<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาคีด้านการศึกษา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 07 Apr 2022 02:51:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ภาคีด้านการศึกษา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“กรุงเทพฯ จะไปต่อไม่ได้” ถ้าเด็กยากจน-เด็กชายขอบถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-050422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2022 03:50:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคีด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[OKMD]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพีบีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54250</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีตั้งแต่โรงเรียนค่าเทอมหลักล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-050422/">“กรุงเทพฯ จะไปต่อไม่ได้” ถ้าเด็กยากจน-เด็กชายขอบถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีตั้งแต่โรงเรียนค่าเทอมหลักล้าน แต่ในช่วงเรียนออนไลน์กลับยังมีครอบครัวเด็กยากจนที่เข้าไม่ถึงแม้กระทั่งไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคเบื้องต้น พวกเขาบางคนแม้ยังมีโอกาสได้เรียนหนังสือจากนโยบายเรียนฟรี แต่ก็อยู่บนความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาทุกเมื่อ</p>



<p>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ถูกเขย่าให้หนักหนาขึ้นจากวิกฤติโควิด-19 ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข จนเด็กที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ไปต่อไม่ได้ เมืองก็ไปต่อด้วยไม่ได้เช่นกัน</p>



<p>ระดมแนวคิดจาก 6 คนทำงานการศึกษา เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นพื้นที่แห่งการศึกษาที่เข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม ในเวทีระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 โดยสะท้อนปัญหาและเสนอนโยบายผ่านหัวข้อ&nbsp; กรุงเทพ : เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมืองคอนกรีตที่แข็งแกร่ง แต่การศึกษาแสนเปราะบาง</strong></h2>



<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา</strong> สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำในเมืองใหญ่ที่พบว่า เมืองใหญ่ทั่วไปมักมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามายาวนาน เพราะเมื่อมีภาวะทางเศรษฐกิจพ่อแม่มักย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดมาเมืองใหญ่ หรือพอเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่ต้องย้ายกลับถิ่นฐานก็ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็ก โดยเฉพาะในกรุงเทพ ฯ ที่ภายในเมืองเดียวจะเห็นตั้งแต่โรงเรียนที่มีคุณภาพสูงมาก ไปจนถึงโรงเรียนในชุมชนยากจนที่ขาดแคลนทรัพยากร เป็นข้อเปรียบเทียบชัดเจนของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เข้มข้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cdb385"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/b2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ยิ่งความเหลื่อมล้ำถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติโควิด-19 ทำให้เด็กกลุ่มยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนคน หรือตัวเลขจากภาพรวมรายได้ต่อครัวเรือนจากที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 บาทต่อคนต่อเดือน พอช่วงโควิด-19 เหลือรายได้ลดลงเหลือประมาณ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน&nbsp;</p>



<p>ไม่ต่างจากข้อมูลของสภาพัฒน์ที่กำหนดว่าครอบครัวของเด็กยากจนทั้งประเทศมีรายได้ต่ำกว่า 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน แต่ว่าครอบครัวนักเรียนยากจนในกรุงเทพ ฯ มีรายได้เพียง 1,964 บาทต่อคนต่อเดือน <strong>ดังนั้นเด็กยากจนของกรุงเทพฯ จนกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ หรือต่ำกว่าเส้นความยากจนที่สภาพัฒน์ระบุไว้เสียอีก </strong>เด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ต้องออกไปช่วยครอบครัวหารายได้&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ใช้โมเดลการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดมทุกฝ่ายเยียวยาเมืองหลวง</strong></h2>



<p>“ในกรุงเทพฯที่คิดว่าเด็กจะเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทางการศึกษา แต่จากการลงพื้นที่สำรวจเด็กยากจนพิเศษ 1,408 คน มี 4% ที่ยังใช้น้ำบาดาล, 59% ไม่มีโทรทัศน์ , ในช่วงเรียนออนไลน์ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มีเด็กยากจนพิเศษแค่ 7 คนที่มีคอมพิวเตอร์ และยังมีเด็ก1.7% ที่ไม่มีไฟฟ้า” ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว</p>



<p>ทั้งนี้เมื่อศึกษาจากการทำงานใน 20 จังหวัดนำร่องที่ใช้กลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเห็นผล พบว่าหลายจังหวัดมีขนาดพื้นที่ และสภาพปัญหาคล้ายคลึงกับกรุงเทพฯ ดร.ภูมิศรัณย์ จึงเสนอให้นำมาโมเดลนี้มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เมืองหลวงไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f49a0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/b1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าวต่อว่า “กลไกนี้เชื่อมโยงเครือข่ายภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาหรือการดูแลเด็กและเยาวชนมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้ว่าฯ ทีมสหวิชาชีพ อสม.ทางการศึกษา ครู ชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น สถานพินิจ คลินิกแพทย์ หรือศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเด็กหลุดออกนอกระบบได้ โดยเครือข่ายอาจเข้าไปช่วยตามเด็กที่บ้านกับพ่อแม่จนสามารถกลับเข้าสู่โรงเรียน หรือช่วยติวช่วยสอนเด็กในชุมชนเพื่อเติมเต็มความรู้ให้เด็กที่มีความรู้ถดถอยได้”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เดินไปด้วยกันทั้งองคาพยพ</strong></h2>



<p>แต่ปัญหาที่มากไปกว่าความรู้ถดถอย คือสภาพจิตใจที่พบว่าเด็กไม่มีความสุขจากการเรียน จนเป็นตัวเลขเด็กฆ่าตัวตายสูงขึ้น แต่ประเทศไทยยังให้ความสำคัญค่อนข้างน้อย เพราะจากระบบที่พบในต่างประเทศจะมีนักสุขภาพจิตในโรงเรียนแต่ละแห่งสูงกว่าของประเทศไทยมาก ซึ่งภาคนโยบายควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนนักสุขภาพจิตสำหรับเด็ก โดยเฉพาะในห้วงที่พวกเขาจะต้องเรียนออนไลน์ และไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครูมากพอ</p>



<p>การอุดช่องว่างทางความเหลื่อมล้ำ จะเกิดขึ้นได้จริง ถ้าไม่ลืมว่ากรุงเทพฯมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเอง ซึ่งเป็นข้อดีที่สามารถจัดการศึกษาในรูปแบบของตนเองได้อย่างอิสระ ดังที่จะเห็นในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งสิงคโปร์ หรือฟินแลนด์ ที่เมื่อท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการได้ในแง่งบประมาณหรืออำนาจในการบริหาร ก็จะสามารถทำในสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8c5f31"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/b2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การจัดการศึกษา กทม.สามารถทำได้เอง เช่นในเรื่องกฎระเบียบอาจใช้ของกระทรวงเป็นแค่ไกด์ไลน์ และทำตามที่คนกรุงเทพฯเห็นสมควร ซึ่งจะทำให้พื้นที่หรือชุมชนต่างๆ รวมถึงหน่วยงานมีศักยภาพในการทำงานร่วมกันได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะถ้ามีการเชื่อมโยงข้อมูลกันจะลดความซับซ้อนและแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้อย่างตรงจุด”&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ดร.ภูมิศรัณย์ ยังย้ำว่าอีกสิ่งหนึ่งที่กรุงเทพมหานครจะต้องไม่ลืมคือเด็กยากจนในชุมชนแออัด หรือเด็กชายขอบ เป็นตัวแปรสำคัญของความมั่นคงยั่งยืนในกรุงเทพฯ&nbsp; ดังนั้นการขับเคลื่อนทางการศึกษาจึงไม่ใช่เพื่อเด็กกลุ่มกระแสหลักเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงพวกเขา เพื่อให้ทั้งองคาพยพในเมืองหลวงแห่งนี้เดินต่อไปด้วยกันได้&nbsp;</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-050422/">“กรุงเทพฯ จะไปต่อไม่ได้” ถ้าเด็กยากจน-เด็กชายขอบถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ทุกโรงเรียนต้องเสมอภาค โรงเรียนใกล้บ้านคือโรงเรียนที่ดีที่สุด&#8221; สลายความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-300322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Mar 2022 06:52:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สลายความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[น.ต.ศิธา ทิวารี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคีด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[OKMD]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพีบีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53759</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเป็นเลิศทางการศึกษา ถือเป็นคำหนึ่งที่อยู่คู่กับสังค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-300322/">“ทุกโรงเรียนต้องเสมอภาค โรงเรียนใกล้บ้านคือโรงเรียนที่ดีที่สุด” สลายความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความเป็นเลิศทางการศึกษา ถือเป็นคำหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานานหลายสิบปี มีการใช้คำนี้เพื่อตั้งเป็นแก่นเรื่องของการศึกษาเกือบทุกเรื่อง ที่ในแรกเริ่มได้ยิน จะรู้สึกเป็นคำที่มีวิสัยทัศน์ แต่เมื่อได้ยินนานเข้า ก็จะเริ่มถามหาผลลัพธ์ของมัน และก็ยังเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่รอดูมาตลอด แต่บางท่าน ก็เห็นผลลัพธ์ของคำนั้นเรียบร้อยแล้ว</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>&#8220;สิ่งที่เห็น ไม่ใช่ความเป็นเลิศทางการศึกษา ตำราเดียวกัน เรียนแบบเดียวกัน แต่ทำไมคุณภาพไม่เท่ากัน?&#8221;</p></blockquote>



<p><strong>ผู้พันปุ่น น.ต.ศิธา ทิวารี ตัวแทนชิงชัยตำแหน่งพ่อเมืองของกรุงเทพมหานคร</strong> จากพรรคไทยสร้างไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทย ที่ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีการพัฒนาในแทบทุกด้าน อีกทั้งยังเคยมีประสบการณ์เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มโรงเรียนในเขตคลองเตย ที่ถือว่าเป็นจุดที่เหลื่อมล้ำที่สุดในมหานครแห่งนี้ จึงถือเป็นผู้สมัครอีกคนที่ได้สัมผัสปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของเมืองนี้ด้วยตนเอง และได้นำมาแสดงวิสัยทัศน์และวิธีแก้ปัญหาในเวทีเสวนา <strong>ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</strong>ที่จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส เพื่อระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-042dcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/b2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;คนก็จะพูดว่ากรุงเทพฯ เป็นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษามากที่สุดในโลก กับคนก็จะพูดตลอดเวลาว่าต้องการความเป็นเลิศด้านการศึกษา สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่ความเป็นเลิศด้านการศึกษา สิ่งที่ผมเห็นและจำเป็นที่ต้องทำก็คือตำราเล่มเดียวกัน ครูก็จบมาพอ ๆ กัน ทำไมมีโรงเรียนที่ดีและไม่ดี ทำไมผู้ปกครองไม่ไว้ใจโรงเรียน กทม. เพราะฉะนั้นผมมีหน้าที่ทำให้โรงเรียน กทม. เสมอภาคที่สุด เพื่อจะทำให้โรงเรียนที่ใกล้บ้าน คือโรงเรียนที่ดีที่สุดของชุมชน&#8221;</p>



<p>รายงานจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้ระบุไว้ว่ากลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ ที่ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ย 1,200 บาทต่อเดือน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี 5 แสนกว่าคนในปี พ.ศ. 2561 และทะยานขึ้นสูงทะลุ 1 ล้านคนไปแล้วในปี พ.ศ. 2564 จึงตีความได้ว่า กลุ่มนักเรียนในประเทศไทย ประสบกับความยากจนเพิ่มขึ้น และผลกระทบจากเรื่องเหล่านี้ ก็จะส่งให้มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น เนื่องด้วยไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ ที่จะเข้าถึงการศึกษาพื้นฐานได้ ทำให้ต้องเลิกเรียนและผันตัวไปทำงาน เป็นแรงงานราคาถูกแทน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-67eff9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a3-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;ผมขอเสนอ 3P หนึ่ง People, Profit, Planet ปากท้องครอบครัวต้องสำคัญ การเลี้ยงดูลูกของแต่ละครัวเรือน กรุงเทพฯ ต้องเข้าไปดูแล เช่น ศูนย์รับเลี้ยงเด็กต้องมีการพัฒนาให้ปลอดภัย ส่งเด็กตอนเช้า กลับมาต้องเจอเด็กปลอดภัยและสบายใจ โรงเรียน กทม.ต้องมีความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง กระจายเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็ก จนถึงชั้นมัธยมปลายปลาย และต้องทำให้โรงเรียนใกล้บ้านคือโรงเรียนที่ดีสุด&#8221;</p>



<p>ทั้งนี้ ผู้พันปุ่นยังได้นำประสบการณ์ที่ได้เข้าไปยังพื้นที่ชุมชนคลองเตย ที่เป็นพื้นที่ที่เหลื่อมล้ำที่สุดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเด็กจำนวนมากในชุมชนที่หลุดจากการศึกษา แต่ได้รับการแก้ไขผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าไปพัฒนาชุมชนจนเด็กและเยาวชนหลายคนสามารถมีคุณภาพทางการศึกษาที่ดีขึ้นได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a1a832"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a2-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;ครูอาสาสมัครที่ทำด้วยใจ ต้องเป็นส่วนสำคัญ กรุงเทพฯ ต้องให้ความสำคัญกับส่วนนี้ เพราะถือเป็นคนที่มีใจ ตอนนี้โรงเรียนขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไว้ เราต้องลดเวลาเรียน แล้วให้เด็กได้ไปลองเรียนรู้การกระทำจริง ที่ผ่านมาเด็กเรียนเพื่อไปสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยแล้วไปเอาปริญญาเพื่อมาตกงาน เพราะโรงเรียนสอนให้ท่องสูตรคูณ สอนให้คนทำงานแข่งกับ AI ทั้งที่เรามีเครื่องคิดเลข กลับกันเราต้องสอนให้คนคิดว่าทำไม่ต้องทำแบบนั้น สอนทักษะชีวิต โรงเรียนกีฬาต้องมี เราต้องทำให้เด็กเป็นพลเมืองของโลก ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ระบบการบริหารจัดการงบประมาณและประเมินคุณภาพ ต้องให้ประชาชนร่วมคิดร่วมทำ มีสิทธิประเมินเลื่อนลดปลดย้ายข้าราชการได้&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b3c7b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากแนวคิดการแก้ไขของผู้พันปุ่น ที่เป็นการเจาะเข้าไปยังมิติของเหลื่อมล้ำ การพุ่งเข้าไปยังจุดนั้น แทนการทำอย่างอื่นมากลบเกลื่อน แต่ไม่ว่าผู้ใดที่สามารถคว้าชัยในสนามเลือกตั้งผู้ว่าเมืองหลวงแห่งนี้ได้ หากได้ลงมือทำและตั้งใจ และมุ่งแก้ไขที่ปัญหาการศึกษานั้น ๆ ระบบการเรียนการสอนภายในเมืองนี้จะพลิกรูปโฉม ทุกที่เป็นแหล่งศึกษา และก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เกิดเป็นตัวอย่างส่งต่อไปยังเมืองอื่น ยกระดับการศึกษาของประเทศได้อย่างก้าวกระโดด และคำที่ผู้พันปุ่นได้กล่าวไว้ว่า <strong>โรงเรียนที่ใกล้บ้าน คือโรงเรียนที่ดีที่สุดของชุมชน</strong> ก็สามารถเป็นจริงได้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-300322/">“ทุกโรงเรียนต้องเสมอภาค โรงเรียนใกล้บ้านคือโรงเรียนที่ดีที่สุด” สลายความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รสนา โตสิตระกูล ดันสมาร์ทซิติเซ่น เพิ่มการเรียนทักษะชีวิตที่เก็บเป็นหน่วยกิตได้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-290322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Mar 2022 06:41:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคีด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[OKMD]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ทซิติเซ่น]]></category>
		<category><![CDATA[รสนา โตสิตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพีบีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53690</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเหลื่อมล้ำ กลายเป็นคำที่ได้ยินกันถี่ขึ้นทุกวัน และถ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-290322/">รสนา โตสิตระกูล ดันสมาร์ทซิติเซ่น เพิ่มการเรียนทักษะชีวิตที่เก็บเป็นหน่วยกิตได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ความเหลื่อมล้ำ</strong> กลายเป็นคำที่ได้ยินกันถี่ขึ้นทุกวัน และถือเป็นคำที่มีพลังสะท้อนจากภาพความจริงที่กำลังปรากฎให้เห็นอยู่ โดยที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ มักจะเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ แต่ในมิติเดียวกันนี้ ระบบการศึกษา ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งขนาดใหญ่ ที่รวมอยู่ในความเหลื่อมล้ำนี้ด้วยเช่นกัน โดยในงานเสวนา <strong>ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</strong> ที่จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส เพื่อระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565 โดยได้ดึงว่าที่ผู้สมัครชิงชัยตำแหน่งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร มานำเสนอแนวคิดและไอเดีย การแก้ไขการศึกษาของเมืองหลวง พร้อมโชว์วิสัยทัศน์ที่จะช่วยยกระดับการศึกษาของมหานครแห่งนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-04c404"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/b2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>“กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับระบบระบายน้ำมากกว่าการศึกษา”</strong></p></blockquote>



<p>คำกล่าวของ <strong>รสนา โตสิตระกูล หนึ่งในว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร</strong> ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักในแวดวงผู้ติดตามการเมืองไทยตั้งแต่ยุคปี 2541 เป็นต้นมา ในฐานะนักเคลื่อนไหวต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาพื้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อปี 2551 ทำให้ประสบการณ์การทำงานล้วนเต็มไปด้วยงานภาคประชาชน ชื่อของรสนาจึงเป็นที่คุ้นเคยต่อเหล่าประชาชนส่วนใหญ่</p>



<p>และในฐานะตัวแทนลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ เมืองหลวงครั้งนี้ รสนาก็มีมุมมองต่อการศึกษาของกรุงเทพฯ ว่า มันไม่ได้มีปัญหาแค่ภายในระบบ แต่มันยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ที่ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่มองข้ามไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-62fcac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/b1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ความเหลื่อมล้ำในกรุงเทพฯ แรงมาก หนักกว่าต่างจังหวัดอีก มหานครที่อยากเป็นสมาร์ทซิตี้ เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีสมาร์ทซิติเซ็น ปัญหาที่ซ่อนไว้ มันมีเยอะมาก เราจะมองแต่กลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์ไม่ได้ คนส่วนใหญ่เป็นคนมีรายได้น้อย ครอบครัวเหล่านี้บางครอบครัวยังต้องซื้อนมข้นหวานมาชงเพื่อเลี้ยงลูก และยังมีเด็กหลุดจากการศึกษาเยอะมาก งบประมาณ 700 ล้าน ใน 32 โรงเรียน เราให้ความสำคัญกับการระบายน้ำเยอะกว่าการศึกษา”<strong> </strong>รสนากล่าว</p>



<p>ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ระบุไว้ว่าในกรุงเทพฯ มีเด็กในระบบทะเบียนราษฎร์อยู่ที่ 899,958 คน แต่กลับมีเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาถึง 306,273 คน และเป็นจังหวัดเดียวที่มีตัวเลขถึงหลักแสนคน นั่นจึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่คุณรสนากล่าวมา ไม่ใช่เรื่องเกินจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be223e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/b3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และใช่ว่าจะมาเพียงแค่ชี้ปัญหา แต่ในฐานะผู้สมัครชิงชัยตำแหน่งผู้ว่าฯ ก็มีแนวคิดวิสัยทัศน์ ที่เชื่อมั่นว่า กรุงเทพมหานคร ที่มีอิสระในการกำหนดตั้งแต่เรื่องทางเท้ายันระบบการศึกษาของเมือง สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้ โดยเสนอให้การศึกษาในกรุงเทพฯ ต้องปรับใหม่เป็นระบบ &#8220;สาธิต&#8221; ที่จับมือกับภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น เน้นการเรียนรู้อัตลักษณ์ในชุมชนของตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมานับเป็นหน่วยกิตได้</p>



<p>“ถ้าเด็กอยากจะเรียนดนตรีไทยเขาอาจจะไปหาครูดนตรีไทยในชุมชนมาสอน กทม.ก็สามารถจ่ายเงินจ้างครูดนตรีไทย หรือเขาอยากจะเป็นเชฟอาหาร หรือเขาอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับบิตคอยน์ก็ต้องทำให้เขาได้เรียนรู้โดยเราหาผู้เชี่ยวชาญมาสอน และเด็กสามารถเอาสิ่งที่เขาเรียนรู้เป็นเครดิตที่เข้าไปรวมในระบบการศึกษาของเขาได้” รสนากล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-534cf9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ฝึกอาชีพ1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นนี้ผลักให้เด็กหลายคนหลุดออกจากระบบการศึกษา ที่จำนวนมากออกไปทำงานเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในครอบครัว แนวคิดของคุณรสนาจึงเสนอให้เพิ่มพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งพื้นที่นั้นต้องเป็นสถานที่ที่สร้างรายได้ให้กับพวกเขา เพื่อสามารถเรียนรู้วิชาชีพได้ตั้งแต่อายุน้อย</p>



<p>“หลายคนมักจะพูดว่า เราต้องสร้างความหลากหลายด้านการเรียนรู้ จึงขอเสนอให้เด็กเรียนครึ่งวัน อีกครึ่งวันให้ไปเรียนรู้เอง กรุงเทพฯ มี 50 เขต แต่ละเขตมีความแตกต่างกัน เด็กบางคนไม่รู้จักชุมชนตัวเอง ต้องทำให้เขารู้จักชุมชนของตัวเองและสามารถดำรงชีพได้ เช่น อยากเรียนทำอาหารแบบเจ๊ไฝ หรืออยากเรียนอื่น ๆ โดยที่กรุงเทพฯ จ่ายเงินสนับสนุน การเรียนไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องเรียน เราสามารถสร้างหลักสูตรนี้เองได้ มันสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากเรียนและได้ลงมือทำจริง จะทำให้พวกเขาได้เรียนรู้วิชาชีพโดยตรง ซึ่งกรุงเทพฯ ควรเป็นเจ้าภาพในการร่วมมือกับเอกชน และเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้สร้างการเรียนรู้ ขณะเดียวกัน เมื่อเด็กไปฝึกวิชาชีพของจริง มันก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนไปในตัว เพราะทุกช่วงเวลา เด็กได้เรียนรู้มากกว่านอนอยู่บ้านเฉย ๆ ดิฉันเชื่อว่ามีงบประมาณเพียงพอ ที่จะอุดหนุนตรงนี้ได้” รสนากล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a31e39"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ฝึกอาชีพ2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งหมดนี้จึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับแนวคิดของ รสนา โตสิตระกูล หนึ่งในว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ที่เน้นย้ำว่า <strong>สมาร์ทซิตี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีสมาร์ทซิติเซ็น</strong></p>



<p><strong>“คุณจะเห็นความสำคัญของป้ายโฆษณากว่าสนามเด็กเล่นของเด็กได้อย่างไรกัน เรามีเครือข่ายภาคประชาสังคมเยอะมาก แต่กรุงเทพฯ ไม่เคยดึงพวกเขามามีส่วนร่วมเลย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกว่าผู้บริหารจะรู้จักกรุงเทพฯ ได้ดี ถ้าทำให้เด็กได้เรียนรู้วิชาชีพโดยตรงแล้ว ก็ให้หน่วยงานเหล่านั้นออกใบรับรองให้พวกเขา เพื่อให้สามารถไปต่อยอดทางด้านการศึกษาได้”</strong> รสนาทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-290322/">รสนา โตสิตระกูล ดันสมาร์ทซิติเซ่น เพิ่มการเรียนทักษะชีวิตที่เก็บเป็นหน่วยกิตได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
