<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Dec 2022 08:48:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทำไม ‘จังหวะเวลา’ การให้ทุนการศึกษาจึงสำคัญ?: ข้อค้นพบจากเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/timing-of-conditional-cash-transfer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2022 08:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภนิจ ปิยะพรมดี]]></category>
		<category><![CDATA[นรชิต จิรสัทธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63075</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในบทความเรื่อง&#160;จากห้องทดลอง สู่โลกจริง: เศรษฐศาสตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/timing-of-conditional-cash-transfer/">ทำไม ‘จังหวะเวลา’ การให้ทุนการศึกษาจึงสำคัญ?: ข้อค้นพบจากเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในบทความเรื่อง&nbsp;<a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">จากห้องทดลอง สู่โลกจริง: เศรษฐศาสตร์เชิงทดลองกับการใช้ Growth Mindset และมุมมองด้านอาชีพเพื่อเปลี่ยนอนาคต</a>&nbsp;ได้เล่าถึงการออกแบบทดลองด้วยวิธีการ randomized controlled trials (RCTs) และแสดงผลว่าการได้รับหลักสูตร growth mindset สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านทักษะการคิดรู้และด้านอารมณ์ของนักเรียนได้ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่เราทำ โครงการวิจัยนี้ได้ตั้งคำถามด้วยว่า ‘จังหวะเวลา’ หรือ ‘timing’ ในการให้ทุนของโครงการจัดสรรทุนอย่างมีเงื่อนไข (conditional cash transfer – CCT) มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ปกครองและนักเรียนที่รับทุนหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้เพื่อหาคำตอบว่าการให้ทุนกับผู้ปกครองในช่วงเวลาไหนจึงจะส่งผลต่อการนำเงินไปใช้จ่ายในกิจกรรมที่เกี่ยวกับการศึกษาของเด็กโดยตรง</p>



<p>คำถามนี้นำไปสู่การทดลองเรื่อง ‘จังหวะเวลา’ คู่ขนานไปกับการดำเนินงานในโครงการ CCT ของกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้องพิจารณา ‘จังหวะเวลา’?</strong></h2>



<p>เศรษฐศาสตร์ตามขนบ (conventional economics) วางอยู่บนสมมติฐานว่ามนุษย์มีพฤติกรรมที่มีเหตุผล (rational) โดยจะตัดสินใจ ‘เลือก’ กระทำกิจกรรมที่เห็นว่าได้ประโยชน์มากที่สุดภายใต้ข้อจำกัดด้านการเงินที่เผชิญอยู่ พอมาปรับใช้กับกรณีของการให้ทุน CCT อาจสามารถตีความได้ว่า ผู้รับทุนย่อมนำเงินไปใช้จ่าย (หรือเก็บออม) ตามกิจกรรมต่างๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ตามลำดับความสำคัญ ถ้าหากปริมาณเงินที่ได้รับมากขึ้น ข้อจำกัดก็ลดลง จึงทำให้บรรลุระดับการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น หากผู้ปกครองในครัวเรือนยากจนคิดแบบมีเหตุผล เขาก็จะสามารถประเมินจำนวนของรายได้ที่เขาจะได้รับในห้วงเวลาหนึ่ง (เช่น รอบ 6 เดือน หรือ 1ปี) ได้แม่นยำและทำการ ‘จัดสรร’ รายได้นั้นเพื่อการบริโภคในกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกจัดลำดับความสำคัญไว้แล้วอย่างสมดุล (consumption smoothing) ซึ่งถ้าหากครัวเรือนยากจนคิดแล้วว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าผู้ปกครองจะได้รับทุนตอนไหน ผลลัพธ์ก็ไม่น่าจะต่างกัน เพราะพวกเขาย่อมจัดสรรเงินไปยังกิจกรรมด้านการศึกษาที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าอยู่ช่วงไหนของห้วงเวลาได้อย่างตรงวัตถุประสงค์</p>



<p>แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ครัวเรือนยากจนต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากมายทั้งด้านรายได้และสังคม ซึ่งอาจทำให้พวกเขาตัดสินใจแบบติดกรอบ สองนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล อภิจิต แบนเนอร์จี (Abhijit Banerjee) และ เอสเธอร์ ดูโฟล (Esther Duflo) อธิบายว่า คนจนมักมีการตัดสินใจที่ไม่เป็นเหตุผล (ในสายตาของชนชั้นกลาง) เช่น เมื่อมีเงินเพิ่มขึ้นก็จะไปใช้จ่ายในอาหารที่ไม่ได้ประโยชน์และสารอาหารเพิ่มขึ้นในราคาที่แพงขึ้น หรือไปซื้อสิ่งบันเทิง แทนที่จะนำเงินส่วนเพิ่มไปใช้กับสิ่งจำเป็นอื่น (ทั้งๆ ที่ในหมู่บ้านไม่มีแม้แต่สุขาภิบาลและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะ) หรือ คนจนหลายคนพึ่งไสยศาสตร์ในการรักษาโรคมากกว่าการรักษาตามหลักการแพทย์ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้เรื่อง หากแต่เป็นความเคยชินกับข้อจำกัดที่ตนเองเผชิญ</p>



<p>แบเนอร์จีและดูโฟลให้คำอธิบายว่า สำหรับคนที่ตกอยู่ในกับดักความจนและมีชีวิตที่แสนลำบาก &nbsp;การได้กินอาหารที่มีรสชาติจัดๆ ที่แม้ไม่เป็นประโยชน์นัก แต่อย่างน้อยก็ทำให้ชีวิตได้รับรู้ถึงรสชาติ หรือการมีสิ่งบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจบรรเทาชีวิตน่าเบื่อในหมู่บ้าน และฆ่าเวลาจากการไม่มีงานทำได้ ในขณะที่การพึ่งไสยศาสตร์เพื่อรักษาโรคก็เป็นเหมือนกับความหวังที่ยังพอหาซื้อได้ เพราะการไปหาหมอที่โรงพยาบาลต้องใช้ทั้งเวลาและเงินอย่างมาก<a href="https://www.the101.world/timing-of-conditional-cash-transfer/#_ftn1">[1]</a>&nbsp;&nbsp;</p>



<p>พูดอีกแบบคือ เมื่อใดที่ผู้คนตกอยู่ในกับดักความจน สิ่งที่ให้ประโยชน์ในระยะยาวอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขาในระยะสั้น</p>



<p>สำหรับกลุ่มผู้ปกครองยากจนในโครงการ CCT ที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบาก พวกเขาย่อมไม่คุ้นชินและอาจไม่สามารถประเมินรายได้และการใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำ และบ่อยครั้งก็มีพฤติกรรมใช้จ่ายที่เอนเอียงมายังปัจจุบันมาก (present bias) ดังนั้น ผู้ปกครองกลุ่มนี้อาจนำรายได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากทุนการศึกษาไปใช้จ่ายกับอะไรก็ตามที่เห็นว่าจำเป็นหรือเดือดร้อน ณ ตอนนั้นมากกว่าการวางแผนระยะยาว ถึงแม้จะตระหนักดีว่า หากเขาจัดสรรเงินเหล่านั้นไปยังกิจกรรมทางการศึกษาโดยตรงจะเกิดประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า</p>



<p>จริงอยู่ที่ปัญหาการจัดสรรที่ไม่เหมาะสมอาจแก้ไขได้ ถ้าหากผู้ปกครองได้รับทุนในปริมาณที่ ‘มากพอ’ จนทำให้พวกเขาใช้จ่ายได้ตามความต้องการอย่างครบถ้วน และยังเหลือพอสำหรับการศึกษาของบุตรหลาน หากแต่ว่า นโยบายสนับสนุนใดๆ ย่อมมีงบประมาณจำกัด ซึ่งการให้ทุนโดย กสศ. ก็จำกัดอยู่ที่ 3,000 บาท/ปี/ครัวเรือน เท่านั้น คงไม่สามารถช่วยครัวเรือนยากจนทุกครัวเรือนให้มีเงินใช้สอยเหลือเฟือได้</p>



<p>แน่นอนว่า ผู้ปกครองมีสิทธิ์ที่จะนำทุน กสศ. ไปใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นอื่นๆ (ตราบที่บุตรหลานยังเข้าเรียนตามเงื่อนไขของทุน) ทุนก้อนที่ได้นี้จะมีส่วนช่วยปลดเปลื้องภาระได้บ้าง แต่งานวิจัยที่ผ่านมาชี้ไว้ชัดว่า การที่ผู้ปกครองสามารถจัดสรรเงินที่ได้รับเพื่อการศึกษาของบุตรหลานมากขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนของเด็กมากกว่า และส่งเสริมให้เกิดการสร้างและลงทุนในทุนมนุษย์ในระยะยาวได้อีกด้วย</p>



<p>ดังนั้น เมื่อไม่สามารถจะเพิ่มจำนวนเงินทุนให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้ ตัวแปรเรื่องจังหวะเวลา &nbsp;จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่น่าสนใจ เพราะเป็นปัจจัยที่ผู้วางนโยบายสามารถจะปรับเปลี่ยนได้อยู่บ้าง&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ให้เร็ว ให้ช้า</strong></h2>



<p>ทีมวิจัยออกแบบการทดลองโดยเลือกผู้ปกครองที่อยู่ในโครงการ CCT จำนวน 502 คน ที่มาจากกลุ่มการทดลองที่ได้รับหลักสูตรส่งเสริมพัฒนาการของลูก (หรือ Parents ที่กล่าวถึงในบทความที่แล้ว) ดังนั้น นอกเหนือจากคุณลักษณะทางประชากรที่ใกล้เคียงกันระหว่างกลุ่มตัวอย่างด้วยกันแล้ว ผู้ปกครองยังอยู่ภายใต้ intervention ในด้านหลักสูตรแบบเดียวกันด้วย &nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดภาคการศึกษา เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าว เราจัดให้ผู้ปกครองแต่ละคนได้รับเงิน 500 บาท เพื่อเป็นทุนเสริมจากส่วนของที่ได้รับจาก CCT โดยแบ่งผู้ปกครองเป็น 2 กลุ่มให้ได้รับเงินคนละช่วงเวลากัน เรียกว่า ‘ให้เร็ว’ และ ‘ให้ช้า’</p>



<p><em>กลุ่มทดลองแบบให้เร็ว&nbsp;</em>คือ ผู้ปกครอง 226 คน ที่ได้รับเงิน 500 บาทภายในสองสัปดาห์หลังจากกิจกรรมของหลักสูตรเสร็จสิ้น ซึ่งอยู่ระหว่างกลางเดือนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2564 หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผู้ปกครองกลุ่มนี้ได้รับเงิน ‘ก่อน’ การเปิดภาคเรียนของบุตรหลานพอสมควร ข้อสันนิษฐานหลักคือ ผู้ปกครองกลุ่มนี้อาจไม่ได้นำเงินไปใช้จ่ายในเรื่องการศึกษาก็ได้ เนื่องจากยังมีเวลาเหลืออยู่พอควรก่อนเปิดภาคเรียน</p>



<p><em>กลุ่มทดลองแบบให้ช้า&nbsp;</em>คือ ผู้ปกครอง 276 คน ที่ได้รับเงิน 500 บาท ใกล้การเปิดภาคการศึกษา (ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน 2564 หรือประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนเปิดภาค) ด้วยความที่ช่วงเวลาดังกล่าวใกล้กับการเปิดภาคการศึกษามาก ข้อสันนิษฐานคือผู้ปกครองกลุ่มนี้อาจนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน</p>



<p>ทีมวิจัยวัดผลการทดลองด้วยสมการถดถอยกับ 2 ผลลัพธ์คือ สมการที่ 1 วัดมูลค่าการใช้จ่ายของผู้ปกครองที่ ‘ไม่เกี่ยว’ กับการศึกษาของผู้ปกครอง ส่วนสมการที่ 2 เป็นการวัดมูลค่าการใช้จ่ายที่ ‘เกี่ยวข้อง’ กับการศึกษา การประมาณค่าพารามิเตอร์ของสมการมีลักษณะของกลุ่มทดลอง (ให้เร็ว ให้ช้า) เป็นตัวแปรหลัก ร่วมด้วยตัวแปรควบคุมอื่นๆ (เช่น เพศ รายได้ รายจ่าย ฯลฯ)&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ให้ถูกเวลา เพื่อการศึกษา</strong></h2>



<p>ผลการวิเคราะห์พบว่า โดยเฉลี่ยผู้ปกครองในกลุ่มให้เร็ว (ได้เงินก่อนการเปิดเทอมนานพอสมควร) ใช้จ่ายประมาณ 105 บาท ในกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรหลานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า ผู้ปกครองในกลุ่มให้เร็วมีการใช้จ่ายเงินที่ได้รับไปยังด้านการศึกษาของบุตรหลานต่ำกว่ากลุ่มให้ช้า โดยกลุ่มผู้ปกครองที่ได้รับเงินแบบให้เร็ว (ล่วงหน้านาน) ใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นจำนวน 262 บาท (ร้อยละ 52.4 ของเงิน 500 บาท ที่ได้รับ) และกลุ่มให้ช้า (ได้เงินตอนใกล้เปิดเทอม) ใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นจำนวน 315 บาท (รูปที่ 1) คิดเป็นร้อยละ 62.4 ของเงินที่ได้รับ</p>



<p>เมื่อดูรายละเอียดของรายจ่ายเปรียบเทียบกันพบว่า ผู้ปกครองกลุ่มให้ช้า มีการใช้จ่ายในเรื่องอาหารและการซื้ออุปกรณ์การเรียนมากกว่ากลุ่มให้เร็ว แต่ทั้งสองกลุ่มมีภาระการใช้จ่ายในเรื่องชุดนักเรียนไม่แตกต่างกันโดยคิดเป็นมูลค่า 190 บาท หรือ ร้อยละ 38 ของเงินที่ได้รับ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e3d463"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/education-expense.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รูปที่ 1 การใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลการศึกษาแสดงว่า ‘จังหวะเวลา’ ให้เงินมีผลทำให้การใช้จ่ายเงินของผู้ปกครองในเรื่องการศึกษาแตกต่างกัน ตรงนี้อาจไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เพราะว่าผู้ปกครองครัวเรือนยากจนมีความลำบาก จึงมักมีสภาพคล่องทางการเงินต่ำ เมื่อได้รับเงินมาพวกเขาก็นำไปใช้จ่ายตามความจำเป็นเฉพาะหน้า และหากความจำเป็นเฉพาะหน้าที่ว่าคือช่วงเปิดเทอม การรับเงินในเวลาดังกล่าวก็ย่อมทำให้ผู้ปกครองนำไปใช้ในกิจกรรมด้านการศึกษา</p>



<p>แม้ข้อค้นพบข้างต้นจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ (เพราะทฤษฎีได้กล่าวไว้แล้ว) แต่มันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันสภาพความจริงนี้ ที่สำคัญกว่านั้นคือผลการศึกษาจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการคิดและถกเถียงเชิงนโยบายต่อว่า การจัดสรรเงินช่วยเหลือต่างๆ (รวมทั้งในโครงการ CCT ของ กสศ.) อาจจำเป็นต้องคำนึงถึงจังหวะเวลาเป็นพิเศษหรือไม่ อย่างไร &nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จังหวะเวลาที่ดีของใคร?</strong></h2>



<p>การให้ทุนตามจังหวะเวลาอาจฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายที่จะทำ เพราะการขับเคลื่อนโครงการ CCT หนึ่งๆ ย่อมเกี่ยวข้องกับผู้คนและหน่วยงานหลายฝ่าย ดังนั้น การให้ทุนตามจังหวะของผู้รับทุนอาจไม่สอดคล้องกับจังหวะที่ดีของผู้ดำเนินนโยบายได้ เช่น การให้ทุนตามโครงการ CCT ของ กสศ. มักจะเกิดขึ้นหลังเปิดเทอมมาแล้วสักระยะหนึ่ง (2-3 สัปดาห์) เพราะมีความสะดวกสำหรับโรงเรียนและครูในการสำรวจข้อมูลความยากจนของนักเรียน ซึ่งจะช่วยให้ติดตามผู้ปกครองมารับทุนได้ง่ายและตกหล่นน้อย ในขณะที่ผู้ปกครองเองก็มีความสะดวก เพราะต้องมารับ-ส่งบุตรหลานที่โรงเรียนอยู่แล้ว แต่หากยึดผลการศึกษาเป็นแหล่งอ้างอิง การให้ทุนด้วยกรอบเวลานี้อาจมองได้ว่า ‘ให้ช้าเกินไป’ ซึ่ง เป็นการได้รับทุนที่อาจเลยจังหวะเวลาที่คิดถึงความจำเป็นด้านการศึกษาในช่วงเตรียมเปิดเทอมไปแล้ว เป็นต้น</p>



<p>ด้วยเงื่อนไขต่างๆ นี้ การปรับเวลาให้ทุนจึงไม่อาจทำได้ดั่งใจในทันที แต่ไม่อยู่ในวิสัยที่ทำไม่ได้ โจทย์สำคัญที่ต้องคิดต่อคือ จะออกแบบการจัดการอย่างไรเพื่อให้โครงการ CCT สามารถให้ทุนใน ‘จังหวะเวลา’ ที่เหมาะสม โดยที่ไม่เพิ่มต้นทุนธุรกรรมในการดำเนินนโยบายเกินไป</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่ควรทำต่อเพื่ออนาคต</strong></h2>



<p>แม้เราจะทราบว่า ‘จังหวะเวลา’ มีผลต่อพฤติกรรมการจัดสรรทุนของผู้รับทุน แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องศึกษาต่ออีกมาก การเพิ่มกลุ่มทดลองให้ใหญ่ขึ้นและกระจายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆ น่าช่วยให้ผลลัพธ์หนักแน่นขึ้น รวมถึงการติดตามผลการรับทุนของผู้ปกครองแบบให้ช้า (ใกล้กับช่วงเวลาที่ต้องใช้จ่าย) และให้เร็ว (ไกลจากช่วงเวลาที่ต้องใช้จ่าย) ในระยะยาว โดยตรวจสอบเปรียบเทียบผลที่มีต่อพัฒนาการของบุตรหลานด้านทักษะการคิดรู้ และ/หรือ อารมณ์ของแต่ละกลุ่มก็เป็นสิ่งที่ควรติดตามต่อไป</p>



<p>องค์ความรู้เกี่ยวกับผลลัพธ์ต่างๆ ในระยะยาวนี้จะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ช่วยทำให้การออกแบบนโยบาย CCT มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านการทำหลักสูตรสร้างเสริมทักษะที่ได้ผลและจังหวะเวลาการให้ทุนที่ลงตัว</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><a href="https://www.the101.world/timing-of-conditional-cash-transfer/#_ftnref1">[1]</a>&nbsp;อภิจิต เบเนอร์จี และ แอสเตร์ ดูโฟล (2563).&nbsp;<em>เศรษฐศาสตร์ความจน</em>&nbsp;แปลจาก [Poor Economics] (ฉันทวิทย์ ตัณฑสิทธิ์ ผู้แปล). กรุงเทพฯ. SALT.</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/timing-of-conditional-cash-transfer/">ทำไม ‘จังหวะเวลา’ การให้ทุนการศึกษาจึงสำคัญ?: ข้อค้นพบจากเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากห้องทดลอง สู่โลกจริง: เศรษฐศาสตร์เชิงทดลองกับการใช้ Growth Mindset และมุมมองด้านอาชีพเพื่อเปลี่ยนอนาคต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/experimental-economics-and-growth-mindset/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Oct 2022 08:27:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์เชิงทดลอง]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภนิจ ปิยะพรมดี]]></category>
		<category><![CDATA[นรชิต จิรสัทธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[Growth Mindset]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63060</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษามายาวนา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/experimental-economics-and-growth-mindset/">จากห้องทดลอง สู่โลกจริง: เศรษฐศาสตร์เชิงทดลองกับการใช้ Growth Mindset และมุมมองด้านอาชีพเพื่อเปลี่ยนอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษามายาวนาน ข้อมูลจากกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า ในปี 2562 มีเด็กยากจนที่อยู่นอกระบบการศึกษามากถึงกว่า 400,000 คน และมีอีก 800,000 คนที่แม้อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ แต่มีแนวโน้มที่จะออกกลางคันอยู่มาก ปัจจัยหนึ่งมาจากการที่ครอบครัวขาดรายได้ ทำให้ไม่สามารถส่งเสียจนสำเร็จการศึกษา หรือทำให้นักเรียนต้องลาออกกลางคันเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว<a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftn1">[1]</a></p>



<p>หนึ่งในนโยบายที่นำไปใช้แก้ปัญหาการออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนคือ ‘การจัดสรรทุนอย่างมีเงื่อนไข’(Conditional Cash Transfer: CCT) โดยให้เงินช่วยเหลือครัวเรือนครัวเรือนยากจน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องพาบุตรหลานไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ครัวเรือนยากจนลงทุนในทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น นโยบายนี้ได้รับการยอมรับและนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากมีผลวิจัยรองรับมากมาย โดยเฉพาะงานวิจัยที่ใช้วิธีการแบบ randomized controlled trials (RCTs) หรือการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมในการประเมินผลของการจัดสรรทุนอย่างมีเงื่อนไข โดยงานวิจัยที่ผ่านมาชี้ว่าการจัดสรรทุนแบบนี้มีประโยชน์จริง เด็กนักเรียนจากกลุ่มทดลอง (treatment group) ที่ได้รับเงินสนับสนุนมีอัตราการเข้าเรียนที่สูงกว่านักเรียนในกลุ่มควบคุม (control group) ที่ไม่ได้รับเงินสนับสนุน<a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftn2">[2]</a></p>



<p>ในประเทศไทย กสศ. คือหน่วยงานสำคัญที่ดำเนินนโยบายการจัดสรรทุนอย่างมีเงื่อนไข โดยคัดกรองนักเรียนจากครัวเรือนที่มีฐานะยากจนพิเศษ แล้วให้การสนับสนุนทุนเป็นจำนวน 3,000 บาทต่อคนต่อปี แต่ต้องให้ผู้รับทุนปฏิบัติตาม ‘เงื่อนไข’ ซึ่งคือ การมาโรงเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ต่อภาคการศึกษา เห็นได้ว่าการให้ทุนนี้จึงช่วยลดปัญหาด้านค่าใช้จ่ายทางการศึกษาและป้องกันการขาดเรียนและลาออกกลางคันของนักเรียน &nbsp;</p>



<p>แต่ลำพังแค่การให้ทุนเพื่อให้เข้าเรียนสม่ำเสมออาจไม่เพียงพอที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ ในปี 2563 พวกเราได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนผู้รับทุน CCT จาก กสศ. ในทุกภูมิภาค พบว่า นักเรียนยังมีมุมมองด้านอาชีพในอนาคตแบบจำกัด พวกเขามองเห็นความหลากหลายของอาชีพน้อย และคาดการณ์รายได้ในอนาคตของตนเองต่ำกว่าเด็กที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ดีกว่า<a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftn3">[3]</a>&nbsp;ตรงนี้อธิบายได้ว่า นักเรียนที่ด้อยโอกาสมักไม่ค่อยได้รับข้อมูลหรือประสบการณ์ที่ช่วยในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ที่สำคัญในชีวิต โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาชีพและรายได้ และผู้ปกครองเองก็ยังขาดข้อมูลในเรื่องนี้เช่นกันทำให้ไม่สามารถแนะนำบุตรหลานได้ ส่วนในด้านจิตวิทยานั้นนักเรียนที่ด้อยโอกาสมักไม่ค่อยได้รับกิจกรรมที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจด้านบวกที่เท่ากับครัวเรือนที่มีความพร้อมด้านทุนทรัพย์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองเผชิญกับข้อจำกัดด้านข้อมูลอาชีพ (information constraint) และความจำกัดด้านจิตใจ หรือ mindset (internal constraint) พวกเขาจึงมีความคิดแบบ ‘ติดกรอบ’ ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตให้ดีขึ้น</p>



<p>ดังนั้น การศึกษาล่าสุดของพวกเรา จึงได้ออกแบบการทดลองแบบ RCT เพื่อหาคำตอบว่า หากนักเรียนได้รับข้อมูลด้านอาชีพและมีการสร้างมุมมองเชิงบวกแล้ว พวกเขาจะสามารถสร้างความมุ่งมาดต่อการศึกษาและมองอนาคตของพวกเขาได้ดีขึ้นหรือไม่ และมุมมองทางจิตวิทยาที่เป็นบวกจะสามารถช่วยยกระดับจิตใจให้มีความมุ่งมาดต่อการศึกษาหรือไม่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0eef5c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/experiment_image1-1200x900-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Growth Mindset กับความมุ่งมาดต่อการศึกษา</strong></h2>



<p>การทดลองของเราจึงสร้าง intervention หลากมิติ ที่ให้ทั้งกิจกรรมในห้องเรียนที่สร้างเสริม ‘กรอบคิดแบบเติบโต’ (growth mindset) และการให้ ‘ข้อมูลด้านอาชีพ’ แก่นักเรียนที่ได้รับทุนและผู้ปกครอง แล้ววิเคราะห์ว่ากิจกรรมเหล่านี้จะสามารถสร้างทักษะต่างๆ ของนักเรียนทั้งด้านการคิดรู้ (cognitive) และพฤติกรรมด้านอารมณ์ (non-cognitive) มากน้อยเพียงใด รวมถึงเพื่อตอบคำถามว่าผู้ปกครองจะมีความเปิดกว้างและมีความสนใจในเรื่องการเรียนของบุตรหลานอย่างมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นหรือไม่<a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftn4">[4]</a>&nbsp;การทดลองครั้งนี้นับได้ว่าช่วยจำแนกการวิเคราะห์ผลของโครงการ CCT ของ กสศ. ด้วยกลุ่มทดลองที่ชัดเจนขึ้น และยังเป็นการช่วยสำรวจหา intervention คู่ขนานที่ไปพร้อมกับการให้เงินอุดหนุนที่อาจช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ทางการศึกษาได้</p>



<p>ทีมวิจัยของเราได้ร่วมมือกับ Learn O Life (LOL) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการศึกษา เพื่อออกแบบกิจกรรม growth mindset และการให้ความรู้ด้านอาชีพแห่งอนาคตใหม่ สำหรับนักเรียนและผู้ปกครอง โดยจัดทำขึ้นเป็นหลักสูตรที่ใช้วิดีโอเป็นสื่อการสอนในห้องเรียนทั้งหมด 4 หลักสูตรด้วยกัน</p>



<p><em>หลักสูตรที่ 1</em>&nbsp;เรียกว่า Career เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตด้วยมุมมองอาชีพแห่งศตวรรษที่ 21 แบบต่างๆ และร่วมค้นหาตัวตนจากข้างในว่าเหมาะสมกับอาชีพแบบใดบ้าง</p>



<p><em>หลักสูตรที่&nbsp;</em><em>2</em>&nbsp;เรียกว่า Mindset เป็นการให้ข้อมูลและฝึกปฏิบัติตามหลักการกรอบคิดแบบเติบโต เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมค่อยๆปรับความคิดว่า สมองพัฒนาได้จากความพยายาม ความสำเร็จก็วัดได้จากความพยายาม รวมถึงความผิดพลาดไม่ใช่การตีตราของความไม่เก่ง แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา</p>



<p><em>หลักสูตรที่ 3</em>&nbsp;เรียกว่า Mindset x Career เป็นการนำกิจกรรมของสองกลุ่มแรกมาผสมกันเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกทั้งกรอบคิดแบบเติบโตและค้นหาอาชีพไปด้วยกัน</p>



<p><em>หลักสูตรที่ 4</em>&nbsp;เรียกว่า Parents เป็นเนื้อหาสำหรับผู้ปกครองเพื่อให้เข้าใจและช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกๆ รูปที่ 1 แสดงหน้าปกคู่มือของหลักสูตรต่างๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30aaf4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/cover-growth-mindset-1200x423-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รูปที่ 1 หน้าปกของหลักสูตรแบบต่างๆ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เป้าหมายของกิจกรรมคือนักเรียน 2 ระดับชั้น (ป.4 และ ม.1) และผู้ปกครอง ที่อยู่ในโครงการ CCT ที่เลือกวัยนี้เพราะถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านไปสู่วัยรุ่นและไปสู่ระดับขั้นการศึกษาที่สูงขึ้น ส่วนสถานที่นั้น เรามุ่งไปที่ภาคอีสานคือ โรงเรียนในจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และกาฬสินธุ์ จำนวน 251 แห่ง หนึ่งเหตุผลหลักในการเลือกภาคอีสานมาจากการลงไปในพื้นที่ชนบทหลายครั้ง และทีมวิจัยพบว่าเด็กๆ ส่วนมากมีมุมมองของอนาคตและอาชีพที่ยังอยู่ในกรอบของพื้นที่ที่ตนเคยชิน เช่น โตขึ้นอยากจะเป็นชาวนา เป็นคนขับรถไถ เป็นคนเลี้ยงวัว ฯลฯ แน่นอนว่าความคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่ายังมีช่องว่างอีกมากที่กิจกรรมของเราน่าจะช่วยเติมเต็มเพื่อเปิดมุมมองไปสู่อาชีพในอนาคตที่หลากหลายกว่าได้ และปลดล็อกความคิดไปสู่การเติบโตที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดสภาพความเป็นอยู่แบบเดิมๆ</p>



<p>พูดอีกแบบคือ ความคิดที่ไม่ติดกรอบอาจเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการช่วยกระตุ้นการสร้างทุนมนุษย์ในเด็ก พร้อมด้วยเป้าประสงค์ใหญ่คือ การลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางการศึกษาและอนาคตข้างหน้าของเด็กเหล่านี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ออกแบบการทดลองในโลกจริง</strong></h3>



<p>เรามีจำนวนนักเรียนทั้งหมดกว่า 12,000 คนในโครงการ โดย 1 ใน 4 คือนักเรียนที่อยู่ในโครงการ CCT และผู้ปกครองอีกกว่า 1,400 คน กลุ่มตัวอย่างได้ถูกสุ่มแบ่งไปตามกลุ่มทดลองต่างๆ 5 กลุ่ม ได้แก่&nbsp;<em>กลุ่มทดลองที่ 1</em>&nbsp;คือนักเรียนที่รับหลักสูตร Career (ข้อมูลด้านอาชีพ)&nbsp;<em>กลุ่มทดลองที่ 2</em>&nbsp;คือ นักเรียนที่รับหลักสูตร Mindset (ข้อมูลการสร้างกรอบคิดแบบเติบโต)&nbsp;<em>กลุ่มทดลองที่ 3</em>&nbsp;คือ นักเรียนที่ได้รับหลักสูตร Mindset x Career (ทั้งข้อมูลกรอบคิดแบบเติบโตและอาชีพ)&nbsp;<em>กลุ่มทดลองที่ 4</em>&nbsp;คือ นักเรียนที่ได้รับหลักสูตร Mindset x Career เช่นกัน แต่ต่างที่ผู้ปกครองของนักเรียนกลุ่มนี้ได้รับหลักสูตรส่งเสริมพัฒนาการลูกด้วย กลุ่มทดลองนี้เรียกว่า Parents และสุดท้าย เรามีนักเรียนและผู้ปกครองอยู่อีกหนึ่งกลุ่มที่ไม่ได้รับกิจกรรมใดๆเพิ่มเติมทำหน้าที่เป็น&nbsp;<em>กลุ่มควบคุม</em>&nbsp;เพื่อไว้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ</p>



<p>ในการทดลองครั้งนี้ ทางโรงเรียนได้จัดเวลาบางส่วนในคาบแนะแนวไว้ให้นักเรียนและผู้ปกครองทำกิจกรรมของหลักสูตรผ่านแพลตฟอร์มของ LOL โดยมีคุณครูเป็นผู้นำกิจกรรม ตั้งแต่การล็อกอินเข้าระบบเพื่อชมวิดีโอประกอบการพานักเรียนทำแบบฝึกในสมุดกิจกรรม คุณครูยังช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลการวัดทักษะด้านการคิดรู้และพฤติกรรมด้านอารมณ์ของนักเรียนทั้งก่อนหลักสูตรเริ่มและหลังหลักสูตรจบลง และข้อมูลด้านทัศนคติของผู้ปกครองทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมของหลักสูตรด้วยเช่นกัน ส่วนทางทีมวิจัยเองก็ได้ทำการนัดประชุมใหญ่และย่อยเพื่อชี้แจงขั้นตอนต่างๆ รวมถึงคอยให้ทีมผู้ช่วยวิจัยคอยประสานงาน ติดตาม และอำนวยความสะดวกให้แก่ครูตลอดกระบวนการ เพื่อลดความผิดพลาดของข้อมูลให้ได้มากที่สุด ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มนัดหมายคุณครูจากทุกโรงเรียนเพื่อชี้แจงครั้งแรก ไปจนจบหลักสูตรและได้ข้อมูลจากแบบสอบถามกลับมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5 เดือน</p>



<p>ในส่วนของการวัดทักษะต่างๆนั้น เราใช้แบบทดสอบทักษะเชิงปัญญา (standardized test) ด้านคณิตศาสตร์และภาษาไทยตามระดับชั้นของนักเรียน โดยวัดทั้งก่อนและหลังการได้รับหลักสูตร ส่วนการวัดทักษะเชิงพฤติกรรมและอารมณ์ใช้แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน<a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftn5">[5]</a>&nbsp;คะแนนต่างๆ ถูกประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยแบบจำลองเศรษฐมิติแบบ value added specification โดยให้คะแนนที่เกิดหลังจากได้รับหลักสูตรเป็นตัวแปรตาม นำมาเปรียบเทียบกับคะแนน baseline (คะแนนที่ได้ก่อนเริ่มกิจกรรมของหลักสูตร) ว่าผลของ intervention จากกิจกรรมในหลักสูตรใดบ้างที่ส่งผลต่อทักษะต่างๆ ของผู้ร่วมการทดลอง</p>



<p>โดยเราจะรายงานผลเปรียบเทียบระหว่าง intervention และเปรียบเทียบผลที่พบของนักเรียนชั้น ป.4 (สีเขียว) และ ม.1 (สีแดง)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ecb1a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/experiment_image2-1200x900-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Growth Mindset ส่งผลอย่างไรต่อเด็กบ้าง?</strong></h2>



<p>1. ผลของการให้กิจกรรม (intervention) ต่อ growth mindset</p>



<p>ทุกหลักสูตรส่งผลบวกต่อความคิดแบบเติบโตทั้งหมด โดยเฉพาะหลักสูตรที่มีการฝึกด้าน growth mindset ผสมอยู่ และพบว่านักเรียนชั้น ม. 1 พบว่ามีการพัฒนามากกว่านักเรียนชั้น ป.4 พอสมควร (รูปที่ 2)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c0058"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm01-1200x876-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รูปที่ 2 ผลด้าน growth mindset</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>2. ผลของการให้ intervention ต่อผลด้านทักษะทางภาษาและคณิตศาสตร์</p>



<p>เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักสูตรที่สร้างเสริมทักษะเชิง cognitive ที่วัดด้วยคะแนนภาษาไทย (รูปที่ 3 ซ้าย) และคะแนนคณิตศาสตร์ (รูปที่ 3 ขวา) มาจากกลุ่มนักเรียนที่ได้รับ intervention ด้วยหลักสูตร career มากที่สุด โดยที่ลำพังการให้หลักสูตรสร้างเสริม growth mindset อย่างเดียวไม่ทำให้คะแนนเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ การได้รับทั้งเนื้อหาด้าน career และ growth mindset ช่วยเสริมคะแนนด้าน cognitive ของกลุ่มเด็กโต (ม.1) อย่างมากและมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าแปลกใจว่า ผลจากการที่ผู้ปกครองได้รับหลักสูตรด้วยนั้น มีค่าค่อนข้างต่ำ หรือเกือบเท่ากับศูนย์</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1400" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm02-1536x1122-1-1400x1024.png" alt="" data-id="63067" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm02-1536x1122-1.png" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=63067" class="wp-image-63067" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm02-1536x1122-1-1400x1024.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm02-1536x1122-1-300x219.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm02-1536x1122-1-768x561.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm02-1536x1122-1.png 1536w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="1400" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm03-1536x1122-1-1400x1024.png" alt="" data-id="63066" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm03-1536x1122-1.png" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=63066" class="wp-image-63066" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm03-1536x1122-1-1400x1024.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm03-1536x1122-1-300x219.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm03-1536x1122-1-768x561.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm03-1536x1122-1.png 1536w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption">รูปที่ 3 ผลด้านทักษะคิดรู้ (cognitive skills)</figcaption></figure>



<p></p>



<p>3. ผลของการให้ intervention ต่อทักษะเชิง non-cognitive</p>



<p>สำหรับนักเรียนอายุน้อย (ชั้น ป.4) การให้ intervention ทุกรูปแบบไม่ได้ทำให้เกิดการปรับทักษะด้าน non-cognitive ไปในทางบวกซักเท่าไรนัก (บางกรณีพบว่ามีทักษะลดลงเล็กน้อยด้วย) แต่เมื่อพิจารณากลุ่มเด็กโต (ชั้น ม.1) เรากลับเป็นผลตรงกันข้าม นั่นคือ intervention ทุกรูปแบบช่วยสร้างทักษะเชิงพฤติกรรมและอารมณ์ นอกจากนี้ การที่นักเรียนในกลุ่มได้รับทั้งข้อมูลด้านอาชีพและได้ฝึกด้าน growth mindset ทำให้ทักษะด้านอารมณ์มีพัฒนาการมากกว่าได้รับข้อมูลด้านอาชีพหรือ mindset เพียงอย่างเดียว และเรายังพบผลลัพธ์มีค่ามากที่สุดในกลุ่มที่ผู้ปกครองที่ได้รับหลักสูตรควบคู่ไปด้วย (รูปที่ 4)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-69e35f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm5-1200x876-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รูปที่ 4 ผลด้านทักษะด้านอารมณ์และพฤติกรรม (non-cognitive skills)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>4. ผลของการให้ intervention ต่อมุมมองต่ออนาคต</p>



<p>นอกจากการประเมินผลด้านทักษะต่างๆแล้ว ทีมได้ให้ความสำคัญต่อทัศนคติในการมองอนาคตของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความมุ่งมาดและความคาดหวังด้านอาชีพในอนาคต ถ้าหาก intervention ของเราทำให้เด็กๆมีความคาดหวังต่ออาชีพที่ใช้ทักษะขั้นสูงเพิ่มขึ้น นั่นแสดงว่าพวกเขามีทัศนคติต่ออนาคตไปในทางบวกมากขึ้นนั่นเอง รูปที่ 5 แสดงผลว่าการให้ intervention ในกลุ่มเด็กเล็ก (ชั้น ป.4) ไม่ได้ทำให้ทัศนคติด้านอาชีพในอนาคตเปลี่ยนไป แต่สำหรับกลุ่มเด็กโต (ชั้น ม.1) หลักสูตร Career ดูเหมือนเป็นตัวผลักที่แรงที่สุด รองมาคือหลักสูตร Mindset นอกจากนี้&nbsp; ในหลักสูตร Parents ที่ผู้ปกครองได้เข้าร่วมกิจกรรมพบว่า พวกเขามีค่าทัศนคติในการมองอนาคตของลูกที่ปรับตัวสูงขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e29e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/gm6-1200x876-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รูปที่ 5 ผลด้านความคาดหวังต่ออาชีพ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เรายังพบอีกว่า การให้หลักสูตรแก่ผู้ปกครองช่วยเสริมปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับนักเรียน กล่าวคือ ผู้ปกครองที่ได้รับหลักสูตรมีแนวโน้มสนใจเรื่องการเรียนของลูกๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงพูดคุยกับลูกๆ เกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ปกครองในกลุ่มทดลองอื่นๆ ที่ไม่ได้รับหลักสูตร เป็นไปได้ว่าหลักสูตรนี้ได้ให้ข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีเรื่องสนทนากับบุตรในเรื่องโรงเรียนมากขึ้น (ซึ่งคุณครูใน focus group ก็สังเกตเห็นสิ่งนี้จากผู้ปกครองเช่นกัน)</p>



<p>โดยรวมนั้น ผลลัพธ์ของหลักสูตรอาชีพค่อนข้างน่าประทับใจ เพราะช่วยเพิ่มคะแนนในทักษะด้านต่างๆให้แก่กลุ่มทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งคะแนนทักษะทางปัญญา และทักษะด้านอารมณ์และพฤติกรรมต่างๆ อีกทั้งช่วยเพิ่มมุมมองทางบวกต่อการศึกษาให้แก่นักเรียนด้วย กระนั้น เด็กนักเรียนส่วนมากยังมีมุมมองเลือกอาชีพติดกับกรอบเพศอยู่ (เช่น ผู้หญิงเป็นพยาบาล หรือผู้ชายเป็นวิศวกร)&nbsp; และผลส่วนใหญ่ก็ยังเกิดกับนักเรียนชั้น ม.1 เป็นหลัก ตรงนี้อาจอธิบายเสริมด้วยข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม (focus group) ได้ โดยคุณครูให้ข้อคิดเห็นว่า หลักสูตรอาชีพน่าชื่นชม เพราะนำเสนอมุมมองด้านอาชีพที่ทันสมัยและแตกต่างจากการแนะแนวแบบเดิม แต่ติดขัดที่ยังมีความสนุกไม่พอจึงไม่อาจดึงดูดความสนใจของเด็กในชั้น ป.4 ได้ ส่วนหลักสูตรแบบผสมผสานไม่ค่อยเห็นผลนัก เมื่อเปรียบเทียบกับหลักสูตรแบบเดี่ยว กลุ่มทดลองนี้ไม่ได้มีผลคะแนนทางทักษะต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ ข้อสังเกตจากคุณครูใน focus group คือ ตัวหลักสูตรค่อนข้าง ‘หนัก’ เกินไปสำหรับนักเรียน ซึ่งอาจทำให้ย่อยยากและไม่เกิดผลเท่าที่ควร</p>



<p>ควรกล่าวด้วยว่า ผลการทดลองข้างต้น เป็นผลในระยะสั้นที่วัด 1-2 เดือนหลังให้หลักสูตร กลุ่มการทดลองบางกลุ่มอาจมีผลลัพธ์ในระยะยาว ซึ่งยังต้องติดตามกันต่อไป</p>



<p>การศึกษานี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มองเห็นว่ากิจกรรมแบบ growth mindset สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อเด็กและผู้ปกครองในโครงการ CCT และการติดตามวัดผลของหลักสูตรต่างๆ ในระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญ และมีความเป็นไปได้ เพราะโรงเรียนค่อนข้างตอบรับหลักสูตรในทางดี รวมถึง กสศ. ก็มีพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณครู โรงเรียน และผู้ปกครองอยู่แล้ว การปรับใช้อาจทำโดยผนวกกิจกรรมของหลักสูตรเข้าไปอยู่ในเงื่อนไขของการให้ทุนได้ แน่นอนว่าต้องทำภายใต้การจัดการที่ไม่เพิ่มภาระแก่โรงเรียนจนเกินไป ส่วนหลักสูตรควรตัดทอนเนื้อหาที่ไม่จำเป็น และเน้นรายละเอียดอาชีพแห่งอนาคตเพิ่มขึ้น โดยเนื้อหาต้องมีความสนุกสนาน รวมทั้งสามารถละลายอคติทางเพศแบบเดิมให้มากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8cf29b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/experiment_image3-300x290-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผลการวิจัยกับนัยต่อการแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่น</strong></h2>



<p>นัยสำคัญที่สุดของการทดลองแบบในห้องเรียนแบบสุ่มในครั้งนี้ ก็เพื่อหาแนวทางที่จะส่งเสริมการเลื่อนชั้นทางสังคม (social mobility) ให้เกิดมากขึ้นในสังคมไทย ซึ่งการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงคือหัวใจสำคัญ</p>



<p>การให้หลักสูตร growth mindset และการสร้างเสริมความรู้ด้านหนทางเชิงอาชีพ ช่วยให้ทั้งเยาวชนและผู้ปกครองเกิดการมองอนาคตอย่างมีความมุ่งมั่นและมุ่งมาด ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะป้องกันให้พวกเขาไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา สามารถก้าวข้ามอุปสรรคและข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมต่างๆ และมีอนาคตไกลได้ตามศักยภาพที่แท้จริง</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>เชิงอรรถ</strong></p>



<p><a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftnref1">[1]</a>&nbsp;<a href="https://dashboard.eef.or.th/cct/explorer">สำรวจข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษ</a></p>



<p><a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftnref2">[2]</a>&nbsp;บางตัวอย่างของงานวิจัยที่ใช้ RCTs เพื่อประเมินผล CCT เช่น Behrman et.al. (2005) ที่ชี้ว่านโยบาย ‘Progresa’ (ชื่อเรียกนโยบาย CCT ในประเทศเม็กซิโก) ในกลุ่มทดลองที่เป็นนักเรียนรับเงินสนับสนุนมีอัตราการเข้าเรียนมากกว่ากลุ่มควบคุม หรือดูบทความสรุปเรื่อง conditional cash transfer ได้จาก Millán et al. (2019)</p>



<p><a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftnref3">[3]</a>&nbsp;สุภารีและคณะ (2563)</p>



<p><a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftnref4">[4]</a>&nbsp;รายละเอียดของงานวิจัย ดูเพิ่มเติมได้ที่งานของ นรชิต จิรสัทธรรม และคณะ (2564)</p>



<p><a href="https://www.the101.world/experimental-economics-and-growth-mindset/#_ftnref5">[5]</a>&nbsp;แบบทดสอบนี้ประเมินตามหมวดหมู่ คือ (i) ปัญหาทางอารมณ์ (emotional), (ii)&nbsp; ความสัมพันธ์กับเพื่อน (peer relation), (iii) พฤติกรรมเกเร (conduct problem), (iv) พฤติกรรมไม่นิ่ง (hyperactivity) และ (v) ด้านสัมพันธภาพทางสังคมที่แสดงออกในด้านดี (pro-social) โดยสองพฤติกรรมแรกคือลักษณะภายใน (internalized) ส่วนสามพฤติกรรมหลังคือลักษณะภายนอก (externalized)</p>



<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>



<p>Behrman, J.R., P. Sengupta and P. Todd (2005). Progressing through PROGRESA: An Impact Assessment of a School Subsidy Experiment.&nbsp;<em>Economic Development and Cultural Change</em>. 54 (1): 237–275.</p>



<p>Millán, Teresa Molina, Tania Barham, Karen Macours, John A. Maluccio, and Marco Stampini. ‘Long-term impacts of conditional cash transfers: review of the evidence.’&nbsp;<em>The World Bank Research Observer</em>, 34, no. 1 (2019): 119-159.</p>



<p>สุภารี บุญมานันท์, นรชิต จิรสัทธรรม, เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู, ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย, และ ศุภนิจ ปิยะพรมดี (2563).&nbsp;<em>โครงการวิจัยเพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์มาตรการเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขต่อพฤติกรรมและความมุ่งมั่นของนักเรียนยากจนพิเศษ ระยะที่ 1</em>. สนับสนุนโดยกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.)</p>



<p>นรชิต จิรสัทธรรม, เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู, ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย และ ศุภนิจ ปิยะพรมดี (2564).&nbsp;<em>โครงการวิจัยเพื่อติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์มาตรการเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขต่อพฤติกรรมและความมุ่งมั่นของนักเรียนยากจนพิเศษ ระยะที่ 2</em>. สนับสนุนโดยกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/experimental-economics-and-growth-mindset/">จากห้องทดลอง สู่โลกจริง: เศรษฐศาสตร์เชิงทดลองกับการใช้ Growth Mindset และมุมมองด้านอาชีพเพื่อเปลี่ยนอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
