<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาลัยมหิดล | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Sep 2020 00:26:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มหาวิทยาลัยมหิดล | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยยากจนทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่อง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/220920-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2020 00:26:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัย และเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=21993</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. จับมือ กทม. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/220920-2/">มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยยากจนทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter wp-image-22004 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailC-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="color: #008000;">กสศ. จับมือ กทม. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ” ยกระดับศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานครจำนวน 292 ศูนย์ เด็กจำนวน 22,713 คน ควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยยากจนทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบกลางคัน และลดอัตราเด็กเล็กไม่ได้ศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ร่วมพิธีเปิด “โครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัย และเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร”</span></p>
<figure id="attachment_21996" aria-describedby="caption-attachment-21996" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-21996 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-4-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-21996" class="wp-caption-text">พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากทม.</figcaption></figure>
<p><b>พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานในพิธีเปิด</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า กทม. มีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจำนวน 292 ศูนย์ มีเด็กจำนวน 22,713 คน แต่ปัจจุบันการจัดบริการสาธารณะเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนเปราะบาง หรือที่มีความต้องการพิเศษยังขาดกลไกและบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางวิชาการมาช่วยเหลือ ดังนั้น สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนิน  </span><b>“โครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร”</b><span style="font-weight: 400;">  เพื่อพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร ให้มีขีดความสามารถในการดูแล ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่ยากจนและมีภาวะยากลำบากให้ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป </span></p>
<figure id="attachment_21997" aria-describedby="caption-attachment-21997" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-21997 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-5-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-21997" class="wp-caption-text">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกสศ.</figcaption></figure>
<p><b>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า </b><span style="font-weight: 400;">กสศ. จัดตั้งขึ้นตามเจตนารมย์</span><span style="font-weight: 400;">ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการให้ กสศ. เป็นหนึ่งในกลไกปฏิรูประบบการศึกษาที่มีขนาดองค์กรไม่ใหญ่ เน้นทำงานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจึงวางนโยบายให้ กสศ. มุ่งพัฒนาตัวแบบปฏิรูป หรือนวัตกรรมการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง สนับสนุนกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรหลักในระบบการศึกษา เพื่อใช้สนับสนุนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของรัฐบาล และส่งต่อให้หน่วยงานรับผิดชอบหลักนำไปขยายผลเกิดความยั่งยืน เช่น ในช่วงปี 2562 กสศ. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่ยากจนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อให้จังหวัดมีขีดความสามารถที่จะดำเนินการปฏิรูปการศึกษาหรือจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนได้เองในระยะยาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาความเข้มแข็งของกลไกความร่วมมือจัดการศึกษาของจังหวัด (2) พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการวางแผนและติดตามช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเป็นรายบุคคล และ (3) ดำเนินมาตรการเพื่อติดตามช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย โดย กสศ. ได้สนับสนุนการดำเนินงานในจังหวัดนำร่อง จำนวน 20 จังหวัด กระจายอยู่ทุกภูมิภาค</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2563 กสศ. ได้กำหนดนโยบายขยายการช่วยเหลือไปยังเด็กปฐมวัยที่ยากจนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยให้ความสำคัญกับการ</span><span style="font-weight: 400;">ค้นหา คัดกรอง และนำเด็กกลุ่มดังกล่าวกลับเข้ารับบริการใน</span><span style="font-weight: 400;">ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร จะช่วยเตรียมความพร้อมและลดอัตราการไม่เข้าศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้เป็นอย่างมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น กสศ. จึงได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว จัดทำ “</span><b>โครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยยากจนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร</b><span style="font-weight: 400;">” ที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสำรวจ ค้นหา คัดกรอง และให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาอุปสรรคในการเข้ารับบริการในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของครอบครัวยากจน ทั้งที่มีเด็กปฐมวัยที่กำลังรับบริการอยู่ หรือยังไม่ได้เข้ารับบริการ (เด็กปฐมวัยนอกระบบการศึกษา) ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของผู้ดูแลเด็กรวมถึงการพัฒนาคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-21998" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/d-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์จากการดำเนินงานของโครงการ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กก่อนวัยเรียนในกรุงเทพมหานคร ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนต่อในระดับประถมศึกษา สนับสนุนให้มีอัตราการเรียนต่อในระดับประถมศึกษาเพิ่มมากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพอีกด้วย รวมทั้งได้แนวทางการทำงานร่วมกับชุมชน และครอบครัวผู้ดูแลเด็กปฐมวัยยากจนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และเด็กปฐมวัยนอกระบบ ในเขตกรุงเทพมหานคร</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">พื้นที่ กทม. มีเด็กยากจน ช่วงปฐมวัย 13,000 คน ยังไม่ได้รับการศึกษาในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน อันนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ กสศ. อยากชวนให้หาเด็กกลุ่มนี้ให้เจอ เรามีเครื่องมือที่จะใช้คัดกรองน้องๆ เป็นรายบุคคล เพื่อดูสภาพปัญหาและแนวทางช่วยเหลือ ส่วนครูในศูนย์พัฒนาเด็ก กสศ. อยากให้ได้รับการพัฒนาทักษะ เรื่องการเรียนการสอน การดูแลเด็กโดยเฉพาะกลุ่มที่ยากลำบาก ซึ่งต่างจากการดูแลเด็กที่มีความพร้อมมากกว่า-นายพัฒนะพงษ์ กล่าว</span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้  ทางสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มีเครื่องมือในการที่จะชวนคุณครูมาพัฒนาการเรียนการสอน ไปสู่น้องๆ เพื่อให้เป็นหน่วยจัดการศึกษาที่เด็กๆ อยากมาเรียน สนุกกับการมาเรียน สามารถดูแลเด็กได้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายพัฒนะพงษ์ กล่าวด้วยว่า  เราเชื่อว่าครูจะสนุกกับวิธีการและเครื่องมือ อยากให้มั่นใจว่าเครื่องมือได้ผ่านการพัฒนามาแล้ว แต่ก็ยังต้องได้รับการพัฒนาต่อเนื่องให้เหมาะสมกับบริบท ความเข้มข้นของปัญหา เพื่อที่จะขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามเมื่อเราทำงานช่วงนี้ผ่าน กสศ. อยากเห็นเด็กมาเรียนได้ในทุกๆ วัน ได้รับการดูแลตามสมควร และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เด็กเล็ก ช่วงอายุ 3-5 ปี สามารถไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เด็กที่ยังไม่ได้เรียน ได้รับโอกาสทางการศึกษา 10 ปีต่อจากนี้ จะไม่เห็นเด็กต้องกลายเป็นเยาวชนนอกระบบการศึกษา แต่จะเป็นกำลังคนที่มีคุณค่าของประเทศต่อไป</span></p>
<p><b>นายพัฒนะพงษ์</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลเด็กปฐมวัยเป็นต้นทางที่จะลดจำนวนเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในอนาคตได้ เพราะหากเราปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบกลางคัน โจทย์มันจะยากกว่า เพราะหากบาดแผลเกิดขึ้นกับเด็กแล้ว การที่จะไปชวนเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือแม้แต่การเติมทักษะชีวิตหรือทักษะอาชีพ เป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนกว่า สิ่งที่เราทำเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด</span></p>
<p><b>รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์</b> <b>ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า ปี 2561 &#8211; 2562 สถาบันได้ทำการศึกษากลุ่มเด็กยากจน 458 ครอบครัวในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3 จังหวัด พบว่า กลุ่มเด็กยากจนขาดแคลนที่มีภาวะวิกฤตครอบครัว ร้อยละ 53.5 มีการแตกแยกหย่าร้างของพ่อแม่ ร้อยละ 25.3 มีความรุนแรงในครอบครัว ร้อยละ 14 ผู้เลี้ยงดู มีการใช้สารเสพติด ร้อยละ 69  ได้รับการดูแลที่ไม่บรรลุผลสุขภาวะ ร้อยละ 24 มีพัฒนาการล่าช้า ร้อยละ 9 มีพัฒนาการล่าช้ามาก จึงได้ผลักดันนโยบายการคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงและรูปแบบการเยี่ยมบ้านโดยทีมบูรณาการเพื่อแก้ปัญหากลุ่มเด็กยากจน</span></p>
<figure id="attachment_21999" aria-describedby="caption-attachment-21999" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-21999 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-14-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-21999" class="wp-caption-text">รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล</figcaption></figure>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมีศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยในชุมชนเป็นจุดเชื่อมโยงทีมบูรณาการในพื้นที่ ซึ่งโครงการการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร” เพื่อยกระดับการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ยากจนและมีภาวะวิกฤตครอบครัว โดยใช้ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชน (ศพด.) ที่อยู่ในการสนับสนุนของกรุงเทพมหานคร เป็นฐานสำคัญในการนำการช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการกลุ่มเด็กปฐมวัยยากจนในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ไม่น้อยกว่า 10,000 คน และเด็กปฐมวัยนอกระบบ ไม่น้อยกว่า 1,000 คน และอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร จะได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถในการช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการกลุ่มเด็กยากจนที่มีภาวะความยากลำบาก แนวทางการทำงานที่ได้จะเป็นประโยชน์ในการขยายผลในเมืองต่างๆ ต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทางโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงาน 1 ปีตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 &#8211; สิงหาคม 2564 มีแนวทางการดำเนินงานดั้งนี้ 1.พัฒนาเครื่องมือคัดกรองเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจนขาดแคลนและมีภาวะวิกฤตครอบครัว และนำมาให้ครูและผู้ดูแลเด็กของศพด.ใช้ในการคัดกรองเด็ก ทั้งเด็กปฐมวัยในระบบและนอกระบบ 2. จัดการอุดหนุนงบประมาณแก่เด็กปฐมวัยยากจนที่มีความเสี่ยงสูงในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเพื่อบรรเทาอุปสรรคในการเรียน และผลกระทบจากภัยการระบาด Covid-19 3. สนับสนุนวิชาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ให้สามารถออกแบบกระบวนการและให้การดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยยากจนที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ โดยจัดการฝึกอบรม ให้คำปรึกษา เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเนื่อง และการสนับสนุนทรัพยากร เครื่องมือ สำหรับครูและผู้ดูแลเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน 4. สนับสนุนวิชาการเพื่อการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนให้มีกระบวนการทำงานกับครอบครัวยากจนที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งการเยี่ยมบ้านร่วมกับทีมบูรณาการด้านสุขภาพและการคุ้มครองเด็ก และการส่งต่อข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานวิชาชีพที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือเด็กในครอบครัวยากจนที่มีความเสี่ยงสูง 5. อุดหนุนงบประมาณแก่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อดำเนินการข้อ 3 &#8211; 4 แก่เด็กปฐมวัยยากจนที่มีความเสี่ยงสูง</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/220920-2/">มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยยากจนทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/25050-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 07:59:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Glabal Database on Intergenerational Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[นณริฏ พศลยบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[Intergenerational Privilege]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เดชรัตน์ สุขกำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยประชากรและสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[วปส.]]></category>
		<category><![CDATA[สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ความล้มเหลวและความสำเร็จ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=15861</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเหลื่อมล้ำที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25050-2/">สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ความเหลื่อมล้ำที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของการศึกษาไทย จากรายงาน</span><b>สุขภาพคนไทย ปี 2563</b><span style="font-weight: 400;"> ในหัวข้อ </span><b>“สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ความล้มเหลวและความสำเร็จ”</b><span style="font-weight: 400;">  ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.)​ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้มีการสะท้อนปัญหาเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ​ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาในรายงาน​ดังกล่าวระบุว่า แม้คุณภาพการศึกษาไทยไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด บุคลากรทางการศึกษาที่มีความสามารถและสถาบันที่เพียบพร้อมที่จะให้การฝึกอบรมและให้ความรู้แก่เยาวชนมีอยู่จำนวนไม่น้อย เพียงแต่ ทรัพยากรที่ดี ๆ กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่และมีเพียงคนบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นประเด็นใหญ่ที่การปฏิรูปการศึกษาทุกยุคทุกสมัยพยายามแก้ไข  แม้จะดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-15867" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic.jpg" alt="" width="1527" height="1289" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic.jpg 1527w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-300x253.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-1024x864.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-768x648.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/eef_บทความสองทศวรรต_infographic-750x633.jpg 750w" sizes="(max-width: 1527px) 100vw, 1527px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพิจารณา </span><b>“อัตราการเข้าเรียนสุทธิ”</b><span style="font-weight: 400;"> ของประเทศไทย ในระดับชั้นประถมที่อยู่ที่ร้อยละ 87 นับตั้งแต่  พ.ศ. 2558 และขยับขึ้นเป็นร้อยละ 88 ในปี 2560  ส่วนระดับมัธยมต้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 67-68 มาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2560 เช่นเดียวกับระดับมัธยมปลายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55-57 ตลอดช่วงเวลาเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ถือว่ายังคืบหน้าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับปลายทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดอัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้ร้อยละ 90 สะท้อนให้เห็นว่ามีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกหล่นออกไปจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร โดยแบ่งเป็น 10 กลุ่ม เท่าๆ กัน เรียงตามลำดับรายได้ตั้งแต่กลุ่ม 10% แรกที่มีรายได้น้อยที่สุด ไปจนถึงกลุ่ม 10% ที่มีรายได้มากที่สุด ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มที่หลุดออกไปจากระบบการศึกษาในแต่ละระดับ เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้งในระดับอนุบาลช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาของผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้สูงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังไม่มากนัก โดยผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุดมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิ 86-87 % ส่วนผู้ที่มีรายได้ 10% ที่รวยที่สุดที่อัตราการเข้าเรียน 91-92%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ช่องว่างดังกล่าวจะสูงขึ้นในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ดังจะเห็นว่าในระดับมัธยมต้น ผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุด มีอัตราการเข้าเรียนสุทธิประมาณ 64-64% ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีอัตราเข้าเรียน 81%  ส่วนระดับมัธยมปลายรวม ปวช. ผู้มีรายได้ 10% ที่จนสุด มีอัตราเข้าเรียนสุทธิ 42-50 % ในขณะที่ผู้มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิ 72-78%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และยิ่งมีความต่างกันมากขึ้นเมื่อถึงระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถและฐานะความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเพียง  3-4 %ของ ผู้มีรายได้ 10% ที่จนที่สุด​ที่สามารถผลักดันตัวเองให้เข้าถึงระดับปริญญาตรี หรือ ปวส. ได้ ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีโอกาส 58-63%</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-15865" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info.jpg" alt="" width="864" height="1318" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-197x300.jpg 197w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-671x1024.jpg 671w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-768x1172.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_บทความสองทศวรรต_info-750x1144.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้ง เมื่อพิจารณาไปยังประชากรระดับรายได้  50% ล่างสุด ของสังคมไทย มีคนที่เข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี และ ปวส. ได้เพียง 48-51% เท่านั้น</span></p>
<p><b>อ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด</b><span style="font-weight: 400;"> จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เชื่อมโยงระหว่างความความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ ความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นในสังคมไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Glabal Database on Intergenerational Mobility ของธนาคารโลก สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่จะตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นและยิ่งทำให้ช่องว่างทางสังคมยิ่งกว้างสะสมขึ้น  โดยในรายงานพยากรณ์ไว้ว่า  2 ใน 3 ของคนที่มีระดับฐานะครึ่งล่างของสังคมไทย เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะยังคงอยู่ครึ่งล่างเช่นเดิม</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สำหรับกลุ่มเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีรายได้สูงสุด 25 % แรก จะมีโอกาสหลุดร่วงลงไปสู่ระดับฐานะครึ่งล่างของสังคมเพียง  20 % เท่านั้น  แต่ อีก 48% จะมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่มีรายได้ในระดับ 25% แรกเหมือนเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มนี้ธนาคารโลกเรียกว่า Intergenerational Privilege หรือ กลุ่มที่สืบทอดอภิสิทธิข้ามรุ่น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มผู้มีรายได้จะไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีกว่า เข้าถึงหลักสูตรการฝึกอบรม รวมทั้งโอกาสต่าง ๆ  ในชีวิตประจำวันที่ทำให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีกว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า</span></p>
<p><b>นณริฏ พศลยบุตร</b><span style="font-weight: 400;"> จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  วิเคราะห์ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย พบว่าความแตกต่างด้านสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่อธิบายความเหลื่อมล้ำมากที่สุด  และความแตกต่างของความพร้อม รวมถึงค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวที่มีฐานะยิ่งมีความพร้อมที่จะทุ่มทุนติดอาวุธทางปัญญาเพื่อให้ลูกเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีความพร้อมอยู่ในแวดวงเครือข่ายเพื่อนร่วมชั้นที่มีระดับฐานะใกล้เคียงกัน และครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ ยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้งานที่มีรายได้สูง และมีโอกาสพบรักและสร้างครอบครัวกับคนที่อยู่ในฐานะระดับเดียวกัน  กลายเป็น Intergenerational Privilege ดังที่ธนาคารโลกวิเคราะห์ไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนทั้งสิ้น 30,525 แห่ง ครึ่งหนึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก (มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน)​ ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท และเป็นที่เล่าเรียนของเด็กไทยชั้นอนุบาลถึง ม.6  กว่า 3.2 ล้านคน ซึ่งเมื่อเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทำให้ได้รับการการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างน้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผู้ปกครองต้องรับสภาพให้ได้ว่านี่คือระดับคุณภาพที่รัฐสามารถจะให้ได้ และแม้ว่ารัฐจะช่วยเรื่องค่าเล่าเรียนแต่อุปกรณ์การเรียนอื่นๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนนับวันจะแพงขึ้น และอาจจะต้องใช้เงินไม่น้อยไปกว่าหรืออาจมากกว่าค่าเล่าเรียนด้วยซ้ำ  การฝ่าฟันให้เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ท้าทายพ่อแม่ในครอบครัวที่มีฐานะอยู่ระดับฐานพีระมิดของสังคมไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยไม่คิดฝันที่จะให้ลูกได้เรียนไปไกลกว่านั้น และจบลงด้วยการเรียนอะไรที่จบเร็ว แล้วรีบช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน นักเรียนกลุ่มนี้ซึ่งยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญอยู่แล้วก็ยิ่งได้รับการเตรียมความพร้อมทางสติปัญญาน้อยลงไปและเป็นผู้ด้อยโอกาสข้ามรุ่น (Intergenerational Underprivileged) และยิ่งนานวันจะยิ่งลืมตาอ้าปากได้ช้าลงเมื่อเทียบกับคนที่มีฐานะดีกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/25050-2/">สองทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น เมื่อจำแนกอัตราการเข้าเรียนสุทธิของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระดับรายได้ของประชากร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
