<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 28 Mar 2023 06:56:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Sep 2022 06:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่หล่นหาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65777</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัยเด็กเป็นความทรงจำอันแสนสุขของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับเด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/">101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-rich is-provider-soundcloud wp-block-embed-soundcloud wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย | 101 In Focus Ep.147 by 101 Podcast" width="750" height="400" scrolling="no" frameborder="no" src="https://w.soundcloud.com/player/?visual=true&#038;url=https%3A%2F%2Fapi.soundcloud.com%2Ftracks%2F1349237017&#038;show_artwork=true&#038;maxheight=1000&#038;maxwidth=750"></iframe>
</div></figure>



<p>วัยเด็กเป็นความทรงจำอันแสนสุขของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก สิ่งที่พบเจอในแต่ละวันคือความแปลกใหม่ คือบทเรียนแรก คือการทำความรู้จักโลกใบน้อยๆ ที่เขาจะเติบโตต่อไป</p>



<p>แต่การปรากฏกายของโควิด-19 ทำลายประสบการณ์หลายอย่างของเด็กปฐมวัย โลกของพวกเขาหดแคบเหลือแค่พื้นที่ในบ้าน บ้างเรียนรู้ผ่านจอ บ้างก็ต้องหยุดเรียนไปเลย</p>



<p>โลกที่หดแคบไม่เพียงทำให้พวกเขาหยุดเรียนรู้ แต่ทำให้พวกเขา ‘ถดถอย’ ทางการเรียนรู้</p>



<p>จากภาวะ ‘Learning Loss’ ที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัย อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กรุ่นนี้เป็น ‘Lost Generation’ หากปัญหานี้ไม่ถูกเหลียวแลจากระบบการศึกษา</p>



<p>101 In Focus สัปดาห์นี้จึงชวนคุยกันเรื่องปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็กปฐมวัย ผลร้ายที่จะตกค้างต่อพัฒนาการของเด็ก บทเรียนการจัดการการศึกษาในภาวะวิกฤต จนถึงทางออกที่จะฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็ก</p>



<p>ดำเนินรายการโดย ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์ กองบรรณาธิการ The101.world และ วจนา วรรลยางกูร บรรณาธิการ The101.world</p>



<p>……………….</p>



<p>อ่านเพิ่มเติม</p>



<p>สปอตไลต์<a href="https://www.the101.world/category/spotlights/education-spotlights/error-childhood/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</a></p>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://open.spotify.com/episode/43rIiqbGrA25ZB0txsd6hP?si=8jta3AycTWaUSDrt7zIZSA" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Spotify@4x.png" alt="" class="wp-image-247025"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://soundcloud.com/the101world/101infocus-ep147" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Soundcloud@4x.png" alt="" class="wp-image-247023"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://podcasts.apple.com/th/podcast/101-podcast/id1413595477?i=1000580401602" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Apple-Podcasts@4x.png" alt="" class="wp-image-247024"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/09/20220922-infocus-poster-1200x1200.jpg" alt="" class="wp-image-316298"/></figure>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/">101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ฟื้นความรู้เดิม พัฒนาการก้าวหน้า ครูจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย’ พิสูจน์ผลโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้หลังโควิด-19 ‘สมุทรสาครโมเดล’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp-151122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Nov 2022 05:10:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อลดภาวะการเรียนรู้ถดถอย และฟื้นฟูการเรียนรู้ให้นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=61749</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงโรงเรียนปิดจากผลกระทบโควิด-19 แม้ครูหรือผู้บริหารโร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-151122/">‘ฟื้นความรู้เดิม พัฒนาการก้าวหน้า ครูจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย’ พิสูจน์ผลโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้หลังโควิด-19 ‘สมุทรสาครโมเดล’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงโรงเรียนปิดจากผลกระทบโควิด-19 แม้ครูหรือผู้บริหารโรงเรียนพยายามกันเต็มที่ที่จะนำการเรียนรู้ไปให้ถึงเด็ก แต่แน่นอนว่าเราไม่อาจหยุดยั้งภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของเด็กได้</p>



<p>เมื่อเปิดเรียนเต็มรูปแบบ ผลของพัฒนาการที่ขาดช่วงจึงค่อย ๆ เผยออกมา ทั้งความรู้เก่าที่หดหาย ขาดสมาธิ หรือเด็กไม่พร้อมปรับตัวกลับมาเรียนในห้องเรียน ทำให้เด็กมากกว่าครึ่งหนึ่งประสบปัญหาเรียนไม่ทัน ไม่เข้าใจบทเรียน เกิดความเครียดสะสม และโดยเฉพาะในเด็กเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ปัญหาเหล่านี้คือสัญญาณเตือนเริ่มแรกว่าน้อง ๆ มีความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา หากไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลที่เหมาะสม</p>



<p>นานาเหตุผลนี้คือจุดเริ่มต้นของโครงการ ‘พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อลดภาวะการเรียนรู้ถดถอย และฟื้นฟูการเรียนรู้ให้นักเรียน’ ที่องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ร่วมกับภาคีเครือข่าย สร้างโมเดลการทำงานระดับจังหวัด เพื่อหาแนวทางจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ต่อเนื่องถึงช่วงเวลาเปิดเรียนเต็มรูปแบบอีกครั้งในปีการศึกษา 2565 โดยปักหมุดทำงานที่จังหวัดสมุทรสาคร อันเป็นจังหวัดแรก ๆ ของประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ทำให้การปิดโรงเรียนยาวนานกว่าพื้นที่อื่น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </p>



<p>ถึงวันนี้ หลังเทอมแรกของปี 65 ผ่านไป นับเป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็มกับการดำเนินโครงการ คณะทำงานแต่ละฝ่ายได้พร้อมใจกันลงพื้นที่ ที่โรงเรียนวัดโสภณาราม (ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง) เพื่อเยี่ยมชม แลกเปลี่ยน และเป็นกำลังใจให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ พร้อมเก็บข้อมูลกลับมาวิเคราะห์ประเมินผล เพื่อให้ได้กรอบแนวทางการจัดการเรียนรู้ ที่สามารถขยายผลต่อไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค ประเทศ รวมถึงต่อยอดบทเรียนไปสู่ระดับนานาชาติ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปิด (โรงเรียน) ก่อน เปิดทีหลัง</strong><br><strong>‘สมุทรสาครโมเดล’ ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย</strong></h2>



<p><strong>อาคม ศาณศิลปิน </strong>ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า สมุทรสาครเป็นจังหวัดแรกที่โดนผลกระทบโควิด &#8211; 19 อย่างหนัก ทำให้ต้องปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ด้วยสภาพพื้นที่เขตอุตสาหกรรม สมุทรสาครก็เป็นกลุ่มจังหวัดท้าย ๆ ที่ได้กลับมาเปิดเรียนปกติ ทำให้ช่วงเวลาที่เด็ก ๆ เรียนรู้ด้วยเครื่องมือวิธีการทดแทนค่อนข้างยาวนาน ในมุมหนึ่ง อาจมองได้ว่าประเด็นนี้คือภาระของครูและผู้บริหารโรงเรียนในการจัดการเรียนการสอน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ที่ชาวสมุทรสาครต้องช่วยกันทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้พัฒนาตนเอง ไม่ว่าอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bfe496"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo1-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อาคม ศาณศิลปิน ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤต คือจุดเริ่มของความร่วมมือเชิงนวัตกรรมที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเรามีทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ที่มาช่วยกันมองปัญหา หาทางแก้ไข จนสามารถสร้างกระบวนการที่ช่วยลดภาวะการเรียนรู้ถดถอย รวมถึงต่อยอดการเรียนรู้ไม่ให้ขาดช่วงเมื่อโรงเรียนกลับมาเปิดได้</strong> เรามีเครือข่ายอย่างองค์การยูนิเซฟ ที่นำแนวคิดฟื้นฟูพัฒนาระดับนานาชาติมาสนับสนุน ด้วยหลักการเปิดเรียนปลอดภัย รักษาเด็กไม่ให้หลุดจากระบบ และฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อไม่ให้เด็กเสี่ยงหลุด ประสานไปกับการทำงานภายใต้โครงการพาน้องกลับมาเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา จังหวัดสมุทรสาครสามารถนำเด็ก 76 คน จากจำนวนสำรวจ 77 คนที่หลุดจากระบบกลับมาเรียนได้สำเร็จ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 100 % เต็ม”</p>



<p>ศธจ. สมุทรสาคร กล่าวว่า แม้เด็กกลับเข้าสู่การเรียนรู้ในภาวะปกติได้แล้ว มาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ก็ยังเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยมี 3 ประเด็นหลักเพื่อต่อสู้กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ได้แก่ 1.จัดตั้งศูนย์ดูแลส่งต่อช่วยเหลือนักเรียนในภาวะฉุกเฉินทางการศึกษา 2.วัดประเมินผลการเรียนรู้นักเรียนทุกระดับเมื่อเริ่มต้นปีการศึกษา 2565 และ 3.จัดระบบส่งเสริม &#8211; ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพื่อปรับอารมณ์และความพร้อมด้านสังคมของเด็กในช่วงก่อนเปิดปีการศึกษาใหม่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้กับผู้ปกครอง</p>



<p>“สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยความร่วมมือระหว่างองค์กรทั้งยูนิเซฟ กสศ. มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิช ฯ โรงเรียน และองค์กรทุกสังกัดในจังหวัด เราสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในการต่อสู้กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ได้ตั้งแต่ในวันที่ยังไม่เปิดเรียนปีการศึกษา 65 และวันนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่าการทำงานได้ช่วยฟื้นฟูเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในเด็ก ๆ ได้อย่างไรบ้าง <strong>นอกจากนี้เรายังมีผลพลอยได้อีกประการ คือการพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย โดยหลังจากนี้เชื่อว่าแม้ต้องเจอวิกฤตอีกกี่ครั้ง แต่เราจะมั่นใจได้ว่าเด็กจะเข้าถึงการพัฒนาตนเอง องค์ความรู้ และทักษะชีวิตได้อย่างเสมอภาคทุกคน”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มุ่งฟื้นฟู 2 วิชาหลัก + สุขภาวะกาย / จิต</strong><br><strong>สร้างฐานให้แข็งแรงในการต่อยอดการเรียนรู้</strong></h2>



<p><strong>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่ปิดเรียนยาวนานที่สุด จึงเหมาะกับการศึกษาบทเรียนในฐานะพื้นที่ต้นแบบการแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย ตั้งแต่การประเมินปัญหาสำคัญ และการพัฒนาครู โดยแนวทางการฟื้นฟูหลังเปิดเทอม 1 / 65 เน้นไปที่วิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์ เนื่องจากการอ่าน &#8211; เขียน และคำนวณ ถือเป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในวิชาอื่น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพกายสุขภาพใจ และสภาพแวดล้อมในการเรียน เพราะช่วงที่หยุดเรียนไปเด็กหลายคนมีความเครียดกดดัน ทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือการขาดหายของพัฒนาการทางสังคม ดังนั้นถ้าจะฟื้นฟูการเรียน ก็ต้องดูแลผู้เรียนไปถึงเรื่องจิตใจ เพื่อปรับตัวกลับมาเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-211dee"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo2-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><strong>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนา<br>นวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“การลงพื้นที่วันนี้เราได้เห็นผลจากการทำงาน 1 ปี และพบว่าทั้งครูและเด็กมีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก เราเห็นครูมีวิธีใหม่ ๆ ในการสอน มีการปรับการเรียนการสอนเป็น Active Learning เน้นลงรายละเอียดนักเรียนเป็นรายคน และมีการผสมผสานวิธีจัดการเรียนรู้ ที่เรียกว่า Blended Learning ทั้ง on &#8211; line on &#8211; site มีกล่องการเรียนรู้ รวมถึงคลังเรียนรู้ on &#8211; line ให้ทั้งครูและเด็กค้นคว้าเพิ่มเติมได้ทุกที่ทุกเวลา ในภาพรวมของพัฒนาการเราจะเห็นว่าเด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น มีสมาธิ ร่าเริงแจ่มใสกว่าช่วงเปิดเทอมใหม่ ๆ”</strong></p>



<p>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวว่า ภาวะความรู้ถดถอยเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกประสบร่วมกัน วันนี้เมื่อกลับมาเรียนเต็มรูปแบบ จึงต้องให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กเป็นรายคน มีโปรแกรมดูแลรอบด้านเพื่อลดจำนวนเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา และปัญหาพัฒนาการที่จะส่งผลในระยะยาว โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือเด็กปฐมวัยที่ยังเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ โดยหลังจากนี้ ผลที่ได้จากสมุทรสาครโมเดล จะถูกนำกลับไปประเมินอีกครั้งในเชิงลึก เพื่อวางแนวทางขยายผลไปยังพื้นที่จัดการตัวเอง (Area &#8211; based Education : ABE) ในความร่วมมือกับ กสศ. เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในระดับประเทศ</p>



<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. (วสศ.) กล่าวเสริมว่า ในการนำผลกลับไปประเมิน จะใช้รูปแบบที่เรียกว่า ‘การทดลองแบบสุ่มที่มีการควบคุม’ (randomized control trial : RCT) ซึ่งสามารถวัดผลเชิงประจักษ์ได้ว่า โครงการสามารถแก้ไขปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ได้ในระดับใด ถ้าได้ผลลัพธ์เชิงบวกระดับที่เชื่อมั่นได้ กสศ. จะร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ขยายผลโครงการไปสู่ระดับประเทศ นอกจากนี้ <strong>บทเรียนจากโครงการยังสามารถต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียด มีหลักฐานทั้งเชิงวิชาการและผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม โดยการทำงานร่วมกับองค์กรยูนิเซฟ ที่มีเครือข่ายด้านการศึกษาอยู่ทั่วโลก จะช่วยเผยแพร่ให้นานาชาติได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จของประเทศไทย ซึ่งหมายถึงการส่งต่อบทเรียนความรู้ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในประเทศต่าง ๆ ได้</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-36e119"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo3-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> ผู้อํานวยการ วสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เด็กทุกคนมีความต้องการพิเศษ</strong></h2>



<p><strong>ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร</strong> ประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม กล่าวว่า โครงการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อลดภาวะการเรียนรู้ถดถอยและฟื้นฟูการเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์ 3 ด้าน คือ 1.สนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์จำเป็นให้กับโรงเรียน 2.พัฒนาครูให้จัดการเรียนรู้ได้ในภาวะวิกฤต 3.สร้างโมเดลระดับจังหวัดเพื่อฟื้นฟูเด็กจากภาวะถดถอยทางการเรียนรู้</p>



<p>มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ได้นำกรอบมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย 5 ด้าน มาเป็นหลักในการทำงานร่วมกับโรงเรียน ได้แก่ 1.ประเมินสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ (Landscape Assessment) 2.แนะนำแผนกับทางโรงเรียน (Whole School Planning) 3.พัฒนาวิชาชีพครู (Professional Development Support Plan for Teachers) 4.ระบบช่วยเหลือนักเรียน (Intervention and Support for Students) 5.ติดตาม ปรับปรุงจากผลสะท้อนกลับ (Monitoring and Invention Redesign)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7646f9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo5-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กรอบมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ นำมาสู่วิธีการและกิจกรรมที่มูลนิธิ ฯ ทำร่วมกับโรงเรียน โดยเน้นความยืดหยุ่นของการจัดการเรียนรู้ ให้ครูสามารถเข้าถึงการพัฒนาตนเองด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น work shop เรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูต่างโรงเรียน มีบทเรียนออนไลน์ตามความสนใจ มีทีมโค้ชให้คำปรึกษา&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“บทเรียนสั้น ๆ ที่ครูสนใจและต้องการ จะช่วยครูพัฒนาการจัดการเรียนรู้ได้ดียิ่งกว่าการเติมเครื่องมือเข้าไปเพียงอย่างเดียว และจะช่วยครูในเรื่องการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ให้เด็กเป็นรายบุคคล เพราะ<strong>หลังโควิด &#8211; 19 เราได้เห็นแล้วว่าเด็กทุกคนล้วนมีความต้องการพิเศษในลักษณะที่ต่างกันไป ยิ่งในช่วงเวลาสองปีที่ขาดหาย แต่ละคนได้รับการเรียนรู้ มีประสบการณ์กับครอบครัวและสิ่งแวดล้อมต่างกัน การดูแลช่วยเหลือเด็กรายคน จึงเป็นคีย์สำคัญในการช่วยเหลือให้นักเรียนฟื้นฟูความรู้และไปต่อกับบทเรียนใหม่ ๆ ได้”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขยายผลสู่นานาชาติ</strong></h2>



<p><strong>Maritza Chan Valverde</strong> Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary Permanent Representative of Costa Rica to the United Nations Vice &#8211; President องค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า ขอบคุณครูและคณะทำงานทุกท่าน ที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือให้เด็กได้พัฒนาการเรียนรู้ วันนี้เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาการถดถอยทางการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสมควรได้รับ ที่สำคัญกว่านั้น การศึกษายังทำให้มนุษย์เสมอภาค โดยถ้าปราศจากการศึกษา เด็ก ๆ จะเติบโตขึ้นโดยไม่มีทักษะเลี้ยงชีวิต แล้วความเสียหายนี้จะไม่กระทบเพียงในระดับบุคคล แต่ยังรวมถึงการพัฒนาประเทศในภาพรวม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6977e1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo4-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การเยี่ยมชมพื้นที่การทำงานวันนี้ ทำให้เราเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกัน <strong>ขอแสดงความยินดีและชื่นชมประเทศไทย ที่นำวาระการศึกษามาเป็นหัวใจในการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตโควิด-19 จากตัวอย่างของพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เราได้เห็นว่าการพัฒนาครูคือรากฐานการจัดการศึกษาในโลกยุคใหม่ ซึ่งเมื่อมีต้นแบบจากที่หนึ่ง ก็สามารถนำไปใช้พัฒนาโรงเรียนอื่น ในพื้นที่อื่นของประเทศ หรือเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่น ๆ ของโลกได้ แล้วสุดท้ายผลที่เราจะได้รับร่วมกัน ก็คือการเปลี่ยนเด็กจำนวนมากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-151122/">‘ฟื้นความรู้เดิม พัฒนาการก้าวหน้า ครูจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย’ พิสูจน์ผลโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้หลังโควิด-19 ‘สมุทรสาครโมเดล’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผนึกกำลังโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้ ‘สมุทรสาครโมเดล’ ขยายผลสู่ระดับนานาชาติ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp-091122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Nov 2022 06:36:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อลดภาวะการเรียนรู้ถดถอย และฟื้นฟูการเรียนรู้ให้นักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=61610</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงโรงเรียนปิดจากผลกระทบโควิด-19 แม้ครูหรือผู้บริหารโร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-091122/">ผนึกกำลังโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้ ‘สมุทรสาครโมเดล’ ขยายผลสู่ระดับนานาชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงโรงเรียนปิดจากผลกระทบโควิด-19 แม้ครูหรือผู้บริหารโรงเรียนพยายามกันเต็มที่ที่จะนำการเรียนรู้ไปให้ถึงเด็ก แต่แน่นอนว่าเราไม่อาจหยุดยั้งภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของเด็กได้</p>



<p>เมื่อเปิดเรียนเต็มรูปแบบ ผลของพัฒนาการที่ขาดช่วงจึงค่อย ๆ เผยออกมา ทั้งความรู้เก่าที่หดหาย ขาดสมาธิ หรือเด็กไม่พร้อมปรับตัวกลับมาเรียนในห้องเรียน ทำให้เด็กมากกว่าครึ่งหนึ่งประสบปัญหาเรียนไม่ทัน ไม่เข้าใจบทเรียน เกิดความเครียดสะสม และโดยเฉพาะในเด็กเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ปัญหาเหล่านี้คือสัญญาณเตือนเริ่มแรกว่าน้อง ๆ มีความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา หากไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลที่เหมาะสม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1ecb98"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นานาเหตุผลนี้คือจุดเริ่มต้นของโครงการ ‘พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อลดภาวะการเรียนรู้ถดถอย และฟื้นฟูการเรียนรู้ให้นักเรียน’ ที่องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ร่วมกับภาคีเครือข่าย สร้างโมเดลการทำงานระดับจังหวัด เพื่อหาแนวทางจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ต่อเนื่องถึงช่วงเวลาเปิดเรียนเต็มรูปแบบอีกครั้งในปีการศึกษา 2565 โดยปักหมุดทำงานที่จังหวัดสมุทรสาคร อันเป็นจังหวัดแรก ๆ ของประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ทำให้การปิดโรงเรียนยาวนานกว่าพื้นที่อื่น</p>



<p>ถึงวันนี้ หลังเทอมแรกของปี 65 ผ่านไป นับเป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็มกับการดำเนินโครงการ คณะทำงานแต่ละฝ่ายได้พร้อมใจกันลงพื้นที่ ที่โรงเรียนวัดโสภณาราม (ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง) เพื่อเยี่ยมชม แลกเปลี่ยน และเป็นกำลังใจให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ พร้อมเก็บข้อมูลกลับมาวิเคราะห์ประเมินผล เพื่อให้ได้กรอบแนวทางการจัดการเรียนรู้ ที่สามารถขยายผลต่อไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค ประเทศ รวมถึงต่อยอดบทเรียนไปสู่ระดับนานาชาติ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปิด (โรงเรียน) ก่อน เปิดทีหลัง</strong> <strong>‘สมุทรสาครโมเดล’ ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-80d1d5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo1-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อาคม ศาณศิลปิน ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>อาคม ศาณศิลปิน </strong>ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า สมุทรสาครเป็นจังหวัดแรกที่โดนผลกระทบโควิด-19 อย่างหนัก ทำให้ต้องปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ด้วยสภาพพื้นที่เขตอุตสาหกรรม สมุทรสาครก็เป็นกลุ่มจังหวัดท้าย ๆ ที่ได้กลับมาเปิดเรียนปกติ ทำให้ช่วงเวลาที่เด็ก ๆ เรียนรู้ด้วยเครื่องมือวิธีการทดแทนค่อนข้างยาวนาน ในมุมหนึ่ง อาจมองได้ว่าประเด็นนี้คือภาระของครูและผู้บริหารโรงเรียนในการจัดการเรียนการสอน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ที่ชาวสมุทรสาครต้องช่วยกันทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้พัฒนาตนเอง ไม่ว่าอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม</p>



<p><strong>“ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤต คือจุดเริ่มของความร่วมมือเชิงนวัตกรรมที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเรามีทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ที่มาช่วยกันมองปัญหา หาทางแก้ไข จนสามารถสร้างกระบวนการที่ช่วยลดภาวะการเรียนรู้ถดถอย รวมถึงต่อยอดการเรียนรู้ไม่ให้ขาดช่วงเมื่อโรงเรียนกลับมาเปิดได้</strong> เรามีเครือข่ายอย่างองค์การยูนิเซฟ ที่นำแนวคิดฟื้นฟูพัฒนาระดับนานาชาติมาสนับสนุน ด้วยหลักการเปิดเรียนปลอดภัย รักษาเด็กไม่ให้หลุดจากระบบ และฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อไม่ให้เด็กเสี่ยงหลุด ประสานไปกับการทำงานภายใต้โครงการพาน้องกลับมาเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา จังหวัดสมุทรสาครสามารถนำเด็ก 76 คน จากจำนวนสำรวจ 77 คนที่หลุดจากระบบกลับมาเรียนได้สำเร็จ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 100 % เต็ม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fdef99"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศธจ. สมุทรสาคร กล่าวว่า แม้เด็กกลับเข้าสู่การเรียนรู้ในภาวะปกติได้แล้ว มาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ก็ยังเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยมี 3 ประเด็นหลักเพื่อต่อสู้กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ได้แก่ 1.จัดตั้งศูนย์ดูแลส่งต่อช่วยเหลือนักเรียนในภาวะฉุกเฉินทางการศึกษา 2.วัดประเมินผลการเรียนรู้นักเรียนทุกระดับเมื่อเริ่มต้นปีการศึกษา 2565 และ 3.จัดระบบส่งเสริม &#8211; ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพื่อปรับอารมณ์และความพร้อมด้านสังคมของเด็กในช่วงก่อนเปิดปีการศึกษาใหม่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้กับผู้ปกครอง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยความร่วมมือระหว่างองค์กรทั้งยูนิเซฟ กสศ. มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิช ฯ โรงเรียน และองค์กรทุกสังกัดในจังหวัด เราสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในการต่อสู้กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ได้ตั้งแต่ในวันที่ยังไม่เปิดเรียนปีการศึกษา 65 และวันนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่าการทำงานได้ช่วยฟื้นฟูเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในเด็ก ๆ ได้อย่างไรบ้าง <strong>นอกจากนี้เรายังมีผลพลอยได้อีกประการ คือการพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย โดยหลังจากนี้เชื่อว่าแม้ต้องเจอวิกฤตอีกกี่ครั้ง แต่เราจะมั่นใจได้ว่าเด็กจะเข้าถึงการพัฒนาตนเอง องค์ความรู้ และทักษะชีวิตได้อย่างเสมอภาคทุกคน”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มุ่งฟื้นฟู 2 วิชาหลัก + สุขภาวะกาย / จิต</strong><br><strong>สร้างฐานให้แข็งแรงในการต่อยอดการเรียนรู้&nbsp;</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-48f6ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo2-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการ<br>สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่ปิดเรียนยาวนานที่สุด จึงเหมาะกับการศึกษาบทเรียนในฐานะพื้นที่ต้นแบบการแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย ตั้งแต่การประเมินปัญหาสำคัญ และการพัฒนาครู โดยแนวทางการฟื้นฟูหลังเปิดเทอม 1 / 65 เน้นไปที่วิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์ เนื่องจากการอ่าน &#8211; เขียน และคำนวณ ถือเป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในวิชาอื่น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพกายสุขภาพใจ และสภาพแวดล้อมในการเรียน เพราะช่วงที่หยุดเรียนไปเด็กหลายคนมีความเครียดกดดัน ทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือการขาดหายของพัฒนาการทางสังคม ดังนั้นถ้าจะฟื้นฟูการเรียน ก็ต้องดูแลผู้เรียนไปถึงเรื่องจิตใจ เพื่อปรับตัวกลับมาเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-89d9f3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“การลงพื้นที่วันนี้เราได้เห็นผลจากการทำงาน 1 ปี และพบว่าทั้งครูและเด็กมีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก เราเห็นครูมีวิธีใหม่ ๆ ในการสอน มีการปรับการเรียนการสอนเป็น Active Learning เน้นลงรายละเอียดนักเรียนเป็นรายคน และมีการผสมผสานวิธีจัดการเรียนรู้ ที่เรียกว่า Blended Learning ทั้ง on &#8211; line on &#8211; site มีกล่องการเรียนรู้ รวมถึงคลังเรียนรู้ on &#8211; line ให้ทั้งครูและเด็กค้นคว้าเพิ่มเติมได้ทุกที่ทุกเวลา ในภาพรวมของพัฒนาการเราจะเห็นว่าเด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น มีสมาธิ ร่าเริงแจ่มใสกว่าช่วงเปิดเทอมใหม่ ๆ”</strong></p>



<p>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวว่า ภาวะความรู้ถดถอยเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกประสบร่วมกัน วันนี้เมื่อกลับมาเรียนเต็มรูปแบบ จึงต้องให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กเป็นรายคน มีโปรแกรมดูแลรอบด้านเพื่อลดจำนวนเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา และปัญหาพัฒนาการที่จะส่งผลในระยะยาว โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือเด็กปฐมวัยที่ยังเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ โดยหลังจากนี้ ผลที่ได้จากสมุทรสาครโมเดล จะถูกนำกลับไปประเมินอีกครั้งในเชิงลึก เพื่อวางแนวทางขยายผลไปยังพื้นที่จัดการตัวเอง (Area &#8211; based Education : ABE) ในความร่วมมือกับ กสศ. เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในระดับประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8e3bf5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo3-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้อํานวยการ วสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา วสศ. กล่าวเสริมว่า ในการนำผลกลับไปประเมิน จะใช้รูปแบบที่เรียกว่า ‘การทดลองแบบสุ่มที่มีการควบคุม’ (randomized control trial : RCT) ซึ่งสามารถวัดผลเชิงประจักษ์ได้ว่า โครงการสามารถแก้ไขปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ได้ในระดับใด ถ้าได้ผลลัพธ์เชิงบวกระดับที่เชื่อมั่นได้ กสศ. จะร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ขยายผลโครงการไปสู่ระดับประเทศ นอกจากนี้ <strong>บทเรียนจากโครงการยังสามารถต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียด มีหลักฐานทั้งเชิงวิชาการและผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม โดยการทำงานร่วมกับองค์กรยูนิเซฟ ที่มีเครือข่ายด้านการศึกษาอยู่ทั่วโลก จะช่วยเผยแพร่ให้นานาชาติได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จของประเทศไทย ซึ่งหมายถึงการส่งต่อบทเรียนความรู้ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในประเทศต่าง ๆ ได้</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>“เด็กทุกคนมีความต้องการพิเศษ”</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-39c307"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo5-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร<br>ประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร</strong> ประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม กล่าวว่า โครงการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อลดภาวะการเรียนรู้ถดถอยและฟื้นฟูการเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์ 3 ด้าน คือ 1.สนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์จำเป็นให้กับโรงเรียน 2.พัฒนาครูให้จัดการเรียนรู้ได้ในภาวะวิกฤต 3.สร้างโมเดลระดับจังหวัดเพื่อฟื้นฟูเด็กจากภาวะถดถอยทางการเรียนรู้</p>



<p>มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ได้นำกรอบมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย 5 ด้าน มาเป็นหลักในการทำงานร่วมกับโรงเรียน ได้แก่ 1.ประเมินสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ (Landscape Assessment) 2.แนะนำแผนกับทางโรงเรียน (Whole School Planning) 3.พัฒนาวิชาชีพครู (Professional Development Support Plan for Teachers) 4.ระบบช่วยเหลือนักเรียน (Intervention and Support for Students) 5.ติดตาม ปรับปรุงจากผลสะท้อนกลับ (Monitoring and Invention Redesign)</p>



<p>กรอบมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ นำมาสู่วิธีการและกิจกรรมที่มูลนิธิ ฯ ทำร่วมกับโรงเรียน โดยเน้นความยืดหยุ่นของการจัดการเรียนรู้ ให้ครูสามารถเข้าถึงการพัฒนาตนเองด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น work shop เรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูต่างโรงเรียน มีบทเรียนออนไลน์ตามความสนใจ มีทีมโค้ชให้คำปรึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fa6b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“บทเรียนสั้น ๆ ที่ครูสนใจและต้องการ จะช่วยครูพัฒนาการจัดการเรียนรู้ได้ดียิ่งกว่าการเติมเครื่องมือเข้าไปเพียงอย่างเดียว และจะช่วยครูในเรื่องการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ให้เด็กเป็นรายบุคคล เพราะ<strong>หลังโควิด-19 เราได้เห็นแล้วว่าเด็กทุกคนล้วนมีความต้องการพิเศษในลักษณะที่ต่างกันไป ยิ่งในช่วงเวลาสองปีที่ขาดหาย แต่ละคนได้รับการเรียนรู้ มีประสบการณ์กับครอบครัวและสิ่งแวดล้อมต่างกัน การดูแลช่วยเหลือเด็กรายคน จึงเป็นคีย์สำคัญในการช่วยเหลือให้นักเรียนฟื้นฟูความรู้และไปต่อกับบทเรียนใหม่ ๆ ได้”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขยายผลสู่นานาชาติ</strong></h2>



<p><strong>Maritza Chan Valverde</strong> Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary Permanent Representative of Costa Rica to the United Nations Vice &#8211; President องค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า ขอบคุณครูและคณะทำงานทุกท่าน ที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือให้เด็กได้พัฒนาการเรียนรู้ วันนี้เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาการถดถอยทางการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสมควรได้รับ ที่สำคัญกว่านั้น การศึกษายังทำให้มนุษย์เสมอภาค โดยถ้าปราศจากการศึกษา เด็ก ๆ จะเติบโตขึ้นโดยไม่มีทักษะเลี้ยงชีวิต แล้วความเสียหายนี้จะไม่กระทบเพียงในระดับบุคคล แต่ยังรวมถึงการพัฒนาประเทศในภาพรวม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-677e7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo4-LinkThumbnail-เยี่ยมชมโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้-‘สมุทรสาครโมเดล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การเยี่ยมชมพื้นที่การทำงานวันนี้ ทำให้เราเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกัน <strong>ขอแสดงความยินดีและชื่นชมประเทศไทย ที่นำวาระการศึกษามาเป็นหัวใจในการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตโควิด-19 จากตัวอย่างของพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เราได้เห็นว่าการพัฒนาครูคือรากฐานการจัดการศึกษาในโลกยุคใหม่ ซึ่งเมื่อมีต้นแบบจากที่หนึ่ง ก็สามารถนำไปใช้พัฒนาโรงเรียนอื่น ในพื้นที่อื่นของประเทศ หรือเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่น ๆ ของโลกได้ แล้วสุดท้ายผลที่เราจะได้รับร่วมกัน ก็คือการเปลี่ยนเด็กจำนวนมากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-091122/">ผนึกกำลังโรงเรียนฟื้นฟูการเรียนรู้ ‘สมุทรสาครโมเดล’ ขยายผลสู่ระดับนานาชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอด 3 บทเรียนนานาชาติ สู่เส้นทางการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/innovative-approaches-for-education-equality-global-perspectives/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2021 09:50:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48570</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานานคือ ‘ความเหลื่อมล้ำท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/innovative-approaches-for-education-equality-global-perspectives/">ถอด 3 บทเรียนนานาชาติ สู่เส้นทางการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานานคือ ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ เพราะขณะที่เด็กหลายๆ คนสามารถเข้าถึงและใช้การศึกษาเป็นบันไดผลักดันสู่ความสำเร็จ เด็กอีกหลายคนกลับไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพได้เท่าที่ควร ยิ่งเมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดและส่งผลกระทบในทุกมิติ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็ยิ่งถูกฉายให้ชัดขึ้น เด็กจำนวนมากต้องร่วงหล่นออกจากระบบของโรงเรียน ขณะที่เด็กซึ่งไม่มีทรัพยากรสนับสนุนเพียงพอก็ประสบปัญหาในการเรียนรู้จนอาจกลายเป็นผลกระทบระยะยาวในอนาคต – แน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเด็กในกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มเปราะบาง ที่อาจร่วงหลุดจากตาข่ายทางสังคมไปตั้งแต่ต้นแล้ว</p>



<p>คำถามสำคัญจึงอยู่ตรงนี้ เราจะทำอย่างไรจึงจะสร้างระบบการศึกษาที่เท่าเทียมและเสมอภาคได้ หรืออย่างน้อยคือขยับเข้าไปใกล้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบรับกับความต้องการของเด็กแต่ละคน เข้าใจและพร้อมสนับสนุนความหลากหลาย ขณะเดียวกันก็โอบอุ้มทุกคนเอาไว้ไม่ให้ใครต้องร่วงหล่นไป</p>



<p>101 ชวนอ่านทัศนะบางส่วนจาก 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาใน 3 ทวีป ถอดบทเรียนจากนานาชาติเพื่อสร้างเส้นทางไปสู่ระบบการศึกษาที่เสมอภาคขึ้น เท่าเทียมขึ้นของประเทศไทย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนที่ 1: สหรัฐอเมริกา – ดร. พาเมล่า แคนเทอร์</strong></h2>



<p>“ปัจจุบัน เด็กๆ มากมายจากทั่วโลกกำลังจะเริ่มกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียน ทว่าหลายคนอาจตามบทเรียนไม่ทันเพราะพวกเขาขาดการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ไปแล้ว”</p>



<p>นี่คือคำกล่าวนำจาก&nbsp;<strong>ดร.พาเมล่า แคนเทอร์&nbsp;</strong>(Dr Pamela Cantor) ผู้ก่อตั้ง Turn Around for Children ที่ปรึกษาอาวุโสด้านวิทยาศาสตร์ และจิตแพทย์วัยรุ่นและเด็ก ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดมุมมองจากสหรัฐฯ โดย ดร. พาเมล่าชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่จะกระตุ้นให้เด็กทำในสิ่งที่เราคาดหวังไว้จะต้องมี ‘เชื้อเพลิง’ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยจุดไฟให้เด็กอยากมีส่วนร่วมและเป็นแรงกระตุ้นในการเรียนรู้</p>



<p>“เราต้องมองเด็กและเยาวชนแต่ละคนในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งมีเรื่องราวและประสบการณ์ของตนเองที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด ในสหรัฐฯ เรามีคำว่า ‘ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้จากโควิด-19’ กล่าวคือพวกเขาต้องสูญเสียเวลาในการเรียนรู้ไป”</p>



<p>นอกจากนี้ ดร. พาเมล่ายังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาคือการที่นักเรียนหลายคน โดยเฉพาะคนที่เปราะบางที่สุด อาจต้องรับมือกับสถานการณ์ความเสียหายหรือความสูญเสียมาและถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวส่วนบุคคล สถานการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แท้จริงแล้วเรากำลังมองปัญหาที่แตกต่างกันหรือมองปัญหาเดียวกันในด้านที่แตกต่างออกไป หรือจะเป็นอย่างไร หากสถานที่ที่ทำให้เด็กๆ ได้เติบโตและเรียนรู้เป็นสถานที่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองเด็กแต่ละคนแบบองค์รวม ช่วยเหลือให้ทุกคนพัฒนาได้เต็มศักยภาพ และเราจะออกแบบสถานที่นั้นอย่างไรภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม</p>



<p>“ในแง่การพัฒนามนุษย์ พัฒนาการของสมองและวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ เราพบว่ามียีนกว่า 20,000 ยีนในจีโนมของมนุษย์ แต่ยีนเหล่านั้นจะถูกแสดงออกมาในช่วงชีวิตของเราน้อยกว่า 10% ซึ่งจะถูกกระตุ้นผ่านทางสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ วิธีที่เราเรียนรู้ แม้กระทั่งการแสดงออก โอกาสและความเสี่ยงต่างๆ เป็นเหมือนบริบทที่กำหนดว่าเราจะเป็นคนอย่างไร ทั้งหมดนี้นำมาสู่จุดสำคัญยิ่งจุดหนึ่งว่า ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างธรรมชาติ (nature) กับการเลี้ยงดู (nurture) หรือชีววิทยากับสิ่งแวดล้อม หรือสมองกับพฤติกรรม มีเพียงความร่วมมือกันเท่านั้น”</p>



<p>ดร. พาเมล่าชี้ว่า สมอง ร่างกาย และความสามารถของเด็กเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ เพราะสมองของมนุษย์เป็นโครงสร้างแบบไดนามิกที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงตามประสบการณ์ของเนื้อเยื่อในร่างกายมนุษย์มากที่สุด ถ้าพูดอย่างรวบรัด สมองสามารถยืดหยุ่นได้เมื่อเวลาผ่านไปและเจริญเติบโตผ่านทางการคิดของเรา</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ดร. พาเมล่าจึงชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราสามารถปรับการออกแบบบริบทการเรียนรู้ให้เหมาะสมที่สุด ก็อาจจะทำให้เด็กและเยาวชนสามารถตามทันและฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิดได้ และผู้ใหญ่เองก็ควรจะลงทุนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ให้เยาวชนด้วย</p>



<p>“ในทางจิตวิทยา มีฮอร์โมนตัวหนึ่งเรียกว่าออกซิโทซิน (Oxytocin) เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความรู้สึกไว้วางใจ ผูกพัน และปลอดภัย และกระทบต่อโครงสร้างในสมองเช่นเดียวกับคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของเรา ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในเชิงบวกจะทำให้ฮอร์โมนออกซิโทซินหลั่งออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้สามารถปกป้องเด็กจากผลเสียหายของความเครียดและคอร์ติซอลได้ถึงในระดับเซลล์ และยังสร้างการพร้อมรับปรับตัวให้ความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้”</p>



<p>ทั้งนี้ ดร. พาเมล่าได้ขยายความว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์ไม่ได้หมายถึงแค่การทำตัวดีต่อเด็ก แต่หมายถึงความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นผ่านการดูแล ปกป้อง อยู่ร่วมกัน และความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องที่ทำให้เด็กเชื่อบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาอาจไม่เคยเชื่อมาก่อน</p>



<p>“แหล่งพลังงานหลักสำหรับสายใยของสมองคือความผูกพันของมนุษย์ สารสื่อประสาทและฮอร์โมนต่างๆ เช่น ออกซิโทซินที่หลั่งออกมาพัฒนาจากระบบแรงจูงใจของสมอง เป็นระบบที่จะช่วยส่งเสริมการสำรวจ ความสงสัยใคร่รู้ แนวปฏิบัติ และเชื้อเพลงของเซลล์ประสาท นี่จะทำให้เกิดประจุไฟและเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทอื่นๆ และเมื่อสมองเชื่อมโยงกันมากขึ้น เซลล์ประสาทที่มีประจุร่วมจะเชื่อมเข้ากันทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งการอ่าน การขี่จักรยาน และนี่คือ ‘เชื้อเพลิง’ ที่พูดถึงในตอนต้น”</p>



<p>นี่นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับฮอร์โมนออกซิโทซินเป็นตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดเกี่ยวกับบริบทเชิงบวก อีกทั้งความสัมพันธ์ยังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและการเรียนรู้ทั้งหมด สอดรับกับความคิดที่ว่าเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และระบบที่ทำให้เด็กเข้าใจได้แบบองค์รวม โดยให้ความสำคัญกับคุณสมบัติที่เด็กมีและสนับสนุนให้แต่ละคนมีความโดดเด่นในรูปแบบของตนเอง</p>



<p>“เราต้องออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิธีที่สมองเติบโตและวิธีที่เด็กเรียนรู้ เป็นการออกแบบที่ผสมผสานความสัมพันธ์ทางพัฒนาการเชิงบวก สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความปลอดภัย ความเป็นเจ้าของ มีประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมายเพื่อให้นักเรียนค้นพบความสามารถของพวกเขา”</p>



<p>อีกประเด็นสำคัญที่ ดร. พาเมล่าชี้ให้เห็นคือ การเรียนรู้คือการบูรณาการเข้าด้วยกัน ส่วนที่ใช้คิดเลขไม่ได้แยกจากส่วนที่ใช้คิดสร้างสรรค์ เพราะสมองส่วนต่างๆ เชื่อมกันทางกายวิภาคและทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทำให้ทักษะต่างๆ ทั้งการควบคุมตนเอง การคิดเชิงบริหาร และการเข้าสังคม สามารถยืดหยุ่นได้ สร้างขึ้นได้ และพัฒนาได้ในสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมา</p>



<p>ในตอนท้าย ดร. พาเมล่าชี้ว่า บริบทที่ดีในการเรียนรู้จะต้องประกอบด้วยความใส่ใจเยาวชน ทั้งในด้านความปลอดภัย สุขภาพจิต อารมณ์ สังคม และพัฒนาการด้านสติปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมและปัจจัยปกป้องต่างๆ มากมาย และถ้ามีบริบทการเรียนรู้ที่ดีแล้วจะทำให้เกิดสมดุลในสภาพแวดล้อมที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัย มีแรงจูงใจ และอยากมีส่วนร่วม</p>



<p>“ถ้าเราปรับการออกแบบบริบทการเรียนรู้ให้เหมาะสมได้ก็จะช่วยเด็กและเยาวชนของเราในการฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิดได้ แต่เราต้องลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่จำเป็น สร้างอนาคตของเราและของเด็กๆ นี่โอกาสของเรา คือจุดเปลี่ยนที่เรากำลังเผชิญ เป็นช่วงเวลาการลงทุนทางการเงินครั้งใหญ่เพื่อการเรียนรู้และอนาคตลูกหลานของเรา” ดร. พาเมล่าทิ้งท้าย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนที่ 2: ฟินแลนด์ – ดร. มาริต้า เนโทล่า</strong></h2>



<p>หนึ่งในประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดคือฟินแลนด์ โดย&nbsp;<strong>ดร. มาริต้า เนโทล่า</strong>&nbsp;อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเทอร์คู ประเทศฟินแลนด์ ฉายภาพระบบการศึกษาของฟินแลนด์ซึ่งครบรอบ 100 ปีในปีนี้ว่า ฟินแลนด์กำหนดการศึกษาภาคบังคับเป็นเวลาอย่างต่ำ 6 ปี ต้องเรียนรู้ทักษะพื้นฐานอย่างการอ่าน การเขียน และพื้นฐานต่างๆ</p>



<p>“ก่อนจะมีระบบการศึกษาภาคบังคับ เรายังไม่มีข้อกำหนดด้านการศึกษาสำหรับโรงเรียนในพื้นที่แถบชนบท และในสมัยก่อนก็ยังไม่มีโรงเรียนที่จะฝึกคนไปสอนเด็กโดยเฉพาะ จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20 ระบบการศึกษาได้พัฒนาและขยายตัวควบคู่ไปกับโรงเรียน มีโรงเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ขยายตัวไปสู่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา และยังมีโรงเรียนที่สอนด้านอาชีวศึกษาเกิดขึ้น จนกระทั่งปี 1970 ระบบของเราเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กในทุกระดับมากขึ้น และปี 1998 จึงมีการจัดตั้งระบบการศึกษาพิเศษสำหรับคนทุพพลภาพ ปัจจุบัน ทุกคนในฟินแลนด์มีสิทธิเข้าถึงระบบการศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อจะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา”</p>



<p>ดร. มาริต้าชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีความเสมอภาคทางการศึกษาแล้ว ระบบการศึกษาในฟินแลนด์จึงไม่มีทางตันและสามารถศึกษาในระดับที่สูงต่อไปได้เสมอ หรือบางคนอาจจะเข้าถึงระบบการศึกษาแบบใหม่ได้ตลอดเวลาเช่นกัน</p>



<p>นอกจากนี้ เมื่อมองในระดับนโยบาย ฟินแลนด์ได้จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาโดยตั้งเป้าเพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เสมอภาค ลดช่องว่างความแตกต่างในโรงเรียน และเพื่อจะลดความไม่เท่าเทียมลง ได้มีการกำหนดให้เจาะจงรวมเอาโรงเรียนที่มีข้อเสียเปรียบด้านสังคมและเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในการดูแลของภาครัฐด้วย เช่น โรงเรียนในพื้นที่ชุมชนผู้อพยพ หรือพื้นที่ที่มีการว่างงานสูง นอกจากนี้ ยังมีระบบส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้และการศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับทั่วไป สูง และพิเศษ ซึ่งจะต้องมีการสนับสนุนอย่างเพียงพอและต่อยอดไปตามความจำเป็น</p>



<p>ดร. มาริต้าแสดงความคิดเห็นว่า การศึกษาปฐมวัยของฟินแลนด์อาจนับได้ว่าเป็นนวัตกรรมระดับสูง เพราะสามารถมอบโอกาสเรียนรู้และพัฒนาให้เด็กทุกคน เช่น เว็บไซต์สาธารณะ Lukimat ที่ให้ข้อมูลแก่นักศึกษา พ่อแม่ บุคลากร มีข้อมูลการสอนด้านต่างๆ หรือ GarphoLearn ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ตัวอักษรและการอ่านออกเสียงได้ รวมถึงการสนับสนุนด้านอื่นๆ เช่น การสนับสนุนให้เด็กมีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งาน รวมถึงพัฒนาการเรียนออนไลน์เพื่อสนับสนุนการศึกษาผู้ใหญ่แบบเสรี และยังรวมไปถึงแพ็กเกจการดูแลมารดา คลินิกแม่และเด็ก ดูแลและสนับสนุนด้านสุขภาพเพื่อจะนำไปสู่การส่งเสริมความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง</p>



<p>อย่างไรก็ดี ดร. มาริต้าชี้ให้เห็นว่า “ความเสมอภาคทางการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนอย่างเดียว แต่ต้องมีการส่งเสริมด้านทรัพยากรด้วย ขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของโควิดก็ทำให้เราเห็นปัญหาหลายประการ ทั้งการที่เด็กจำนวนมากไม่ยอมเข้าชั้นเรียน ปัญหาการกลั่นแกล้ง ขณะที่ผู้ใหญ่ตอนต้นก็มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์เพิ่มขึ้น จนบางคนถึงขั้นยอมลาออกจากงานเพื่อเงินชดเชย”</p>



<p>ในตอนท้าย ดร. มาริต้าคลี่ให้เห็นประเด็นที่เราต้องเผชิญในปัจจุบัน ทั้งเรื่องกลุ่มคนอพยพ ประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของบุคลากรทางการศึกษา นำมาสู่การเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีวิธีศึกษาระยะยาว ระบบพี่เลี้ยง การมีอุปกรณ์ บุคลากร และทักษะที่ครบครัน “เราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาของครูอาจารย์ การพัฒนาความรู้และทักษะเกี่ยวกับความเสมอภาค สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบทบาททางเพศที่แตกต่างกัน รวมไปถึงความสามารถในการสอนและให้ความรู้ด้านดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการสอน เช่น การทำวิจัย หรือการสร้างความร่วมมือในระดับต่างๆ ด้วย”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนที่ 3: ญี่ปุ่น – โทมิโอะ อิโคมะ</strong></h2>



<p>วิทยากรท่านสุดท้าย&nbsp;<strong>โทมิโอะ อิโคมะ&nbsp;</strong>ประธานกรรมการบริหาร With Us Cooperation และผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ไดอิชิ กาคุอิน ประเทศญี่ปุ่น อธิบายระบบการศึกษาของญี่ปุ่น โดยพาย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นได้ออกพระราชบัญญัติพื้นฐานการศึกษา ปี 2517 อันเป็นการวางรากฐานใหม่สำหรับการศึกษาของญี่ปุ่น มีการออกกฎหมายการศึกษาในโรงเรียน ตามมาด้วยการปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การศึกษาของชาวญี่ปุ่นดีขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ</p>



<p>อย่างไรก็ดี โทมิโอะชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาที่เคยมีได้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงไม่ได้สะท้อนและตอบรับกับบริบทความเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคโลกาภิวัตน์และมีประเด็นท้าทายมากมายเกิดขึ้นในสังคม นำมาสู่ข้อเสนอของโทมิโอะว่า “ยุคของการใช้คอมพิวเตอร์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีการวางเกณฑ์การศึกษาในอุดมคติแห่งอนาคตของญี่ปุ่น”</p>



<p>โทมิโอะอธิบายต่อว่า ปัจจุบัน เด็กญี่ปุ่นต้องเผชิญความท้าทายหลักๆ อยู่ 3 ประการ คือเรื่องความมั่นใจในตนเองต่ำ ทักษะด้านการสื่อสารที่ไม่ค่อยดี และการออกจากโรงเรียนก่อนจบหลักสูตร ซึ่งหมายถึงการขาดเรียนด้วยสาเหตุต่างๆ นอกเหนือจากโรคหรือปัญหาทางการเงินเป็นจำนวน 30 วันหรือมากกว่านั้น โดยโทมิโอะหยิบยกสถิติมาชี้ให้เห็นว่า เด็กชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นขาดเรียนรวมกันแล้วประมาณ 196,000 คน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข</p>



<p>นอกจากความท้าทายที่ปัจเจกบุคคลต้องเผชิญแล้ว โทมิโอะชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาเองก็เผชิญกับปัญหาบางประการเช่นเดียวกัน ได้แก่:</p>



<p>ประการแรก ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากระบบการศึกษาแบบเดียวสำหรับทุกคน (one-size-fits-all education) นักเรียนญี่ปุ่นทุกคนจะเรียนในชั้นเรียนร่วมกับครู ผลการเรียนเป็นแบบเดียวกัน ทั้งยังเน้นตัวบุคคลมากกว่า ซึ่งโทมิโอะกล่าวว่าระบบการศึกษาของญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นแบบตั้งรับและมีความสม่ำเสมอ ซึ่งลักษณะเหล่านี้เองที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา</p>



<p>ประการที่สอง การศึกษาที่มีการกวดวิชาเป็นพื้นฐาน ให้ความสำคัญกับการท่องจำมากกว่าวิธีเพิ่มพูนความรู้ เพิ่มคะแนนสอบได้แต่ใช้จริงระยะยาวไม่ได้</p>



<p>ประการที่สาม การเน้นการจัดอันดับทางสถิติ ซึ่งอาจมีประโยชน์ในการกำหนดตำแหน่งความสัมพันธ์ของความสามารถทางวิชาการของนักเรียนในกลุ่ม แต่การจัดอันดับนักเรียนในโรงเรียนก็ทำให้เกิดปมด้อยบางอย่างตามมา</p>



<p>ประการที่สี่ ความไม่เท่าเทียมในการศึกษาที่บ้านและแรงจูงใจของผู้ปกครอง ถ้าพูดให้ชัดขึ้น ปัจจัยต่างๆ ของนักเรียน เช่น สถานะทางสังคม มีส่วนก่อให้เกิดความแตกต่างในความสามารถทางวิชาการและการศึกษา ซึ่งตอนนี้ญี่ปุ่นพยายามหาทางแก้ด้วยการออกแผนโครงการอนาคตของสังคมและเด็ก ปี 2573 สร้างวัฒนธรรมในโรงเรียนแบบใหม่ที่มีความตระหนักรู้และความริเริ่มทางสังคม มีหลักสูตรการศึกษาที่เปิดกว้างสู่สังคม เป็นตัวอย่างให้โลก สนับสนุนให้เด็กญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างให้เด็กทั่วโลก</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ โทมิโอะจึงทิ้งท้ายด้วยการนำเสนอปรัชญาการศึกษาแบบ 1/1 คือการมองภาพรวมของเด็กในทางเดียวกับที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อบุตรของตนเอง มุ่งเน้นให้สถาบันการศึกษาระดับแถวหน้าสามารถพัฒนาบุคลากรที่โดดเด่นซึ่งจะมีบทบาทแข็งขันในสังคม ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่หลายๆ สถาบันการศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>หมายเหตุ :</strong> เก็บความบางส่วนจากการเสวนา Beyond ASEAN: Innovative Approaches to Promote Equality Through Teacher Education ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา จัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2564</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/innovative-approaches-for-education-equality-global-perspectives/">ถอด 3 บทเรียนนานาชาติ สู่เส้นทางการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
