<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 Jul 2025 08:19:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ.–ดย.–ม.อุบลฯ และภาคีเครือข่าย ผนึกความร่วมมือพัฒนาสถานรองรับต้นแบบสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-180725/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 07:51:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[กรมกิจการเด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิปัญญากัลป์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาเขตปัตตานี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาสถานรองรับต้นแบบและระบบส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อก้าวข้ามความยากจนหลายมิติของเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=95114</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-180725/">กสศ.–ดย.–ม.อุบลฯ และภาคีเครือข่าย ผนึกความร่วมมือพัฒนาสถานรองรับต้นแบบสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และมูลนิธิปัญญากัลป์ <strong>เปิดตัวโครงการพัฒนาสถานรองรับต้นแบบและระบบส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อก้าวข้ามความยากจนหลายมิติของเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง</strong> โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยยกระดับให้ผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนมีศักยภาพสูงขึ้น ในสถานรองรับต้นแบบ 6 แห่ง ประกอบด้วย สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านราชสีมา สถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรี สถานสงเคราะห์เด็กปัตตานี สถานสงเคราะห์เด็กชายยะลา สถานคุ้มครองสวัสติภาพเด็กขอนแก่น และสถานสงเคราะห์เยาวชนมูลนิธิมหาราช กรุงเทพฯ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-93.jpeg" alt="" class="wp-image-95122" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-93.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-93-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-93-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-93-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-93-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">อภิญญา ชมภูมาศ</figcaption></figure></div>


<p><strong>นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน</strong> เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางราว 5,000 คน พักอาศัยอยู่ในสถานรองรับภายใต้การดูแลของกรมฯ 31 แห่งทั่วประเทศ เด็กเยาวชนเหล่านี้เผชิญกับปัญหาหลากหลาย ทั้งจากครอบครัว การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และประสบการณ์ชีวิตที่มีบาดแผลทางจิตใจ&nbsp;</p>



<p>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยกำหนดนโยบาย “5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร” เป็นหมุดหมายสำคัญในการส่งเสริมผลักดันการพัฒนาคน ด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก และ 5 มาตรการสำคัญ หนึ่งในนั้น คือ การเพิ่มคุณภาพและผลิตภาพของเด็กและเยาวชน จึงร่วมขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ในการดูแลเด็กรายบุคคลอย่างมีคุณภาพ</p>



<p>“ปี 2567 ไทยมีอัตราการเกิดของประชากรต่ำกว่า 500,000 คน เป็นตัวเลขที่ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี สะท้อนถึงภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องมองร่วมกันวันนี้ จึงเป็นการทำให้เด็กเยาวชนทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ โดยใช้องค์ความรู้ ความเข้าใจ และนำการศึกษาเข้ามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-94.jpeg" alt="" class="wp-image-95124" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-94.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-94-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-94-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-94-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-94-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div>


<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปัจจุบัน ต้องอาศัยการบูรณาการจากหลากหลายศาสตร์และหลายหน่วยงาน เพราะ “ความยากจน” ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องกับหลายมิติที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบ</p>



<p>“การดูแลเด็กในสถานรองรับไม่ใช่เรื่องระยะสั้น เพราะต้องอยู่กับเด็กตั้งแต่วัยปฐมวัยจนถึงวัยทำงาน ซึ่งกินระยะเวลาเป็นสิบปี ดังนั้น การพัฒนาเจ้าหน้าที่ หรือ ‘พี่เลี้ยง’ ให้มีความสามารถรอบด้าน และการออกแบบระบบสนับสนุนรายกรณีอย่างเหมาะสม จึงเป็นหัวใจของงานนี้”</p>



<p>ดร.ไกรยส ยังระบุว่า เด็กในสถานรองรับ 5,000 คน คิดเป็นราว 1% ของประชากรเกิดใหม่ในแต่ละปี ตัวเลขนี้ยังไม่รวมเด็กกลุ่มอื่น ๆ ที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษา ซึ่งนับเป็นโจทย์เชิงประชากรศาสตร์ที่ท้าทาย และต้องการการวางรากฐานด้วยแนวทางที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมครบมิติ ความร่วมมือครั้งนี้ จึงเป็นความหวังของการยกระดับสถานรองรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ให้เกิดโมเดลการทำงานที่จะขยายผลไปยังสถานรองรับทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<p>“กสศ. พร้อมสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ การวิจัย และการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อให้สังคมเห็นว่าการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนนั้นต้องอาศัยต้นทุนหลายด้าน ไม่ใช่เพียงเงินหรือทรัพยากรเท่านั้น แต่รวมถึงความเข้าใจ และความเชื่อมั่นว่า เด็กกลุ่มเปราะบางหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ก็สามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-95.jpeg" alt="" class="wp-image-95125" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-95.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-95-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-95-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-95-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-95-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">รศ.ดร.สุรศักดิ์ คำคง</figcaption></figure></div>


<p><strong>รศ.ดร.สุรศักดิ์ คำคง คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</strong> กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนด้านวิชาการเพื่อพัฒนาสถานรองรับต้นแบบ 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.พัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานรองรับให้มีความพร้อม 2.ออกแบบหลักสูตรและวิธีการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและทักษะอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานรองรับ&nbsp; 3.พัฒนาระบบสนับสนุนแบบองค์รวม โดยจัดตั้ง “ทีมสหอาสา” ในระดับจังหวัดและตำบล และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานศึกษา หน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรชุมชน ในการส่งเสริมศักยภาพเด็กและเยาวชนในการเรียนรู้หรือฝึกทักษะอาชีพ &nbsp;</p>



<p>“โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในการบูรณาการองค์ความรู้กับการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-96.jpeg" alt="" class="wp-image-95126" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-96.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-96-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-96-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-96-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/image-96-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>โครงการพัฒนาสถานรองรับต้นแบบและระบบส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อก้าวข้ามความยากจนหลายมิติของเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง กำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานทั้งสิ้น 3 ปี เพื่อยกระดับให้ผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนมีศักยภาพสูงขึ้น สำหรับการพัฒนาและสนับสนุนเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะตามความสามารถ รวมถึงเกิดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในระดับจังหวัด และนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับระบบการคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาที่เกิดประสิทธิภาพในการสร้างระบบพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืนต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-180725/">กสศ.–ดย.–ม.อุบลฯ และภาคีเครือข่าย ผนึกความร่วมมือพัฒนาสถานรองรับต้นแบบสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อครูไทยต้อง “เปลี่ยนใหม่”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-change-thai-teachers-160122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Jan 2022 04:39:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ครูไทยเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50555</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-change-thai-teachers-160122/">เมื่อครูไทยต้อง “เปลี่ยนใหม่”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) หรือ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” ของ กสศ. &nbsp;มีเป้าหมายเพื่อให้โรงเรียนขนาดกลางจำนวน 290 แห่ง ใน 36 จังหวัดสามารถพัฒนาตนเองทั้งระบบ (Whole School Approach) ด้านการบริหารจัดการโรงเรียนและด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ หรืออาจารย์ไพโรจน์ หัวหน้าโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> มองว่าโรงเรียนพัฒนาตนเองคือโรงเรียนที่ครูสามารถสอนให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองได้&nbsp;</p>



<p>“ครูดีเปลี่ยนแปลงลูกศิษย์ได้ แต่ว่าครูดีเหล่านั้นก็มีขอบเขตการทำงานที่จำกัด ด้วยภารกิจที่ไม่ได้สอดคล้องนโยบาย ยากอยู่นะ สมมติว่าโรงเรียนตั้งเป้าว่าจะไปแบบนี้ พัฒนาการศึกษาโดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง แต่ครูจะพัฒนาระบบช่วยเหลือนักเรียนขึ้นมาให้ดี พาเด็กให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง&nbsp; แค่นี้ก็ขัดแย้งกันแล้ว ครูดีช่วยได้ แต่ถ้าระบบไม่เอื้อ ก็หมดครูดีโดยปริยาย&nbsp; การแก้ปัญหาที่แท้จริงก็ต้องพัฒนาเชิงระบบให้ได้”</p>



<p>ยิ่งสถานการณ์โควิดที่ทำให้ “ความยาก” ปรากฏตัวอยู่ทุกหัวระแหงของการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง ครูไทยต้องเปลี่ยนใหม่อย่างไร แล้วประเทศไทยจะยังมีความหวังอยู่อีกไหม </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-611e3e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในบทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้ รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์&nbsp; ผู้ซึ่งเป็น “ครูของครู” ได้เผยคำตอบที่อาจจะเป็นทางออกบางส่วนไว้</p>



<p>เชิญเลื่อนอ่านกันได้เลย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ก้าวย่างของการเป็นโค้ชโรงเรียนพัฒนาตนเอง</h2>



<p>ผมเป็นหัวหน้าโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง&nbsp; (TSQP) เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เราร่วมมือกับ กสศ.​ช่วยดูแลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองในภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงมาจนถึงจังหวัดนราธิวาส ทำมาได้ 2 รุ่นแล้ว มีประมาณ 80 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องยอมรับว่าระหว่างทางมีโรงเรียนจำนวนหนึ่งถอนตัวออกไปเช่นกัน&nbsp; เนื่องจากมีความเข้าใจที่แตกต่างกันในประเด็นเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ&nbsp;</p>



<p><strong>ตอนนี้หลายๆ ส่วนก็ยังมองภาพไม่เหมือนกันว่า การศึกษาที่มีคุณภาพและทันสมัยควรจะมีหน้าตาอย่างไร ครูและโรงเรียนควรจัดการการเรียนการสอนแบบไหน ซึ่งการสอนแบบใหม่ที่เป็นเชิงรุก ครูต้องใช้เวลาในการออกแบบการสอน มันเป็นการเตรียมตัวใหม่ ฉีกไปจากการยืนสอนหน้าห้องแบบเดิม การปรับเปลี่ยนเชิงรุกนี้ ช่วงแรกครูและโรงเรียนจะเหนื่อย เพราะต้องออกแบบการสอนใหม่และต้องคุยกันมากขึ้น</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ความยากในการเป็นโค้ช</h2>



<p>การที่จะชวนครูมาพัฒนาการสอนในรูปแบบเชิงรุกที่เรากำหนดไว้ อยากจะให้โรงเรียนเกิดการสอนแบบ Active Learning นี่คือความยาก โดยปกติคุณครูจะคิดว่าตัวเองสามารถสอน Active learning ได้ คือสอนตามรูปแบบตายตัว <strong>แต่ความหมายของ Active Learning ที่แท้จริงก็คือครูต้องไม่สอน แต่ต้องตั้งคำถามให้เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองและสรุปความรู้ได้</strong></p>



<p>ครูยังเข้าใจว่าการจัดกิจกรรมให้เด็กทำ แล้วเด็กสรุปว่าได้ทำอะไรบ้างเป็น Active Learning ในความหมายของครูแล้ว ซึ่งการสอนแบบเดิมเหล่านี้ ทำให้เด็กยังไม่เกิดความคิดด้วยตัวเอง ไม่สามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตัวเอง พูดให้ง่ายคือไม่เข้าใจว่าแบบไหนคือ ‘ของแท้’ กับ ‘ของเทียม’  ซึ่งถ้าคนติดของเทียมไปแล้ว การที่เราจะทำให้เขาหันมาใช้ของแท้มันก็จะยากเรื่องนี้เป็นความยากลำบากของพวกเรา ในการสร้างครูพัฒนาตัวเอง เพื่อสอนแบบ Active Learning</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b58c9c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ หัวหน้าโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง<br>เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">Active Learning ที่แท้คืออะไร</h2>



<p><strong>โดยหลักการของ Active Learning ก็คือ เด็กต้องเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เด็กสามารถตั้งคำถามแล้วก็ปฏิบัติ จากนั้นสรุปความรู้จากการปฏิบัติด้วยตัวเอง</strong> เราเจอว่าครูที่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ได้จริงๆ มีจำนวนไม่มาก นี่คือสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เลยทำให้คะแนน PISA ของไทยลดลงๆ ขณะที่มาเลเซียเพิ่มขึ้นๆ ทำไมคะแนน O-net ไม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยซะที ทำไมเรามีปัญหาตลอด นั่นเพราะกระบวนการสอนของครู ยังไม่ได้วางอย่างถูกทิศทาง ถูกหลักการ</p>



<p>เราใช้กระบวนการให้เด็กเลือกสิ่งที่สนใจเรียนรู้มาหนึ่งประเด็น แม้ความสนใจ ความต้องการของแต่ละคนไม่ตรงกัน เราก็กำหนดเงื่อนไขว่าควรจะเป็นประเด็นเดียวกัน  นักเรียนทุกคนจะได้สื่อสารกันได้ ทุกคนก็จะมีความหมายต่อกัน  ประชาธิปไตยในห้องเรียนจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเคารพความคิดของคนอื่น  แต่ละคนมีเหตุผลที่จะเลือก แล้วเราจะตกลงกันอย่างไร กระบวนการแบบนี้ถูกฝึกกันอยู่ในห้องเรียน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เมื่อครูไทยต้อง “เปลี่ยนใหม่”</h2>



<p>ครูดีเปลี่ยนแปลงลูกศิษย์ได้ แต่ว่าครูดีเหล่านั้นก็มีขอบเขตการทำงานที่จำกัด ด้วยภารกิจที่ไม่ได้สอดคล้องนโยบาย ยากอยู่นะ สมมติว่าโรงเรียนตั้งเป้าว่าจะไปแบบนี้ พัฒนาการศึกษาโดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง แต่ครูจะพัฒนาระบบช่วยเหลือนักเรียนขึ้นมาให้ดี พาเด็กให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง  แค่นี้ก็ขัดแย้งกันแล้ว ครูดีช่วยได้ แต่ถ้าระบบไม่เอื้อ ก็หมดครูดีโดยปริยาย  การแก้ปัญหาที่แท้จริงก็ต้องพัฒนาเชิงระบบให้ได้<strong>  </strong></p>



<p><strong>การพัฒนาเชิงระบบต้องพัฒนาที่วิธีการคิดและตัดสินใจ  โดยใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ความสามารถเช่นนี้คือความสามารถของนักวิจัย ฉะนั้นถ้าเราฝึกความสามารถแบบนี้ขึ้นมาได้ โรงเรียนก็จะพัฒนาขึ้น</strong> สามารถที่จะรู้ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ และมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นของตัวเอง จึงจะไปได้ ตอนนี้หาน้อยมากที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง  ต้องรอคำสั่งจากสังกัด แล้วก็ด้วยวิธีการแบบนี้ทำให้เขาไม่คิดด้วยตัวเอง เขาก็รออย่างเดียว เพราะการทำตามคนอื่นว่ามันง่ายและไม่มีความผิด นี่คือจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในสังคม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">โมเดลตัวอย่างจากโรงเรียนต่างๆ</h2>



<p>ก็มีหลายโมเดล เช่น ที่จังหวัดสตูลใช้โมเดลโครงงานฐานวิจัยในโรงเรียนนำร่อง ยกโรงเรียนนำร่องมาสิบโรงเรียนแล้วขยายออกไปในแต่ละปี ที่สามจังหวัดภาคใต้ก็ให้แต่ละโรงเรียนเสนอว่ามีนวัตกรรมอะไรบ้าง ที่จะใช้ขับเคลื่อนให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ต่างโรงเรียนก็เสนอกันไป บางที่ใช้วิธีการคิดเชิงระบบ โดยพัฒนาจากส่วนบนลงล่าง แต่ละโรงเรียนมีนวัตกรรมอะไรก็เอามาแชร์กัน เรียนรู้ร่วมกัน</p>



<p>หลังจากสถานการณ์โควิดแล้ว  คุณภาพการศึกษาที่เราต้องการให้เกิดขึ้น คือการที่เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ และต้องเรียนทางออนไลน์ได้ด้วย เพราะตอนหลังพิสูจน์แล้วว่า เด็กสามารถพัฒนาบางทักษะได้ง่ายทางออนไลน์ โดยเฉพาะทักษะการสื่อสารที่พัฒนาได้เร็วมากทางออนไลน์เมื่อเทียบกับการสอนในห้องเรียน เช่น การที่เด็กสามารถสื่อสารผ่านคลิป  ซึ่งทักษะการสื่อสารมีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของเขา ถ้าทักษะนี้ดี กระบวนการเรียนรู้ของเด็กก็จะเร็ว</p>



<p>เราไม่คิดว่าจะยกห้องเรียนทั้งหมดไปอยู่บนออนไลน์  เพราะถ้าทำแบบนั้นก็ล้มเหลวหมด  ต้องพัฒนาการสอนเชิงรุกขึ้นมา แล้วก็บูรณาการสาระ คือใช้กิจกรรมง่ายๆ ให้เด็กทำ เช่น ทำอาหาร ทำไปแล้วสามารถมีความรู้ตามตัวชี้วัดของสาระตามหลักสูตร หลังจากนั้นเราก็เชื่อมต่อไปที่โครงงานเพื่อฝึกทักษะขั้นสูง พอถึงจุดนึงถ้ายังมีเวลา เราก็พานักเรียนเข้าไปสู่การสร้างอาชีพใหม่จากความรู้ที่เรียนมา ก็ปรากฏว่านักเรียนบางคนสามารถสร้างอาชีพทางออนไลน์ขึ้นมาได้  เรียกว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่กินได้ ทำให้นักเรียนมีรายได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2cf0ff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">คติในการเป็นครู</h2>



<p>ทำประโยชน์เพื่อคนอื่นก่อน  ผมได้อิทธิพลมาจากมหาวิทยาลัยที่ว่า “กิจของผู้อื่นเป็นที่หนึ่ง”  เราคิดว่าจะทำประโยชน์ให้กับการศึกษา ผมเป็นครูมาตั้งแต่ปี 2529 ก็สามสิบกว่าปีแล้ว ช่วงโควิดเป็นโอกาสของการเรียนรู้ใหม่  เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลาและก็ต้องปรับตัว</p>



<p>ผมว่าการเรียนการสอนหลังยุคโควิดเปลี่ยนโฉมไปมาก การจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่รัฐพยายามคุมไว้ว่าเปิดโรงเรียนให้ได้เท่านั้นคือความคิดเก่าที่ทรงอำนาจ ถ้าปรับสักนิด ประเทศไทยจะไปได้ไกล สมัยหนึ่งที่รัฐบาลพยายามเอาแท็บเล็ตให้นักเรียนใช้ ดีมากเลยนะ แต่ไม่มีกิจกรรมมันเลยไร้ผล จังหวะนี้อยากใช้จริงๆ  ก็ไม่มีแท็บเล็ตแล้ว การศึกษาบ้านเราเลยไม่ประสบความสำเร็จสักที จังหวะนี้ถ้ารัฐบาลทุ่มเงินให้แท็บเล็ตแก่คนที่ยากจน แล้วลองดูว่าคนยากจนจะมีการเรียนรู้ที่เทียบเท่าคนรวยหรือไม่ ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก นักเรียนได้ประโยชน์</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">บทสะท้อนความสำเร็จของโรงเรียนพัฒนาตนเอง</h2>



<p>เพิ่งคุยกับทีมประเมิน เขาบอกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนสูงขึ้น เห็นรายละเอียดของเด็กมากขึ้น มองไปถึงวิธีการพัฒนาเด็กรายบุคคลได้ ส่วนตัวนักเรียนก็มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา ตอบได้เกือบทุกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในงานของเขา ในสิ่งที่เขาทำ และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับครู</p>



<p>เราให้ครูวิเคราะห์ SWOT นักเรียนรายบุคคล หลังจากนั้นจึงสร้างคอนเซ็ปต์ของการดูนักเรียน พอครูหยิบนักเรียนที่มีปัญหามาวิเคราะห์แบบนี้ ครูก็เริ่มเห็น เริ่มสังเกต และมีจุดจ้องมองเด็กแต่ละคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca9229"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ในมุมมองของผม การศึกษาที่มุ่งเน้นแต่ตัวความรู้อย่างเดียว แต่ไม่ได้มุ่งไปที่การเติมมิติการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ  ไม่สามารถพานักเรียนเข้าสู่มิติของการใคร่ครวญตัวเองได้  ทำให้การศึกษายังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ คือการสร้างสันติหรือความสุขแก่สังคม</strong></p>



<p>ดังนั้นในสังคมยุคนี้ ถ้าเราไม่เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของเด็กให้ชัดเจน เราก็จะใช้แนวคิดของเราไปจัดการปัญหา  ถ้าประเทศไทยไม่ปลุกชุมชนขึ้นมาเป็นเจ้าของการศึกษา ก็ยากเหมือนกันที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพสูงขึ้นด้วยการคิดจากด้านบนอย่างเดียว  ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์โควิด ต้องปล่อยให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยตนเอง</p>



<p>ปัญหาปัจจุบันซับซ้อนมากกว่าที่จะคิดแล้วแก้ปัญหาได้เลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็มีประสบการณ์ว่า เราพยายามที่จะโอนลงไปที่ อปท. หรืออะไรแล้วก็ยังไม่ได้ผล เพราะว่าเราลืมเติมความสามารถในการคิดและตัดสินใจ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงพยายามถ่ายทอดกระบวนการคิดขั้นสูงให้กับโรงเรียน ด้วยการถ่ายทอดแบบนี้ ก็จะเห็นว่าโรงเรียนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผมมองว่าโครงงานฐานวิจัยน่าจะเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่พัฒนาระบบการคิดได้ง่ายกว่ายุทธศาสตร์อื่น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-change-thai-teachers-160122/">เมื่อครูไทยต้อง “เปลี่ยนใหม่”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เฟ้นหานักศึกษา ‘ครูรักษ์ถิ่น’ ด้วยภาษาและความเข้าใจพหุวัฒนธรรม ผสานความร่วมมือจากชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teacher-01-03-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Mar 2021 01:00:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 2]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฮามีด๊ะ มูสอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=27496</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากโครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้าง  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teacher-01-03-21/">เฟ้นหานักศึกษา ‘ครูรักษ์ถิ่น’ ด้วยภาษาและความเข้าใจพหุวัฒนธรรม ผสานความร่วมมือจากชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">จาก<strong>โครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</strong> ที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้าง ‘ครู’ รุ่นใหม่ที่เป็นผลผลิตของชุมชน โดยผ่านกระบวนการบ่มเพาะจากสถาบันในพื้นที่ร่วมกับชุมชน ให้ได้ ‘ครูนักพัฒนา’ ที่ไม่เพียงมีความสามารถในด้านการศึกษา หากยังต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งแตกฉานในถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อเป็นกำลังสำคัญร่วมกับผู้นำชุมชนในการยกระดับท้องถิ่นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และด้วยความต้องการครูที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับพื้นที่ ทำให้ความเข้มข้นของการค้นหาครูรักษ์ถิ่นเริ่มขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการลงพื้นที่ค้นหาน้องๆ ซึ่งนับเป็นแนวคิดใหม่ของการสร้างครู ที่สถาบันการศึกษาได้เข้ามามีบทบาทในการคัดเลือกน้อง&nbsp; ที่มีผลการเรียนและความประพฤติดี ขาดแคลนทุนทรัพย์ และที่สำคัญคือมี ‘แวว’ ความเป็นครูที่โดดเด่น เพื่อให้ได้คนที่ ‘ใช่’ มาผ่านการเจียระไนโดยสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านการบ่มเพาะครูชั้นนำของประเทศในลำดับถัดไป</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27509" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/ภาษานำทาง-สื่อสาร-009.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางด้าน<strong>มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี)</strong> หนึ่งในกำลังสำคัญของการสร้างครูรักษ์ถิ่นในแถบภาคใต้ตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอชายขอบของจังหวัดสงขลา กับโควตาดูแลน้องๆ <strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 2</strong> ในสาขาประถมศึกษาจำนวน 31 คน ได้มีการออกแบบกระบวนการค้นหาและการสร้างครูรักษ์ถิ่นโดยใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตมาเป็นโจทย์สำคัญ ด้วยเชื่อมั่นว่าน้องๆ ครูรุ่นใหม่กลุ่มนี้ จะสามารถเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ในด้านพหุวัฒนธรรมได้จริงในอนาคต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>พัฒนาหลักสูตรรองรับโรงเรียนขนาดเล็กในลักษณะพื้นที่ที่แตกต่างกัน</h3>
<p><figure id="attachment_27503" aria-describedby="caption-attachment-27503" style="width: 451px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-27503 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/1-2.jpg" alt="" width="451" height="669"><figcaption id="caption-attachment-27503" class="wp-caption-text">ผศ.ยุพดี ยศวริศกุล ผู้รับผิดชอบโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มอ.ปัตตานี</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ผศ.ยุพดี ยศวริศกุล ผู้รับผิดชอบโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มอ.ปัตตานี</strong> อธิบายว่า สาขาวิชาการประถมศึกษาของ มอ.ปัตตานี เป็นสาขาที่ได้รับการการันตีบรรจุเป็นข้าราชการครู 100% และมีผู้เข้าสอบแข่งขันมากที่สุดทุกปี ซึ่งยืนยันได้ถึงมาตรฐานการผลิตครูคุณภาพที่พร้อมทำงานในทุกภูมิภาค</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่การเกิดขึ้นของโครงการครูรักษ์ถิ่น โดย กสศ. ทำให้สถาบันมองเห็นช่องทางในการผลิตครูอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาด้านการศึกษาที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาท้องถิ่น คือต้อง</span><b>เป็นผลผลิตจากชุมชน ร่วมบ่มเพาะพัฒนาศักยภาพโดยชุมชน และจะกลับไปเป็นครูผู้มีบทบาทสำคัญในชุมชน</b><span style="font-weight: 400;"> ดังนั้น มอ.ปัตตานี จึงออกแบบหลักสูตรเฉพาะเพื่อรองรับนักศึกษากลุ่มนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จากประสบการณ์ 23 ปีในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งที่แตกต่างด้วยลักษณะของชุมชน เมื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ครูเป็นผู้ผลิตครู เราจึงนำความรู้ความเข้าใจมาช่วยพัฒนาหลักสูตร อย่างแรกคือเราต้องรู้ว่าพื้นที่นั้นๆ ต้องการครูแบบไหน ซึ่งสำหรับครูที่จบจากเอกประถมศึกษา เขาจะมีคุณสมบัติเหมาะกับโรงเรียนขนาดเล็กมากที่สุด เนื่องจากสอนได้ทั้ง 8 สาระวิชา ตรงนี้เรานำมาบูรณาการให้เป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สามารถสอนแบบเรียนรวมชั้น คละชั้น โดยเฉพาะวิชาจัดการเรียนการสอนทั่วไปและเฉพาะสาขาวิชา วิชาการศึกษาพิเศษ และต้องมีวิชาพหุวัฒนธรรมศึกษา เพราะพื้นที่เรามีความเฉพาะตัวเรื่องความหลากหลายของวัฒนธรรมที่ชัดเจน”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ภูมิปัญญาท้องถิ่นคือแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมช่วยพัฒนาชุมชน</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27504" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/ภาษานำทาง-สื่อสาร-010.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการครูรักษ์ถิ่น มอ.ปัตตานี กล่าวต่อไปว่า ชุมชนจะต้องเข้ามีบทบาทในกระบวนการสร้างครูรักษ์ถิ่นร่วมกับมหาวิทยาลัย เนื่องจากนักศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้ทุกรายละเอียดของสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เขาจะกลับไปเป็นครู โดยเฉพาะเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้น จะต้องมีวิชาศึกษาบริบทในท้องถิ่นของตนแล้วทำเป็นงานวิจัยขนาดย่อม บอกเล่าความต้องการของท้องถิ่น แนวทางการพัฒนา โดยศึกษาและทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา 4 ปีการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><b>สิ่งที่ได้มาจากนักศึกษา 31 คน จะกลายเป็นโมเดล 31 แบบ ที่จะใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักศึกษาครูรักษ์ถิ่นในแถบพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ของเรามีความซับซ้อน ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนต่อการทำความเข้าใจ</b><span style="font-weight: 400;"> ด้วยหลากหลายวัฒนธรรมที่มีความต่าง ตรงนี้มหาวิทยาลัยและครูรักษ์ถิ่น จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้าใจ หรือคิดค้นนวัตกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่แต่ละแห่งได้” ผศ.ยุพดี ยศวริศกุล กล่าว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ใช้ภาษาถิ่นและความเข้าใจวัฒนธรรม ผสานความร่วมมือจากท้องถิ่น</h3>
<p><figure id="attachment_27505" aria-describedby="caption-attachment-27505" style="width: 451px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-27505 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/2-2.jpg" alt="" width="451" height="669"><figcaption id="caption-attachment-27505" class="wp-caption-text">ดร.ฮามีด๊ะ มูสอ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มอ.ปัตตานี</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ดร.ฮามีด๊ะ มูสอ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มอ.ปัตตานี</strong> หนึ่งในผู้มีบทบาทร่วมลงพื้นที่คัดกรองนักศึกษาครูรักษ์ถิ่น ระบุว่า </span><b>“ภาษาและความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น คือกระบวนการหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงความร่วมมือจากชุมชน”</b><span style="font-weight: 400;"> โดยทีมค้นหา มีการออกแบบวิธีการจากอาจารย์หลายท่านที่มีความเข้าใจด้านภาษา ศาสนา และสภาพสังคมที่หลากหลาย มีการวิเคราะห์พื้นที่ เก็บข้อมูล โดยเฉพาะความละเอียดอ่อนด้านความเชื่อทางศาสนา ก่อนลงพื้นที่จริง ทั้งนี้อาศัยความร่วมมือจากผู้นำชุมชนเป็นหลัก เน้นสร้างเครือข่ายที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แม้เป็นพื้นที่ที่เราคุ้นเคย ด้วยเติบโตมาในสังคมมุสลิม เข้าใจบริบทภายในทั้งการดำรงชีวิตและวัฒนธรรม แต่ก็จำเป็นยิ่งที่ต้องใช้ความร่วมมือจากพื้นที่ในการอำนวยความสะดวก และช่วยสื่อสารเป้าหมายของโครงการให้คนในชุมชนเข้าใจตรงกัน สิ่งหนึ่งที่ทีมค้นหาน้องๆ ต้องทราบร่วมกันคือแม้เป็นตำบลเดียวกันแต่ก็จะมีพื้นที่ที่เป็นชุมชนมุสลิม 100% หรือก็มีที่เป็นพุทธ 100% อยู่ด้วยกัน การติดต่อสื่อสารชุมชนเราก็ต้องเข้าใจบริบทให้ถ่องแท้ก่อน</span></p>
<p><b>สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือเราใช้ภาษามลายูถิ่น(ยาวี) อันเป็นภาษาที่คนในพื้นที่คุ้นเคยในการพูดคุย และใช้ความจริงใจสื่อสาร ให้เขารู้ว่างานที่จะทำร่วมกันคือการพัฒนาคนในชุมชนจริงๆ เป็นการทำงานระยะยาวที่ส่งผลต่อยอดในหลายระดับ ตั้งแต่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์และมีใจรักความเป็นครูได้ศึกษาต่อ จนถึงปลายทางที่เขาจะกลับมาพัฒนาชุมชน</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเราต้องให้ความมั่นใจกับเขาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ด้วยปัญหาที่ซับซ้อนในพื้นที่แถบนี้ ความปลอดภัยคือสิ่งที่ชุมชนจะคำนึงถึงเป็นลำดับแรก เขาจะมีกรอบการมองคนนอกที่เข้ามาว่ามีจุดประสงค์ใด ตรงนี้</span><b>การใช้ภาษาถิ่นช่วยสื่อสารความเข้าใจได้มาก โดยเฉพาะการพูดคุยกับครอบครัวของน้องๆ เราเห็นได้เลยว่าเขาจะมีการตอบสนองที่ดีเมื่อเราใช้ภาษาที่เขาคุ้นเคย มันทำให้เขาเห็นภาพโครงการชัดเจน และพร้อมร่วมมือกับเราต่อไป นี่คือส่วนสำคัญมาก เพราะการสร้างครูที่จะเป็นนักพัฒนาชุมชน จำเป็นต้องได้รับโอกาสจากครอบครัวและชุมชนของเขา</b><span style="font-weight: 400;"> รวมถึงต้องมีการดูแลร่วมกันโดยมีผู้นำชุมชนเป็นพลังเสริมให้ครูกลุ่มนี้ทำงานได้จริง” ดร.ฮามีด๊ะ มูสอ กล่าว&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสไปกับ</strong><br />
<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br />
<a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br />
<strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br />
<strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br />
<strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teacher-01-03-21/">เฟ้นหานักศึกษา ‘ครูรักษ์ถิ่น’ ด้วยภาษาและความเข้าใจพหุวัฒนธรรม ผสานความร่วมมือจากชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใช้ PLC ออนไลน์ร่วมระดมความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ฝ่าวิกฤต COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp-14-02-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2021 01:00:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[PLC]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[SQP]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ TSQP ม.สงขลานครินทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=27116</guid>

					<description><![CDATA[<p>การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-14-02-21/">ใช้ PLC ออนไลน์ร่วมระดมความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ฝ่าวิกฤต COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้การศึกษาไม่อาจทำได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในภาวะที่สถานการณ์คลี่คลายลงเป็นบางช่วง การจัดการเรียนการสอนก็ยังไม่สามารถทำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้หลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำเป็นต้องมองหาวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผล ขณะที่วิกฤตทำท่าว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> 1 ใน 5 หน่วยวิชาการ ซึ่งร่วมมือกับ <strong>กสศ.</strong> ในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (<strong>TSQP</strong>) ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการนำเครื่องมือสื่อสารมาใช้กับโรงเรียนพื้นที่เป้าหมาย โดยมีหลักการสำคัญคือแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และระดมความคิดผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนที่เผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27123" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/เชื่อมโยงออนไลน์-แชร์ประสบการณ์-ระดมความรู้_banner-1.jpg" alt="" width="864" height="575"></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์</strong> </span><span style="font-weight: 400;">ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะทำงาน TSQP หน่วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ใช้<strong>การประชุม PLC (Professional Learning Community)</strong>&nbsp; ออนไลน์ หรือ ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’ เป็นช่องทางถ่ายทอดความรู้และช่วยแก้ปัญหา พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ระหว่างกัน ทั้งจากทีมโค้ช เพื่อนครู และผู้บริหารสถานศึกษา ตามแนวทางการพัฒนาที่จะสร้าง ครูผู้กล้าคิดกล้าทำซึ่งเปี่ยมด้วยทักษะการแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยมองว่าในพื้นที่บริบทที่แตกต่าง วิธีการเดิมๆ ที่รอให้ผู้รู้คิดสร้างการพัฒนาแก้ปัญหาแบบวิธีเดียวกระจายไปยังทุกพื้นที่ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เต็มที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น นับตั้งแต่เกิดวิกฤต COVID-19 เมื่อต้นปี 2563 การเปิดห้องเรียน PLC ออนไลน์ จึงได้รับการผลักดันให้มีความสำคัญยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายจะมาช่วยกันเสนอประเด็น สนทนาสื่อสาร บอกเล่าปัญหาหน้างานสู่กันฟัง จากนั้นทีมโค้ชจะวิเคราะห์ปัญหา เสนอวิธีการที่โรงเรียนจะนำไปปรับใช้เพื่อให้การเรียนการสอนเดินต่อไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“<strong>ศูนย์ TSQP ม.สงขลานครินทร์</strong> เราพยายามให้ครูยืนได้ด้วยตัวเอง เพราะปัจจัยแวดล้อมหรือปัญหาของแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เขาต้องได้รับเต็มที่คือความรู้ความเข้าใจและทักษะแก้ปัญหา ที่เกิดจากการเรียนรู้ การอบรม เพื่อที่เขาจะดึงประสบการณ์ออกมาใช้ได้ตรงหน้างาน โดยมีทีมโค้ชยังคอยเป็นพี่เลี้ยงติดตามให้คำแนะนำผ่านระบบออนไลน์ ก่อนหน้านี้ที่ทำมาเราเห็นแล้วว่าวิธีการนี้ได้ผลดี พอมาถึงช่วงสถานการณ์ COVID-19 เราจึงมองว่า PLC ออนไลน์จะยิ่งมีประโยชน์มากขึ้น”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ปรับวิธีการตามความเหมาะสมของพื้นที่</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27121" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/เชื่อมโยงออนไลน์-แชร์ประสบการณ์-ระดมความรู้_Photo-05.jpg" alt="" width="864" height="575"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนจะไปถึงวิธีแก้ปัญหา จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคลี่สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ออกมาให้เห็นชัดก่อน แล้วจึงไปสู่ขั้นตอนว่าจะเดินต่อไปในทิศทางใด ซึ่งการแลกเปลี่ยนมุมมองจะช่วยให้เราพบวิธีการที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต้องไม่ลืมว่าไม่ใช่แค่แต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกัน หรือผู้บริหารสถานศึกษาออกแบบนโยบายบนพื้นฐานความจำเป็นที่ไม่เหมือนกัน แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยังมีเรื่องของการบังคับใช้กฎต่างๆ ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงหมู่บ้านที่ต่างกันไปอีก คือมันมีปัญหาหลายรูปแบบที่เรามองว่าการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วจะแก้ปัญหาทั้งหมดมันทำไม่ได้ แต่ถ้าเราขยายภาพเล็กให้ทุกฝ่ายเรียนรู้เข้าใจภาพรวมไปพร้อมกัน แล้วร่วมถกมุมมองกันว่าจะแก้ปัญหาหนึ่งๆ อย่างไร หนทางเป็นไปได้ก็มีมากกว่า</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27124" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/เชื่อมโยงออนไลน์-แชร์ประสบการณ์-ระดมความรู้_Photo-04.jpg" alt="" width="864" height="575"></p>
<p><b>“โดยปกติเราจะทำ PLC ออนไลน์ประมาณ 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง ทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และแยกเป็นกลุ่มย่อยตามช่วงชั้น รวมถึงที่ซอยเป็นกลุ่มย่อยลงไปอีกเมื่อได้ประเด็นปัญหาหรือมีโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือในลักษณะใกล้เคียงกัน</b><span style="font-weight: 400;"> บางโรงเรียนเขาเห็นความเชื่อมโยงของปัญหา เสนอมาว่าอยาก PLC ระหว่างโรงเรียนหนึ่งกับอีกโรงเรียนหนึ่งเป็นการเฉพาะก็มี&nbsp; </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนในการแก้ปัญหาหรือจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับพื้นที่ หมายถึงพื้นที่ไหนที่บริบทเอื้อต่อการเรียนออนไลน์ได้เราก็ทำ หรือบางพื้นที่เด็กอยู่บ้าน ไม่พร้อมด้านเครื่องมือสื่อสารหรือโทรทัศน์ เราก็ใช้วิธีให้ครูส่งมอบใบงาน การบ้าน แล้วติดตามผล อย่างไรก็ตามแผนการย่อมต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ นั่นหมายถึงการประชุมออนไลน์แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างโรงเรียนต่างๆ จะช่วยให้แต่ละโรงเรียนพร้อมปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการได้ตลอดเวลา”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ผู้ปกครอง ต้องเป็น ‘ผู้ช่วยครู’ คนสำคัญ ในวันที่สถานการณ์ยังทอดยาวต่อไป</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27122" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/เชื่อมโยงออนไลน์-แชร์ประสบการณ์-ระดมความรู้_Photo-07.jpg" alt="" width="864" height="575"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ไพโรจน์ ชี้ว่า เราอยู่ในช่วงเวลาวิกฤตที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกัน เพื่อผ่านพ้นข้อจำกัดต่างๆ ไปให้ได้ โดยเฉพาะในหน่วยย่อยที่เล็กกว่าโรงเรียนลงไป คือ ‘ครอบครัว’ ซึ่งจากประสบการณ์การล็อคดาวน์ในช่วงปี 2563 ทำให้เห็นว่าแต่ละครอบครัวมีปัญหาไม่เหมือนกัน มีความพร้อมไม่เท่ากัน การจะจัดการศึกษาวิธีใดวิธีหนึ่งให้มีประสิทธิภาพ จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ปกครองคอยช่วยเหลือ แนะนำ และเอาใจใส่เด็กๆ เสมือนเป็นผู้ช่วยครูจากที่บ้านได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ครอบครัวในพื้นที่ห่างไกลส่วนใหญ่ ผู้ปกครองยังไม่สามารถช่วยจัดการเรียนรู้ให้เด็กได้ ด้วยข้อจำกัดต่างๆ อาทิพ่อแม่เด็กไม่มีเวลามากพอ บางบ้านเด็กอยู่กับปู่ย่าตายายซึ่งไม่สามารถทำความเข้าใจเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ แล้วในสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ทุกครอบครัวมีความเครียด การประสานงานหรือส่งงานจากโรงเรียนให้เด็กทำที่บ้านจึงต้องวางแผนกันอย่างดี ไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระผู้ปกครองมากเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างไรก็ตาม หากเราต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปก็จำเป็นต้องสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้ปกครองด้วย ให้เขาเข้าใจว่าเมื่อโรงเรียนต้องปิด การเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กๆ จะลดลงอย่างชัดเจน ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองคือคนสำคัญที่จะช่วยครูดูแลให้เด็กๆ เรียนรู้ตรงตามจุดประสงค์ได้ เขาต้องเข้าใจว่า</span><b>แม้เราจะสร้างเครื่องมือที่ช่วยเรื่องการเรียนรู้เด็กได้เป็นอย่างดี แต่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครอง การเรียนรู้นั้นก็ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยกันทำให้เกิดขึ้นให้ได้ จนกว่าจะสามารถจัดการศึกษาได้เป็นปกติ” รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ ให้ข้อแนะนำทิ้งท้าย </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสไปกับ</strong><br />
<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br />
<a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br />
<strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br />
<strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br />
<strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-14-02-21/">ใช้ PLC ออนไลน์ร่วมระดมความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ฝ่าวิกฤต COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“โครงงานฐานวิจัย” สร้างความเสมอภาคในห้องเรียน ไม่ทิ้งใครไว้หลังห้อง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/qualityclassroom-26-10-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Oct 2020 08:37:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ห้องเรียนความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[สตูล]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียนคุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงงานฐานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านปากบาง]]></category>
		<category><![CDATA[Science Technology Engineering and Mathematics Education]]></category>
		<category><![CDATA[STEM Education]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณิศา สามารถ]]></category>
		<category><![CDATA[After Action Review]]></category>
		<category><![CDATA[AAR]]></category>
		<category><![CDATA[มูฮัมหมัด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=22817</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่เม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/qualityclassroom-26-10-20/">“โครงงานฐานวิจัย” สร้างความเสมอภาคในห้องเรียน ไม่ทิ้งใครไว้หลังห้อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่เมืองหรือพื้นที่ชนบทห่างไกล แต่เกิดขึ้นได้แม้ในโรงเรียนเดียวกันหรือแม้กระทั่งภายในห้องเรียนเดียวกัน หากคุณครูปล่อยปละไม่ได้ให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมาครูจำนวนไม่น้อยเลือกที่เอาใจใส่นักเรียนที่ตั้งใจเรียน แต่ละเลยไม่สนใจที่จะเด็กดื้อ เด็กเกเรไว้ ปล่อยให้กลายเป็น “เด็กหลังห้อง” ทั้งที่หลายคนมีศักยภาพที่จะถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของสังคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างความเสมอภาคในห้องเรียน คุณครูจะต้องสอดส่องเอาใจใส่และรู้ว่าการเรียนการสอนแบบใดที่เหมาะกับนักเรียนคนไหน เพราะนักเรียนแต่ละคนไม่สามารถใช้วิธีสอนแบบเดียวกันได้ทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนการสอนแบบเน้น “ท่องจำ​” ที่นอกจากจะน่าเบื่อจนเป็นไม้เบื้อไม้เมากับนักเรียนแล้ว ยังบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิเคราะห์ และตีกรอบจินตนาการ ไปจนถึงการทำลายความสามารถในการค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่สงสัยใคร่รู้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>จากเด็กที่ไม่มีใครอยากได้<br />
จนปัจจุบันเพื่อนต้องแย่งตัวเอาเข้ากลุ่ม</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-22823" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-14-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-14-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-14-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-14-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-14-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-14-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนี่งในตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในห้องเรียน “โครงงานฐานวิจัย” ของโรงเรียนบ้านปากบาง จ.สตูล ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเด็กหลังห้องคนหนี่งในก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำชั้นเรียนที่เพื่อนๆ ให้การยอมรับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">​จากเดิมที่น้องมูฮัมหมัด นักเรียนชั้น ป.5 เคยถูกมองว่า เป็นเด็กเกเร ชอบแกล้งเพื่อน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ส่งการบ้าน ไม่ส่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย จนทำให้เพื่อนๆ ไม่ยอมรับ หลายครั้งก็ไม่มีใครอยากให้เข้ามาร่วมทำงานกลุ่มด้วยกัน  แต่ทุกวันนี้น้องมูฮัมหมัดกลายเป็นผู้นำที่พาเพื่อนๆ ทำงาน ​และหลายคนพยายามชวนเขาเข้ากลุ่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยการเรียนการสอนแบบ “โครงงานฐานวิจัย” ที่เน้นให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกัน สนับสนุนให้เด็กได้รู้จักคิดตั้งคำถาม และหาคำตอบ ทำให้น้องมูฮัมหมัด กลับมาสนใจการเรียนอีกครั้งและทำได้ดี ทั้งการทดลอง การลงมือปฏิบัติเพื่อหาคำตอบ ไปจนถึงการกล้าคิด กล้าตอบคำถาม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>คำถาม สู่ การทดลอง<br />
และ คำตอบที่ไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22824" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-4-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-4-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-4-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-4-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-4-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-4-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-4-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-4-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงงานฐานวิจัยของนักเรียนชั้นป.5 โรงเรียนบ้านปากบาง เน้นให้นักเรียน &#8220;ตั้งคำถาม&#8221; และ มีการ &#8220;ทดลอง&#8221; เพื่อให้ได้ &#8220;คำตอบ&#8221; ซึ่งคำตอบที่ได้อาจออกมาเป็นคำตอบหลายชุด และไม่มีคำตอบใด เป็นคำตอบที่ผิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการเรียนโครงงานฐานแต่ละครั้ง จะเริ่มจาก &#8220;จินตปัญญา&#8221; ผนวกกับ เรื่องของคุณธรรม ผ่านเรื่องเล่า ละคร และบทเพลง ให้นักเรียนได้ถอดบทเรียนว่าสิ่งที่ได้ฟัง และได้ดู สอดคล้องกับคุณธรรมในเรื่องใด และในบางครั้งยังให้นักเรียนได้ฝึกการนั่งสมาธิ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีทำ &#8220;Brain gym&#8221; หรือทำกิจกรรมบริหารสมอง ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการของหลักคิด โดยอยู่ในรูปแบบของ สะเต็มศึกษา (Science Technology Engineering and Mathematics Education: STEM Education)  เพื่อให้เด็กสามารถบูรณาการความรู้ระหว่างศาสตร์วิชาต่างๆ เข้าด้วยกันได้ ผ่านการทดลองโครงงานต่างๆ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>กระบวนการตั้งคำถามช่วยดึงศักยภาพเด็ก</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22826" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-9-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-9-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-9-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-9-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-9-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-9-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ครู &#8220;วรรณิศา สามารถ&#8221; ครูประจำชั้นของน้องมูฮัมหมัดในชั้นป.5  เล่าให้ฟังว่า เทคนิคเริ่มแรกของครู คือการตั้งคำถามให้เด็กได้ลองตอบก่อน จากนั้นฝึกให้ตั้งคำถามในสิ่งที่อยากถาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในการออกสำรวจพื้นที่เราต้องไปหาภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น ตอนพาไปดูการทำผ้าบาติกสีย้อมธรรมชาติ ถามนักเรียนว่าส่วนใหญ่แล้วที่นักเรียนเคยเห็นการทำผ้าบาติกเขาใช้อะไรบ้างในการทำ เด็กๆ ก็จะตอบว่าใช้ผ้า ใช้สี พอเด็กเห็นว่าสีที่ใช้เป็นสีสังเคราะห์เขาก็จะถามว่า ใช้สีจากธรรมชาติได้ไหม เช่น อัญชัน ขมิ้น ที่บ้านมาย้อมได้หรือไม่ ต่อมาเราก็พาไปดูกรรมวิธีการผลิตสีจากธรรมชาติ เช่น สีจากดิน จากเปลือกไม้ เด็กก็เริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมต้องนำไปต้มก่อน  ต้องต้มนานไหม เขาสงสัยอะไรเขาก็ถามออกมา&#8221; ครูวรรณิศา เล่าถึงประสบการณ์ที่นำเด็กออกไปดูการทำผ้าบาติกของชุมชนในพื้นที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เห็นได้ว่ากระบวนการตั้งคำถามของเด็กจะช่วยดึ</span><span style="font-weight: 400;">งศักยภาพของเด็กออกมาได้ เพราะอย่างน้อย ถ้าเด็กมีคำถาม แสดงว่าเด็กอยากรู้ และมีความสนใจด้านไหน มีศักยภาพด้านใด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง<br />
ต้องค้นหาศักยภาพของเด็กแต่ละคน ​</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นจะเป็นการให้นักเรียนได้ถอดบทเรียนหลังการทดลอง (After Action Review: AAR) โดยให้นักเรียนได้แสดงความคิดกันว่านักเรียนได้เรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง ให้เด็กได้ฝึกเล่าให้เพื่อนฟังถึงกระบวนการตั้งคำถาม และการค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการคิดของเด็กนี้ เกิดประโยชน์กับการเรียนวิชาอื่นๆ ด้วย ถ้าหากนักเรียนคนใดไม่เข้าใจในเนื้อหาการสอนของครู เด็กก็จะกล้าตั้งคำถาม จนเข้าใจถึงบทเรียนนั้น จากเดิมที่ถ้าไม่เข้าใจก็จะปล่อยให้ผ่านเลยไป ไม่กล้าถาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครูประจำชั้นของด.ช.มูฮัมหมัด มองว่า สูตรนี้ไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะครูได้เห็นศักยภาพของเด็ก ดึงเด็กทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานกลุ่ม ทำกิจกรรม เช่นเดียวกับกรณีของมูฮัมหมัด ที่ในอดีตเป็นเด็กอยู่หลังห้อง เป็นเด็กที่ถูกเพื่อนลืม แต่วันนี้พอทำงานกลุ่ม ทุกคนกลับเรียกร้องให้มูฮัมหมัดมาร่วมกลุ่มด้วย เพราะมูฮัมหมัดมีบทบาทในการเป็นผู้นำแสดงความเห็น และมีศักยภาพในการลงมือปฏิบัติโครงงานทดลองต่างๆ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22827" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-7-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-7-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-7-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-7-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-7-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-7-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-7-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-7-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>เด็กแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกัน</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลักสูตรนี้ยังได้สะท้อนว่าเด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกัน เด็กบางคนเก่งวิชาการ แต่เด็กที่ไม่เก่งวิชาการบางคนก็จะมีศักยภาพมีประสบการณ์ในสิ่งที่เด็กเก่งวิชาการไม่ถนัด อย่างมูฮัมหมัดในวันนี้ ครูเห็นแววตาของเขา เขาเรียนอย่างมีความสุขกับการที่ได้คิดริเริ่มด้วยตัวของเขาเอง เขาอยู่กับเพื่อนๆ ได้ เป็นที่ยอมรับของเพื่อน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกส่วนสำคัญที่คุณครูจะต้องทำ คือการลงสังเกตใกล้ชิดกับลูกศิษย์ ซึ่งเดิมครูวรรณิศา เชื่อว่า  ส่วนหนึ่งที่มูฮัมหมัด ชอบแกล้งเพื่อน และไม่สนใจการเรียนมาจากเรื่องความอบอุ่นในครอบครัวที่ต้องอยู่กับตาเพียงสองคน บางครั้งเมื่อคุณตาต้องออกไปทำงานมูฮัมหมัดก็ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>เปลี่ยนบทลงโทษเป็นการทำความเข้าใจ<br />
เพิ่มความรักเติมความอบอุ่น</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22825" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-15-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-15-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-15-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-15-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-15-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-15-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-15-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_oct_เปลี่ยนเด็กหลังห้อง_บทความกสศ-thumbnail-copy-15-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทราบที่มาที่ไปก็ ทำให้ครูประจำชั้นได้เปลี่ยนวิธีการ จากการลงโทษ เป็นพูดคุย ทำความเข้าใจ ให้ความรักความอบอุ่นกับมูฮัมหมัด ขณะเดียวกันได้พูดคุยกับเพื่อนในชั้นเรียนให้ &#8220;เปิดใจ&#8221; รับมูฮัมหมัดร่วมในกลุ่มทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้วันนี้มูฮัมหมัดจะจบชั้นป.5 และเรียนอยู่ในชั้นป.6 ซึ่งถือว่าพ้นจากอ้อมอกครูวรรณิศาไปแล้ว แต่ครูคนนี้ยังคงเฝ้ามองผลผลิตของเธออย่างใกล้ชิด ซึ่งมูฮัมหมัดก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังกับพัฒนาการที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสัมพันธภาพกับเพื่อน รวมไปถึงการเล่าเรียนในวิชาหลัก ที่มีสมาธิ การมีความรับผิดชอบมากขึ้น อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าหลักคิดและกระบวนการคิดที่ถูกปลูกฝังจากโครงงานฐานวิจัยได้ติดตัว “มูฮัมหมัด” ไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นหมายความว่าไม่ว่าในอนาคตต่อไปมูฮำหมัดจะเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา หรือเลือกที่จะไปประกอบอาชีพ เด็กชายคนนี้ก็ยังจะสามารถดูแลตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้คือความภาคภูมิใจและความสุขของคนเป็นครู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เป็นอีกหนี่งตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในภาคีเครือข่ายในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP)  ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)​ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สองเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดกลาง ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 733 โรงเรียนใน 42 จังหวัด</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/qualityclassroom-26-10-20/">“โครงงานฐานวิจัย” สร้างความเสมอภาคในห้องเรียน ไม่ทิ้งใครไว้หลังห้อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. จับมือภาคเอกชน เปิดตัวแคมเปญ ‘มื้อนี้พี่เลี้ยง‘ บรรเทาภาวะขาดสารอาหารของนร.ยากจนพิเศษหลังโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/11-09-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2020 09:44:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[CCT]]></category>
		<category><![CDATA[สธ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เงินติดล้อ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[มื้อนี้พี่เลี้ยง]]></category>
		<category><![CDATA[แกร็บ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เครือบริษัทแสงทองสหฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[อัครา กรุ๊ป จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ซีวา แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ลัดดา เหมาะสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม]]></category>
		<category><![CDATA[ฐิติภูมิ วงศ์เกียรติขจร]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาวุฑ เอื้อละพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[นิภา วนิชวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[สพ.ญ.วิลาสินี ฤทธิวิกรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=21376</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ.เผย ระบบติดตามผล iSEE ชี้นักเรียนยากจนพิเศษกว่าแสนค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/11-09-20/">กสศ. จับมือภาคเอกชน เปิดตัวแคมเปญ ‘มื้อนี้พี่เลี้ยง‘ บรรเทาภาวะขาดสารอาหารของนร.ยากจนพิเศษหลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21414" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="color: #008000;">กสศ.เผย ระบบติดตามผล iSEE ชี้นักเรียนยากจนพิเศษกว่าแสนคนมีภาวะขาดสารอาหาร แพทย์หวั่นกระทบทั้งพัฒนาการและการเรียนรู้ระยะยาว เดินหน้าประสาน สธ.ตรวจสอบข้อมูลเพื่อช่วยเหลือยั่งยืน ขณะเดียวกันยังจับมือภาคเอกชนชั้นนำเปิดตัวแคมเปญ “มื้อนี้พี่เลี้ยง” ส่งความช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษให้ทันสถานการณ์  พร้อมสำรวจปัญหาอีกกว่า 500  โรงเรียนที่มีนักเรียนยากจน-ยากจนพิเศษ 100% เพื่อช่วยเหลือได้ตรงจุดต่อไป</span></p>
<p>เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563 ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ ภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ แกร็บ ประเทศไทย, บริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัด,  เครือบริษัทแสงทองสหฟาร์ม, อัครา กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ซีวา แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด  และบริษัท เงินติดล้อ จำกัด เปิดตัวแคมเปญ <strong>“มื้อนี้พี่เลี้ยง”</strong> หนึ่งในโครงการระดมความร่วมมือพัฒนาระบบอาหารเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้แก่เด็กนักเรียนยากจนพิเศษ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21415" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/สุภกร.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/สุภกร.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/สุภกร-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/สุภกร-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/สุภกร-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><strong>นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong> กล่าวว่า  ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบไปทุกด้าน นอกเหนือจากทุนเสมอภาคที่กสศ.ได้จัดสรรให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษกว่า 8 แสนคน คนละ 2,000 บาท ในภาคเรียนที่หนึ่ง ปีการศึกษา 2563 เพื่อบรรเทาอุปสรรคภาระค่าใช้จ่ายในการมาเรียน ซึ่งกสศ. ได้จัดสรรไปถึงเด็กๆ แล้วนั้น  ล่าสุด กสศ.ยังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนชั้นนำ เปิดตัวแคมเปญ “มื้อนี้พี่เลี้ยง” หนึ่งในโครงการระดมความร่วมมือพัฒนาระบบอาหารเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้แก่เด็กนักเรียนยากจนพิเศษ  เพื่อเร่งแก้วิกฤตขาดสารอาหารให้กับเด็กนักเรียนยากจนพิเศษราว 1 แสนคน โดยสาเหตุมาจากความยากจนและผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19  ปัญหานี้เป็นปัญหาสะสมจากความขาดแคลนของครอบครัว ภาวะความเร่งรีบในการประกอบอาชีพที่ทำให้ผู้ปกครองไม่มีเวลาเตรียมอาหารที่มีโภชนาการที่ดีให้เด็ก รวมถึงการขาดความรู้ด้านโภชนาการ</p>
<p>กสศ.ได้ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือระบบ iSEE ติดตามอัตราการเจริญเติบโตของนักเรียนยากจนพิเศษระดับชั้นประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนต้น ที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข (Conditional Cash-Transfer: CCT) หรือทุนเสมอภาค ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 โดยเปรียบเทียบน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์แสดงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5-18 ปี ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข  พบว่า  มีนักเรียนยากจนพิเศษที่มีภาวะขาดสารอาหาร ราวหนึ่งแสนคน โดยเป็นนักเรียนยากจนพิเศษที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์อายุ (ผอม) จำนวน 46,053 คน (6.6 % ของนักเรียนยากจนพิเศษ) และน้ำหนักค่อนข้างน้อยจำนวน 54,108 คน (7.8 % ของนักเรียนยากจนพิเศษ) โดยส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในระดับประถมศึกษา ราว 73% &#8211; นายสุภกร  กล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21380" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>นายสุภกร กล่าวว่า นักเรียนยากจนพิเศษที่มีภาวะขาดสารอาหาร ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และพบมากที่สุดในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส นครราชสีมา เชียงใหม่ บุรีรัมย์ และขอนแก่น เด็กกลุ่มนี้ประสบภาวะขาดสารอาหารเป็นระยะเวลานาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความยากไร้ขัดสน การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการของครอบครัว และความเร่งรีบในการประกอบอาชีพส่งผลให้ผู้ปกครองไม่สามารถจัดสรรอาหารเช้าที่มีคุณค่าให้กับเด็กๆ ได้  ทำให้กระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กทั้งทางร่างกายและสติปัญญา รวมถึงประสิทธิภาพในการเรียนรู้ลดลง  <span style="color: #008000;">ซึ่งหนึ่งในภารกิจตามกฎหมายของกสศ. คือการเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยที่ปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหารก็เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาด้วย </span>ทางกสศ<span class="s1">.</span>ยังได้ประสานข้อมูลกับกระทรวงสาธารณสุขซึ่งอยู่ในคณะกรรมการบริหารของกสศ<span class="s1">.</span>และดูแลเรื่องนี้โดยตรง เพื่อตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดและหาแนวทางช่วยเหลืออย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21384" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-6.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-6.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-6-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-6-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-6-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>ผู้จัดการกสศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า แคมเปญมื้อนี้พี่เลี้ยง เป็นหนึ่งในโครงการระดมความร่วมมือพัฒนาระบบอาหารเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้แก่เด็กนักเรียนยากจนพิเศษของกสศ. ซึ่งมีทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน เข้ามาร่วมสนับสนุน ทั้งในรูปแบบแพลตฟอร์มการรณรงค์รับบริจาคออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการสนับสนุนทรัพยากรในรูปของเงินบริจาคและอาหาร ให้แก่กลุ่มโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ 100% ซึ่งจากระบบ isee รายงานว่ามีอยู่ราว 500 โรง <span style="color: #008000;">โครงการนี้จะมุ่งไปยังโรงเรียนที่มีนักเรียนภาวะขาดสารอาหารจำนวนมาก เพื่อให้เด็กๆ ได้รับประทานอาหารเช้าที่มีคุณค่าตามโภชนาการตลอดปีการศึกษา 2563 เบื้องต้นจะส่งความช่วยเหลือไปยังนักเรียน 1,000 คนแรกที่อยู่ในภาวะวิกฤตก่อนขยายผลต่อเนื่อง</span> นอกจากนี้กสศ. จะมีการสำรวจเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพปัญหาที่แท้จริงของทั้ง 500 โรงเรียนดังกล่าว ซึ่งอาจมีมิติปัญหาด้านอื่นๆ ของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพื่อช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดต่อไป</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21416" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ลัดดา.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ลัดดา.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ลัดดา-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ลัดดา-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ลัดดา-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><strong>รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ </strong>กล่าวว่า แม้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการขจัดปัญหาขาดสารอาหาร ภาวะโภชนาการพร่องลดน้อยลง แต่ยังพบเด็กน้ำหนักน้อยและเตี้ยในเด็กยากจนด้อยโอกาส คาดว่ามีเด็กที่มีปัญหาเรื่องขาดสารอาหารจำนวนหลายแสนคน หากไม่ทำอะไรจะเป็นเด็กมีปัญหาไม่มีคุณภาพ และผลการศึกษาระบุว่า เด็กที่ขาดสารอาหารจะเรียนไม่จบ จากข้อมูล พบว่าเด็กที่มีภาวะเตี้ยน่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  โดยภาวะขาดสารอาหารเด็กกลุ่มที่ยากจนมีความเสี่ยงมากเพราะช่วยเหลือตัวเองได้ยาก สังคมและชุมชนต้องมีส่วนเข้าไปช่วยเหลือไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้</p>
<blockquote><p>เด็กต้องการสารอาหารที่มีคุณค่าตามโภชนาการเพื่อการเจริญเติบโตด้านร่างกายและสติปัญญา เช่น ธาตุเหล็ก ไอโอดีน ถ้าเด็กได้ธาตุเหล็กไม่เพียงพอตัวจะซีด เป็นโรคโลหิตจาง ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ สมาธิและความจำไม่ดี การเรียนรู้มีปัญหา ไม่มีประสิทธิภาพในการคิดวิเคราะห์ นอกจากนี้ยังเจ็บป่วย ขาดเรียนบ่อย เรียนไม่รู้เรื่อง ผลการเรียนไม่ดี ถ้าอดอาหารนานเหมือนกินตัวเองไปเรื่อยๆ ร่างกายไม่เจริญเติบโต ดังนั้นหากขาดสารอาหารนานๆจะมีผลทำให้ร่างกายผอมและเตี้ย &#8211; รศ.พญ.ลัดดา กล่าว</p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21382" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><strong>นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แกร็บ ประเทศไทย </strong>กล่าวว่า ด้วยพันธกิจของแกร็บ ในการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการปลดล็อคและทลายข้อจำกัดต่างๆ เพื่อสร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนในสังคม รวมไปถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน จึงได้เกิดเป็นความร่วมมือกับ กสศ. ซึ่งเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวกลางและช่องทางการระดมทุมช่วยเหลือน้องๆ ผู้ด้อยโอกาสผ่านร้านอาหารเสมือนจริง (Virtual Store) ภายใต้ชื่อ “ทุพโภชนา” บนแพลตฟอร์ม GrabFood โดยผู้ใช้บริการแกร็บทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการส่งต่อมื้ออาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการให้แก่เด็กนักเรียนยากจนพิเศษ ผ่านแนวคิด #มื้อนี้พี่เลี้ยง ซึ่งผู้บริโภคสามารถร่วมเปลี่ยนมื้ออาหารของน้องๆ ผ่านการสั่งเมนูอาหารในร้านทุพโภชนา โดยจำนวนเงินค่าอาหารจะถูกรวบรวมเพื่อมอบเป็นทุนค่าอาหารให้แก่น้อง ผ่านการบริจาคได้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2563 นี้ เป็นระยะเวลา 2 เดือน</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21419" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ฐิติภูมิ-วงศ์เกียรติขจร-.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ฐิติภูมิ-วงศ์เกียรติขจร-.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ฐิติภูมิ-วงศ์เกียรติขจร--300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ฐิติภูมิ-วงศ์เกียรติขจร--768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ฐิติภูมิ-วงศ์เกียรติขจร--750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><strong>นายฐิติภูมิ วงศ์เกียรติขจร  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัด</strong> กล่าวว่า ในฐานะที่ Greyhound Café ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Creativity และ Brand Experience เรามองเห็นความสำคัญของแพลตฟอร์มการรับบริจาค ของ กสศ. ว่าเราเป็นแบรนด์หนึ่งที่มีส่วนร่วมในการทำความดีครั้งนี้ได้อย่างสร้างสรรค์ จึงเกิดเป็นเมนูพิเศษภายใต้โครงการ The Empty Plate Project ที่ทาง Greyhound Café คิดขึ้นมานำเสนอ จากแนวคิดที่ว่า “เปลี่ยนมื้ออดให้เป็นมื้ออิ่ม” เราสร้างสรรค์เมนูพิเศษที่คุณสามารถ “สั่งทางนี้ อิ่มทางโน้น” เงินค่าอาหารที่คุณสั่งจะถูกส่งไปสมทบโครงการมื้ออาหารเช้าสำหรับเด็กที่ขาดแคลน สิ่งเดียวที่เราจะเสิร์ฟให้คุณคือจานเปล่าซึ่งมีคำขอบคุณจากน้องๆ สู่คุณ โดยเมนูพิเศษของเด็กๆ ที่เราคิด จะมาพร้อมกับคำบรรยายที่เขียนเล่าเรื่องราวถึงความน่ากิน ความอร่อย และแต่ละเมนูมีความสำคัญต่อเด็กอย่างไรในเชิงโภชนาการ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21417" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ธนาวุฑ-เอื้อละพันธ์-.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ธนาวุฑ-เอื้อละพันธ์-.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ธนาวุฑ-เอื้อละพันธ์--300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ธนาวุฑ-เอื้อละพันธ์--768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/ธนาวุฑ-เอื้อละพันธ์--750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><strong>นายธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ รองประธานกรรมการ เครือบริษัทแสงทองสหฟาร์มและ อัครา กรุ๊ป จำกัด</strong> กล่าวว่า อัครา กรุ๊ป เล็งเห็นถึงปัญหาการขาดโภชนาการที่ดีของเด็กๆ จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “อัครา อาสาปันอิ่มปันยิ้มให้สังคม” ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่อยากจะแบ่งปัน และส่งมอบความช่วยเหลือให้กับเด็กๆ ที่ขาดแคลนอาหาร โดยทุกๆครั้ง ที่มีการซื้อสินค้าไข่ไก่อัครา1 แพ็ค ทางอัคราจะบริจาคไข่ไก่ให้ 2 ฟอง เพื่อส่งให้กับน้องๆที่ขาดแคลนอาหาร ผ่านทาง กสศ. ภายใต้แคมเปญ “มื้อนี้พี่เลี้ยง”ร่วมส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กับสังคม</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21420" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/นิภา.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/นิภา.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/นิภา-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/นิภา-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/นิภา-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><strong>นางสาวนิภา วนิชวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส งานกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เงินติดล้อ จำกัด</strong> กล่าวว่า ที่เงินติดล้อ เราเชื่อในเรื่องของการส่งมอบโอกาสที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับผู้ที่เข้าไม่ถึงการเงินในระบบธนาคาร เราเป็นองค์กรที่อยากมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและทำให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น การมาร่วมสนับสนุนโครงการของ กสศ.ในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชน สำหรับเงินติดล้อ ถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่เราจะได้มีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทย</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21421" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/วิลาสินี.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/วิลาสินี.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/วิลาสินี-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/วิลาสินี-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/วิลาสินี-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><strong>สพ.ญ.วิลาสินี ฤทธิวิกรม Poultry Marketing Manager Ceva Animal Health Thailand</strong> กล่าวว่า <strong>Ceva Animal Health </strong>เล็งเห็นความสำคัญของโครงการที่ทาง กสศ.ได้จัดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับหนึ่งในพันธกิจที่ทางบริษัทต้องการสนับสนุน นั่นคือการช่วยเหลือเด็กๆที่มีความขาดแคลน มีภาวะทุพโภชนาการและมีปัญหาความยากจน ซึ่งมักจะเป็นปัญหาควบคู่กัน เราจึงยินดีร่วมสนับสนุนไข่ไก่เพื่อเติมเต็มมื้ออาหารของน้องๆ ให้มีโภชนาการที่ดียิ่งขึ้น ทางบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ “มื้อนี้พี่เลี้ยง” จะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของเรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ร่วมเติมเต็มมื้อเช้าผ่านกิจกรรมช่องทางต่างๆ ดังนี้</b></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21387" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2020-09-11-at-4.39.43-PM.png" alt="" width="869" height="372" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2020-09-11-at-4.39.43-PM.png 869w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2020-09-11-at-4.39.43-PM-300x128.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2020-09-11-at-4.39.43-PM-768x329.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2020-09-11-at-4.39.43-PM-750x321.png 750w" sizes="(max-width: 869px) 100vw, 869px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>หรือร่วมบริจาคช่วยเหลือน้องๆ</strong><br />
ให้แคมเปญ <strong>“มื้อนี้พี่เลี้ยง”</strong><br />
ได้ที่ <a href="https://www.eef.or.th/donate/this-meals-on-me/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://www.eef.or.th/donate/this-meals-on-me/</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/11-09-20/">กสศ. จับมือภาคเอกชน เปิดตัวแคมเปญ ‘มื้อนี้พี่เลี้ยง‘ บรรเทาภาวะขาดสารอาหารของนร.ยากจนพิเศษหลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สพฐ.พร้อมประสาน ผอ.สพป. ทั่วประเทศ มุ่งนักเรียนมีทักษะการเรียนรู้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21</title>
		<link>https://www.eef.or.th/24-08-2020/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Aug 2020 11:48:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยนเรศวร]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยศรีปทุม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม]]></category>
		<category><![CDATA[Whole School Approach]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิลำปลายมาศ]]></category>
		<category><![CDATA[มรภ.กาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[มรภ.ภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสยามกัมมาจล]]></category>
		<category><![CDATA[สพป.1 สุรินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อโณทัย ไทยวรรณศรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=20636</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2563 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/24-08-2020/">สพฐ.พร้อมประสาน ผอ.สพป. ทั่วประเทศ มุ่งนักเรียนมีทักษะการเรียนรู้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_20638" aria-describedby="caption-attachment-20638" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-20638 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-11.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-11.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-11-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-11-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-11-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-20638" class="wp-caption-text">ดร.อโณทัย ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</figcaption></figure></p>
<p>เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2563 <span style="font-weight: 400;"> ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) <b>จัดประชุมปฏิบัติการการสนับสนุนการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง</b></span><span style="font-weight: 400;">โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจถึงกรอบการดำเนินงานของโครงการบริหารจัดการชุดโครงการพัฒนาครูและโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ซึ่งมีจำนวน 11 เครือข่าย </span><span style="font-weight: 400;">ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มูลนิธิลำปลายมาศ มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม มหาวิทยาลัยนเรศวร มรภ.กาญจนบุรี มรภ.ภูเก็ต มูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม มูลนิธิสยามกัมมาจล และสพป.1 สุรินทร์ โดยมีโรงเรียนขนาดกลางเข้าร่วมพัฒนาตนเองทั้งสิ้น 733 แห่ง ใน 42 จังหวัด</span></p>
<p><b>ดร.อโณทัย ไทยวรรณศรี</b> <span style="font-weight: 400;">ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และ</span><span style="font-weight: 400;">อนุกรรมการกำกับทิศทาง โครงการพัฒนาครูและโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยว่า ตามที่ สพฐ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ กสศ. เพื่อดำเนินการโครงการพัฒนาครูและโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง กับโรงเรียนขนาดกลางในสังกัด สพฐ. ให้เป็นโรงเรียนที่สามารถพัฒนาคุณภาพต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ (Whole School Approach)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งด้านการบริหารจัดการโรงเรียน และการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ระดับชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้ดำเนินไปแล้วในรุ่นที่ 1 จำนวน 290 โรงเรียน ในปี 2562 และกำลังดำเนินการขยายผลการพัฒนาโรงเรียนในรุ่นที่ 2 จำนวน 433 แห่ง ในปี 2563</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20640" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-14.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-14.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-14-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การลงไปทำงานของเครือข่ายทั้ง11 แห่ง พบว่ามีปัญหาอุปสรรค ในเรื่องความไม่เข้าใจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ผู้อำนวยการโรงเรียน และครู ที่ยังไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ส่งผลให้เครือข่ายไม่ได้รับความร่วมมือในการลงไปทำงานในโรงเรียนที่ สพฐ.เป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนให้เข้าร่วมโครงการฯซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่(COVID-19) ซึ่งได้วางแผนที่จะจัดประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในโครงการที่ได้ลงนามความร่วมมือกับ กสศ. ดังนั้น จึงต้องปรับแผนโดยใช้การประสานงานไปยังผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 และให้ไปประสานต่อ จึงทำให้อาจเกิดการรับรู้ได้ไม่เพียงพอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ในนามของ สพฐ.ขอทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมประสานในเรื่องการทำงานของ 11 เครือข่าย และจำนวนสถานศึกษาที่ สพฐ.คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการฯ ไปยัง ผอ.สพป. และรอง ผอ.สพป. เพื่อรับทราบและให้ความร่วมมือกับการทำงานกับเครือข่ายโครงการ รุ่น 1 และ รุ่น 2 กับสถานศึกษาในพื้นที่ทั้ง 42 จังหวัด” </span><b>ดร.อโณทัย</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าว</span></p>
<p><b>ดร.อโณทัย</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวย้ำว่า ขณะนี้ โครงการรุ่นที่ 1 ได้ดำเนินการมากว่า 1 ปีแล้ว จึงอยากให้โครงการ รุ่น 1 เป็นต้นแบบวางรากฐานการ</span><span style="font-weight: 400;">พัฒนาคุณภาพต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ เพื่อการดำเนินงานต่อเนื่องในรุ่นที่ 2 ที่จะนำรูปแบบไปขยายผลการพัฒนาต่อไป</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/24-08-2020/">สพฐ.พร้อมประสาน ผอ.สพป. ทั่วประเทศ มุ่งนักเรียนมีทักษะการเรียนรู้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.มุ่งผลลัพธ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความเสมอภาค</title>
		<link>https://www.eef.or.th/25-08-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Aug 2020 08:48:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยนเรศวร]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยศรีปทุม]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[Active Learning]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมปฏิบัติการการสนับสนุนการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิลำปลายมาศ]]></category>
		<category><![CDATA[มรภ.กาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[มรภ.ภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสยามกัมมาจล]]></category>
		<category><![CDATA[สพป.1 สุรินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Q-PLC]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Community]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=20616</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันนี้ (23 ส.ค.) ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ กองทุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25-08-20/">กสศ.มุ่งผลลัพธ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความเสมอภาค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_20618" aria-describedby="caption-attachment-20618" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-20618 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-10.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-10.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-10-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-10-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-10-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-20618" class="wp-caption-text">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการฯ</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ (23 ส.ค.) ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </span><b>จัดประชุมปฏิบัติการการสนับสนุนการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง</b><span style="font-weight: 400;"> ระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคม 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจถึงกรอบการดำเนินงานของโครงการบริหารจัดการชุดโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">อย่างต่อเนื่อง รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ซึ่งมีจำนวน 11 เครือข่าย ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มูลนิธิลำปลายมาศ มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม มหาวิทยาลัยนเรศวร มรภ.กาญจนบุรี มรภ.ภูเก็ต มูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม มูลนิธิสยามกัมมาจล และสพป.1 สุรินทร์ โดยมีโรงเรียนขนาดกลางเข้าร่วมพัฒนาตนเองทั้งสิ้น 733 แห่ง</span></p>
<p><b>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช </b><span style="font-weight: 400;">ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง กล่าวนำถึงแนวคิดโรงเรียนพัฒนาตนเอง ว่า โครงการพัฒนาครูและโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยขอเรียกชื่อโดยย่อว่า </span><b>“โรงเรียนพัฒนาตนเอง”</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวใจของโครงการนี้ คือการยกระดับคุณภาพการศึกษา ให้กับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ภายใต้เป้าหมายความตั้งใจของ กสศ.ที่ให้โอกาสและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ดังนั้น การทำงานของโครงการฯ ที่ได้เครือข่ายมาร่วมกันทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาตนเองของโรงเรียนด้วยตัวของโรงเรียนเอง จึงมีข้อสังเกตุใน 3 ประเด็น</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">คุณค่าของโครงการ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ฐานและเป้าของปฏิบัติการคือโรงเรียน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การสนับสนุน เพื่อเป็นแนวทางที่จะนไปสู่ความสำเร็จ</span></li>
</ol>
<p><b>ศ.นพ.วิจารณ์ </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวลงลึกถึงคุณค่าของโครงการฯ ว่า คุณค่าที่โครงการนี้ต้องสร้างให้เกิดขึ้น คือ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ช่วยเหลือเด็กที่มาจากครอบครัวด้อยโอกาส และสร้างศักดิ์ศรีครู ให้กับครูที่มีวิญญาณทำเพื่อศิษย์ เพราะครูที่มีวิญญาณนักเรียนรับรู้ได้ ซึ่งโรงเรียนจะพัฒนาครูและผู้บริหารด้วยกระบวนการ Q-PLC โดยการจะปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ ต้องพัฒนาจากฐาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ฐานในการพัฒนาสิ่งสำคัญต้องมีการปฏิรูปการเรียนรู้ ถ่ายทอดและสร้างให้นักเรียนมีจริตเรื่องการแบ่งปันช่วยเหลือคนอื่นจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ในชั้นเรียน ซึ่งโรงเรียนใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระตรงนี้ได้</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20619" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-13.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-13.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-13-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-13-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-13-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><b>ศ.นพ.วิจารณ์ </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวต่อไปว่า ประเด็นข้อสังเกตุที่สองฐานและเป้าของปฏิบัติการคือโรงเรียนพัฒนาตนเอง ที่มาร่วมกันพัฒนาโรงเรียนด้วยความสมัครใจ มีแรงบันดาลใจที่อยากจะให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง ด้วยความตั้งใจ ซึ่งทีมโค้ช หรือพี่เลี้ยงที่มาจากเครือข่ายทั้ง 11 แห่ง ทำหน้าที่เข้าไปช่วย อย่าเข้าไปเพื่อสอนไปชี้แนะให้ทำตามรูปแบบความคิดของตนเอง แต่โครงการต้องทำให้โรงเรียนเป็น “ชุมชนเรียนรู้” (Learning Community) ให้ครูเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเรียนรู้ ทำงานร่วมกับผู้อำนวยการ และครูคนอื่นๆ และต้องเป็น “ศูนย์เรียนรู้”  ให้แก่ ผู้อำนวยการ ครู นักเรียน พ่อแม่ ผู้นำชุมชน เขตพื้นที่การศึกษา กระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น โรงเรียนต้องเป็นเครือข่าย ในความหมายโรงเรียนในฐานะเป็นชุมชนเรียนรู้ จึงต้องเป็นโรงเรียนที่เรียนรู้ (Learning Organization) และที่สำคัญที่สุดของการเป็น Whole School Approach โรงเรียนต้องมีระบบนิเวศ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วย</span></p>
<p><b>ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการฯ</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวถึงประเด็นสุดท้ายว่า การสนับสนุนจากโครงการต่อการพัฒนาโรงเรียน พี่เลี้ยงหรือโค้ช (Q-Coach) ต้องไม่ใช่เจ้าสำนัก เป็นการทำงานในลักษณะสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน (Q-Network) โดยนำระบบ IT (Q-Info) มาเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน  เพื่อให้โรงเรียนทำงานง่ายขึ้น หนุนเสริมเด็กได้มากขึ้น ซึ่งโครงการในรุ่นที่ 2 นี้ จะมีระบบประเมินเพื่อพัฒนานักเรียน (Q-Classroom) ในลักษณะ Formative Assessment) โดยจะมีทีม TDRI เข้ามาช่วย พร้อมทั้งจะนำรูปแบบการประเมินเพื่อหนุนการพัฒนาโรงเรียน (DE – Developmental Evaluation) เพื่อหนุนการเรียนรู้ของภาคี ในครั้งนี้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การประชุมใน 2 วันนี้ เพื่อการเตรียมการดำเนินงานโครงการในรุ่นที่ 2 โดยการนำทีมโค้ชทั้ง 2 รุ่น มาทำงานร่วมกัน จากการทำงานมา 1 ปี เกิดการเรียนรู้สูงมากมีกำลังใจที่เชื่อได้ว่าการศึกษาไทย จะไม่สิ้นหวัง สามารถที่จะเดินหน้าพัฒนาต่อไปได้ โดยตัวขับเคลื่อนคือโรงเรียน ซึ่งมีครูเป็นตัวตั้ง ดังนั้น เมื่อเกิดการทำงานร่วมกันทั้งโครงการรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 จะเกิดการเรียนรู้ข้ามเครือข่ายทั้งวิธีบริหารจัดการ เทคนิคที่ดีที่ทำให้โรงเรียนใช้แล้วสนุก ฉะนั้น จุดแข็งที่เป็นความงดงามเรื่องหนึ่งคือโค้ชมีความแตกต่างหลากหลายทั้งวิธีการคิดและเป้าหมาย จึงหวังว่า โรงเรียน  733 แห่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดกลาง 10% ที่ดูแลเด็กค่อนข้างด้อยโอกาสจะเปลี่ยนโฉมการศึกษาของเด็ก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทั้ง 100% โดยร่วมกันหารูปแบบของการเรียนที่ทำให้เด็กของเราครบเครื่อง เป็นพลเมืองที่มีพลัง มีความสามารถของประเทศไทย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหัวใจของการพัฒนาอยู่ที่โรงเรียน ครู และผู้บริหาร”</span> <b>ศ.นพ.วิจารณ์</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าว </span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25-08-20/">กสศ.มุ่งผลลัพธ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความเสมอภาค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อพิษ COVID-19 ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องอดมื้อ กินมื้อ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/6119-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2020 09:00:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[New Normal]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=14640</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; ปิดเทอมยาวนาน ปากท้องที่หายไป ผลกระทบที่มากกว่าใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/6119-2/">เมื่อพิษ COVID-19 ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องอดมื้อ กินมื้อ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">ปิดเทอมยาวนาน ปากท้องที่หายไป ผลกระทบที่มากกว่าใครจะจินตนาการ</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า วิกฤตการณ์ COVID-19 ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมแค่ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลไปถึงด้านปากท้องที่เป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต ซึ่งถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มสาวที่โตแล้วหรือผู้ใหญ่อย่างเรา ถ้าไม่ได้กินข้าวในปริมาณที่พอเหมาะ เต็มที่ก็มีผลต่อสุขภาพ อาจเป็นโรคกระเพาะ มีผลต่ออารมณ์ให้ไม่คงที่ หงุดหงิดกันได้ ทว่า สำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่ครอบครัวมีรายได้จำกัด พวกเขาต่างได้รับผลกระทบ มากกว่าที่เราคิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่ง กสศ. มีโอกาส</span><span style="font-weight: 400;">ได้สัมภาษณ์</span> <b>“คุณหมอลัดดา” </b><span style="font-weight: 400;">รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ </span><span style="font-weight: 400;">ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้เกียรติมาร่วมสนทนาถึงประเด็นดังกล่าวว่ามีผล</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">อย่างไร และจะแก้ไขไปในทิศทางไหนได้บ้าง จากบทสัมภาษณ์แบบ Exclusive</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>1.ปิดเทอมยาวขึ้น มีผลต่อปากท้องเด็กกลุ่มนี้อย่างไร?</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14653" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-4.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-4-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><b>คุณหมอลัดดา: </b><span style="font-weight: 400;">สำหรับเด็กๆ ยากจน ด้อยโอกาสนั้น อาหารที่โรงเรียนคือ มื้ออาหารที่ดีที่สุดของเขา มีคุณค่าโภชนาการครบถ้วน เด็กบางคนก็ฝากท้องมื้อเช้า บางคนก็ฝากท้องมื้อเย็นร่วมด้วย บางคนที่ครอบครัวขาดแคลนจริงๆ คุณครูก็ให้กลับไปกินที่บ้านด้วย นอกจากนี้ยังมีนมโรงเรียนมอบให้อีก เพราะครอบครัวเขาไม่มีรายได้พอที่จะเจียดมาซื้ออาหารและนมให้กับลูก พอไม่ได้ไปโรงเรียนนาน ก็จะไม่ได้สารอาหารที่ครบถ้วน และไม่ได้ดื่มนมที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของแคลเซียมที่สำคัญสำหรับการเติบโตของกระดูก และมีโปรตีนด้วย ก็จะมีผลกระทบตรงนี้มาก </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>2.พอเสียโอกาสที่จะได้ปัจจัยสนับสนุนจากโรงเรียน จะส่งผลต่อเขาอย่างไร?</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14654" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-3.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-3-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><b>คุณหมอลัดดา: </b><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลที่เรามีการสำรวจหลายครั้ง เด็กกลุ่มนี้เปราะบางอยู่แล้วในด้านของโภชนาการ ส่วนหนึ่งอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่อีกหลายส่วนมี</span><span style="font-weight: 400;">ภาวะ</span><span style="font-weight: 400;">โภชนาการที่ต่ำกว่าเกณฑ์ เช่น น้ำหนักน้อย มีภาวะเตี้ยมากกว่าเด็กทั่วไป  บางคนก็คือขาด พอยิ่งได้อาหารในปริมาณที่ไม่มากพอกับความต้องการของร่างกาย ก็ทำให้ภาวะทุพโภชนาการที่เป็นอยู่ยิ่งเป็นมากขึ้น คนที่ขาดก็จะขาดมากขึ้น คนที่เสี่ยง</span><span style="font-weight: 400;">อยู่ก็จะขาดอย่างชัดเจน</span><span style="font-weight: 400;">มากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบกับการเติบโต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทั่วไปเด็กวัยเรียนแบบนี้ ปีหนึ่งเขาจะโตประมาณ 2-3 กิโลกรัม สูงขึ้น 4-5 เซนติเมตร พอได้อาหารไม่พอ หรือไม่ได้คุณค่าอาหารที่ครบถ้วน ร่างกายก็จำเป็นต้องใช้สารอาหารได้แค่สำหรับการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่การเติบโตจะชะงักงันไป ก็จะไม่สูงขึ้นหรือน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นตามที่ควรจะเป็น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนอกจากอาหารที่เกี่ยวกับพลังงานอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">คาร์โบไฮเดรต</span><span style="font-weight: 400;"> ไขมันและโปรตีน ยังมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการจำนวนน้อย แต่มีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง เช่น ธาตุเหล็กที่สำคัญต่อสติปัญญา การเรียนรู้ ความจำต่างๆ เมื่อได้อาหารไม่พอ ช่วงนี้เด็กบางคนกินได้แต่ข้าว ไม่ได้พวกเนื้อสัตว์ ไข่ ก็จะทำให้เสี่ยง มีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็จะกระทบกับการทำงานของสมองและการเรียนรู้ต่อไป</span></p>
<p><b>สรุป</b><br />
<span style="font-weight: 400;">ผลระยะสั้น &#8211; ทำให้ผอม น้ำหนักจะไม่ขึ้น เหมือนช่วงไหนที่เรากินน้อย เราก็จะผอมลง<br />
</span><span style="font-weight: 400;">ผลระยะยาว &#8211; ถ้าขาดสารอาหารยาวๆ ก็กระทบต่อความสูง เขาก็จะไม่สูงขึ้น ทำให้เตี้ยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน และการขาดธาตุเหล็กนานๆ ก็จะมีผลกับสติปัญญา หรือพอไม่ได้ดื่มนม แคลเซียมไม่พอ ความแข็งแรงของกระดูกก็จะไม่ดีเท่ากับเด็กที่ได้รับครบถ้วน เมื่อได้รับสารอาหารตรงนี้ไม่ครบถ้วน ก็ย่อมส่งผลต่อการเรียนไปด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>3.การปิดเทอมนานขึ้นไม่เพียงส่งผลต่ออาหารกาย แต่ยังส่งผลไปถึงอาหารใจ!?</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14655" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-2.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-2-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><b>คุณหมอลัดดา: </b><span style="font-weight: 400;">ทุกคนก็คงเคยมีประสบการณ์เวลาที่เรากินไม่อิ่ม เราหิว มันก็ทำให้ไม่มีความสุขอยู่แล้ว แล้วเด็กกลุ่มนี้ยิ่งมาเห็นคุณพ่อคุณแม่บางทีอาจจะไม่มีกิน หรืออาหารในครอบครัวไม่เพียงพอ เขาก็จะยิ่งเครียด ซึมเศร้า เดิมทีแค่กินไม่อิ่มก็ซึมอยู่แล้ว ไม่มีแรงจะทำอะไร แล้วยิ่งไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อน เขาก็จะยิ่งเหงาเข้าไปใหญ่ คุณพ่อคุณแม่ก็เครียด บรรยากาศต่างๆ เหล่านี้ ก็ทำให้เด็กเครียด กังวลเยอะ เด็กนี่จะซึมซับความเครียดของผู้ใหญ่ได้มาก เขาอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลอะไรลึกซึ้ง แต่เขาจะรู้จากปฏิกิริยาต่างๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งที่เด็กวัยนี้เขาต้องออกไปวิ่งข้างนอก โดนแสงแดด ไปตะลุยโลก  ฝุ่น ดิน ฟ้าอากาศ แต่บรรยากาศตอนนี้มันก็แปลกไปหมด  ถ้าเด็กเล็กหน่อยเขาก็จะไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.การปิดเทอมยาวกว่า 3 เดือน ส่งผลในเรื่องปากท้อง</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14658" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-3.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-3-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><b>คุณหมอลัดดา: </b><span style="font-weight: 400;">เรื่องนี้ก็คงต้องใช้เวลา ถ้าเรามองในแง่ดีว่าผ่านไปกว่า 3 เดือนแล้วทุกอย่างเป็นปกติเลย มันก็อาจจะยังพอ ถ้าเด็กที่ไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนสารอาหารมาก ในร่างกายเขายังมี “ทุนสำรอง” เขาก็จะฟื้นกลับมาได้เร็ว แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่ขาดสารอาหารไปเยอะแล้ว ก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู กลับเป็นปกติ แต่จากที่รู้กันมาโรค COVID-19 นี้น่าจะอยู่กับเราไปอีกเป็นปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีแก้คือ ผู้ใหญ่ต้องมีวิธีในการสื่อสารให้เด็กเขาเข้าใจได้ง่ายว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างมากมายสำหรับเด็ก ถึงกลับไปโรงเรียนก็ต้องล้างมือให้ถูก รวมกลุ่มเล่นกันมากๆ ก็ไม่ได้ กลุ่มเล่นอาจต้องเล็กลง ต้องมีคนดูแลด้านจิตใจ คอยอธิบายอย่างคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กรมสุขภาพจิต รวมถึง </span><span style="font-weight: 400;">กสศ. เองก็ทำงานร่วมกันอยู่ในการเตรียมความพร้อมของเด็กและผู้ปกครองเพื่อจะเข้าสู่วิถีชีวิตแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า “New Normal” ที่ตอนนี้ก็มีหลายหน่วยงานทำสื่อง่ายๆ ให้เด็กเข้าใจ ตอนนี้เขากำลังเร่งรีบทำให้ทันกับการเปิดเทอม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งแม้จะกลับมาเปิดเทอมเหมือนเดิม แต่ยังไงมันก็ไม่มีทางเหมือนเดิม เพราะเราก็ต้องมีระยะห่าง มีวิธีการที่จะทำให้การแพร่กระจายของเชื้อมันน้อยที่สุด ถ้าประชาชนช่วยกันดูแลเด็กๆ ทุกอย่างมันก็จะประคองตัวให้ผ่านพ้นไปได้  จนกว่าเราจะมีวัคซีนขึ้นมาจริงๆ จากที่คาดการณ์กันว่าต้องใช้เวลากว่าปีครึ่ง กว่าจะผ่านการทดลองจนมั่นใจว่าใช้ได้จริงและปลอดภัย ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะทำได้เลย ท้ายที่สุดเรา</span><span style="font-weight: 400;">ก็</span><span style="font-weight: 400;">จะปรับตัวจนชินกับวิถีชีวิตใหม่นี้ไปเอง เราแค่ต้องอยู่กับมันให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พ่อแม่ก็จะต้องได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียน คุณครูในการเตรียมความพร้อมให้บุตรหลานเช่นกัน และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งภาคการศึกษาและสาธารณสุขต้องทำงานด้วยกัน ช่วยกันสนับสนุนการดูแลเด็กอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด เพราะพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กนั้นเขาต้องการมาก เขาก็ยังต้องเรียนรู้ ต้องมีการกระตุ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยทิ้งนานได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของอาหารกายอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารจิตใจด้วย ทิ้งไปไม่ได้ </span><span style="font-weight: 400;">ต่อไปนี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกแล้ว ไม่ใช่พอเป็นเรื่องเรียนให้คุณครูทำไป เรื่องสุขภาพก็ไม่ใช่แค่คุณหมอ คุณพยาบาลต้องดูแลอย่างเดียว จะยกให้ใครไม่ได้ ต้องช่วยกันแล้วค่ะตอนนี้ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>5.วิธีแก้ปัญหาปากท้องในระยะยาว แก้อย่างไรดี?</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14662" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-2.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-2-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><b>คุณหมอลัดดา: </b><span style="font-weight: 400;">ในระยะยาว หากเด็กๆ กลุ่มนี้จะพึ่งถุงยังชีพอย่างเดียวอาจไม่พอ จริงๆ แล้วครอบครัวเขาต้องการจะได้งาน อยากมีงานทำ หรือถ้าไม่มีงานทำ แต่มีพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมได้ ก็อาจน้อมนำแนวคิดแบบทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในจุดนี้ได้ในภาวะเช่นนี้ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ก็อาจต้องกลับมาพึ่งพาในสิ่งที่ตนเองมี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ห่วงที่สุดคือกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงข้อมูลดิจิทัล ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจกันอย่างทั่วถึง ใช้วิธีที่เหมาะสมกับบริบท สภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>6.จริงหรือไม่ จากข้อมูลระบบ iSEE ของ กสศ. พบว่าเด็กจะมีน้ำหนักน้อยสุดในวันแรกของการเปิดเทอม?</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14657" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/f-2.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/f-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/f-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/f-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/f-2-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/f-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><b>คุณหมอลัดดา: </b><span style="font-weight: 400;">ถ้าเป็นกลุ่มเด็กด้อยโอกาส วันแรกของการเปิดเทอม น้ำหนักจะน้อย ส่วนสูงก็ไม่ดี พอปลายเทอมก็จะน้ำหนักดีขึ้น ปัญหาเด็กเตี้ยเด็กผอมก็จะน้อยลง เพราะเมื่อเขามาโรงเรียน เขาก็จะได้มื้ออาหารที่ดี มีคุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วน และยังได้ดื่มนมด้วย ก็ยิ่งช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้เยอะขึ้น  เพราะเรื่องโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน นมโรงเรียน ก็เป็นผลผลิตมาจากแนวคิดจะแก้ปัญหาเด็กยากจน ขาดสารอาหาร ก่อนจะขยายมาให้สำหรับเด็กทุกคน แต่ถ้าเด็กคนไหนที่ขาดสารอาหารเยอะ ก็ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนอีกด้านหนึ่ง กลุ่มเด็กที่อ้วน ถ้าเขาได้อยู่ในโรงเรียนที่มีระบบการดูแลที่ดี พอเปิดเทอมกลับมา ปลายเทอมก็จะเริ่มอยู่ตัว ไม่อ้วนมากขึ้น หรือบางคนก็น้ำหนักลงได้ ดังนั้นโรงเรียนมีอิทธิพลมากในเรื่องของอาหารและการมีกิจกรรมของเด็ก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรู้อย่างเดียว </span><b>เพราะโรงเรียนเป็นที่ๆ จะหล่อหลอมฟูมฟักเด็ก ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่รวมไปถึงความเป็นคนทั้งหมด คนทั้งคน ทั้งกายทั้งใจ สติปัญญา ระเบียบวินัย ทักษะชีวิตๆ ต่าง ทุกอย่าง ดังนั้นโรงเรียนนี่แหละเป็นบ้านหลังที่สอง</b><b>ที่จะหล่อหลอมเด็ก สร้างคนทั้งคนขึ้นมา</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>7.ความเหลื่อมล้ำด้านปากท้องไม่ได้มีแค่ด้านเดียว!?</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-14683 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_webbanner_thumbnailNEWWW-788x1024.jpg" alt="" width="640" height="832" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_webbanner_thumbnailNEWWW-788x1024.jpg 788w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_webbanner_thumbnailNEWWW-231x300.jpg 231w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_webbanner_thumbnailNEWWW-768x998.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_webbanner_thumbnailNEWWW-750x974.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_webbanner_thumbnailNEWWW.jpg 963w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><b>คุณหมอลัดดา: </b><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยยังมีเด็กในภาวะทุพโภชนาการอยู่ 2 ด้าน แปลว่า โภชนาการที่ไม่ดี ก็คือขาดกับเกิน ประเด็นคือ </span><span style="font-weight: 400;">ณ ตอนนี้ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศคือเรามีเด็กที่มีภาวะเกินมากกว่าขาด ประเทศไทยนี่เป็นตัวอย่างที่ดีของทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ว่าเราสามารถลดภาวะขาดลงมาได้ ทั้งน้ำหนักน้อยและเตี้ย เราลดลงมาได้เยอะเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ปัญหาหนึ่งที่กำลังเพิ่มขึ้นมากคืออ้วนเพิ่มมากขึ้น ไม่แค่ในเมืองเท่านั้น แต่ในชนบทก็เช่นกัน คือได้พลังงานเกิน แต่สารอาหารไม่ครบถ้วน เด็กที่อ้วนเนี่ยเสี่ยงขาดธาตุเหล็ก เสี่ยงขาดวิตามินต่างๆ มากมาย วันนี้เรามีปัญหาโภชนาการเกินในเด็กแซงหน้าขาดแล้ว ตรงนี้ในเด็กวัยเรียนเรามีปัญหาเด็กอ้วนมากกว่าเตี้ยและผอมมากกว่าจริงๆ เพราะกินแต่ขนมไขมันเยอะ น้ำอัดลม ของหวาน ขาด</span><span style="font-weight: 400;">วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ</span><span style="font-weight: 400;">  ไปหมด ก็จะเสี่ยงเป็นโรคได้อีก </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>8.คุณหมออยากฝากอะไรถึงทุกคนในเรื่องนี้?</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14681" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/dd-1.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/dd-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/dd-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/dd-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/dd-1-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/dd-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><b>คุณหมอลัดดา: </b><span style="font-weight: 400;">จริงๆ ในสถานการณ์แบบนี้ เรื่องกำลังเงินอาจไม่ใช่คำตอบเสียทีเดียว คือ บางทีเราเอาแต่เงินหรือของไปให้อย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะเดี๋ยวมันก็หมดไป  เขาอาจจะช่วยด้วยแรงและสติปัญญา อาจทำกิจกรรมอาสาเพื่อเด็กกลุ่มนี้ หรือทำอย่างไรให้เด็กๆ และครอบครัวเขายังสามารถเอาตัวรอดได้ ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ แล้วก็มีหนุ่มๆ สาวๆ นักศึกษาหลายคนที่เขาก็อาจจะมีกำลัง มีวิธีคิด นวัตกรรม ในการช่วยเหลือได้ดี ถ้าตั้งเป็นกลุ่มที่จะให้คนเข้ามาร่วมกัน เราก็ยังมีพลังอีกมากในสังคมให้เรายังช่วยกันได้ มันเป็นการสร้างชีวิตให้เด็กๆ กลุ่มนี้ด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">แล้วคุณล่ะอยากสร้างจุดเปลี่ยนนี้อย่างไร?</h4>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมบริจาคช่วยเหลือน้องๆ ไปกับโครงการ</strong><br />
<strong>#สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับ กสศ.</strong><br />
<strong>ตั้งแต่วันนี้ &#8211; 18 มิถุนายน 2563</strong></p>
<p style="text-align: center;"><a class="btn btn-donate btn-campaign-donate" href="/donate-covid" target="_blank" rel="noopener noreferrer">บริจาค</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/6119-2/">เมื่อพิษ COVID-19 ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องอดมื้อ กินมื้อ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TSQP พัฒนาห้องเรียนปฐมวัย ผ่านหลักสูตร ‘บ้านวิทยาศาสตร์น้อย’และ‘โครงงานฐานวิจัย’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp552/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Nov 2019 23:00:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เปิดประตูสู่โอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=9406</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp552/">TSQP พัฒนาห้องเรียนปฐมวัย ผ่านหลักสูตร ‘บ้านวิทยาศาสตร์น้อย’และ‘โครงงานฐานวิจัย’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9411" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753725358.jpg" alt="" width="1706" height="960" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753725358.jpg 1706w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753725358-300x169.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753725358-768x432.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753725358-1024x576.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1706px) 100vw, 1706px" /></p>
<p>โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) ของสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องทั้งระบบโรงเรียน ครู การเตรียมพร้อมเด็กในศตวรรษที่ 21 ในพื้นที่เป้าหมาย 288 โรงเรียน ครอบคลุม 35 จังหวัด โดยมี 5 หน่วยวิชาการสำคัญร่วมพัฒนา โดย 1 ใน 5 หน่วยวิชาสำคัญอย่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัย มาช่วยพัฒนาโรงเรียนพื้นที่เป้าหมาย</p>
<p>มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ได้นำเอาประสบการณ์และความชำนาญในการจัดการเรียนการสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษา มาใช้กับโรงเรียนในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ<br />
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย(อปท.) ทั่วประเทศ โดยสร้างการเรียนรู้ผ่านโครงงานวิทยาศาสตร์ อันเป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์เฉพาะ ด้วยกระบวนการคิดตามหลักการของงานวิจัย โดยมุ่งสร้างบทเรียนจากสิ่งแวดล้อมในชุมชน เพื่อบ่มเพาะความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และปลูกฝังการสังเคราะห์ความรู้และแก้ปัญหาให้เด็ก</p>
<p>รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ดูแลโครงการห้องเรียนสร้างกระบวนการคิดในเด็กชั้นประถมศึกษา เล่าว่า จากประสบการณ์การจัดการสอนทั้งแบบ ‘โครงงานฐานวิจัย’ และ ‘โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย’ ทาง ม.สงขลานครินทร์ ได้นำเอาความรู้จากสองทางมาประสานกัน แล้วสร้างเป็นบทเรียนที่เหมาะสมกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยในชั้นเด็กเล็ก คือ อนุบาล 1-ป.3 จะใช้หลักสูตรบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ส่วนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จะใช้บทเรียนจากโครงงานฐานวิจัย ทั้งสองหลักสูตรจะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามโดยมีชุมชนเป็นฐาน ผ่านการทดลองเป็นกระบวนการหลัก ดังนั้นตัวความรู้ที่ได้ออกมาแต่ละชุดจะเกิดเป็นประสบการณ์เฉพาะตามบริบทในแต่ละท้องถิ่น แต่ผลที่ได้คือเด็กจะเกิดความสามารถในการตั้งคำถามหรือสมมติฐาน แล้วค้นหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9414" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753711309.jpg" alt="" width="1108" height="1477" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753711309.jpg 1108w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753711309-225x300.jpg 225w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753711309-768x1024.jpg 768w" sizes="(max-width: 1108px) 100vw, 1108px" /></p>
<p>ปัญหาส่วนใหญ่ที่ทางโครงการพบจากการจัดการศึกษาในเด็กประถม คือการเรียนในห้องไม่สามารถบรรลุผลในการสอนให้เด็กคิด หมายถึงการสร้างให้เด็กมีกระบวนการคิด ตั้งข้อสงสัย และหาคำตอบด้วยตัวเขาเอง ซึ่งสิ่งนี้มีความสำคัญต่อการดึงศักยภาพเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน รวมถึงการพัฒนาที่ต้องเพิ่มเติมในระดับที่สูงขึ้นตลอดเวลา หลักการของโครงการคือเราจะสร้างห้องเรียนให้มีบทเรียนที่ส่งเสริมให้เด็กได้คิด เริ่มจากถ่ายทอดหลักการสอนในเชิงวิทยาศาสตร์และการเรียนรู้แบบงานวิจัยให้ครู เพื่อให้ครูเป็นผู้กระตุ้นให้เด็กคิดเป็น</p>
<p>“การจะเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนจากเดิมที่เน้นให้เด็กทำตามโจทย์มาเป็นการกระตุ้นให้เขาคิด เราพยายามออกแบบอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้เกิดขึ้นในห้องเรียน การได้คิดได้ค้นหาคำตอบผ่านเรื่องราวใกล้ตัวจะทำให้เขาสนใจอยากเรียนรู้ โดยเราจะบูรณาการการถ่ายทอดความรู้แบบจิตปัญญาศึกษา ให้เขาเตรียมความพร้อมทั้งจิตใจและร่างกาย ปลูกฝังหลักการคิด พร้อมกับที่เขาจะได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ผ่านการทำงานกลุ่ม ได้เรียนรู้และยอมรับความคิดของกันและกัน ก่อนจะถอดเป็นบทเรียนในตอนท้าย” รศ.ไพโรจน์ กล่าวถึงหลักการสร้างกระบวนการคิดในเด็กปฐมวัย</p>
<p>ทางด้าน ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุถึงโครงงาน ‘บ้านวิทยาศาสตร์น้อย’ ว่า กิจกรรมบ้านวิทยาศาสตร์น้อย เป็นโครงการจากการประเมินผลของ PISA ที่มีงานวิจัยยืนยันว่าเราควรสร้างทัศนคติที่ดีด้านการเรียนรู้ทักษะและกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำได้มากที่สุด</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9413" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753718643.jpg" alt="" width="1568" height="1044" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753718643.jpg 1568w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753718643-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753718643-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753718643-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753718643-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753718643-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1568px) 100vw, 1568px" /></p>
<p>การจัดกิจกรรมให้เด็กในชั้นอนุบาล 1 &#8211; ป.3 ซึ่งเป็นชั้นเด็กเล็ก จะไม่เน้นที่การมุ่งใส่ความรู้ให้เด็ก แต่จะใช้วิธีให้เขาค้นพบองค์ความรู้ด้วยตัวเองจากการจัดรูปแบบการศึกษาของครู เริ่มจากความสนใจในสภาพแวดล้อมของชุมชนเป็นฐาน เช่นบทเรียนของโรงเรียนในเมือง เด็กจะได้ทำกิจกรรมจากความสนใจในชุมชนที่อยู่รอบๆ โรงเรียน ทำความรู้จักกับอาคารสิ่งก่อสร้าง ร้านค้าต่างๆ เช่นโจทย์จากร้านก๋วยเตี๋ยว เด็กจะได้เรียนรู้การเปลี่ยนลักษณะของเส้นก๋วยเตี๋ยวจากก่อนที่จะลวกจนถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ลวกจนมีสภาพเปลี่ยนไป หรือขั้นตอนการทำขนมง่าย ๆ จากร้านขนมใกล้โรงเรียน ซึ่งจะมีการทดลองทำตามหลักวิทยาศาสตร์ และเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก หรือโรงเรียนในพื้นที่ชนบท เด็กจะได้เรียนรู้บทเรียนจากปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบตัว จากดิน น้ำ ลม ฟ้า อากาศ หรือแสง รวมถึงผลิตผลและเกษตรกรรมในท้องถิ่นของเขา การนำสิ่งใกล้ตัวมาร้อยเป็นบทเรียนนี้เอง จะช่วยกระตุ้นความสนใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสงสัยใคร่รู้ต่อสิ่งรอบตัวของเด็กได้มากขึ้น</p>
<p>“โครงงานบ้านวิทยาศาสตร์น้อยจะกำหนดให้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการต้องมีอย่างน้อย 20 กิจกรรมในรอบปี<br />
โดยเริ่มจากกิจกรรมรายย่อยก่อน แล้วปิดท้ายด้วยโครงงานใหญ่ที่เด็กจะได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้กระบวนการวิจัย เขาจะรวบรวมความรู้จากบทเรียนที่เรียนมาตั้งแต่ต้นเทอม นำมาตั้งโจทย์เอง ออกแบบการทดลองเอง โดยครูจะเป็นผู้ช่วยนำพาเขาไปด้วยการตั้งคำถามกระตุ้นความคิด ว่าเขาจะต้องทำอย่างไร เรียงลำดับขั้นตอนทำงานด้วยตนเองได้ เพื่อให้การได้ความรู้ขั้นสุดท้ายเกิดขึ้นจากความคิดของเด็กเป็นหลัก</p>
<p>แล้วทุกปีทางโครงการจะมีหน่วยงานในแต่ละท้องถิ่นช่วยประเมินให้ทุกโรงเรียนมีโครงงานที่อยู่ในเกณฑ์อันเป็นเสมือนการกำกับคุณภาพ โรงเรียนไหนที่ผ่านการประเมินก็จะได้รับตราพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการการันตีว่าโรงเรียนจะต้องรักษาคุณภาพการสอน และพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ รศ.อัมพร อธิบายถึงเกณฑ์การประเมินผล</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9415" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753732611-1.jpg" alt="" width="1568" height="1044" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753732611-1.jpg 1568w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753732611-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753732611-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753732611-1-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753732611-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753732611-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1568px) 100vw, 1568px" /></p>
<p>รศ.ไพโรจน์ กล่าวเสริมต่อว่า ส่วนในด้านโครงงานฐานวิจัยที่เป็นหลักสูตรสำหรับชั้น ป.4 &#8211; ป.6 เราจะให้นักเรียนค้นหาโจทย์ ปัญหา และตั้งคำถามกันเองว่า เขาสงสัยในเรื่องใด แล้วตั้งสมมติฐานกันว่าถ้าจะทำการทดลองด้วยวิธีการใดหนึ่ง จะเกิดผลลัพธ์อย่างไร ให้เขาได้เริ่มช่วยกันคิดว่าตัวเองสงสัยเรื่องอะไร สร้างเป็นประเด็นขึ้นมา จากนั้นจึงออกแบบการทดลอง แล้วในระหว่างทดลองแต่ละกลุ่มก็ต้องหาตัวแปรต้นหรือตัวแปรตามด้วยวิธีการขอ<br />
งเขาเอง ครูจะเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำเท่านั้น ดังนั้นเด็กจะต้องคิดอย่างเป็นลำดับขั้นว่าอะไรคือเหตุ อะไรเป็นผล<br />
แล้วในการออกแบบการทดลอง เขาก็ต้องหาข้อมูลนำมาแชร์กันในกลุ่ม ก่อนจะสรุปผลร่วมกันตามหลักการและกระบวนการของโครงงานวิจัยทุกขั้นตอน</p>
<p>“โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย และ โครงงานฐานวิจัย ปัจจุบันทาง ม.สงขลานครินทร์ได้เริ่มทำในโรงเรียนประถมศึกษาแล้วกว่า 20 โรงเรียน โดยทาง กสศ. ได้สนับสนุนทุนและช่วยประสานงานเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการโรงเรียน ขณะนี้ทางโครงการได้เริ่มต้นวางรูปแบบให้ครูได้พัฒนาการจัดการสอนลักษณะดังกล่าว 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยไม่รบกวนการเรียนการสอนปกติ แล้วทางโครงการจะมีทีมติดตามผลในทุกโรงเรียน<br />
ทุกห้องเรียนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อดึงข้อมูลออกมาวิเคราะห์ห้องเรียนแต่ละห้อง รวมถึงช่วยครูในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีระบบการสื่อสารออนไลน์ที่ครูสามารถขอคำปรึกษาจากผู้จัดทำโครงการได้จาก ห้องเรียน ส่วนของการประเมินผลในภาพรวมจะต้องรอให้ครบ 1 เทอมการศึกษาเป็นอย่างน้อย แต่ในรูปแบบการสอนมันทำให้เห็นชัดเจนว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก ในห้องจัดกิจกรรม ว่าเด็กที่ผ่านการสอนโดยเน้นสร้างทักษะการคิด เขาจะรู้จักการตั้งคำถามและสร้างสมมติฐานต่อเรื่องราวรอบตัวมากขึ้น ตลอดจนรู้จักวิเคราะห์หาคำตอบเบื้องต้นจากข้อมูลที่มีและหาได้ด้วยตัวของเขาเอง” รศ.ไพโรจน์ กล่าวสรุป</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-9416" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753723067-1.jpg" alt="" width="1706" height="960" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753723067-1.jpg 1706w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753723067-1-300x169.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753723067-1-768x432.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/11/1573753723067-1-1024x576.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1706px) 100vw, 1706px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp552/">TSQP พัฒนาห้องเรียนปฐมวัย ผ่านหลักสูตร ‘บ้านวิทยาศาสตร์น้อย’และ‘โครงงานฐานวิจัย’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
