<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาจอร์จทาวน์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 12 May 2020 08:32:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>มหาวิทยาจอร์จทาวน์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหวั่น ควันหลงจาก COVID-19 อาจส่งผลมากกว่าที่เราคิด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/325-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2020 08:32:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ยูเนสโก้]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[George Psacharopoulos]]></category>
		<category><![CDATA[Global Human Development]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาจอร์จทาวน์]]></category>
		<category><![CDATA[Harry Partinos]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank Education]]></category>
		<category><![CDATA[Victoria Collis]]></category>
		<category><![CDATA[River Path Associates]]></category>
		<category><![CDATA[Emiliana Vegas]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เพื่อการศึกษาสากล]]></category>
		<category><![CDATA[Center for Universal Education]]></category>
		<category><![CDATA[Global Economy and Development]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=14093</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์ของ COVID-19  ที่เริ่มคลี่คลาย จนภาคธุรกิจบางส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/325-2/">ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหวั่น ควันหลงจาก COVID-19 อาจส่งผลมากกว่าที่เราคิด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ของ </span><b>COVID-19 </b><span style="font-weight: 400;"> ที่เริ่มคลี่คลาย จนภาคธุรกิจบางส่วนสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณดีที่ทั่วโลกจะสามารถกลับมาขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อีกครั้ง กระนั้น ผู้เชี่ยว</span><span style="font-weight: 400;">ช</span><span style="font-weight: 400;">าญด้านการศึกษา ต่างออกโรงเตือน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศทั่วโลก เร่งหามาตรการเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการต้องปิดสถาบันการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมา การปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาพร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลก นับเป็นหนึ่งในสัญญาณความเลวร้ายที่น่าตระหนกของพลังการระบาดของไวรัส</span><span style="font-weight: 400;">โคโรน่าสายพันธุใหม่ </span><span style="font-weight: 400;">จนทำให้นานาประเทศต้องบังคับใช้มาตรการล็อคดาวน์ ปิดประเทศ และจำกัดการเดินทาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะยังไม่เร็วเกินไปที่จะคำนว</span><span style="font-weight: 400;">ณ</span><span style="font-weight: 400;">มูลค่าความเสียหายจากการบังคับใช้มาตรการล็อคดาวน์ในครั้งนี้ได้ กระนั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาทั้งหลายต่างก็เริ่มมีการพูดคุยหารือถึงการประเมินผลกระทบในระยะยาวต่อเด็กและเยาวชน และผลกระทบต่ออนาคต</span><span style="font-weight: 400;">ข</span><span style="font-weight: 400;">องเศรษฐกิจโลกต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันครั้งนี้ รวมถึง การค้นหาวิธีหรือนโยบายระดับสากลที่พอจะตอบสนองต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก้) เปิดเผยว่า โรงเรียนและมหาวิทยาลัยใน 192 แห่งทั่วโลกต้องปิดทำการ กระทบต่อเด็กนักเรียนมากกว่า 90% หรือเกือบ 1,600 ล้านคนทั่วโลก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ขณะที่ รัฐบาลบางประเทศ เริ่มมีคำสั่งให้คลายมาตรการล็อคดาวน์ ทยอยเปิดประเทศ เพื่อให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง </span><span style="font-weight: 400;">ทว่า</span><span style="font-weight: 400;">โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษา หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ กลับยังคงมีเหตุให้ต้องปิดต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามที่ตามมาก็คือ โรงเรียนจะปิดไปนานอีกเท่าไร แล้วการเรียนของนักเรียนจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน และการปิดโรงเรียนครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสอย่างไร</span></p>
<p><b>George Psacharopoulos</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ด้านการพัฒนามนุษย์ (Global Human Development) มหาวิทยาจอร์จทาวน์, </span><b>Harry Partinos</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้จัดการปฎิบัติ World Bank Education, </span><b>Victoria Collis</b><span style="font-weight: 400;"> กรรมการผู้อำนวยการ River Path Associates และ </span><b>Emiliana Vegas</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้อำนวยการร่วม ศูนย์เพื่อการศึกษาสากล (Center for Universal Education) และผู้เชี่ยวชาญอาวุโส Global Economy and Development ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา แสดงความเห็นว่า คำถามข้างต้นยังคงยากที่จะอธิบายและหาคำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลเพราะ จนถึงขณะนี้ ผู้เชี่ยว</span><span style="font-weight: 400;">ช</span><span style="font-weight: 400;">าญก็ยังไม่ข้อมูลไม่</span><span style="font-weight: 400;">มี</span><span style="font-weight: 400;">เพียงพอที่จะประเมิน ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีข้อมูลพอที่จะคาดการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ไล่เรียงตั้งแต่คำถามที่ว่า ผู้ติดเชื้อที่รักษาจนหายดีแล้วจะมีโอกาสกลับมาติดเชื้อได้อีกหรือไม่ ไปจนถึง ต้องใช้เวลานานเท่าไรในการพัฒนา ทดสอบ และแจกจ่ายวัคซีนป้องกัน</span><span style="font-weight: 400;">โรค</span><span style="font-weight: 400;">โควิด-19</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการศึกษาต่างตระหนักเป็นอย่างดีก็คือ ไวรัส</span><span style="font-weight: 400;">โคโรน่า</span><span style="font-weight: 400;">ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่แวดวงการศึกษา ทำให้การเรียนรู้ขาดหายไป และการขาดหายไปนั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาทดแทนได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">George Psacharopoulos และทีมงาน กล่าวอย่างชัดเจนว่า เมื่อเด็กหลุดพ้นจากแวดวงการศึกษา เด็กเหล่านั้นก็หลุดพ้นจากโอกาสที่ดีในอนาคต ซึ่งรวมถึงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ อย่างการได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้น รวมไปถึงผลลัพธ์ที่ดีอื่นๆ ที่จะกลายเป็นสิ่งที่ยากเกินเอื้อมถึงเมื่อเด็กๆ ไม่ได้เรียน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักฐานก็คือ ผลการศึกษาวิจัยบางชิ้นก่อนหน้านี้ ที่บ่งชี้ว่า การขาดหายไปจากห้องเรียน หรือ การที่เด็กไม่ได้เรียนหนังสือในช่วง</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง มีผลกระทบทางลบต่อชีวิตของเด็กคนนั้นยาวนานต่อเนื่องกว่า 40 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน แม้ว่าผลกระทบของการขาดเรียน หรือ การเว้นระยะห่างจากการศึกษา จะจำกัดอยู่ในระดับบุคคล แต่สำหรับสังคมโดยรวม การศึกษาที่ขาดหายไปในวันนี้ ย่อมต้องมีผลลัพธ์ต่ออนาคตของสังคมทั้งหมดในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่นดังกล่าว George Psacharopoulos และทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน</span><span style="font-weight: 400;">ก</span><span style="font-weight: 400;">ารศึกษา จึงรวบรวมหลักฐานเพื่อคาดการณ์ความสูญเสียที่เป็นไปได้เมื่อต้องปิดโรงเรียน และหวังให้ข้อมูลนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยเหลือผลักดันรัฐบาลนานาประเทศเร่งปรึกษาหาทางแก้ไขในการควบคุมและบรรเทาผล</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">กระทบของไวรัส</span><span style="font-weight: 400;">โคโรน่า</span><span style="font-weight: 400;">ที่กำลังกัดกร่อนการศึกษาและเศรษฐกิจของนานาประเทศทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการคาดการณ์มูลค่าความเสียหายจากการปิดโรงเรียนนี้ มุ่งเน้นไปที่การประเมินความเสียหายจากการสูญเสียรายได้กับสถานะทางเศรษฐกิจในอนาค</span><span style="font-weight: 400;">ต</span><span style="font-weight: 400;">ของเด็กนักเรียน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">George Psacharopoulos อธิบายว่า ในการค้นหาผลลัพธ์ข้างต้น ทางทีมผู้เชี่ยวชาญได้มุ่งไปที่สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของเด็กแต่แรกเริ่ม ซึ่งเป็นสถานะที่อยู่ในระดับล่างสุดของพีระมิด แต่เนื่องจากมีหลายปัจจัยแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน ความแตกต่างของเงื่อนไขในการเรียนทางไกล และภาระกดดันที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับ เช่น ความจำเป็นในการหางานเพื่อช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว ทำให้ การค้นหาคำตอบในครั้งนี้ เป็นเพียงการมองหาสัญญาณเตือนโดยคร่าวๆ ว่า เด็กและเยาวชนเหล่านี้ โดนบีบบังคับให้ต้องเสียสละอะไรไปบ้าง เมื่อโรงเรียนปิดทำการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมการแรกสุดที่นำมาใช้เริ่มต้นคำนว</span><span style="font-weight: 400;">ณ</span><span style="font-weight: 400;">ก็คือ โอกาสเรียนที่เพิ่มขึ้น 1 ปี มีมูลค่าเทียบเท่ากับรายได้ในอนาคตที่เพิ่มขึ้น 10% จากนั้น จึงนำจำนวนเดือนที่โรงเรียนปิดมาคำนว</span><span style="font-weight: 400;">ณ</span><span style="font-weight: 400;">ความสูญเสียของรายได้ในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น ในกรณีที่ประเทศ X ปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นเวลา 4 เดือน ความสูญเสียของรายได้ในอนาคตจะอยู่ที่ 2.5% ต่อปีต่อชีวิตการทำงานของเด็กนักเรียนคนนั้นๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น หากคิดตามสูตรดังกล่าว ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งมีจำนวนนักเรียนทั่วประเทศ 76 ล้านคน ประชากรมีอายุการทำงานเฉลี่ย 45 ปี และมีรายได้เฉลี่ยต่อปีที่ 53,490 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว  1.737 ล้านบาท) การปิดโรงเรียน 4 เดือน จะทำให้เด็กนักเรียนคนหนึ่งมีโอกาสสูญเสียรายได้ในอนาคตมากถึง 1,337 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 43,439 บาท) ต่อปี  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมูลค่าความสูญเสียข้างต้น คำนว</span><span style="font-weight: 400;">ณ</span><span style="font-weight: 400;">จากอัตราเงินเดือนค่าจ้างในปัจจุบันที่ 33,464 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 63% ของเงินเดือนโดยเฉลี่ยต่อปีในขณะนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้อัตราที่คำนว</span><span style="font-weight: 400;">ณ</span><span style="font-weight: 400;">ออกมาได้นี้ อาจดูเหมือนไม่ใช่จำนวนมากสำหรับเยาวชนคนหนุ่มสาวหนึ่งคนที่ต้องจ่ายให้กับไวรัส</span><span style="font-weight: 400;">โคโรน่า</span><span style="font-weight: 400;"> แต่หาก</span><span style="font-weight: 400;">มอง</span><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบในภาพรวมระดับประเทศ ตัวเลขดังกล่าวก็ถือได้ว่ามีมูลค่ามหาศาลจนน่าสะเทือนใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา รายได้ในอนาคตที่สูญหายไปจากการปิดโรงเรียน 4 เดือนรวมกันแล้วสูงถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 12.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อปี ซึ่งขณะที่โรงเรียนและสถาบันการศึกษามากกว่าครึ่งหนึ่งทั่วประเทศตัดสินใจขยายระยะเวลาปิดทำการไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง มูลค่าความเสียหายดังกล่าวย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ เมื่อ</span><span style="font-weight: 400;">นำ</span><span style="font-weight: 400;">ตัวเลขดังกล่าวมาประเมินในระดับโลก โดยอ้างอิงอยู่บนพื้นฐานที่ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 4 ของ เศรษฐกิจโลก จะพบว่า มูลค่าความเสียหายของทั่วโลกจะอยู่สูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงอายุคนรุ่นหนึ่งจากการที่ต้องปิดโรงเรียนในห้วงเวลานี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงจะเป็นตัวเลขจากการประเมินในเบื้องต้น และเป็นการคำนว</span><span style="font-weight: 400;">ณ</span><span style="font-weight: 400;">ตามสูตรที่เรียบง่ายที่สุด แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ได้จุดประกายคำถามให้ทางผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและหน่วยงานสถาบันหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าขุดคุ้ยต่อไปว่า </span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การคาดการณ์การสูญเสียรายได้ในอนาคตกับความรุนแรงของผลกระทบที่มีต่อคนหนุ่มสาวในประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน อย่างไร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ภายในประเทศหนึ่งๆ นั้น เด็กและเยาว</span><span style="font-weight: 400;">ช</span><span style="font-weight: 400;">นกลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงมากที่สุดเมื่อต้องขาดเรียนหรือเข้าไม่ถึงการศึกษาที่ควรจะได้รับ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การขาดเรียนที่เว้นหายไปทำให้เด็กและเยาว</span><span style="font-weight: 400;">ช</span><span style="font-weight: 400;">นต้องเสียอะไรไปบ้าง เมื่อเทียบกับประชากรกลุ่มอื่นในประเทศ </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ขนาดและระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มพูนมากขึ้นเพราะการปิดโรงเรียนนับเป็นตัวบ่งชี้ชั้นดีที่กระตุ้นให้รัฐบาลทั่วโลกหันมาใส่ใจและหาแผนนโยบายออกมารับมือนับต่อจากนี้ต่อไป โดยเฉพาะในด้านการศึกษา เพราะผลกระทบที่มีต่อเด็กและเยาวชนจากการระบาดในครั้งนี้ของไวรัส</span><span style="font-weight: 400;">โคโรน่า</span><span style="font-weight: 400;"> มีผลฝังลึกและสร้างความเสียหายในระยะยาวมากกว่าภาวะช็อคในระยะสั้นแน่นอน</span></p>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ที่มา :</strong> George Psacharopoulos ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ด้านการพัฒนามนุษย์ (Global Human Development) มหาวิทยาจอร์จทาวน์, Harry Partinos ผู้จัดการปฎิบัติ World Bank Education, Victoria Collis กรรมการผู้อำนวยการ River Path Associates และ Emiliana Vegas ผู้อำนวยการร่วม ศูนย์เพื่อการศึกษาสากล (Center for Universal Education) และผู้เชี่ยวชาญอาวุโส Global Economy and Development</span></p>
<p class="report-title"><a href="https://www.brookings.edu/blog/education-plus-development/2020/04/29/the-covid-19-cost-of-school-closures/?fbclid=IwAR24zm30cG1rIdlKxMgvVCYe-yJkZSTrNDgL2ifrXB4V9eNuVzggCLOIh1I" target="_blank" rel="noopener noreferrer">The COVID-19 cost of school closures</a></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>แปลและเรียบเรียง :</strong> นงลักษณ์ อัจนปัญญา</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/325-2/">ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหวั่น ควันหลงจาก COVID-19 อาจส่งผลมากกว่าที่เราคิด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
