย <strong>ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์</strong> จาก<strong>องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d2e7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/1-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ก่อนเริ่มเสวนาอย่างเป็นทางการ <strong>ดร.รังสรรค์</strong> ในฐานะผู้ดำเนินรายการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมฟังเสวนาได้แสดงความคิดเห็นต่อการวิจัยเพื่อการศึกษา โดยมีคำถามว่า <strong>“ท่านคิดว่าการวิจัยมีส่วนสำคัญในการทำให้นโยบายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีประสิทธิผลมากน้อยเพียงไร”</strong> กว่า 58.7 เปอร์เซ็นต์ของคำตอบ เห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง</p>



<p>คำถามที่สองคือ <strong>“จากประสบการณ์ของท่านนั้น อะไรถือเป็นอุปสรรคในงานด้านนโยบายการศึกษาในการนำข้อมูลงานวิจัยมาเป็นส่วนประกอบ”</strong> ซึ่งคำตอบค่อนข้างหลากหลาย แต่ตัวเลือก ‘การขาดงบประมาณที่จะสนับสนุนงานวิจัยใหม่ ๆ’ และ ‘ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และมีคุณภาพ’ เป็นตัวเลือกที่มีผู้เลือกมากที่สุดในจำนวนเท่า ๆ กัน </p>



<p>คำถามถัดมา <strong>“ท่านเห็นด้วยกับการที่นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายจะเอาผลการวิจัยเหล่านี้ไปบูรณาการกับการกำหนดนโยบายในเรื่องต่อไปนี้มากน้อยเพียงใด”</strong> โดยมีตัวเลือกทั้งหมด ได้แก่ ‘การจัดให้มีโต๊ะกลมผู้กำหนดนโยบายเสมอ ๆ และมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้’ ‘มีโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบาย’ ‘มีการสร้างช่องทางการสื่อสารอย่างชัดเจนระหว่างผู้วิจัยและผู้กำหนดนโยบาย’ ‘สร้างแรงจูงใจที่จะช่วยให้นักวิจัยจัดลำดับความสำคัญ’ ‘สร้างแรงจูงใจให้ผู้กำหนดนโยบายนำเอาการวิจัยมาใช้ในการตัดสินใจ’ ผลสำรวจส่วนใหญ่เลือกว่า ‘เห็นด้วยมากที่สุด’ ในทุกตัวเลือก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7d6f21"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ต่อมา <strong>“ท่านเห็นว่านักการศึกษา ผู้บริหาร จะสามารถมีส่วนในกระบวนการวิจัยและให้ข้อมูลเพื่อการกำหนดนโยบายการศึกษาในกระบวนการต่อไปนี้ได้มากน้อยเพียงไร”</strong> ซึ่งคนส่วนใหญ่ตอบว่า ‘มากที่สุด’ ในทุกตัวเลือกเช่นเดียวกัน ได้แก่ ‘มีส่วนร่วมในการวิจัยและในการสำรวจ’ ‘ให้ข้อมูลย้อนกลับและข้อเท็จจริงที่ทราบแก่ผู้วิจัย’ ‘เข้าไปมีส่วนร่วมในการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับนักวิจัย’ ‘รับเอาแนวคิดการสอนบนฐานงานวิจัย แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จ ตลอดจนกรณีศึกษา’ ‘มีส่วนร่วมในเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้’</p>



<p>คำถามสุดท้าย <strong>“ในความเห็นของท่าน เรื่องใดในการกำหนดนโยบายทางการศึกษาที่ต้องการวิจัยมากที่สุดในศตวรรษที่ 21 นี้”</strong> จากผลสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่เรื่อง ‘การออกแบบหลักสูตรและนวัตกรรม’ มาเป็นอันดับแรก 31.3 เปอร์เซ็นต์</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล </strong>กล่าวว่า จากผลสำรวจทำให้เห็นว่า ผู้ที่ร่วมตอบคำถามตระหนักและเห็นความสำคัญของการใช้งานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเป็นอย่างมาก ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ควรได้รับการสนับสนุนอย่างมีทิศทาง เพราะการกำหนดนโยบายจำเป็นต้องอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ลงทุนไปนั้นถูกทางแล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43e8d3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/4-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในบริบทของประเทศไทยมีงบประมาณค่อนข้างจำกัด และลงไปไม่ถึงในทุกภาคส่วน ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการสร้างพื้นที่หรือเวทีพูดคุยเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มิติเวลาของงานวิจัย มองอดีต ปัจจุบัน และอนาคต</strong></h2>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า เมื่อพูดถึงปัญหาในงานวิจัยของไทยคือ <strong>‘ปัญหาวันนี้ วิจัยวันหน้า’</strong> เมื่อวิจัยเสร็จ ปัญหาก็เปลี่ยนไปแล้ว และการวิจัยแต่ละแบบมีมิติที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในแง่ของมิติเวลา กล่าวคือ งานวิจัยนั้นจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่า 1) เป็นการมองอดีตเพื่อเอามาใช้ในปัจจุบัน 2) มองปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น และ 3) มองเพื่อกำหนดทิศทางในอนาคต ซึ่งทั้งสามรูปแบบมีบทบาทแตกต่างกัน หากงานวิจัยให้น้ำหนักกับอดีตมากเกินไปจะทำให้ลืมปัจจุบัน หากมองแค่ปัจจุบันก็จะไม่เรียนรู้ปัญหาในอดีต และหากไม่มองไปถึงอนาคตก็จะไม่สามารถเตรียมความพร้อมขององค์ความรู้ได้ ดังนั้นการสร้างสมดุลในการวิจัยโดยใช้เวลาเป็นตัวตั้งจึงเป็นส่วนสำคัญส่วนแรก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6bedf2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/5-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนที่สอง การสร้างกรอบความคิดเพื่อการทำวิจัยในหัวข้อต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติและการทดลองใช้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่งานวิจัยของไทยยังมีค่อนข้างน้อยคือ ‘research for saying goodbye’ เพื่อจะรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ควรเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก เช่น เรามีความจำเป็นให้เด็กต้องเรียนทั้งวันหรือไม่ ถ้ามีการพิสูจน์แล้วว่าการเรียนแค่ครึ่งวันได้ผล การทำวิจัยเป็นเหมือนการสะสมตะกอนความรู้ของแม่น้ำสายหนึ่ง ถ้าไม่รู้ว่าอะไรที่ควรทิ้ง วันหนึ่งแม่น้ำสายนี้ก็จะตื้นเขิน และงานวิจัยจะไม่เกิดการขับเคลื่อน</p>



<p>ในมุมมองของ <strong>ดร.ไกรยส</strong> เห็นว่าแนวโน้มที่ปฏิเสธไม่ได้ในระดับนานาชาติคือ การกำหนดนโยบายจำเป็นต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้เสียภาษีมั่นใจได้ว่า การทำนโยบายจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนโดยแท้จริง และมีการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอจะทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน</p>



<p>“การเลือกตั้งที่ผ่านมาสังเกตได้เลยว่ามีการใช้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเยอะมาก มีทีมงานวิชาการของพรรคการเมืองต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาหาเราเพื่อที่จะเอาข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ไปทำนโยบาย ต้องมีข้อมูลรองรับ ต้องมีผลการประเมินว่าใช้ได้จริง และอาจมีการทดลองนำร่องในบางพื้นที่ของประเทศไทย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e30a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/6-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังนั้นเมื่อกระบวนการกำหนดนโยบายมีแนวโน้มการใช้ข้อมูลการวิจัยที่มากขึ้น ภาควิชาการจะต้องก้าวขึ้นมาเพื่อนำเสนอหลักฐานหรืองานวิจัยด้านการศึกษา และผลักดันไปสู่การกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การสื่อสารข้อมูลเชิงประจักษ์ จากนักวิจัยถึงผู้กำหนดนโยบา</strong></h2>



<p></p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า เมื่อนักวิจัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยแล้ว ไม่เพียงต้องทำวิจัยให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึง ‘communication package’ เพื่อสื่อสารไปยังสังคมในวงกว้าง เช่น การขับเคลื่อนผ่านพลังชุมชนและสังคม ซึ่งจะต้องอาศัยยุทธศาสตร์ในการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ผ่านภาคประชาสังคม หน่วยงานของรัฐ หรือภาคธุรกิจ&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> กล่าวต่อในประเด็นเดียวกันว่า การสื่อสารงานวิจัยไปสู่การขับเคลื่อนนโยบาย จำเป็นต้องอาศัย ‘มืออาชีพ’ ในการทำงานสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลาย ในส่วนของการทำวิจัยร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติงานจริง สิ่งสำคัญคือต้องพูดคุยให้เข้าใจเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นการสื่อสารในระหว่างกระบวนการทำงาน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารกับคนแต่ละกลุ่มจะต้องมีวิธีในการย่อยข้อมูลงานวิจัยให้กระชับและสื่อสารออกไป ซึ่งเป็นทักษะที่อาจารย์และนักวิจัยควรได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกัน เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญให้ผู้กำหนดนโยบายตอบรับและสามารถนำไปใช้ต่อได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-638fb7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/7-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ <strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาในระดับโลกได้เปิดให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนรู้สึกว่าพวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตการศึกษาของตนเองผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งวิธีการสื่อสารจะต้องเหมาะสมกับคนแต่ละกลุ่มด้วย</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ในฐานะตัวแทนหน่วยงานที่ขับเคลื่อนประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มองว่าหัวใจหลักคือเด็ก เยาวชน คุณครู และโรงเรียน ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ กสศ. ใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นหลักฐานจากหน้างานจริง การทำงานของ กสศ. จะต้องทราบปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจึงจะกำหนดทิศทางการทำงานได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่านโยบายและงานวิจัยที่จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาไม่ใช่งานทางด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความร่วมมือกันระหว่างงานวิชาการด้านสุขภาพ จิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ เศรษฐศาสตร์ และงานวิชาการอีกหลากหลายด้าน</p>



<p>“เมื่อต้องสื่อสารพูดคุยกับกลุ่มผู้กำหนดนโยบายอย่างนักการเมืองหรือพรรคการเมืองต่าง ๆ เราจะเริ่มต้นด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ก่อน และพยายามศึกษาข้อมูลที่ลึกลงไปในระดับพื้นที่ เวลาไปสภาหรือต้องไปพูดคุยกับ สส. จากจังหวัดไหน เราก็จะเตรียมข้อมูลของจังหวัดนั้นไปให้เขาดูเพื่อให้เข้าใจบริบท” <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวถึงวิธีสื่อสารโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-72ea5d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/8-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> เล่าด้วยว่า ทุกครั้งที่ กสศ. ลงพื้นที่ก็จะนำเอาเรื่องราวสภาพปัญหา และแนวทางแก้ไขไปสื่อสารให้ผู้กำหนดนโยบายฟัง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา และนำข้อเสนอข้อมูลที่ตรงจุด หลังจากนั้นจะเป็นการหาแนวทางว่าจะร่วมมือกันอย่างไรได้บ้าง ต้องใช้งบประมาณเท่าไร ต้องมีเครื่องมืออะไร หน่วยงานไหนเกี่ยวข้องบ้าง จะสามารถบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้คือการนำงานวิชาการไปสู่การกำหนดนโยบายได้จริง&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่า กสศ. ลงทุนเรื่องข้อมูล และลงทุนกับการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ เพราะเมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้น คนในพื้นที่จะรู้ดีที่สุด ดังนั้นก่อนที่จะทำข้อเสนออะไรก็จะพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพื้นที่ก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจอย่างดีที่สุดเช่นเดียวกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b5587"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/9-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้างเครือข่ายการทำงาน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิด</strong></h2>



<p>ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนในระดับบัณฑิตศึกษา <strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล </strong>พบว่า งานวิจัยที่นิสิตนักศึกษาผลิตออกมาส่วนใหญ่มักไม่ถูกนำไปใช้ กลายเป็นงานวิจัยที่ถูกเก็บไว้บนหิ้ง ดังนั้นหากมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบก็จะช่วยให้นิสิตสามารถเป็นผู้ช่วยวิจัยและสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ได้มากขึ้น</p>



<p>เช่นเดียวกับ <strong>ดร.ไกรยส</strong> หยิบยกประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกับภาครัฐมาแบ่งปันในวงเสวนาว่า จุดสิ้นสุดของกระบวนการทำวิจัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำนโยบาย</p>



<p>“หลายครั้งที่เรามีผลงานวิจัยที่ดีมากและสามารถนำไปใช้ได้ แต่พอเริ่มไปคุยกับหน่วยงานรัฐบางแห่งก็อาจติดระเบียบข้อบังคับบางอย่าง หรือติดขัดด้านงบประมาณ ทำให้ยากที่จะผลักดันข้อเสนอจากงานวิจัยไปสู่การกำหนดนโยบาย” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd159d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/10-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวเสริมว่า กระบวนการผลักดันงานวิจัยสู่การกำหนดนโยบาย ต้องอาศัยทักษะสำคัญ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการงานวิจัย (research management) ซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานนี้ นอกจากจะช่วยให้นักวิจัยกำหนดโจทย์ได้ จะต้องช่วยให้นักวิจัยไปมีส่วนร่วมกับผู้กำหนดนโยบายตั้งแต่ต้น และ 2) การมีเครือข่าย (network) เพื่อหารือทำความเข้าใจและหาแนวทางผลักดันนโยบายการศึกษาโดยใช้งานวิจัยเป็นฐาน ซึ่งทักษะเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการเชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการกับผู้กำหนดนโยบายให้ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกันมากที่สุด</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อศึกษาปัญหาด้านการศึกษา และได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องนโยบายด้านการศึกษาต่าง ๆ เสมือนเป็นการหยอดเมล็ดพันธุ์ทางความคิดไว้ตามที่ต่าง ๆ ที่ควรจะเติบโตได้ ฉะนั้นการทำงานวิจัยที่สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนนโยบายไปพร้อม ๆ กัน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c0e848"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจัยสำคัญในการพลิกโฉมการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>ช่วงหนึ่งของการเสวนา มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้ร่วมฟังเสวนาเพิ่มเติมว่า <strong>“ในกรณีของประเทศไทย ปัจจัยสำคัญใดที่ควรจะพิจารณาเพื่อพลิกโฉมการศึกษา”</strong> ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าควรพิจารณาเรื่องของบุคลากร <strong>ดร.รังสรรค์ </strong>ผู้ดำเนินรายการกล่าวขยายความคำว่า ‘บุคลากร’ ว่าควรจะรวมไปถึงบุคลากรงานวิจัย เนื่องจากบุคลากรเหล่านั้นมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการองค์ความรู้ของงานวิจัยด้วยเช่นกัน</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ให้ความเห็นว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะพลิกโฉมการศึกษาได้คือ กระบวนการนโยบาย ซึ่งทุกฝ่ายเราต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ อีกประการหนึ่งคือการทำงานร่วมกับคนทุกระดับของกระบวนการทำนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนราษฎร หรือกระทั่งผู้กำหนดทิศทางงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นหากเข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางนโยบาย จะทำให้เข้าใจสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทั้งนี้ นโยบายการศึกษามีมูลค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงมาก หากทำงานร่วมกับกลไกเหล่านี้ได้ก็จะสามารถพลิกโฉมการศึกษาอย่างยั่งยืนได้&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> สะท้อนจากผลสำรวจจากผู้ร่วมฟังเสวนาว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องของ ‘คน’ ซึ่งหมายถึงคนทุกระดับ และผู้บริหารเองก็ควรมีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นประโยชน์ของการวิจัยในการขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่มีข้อมูลล้นหลาม แต่ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งจะต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์หรือบุคลากรในทุกระดับเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์มากขึ้น</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายยุคใหม่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ข้อมูลสนับสนุน (data ecosystem) 2) การเอาข้อมูลไปทำให้เกิดประโยชน์ (research ecosystem) 3) การขับเคลื่อนนโยบาย (policy ecosystem) และ 4) การนำไปปฏิบัติจริง (implementation ecosystem) ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูลค่อนข้างมาก แต่ยังขาดการต่อยอด จึงไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันเวลา และไม่เกิดการนำไปใช้ในทางปฏิบัติจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-221327"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวต่อว่า การออกนโยบายภายใต้กรอบความคิดว่า ‘ตอบสนองความต้องการของตลาด’ นักเศรษฐศาสตร์แรงงานกำลังเตือนว่าเป็นนโยบายที่ผิดอย่างมาก เพราะในอดีตประมาณ 50 ปีที่แล้ว ตลาดแรงงานจะค่อนข้างนิ่ง แต่ปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 5 ปี ตลาดแรงงานจึงไม่มีความแน่นอน อีกประการหนึ่งคือ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เป็นต้นมา ไทยเน้นการส่งออกเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราต้องหันมาพัฒนาคนให้มากขึ้นตามกลไกโลก</p>



<p>“การศึกษาเป็นสิ่งที่มีพลังมาก ถ้าพลาดนิดเดียวจะกลายเป็นลิ่มที่ตอกคนให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว ไม่มีความผิดพลาดใดร้ายแรงเท่าการจัดการศึกษาที่เหลื่อมล้ำอีกแล้ว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98e135"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> ย้ำถึงคีย์เวิร์ดสำคัญในการเสวนาครั้งนี้ คือ ‘IMPACT’ ตัวแรกคือ Information คือหลักฐานที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีเป้าหมายและมีความหมาย ซึ่งแม้เราจะมีข้อมูลมาก แต่ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบข้อมูลเหล่านั้นก็จะไม่มีความหมาย นำไปสู่ตัวที่สองคือ ‘Management’ หรือการจัดระเบียบข้อมูล ต่อมา ‘Partnership’ การมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังต้องมี ‘Assessment’ การประเมิน โดยใช้หลักฐานหรือข้อพิสูจน์เพื่อประเมินว่าอะไรดีและอะไรที่ไม่ควรทำ นอกจากนี้จะต้อง ‘Change’ อะไรที่เคยทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไป เพื่อที่จะนำไปสู่การ ‘Transfrom’ หรือการปฏิรูปอย่างยั่งยืน</p>



<p>สุดท้าย <strong>ดร.ไกรยส</strong> ฝากทิ้งท้ายว่า เราจำเป็นจะต้องมีการลงทุนกับโครงสร้างและระบบนิเวศการเรียนรู้ การเชื่อมโยงข้อมูลในระบบการศึกษาทุกวันนี้ยังต้องการการลงทุนอีกมาก ทั้งทางด้านไอที คน รวมถึงการเชื่อมโยงระบบ เพื่อให้เกิดการวิจัยที่มีคุณภาพ การสร้างเครือข่ายนักวิจัยทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวงต่าง ๆ ให้มีการเชื่อมโยงบูรณาการการทำงานได้ สิ่งเหล่านี้เป็นความก้าวหน้าด้านการลงทุนที่จะมีผลต่อไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5993ff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ในกระบวนการจัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัย มีการกำหนดตายตัวในกรอบ 12 เดือนเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับการทำงานวิจัย หากต้องการให้งานวิจัยมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อโจทย์ของนโยบายนั้น กระบวนการงบประมาณควรต้องปรับเปลี่ยน</p>



<p>ประเด็นสุดท้ายคือ การประเมินผล หลายครั้งที่นโยบายสาธารณะไม่ได้พ่วงไปกับการประเมินผล ซึ่งในอนาคตควรมีการกำหนดมาตรฐานการประเมินผลของโครงการต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อจะทำให้ไม่เกิดความผิดพลาดซ้ำกับที่ผ่านมา และจะทำให้การทำงานวิจัยพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นไป&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70947/">กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดคะแนนการอ่านเด็กชาติพันธุ์โครงการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ กสศ.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-200422-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Apr 2022 09:46:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[อศม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพูดอ่านเขียนไทย ส่งเสริมการทำงานครูอาสาสมัครการศึกษา (อศม.) - สื่อการเรียนรู้หลากหลาย]]></category>
		<category><![CDATA[สภากาชาดไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สพป.น่าน เขต 2]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54797</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดปฏิทินสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-200422-2/">เปิดคะแนนการอ่านเด็กชาติพันธุ์โครงการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ กสศ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เปิดปฏิทินสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ปี 2566 เดินหน้าสรรหาสุดยอดครูในระดับจังหวัด มิ.ย.-ต.ค. เปิดผลการพัฒนาการเรียนรู้เด็กเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร โครงการพูดอ่านเขียนไทย “ส่งเสริมการทำงานครูอาสาสมัครการศึกษา (อศม.) &#8211; สื่อการเรียนรู้หลากหลาย” ส่งผลเด็กเยาวชนชาติพันธุ์ผลคะแนนการอ่านสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2565 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม ทรงเป็นประธานการประชุมสามัญ ประจำปี 2564 คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์) ในการประชุมครั้งนี้มีวาระพิจารณาการให้ความเห็นชอบกระบวนการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ปี 2566 ในอาเซียนและติมอร์-เลสเต รวม 11 ประเทศ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-008adc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a1-1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยจะร่วมกันคัดเลือกครูสุดยอดครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษาประเทศละ 1 คน สำหรับการคัดเลือกในประเทศไทย ได้กำหนดคุณสมบัติที่สำคัญเพิ่มเติม คือ เป็นครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 15 ปี โดยจะมีการประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา ในเดือนเมษายน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในระดับจังหวัดระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมนี้</p>



<p>ในที่ประชุมได้นำเสนอผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าของของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีที่ผ่านมา อาทิ โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร  โครงการพูดอ่านเขียนไทย โรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ จ.น่าน และราชบุรี โดยความร่วมมือของสภากาชาดไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ สพป.น่าน เขต 2 </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d22629"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a3-1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีครูไม่ครบชั้น และประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย จึงออกแบบสื่อการเรียนรู้และวิธีการทำงานเพื่อให้ครูในโรงเรียนสามารถสอนภาษาไทยได้ดีขึ้น โดยการจัดทำสื่อการเรียนภาษาที่หลากหลายเน้นการใช้ในชีวิตประจำวัน และมีอาสาสมัครการศึกษาในพื้นที่ที่พูดภาษาถิ่นได้ทำงานร่วมกับครูประจำวิชาและครูที่เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลของการดำเนินงานพบว่า คะแนน NT ด้านภาษาไทย ดีขึ้นจาก 35.96 คะแนน ในปี 2562 เป็น 40.42 คะแนน ในปี 2563 และคะแนนการอ่าน จากเดิมที่ต่ำกว่าทุกสังกัด ในปี 2563 อยู่ที่ 74.34 คะแนน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ อยู่ที่ 73.02 คะแนน และรูปแบบอาสาสมัครการศึกษา (อศม.) จะมีการขยายผลออกไปในพื้นที่ 14 จังหวัด    </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-02a33e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a2-1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศ สปป.ลาว ด้านศิลปวัฒนธรรมในนครเวียงจันทน์ โครงการศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ โดยการอบรมทักษะในศตวรรษที่ 21 การเป็นผู้ประกอบการ ทักษะด้านการเงิน และจัดกระบวนการ Design Thinking พร้อมกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้ประกอบการภาคเอกชนร่วมเป็นที่ปรึกษา โดยมีครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศบรูไนดารุสซาลาม มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามเข้าร่วม และมีการศึกษาดูงานของครูและนักเรียน ณ สถานประกอบการ ธุรกิจสาขา รวมถึงการเสวนาออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานระหว่างครูใน 11 ประเทศ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-200422-2/">เปิดคะแนนการอ่านเด็กชาติพันธุ์โครงการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ กสศ.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากรคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-4-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Oct 2021 01:20:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[หลักประกันโอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เดชรัต สุขกำเนิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46958</guid>

					<description><![CDATA[<p>4+1 ขั้นตอนสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษายุคโควิด-19 - [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-4-1/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากรคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading">4+1 ขั้นตอนสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษายุคโควิด-19</h2>



<p>-ขั้นตอนสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เพื่อรับมือกับวิกฤตโรคระบาดที่เป็นตัวเร่งให้เด็กจำนวนหนึ่งหลุดจากระบบการศึกษา หนึ่ง ต้องเปิดโรงเรียนให้ได้เร็วที่สุด สอง ทบทวนการลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา สาม มีมาตรการสินเชื่อเพื่อการศึกษา&nbsp; สี่ สนับสนุนความช่วยเหลือพิเศษให้กับเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยง</p>



<p>-เปิดเรียนเร็วที่สุดอาจไม่ได้หมายถึงในทันที แต่ต้องมีแผนการชัดเจนและคำนึงถึงการเชื่อมโยงผู้เรียนกับการศึกษาเข้าหากันให้ได้ เนื่องจากการจัดการศึกษาในช่วงโควิด-19 ที่เป็นอยู่ มีสภาพที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ทำให้เด็กรู้สึกว่าห่างไปจากการศึกษา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-981058"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/3_ดร.เดชรัต-สุขกำเนิด-01-2-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-เด็กบางคนพอไม่ต้องมาโรงเรียน สถานะยิ่งไม่มีความแน่นอน พอประกอบเข้ากับปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว เขาก็คิดว่าถึงจะหลุดจากระบบการศึกษาไปก็ไม่ต่างกัน ดังนั้นการเปิดห้องเรียนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้บรรยากาศการเรียนรู้กลับมา อาจไม่ต้องเปิดเต็มเวลาทุกวันเหมือนเดิม แต่ควรจัดเวลาให้ผู้เรียนผู้สอนได้พบปะ ทบทวนปัญหาจากการเรียนทางไกลและได้ประเมินผลซึ่งหน้า</p>



<p>-จากนั้นต้องทบทวนเรื่องค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั้งหมด ว่ามีส่วนไหนที่ลดได้ ซึ่งอาจลดหรืองดเว้นไปในช่วงเทอมปลายของปีการศึกษานี้ ต่อเนื่องถึงต้นปีการศึกษาหน้า&nbsp;</p>



<p>-เด็กที่เจอผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19 แต่มีความประสงค์ที่จะศึกษาต่อ ต้องมีระบบสินเชื่อเพื่อการศึกษาที่ดอกเบี้ยต่ำ ใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ เป็นทางเลือกให้เขาได้มีหนทางเรียนต่อ ทั้งนี้อาจพิจารณายกเว้นการผ่อนชำระในช่วง 1-3 ปีแรก เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นในภายหลังจึงค่อยปรับมาตรการให้เหมาะสมตามลำดับ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1a149d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/3_ดร.เดชรัต-สุขกำเนิด-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-อีกกระบวนการหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือความช่วยเหลือพิเศษในรูปแบบของทุนการศึกษา แต่ในเมื่อสถานการณ์ทำให้มีเด็กเสี่ยงหลุดมากขึ้น จึงต้องเร่งสำรวจคัดกรองเด็กที่ไม่มีความพร้อมให้พบ แล้วหาทุนการศึกษาเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ให้เขายังมีกำลัง มีความหวังพอที่จะอยู่ในระบบการศึกษาต่อไปได้</p>



<p>-การให้ทุนการศึกษาควรมีกรอบพิเศษเพิ่มเติม สำหรับเด็กและเยาวชนที่สูญเสียพ่อแม่ผู้ปกครองไปในสถานการณ์โควิด-19 และมองถึงการให้ทุนระยะยาวที่มากกว่า 1 ปี หรือเพียงช่วงชั้นใดหนึ่ง แต่จะต้องสร้างระบบหรือเครือข่ายดูแลเด็กเยาวชนกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ ให้เด็กสามารถอยู่ในการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่เอื้อต่อการเติบโตต่อไปได้ โดยการมอบความช่วยเหลือพิเศษนี้ ควรพิจารณาจากสภาพความพร้อมในการเรียนหรือการใช้ชีวิตเป็นรายกรณีไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ปลดล็อกการ ‘ควบคุม’ จากระบบการศึกษาไทย</h2>



<p>-การกระจายอำนาจไปยังตัวผู้เรียน จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับโลกในปัจจุบันและอนาคต ด้วยพลวัตของยุคสมัย เด็กเยาวชนรุ่นใหม่จึงได้มีโอกาสรู้ เห็น ทดลอง และมีทางเลือกในการสร้างประสบการณ์ชีวิตที่เปิดกว้างมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการพื้นที่เรียนรู้ด้วยตนเองที่หลากหลายไม่จำกัด&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-06be68"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/3_ดร.เดชรัต-สุขกำเนิด-01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-คนรุ่นก่อนต้องอยู่ในห้องเรียน ด้วยเหตุผลว่าไม่ได้มีโลกอื่นรองรับมากนัก แต่วันนี้เราทำไม่ได้แล้วกับคนรุ่นใหม่ ที่เขาได้เห็นโลกที่เปิดกว้างมากกว่า</p>



<p>-ระบบการศึกษาบ้านเรายังมีลักษณะของการ ‘ควบคุม’ ห้องเรียนหรือผู้เรียนให้เป็นไปในทางเดียวกัน ด้วยเนื้อหาวิชาเรียนชุดเดียวกัน และในช่วงเวลาเดียวกัน จึงกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่ลงล็อก ระหว่างความต้องการเรียนรู้ของผู้เรียนกับวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาของผู้สอน ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นปัญหาต่อไปในระยะยาว</p>



<p>-การศึกษาไทยจำเป็นต้องปลดล็อกชุดความคิด ที่ว่านักเรียนชั้นเดียวกันต้องเรียนเหมือนกัน ทำการบ้านเหมือนกัน นี่คือการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์สำหรับคนรุ่นนี้และรุ่นถัดๆ ไปอีกแล้ว เราต้องเพิ่มช่องทางให้มีรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับชีวิตมากขึ้น เช่น โฮมสกูล หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านออนไลน์หรือกึ่งออนไลน์ในบางวิชา ให้เขาเลือกเนื้อหาการเรียนที่สนใจในเวลาที่ต้องการได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4901e5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/3_ดร.เดชรัต-สุขกำเนิด-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ตอนนี้เราจัดการศึกษาออนไลน์โดยย้ายห้องเรียนไปไว้บนจอ แล้วควบคุมเด็กไว้เหมือนเดิมในสิ่งที่ครูกำหนดให้ ทำให้ประโยชน์จริงๆ สูญหายไป เพราะระบบการเรียนออนไลน์ควรเปิดช่องให้แต่ละคนที่มีการเรียนรู้ต่างกัน&nbsp;</p>



<p>-บางวันคนหนึ่งพร้อม อีกคนไม่พร้อม บางวันเขามีเรื่องที่สนใจแวบเข้ามา อยากติดตามหาคำตอบ หรือบางวันอาจรู้สึกเฉื่อยเนือยอ่อนล้าไม่พร้อมเรียน เขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการได้ว่า จะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ แต่ตอนนี้เด็กไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนั้น เพราะเขาถูกควบคุมไว้ทุกชั่วโมงตามเวลาที่กำหนด ต้องเข้ามานั่งเรียนเวลาเดียวกันทั้งหมด นี่คือการควบคุมการเรียนรู้ ที่ไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนไปถึงเป้าหมายของตนเอง</p>



<p>-การปลดล็อกในเรื่องนี้ไม่ง่ายหรือทำได้ในเร็ววัน แต่เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมกันคิด เพื่อเดินหน้าไปสู่การจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับโลกปัจจุบัน ให้เป็นการเรียนรู้ที่สนุก ในเนื้อหาวิชาที่ชอบที่สนใจ&nbsp; การเรียนรู้แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นจริงได้ แน่นอนว่าในกระบวนการเปลี่ยนแปลง จะต้องมีความความวุ่นวายตามมา แต่ถ้าเราไม่ปลดล็อกวันนี้ การศึกษาในลักษณะควบคุมก็จะดำเนินต่อไป ซึ่งจะทบทวีปัญหาในวันข้างหน้าได้มากยิ่งกว่า</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-4-1/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากรคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤตโควิด-19 ในเด็ก ทุกนาทีคือ “ความหวัง” รายงานพิเศษจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-special-report-queen-sirikit-national-institute-of-child-health/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Aug 2021 14:32:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ขนิษฐา สิงห์ศรีโว]]></category>
		<category><![CDATA[นาเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.พิเศษ พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์]]></category>
		<category><![CDATA[กนกวรรณ ชำนิยันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ฝน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา]]></category>
		<category><![CDATA[แองกีร่า คาดีวี]]></category>
		<category><![CDATA[แอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45142</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-special-report-queen-sirikit-national-institute-of-child-health/">วิกฤตโควิด-19 ในเด็ก ทุกนาทีคือ “ความหวัง” รายงานพิเศษจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&nbsp; (ศบค.) ระบุว่า ประเทศไทยมียอดผู้ป่วยเด็ก (เด็กแรกเกิด-18 ปี) ติดเชื้อสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม &#8211; 31 สิงหาคม 2564 กว่า 134,329 คน ในพื้นที่ กทม. พบป่วยสะสม 29,276 คน ส่วนภูมิภาค 105,053 คน และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ</p>



<p>รอยแผลที่ไวรัสโควิด-19 ได้ฝากเอาไว้คือ “ผลกระทบ” ต่อทุกภาคส่วนโดยไม่มีข้อยกเว้น และเด็กคือกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลพิเศษ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b9ecfe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/06-พลังอาสา-กสศ-0.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>แม้จำนวนเตียงจะไม่เพียงพอกับยอดผู้ติดเชื้อ แต่ด้วยการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงอาสาสมัครที่พร้อมเข้ามาช่วยประสานความร่วมมือ ด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยหลายรายจึงหายเป็นปกติได้แม้รักษาตัวจากที่บ้าน ส่วนกลุ่มที่เคยเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นในการรักษาตัว&nbsp;</p>



<p><strong>สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี </strong>เป็นพื้นที่อีกแห่งที่ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา​ (กสศ.) เปิดรับคำปรึกษาแนะนำเคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเด็ก โดยภารกิจหลักคือติดตามอาการผู้ป่วย ส่งยา สิ่งของจำเป็น จนถึงวินิจฉัยและประสานโรงพยาบาลและศูนย์พักคอย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“เราคือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ ดังนั้นต้องเป็นที่พึ่งให้เด็กได้ในยามวิกฤต”</h2>



<p>พลังสำคัญ คือ แพทย์และเจ้าหน้าที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ซึ่งผลัดเวียนกันทำหน้าที่วินิจฉัย ส่งต่อเคสฉุกเฉิน ตลอดจนดูแลไปถึงเรื่องปัจจัยดำรงชีพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb4454"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/คุณหมอวารุณี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.พิเศษ พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์<br>แพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>รศ.พิเศษ พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ แพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</strong> กล่าวในฐานะที่ปรึกษาอาการโควิด-19 ในเด็กว่า ตั้งแต่ กสศ.ติดต่อให้ช่วยทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางวิชาการศูนย์พักคอยเด็กเกียกกาย ทำให้เห็นว่ามีเคสเด็กติดเชื้อตกค้างจำนวนมาก จึงเปิดพื้นที่ลงทะเบียนสำหรับผู้ป่วยผ่าน LINE Official Account เพื่อรับข้อมูลเคสจากทางบ้าน เป็นการขยายการดูแลออกไปให้ทั่วถึงที่สุด</p>



<p>“เราคือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ ดังนั้นต้องเป็นที่พึ่งให้เด็กได้ในยามวิกฤต”</p>



<p>“งานนี้เป็นโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่สำคัญ เราภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับผู้คนมากมาย ที่เข้ามาทำงานด้วยหัวใจ คนเหล่านี้มาจากหลายอาชีพ แต่พร้อมสละเวลา เรี่ยวแรง ปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยงเพื่อคนที่พวกเขาไม่รู้จัก แล้วเราเองเป็นหมอโรคติดเชื้อ ถ้าเราไม่ทำก็เท่ากับละเลยหน้าที่ของตัวเอง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df998e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/06-พลังอาสา-กสศ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>หน้าที่ของทีมแพทย์คือ​พิจารณา​ ลำดับความจำเป็นว่าเคสใดควรเข้ารับการรักษาก่อนหรือหลัง โดยบางกลุ่มอาจมีอาการไม่มาก​แต่ความเสี่ยงสูง เช่น​ ผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็กเล็กหรือมีโรคประจำตัว กลุ่มนี้ควรได้รับยาทันทีและต้องติดตามต่อเนื่อง หากเห็นว่ามีแนวโน้มอาการหนัก ก็ต้องประสานหาทางส่งต่อเข้าศูนย์พักคอยหรือโรงพยาบาล ส่วนเคสผู้ป่วยทั่วไปก็จะใช้วิธีติดตามอาการผ่านไลน์แชต ให้ยาและคำปรึกษาจนผู้ป่วยอาการดีขึ้น</p>



<p>“ในอีกมุมหนึ่ง ข้อมูลที่ส่งเข้ามาทำให้เห็นเคสจำนวนมาก นี่คือโอกาสให้เราเรียนรู้จนเกิดความชำนาญในการวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วแม่นยำยิ่งขึ้น พอเรามั่นใจว่าผู้ติดเชื้อรายไหนปล่อยกลับบ้านได้​ ไม่ต้องอยู่สังเกตอาการนาน ๆ เราจะมีพื้นที่รับเคสใหม่เข้ามา ส่วนผู้ป่วยที่รอคิวปรึกษาอาการจากทางบ้านก็เข้าถึงคำแนะนำในการรักษาและรับยาได้เร็วขึ้น”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“ความร่วมแรงร่วมใจจะช่วยให้เราอยู่รอดต่อไป”</h2>



<p>คุณหมอวารุณีเล่าว่าในช่วงเวลาหนึ่งเดือนกว่า มีเรื่องราวมากมายที่แสดงถึง ‘พลัง’ ความร่วมมือของอาสาสมัคร โดยเฉพาะในขั้นตอนการช่วยเหลือผู้ป่วยบางรายที่อาการอาจไม่หนักมาก แต่เมื่อต้องเป็นผู้ติดเชื้ออยู่คนเดียวที่บ้าน การได้รับความช่วยเหลือแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมเหมือนกับเขาได้รับความหวังในการต่อสู้ต่อไป</p>



<p>“ตัวอย่างเคสหนึ่งที่เจอคือผู้ป่วยชาวต่างด้าว ติดเชื้ออยู่คนเดียวมาแล้วสิบวัน โทรศัพท์ติดต่อมาที่ทีมงานเราโดยตรงว่าออกจากบ้านไม่ได้ ไม่มีอะไรกิน ไม่มียา ส่งข้อมูลผ่านไลน์ไม่ได้ ต้องโทรศัพท์อย่างเดียว เคสนี้พิเศษมาก เพราะเขาพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้ ไม่มีผลตรวจ ระบุที่อยู่ไม่ได้ด้วย เราจึงติดต่อผ่านไปยังกลุ่มเส้นด้าย ให้เขาเข้าไปรับผู้ป่วยถึงที่ หาที่ตรวจ RT-PCR (Polymerase chain reaction) แล้วรับเข้ามาทำการรักษา มันคือการประสานงานร่วมกับหลายฝ่าย เพื่อเข้าไปหาผู้ป่วยแล้วนำเขาออกมารักษาจนได้ โดยใช้เวลาแค่ไม่นานหลังจากรับเรื่อง แล้วพอเขาได้รับความช่วยเหลือ ขอบคุณ บอกว่าพวกเราทำให้เขาไม่รู้สึกว่าอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว เพียงเท่านี้เราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ทำงานต่อไปได้แล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0b1f73"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/06-พลังอาสา-กสศ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เหตุการณ์เช่นนี้มีความหมายกับเราเสมอ เพราะมันได้ฉายให้เห็นภาพความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ เรามี กสศ.ที่สนับสนุนงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ เป็นศูนย์กลางประสานอาสาสมัคร ที่หน้าที่ต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ที่สถาบันเรามีน้องจิตอาสามาช่วยรับส่งข้อความทางไลน์ 24 ชั่วโมง ซึ่งแบ่งเบางานของเจ้าหน้าที่ได้มาก เรามีเครือข่ายอาสาที่พร้อมรับเรื่องกรณีฉุกเฉิน พร้อมปฏิบัติหน้าที่ทันที เหล่านี้คือพลังอันเข้มแข็งที่ไม่เพียงทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แต่คนทำงานอย่างเราเองก็รู้สึกเช่นกันว่ามี ‘เพื่อน’ ที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา”</p>



<p>รศ.พิเศษ พญ.วารุณีกล่าวถึงความสำคัญของความ ‘ร่วมมือ’ ในเชิงเปรียบเทียบว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่อ่อนแอมาก ยิ่งมองไปที่เด็กเล็ก ๆ เราจะเห็นว่าลูกมนุษย์ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง ขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นสามารถลุกเดิน ออกบิน ว่ายน้ำ หรือดูแลตัวเองได้หลังเกิดมาเพียงไม่นาน&nbsp; และนี่คือเหตุผล หรือ ‘ความลับ’ ที่ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เพราะการที่สิ่งมีชีวิตแสนอ่อนแอจะเติบโตและพัฒนาการไปได้ เขาต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ ต้องอยู่กันเป็นชุมชน และมีสังคมขนาดใหญ่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4da6cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/06-พลังอาสา-กสศ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari) ผู้เขียนหนังสือ <em>เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ</em> <em>(Sepiens :&nbsp; A Brief History of Humankind)</em> กล่าวไว้ว่า ‘มนุษย์’ คือสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการร่วมมือร่วมใจกันได้แม้ไม่รู้จักกันมาก่อน เราสามารถให้คำแนะนำปรึกษาคนที่เพิ่งเคยคุยกัน หรืออาสาขับรถไปรับไปส่งลูกของคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนได้ เพื่อให้เขาเข้าถึงการรักษา มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะทำอย่างนี้ และสิ่งนี้เองที่ช่วยให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอด ความร่วมแรงร่วมใจจะช่วยให้พวกเราผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ไปด้วยกัน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">กสศ.สะท้อนให้เห็นว่า ‘สุขภาพที่ดี’ เท่ากับ ‘การศึกษาที่ดี’</h2>



<p>คุณหมออธิบายการทำงานร่วมกับ กสศ.ว่า We can’t educate children who are not healthy, And we can’t keep them healthy if they’re not educated.</p>



<p>“เรารู้สึกขอบคุณเมื่อได้เข้ามาร่วมงานกับ กสศ. ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้าใจว่าการศึกษากับสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน จากข้อความที่หยิบยกมาคือ เราไม่สามารถให้การศึกษาเด็กที่ไม่แข็งแรงได้ และในทางกลับกัน​ เราไม่สามารถทำให้เด็ก ๆ มีสุขภาพที่ดีได้ ถ้าเขาไม่ได้รับการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-010130"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/06-พลังอาสา-กสศ-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“นี่คือบทบาทของ กสศ.ที่พยายามเชื่อมโยงความช่วยเหลือทุกทางในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ทั้งสุขภาพของเด็กและการศึกษาได้รับการดูแลและเดินต่อไปได้พร้อม ๆ กัน เราจะเห็นว่า กสศ.ไม่ได้รวมกำลังอาสาสมัครขึ้นมาเพียงแค่ดูแลผู้ติดเชื้อ แต่กับเด็ก ๆ ที่ต้องกักตัวอยู่บ้านในเวลานี้ ก็ยังมีการมอบถุงการเรียนรู้ที่ช่วยให้พัฒนาการการเรียนรู้ดำเนินไปต่อได้ หรือการทำชุดความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 เบื้องต้นเผยแพร่ให้เขารู้จักป้องกันตัวเอง <strong>นี่คือหลักการที่ว่า​ ถ้าเราลงทุนด้านการศึกษา สุขภาพที่ดีจะตามมา เพราะถ้าเขามีความรู้ ดูแลตัวเองเป็น ยอดผู้ติดเชื้อก็จะลดลง หรือหากเขาติดเชื้อไปแล้ว ก็รู้วิธีปฏิบัติที่จะไม่กระจายเชื้อสู่คนอื่น ฉะนั้นการศึกษากับสุขภาพคือสิ่งที่แยกส่วนกันไม่ได้ ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ถ้าละเลยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราคงไม่มีทางไปถึงเป้าหมายในการพัฒนาประเทศได้”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เรื่องเล่าของอาสา กสศ.</h2>



<p>อาสา กสศ. กลุ่มนี้มีหน้าที่รับข้อความผ่านไลน์ COVID QSNACH (Line id : @080hcijL) ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เพื่อประสานงานช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเด็กร่วมกับแพทย์ประจำสถาบัน โดยแบ่งเวลาปฏิบัติงานเป็น 3 ช่วง 9.00-17.00 น. 17.00-01.00 น. และ 01.00-09.00 น.&nbsp;</p>



<p>ช่วงเช้าถึงเย็นจะมีเจ้าหน้าที่ประจำ 3 คน รับส่งข้อความ ส่งยา ประสานศูนย์พักคอยหรือโรงพยาบาลในการส่งตัวผู้ติดเชื้อ ช่วยจัดหาอาหาร ถุงยังชีพ ส่งถึงผู้ป่วยบางเคสที่รักษาตัวอยู่บ้าน ส่วนอีกสองช่วงเวลาจะมีเจ้าหน้าที่ประจำ 1 คน คอยให้คำปรึกษาแนะนำผู้ป่วยตามอาการ ทำบันทึกข้อมูล ส่งต่อกรณีฉุกเฉินให้อยู่ในความดูแลของแพทย์</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กนกวรรณ ชำนิยันต์ (ฝน) นักศึกษาชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา <br>อยาก ‘ทำ’ อะไรสักอย่าง เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น</strong></h4>



<p>“เราคิดว่าความหมายของคำว่า ‘อาสา’ คือทุกคนตั้งใจไว้แล้วว่าอยากเข้ามา ‘ทำ’ อะไรสักอย่าง เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น และจะ ‘ทำ’ อย่างเต็มที่จริง ๆ โดยไม่เลือกว่าคนที่ขอความช่วยเหลือคือใคร”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc287f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/คุณฝน-กนกวรรณ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">กนกวรรณ ชำนิยันต์ (ฝน) นักศึกษาชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</figcaption></figure></div></div></div>



<p>เธอนิยามความหมายของ ‘อาสาสมัคร’ จากมุมมองที่สัมผัสด้วยตัวเองตลอดเวลาหนึ่งเดือน</p>



<p>“มีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน หลายคนความช่วยเหลือเข้าไปหาเขาไม่ถึง บางคนเป็นเด็กอายุไม่กี่วันหรือแค่ไม่กี่เดือน ภาพพวกนั้นกระทบใจเรา คิดว่าถ้ามีทางไหนทำอะไรได้บ้าง​ เราจะทำ พอเพื่อนมาชวนทำงานอาสาสมัครเราจึงตกลงทันที รู้ว่างานที่ทำมีความเสี่ยง แต่เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะจะว่าไปตอนนี้ทุกคนต่างก็เสี่ยงด้วยกันทั้งหมด”</p>



<p>“พอรับรู้ข้อมูลจากหน้างาน ถึงรู้ว่าโควิด-19 ของจริงแย่กว่าที่เราคิดไว้อีก แต่ด้านหนึ่งก็ทำให้เราได้เห็นเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครคนอื่น​ ๆ ทำงานกันหนักมาก พวกเขาคือต้นแบบให้เราตั้งใจทำในส่วนของตัวเองอย่างสุดกำลัง ทำให้เชื่อว่าเราเลือกถูกที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่นี่ ต้องขอบคุณ กสศ.ที่เชื่อมโยงเราเข้ามาตรงนี้ และผลักดันการทำงานในส่วนต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเข้าถึงความช่วยเหลือทั่วถึงยิ่งขึ้น”</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แองกีร่า คาดีวี (แอง) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย <br>ถึงเตียงไม่พอรับ แต่เขาต้องเข้าถึง ‘สิทธิ์’ เยียวยาอาการ</strong></h4>



<p>อีกหนึ่งอาสาสมัครที่หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นในเร็ววัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9f0aa1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/คุณแอง-แองกีร่า.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แองกีร่า คาดีวี (แอง) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“เราต้องรับข้อความวันละสองสามร้อย ต้องอยู่กับความรู้สึกเครียดกังวลของพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้เด็ก ๆ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่อย่างที่ทุกคนรู้ว่าตอนนี้จำนวนเตียงในโรงพยาบาลต่าง ๆ แทบเต็มหมดแล้ว สิ่งที่เราทำได้คือพยายามสื่อสารและจัดการ ส่งข้อมูลสำคัญให้คุณหมอ ช่วยปรึกษาดูแลเคสไม่หนักมาก ทำเรื่องส่งยา ถ้าเราทำตรงนี้ได้แม่นยำก็จะช่วยผู้ติดเชื้อที่อยู่ทางบ้านได้มากขึ้น”</p>



<p>“ถ้าเราปล่อยให้คุณหมอตอบข้อความด้วยตัวเองทั้งหมด เคสจะไปช้ามาก บางข้อความขอความช่วยเหลือจะถูกทิ้งค้าง คนที่รอก็ต้องรอต่อไปโดยไม่รู้ต้องทำยังไง นี่คือสิ่งที่เราพยายามเรียนรู้ แล้วเป็นสิ่งที่เราเห็นจากการทำงานของเจ้าหน้าที่อาสาทุกคน &nbsp; ว่าเขาต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้ความช่วยเหลือทำได้เร็วและสะดวกขึ้น”</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ขนิษฐา สิงห์ศรีโว (นาเดีย) นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ <br>คำปรึกษาทางไกลช่วยคลายความกังวลให้ผู้ป่วยและครอบครัว</strong></h4>



<p>นาเดียเล่าว่าตัดสินใจทำงานอาสาสมัครเพราะเคยผ่านประสบการณ์ที่ทั้งบ้านติดเชื้อโควิด-19 พร้อมกัน แล้วได้รับความช่วยเหลือจนพ้นจากช่วงเวลานั้นมาได้ จึงอยากขอเป็นส่วนหนึ่งในการลงมือ‘ทำ’ เพื่อช่วยผู้คนให้มีหวังและกำลังใจ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c4eb53"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/คุณนาเดีย-ขนิษฐา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ขนิษฐา สิงห์ศรีโว (นาเดีย) นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยตัวเอง มองว่าการให้คำแนะนำว่าเขาควรทำอย่างไรเมื่อคนในครอบครัวเป็นผู้ติดเชื้อ&nbsp; อธิบายให้ฟังได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นมีความน่ากังวลมากน้อยแค่ไหน เราแน่ใจว่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ของน้อง ๆ คลายกังวลและมีสภาพจิตใจดีขึ้นได้</p>



<p>“เคสส่วนใหญ่ที่เจออาการไม่หนักมาก แต่สถานการณ์แวดล้อมค่อนข้างน่าเป็นห่วง เช่น​ เด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้​ แต่ต้องอยู่กันลำพัง เราต้องสื่อสารกับพี่เลี้ยงผ่านข้อความ แนะนำวิธีดูแลตัวเอง ดูแลเด็ก ส่งยาที่จำเป็นให้ หรือคนสูงอายุที่ติดเชื้อต้องอยู่บ้านคนเดียว เคสเหล่านี้เขาไม่ได้ต้องการเตียง แต่เราต้องคอยติดตามให้ความช่วยเหลือเขาใกล้ชิดตลอด ดูแลกันจนกว่าจะหายเป็นปกติ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-special-report-queen-sirikit-national-institute-of-child-health/">วิกฤตโควิด-19 ในเด็ก ทุกนาทีคือ “ความหวัง” รายงานพิเศษจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/25050-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 07:59:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ความล้มเหลวและความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[วปส.]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยประชากรและสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[เดชรัตน์ สุขกำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Glabal Database on Intergenerational Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Intergenerational Privilege]]></category>
		<category><![CDATA[นณริฏ พศลยบุตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=15861</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเหลื่อมล้ำที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25050-2/">สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ความเหลื่อมล้ำที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย จากรายงาน</span><b>สุขภาพคนไทย ปี 2563</b><span style="font-weight: 400;"> ในหัวข้อ </span><b>“สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ความล้มเหลวและความสำเร็จ”</b><span style="font-weight: 400;">  ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.)​ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้มีการสะท้อนปัญหาเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ​ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาในรายงาน​ดังกล่าวระบุว่า แม้คุณภาพการศึกษาไทยไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด บุคลากรทางการศึกษาที่มีความสามารถและสถาบันที่เพียบพร้อมที่จะให้การฝึกอบรมและให้ความรู้แก่เยาวชนมีอยู่จำนวนไม่น้อย เพียงแต่ ทรัพยากรที่ดี ๆ กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่และมีเพียงคนบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นประเด็นใหญ่ที่การปฏิรูปการศึกษาทุกยุคทุกสมัยพยายามแก้ไข  แม้จะดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร</span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-15867" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic.jpg" alt="" width="1527" height="1289" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic.jpg 1527w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-300x253.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-1024x864.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-768x648.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-750x633.jpg 750w" sizes="(max-width: 1527px) 100vw, 1527px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพิจารณา </span><b>“อัตราการเข้าเรียนสุทธิ”</b><span style="font-weight: 400;"> ของประเทศไทย ในระดับชั้นประถมที่อยู่ที่ร้อยละ 87 นับตั้งแต่  พ.ศ. 2558 และขยับขึ้นเป็นร้อยละ 88 ในปี 2560  ส่วนระดับมัธยมต้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 67-68 มาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2560 เช่นเดียวกับระดับมัธยมปลายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55-57 ตลอดช่วงเวลาเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ถือว่ายังคืบหน้าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับปลายทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดอัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้ร้อยละ 90 สะท้อนให้เห็นว่ามีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกหล่นออกไปจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร โดยแบ่งเป็น 10 กลุ่ม เท่าๆ กัน เรียงตามลำดับรายได้ตั้งแต่กลุ่ม 10% แรกที่มีรายได้น้อยที่สุด ไปจนถึงกลุ่ม 10% ที่มีรายได้มากที่สุด ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มที่หลุดออกไปจากระบบการศึกษาในแต่ละระดับ เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้งในระดับอนุบาลช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาของผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้สูงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังไม่มากนัก โดยผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุดมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิ 86-87 % ส่วนผู้ที่มีรายได้ 10% ที่รวยที่สุดที่อัตราการเข้าเรียน 91-92%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ช่องว่างดังกล่าวจะสูงขึ้นในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ดังจะเห็นว่าในระดับมัธยมต้น ผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุด มีอัตราการเข้าเรียนสุทธิประมาณ 64-64% ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีอัตราเข้าเรียน 81%  ส่วนระดับมัธยมปลายรวม ปวช. ผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุด มีอัตราเข้าเรียนสุทธิ 42-50 % ในขณะที่ผู้มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิ 72-78%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และยิ่งมีความต่างกันมากขึ้นเมื่อถึงระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถและฐานะความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเพียง  3-4 %ของ ผู้มีรายได้ 10% ที่จนที่สุด​ที่สามารถผลักดันตัวเองให้เข้าถึงระดับปริญญาตรี หรือ ปวส. ได้ ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีโอกาส 58-63%</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-15865" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info.jpg" alt="" width="864" height="1318" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-197x300.jpg 197w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-671x1024.jpg 671w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-768x1172.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-750x1144.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้ง เมื่อพิจารณาไปยังประชากรระดับรายได้  50% ล่างสุด ของสังคมไทย มีคนที่เข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี และ ปวส. ได้เพียง 48-51% เท่านั้น</span></p>
<p><b>อ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด</b><span style="font-weight: 400;"> จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เชื่อมโยงระหว่างความความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ ความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นในสังคมไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Glabal Database on Intergenerational Mobility ของธนาคารโลก สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่จะตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นและยิ่งทำให้ช่องว่างทางสังคมยิ่งกว้างสะสมขึ้น  โดยในรายงานพยากรณ์ไว้ว่า  2 ใน 3 ของคนที่มีระดับฐานะครึ่งล่างของสังคมไทย เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะยังคงอยู่ครึ่งล่างเช่นเดิม</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สำหรับกลุ่มเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีรายได้สูงสุด 25 % แรก จะมีโอกาสหลุดร่วงลงไปสู่ระดับฐานะครึ่งล่างของสังคมเพียง  20 % เท่านั้น  แต่ อีก 48% จะมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่มีรายได้ในระดับ 25% แรกเหมือนเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มนี้ธนาคารโลกเรียกว่า Intergenerational Privilege หรือ กลุ่มที่สืบทอดอภิสิทธิข้ามรุ่น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มผู้มีรายได้จะไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีกว่า เข้าถึงหลักสูตรการฝึกอบรม รวมทั้งโอกาสต่าง ๆ  ในชีวิตประจำวันที่ทำให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีกว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า</span></p>
<p><b>นณริฏ พศลยบุตร</b><span style="font-weight: 400;"> จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  วิเคราะห์ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย พบว่าความแตกต่างด้านสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่อธิบายความเหลื่อมล้ำมากที่สุด  และความแตกต่างของความพร้อม รวมถึงค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวที่มีฐานะยิ่งมีความพร้อมที่จะทุ่มทุนติดอาวุธทางปัญญาเพื่อให้ลูกเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีความพร้อมอยู่ในแวดวงเครือข่ายเพื่อนร่วมชั้นที่มีระดับฐานะใกล้เคียงกัน และครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ ยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้งานที่มีรายได้สูง และมีโอกาสพบรักและสร้างครอบครัวกับคนที่อยู่ในฐานะระดับเดียวกัน  กลายเป็น Intergenerational Privilege ดังที่ธนาคารโลกวิเคราะห์ไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนทั้งสิ้น 30,525 แห่ง ครึ่งหนึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก (มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน)​ ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท และเป็นที่เล่าเรียนของเด็กไทยชั้นอนุบาลถึง ม.6  กว่า 3.2 ล้านคน ซึ่งเมื่อเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทำให้ได้รับการการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างน้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผู้ปกครองต้องรับสภาพให้ได้ว่านี่คือระดับคุณภาพที่รัฐสามารถจะให้ได้ และแม้ว่ารัฐจะช่วยเรื่องค่าเล่าเรียนแต่อุปกรณ์การเรียนอื่นๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนนับวันจะแพงขึ้น และอาจจะต้องใช้เงินไม่น้อยไปกว่าหรืออาจมากกว่าค่าเล่าเรียนด้วยซ้ำ  การฝ่าฟันให้เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ท้าทายพ่อแม่ในครอบครัวที่มีฐานะอยู่ระดับฐานพีระมิดของสังคมไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยไม่คิดฝันที่จะให้ลูกได้เรียนไปไกลกว่านั้น และจบลงด้วยการเรียนอะไรที่จบเร็ว แล้วรีบช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน นักเรียนกลุ่มนี้ซึ่งยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญอยู่แล้วก็ยิ่งได้รับการเตรียมความพร้อมทางสติปัญญาน้อยลงไปและเป็นผู้ด้อยโอกาสข้ามรุ่น (Intergenerational Underprivileged) และยิ่งนานวันจะยิ่งลืมตาอ้าปากได้ช้าลงเมื่อเทียบกับคนที่มีฐานะดีกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25050-2/">สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
