<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87-2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 06 Nov 2025 06:20:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกดีกับการมาโรงเรียนตั้งแต่เล็กๆวันหนึ่ง…พวกเขาจะรู้ว่า ‘การเรียน’ คือเครื่องมือสร้างอนาคต”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-061125-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Nov 2025 06:20:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[รัศมี ศักดิ์ดำรงศรี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านนากลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=97339</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โอกาสที่ได้เรียนต่อจนจบปริญญา มาเป็นครู เป็นสิ่งที่ไม่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-061125-2/">“ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกดีกับการมาโรงเรียนตั้งแต่เล็กๆวันหนึ่ง…พวกเขาจะรู้ว่า ‘การเรียน’ คือเครื่องมือสร้างอนาคต”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“โอกาสที่ได้เรียนต่อจนจบปริญญา มาเป็นครู เป็นสิ่งที่ไม่ได้มาเพียงเพราะยากจน หากยากจนแต่ไม่ตั้งใจเรียน หรือ ไม่ได้เรื่องการเรียนเลย ก็จะไม่มีใครมาช่วยเรา”</p>
</blockquote>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1 ปี ของ ‘ครูหยกกี้’&nbsp; ในวันที่ได้กลับมาเป็นต้นแบบของเด็กๆ ในชุมชนบนพื้นที่ดอยสูง</strong></h4>



<p>“แม้จะสอนเพียงระดับชั้นอนุบาล แต่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้พยายามสร้างรากฐานที่ดีให้กับเด็กๆ พยายามปลูกฝังให้เด็กๆ เริ่มรักการเรียน รักการมาโรงเรียน&nbsp; ทำให้พวกเขาค่อยๆ มองเห็น ว่า หากมีรากฐานในการเรียนที่ดี รู้สึกดีกับการมาโรงเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก วันหนึ่ง เมื่อพวกเขาโตขึ้น ก็จะได้รู้ว่าการเรียนจะเป็นเครื่องมือที่คอยช่วยให้สามารถต่อสู้เพื่อสร้างอนาคตที่ดีได้&nbsp; และเมื่อมีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตให้กับเด็กในชุมชนคริสต์ หนูก็บอกกับเด็กๆ ว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องอยากเป็นครูเหมือนหนู ทุกคนต้องมองหาสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง โดยเริ่มจากการมาโรงเรียน ใช้สิ่งที่เรียนรู้จากที่นี่ ซึ่งเหมาะกับช่วงวัยของแต่ละคน เป็นเครื่องมือในการค้นหาอนาคตของตัวเอง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-992d8d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(กลาง) ‘ครูหยกกี้’  รัศมี ศักดิ์ดำรงศรี  ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1</figcaption></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" data-id="97342" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-09.jpg" alt="" class="wp-image-97342" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-09.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-09-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-09-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-09-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-09-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="97340" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-06.jpg" alt="" class="wp-image-97340" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-06-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>‘ครูหยกกี้’&nbsp; รัศมี ศักดิ์ดำรงศรี ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เล่าถึงประสบการณ์การทำงานสอนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ที่ โรงเรียนบ้านนากลาง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนบ้านเกิด</p>



<p>ครูหยกกี้เล่าว่า โรงเรียนบ้านนากลาง ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างทุรกันดารบนภูเขาสูง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 69 คน นักเรียนทั้งหมดเป็นเด็กชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา รับผิดชอบสอนชั้นอนุบาล 2 มีนักเรียนทั้งหมด 4 คน เด็กแต่ละคน พูดภาษาไทยแทบไม่ได้เลย ทุกคนสื่อสารกันด้วยภาษาถิ่น คือ ภาษากะเหรี่ยง</p>



<p>“โรงเรียนใช้วิธีจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาษา สอนสองภาษาควบคู่กันไป โดยใช้ภาษาแม่หรือภาษาถิ่นเป็นหลัก&nbsp; ช่วยแก้ปัญหาเด็กไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไม่ตรงกับที่ครูสอน เน้นการสื่อสารกับเด็ก ตั้งแต่เริ่มเป็นครูที่นี่ สิ่งที่ได้พยายาม เป็นพิเศษก็คือ การพยายามสอนให้เด็กๆ ใช้ภาษาไทยเพื่อสื่อสารให้ได้ดีที่สุด พยายามให้พวกเขาเก่งภาษาไทยมากขึ้นเพราะเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองเด็ก ต้องการให้เกิดขึ้นกับลูกๆ เพราะทราบดีว่าหากมีพื้นฐานภาษาไทยดีขึ้น ก็จะมีโอกาสในการเรียนมากขึ้น</p>



<p>ชุมชน เคยเห็นหนูตั้งแต่ยังเด็ก จึงได้เห็นพัฒนาการด้านบวกของเด็กคนหนึ่ง ได้เห็นเด็กธรรมดาที่โตขึ้นมาเป็นครูสอนในโรงเรียนของชุมชน ผู้ปกครองซึ่งคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว&nbsp; ก็จะไว้ใจหนูมาก ทุกคนในชุมชน ทั้งผู้ใหญ่ ผู้ปกครองเด็ก ในชุมชน ได้เห็นว่าเด็กซึ่งมาจากครอบครัวเกษตรกร ที่ค่อนข้างลำบาก สามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเอง สร้างอนาคตที่ดี ด้วยการตั้งใจเรียนหนังสือได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7f7819"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="97347" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-03-1.jpg" alt="" class="wp-image-97347" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-03-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-03-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-03-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-03-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-03-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="97346" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-02.jpg" alt="" class="wp-image-97346" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>ครูหยกกี้ เล่าย้อนไปถึงช่วยก่อนที่จะได้รับทุนเรียนครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ว่า ฐานะทางบ้านค่อนข้างลำบาก ครอบครัวซึ่งมีลูกสาวในวัยที่ใกล้เคียงกันถึง 4 คน มีกำลังส่ง ให้ลูกเรียนหนังสือได้เพียงแค่การศึกษาภาคบังคับ โอกาสที่จะได้เรียนไปถึงระดับปริญญาตรี เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก</p>



<p>“โอกาสที่ได้รับจากทุน ครูรัก(ษ์)ถิ่นได้ถูกส่งต่อ ไปยังเด็กๆ สิ่งที่ถูกส่งต่อ&nbsp; ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่การงานของหนู แต่เป็นเรื่องราว ที่ทำให้เด็กคนอื่นๆ เชื่อมั่นว่า ทุกคนสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ด้วยการตั้งใจเรียน ทุนเรียนครูรัก(ษ์)ถิ่นที่หนูได้รับ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ หนูบอกกับเด็กๆ ว่า หากตั้งใจเรียนก็จะมีโอกาสที่ดี มีอนาคตที่ดีรออยู่ เพราะตัวครู ผ่านจุดนั้นมาแล้ว ทุนการศึกษาซึ่งช่วยให้ครูมีโอกาสได้เรียนต่อ เป็นสิ่งที่ไม่ได้มาเพียงเพราะครูเป็นคนยากจน หากยากจนแต่ไม่ตั้งใจเรียน หรือ ไม่ได้เรื่องการเรียนเลย ก็จะไม่มีใครมาช่วยเรา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad0337"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f63412"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/รัศมี-ศักดิ์ดำรงศรี-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ชุมชนที่นี่ มีเด็กที่จบมา ทำงาน เป็นข้าราชการครูน้อยมาก หนูเป็นคนที่ 2 ของชุมชน เด็กๆ ส่วนใหญ่ เรียนหนังสือ แค่ในระดับชั้น ป.6 หรือระดับการศึกษาภาคบังคับ เพื่อไปทำงานในไร่ข้าวโพด มีเด็กที่ตัดสินใจเรียนต่อเหนือระดับที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับน้อยมาก ในอนาคต หนูอยากจะช่วยปั้นเด็กในชุมชน สอนให้พวกเขา เห็นคุณค่าในตัวเอง มองหาความถนัดของตัวเอง ไม่อยากให้พวกเขาทิ้งการเรียน อยากให้เด็กชาติพันธุ์ โตขึ้นอย่างมีอนาคตอันสดใส เหมือนเด็กในพื้นที่อื่น ๆ ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-061125-2/">“ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกดีกับการมาโรงเรียนตั้งแต่เล็กๆวันหนึ่ง…พวกเขาจะรู้ว่า ‘การเรียน’ คือเครื่องมือสร้างอนาคต”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“U-Volunteer for School” รวมพลังนักศึกษาอาสาสมัคร พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-090425/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Apr 2025 12:11:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยแม่โจ้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยพะเยา]]></category>
		<category><![CDATA[U-Volunteer for School]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92535</guid>

					<description><![CDATA[<p>“อยากเห็นเด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและยั่งยืน  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090425/">“U-Volunteer for School” รวมพลังนักศึกษาอาสาสมัคร พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“อยากเห็นเด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและยั่งยืน เพื่อเติบโตขึ้นพร้อมทักษะวิชาการและทักษะการใช้ชีวิต”</p>



<p>“โอกาสทางการศึกษาที่เราส่งไปในวันนี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ เป็นต้นกล้าที่ดีและแข็งแรง แล้วเมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ พวกเขาจะเปลี่ยนจากผู้รับกลายเป็นผู้ให้ต่อไป”</p>



<p>“อยากเห็นน้อง ๆ มีความสุขกับการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งเราเชื่อมั่นจริง ๆ ว่าทีมอาสาสมัครจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นได้”</p>



<p>“ถ้าปลายทางของการทำงานอาสา คือการได้เห็นเด็ก ๆ มีความรู้ ทักษะ และมีแรงบันดาลใจ ก็รู้สึกคุ้มค่าแล้วกับเวลาที่เราทุ่มเทพยายามลงไป”</p>



<p><strong>พลังอาสาสมัครจะช่วยเติมเต็มการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างไร ?</strong> &#8230;ชวนฟังเสียงจากทีมนักศึกษาอาสาสมัครจาก ‘<strong>โครงการนำร่องพัฒนากลไกอาสาสมัครในสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล’ </strong>หรือ<strong> U-Volunteer for School</strong> ที่ <strong>กสศ.</strong> ร่วมกับ <strong>มูลนิธิวายไอวาย (Why I Why Foundation </strong>และ<strong> 5 มหาวิทยาลัย </strong>ริเริ่มขึ้นด้วยจุดประสงค์คือพัฒนาทักษะพี่ ๆ นักศึกษาอาสาสมัคร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ภารกิจสร้างโอกาสทางการศึกษา’ ให้กับน้อง ๆ นักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะการเข้าไปทำงานกับโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งไม่อาจควบรวมได้ เนื่องด้วยความสำคัญของการมีอยู่ในฐานะ ‘โรงเรียนของชุมชน’ หรือเป็นสถานศึกษาสำหรับรองรับเด็กเยาวชนในท้องถิ่น ซึ่งขาดแคลนโอกาสในการเดินทางไปเรียนยังโรงเรียนที่อยู่ไกลออกไป</p>



<p>โดย U-Volunteer for School จะเป็นพื้นที่พัฒนาทักษะเพื่อผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ ที่สามารถนำความรู้ความสามารถเข้าไปพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลในฐานะอาสาสมัคร ซึ่งขณะนี้โครงการได้เริ่มต้นโดยนำร่องร่วมกับ 5 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยพายัพ พร้อมได้จัดกิจกรรมค่ายปฐมนิเทศชวนพี่ ๆ อาสาจากสถาบันต่าง ๆ มาพบกัน เพื่อรับการถ่ายทอดความรู้และทักษะจำเป็นผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ก่อนจะเดินหน้าลงพื้นที่ทำงานกับโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย อันได้แก่โรงเรียนขนาดเล็กห่างไกลที่จะใช้ฐานข้อมูลจาก กสศ. เป็นโจทย์ในการสำรวจความพร้อมและคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“สิ่งที่เป็นรูปธรรมและทำได้ทันที คือระดมทรัพยากรการศึกษาให้เข้าไปถึงน้อง ๆ ในพื้นที่ห่างไกล”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e0772"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/01-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พี วรกิจ คำใจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังพบกันครั้งแรกและร่วมกิจกรรมที่อัดแน่นด้วยความรู้และทักษะของนักพัฒนาตลอดสามวันเต็ม <strong>พี วรกิจ คำใจ</strong> นักศึกษาชั้นปี 3 จากสาขารัฐศาสตร์บัณฑิต คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ทำให้มองเห็นหลากหลายมิติของกลไกอาสาสมัคร ที่จะสามารถเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ที่ขาดแคลนและอยู่ห่างไกลจากโอกาส โดยเฉพาะการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร โดยใช้ความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“มุมมองหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นรูปธรรมและทำได้ทันทีในช่วงเวลาราวห้าเดือนของโครงการ คือการระดมทรัพยากรการศึกษาให้เข้าไปถึงน้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพราะถึงแม้ว่าการพัฒนาโรงเรียนจะมีความยาก และมีรายละเอียดหลายสิ่งต้องทำ ไม่ว่าการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาโรงเรียนให้ตรงจุด หรือการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งครูและนักเรียน อย่างไรก็ตาม<strong>เมื่อคำนึงถึงโจทย์พื้นฐานของโรงเรียนขนาดเล็กที่ตลอดมาต้องเผชิญความขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน จึงคิดว่าถ้าเริ่มต้นจากลดข้อจำกัดของการเข้าถึงทรัพยากร ที่ไม่ใช่แค่นำสิ่งของหรือทุนเข้าไปมอบให้ แต่เป็นการดึงความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่มาช่วยกัน และเข้าไปช่วยพัฒนารากฐาน เช่น การซ่อมแซมอาคารเรียน ปรับปรุงห้องสมุด รวมถึงช่วยจัดหาสื่อการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กมีทักษะเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ก็จะสามารถหวังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระยะยาวได้”</strong></p>



<p>พีบอกว่า ที่ตัดสินใจร่วมโครงการนี้ เพราะอยากเห็นเด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเที่ยมและยั่งยืน เพื่อเติบโตขึ้นโดยมีทักษะด้านวิชาการและทักษะการใช้ชีวิต ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภาพสังคมในวงกว้าง และสำหรับวันนี้ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจอย่างเต็มตัวแล้ว ก็คิดว่าจะพยายามพัฒนาทักษะและนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ และจะสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“เมื่อเริ่มต้นแล้ว เครือข่ายจะมีแต่ขยายออกไปเรื่อย ๆ ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c69a62"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/02-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แพน กัญทิมา มองเพชร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>แพน กัญทิมา มองเพชร</strong> จากสาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ภาควิชาอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพ่วงด้วยตำแหน่ง นายกสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 กล่าวว่า ในฐานะผู้นำกิจกรรมนิสิต ตนเองให้ความสำคัญมากกับการพัฒนากลไกอาสาสมัครเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะไม่ใช่แค่ช่วยขยายโอกาสการเรียนรู้ไปสู่พื้นที่ขาดแคลน แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนิสิตนักศึกษาและชุมชน ซึ่งหลักสำคัญของการทำงานคือ <em>“เมื่อได้เริ่มต้นแล้ว เครือข่ายจะมีแต่ขยายออกไปเรื่อย ๆ” </em>ซึ่งหมายถึงยิ่งเวลาผ่านไป ภาคีเครือข่ายจะยิ่งเพิ่มพูนทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ</p>



<p>“เราอยากพัฒนาโครงการที่ดึงดูดการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างโอกาสและแรงบันดาลใจที่ยั่งยืน ภาพที่มองไว้จึงเป็นการจัดกิจกรรมอาสาสมัครที่เน้นพัฒนาเยาวชน โดยหวังผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่นมีค่ายเสริมทักษะ สอนพิเศษ หรือโครงการแนะแนวการศึกษา และ<strong>สำคัญมากคือมุ่งสร้างเครือข่ายกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ระยะยาวได้แม้ในวันที่โครงการสิ้นสุดลงแล้ว นอกจากนี้จะส่งเสริมและชักชวนให้นิสิตคนอื่น ๆ มามีส่วนร่วม เพื่อขยายผลภายในสถาบันอีกด้วย”&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p>แพนบอกเล่าถึงความคาดหวังต่อการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา ว่าอยากเห็นเด็กเยาวชนทุกพื้นที่เข้าถึงโอกาสได้โดยไม่จำกัดด้วยฐานะหรือระยะทาง และการศึกษาควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริง โดยเชื่อว่า ‘การเรียนรู้ที่หลากหลายตามบริบท’ และ ‘ครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่’ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเป็นต้นทางของการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต&nbsp;</p>



<p>“ที่เลือกเป็นอาสาสมัครด้านการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานของการพัฒนาชีวิตและสังคม อีกทั้งเราเองเป็นนิสิตครูที่มีโอกาสได้เห็นการเรียนรู้และระบบการศึกษาในหลายรูปแบบ จึงมีต้นทุนที่จะช่วยให้ตกผลึกได้ว่าการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นแบบใด ซึ่งแน่นนอนว่าไม่ได้มีเพียงรูปแบบใดหนึ่งตายตัว และแม้ว่าการทำงานครั้งนี้จะซับซ้อนและท้าทายมาก ๆ แต่เรารู้ว่าผลลัพธ์ที่จะได้คือการสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ มีอนาคตที่ดีขึ้น ส่วนท้ายที่สุด ถ้าปลายทางของการทำงานอาสา คือการได้เห็นเด็ก ๆ มีความรู้ ทักษะ และมีแรงบันดาลใจ ก็รู้สึกคุ้มค่าแล้วกับเวลาที่เราทุ่มเทพยายามลงไปค่ะ”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้แล้วจะหวังให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2663f4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/03-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ชะโอม อิทธิเดช ตื้อยศ </strong>นักศึกษาชั้นนปี 3 สาขาการบริการงานท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า จากข้อมูลที่ระบุว่าประเทศไทยมีโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 1,000 แห่ง ที่ขาดแคลนทรัพยากรทั้งบุคลากรและสื่อการเรียนรู้ จึงมองว่าการจัดตั้งกลไกอาสาสมัครถือว่าคือความเป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่จะช่วยเติมเต็มและลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำดังกล่าว โดยกระบวนการต้องทำผ่านการทำกิจกรรมแลระดมการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ และ<strong>นอกจากทำงานในพื้นที่ห่างไกลโดย การจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยเพื่อระดมความร่วมมือของรุ่นพี่รุ่นน้องและบุคลกรภายในมาเพิ่ม&nbsp; ตลอดจนขยายผลจากโครงการไปทำร่วมกับโรงเรียนอื่น ๆ ในการหาทรัพยากร ทุนทรัพย์ หรือสื่อการเรียนรู้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเพิ่มโอกาสให้กับน้อง ๆ กลุ่มนี้</strong></p>



<p>“เราเชื่อมั่นว่าโอกาสทางการศึกษาที่ส่งไปในวันนี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ เป็นต้นกล้าที่ดีและแข็งแรง แล้วเมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ พวกเขาจะเปลี่ยนจากผู้รับกลายเป็นผู้ให้ต่อไป อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่าวันนี้ประเทศไทยยังมีจำนวนอาสาสมัครน้อย และไม่มีได้มีเครือข่ายความร่วมมือที่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อมองถึงจำนวนเด็กทั้งหมดที่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา จึงพบว่าหลายพื้นที่ยังไม่มีความช่วยเหลือเข้าไปถึง พอเราทราบว่ามีโครงการอย่างนี้ เลยไม่รีรอที่จะร่วมเป็นอาสาสมัคร เพราะถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้แล้วจะหวังให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“ถ้าต่อยอดผลลัพธ์จากตัวโครงการไปประยุกต์ใช้ในปีการศึกษาต่อ ๆ ไปได้ นั่นเท่ากับสิ่งที่ร่วมกันทำครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้ว”</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0ac00a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/04-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ณัฐ ณัฐสุดา กังวาฬ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ณัฐ ณัฐสุดา กังวาฬ </strong>นักศึกษาปี 4 สาขารัฐศาสตร์ คณะวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า ‘การแก้ปัญหาตรงจุด’ หรือตรงกับความต้องการของพื้นที่ จะช่วยให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาทุเลาลงได้ กลไกอาสาสมัครจึงมีความสำคัญมาก ในการลงพื้นที่สำรวจสอบถามความขาดแคลนและความต้องการ จากครูและนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยข้อมูลนั้นจะเป็นต้นทางของกระบวนการวิเคราะห์เพื่อหาวิธีการทำงานที่เหมาะสม&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&nbsp;<strong>“สำหรับทีมอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรามองว่าการเข้าไปช่วยเรื่องเสริมทักษะภาษาให้กับน้อง ๆ และช่วยคุณครูจัดหาจัดทำสื่อการสอนที่น่าสนใจ ทันสมัย และเพียงพอต่อความต้องการ คือการเริ่มงานที่ตรงจุด และสอดคล้องกับบริบทของหลายโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลของภาคเหนือ</strong> ทั้งนี้ภารกิจสำคัญคือเราต้องรู้ว่าน้อง ๆ นักเรียนควรจะเรียนรู้ หรือต้องการการเรียนรู้อย่างไรที่เหมาะกับบริบทของชีวิต และวางแผนทำงานให้เป็นไปในทิศทางนั้น</p>



<p>&nbsp;“อยากเห็นน้อง ๆ มีความสุขกับการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งเราเชื่อมั่นจริง ๆ ว่าทีมอาสาสมัครจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เราตัดสินใจมาทำงานอาสาสมัครด้านการศึกษา โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้อง ๆ ในพื้นที่ห่างไกลจากโอกาส สามารถเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ด้วยตัวเองและนำไปใช้ได้จริง ทั้งในการศึกษาต่อและการทำงาน”</p>



<p>ณัฐทิ้งท้ายเกี่ยวกับแผนการทำงานหลังจากนี้ว่า คณะอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้วางเป้าหมายการทำงานโดยแบ่งออกเป็น ระยะแรกคือคาดหวังให้น้อง ๆ เรียนรู้บนความสนุก มีทักษะวิชาการและทักษะด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนความคาดหวังระยะถัดไปคือ มุ่งให้ตัวคุณครูเป็นผู้ต่อยอดผลลัพธ์จากตัวโครงการ โดยสามารถนำเทคนิควิธีการและกระบวนการไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนในปีการศึกษาต่อ ๆ ไปได้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าโครงการนำร่องที่ร่วมกันทำในครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้ว</p>



<p><strong>และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างพลังจากเครือข่ายนักศึกษาอาสาสมัคร ที่จะลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานจริงในอนาคตอันใกล้ โดยผลจากภารกิจครั้งนี้จะสะท้อนกลับมาในรูปแบบใด จะมีความเปลี่ยนเปลงเกิดขึ้นและหยั่งราก-งอกงามในพื้นที่ใดบ้าง กสศ. จะเฝ้าติดตามและนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป&nbsp; </strong>&nbsp;</p>



<p><strong>อ่านข่าว : </strong><a href="https://www.eef.or.th/news-300325/" target="_blank" rel="noopener" title="">กสศ. ร่วมกับมูลนิธิวายไอวาย และ 5 มหาวิทยาลัย พัฒนากลไกอาสาสมัครในสถาบันการศึกษา ช่วยเสริมโอกาสนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090425/">“U-Volunteer for School” รวมพลังนักศึกษาอาสาสมัคร พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูคุณภาพ + นักพัฒนาชุมชน : ชวนดู ‘นวัตกรรม’ การสอน จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการศึกษาแบบคนที่รู้ลึกรู้จริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-280524/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 May 2024 09:07:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ครูคุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[นักพัฒนาชุมชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82128</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป้าหมายของโครงการครูรัก(ษ์)ไม่ใช่แค่การให้ทุนเรียนครูแ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-280524/">ครูคุณภาพ + นักพัฒนาชุมชน : ชวนดู ‘นวัตกรรม’ การสอน จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการศึกษาแบบคนที่รู้ลึกรู้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป้าหมายของโครงการครูรัก(ษ์)ไม่ใช่แค่การให้ทุนเรียนครูแก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล แต่ยังทลายกรอบให้กว้างไกลไปจนถึงการสร้าง ‘ครูรุ่นใหม่’ และ ‘พัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน’ ไปพร้อมกัน ดังนั้นแล้วจึงไม่ใช่แค่การจบหลักสูตรครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เท่านั้น แต่ต้องเพิ่มหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนปลายทาง หรือโรงเรียนที่ครูจะต้องไปสอนเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นแล้วความแตกต่างของนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นกับหลักสูตรปกติคือการเพิ่มเติมหลักสูตรพัฒนานักศึกษาหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่เรียกว่า Enrichment Program เข้าไปในตารางการเรียนรู้ และการทำ ‘นวัตกรรม’&nbsp;</p>



<p>โดยนวัตกรรมที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นทำจะถูกขมวดมาจากการสังเกตการณ์สอนช่วงปี 1-3 ปีละ 1 เดือน และการลงฝึกสอนอย่างเต็มตัวตลอด 3 เดือนที่โรงเรียนปลายทาง เพื่อให้ปรับบริบทการผลิตและพัฒนาบุคลากรครูให้สอดคล้องกับสภาพงานในชุมชนที่ห่างไกล และสร้างเครือข่ายสำหรับหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ</p>



<p>“พอเราพูดถึงคําว่านวัตกรรม หลายๆ คน หลายส่วนมีความเป็นกังวลว่าฉันต้องไปสร้างอะไรที่มันใหญ่โตมันใช้เทคโนโลยีมันต้องใช้เครื่องจักร แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันคือนวัตกรรมทางด้านการศึกษา เช่น นักศึกษา ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนแล้วรับรู้ว่าเด็กคนนี้ทําไมเรียนรู้ช้า ไม่เกิดการพัฒนาหรือบางคนไม่อยากมาโรงเรียน”&nbsp;</p>



<p>อาจารย์น้อย นิตยา เรืองมาก รองคณบดีคณะครุศาสตร์ ครูพี่เลี้ยง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (มรภ.หมู่บ้านจอมบึง) บอกนิยามที่เรียกว่า ‘นวัตกรรม’ ในขอบเขตครูรัก(ษ์)ถิ่น</p>



<p>โดยที่ผ่านมานักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นทั่วประเทศก็ผลิตนวัตกรรมเพื่อแก้โจทย์การศึกษาแต่ละพื้นที่ และพร้อมที่จะเป็นครูตัวจริงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า&nbsp;</p>



<p>เราจึงอยากชวนมาดูนวัตกรรมของครูรัก(ษ์)ถิ่นว่ามีชิ้นไหนน่าสนใจบ้าง  และแต่ละชิ้นทำขึ้นมาเพื่ออะไร</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">• <strong>‘มู’ ศิริพงษ์ ไถนาเพรียว สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</strong></h4>



<p>‘มัส’ ณัฐวุฒิ งานแข็ง ก็คือเด็กทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 อีกคนหนึ่งจากเกาะยาวเช่นเดียวกัน แต่มัสได้บรรจุที่โรงเรียนอ่าวมะม่วง ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา โดยมัสเลือกการทำนวัตกรรมนิทาน 10 เรื่องเกาะยาว&nbsp;</p>



<p>“ผมแต่งนิทานขึ้นมาเอง แต่ข้อมูลทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของคนในชุมชน หรือเล่าเรื่องคนสำคัญที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะว่าอยากรักษาเรื่องราวที่อยู่ในชุมชนให้คนรุ่นหลังได้รู้ถึงเรื่องราวความเป็นมาของชุมชน”</p>



<p>มัส บอกที่มาว่าด้วยความที่โลกมันเปลี่ยนแปลงตลอด บางสิ่งบางอย่างที่เป็นเรื่องราวเก่าๆ เป็นตำนาน หรืออะไรต่างๆ มันก็เริ่มจะหายไปตามบุคคลที่เสียชีวิตไป ถ้าไม่มีการสานต่อเรื่องราวต่างๆ คนรุ่นหลังอาจจะไม่รู้ว่าเกาะยาวมีความเป็นมาอย่างไร แล้วก็มีใครบ้างที่เป็นและเคยเป็นบุคคลสำคัญในชุมชน โดยแหล่งข้อมูลที่มัสใช้อ้างอิง ก็มาจากพ่อของตัวเอง และโต๊ะครู (ผู้มีความรู้ประจำชุมชน)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aa2a27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘มัส-ณัฐวุฒิ-งานแข็ง-สาขาการประถมศึกษา-คณะครุศาสตร์-มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘มัส’ ณัฐวุฒิ งานแข็ง สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นิทานเกาะยาวเรื่องแรกจะเล่าถึงความเป็นมาของเกาะยาวก่อน จะเล่าแบบกว้างๆ แล้วก็จะโยงเข้ามาในชุมชน จบด้วยเรื่องของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนสําคัญเพราะส่วนใหญ่นักเรียนจะไม่ค่อยรู้ว่า เดิมทีแล้วโรงเรียนอ่าวมะม่วงไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นตั้งแต่แรก แต่ว่าจริงๆ แล้วโรงเรียนเคยอยู่ที่ริมทะเล”</p>



<p>มัสมองว่าการทำนวัตกรรมเรื่องเกาะยาว ไม่ใช่แค่การเป็นสื่อการสอนให้กับนักเรียนเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นหลังได้ด้วย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">• <strong>‘แป๋ม’ วรรณนิษา แสงศรี สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ </strong></h4>



<p>‘แป๋ม’ วรรณนิษา แสงศรี นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์&nbsp; แป๋มเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนปลายทางจึงอยู่ที่โรงเรียนบ้านหลักป้ายประชานุเคราะห์ ต.โพนงาม อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี โรงเรียนขนาดเล็กที่มีการสอนถึงแค่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยปีล่าสุดมีจำนวนนักเรียน 250 คน และมีครูรวมบุคลากรอัตราจ้างแค่ 20 คน&nbsp;</p>



<p>จากการเป็นผู้ช่วยฝึกสอนระยะเวลากว่า 1 เทอมที่โรงเรียนบ้านหลักป้ายประชานุเคราะห์ โดยรับผิดชอบในการดูแลระดับชั้นอนุบาล 2 และ อนุบาล 3 เป็นบางคาบ ทำให้แป๋มเห็นปัญหาเรื่องการเรียนรู้ของเด็กๆ จนกลายมาเป็นนวัตกรรมการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“แป๋มฝึกสอนที่ระดับชั้นอนุบาล 3 ทั้งชั้นมีเด็กประมาณ 13 คน พอไปลองสอนดูแล้วเจอตั้งแต่แรกว่าเด็กไม่ค่อยกล้าแสดงออกในชั้นเรียน ไม่กล้าคุยกับครู ไม่กล้าตอบคำถาม อ่านออกเขียนได้ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ เลยทำนวัตกรรมเรื่อง หนูน้อยนักวิทย์พัฒนาทักษะการคิดด้วยกิจกรรม PBL (Problem Based Learning)”</p>



<p>แป๋มยอมรับว่าช่วงเวลาหลังพักกลางวัน เด็กๆ ที่ดูแลจะเล่นสนุกตามปกติ แต่หากอยู่ในชั้นเรียนแล้วตั้งคำถามให้ตอบเด็กๆ จะเงียบ ไม่กล้าตอบ ไม่ค่อยอยากคุยกับแป๋ม ที่ ณ ตอนนั้นทำหน้าที่เปรียบเสมือนครูคนหนึ่ง</p>



<p>“เด็กๆ พอให้เขาเล่นกันเองเขาเล่นกันได้ปกติ แต่พอตอนเรียน ครูถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ ไม่ค่อยสนใจ เราคิดว่าเป็นปัญหา ซึ่งช่วงที่ฝึกสอนก็ได้ไปลงพื้นที่เจอครอบครัวเด็กๆ เจอว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่อยู่กับตายาย หรือไม่ก็ถูกเลี้ยงให้อยู่กับโทรศัพท์”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f742a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘แป๋ม-วรรณนิษา-แสงศรี-คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา-การศึกษาปฐมวัย-มหาวิทยาลัย.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘แป๋ม’ วรรณนิษา แสงศรี สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>พอเห็นปัญหาคร่าวๆ ประกอบกับที่แป๋มไปเจอการใช้ ‘จิตศึกษา ชง-เชื่อม-ใช้’ ของเพจ <a href="https://www.facebook.com/iamkru.eef" target="_blank" rel="noopener" title="">I AM KRU. สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน</a> เลยดึงเอาหลักการนี้มาทำสื่อการสอนให้เด็กๆ หันมาสนใจในคาบการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยตั้งต้นมาจากปัญหาที่เจอที่เรียกว่า Problem Based Learning หรือ PBL</p>



<p>“จุดประสงค์หลักๆ คือให้เด็กคิดแบบมีเหตุผลมากขึ้น กล้าพูด กล้าตอบ สิ่งที่ได้ออกมาคือ ตารางกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ ได้เล่น แบ่งเป็น 4 หน่วยการเรียนรู้ คือ 1. หนูทำได้ ปัญหามาจากเด็กๆ ใส่กระโปรงไม่ได้ด้วยตัวเอง 2.ฤดูฝนจ๋า ให้เด็กๆ เรียนรู้การเกิดฝน 3.อาหารดีมีประโยชน์ และ 4.ข้าวแสนอร่อย เพราะเกิดจากที่เด็กๆ ไม่ค่อยทานผัก และข้าวที่โรงเรียน&nbsp; ”&nbsp;</p>



<p>“หลักการชง-เชื่อม-ใช้ จะเริ่มต้นให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็นในห้องนั้น เช่นหน่วยการเรียนรู้ที่ 3.อาหารดีมีประโยชน์ น้องอนุบาลจะได้ดูนิทานเรื่องหนูนิดไม่ชอบทานผัก แล้วหลังจากดูจบก็ตั้งคำถามกับเด็กๆ ว่าทำไมเขาไม่ทาน แล้วอะไรจะทำให้ทานผักได้ เป็นคำถามง่ายๆ อันนี้คือการชงให้คิด ขั้นตอน ‘เชื่อม’ ก็มีกิจกรรมให้มาแก้ปัญหาที่เข้ากับตัวเองอย่างเรื่องทานผัก แล้วขั้นตอน ‘ใช้’ ก็สร้างกิจกรรมทำแซนวิชผักสลัดแล้วทานกันในห้อง และที่เป็นแซนวิช มาจากการถามเด็กๆ ว่าเรื่องทานผัก อยากทำเมนูอะไร เด็กๆ ก็ช่วยกันโหวตในสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้ทาน”</p>



<p>ผลลัพธ์ในมุมผู้สอนหลังจากทำกิจกรรมหน่วยการเรียนรู้แล้ว แป๋มบอกว่าเด็กๆ มีการคิดเชื่อมโยงมากขึ้น และแก้ปัญหาได้พอสมควร เช่น การเรียนรู้เรื่องฝน เด็ก 12 คน จากทั้งหมด 13 คน สามารถจำและเลือกอุปกรณ์กันฝนได้ตามที่สอน&nbsp;</p>



<p>“เด็กๆ ทำได้ กล้าตอบครูมากขึ้น แต่เพราะไปฝึกสอนระยะสั้นก็เลยไม่รู้ว่าเด็กๆ จะเป็นยังไงบ้างตอนนี้ กำลังจะไปบรรจุที่โรงเรียนแล้วและได้ดูแลน้องๆ อนุบาลเหมือนเดิมก็ต้องไปดูว่าปัญหาของเด็กรุ่นนี้คืออะไร”</p>



<p>ความพร้อมในการเป็นครูเต็มตัวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หากนับเป็นเปอร์เซ็นต์ แป๋มบอกว่ามีมากถึง 80% ส่วนที่เหลือเจ้าตัวบอกว่าต้องไปสำรวจดูหน้างานอีกทีถึงการแก้ปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">• <strong>‘เบียร์’ อัมรินทร์ สุวรรณมงคล สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</strong></h4>



<p>“เลือกทำนวัตกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมชุมชนเพราะเห็นว่ามันมีประโยชน์กับทั้งเด็ก และคนรอบข้างด้วย”&nbsp;</p>



<p>‘เบียร์’ อัมรินทร์&nbsp; สุวรรณมงคล นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ บอกที่มาของนวัตกรรมที่ต่ออยอดมาจากการลงไปฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านห้วยตาเปอะ อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสบนหุบเขา&nbsp;</p>



<p>เบียร์เล่าว่าโรงเรียนปลายทางที่กำลังจะไปบรรจุเป็นครูเต็มตัวมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมต้น โดยมีจำนวนนักเรียนราว 200 คนเศษ</p>



<p>“ปัญหาหลักๆ คือโรงเรียนโดยเฉพาะชั้นอนุบาล 3 ที่ไปฝึกสอนไม่มีสื่อการสอน หรือมีน้อย เด็กๆ ก็จะมีเกมให้เล่นเท่าที่มี หรือเขียนกระดาษเป็นหลัก”</p>



<p>จากการไปฝึกสอนรวมระยะเวลากว่า 3 เดือน หรือนับเป็น 1 ภาคการศึกษา เบียร์พบว่าสื่อการสอนขาดแคลนในระดับที่ต้องแก้ปัญหา เบียร์มองว่าสื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อการพัฒนาการเด็กปฐมวัย</p>



<p>“ตอนกำลังเริ่มวางแผนงานนวัตกรรมก็ไปเดินสำรวจหมู่บ้านรอบๆ ลงพื้นที่คุยกับผู้ปกครอง ก็เห็นว่าชุมชนรอบๆ ทำเกษตรกันหมดเลย โดยเฉพาะสวนยางพาราที่เห็นเยอะสุด เลยเอาข้อมูลนี้ไปปรึกษาครูพี่เลี้ยง และผอ. จนเขาเห็นด้วยเลยร่างเป็นโครงการจริงจัง”</p>



<p>แผนงานของเบียร์ คือใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนมาพัฒนาสื่อ และสร้างประโยชน์เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าวัสดุจากธรรมชาติโดยมีสภานักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อและพัฒนาสร้างสื่อ และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทของที่ระลึกหรือเครื่องประดับ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ec6fa6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘เบียร์-อัมรินทร์-สุวรรณมงคล-คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา-การศึกษาปฐมวัย-มหาว.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘เบียร์’ อัมรินทร์ สุวรรณมงคล สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“คนที่นี่ทำสวนยางพารา และปลูกมันสำปะหลัง เราเห็นว่าลูกยางพาราน่านำมาใช้ในการเรียนการสอนและต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชนได้ เลยตั้งเป้าหมายไปที่ให้สภานักเรียนทั้ง 11 คนก่อน ให้พวกเขาลงพื้นที่ชุมชน ช่วยกันคิดว่าจะเอาลูกยางมาทำอะไร”</p>



<p>ที่เบียร์เน้นการทำงานร่วมกันกับสภานักเรียน ไม่ได้เน้นกลุ่มนักเรียนที่ไปฝึกสอนตั้งแต่แรกเพราะว่า ต้องการให้สภานักเรียนเป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนและชุมชนเข้าด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>“วางแผนกับกลุ่มสภานักเรียนให้ลงไปคุยกับคนในชุมชนเพื่อดูว่าเขามีความเห็นยังไง แล้ววางแผนขั้นต่อมาคือทำสื่อจากลูกยางพารา จนสุดท้ายกลายเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น หมากเก็บเต่าทองจากลูกยางพารา พอผ่านขั้นตอนนี้ก็มีการจัดบูธให้คนในโรงเรียนเข้ามาชม เชิญผู้ปกครองมาด้วย มีการจำลองขายได้ ซึ่งผู้ปกครองก็สนใจ”</p>



<p>“แล้วหลังจากนั้นก็เอาสื่อพวกนั้นมาสอนน้องๆ อนุบาล น้องสนใจกันเยอะ ส่วนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำไว้ก็อาจจะต่อยอดขายเช่น พวงกุญแจลูกยางพารา สร้อยข้อมือลูกยางพารา กิ๊บลูกยางพารา ตุ้มหูลูกยางพารา”</p>



<p>เบียร์สรุปสั้นๆ ว่านวัตกรรมของเบียร์คือการทำสื่อการสอนจากของที่มีในชุมชน และอาจจะต่อยอดไปเป็นสินค้าประจำท้องถิ่นได้ </p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">• <strong>‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์ สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</strong></h4>



<p>“เอาชุมชนมาพัฒนานักเรียน”&nbsp;</p>



<p>นิยามผลงานนวัตกรรมของ ‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์ นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่คือการที่สามารถปรับใช้แก้ปัญหาได้ทั้งโรงเรียน และชุมชน</p>



<p>โรงเรียนบ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คือโรงเรียนปลายทางที่แคทกำลังจะไปบรรจุครู และทำการสอนตามเงื่อนไขทุน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f10b2c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘แคท-จิตสุภา-สมบูรณ์-สาขาการศึกษาปฐมวัย-คณะครุศาสตร์-มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์ สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โรงเรียนบ้านหัวนาเป็นโรงเรียนบนดอย ตอนไปฝึกสอนครั้งแรก กลัวมากเพราะเด็กในโรงเรียนมีแต่คนดาราอาง และไทใหญ่ ฟังภาษาเขาไม่รู้เรื่องเลย พอปรับตัวไปเรื่อยๆ ก็เจอว่าเด็กอนุบาลบวกเลขไม่เป็นเลย”</p>



<p>‘ดาราอัง’(บางทีเรียกดาราอั้ง) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐฉาน เช่นเดียวกับ ‘ไทใหญ่’ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานจังหวัดเชียงราย และเชียงใหม่ โดยทั้ง 2 กลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มประชากรหลักของชุมชนบ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</p>



<p>ผลงานนวัตกรรมของแคทมีชื่อว่า ‘เอ็มมาดพาเที่ยว’ เพื่อส่งเสริมให้เด็กระดับอนุบาล 2 สามารถนับจำนวนตัวเลขได้ โดยแคทบอกว่าตามมาตรฐานเด็กอนุบาลต้องมีความรู้วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานที่สามารถบวกลบเลขไม่เกินหลัก 5 ได้คล่อง</p>



<p>“นิทานจะเล่าเรื่องเอ็มมาด (ชื่อของเด็กนักเรียนในห้อง) ตอนที่ 1 จะเล่าเรื่องพาเที่ยวสวนส้ม แล้วเนื้อเรื่องจะเป็นการไปเก็บส้มลงตะกร้า แล้วถามว่าส้มเหลือกี่ผลประมาณนี้ เพื่อให้เด็กไปอ่านนิทานแล้วคิดตาม แต่รายละเอียดที่ใส่ในนิทานเป็นเรื่องในชุมชนหมดเลยหรือนิทานตอนที่ 2 คือเอ็มมาดไปงานวัด มีการแสดงในนั้น โจทย์ในนิทานก็ถามว่าคนแสดงมีกี่คน”&nbsp;</p>



<p>แคทเพิ่มเติมว่าในนิทานจะมีสีสันสดใส โดยตัวละครจะใส่เสื้อผ้าที่แปลกตาไปจากชุดนักเรียน เพราะนั่นคือชุดประจำชาติพันธุ์ อย่างสีแดงคือชุดประจำชาติพันธุ์ของชาวดาราอาง และชุดสีน้ำตาลคือชุดประจำของชาวไทใหญ่ นอกจากนี้การเลือกโลเคชั่นในนิทานก็มาจากสภาพพื้นที่ของชุมชนที่มักจะมีไร่ส้มจำนวนมาก&nbsp;</p>



<p>“นิทานสอนที่ 2 พาไปเที่ยวงานวัดในนั้นก็จะใส่การแสดงสำคัญ หรือประเพณีสำคัญเข้าใปให้เห็น เช่นงานปอยเทียน งานปอยส่างลอง”</p>



<p>แคทยอมรับว่าตัวแคทเองเป็นคนเมือง ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ แต่การให้ความสำคัญกับประเพณี หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสำคัญ</p>



<p>นิทานของแคทมีทั้งหมด&nbsp; 6 เรื่อง จะถูกเล่าให้กับเด็กๆ ในชั้นเรียนฟังในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ โดยบางช่วงจะมีการทำกิจกรรมนับส้มกันจริงๆ หรือการเชิญวิทยากร ปราชญ์ชุมชนเข้ามาบรรยาย&nbsp;</p>



<p>“พยายามเอาชุมชน เข้ามาแก้ปัญหานักเรียน เพราะถ้าหากจะแก้ปัญหาชุมชนเลย คิดว่าทำไม่ได้ เราไม่สามารถไปควบคุม หรือว่าไปแก้ไขอะไรใหญ่ๆ ได้ ก็เลยคิดว่าเริ่มจากจุดเล็กๆ ในโรงเรียน”</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>• ‘โอเว่น’ ศุภสิทธิ์ จิตอารีย์ สาขาประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong></h4>



<p>“เด็กต้องรู้จักที่มา ชุมชน รากเหง้าของตัวเอง”&nbsp;</p>



<p>‘โอเว่น’ ศุภสิทธิ์ จิตอารีย์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถูกบรรจุชื่อที่โรงเรียนบ้านห้วยโป่งอ่อน อ.เมือง จ.เเม่ฮ่องสอน ที่นับเป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็ก โอเว่นบอกว่าตัวเองเป็นคนไทใหญ่ แต่โรงเรียนปลายทางที่มีนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ‘กระเหรี่ยงแดง’ เป็นส่วนใหญ่ ทำให้การเป็นครูที่นี้ต้องใช้เวลาปรับตัวเยอะพอสมควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc926e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘โอเว่น-ศุภสิทธิ์-จิตอารีย์-สาขาประถมศึกษา-คณะศึกษาศาสตร์-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘โอเว่น’ ศุภสิทธิ์ จิตอารีย์ สาขาประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ดูแลน้องๆ ป.1 แต่ตอนทำนวัตกรรมต้องไปใช้ข้อมูลของเด็กป.2 เพราะเป็นชั้นที่นักเรียนเยอะที่สุด คือมี 5 คน ขณะที่ชั้นอื่นๆ มีแค่ 3 คน”</p>



<p>โรงเรียนบ้านห้วยโป่งอ่อน สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 แต่โอเว่นบอกว่าตอนที่เขาไปฝึกสอนนั้นไม่มีการสอนชั้น ป.4 เพราะไม่มีนักเรียนชั้นนั้นเลยต้องยุบ&nbsp;</p>



<p>โอเว่นเลือกทำนวัตกรรมแบบบูรณาการ โดยตั้งต้นจากปัญหาที่เห็นจากการลงฝึกสอน</p>



<p>“ตอนแรกก็ยังไม่เห็นปัญหาอะไรสักอย่างครับ แต่ว่าพอไปอีกรอบตอนฝึกสอนปีสี่ เจอปัญหาเยอะเลย โดยเฉพาะเด็กไม่มีความเข้าใจในความเป็นรากเหง้าชาติพันธุ์ของตัวเอง แล้วก็ไม่มีความรู้เรื่องสถานที่สำคัญต่างๆ ในหมู่บ้าน เช่นทุกวันศุกร์ โรงเรียนจะมีการแต่งชุดตามชาติพันธุ์ ซึ่งเขาแต่งแบบไทใหญ่มา ไม่ได้แต่งแบบกระเหรี่ยงแดง”</p>



<p>“นักเรียนไม่มีความรู้เลย”&nbsp;</p>



<p>โอเว่นจึงลงสำรวจชุมชน แล้วสร้างแผนการสอนที่คล้ายนิตยสาร โดยแบ่งเป็น 8 บท&nbsp; เพื่อเล่าข้อมูลที่มาของชาวกระเหรี่ยงแดง พร้อมกับสร้างให้สอดคล้องกับวิชาหลัก 8 วิชา ประกอบไปด้วย 1. ชุมชนมีที่มา คือการอธิบายประวัติชุมชน 2. ชุมชนชวนค้นหา เป็นการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ 3. ไร่ข้าวที่ปลายดอย อธิบายเรื่องการทำนา และวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสง น้ำ 4. อาหารสร้างสุข การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ 5. ร้อยเรียงเส้นไผ่ได้จักสาน จำลองรูปทรงเลขาคณิต 6. สัตว์เลี้ยงคู่ชุมชน 7.ถักเส้นใยใช้นุ่งห่ม 8.ปอยต้นธีมีอะไร&nbsp;</p>



<p>“เด็กควรรู้เรื่องชุมชน และที่มาของตัวเองเพราะว่ามันสามารถนําไปต่อยอดได้หลายอย่าง เช่น ความรักชุมชนที่ควรมาเป็นอันดับหนึ่ง ผมเน้นไปในส่วนของเจตคติของเด็กมากกว่า เพื่อให้เขาได้หวงแหนชุมชน หรือแม้แต่การอนุรักษ์ธรรมชาติของตัวเอง”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-280524/">ครูคุณภาพ + นักพัฒนาชุมชน : ชวนดู ‘นวัตกรรม’ การสอน จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการศึกษาแบบคนที่รู้ลึกรู้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Sep 2021 04:22:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.เกีรยรติสุดา ศรีสุข]]></category>
		<category><![CDATA[และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[Self-directed learning]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 3]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45956</guid>

					<description><![CDATA[<p>สร้างต้นแบบสถาบันผลิตครูคุณภาพรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/">กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><strong>สร้างต้นแบบสถาบันผลิตครูคุณภาพรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น รองรับความเปลี่ยนแปลง ตอบโจทย์บริบทพื้นที่ ​เป็นนักพัฒนาทำงานร่วมกับชุมชน แก้ปัญหาการโยกย้ายและขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล</strong></strong></p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมสถาบันอุดมศึกษา 7 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ​ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีการศึกษา 2565 ​ และร่วมรับฟังการชี้แจงผ่านระบบออนไลน์ ถึงกระบวนทัศน์การผลิตครูเพื่อพัฒนาชุมชน และแนวทางการทำงานเพื่อเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-159f7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/1631637024562-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> กล่าวว่า กสศ.มุ่งมั่นให้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ที่นำไปสู่การพัฒนาครูของประเทศไทยอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการผลิตครูจากศูนย์กลางไปสู่การผลิตครูที่สอดคล้องกับพื้นที่ เน้นไปที่ผู้เรียนกำกับตัวเอง (Self-Directed Learning) ครูต้องเปลี่ยนบทบาทการเป็นครูผู้สอนไปสู่การเน้นเป็น “ครูโค้ช” อำนวยความสะดวก จัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้ศึกษาสอดคล้องกับบริบทชุมชน ฐานทรัพยากร วัฒนธรรม นอกจากนี้ครูยังมีบทบาทมากกว่าผู้สอน แต่ต้องเป็นนักพัฒนาและนำการเปลี่ยนแปลงสู่ชุมชน ครูจึงต้องได้รับการบ่มเพาะสมรรถนะที่หลากหลาย เป็นครูคุณภาพที่ทำงานร่วมกับชุมชนได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d785cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งที่สำคัญคือ ครูต้องเป็นผู้รู้เท่าการเปลี่ยนการแปลง ต้องปรับตัวได้เร็ว ซึ่งเข้าใจว่าทั้ง 7 สถาบันกำลังออกแบบแผนการผลิตครูแบบใหม่ เพราะปัจจุบันเรามีการสูญเสียการเรียนรู้เยอะจากการสอนออนไลน์ เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่ได้เตรียมตัวออกแบบการเรียนรู้รองรับสถานการณ์ เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมา ยิ่งเห็นความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="454" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3.jpg" alt="" class="wp-image-23265" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></div>



<p></p>



<p>ในอนาคต โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะได้เตรียมความพร้อม ไม่ว่าในภาวะแบบไหน เด็กก็จะได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน รวมทั้งครูจะต้องเป็นครูของชุมชนที่มีการเรียนรู้ตลอดเวลา สถาบันการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการให้นักศึกษามีสมรรถนะออกแบบการเรียนรู้ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับบริบทพื้นที่ ชุมชน ทรัพยากร โดยต้องลงไปวิเคราะห์ศักยภาพ ครอบครัว ชุมชน ให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ท่ามกลางความท้าทายหลายประการ</p>



<p>เราเชื่อมั่นว่าสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการนี้จะผลิตและพัฒนาครูหัวใจเดียวกัน ที่จะดึงศักยภาพให้นักศึกษาจบมาเป็นครูที่ดี มีความสร้างสรรค์ มุ่งมั่นของชุมชน” รศ.ดร.ดารณีกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e6a02"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการ<br>สำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีที่มาจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจำเป็นต้องคงอยู่เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กท้องถิ่น ไม่สามารถยุบควบรวมได้ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพครูควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาครูโยกย้ายบ่อย จึงคิดวิธีให้คนในท้องถิ่นมาเรียนเป็นครูเพื่อกลับไปทำงานในบ้านเกิดตัวเอง ลดปัญหาการย้ายออกและขาดแคลนในอนาคต</p>



<p>มี 3 องค์ประกอบที่สำคัญคือ 1. การให้โอกาสเด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกลได้เรียนรวม 5 รุ่น 1,500 คน เพื่อไปบรรจุเป็นครูใน 1,500 โรงเรียน ​ 2. สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเพื่อผลิตครูให้เป็นบัณฑิตและนักพัฒนาชุมชน รวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเป็นต้นแบบพัฒนาครูต่อไป และ 3. โรงเรียนปลายทางซึ่งจะต้องร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพตามบริบบทของชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4d966b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-06-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการดำเนินการที่ผ่านมา 2 รุ่น มีนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น 627 คน และ​รุ่นที่ 3 มีเพิ่มขึ้นอีก 240 คน ดังนั้น การร่วมลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันในครั้งนี้จึงมีความสำคัญมาก ที่จะนำไปสู่กระบวนการคัดเลือกที่เป็นต้นทางสำคัญ ปัจจุบันโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเดินหน้ามาสู่รุ่นที่ 3 เปรียบเหมือนเดินทางมาถึงกลางทางของต้นน้ำ คือการคัดเลือกสถาบันคุณภาพมาร่วมโครงการ ดำเนินการคัดเลือกน้อง ๆ ที่มีใจอยากเป็นครู เข้ามาเรียนและจบไปบรรจุเป็นครูที่โรงเรียน</p>



<p>สถาบันอุดมศึกษายังมีภารกิจต้องติดตามเพื่อพัฒนาต่ออีก 6 ปี ดังนั้นการทำงานหนึ่งรุ่นจึงใช้เวลา 11 ปี นับเป็นโครงการระยะยาว ที่จะต้องมีการออกแบบการบริหารจัดการ การทำงานวิจัยรองรับ ด้วยความเชื่อมั่นว่าทุกมหาวิทยาลัยจะเป็นสถาบันต้นแบบพัฒนาครูต่อไป ดังนั้นต้องขอขอบคุณทุกสถาบันที่มาร่วมแรงร่วมใจสร้างครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-90aa39"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-04.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า อยากเห็นการพูดคุยของผู้บริหารสถาบันการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์บ่อย ๆ เพราะโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นโครงการระยะยาวประมาณ 11 ปี ต้องอาศัยความต่อเนื่องระดับนโยบายและความต่อเนื่องของข้อมูล นอกจากนี้ การทำงานของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานของ กสศ. ในโครงการอื่น ๆ เช่น โครงการ TSQP กว่า 700 โรงเรียน ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 700 โรงเรียน และเครือข่ายอีก 11 ประเทศ​ ​อย่างไรก็ตาม ครูถือว่ามีความสำคัญในการศึกษา​อย่างมาก และนับเป็นตัวคูณที่สำคัญ เพราะครูคนหนึ่งสามารถสอนหนังสือเด็กได้หลายพันคน การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเริ่มที่ครู ​นอกจากนี้อยากเน้นย้ำว่า ทุนที่ใช้ในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นเงินภาษีของประชาชน อยากให้ช่วยเน้นย้ำกับนักศึกษาที่ได้รับทุนว่า เงินทุกบากทุกสตางค์มาจากภาษีของประชาชน การใช้จ่ายต้องระมัดระวังและรู้คุณค่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da883b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> <strong>ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับ 7 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งถือเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านการผลิตครูสองชั้น ทั้งผลิตครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นและครูทั่วไป โดยการผลิตครูนั้นไม่ใช่แค่การสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเพียงแค่​ 4 ปี แต่ต้องติดตามดูแลต่อเนื่อง เพราะจากที่ศึกษามาพบว่า กว่าจะเป็นครูที่เชี่ยวชาญ​ต้องใช้เวลา 5-7 ปี จึงต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเมื่อผ่าน 5-7 ปี แล้วพวกเขาก็ยังต้องพัฒนาตัวเองต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด รวมทั้งจากที่หลายสถาบันดำเนินการมาก่อนหน้านี้ มีประสบการณ์สอน การวัดผล และพบปัจจัยท้าทายมากมาย ตรงนี้น่าจะได้นำมาเป็นข้อมูล คิดหาทางปรับตัวในการผลิตครูต่อไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="454" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3.jpg" alt="" class="wp-image-23262" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></div>



<p></p>



<p><strong>ด้าน ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</strong> กล่าวว่า ในพื้นที่ห่างไกลมีปัญหาเรื่องครูโยกย้ายบ่อย พอผ่านไปสองปีสอบบรรจุได้ก็ย้ายออก ​โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะสามารถแก้ปัญหานี้ สร้างครูที่เป็นนักพัฒนา ทั้งวิชาการและจิตวิญญาณความเป็นครู อีกทั้งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีคุณภาพการศึกษาต่ำที่สุดในประเทศไทย ถ้าผลิตครูด้วยกระบวนการปกติก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ เช่น ในพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องเด็กพูดไทยไม่ได้ ก็ต้องเน้นการผลิตครูตามบริบทพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับครูนักพัฒนาอย่างแท้จริง เพราะ​มีแต่การศึกษาเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากจะมุ่งแก้ไขปัญหาแต่เพียงในมิติสังคม มิติเศรษฐกิจ ในขณะที่การศึกษายังไม่เข้มแข็ง ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A2.-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2_Photo-12.jpg" alt=""/></figure>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.เกีรยรติสุดา ศรีสุข คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong> กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมงานกับ กสศ. ในการผลิตครูตามความต้องการของชุมชน ตั้งแต่ระบบคัดเลือกที่จะได้เด็กที่มีความเหมาะสม โดยประสานความร่วมมือกับผู้นำชุมชน และให้คณาจารย์บูรณาการการลงพื้นที่เพื่อให้ได้ครูรุ่นใหม่ที่ไปทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ เน้นเรื่องอัตลักษณ์พื้นที่โดยใช้ข้อมูลจากบิ๊กดาต้า (big data) มาออกแบบการเรียนการสอน สร้างสมรรถนะชั้นสูง มีการออกแบบวิชาใหม่ๆ เพื่อให้เด็กได้รอบรู้ ซึ่งจะมีการออกแบบร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ แม้กระทั่งเภสัช ที่จะได้เรียนรู้เรื่องสมุนไพร สิ่งสำคัญคือ การติดอาวุธทางวิชาการและวิชาชีพให้ครูไปใช้งานได้จริง ส่วนใหญ่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจะมีลักษณะครูไม่ครบชั้น ดังนั้นครูจะต้องสอนเด็กได้ทุกชั้น ทุกวิชา </p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/">กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่งต่อ &#8220;โอกาส&#8221; ที่เคยได้รับ กลับไปเป็นครูบ้านเกิด พัฒนา &#8220;เด็ก&#8221; และ &#8220;ชุมชน&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-teacher-eef-kanchit-nantavichinrit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Sep 2021 11:39:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ครรชิต นันทวิเชียรฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45630</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการดูแลเอาใจใส่ของคุณครูในวัยเด็กกลายเป็นแรงบันดาลใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-teacher-eef-kanchit-nantavichinrit/">ส่งต่อ “โอกาส” ที่เคยได้รับ กลับไปเป็นครูบ้านเกิด พัฒนา “เด็ก” และ “ชุมชน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากการดูแลเอาใจใส่ของคุณครูในวัยเด็กกลายเป็นแรงบันดาลใจให้<strong>ชิต-ครรชิต นันทวิเชียรฤทธิ์</strong> ตั้งเป้าหมายว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาเป็น &#8220;ครู&#8221; ในพื้นที่บ้านเกิด เพื่อส่งต่อโอกาสดี ๆ อย่างที่เขาเคยได้รับ</p>



<p>&#8220;ตอนเป็นเด็กผมต้องไปอยู่ที่หอพัก คุณครูที่โรงเรียนดูแลผมดีมาก ไม่ต่างจากพ่อแม่ ทั้งเรื่องเรียน ชีวิต ความเป็นอยู่ หางานพิเศษมาให้ทำ เป็นคนที่ช่วยผลักดันในทุกด้าน เวลามีกิจกรรมอะไรก็สนับสนุนตลอด พาผมไปแข่งทักษะวิชาการ คุณครูออกค่าใช้จ่ายให้หมด ควักเงินส่วนตัวของครูเองด้วย โอกาสในวันนั้นทำให้ผมมีวันนี้ และผมก็อยากจะส่งต่อโอกาสที่ได้เคยรับไปให้กับน้องๆ&#8221;​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a02323"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ชิตเล่าให้ฟังว่าฐานะทางบ้านไม่ดีนัก พ่อแม่ทำการเกษตร ปลูกข้าวโพด ช่วงกำลังจะจบ ม.6 ลังเลอยู่ว่าจะเรียนต่อเป็นครูอย่างที่ตั้งใจ หรือจะต้องเบนเข็มไปเรียนสายอาชีพเพื่อรีบออกมาหางานทำแบ่งเบาภาระที่บ้าน </p>



<p>&#8220;ถ้าไม่ได้ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ของ กสศ. ​ผมไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนเรียนด้วยซ้ำ พอรู้ว่ามีโครงการนี้ก็ไปสมัคร ผมตั้งใจเรียน เกรดเฉลี่ย 3.30 ตอน ม.5 เคยได้รางวัลวาดภาพระบายสีในการแข่งขันทักษะวิชาการ ได้รองชนะเลิศอันดับ 3 ของภาคเหนือ ไปเข้าค่ายสอบสัมภาษณ์จนได้รับคัดเลือก ทำให้มีโอกาสได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ไปบอกที่บ้าน พ่อกับแม่ดีใจมาก&#8221;​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6660df"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-10.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชิต-ครรชิต นันทวิเชียรฤทธิ์<br>นักเรียนโครงการทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ของ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัจจุบันชิตเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ภาควิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อีก 3 ปีเขาจะกลับมาบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนที่เขาเคยเรียนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก</p>



<p>โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาสูง การเดินทางค่อนข้างยากลำบาก ต้องใช้รถโฟร์วีลไดรฟ์ ช่วงหน้าฝนถนนก็ไม่ดี ไปไหนลำบาก​ ไฟฟ้าก็ดับบ่อย กระทบไปถึงการเรียน โดยเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์ ครูต่างถิ่นที่มาบรรจุสักพักก็จะย้ายออกไปที่อื่น ทำให้ขาดความต่อเนื่อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9af018"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/223321.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ลดช่องว่าง &#8220;ภาษา&#8221;<br>เข้าใจบริบทชุมชนเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้</h2>



<p>ในฐานะคนในพื้นที่ที่จะกลับมาเป็นครู เขามองว่าเป็นข้อดี ช่วยลดปัญหาการโยกย้ายครูในพื้นที่ห่างไกล เพราะเขาสามารถอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวได้ระหว่างที่เป็นครู ไม่ต้องคอยกังวลหรือเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวบ่อยๆ ที่สำคัญคือความใกล้ชิด รู้จักบริบทของชุมชน รู้จักเด็ก ๆ แถวบ้านที่จะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึั้น&nbsp;</p>



<p>&#8220;ยิ่งบนดอยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร บางครั้งพูดภาษาไทยไม่ชัด ไม่กล้าพูด  พูดแล้วไม่เข้าใจ ซึ่งกระทบต่อไปถึงการเรียนรู้ของเด็กๆ เพราะเวลาไปพูดกับครูที่มาจากต่างถิ่นแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่กล้าถาม แต่ถ้าเราเป็นครูในพื้นที่ ก็จะทำให้สื่อสารเข้าใจกับเขาได้ง่ายกว่า เราเองก็เคยประสบปัญหาตรงนั้นมาก่อน เช่น เรื่องพูดไม่ชัด เราก็สามารถสอนเทคนิควิธีปรับให้เขากล้าพูด กล้าสื่อสารมากขึ้น&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2cfe0d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เตรียมพร้อมสู่นักพัฒนาชุมชน<br>แก้ปัญหาเด็กต้องเริ่มจากที่ครอบครัว</h2>



<p>เป้าหมายตอนนี้คือตั้งใจเรียน&nbsp; เก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์เพื่อกลับมาเป็นครู ซึ่งไม่ใช่แค่ทำหน้าที่สอนหนังสืออย่างเดียว แต่สำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่นแล้ว หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างคือการเป็นนักพัฒนาชุมชนควบคู่ไปด้วย&nbsp;</p>



<p>ในฐานะลูกหลานเกษตรกร ชิตมองว่าปัญหาเวลานี้คือข้าวโพดราคาตกต่ำ ทางแก้ไขคือควรสนับสนุนให้ความรู้เรื่องปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นเสริมไปด้วย เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e17257"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;เรื่องเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่วนใหญ่เด็ก ๆ ในชุมชนจบ ม.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ ต้องออกมาหางาน ถ้าเราจะทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนต่อก็ต้องเริ่มจากการช่วยแก้ปัญหาเรื่องอาชีพและรายได้ของครอบครัว ให้เขามีความพร้อม หรือสอนให้เด็ก ๆ มีทักษะอาชีพ ​ให้เขาสามารถหารายได้เสริมระหว่างเรียนไปด้วยได้&#8221;</p>



<p>สิ่งสำคัญคือการถ่ายทอดสิ่งที่ชิตเคยเรียนรู้จากคุณครูตอนอยู่หอพัก เช่น เรื่องการปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้จัดกิจกรรมเสริมทักษะให้กับนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกผักสมัยใหม่ด้วยโรงเรือน การทำปุ๋ยหมัก ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อกลับไปเป็นครูในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c2f088"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/17-ครูรักษ์ถิ่น-ส่งต่อโอกาส-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เรื่องราวของชิตเป็นอีกหนึ่งในตัวอย่างของนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งปัจจุบันเดินหน้าต่อเนื่องมาเป็นรุ่นที่ 3 ด้วยเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างต้นแบบการผลิตครูระบบปิด ด้วยการให้การสนับสนุนเด็กในพื้นที่ห่างไกลให้มารับทุนการศึกษา เมื่อเรียนจบก็จะกลับไปบรรจุเป็นครูในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง</p>



<p>ด้วยจุดแข็งของการเป็นคนในพื้นที่ ย่อมทำให้เข้าใจบริบท ภาษา วัฒนธรรม ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ ที่จะช่วยให้การพัฒนาทำได้ดีขึ้น รวมทั้งจะเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาครูโยกย้ายถิ่นฐานในพื้นที่ห่างไกลได้​อีกด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-teacher-eef-kanchit-nantavichinrit/">ส่งต่อ “โอกาส” ที่เคยได้รับ กลับไปเป็นครูบ้านเกิด พัฒนา “เด็ก” และ “ชุมชน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
