<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฟินแลนด์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 10 Aug 2023 06:17:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ฟินแลนด์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘ปฏิบัติการต้านบูลลี่ในโรงเรียน’ กสศ. จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ เปิดแนวทางรับมือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน จากประสบการณ์ประเทศฟินแลนด์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-280623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jun 2023 10:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Christina Salmivalli]]></category>
		<category><![CDATA[Anna Murgo]]></category>
		<category><![CDATA[KiVa Antibullying Program]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติการต้าน BULLY]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=69643</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-280623/">‘ปฏิบัติการต้านบูลลี่ในโรงเรียน’ กสศ. จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ เปิดแนวทางรับมือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน จากประสบการณ์ประเทศฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติออนไลน์ ประเด็น <strong>“ปฏิบัติการต้าน BULLY” KiVa Antibullying Program : ความสำเร็จของประเทศฟินแลนด์</strong> เพื่ออภิปรายปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนหรือการบูลลี่ ผ่านแนวทางของประเทศไทยและประเทศฟินแลนด์ เพื่อเรียนรู้ถึงแนวทางที่เป็นระบบในการจัดการกับปัญหา รวมถึงสร้างความมั่นใจว่าทุกโรงเรียนจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน หลังพบสถิติเด็กนักเรียนไทยประมาณ 600,000 คน ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของโลกตามรายงานของกรมสุขภาพจิตในปี 2561</p>



<p>การกลั่นแกล้ง หมายถึง พฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ โดยผู้ที่เป็นเหยื่อมักไม่อาจป้องกันตนเองจากผู้ที่กลั่นแกล้งได้ จากรายงานของยูเนสโกที่เผยแพร่ในปี 2562 เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นทั่วโลกโดยเด็ก 1 ใน 3 เคยถูกกลั่นแกล้งมาก่อน และปัญหาดังกล่าวก็ไม่ต่างกันในฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30fec5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-05b.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณอันนา เมอร์โก (Anna Murgo) รองผู้จัดการโครงการฝ่ายต่างประเทศ KiVa Antibullying Program</strong> อธิบายว่า ฟินแลนด์เคยมีกรณีการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรการอย่างจริงจังกับปัญหานี้ โดยเน้นความสำคัญไปกับการป้องกันการกลั่นแกล้ง หลังจากเปิดตัวโครงการ KiVa Anti-bullying ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนทั่วประเทศมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>โครงการ KiVa เป็นโครงการต่อต้านการกลั่นแกล้งที่เป็นผลจากจากการศึกษาของ<strong>ศาสตราจารย์ Christina Salmivalli</strong> ที่ระบุว่าการกลั่นแกล้งไม่ใช่สถานการณ์ระหว่างผู้กลั่นแกล้งและเหยื่อเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์กลุ่ม เพื่อนร่วมชั้นเรียนมีบทบาทสำคัญในสถานการณ์ที่เกิดการกลั่นแกล้งขึ้น โครงการ KiVa พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ได้ผลในการป้องกันการกลั่นแกล้งและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ และมอบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนแก่ครูเพื่อจัดการกับกรณีการกลั่นแกล้งอย่างถูกต้องเหมาะสม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b8e082"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-03b.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณอันนา เมอร์โก (Anna Murgo) รองผู้จัดการโครงการฝ่ายต่างประเทศ KiVa Antibullying Program</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อดูแลสภาพจิตใจของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มเพื่อน ๆ ทุกคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือพบเห็นการกลั่นแกล้ง และยังมอบแนวปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมให้ครูใช้ช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งด้วย” </em><strong>คุณอันนา</strong>อธิบาย</p>



<p>ในประเทศไทย สถานการณ์การกลั่นแกล้งในโรงเรียนจัดอยู่ในขั้นวิกฤตเช่นกัน คดีน่าสลดใจล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (26 มิ.ย.) เป็นกรณีที่น้องนักเรียนอายุ 15 ปีในจังหวัดพัทลุง เสพยาเกินขนาดเพราะเครียดจากการถูกเพื่อนร่วมชั้นกลั่นแกล้ง โดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสรายงานเพิ่มเติมว่าเธอถูกพูดจาเยาะเย้ยเรื่องรูปร่างหน้าตา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b28435"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณครูวิเชียร ไชยบัง ผอ.โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศไทยต่างก็มีแนวทางของตนเองที่ใช้รับมือกับปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน หนึ่งกรณีตัวอย่างคือแนวทางที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาในจังหวัดบุรีรัมย์นำมาใช้ โดย<strong>คุณครูวิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา </strong>อธิบายว่า แม้ว่าโครงสร้างของระบบในโรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันปัญหานักเรียนกลั่นแกล้งกัน แต่การส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนมีสติ เห็นคุณค่าในตนเองและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหยุดปัญหานี้ได้ในระยะยาว</p>



<p><em>“เราจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าผลการเรียนรู้ และต้องทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน ขจัดความหวาดกลัวและอันตรายในรูปแบบต่าง ๆ การกลั่นแกล้งเป็นปรากฏการณ์แบบกลุ่ม แม้ว่าคุณจะไม่ใช่ผู้รังแก แต่คุณอาจเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ &#8230;เป็นสิ่งสำคัญมากที่เราต้องเคารพในความหลากหลายของผู้คน</em></p>



<p><em>“ดังนั้น แนวคิดหลักคือเราทุกคนจำเป็นต้องตระหนักและยอมรับในความแตกต่างและความหลากหลายของผู้คน เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น นี่คืออุดมการณ์ที่นักเรียนและครูควรเข้าใจ ยอมรับและแสดงออกถึงคุณค่าเหล่านี้ผ่านพฤติกรรม” </em><strong><em>ครูใหญ่วิเชียร</em></strong><em>กล่าวเสริม</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45d2c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผอ.สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังจากการอภิปรายอย่างละเอียดตั้งแต่การอธิบายคำจำกัดความของการกลั่นแกล้งไปจนถึงกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกลั่นแกล้งในโรงเรียนของฟินแลนด์และไทย <strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>ได้ให้ข้อสรุปในการสัมมนาว่าโดยอ้างถึง งานวิจัยของเครือข่ายทนายความเพื่อเด็กและเยาวชนในปี 2563 ที่เปิดเผยว่า จากการสำรวจกลุ่มนักเรียน 15,000 คน นักเรียนร้อยละ 90 ที่ตอบแบบสำรวจให้ข้อมูลว่าพวกเขาเคยตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง นักเรียนกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมดในประเทศไทย</p>



<p><em>“นักเรียนที่มีความเปราะบางอยู่แล้วจากสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมมักจะตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง และมีแนวโน้มที่จะเกิดความเปราะบางทางจิตใจมากขึ้น การอภิปรายนี้นับเป็นโอกาสอันดีในการสะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเรา ไม่ว่าการกลั่นแกล้งจะเกิดขึ้นในโรงเรียนของเราหรือไม่ก็ตาม โรงเรียนต่าง ๆ ควรวางแผนรับมือและประยุกต์ใช้แนวทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7deac0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/20-ต้านบูลลี่-04b.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-280623/">‘ปฏิบัติการต้านบูลลี่ในโรงเรียน’ กสศ. จัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ เปิดแนวทางรับมือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน จากประสบการณ์ประเทศฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jun 2022 10:45:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[APREMC2022]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซีแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[SDG4]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[sdg2030]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวงานต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[John Brooker]]></category>
		<category><![CDATA[กุญแจสู่ความเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[Sanna Takala]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=56992</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าจัดการศึกษาได้ดีที่สุดในโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/">ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าจัดการศึกษาได้ดีที่สุดในโลก ยังต้องใช้เวลานับทศวรรษในการปฏิรูปเปลี่ยนผ่าน เพื่อวางแนวทางการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของเด็กเยาวชนในประเทศ รวมถึงความผันแปรจากกระแสการพัฒนาของโลกซึ่งเคลื่อนที่ไปไม่หยุดยั้ง</p>



<p>มาดูกันว่าประเทศอย่างฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ ที่มีแนวทางการจัดการศึกษาคุณภาพสูง ผ่านเส้นทางการผลักดันกฎหมาย และจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษามาอย่างไร ระบบการศึกษาถึงมีรากฐานมั่นคงแข็งแรง จนสามารถกระจายความเสมอภาคไปถึงเด็กเยาวชนในทุกพื้นที่ได้เช่นทุกวันนี้</p>



<p>ขณะที่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อยู่ในบรรยากาศของการตื่นตัวเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการมาถึงของสถานการณ์โควิด-19 ที่เผยให้เห็นช่องว่างความเหลื่อมล้ำซึ่งนับวันยิ่งถ่างขยายออกไปมากขึ้น ส่งผลให้เด็กเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>



<p>จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องระดมงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ให้กระจายไปยังทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กเยาวชนที่ไม่ว่าจะเกิดหรืออาศัยอยู่ที่ใดก็ตามในประเทศไทย สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ประคองตัวอยู่ในระบบการศึกษาจนถึงปลายทาง และใช้การศึกษาหยุดวงจรความยากจนที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้สำเร็จ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f2e808"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/9LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ</strong></h2>



<p><strong>Sanna Takala ที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนา กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์ </strong>กล่าว ว่าประเทศฟินแลนด์ได้ดำเนินการเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างระบบการกระจายอำนาจจากส่วนกลางถึงระดับท้องถิ่น โดยแต่ละท้องถิ่นจะพัฒนาหลักสูตรขึ้นเองเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ควบคุมกำกับโดยส่วนกลางให้มีมาตรฐานเป็นไปในทางเดียวกันทั้งประเทศ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“นิยามความเสมอภาคของการปฏิรูปการศึกษาฟินแลนด์ คือระบบการศึกษาของเราจะไม่มีทางตัน หมายถึงไม่ว่าเด็กเลือกจะเรียนอะไรในแต่ละช่วงชั้น เขาต้องมีช่องทางไปถึงระดับการศึกษาที่สูงขึ้นได้ตลอดเวลา และต้องเป็นการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรีหมดตลอดการศึกษาภาคบังคับในช่วงวัย 7-18 ปี ค่าเล่าเรียนไม่เสีย มีอาหารกลางวัน มีรถโรงเรียนรับ-ส่ง อุปกรณ์การเรียนเพียงพอ</p>



<p>“นอกจากนั้นยังมีปัจจัยช่วยสนับสนุนในส่วนประกอบอื่น ๆ ของการศึกษา มีระบบช่วยเหลือสำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักสูตรได้ 100% หมายถึงไม่จำเป็นว่าเด็กทุกคนต้องเรียนในระดับเดียวกัน แต่เขาต้องได้ไปถึงความสามารถสูงสุดที่ตัวเองทำได้ ขณะเดียวกันยังมีระบบดูแลกลุ่มเด็กต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่นเด็กจากครอบครัวผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาด้านภาษา หรือกลุ่มบกพร่องทางการเรียนรู้ พิการ โดยทุกกลุ่มจะมีครูผู้ชำนาญเฉพาะทาง (assistant support) มาช่วยดูแลใกล้ชิดเป็นรายบุคคล”</p>



<p>Sanna กล่าวว่า ฟินแลนด์เริ่มกระบวนการวางหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันตั้งแต่ปี 2008 หลังการหารือในระดับเทศบาลและสถานศึกษา เพื่อวางแนวทางปฏิบัติทั้งในและนอกห้องเรียน โดยระบบจะเอื้อให้ครูสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กได้ทันทีที่พบเค้าลางปัญหา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e721c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/6LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Sanna Takala ที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนา<br>กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากแนวทางที่นำมาใช้ ทำให้ตั้งแต่ปี 2010 ฟินแลนด์มีเด็กที่ได้รับการสนับสนุนพิเศษเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ด้วยข้อมูลรายคนจากครู ส่งต่อถึงการดูแลร่วมจากทีมสหวิชาชีพ อาทิ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล ฯลฯ ขึ้นอยู่กับช่วงวัยและความต้องการของเด็ก โดยจะมีการวัดประเมินความสามารถเด็กในด้านวิชาการ ก่อนวางแผนช่วยเหลือตั้งแต่ในห้องเรียนเป็นลำดับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ในส่วนของงบประมาณทางการศึกษา แน่นอนว่าจำนวนของเด็กที่ได้รับการสนับสนุนพิเศษที่เพิ่มขึ้น หมายถึงค่าใช้จ่ายที่ตามมา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อหักลบกับงบประมาณที่ใช้ในการจัดการศึกษาซึ่งลดลงแล้ว ถือว่าการสนับสนุนการเรียนรู้เป็นรายคน สามารถดำเนินไปได้ โดยไม่กระทบกับการจัดสรรงบประมาณการศึกษารายปี และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า&nbsp;</p>



<p>“หลายปีมานี้ เราได้เห็นแล้วว่าเมื่อเทียบในระดับนานาชาติ นักเรียนของฟินแลนด์มีผลการเรียนที่โดดเด่น เมื่อมองลึกในระดับโรงเรียน โรงเรียนทุกแห่งของเรามีความแตกต่างกันน้อยมาก ซึ่งทำให้เด็กได้คุณภาพการศึกษาในระดับเดียวกัน ที่สำคัญกว่านั้นคือการศึกษาของประเทศเรามุ่งไปที่การสร้างความพอใจในชีวิต ละลายความแตกต่างห่างกันทั้งในเรื่องของเพศ วิชาที่เลือกเรียน หรือพื้นฐานอาชีพซึ่งเด็กเลือกที่จะทำ อีกทั้งการพัฒนาด้านการศึกษาคือสิ่งที่จะไม่มีวันยุติ เพราะความเสมอภาคเป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดเวลา ด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลง เด็ก ๆ ที่เปลี่ยนไป</p>



<p>“อย่างในสถานการณ์โควิด-19 ฟินแลนด์พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ปิดโรงเรียน และปล่อยให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้นานที่สุด ด้วยความท้าทายที่เราทราบว่าเมื่อเด็กหยุดเรียน จะกระทบทั้งเรื่องวิชาการความรู้ รวมถึงระดับความสามารถในการเข้าสังคมของนักเรียนที่ถดถอยตามมา ซึ่งหลังจากนี้ เราต้องนำแง่มุมมิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาพิจารณา เพื่อถอดบทเรียนมาปรับปรุงให้การศึกษาคุณภาพดำเนินต่อไปได้ในทุกสถานการณ์”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ดัชนีความเสมอภาค’ ช่วยจัดสรรงบตามความต้องการจริง</strong></h2>



<p><strong>John Brooker ผู้จัดการกลุ่มการลงทุนด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศนิวซีแลนด์</strong> ผู้มีบทบาทดูแลเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์หลายด้านของประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงการกำกับดูแลการจัดสรรงบประมาณ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในเรื่องนโยบายสาธารณะ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการของนิวซีแลนด์ ได้รณรงค์ผลักดันงบประมาณบนเส้นทางที่ยาวไกล โดยต้องใช้เวลา 5-6 ปี ในการพัฒนาแนวทาง และกว่าการจัดสรรงบประมาณจะทำได้จริง ก็ต้องรออีกเป็นเวลา 4-5 ปีถัดมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a11a37"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/7LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">John Brooker ผู้จัดการกลุ่มการลงทุนด้านการศึกษา<br>กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศนิวซีแลนด์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การพยายามเพิ่ม ‘ความเสมอภาคทางการศึกษา’ คือสิ่งที่ต่างไปจาก ‘ความเท่าเทียม’ เพราะเราทราบดีว่าเด็กทุกคนในระบบโรงเรียน มีต้นทุนชีวิตแตกต่าง มีระดับความสามารถไม่เท่ากัน ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในระดับเดียวกัน เราต้องสนับสนุนเพิ่มเติมพิเศษสำหรับผู้เข้าไม่ถึงทรัพยากร เพื่อให้มีกำลังในการพัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>แนวทางของนิวซีแลนด์คือเน้นทรัพยากรลงไปที่เงินเดือน สวัสดิการ และงบประมาณในการหนุนเสริมการปฏิบัติการของครู&nbsp; อีกส่วนหนึ่งคืองบที่นำไปลงทุนด้านความเสมอภาค โดยเฉพาะการดูแลสถาบันการศึกษาและชุมชน</p>



<p>“เราเสริมงบให้โรงเรียนผ่านระบบ Design System ที่ครอบคลุมทั้งชุมชน โดยคำนึงถึงปัจจัยเศรษฐกิจสังคมที่ลงลึกไปถึงขนาดของบ้าน จำนวนห้องในบ้าน หรือระดับการศึกษาผู้ปกครอง เป็นต้น ปัจจัยปลีกย่อยทั้งหมดนี้ คณะทำงานจะจัดทำเป็นค่าสถิติแห่งชาติในช่วง 5 ปี แล้วนำมากำหนดหลักเกณฑ์จัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนทุกแห่ง</p>



<p>“การเก็บข้อมูลดังกล่าว จะทำให้สามารถจัดกลุ่มเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมถึงมองเห็นการเคลื่อนไหวหรือเส้นทางการกระจายของทรัพยากรต่างๆ ดังนั้นเมื่อมีผังร่วมกันว่าเด็กจัดอยู่ในกลุ่มไหน พื้นที่แบบใด เราก็จะรู้ว่าต้องใช้ทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หมายความว่าโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ประชากรส่วนใหญ่ยังได้รับการศึกษาไม่สูงนัก เราก็จะมีดัชนีชี้วัดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดจากอุปสรรคอะไร มีปัจจัยทางสังคมหรือเศรษฐกิจใดที่ทำให้การศึกษาไม่ไปถึงเป้า แล้วถ้าจะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น จำเป็นต้องเติมทรัพยากรลงไปตรงไหนหรือใช้นวัตกรรมใด”</p>



<p>John กล่าวว่า มีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างน้อย 37 หัวข้อ ที่เป็นตัวชี้วัดดัชนีความเสมอภาคของประชากรได้ในสถานการณ์ต่างๆ โดยตัวแปรเหล่านี้ถือว่ามีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ความสำเร็จด้านการศึกษาด้วย ทั้งนี้ตัวเลขข้อมูลต่างๆ จะมีการเก็บเพิ่มเติมและอัพเดทให้ทันสภาพความเป็นจริงที่เลื่อนไหลตลอดเวลา และข้อมูลชุดนี้เองจะเป็นตัวแปรที่ใช้ชี้วัดว่าประชากรกลุ่มไหนหรือโรงเรียนใดควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ</p>



<p>“การให้ความช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าหรือ target founding ทำให้รัฐบาลมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการวางงบประมาณ และแน่ใจว่าเงินอุดหนุนหรือโปรแกรมต่างๆ ที่ลงไปสู่เด็ก สามารถแจกแจงได้ถูกต้องและแม่นยำเพิ่มขึ้น</p>



<p>“ดัชนีเกี่ยวกับความเสมอภาคเป็นแนวคิดตั้งต้น ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จากการประเมินพบว่าหลังผ่านระยะเริ่มดำเนินการมาแล้ว 3-5 ปี มีโรงเรียนถึง 90% ที่ได้ประโยชน์จากการนำดัชนีเสมอภาคมาใช้ เพราะอย่างไรก็ตาม การวางแนวทางที่เริ่มจากบ้าน ชุมชน เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ เป็นงานที่ต้องใช้เวลา จำเป็นต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจมีบ้างที่บางโรงเรียนต้องเผชิญปัญหาจากการเพิ่มขึ้นและลดลงของงบประมาณ แต่ในระยะยาวแล้วจะช่วยในเรื่องการปรับสมดุลงบประมาณ และการกระจายความเสมอภาคที่เห็นผลเป็นรูปธรรมในที่สุด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d1cb8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/8LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>องค์กรอิสระที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องการกระจายความเสมอภาคทางการศึกษา ‘ตัวเร่ง’ ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง</strong></h2>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่าประเทศไทยต้องใช้เวลากว่า 8 ปี ในการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษา ถือเป็นงานสำคัญที่ใช้เวลายาวนาน ด้วยเกี่ยวพันกับการจัดสรรงบประมาณทุกด้าน อีกทั้งสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดการย้อนทบทวนข้อบัญญัติและแนวทางต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงให้สอดรับกับความต้องการของประชากรทุกกลุ่มที่รับผลกระทบ&nbsp;</p>



<p>“ประเทศไทยมีประชากรด้อยโอกาสที่เป็นเด็กวัยเรียนราว 3 ล้านคน ขณะที่ในปัจจัยด้านการศึกษา เราประสบปัญหาเรื่องมาตรฐานคุณภาพโรงเรียนที่มีความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กจากครอบครัวรายได้น้อยมีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ รัฐบาลไทยจึงออก พ.ร.บ. สนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายสนับสนุนงบประมาณ และสร้างกระบวนการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ให้เข้าถึงโอกาสมากขึ้น”</p>



<p>“ขณะที่ กสศ. เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ในการจัดสรรทุนการศึกษา&nbsp; และระดมการทำงานร่วมกับภาคีทุกระดับทั้งในประเทศและนานาชาติ เพื่อสร้างระบบช่วยเหลือดูแลผู้ด้อยโอกาส ให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาตนเอง”</p>



<p>ลักษณะพิเศษของ กสศ. คือการระดมทุนสาธารณะเพื่อกระจายความเสมอภาค โดยลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริจาคเงินเข้ากองทุน มีการทำงานอย่างเป็นอิสระภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งบอร์ดบริหารของ กสศ. ได้ประกอบไปด้วยสมาชิกหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p>



<p>“การทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้เราสามารถจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ และการพัฒนาด้านวิชาชีพที่จะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับความเสมอภาคที่ยั่งยืน ด้วยการทำงานวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ รวมถึงประสบการณ์ ที่จะนำมาช่วยส่งเสริมวาระต่างๆ ให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศของเรา”</p>



<p>“เรามีการลงทุนเชิงนวัตกรรมที่หลากหลาย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ มีคณะทำงานที่ตระเวนไปในทุกพื้นที่ตลอดทั้งปี เพื่อให้เห็นปัญหาหน้างาน พร้อมเก็บข้อมูลของเด็กและครอบครัว แล้วนำกลับมาพิจารณาออกแบบความช่วยเหลือที่เหมาะสมเป็นรายคน การลงพื้นที่หน้างานทำให้เข้าใจว่าอะไรคือรากของปัญหา และค้นพบวิธีการการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาได้แม้บริบทของพื้นที่มีความแตกต่างกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f60b37"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/5LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า กว่าที่กฎหมายเกี่ยวกับความเสมอภาคจะออกมาได้ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี แต่เมื่อ กสศ. ทำงานมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญขององค์กรหรือหน่วยงานอิสระ ที่เป็นตัวเร่งสู่ความเปลี่ยนแปลง</p>



<p>แม้ช่วงเวลาสิบปีก่อนใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเคยมีการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาขึ้นสองเท่า แต่ผลที่ได้กลับบ่งชี้ว่ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มีน้ำหนักมากพอ ดังนั้นรัฐจึงมุ่งมั่นในการยกระดับความเสมอภาค ผ่านการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เพื่อรับมือกับปัญหาที่หวังผลได้มากขึ้น</p>



<p>“วันนี้การทำงานของ กสศ. ได้แสดงให้เห็นว่าทั้งชุมชนระดับท้องถิ่น หรือประชาคมโลก ต่างมีความสำคัญในการยกระดับความสามารถในการพัฒนาและปฏิรูปการศึกษาไปด้วยกัน</p>



<p>“ด้วยข้อมูล ประสบการณ์ และงานวิจัยต่างๆ ที่ กสศ. รวบรวมไว้ จะไม่ได้มีประโยชน์เพียงในระดับประเทศ หากยังขยายเครือข่ายของรูปแบบการทำงาน ทั้งในฐานะโมเดลเต้นแบบ และการแบ่งปันองค์ความรู้ เพื่อกระจายความเสมอภาคทางการศึกษาไปยังพื้นที่อื่นๆ ผ่านงานประชุมวิชาการนานาชาติที่จัดต่อเนื่องเกือบทุกปี”</p>



<p>และไม่เพียงแค่งานด้านการศึกษา แต่ กสศ. ยังมีความห่วงใยทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาค โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น การทำงานเก็บข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับโรงเรียนในทุกสังกัดในช่วงล็อคดาวน์ จะช่วยระบุชี้กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ในรูปแบบของการเชื่อมโยงทรัพยากร ซึ่งจะเน้นวางเป้าหมายในช่วงเวลา 1-5 ปีข้างหน้า ที่ผลกระทบจากสถานการณ์โควิดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการข้ามผ่านการศึกษาช่วงชั้นรอยต่อของนักเรียนที่ขาดแคลนโอกาส อันมีข้อมูลสถิติยืนยันว่าเป็นช่วงชั้นที่มีเด็กเยาวชนหลุดออกไปจากระบบการศึกษามากที่สุด เพื่อให้เกิดการทำงานระหว่างหน่วยงาน ระหว่างสถาบันการศึกษา จนถึงภาคธุรกิจเอกชน ที่จะช่วยรองรับเด็กเยาวชนทุกกลุ่มให้มีเส้นทางอนาคตต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/">ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทเรียนจากฟินแลนด์ ใช้ความเชื่อใจสร้างระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-build-an-education-system-with-trust-170222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Feb 2022 06:35:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[In Teachers We Trust]]></category>
		<category><![CDATA[ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=51916</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การที่จะเดินเข้าไปโรงเรียนสักโรงเรียนหนึ่ง เพื่อชวนให้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-build-an-education-system-with-trust-170222/">บทเรียนจากฟินแลนด์ ใช้ความเชื่อใจสร้างระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“การที่จะเดินเข้าไปโรงเรียนสักโรงเรียนหนึ่ง เพื่อชวนให้เขาทำอะไรสักอย่าง เขาก็จะเงยหน้าขึ้นมามองเราอย่างสงสัย และถามว่า ผู้อำนวยการเขตรู้หรือยัง? กระทรวงรู้หรือเปล่า? ที่คุณมาชวนพวกเขาทำจะต้องเพิ่มงานอีกไหม?”&nbsp;</p>



<p>ดร.อุดม วงษ์สิงห์&nbsp; ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เล่าประสบการณ์ตรงเมื่อต้องเข้าไปเสนอไอเดียกับสถานศึกษา ที่ทุกครั้งความไว้ใจและเชื่อใจ คือสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ทุกโรงเรียนเห็นภาพร่วมกันว่าปลายทางคืออนาคตที่ดีของเด็กนักเรียน และไม่ว่าการเดินทางนี้จะพบอุปสรรคอะไรทุกฝ่ายจะพร้อมฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน&nbsp;</p>



<p><strong>แน่นอนว่าความเชื่อมั่นทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย “ความเชื่อใจ”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8e3868"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วัฒนธรรมความเชื่อใจ</strong></h2>



<p>ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก ครู นักวิจัย และนักการศึกษา ผู้เชื่อในการเรียนรู้อย่างมีความสุขและระบบการศึกษาแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ เจ้าของผลงาน &#8216;Finnish Lessons 2.0&#8217; หนังสือถอดรหัสการศึกษาฟินแลนด์ที่ได้รับยกย่องว่าเป็น &#8220;ความคิดที่พลิกโฉมโลกได้&#8221; ในสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมแห่งฟินแลนด์ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก</p>



<p>ฟินแลนด์ได้รับความสนใจหลังแสดงให้เห็นผลสัมฤทธิ์อันโดดเด่นผ่านคะแนนสอบ PISA ทั้งที่มีคาบเรียนสั้น ไม่มีการทดสอบวัดมาตรฐานระดับชาติ และไม่มีการตรวจสอบจากภายนอก</p>



<p>แต่ฟินแลนด์ให้การสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ยกย่องครูให้เป็นอาชีพที่มีสถานะทางสังคมสูง และบ่มเพาะ “ความเชื่อใจ” ในระบบการศึกษา อันเป็นหัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5fe8b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก ครู นักวิจัย และนักการศึกษา ชาวฟินแลนด์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก กล่าวว่า วัฒนธรรมความเชื่อใจมีอยู่ในสังคมของฟินแลนด์ แต่ระบบการศึกษาที่ฟินแลนด์เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด จนเห็นได้ว่าผู้บริหาร พ่อแม่ผู้ปกครอง กระทั่งรัฐ นักการเมือง และชนชั้นนำในสังคม ต่างยินยอมพร้อมมอบ<strong>ความเชื่อใจให้ครูได้มีอิสรภาพเต็มที่ในการดูแลชั้นเรียน ออกแบบหลักสูตร และประเมินการเรียนรู้ของเด็ก</strong></p>



<p>การที่โรงเรียนตัดสินใจเรื่องหลักสูตรเองตามคำแนะนำของหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติสองด้าน คือ&nbsp;</p>



<ol><li>ดึงให้โรงเรียนและครูหันมาคิดและลงมือหาสิ่งที่โรงเรียนของพวกเขาควรทำ กระบวนการนี้กลายเป็นรูปแบบที่มีความหมายมากที่สุดต่อการพัฒนาวิชาชีพและการพัฒนาโรงเรียน&nbsp;</li><li>เกิดการทดลองหนทางที่แตกต่างในการให้การศึกษาและเน้นความสามารถของครู มากกว่าจะสร้างรูปแบบมาตรฐานที่มุ่งให้ทำตามกันทั้งระบบ</li></ol>



<p>แน่นอนว่าความไว้ใจนี้จะไม่เกิดขึ้นได้ถ้าขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของครู ซึ่งครูฟินแลนด์ต้องสำเร็จปริญญาระดับสูงซึ่งมีการวางมาตรฐานอย่างระมัดระวังตลอดระบบการศึกษา และระบบการผลิตครูของฟินแลนด์ที่มีอัตราแข่งขันสูงจึงจริงจังอย่างยิ่งกับการฝึกสอนนักศึกษาครูอีกด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น</strong></h2>



<p>ดร.อุดม วงษ์สิงห์&nbsp; ชวนมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยโดยเฉพาะการส่งมอบความเชื่อใจในบริบทที่การบริหารจัดการมาจากกระทรวงส่วนกลางที่เป็นแบบการรวมศูนย์และมีลักษณะแบบบนลงล่าง (Top-Down)</p>



<p>“การให้นโยบายหรือการออกแบบโครงสร้างทั้งหมดมาจากส่วนกลาง ที่คาดหวังว่าทุกพื้นที่จะสามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการที่ส่วนกลางมอบให้ได้เหมือนกันหมด แต่ปรากฎว่าอาจไม่ใช่อย่างนั้น” ดร. อุดม กล่าว</p>



<p>ซึ่งที่ผ่านมาได้มีความพยายามการจายอำนาจไปยังพื้นที่ผ่านทั้งพระราชบัญญัติทางการศึกษา หรือโครงการต่าง ๆ เช่น การทำ Sandbox ใน 8 จังหวัด, การสร้างนวัตกรรมในระดับจังหวัด หรือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ทั้งหมดยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการที่ต้องพยายามให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นจริง</p>



<p>จึงอาจจำเป็นที่คนกลางที่ท้องถิ่นให้ความไว้ใจ ต้องเข้าไปสร้างการประสานเครือข่ายความไว้ใจให้เกิดขึ้นจริงในการพัฒนาระบบการศึกษา ที่เชื่อมระหว่างส่วนกลางไปยังพื้นที่ แม้กระทั่งการทำงานของ กสศ. ที่จะให้โรงเรียนเป็นคนตัดสินใจเอง</p>



<p>“เราเข้าไปถามโรงเรียนว่าสนใจจะทำไหม? เราไม่top-downเพราะว่าโรงเรียนในประเทศไทยมีอยู่ 30,000 กว่าแห่ง มันทำพร้อมกันไม่ได้ เพียงแต่ว่าวิธีการเชิญชวนหรือเลือกโรงเรียนเราก็ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ว่าถ้าเขาร่วมกระบวนนี้แล้วเนี่ยเด็กๆจะได้อะไร? ระบบของโรงเรียนที่ดีขึ้นอย่างไร? อันนี้ก็เป็นลักษณะของการทำงานกับคุณครูที่อยู่ในระบบโรงเรียนอยู่แล้ว”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ตอนนี้มีโรงเรียนกว่า 700 โรงเรียนที่เป็นกลุ่มแรกในการขับเคลื่อนให้อีก 20,000 กว่าแห่งขยับตาม หรือผู้อำนวยการโรงเรียนที่ริเริ่มโครงการไว้แล้ว เมื่อต้องย้ายก็จะนำแนวคิดเดียวกันไปทำที่โรงเรียนอื่น ๆ ด้วย แต่สิ่งสำคัญคือโครงการที่ทำทั้งหมดส่วนกลางจะต้องเข้าใจ และยอมรับกับแนวทางใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1331b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู<br>นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong><strong>บ่มเพาะคนรุ่นต่อไป</strong></strong></h2>



<p>ดร.อุดม อธิบายต่อในส่วนที่ 2 ของการสร้างความเชื่อใจในระบบการศึกษาของไทย คือการผลิตครูที่สร้างความเชื่อใจให้กับชุมชน ผ่านโครงการครูรักษ์ถิ่น ที่ กสศ.จัดทำขึ้นเพื่อวางรากฐานครูรุ่นใหม่ให้เป็นครูต้นแบบที่มีจิตวิญญาณความเป็นครูที่แท้จริง และสามารถทำงานร่วมกับชุมชนได้</p>



<p>“เรามองว่าครูใหม่ไม่ใช่เพียงครูมาบรรจุใหม่ แต่เรามองว่าใครที่จะมาเป็นครูในอนาคต เราก็พยายามที่จะไปหาเด็กที่มีใจรักอยากเป็นครูจริงๆ แล้วก็เข้าสู่กระบวนการคัดเลือก แล้วก็ไปเรียนตามหลักสูตร 4 ปี สิ่งที่สำคัญก็คือว่าน้องๆเหล่านี้จำเป็นต้องรู้ว่าโรงเรียนปลายทางที่เขาจะไปทำงานด้วยอยู่ในพื้นที่ไหน เพราะว่าเขาจะต้องมีความสัมพันธ์กับชุมชน เขาต้องไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจตั้งแต่แรก แบบเป็นลูกเป็นหลานของคนในชุมชนนั้นๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4fdc27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.อุดม ทิ้งท้ายวัฒนธรรมความเชื่อใจ ที่ได้จากหนังสือ In Teachers We Trust ที่เขียนโดย ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก ทำให้เราได้เรียนรู้การสร้างความไว้วางใจที่ต้องเป็นเรื่อสากลของคนทั้งโลก เพราะว่าระบบทุกอย่างต้องอาศัยความเชื่อใจทั้งจากบุคคล ครอบครัว ชุมชน และโรงเรียน ในหนังสือก็ใช้คำว่าเป็นวัฒนธรรม ซึ่งมันก็ต้องใช้เวลาในการสร้าง และในส่วนของงานที่ทาง กสศ.ทำอยู่ก็ต้องสร้างความเชื่อใจนี้ให้เกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไปสู้เป้าหมายเช่นกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-build-an-education-system-with-trust-170222/">บทเรียนจากฟินแลนด์ ใช้ความเชื่อใจสร้างระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา วิชา “ถนนปลอดภัย” ในห้องเรียนฟินแลนด์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-road-safe-250122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jan 2022 09:27:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50897</guid>

					<description><![CDATA[<p>อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทยสูงลิ่วจนแซงหน้าปร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-road-safe-250122/">สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา วิชา “ถนนปลอดภัย” ในห้องเรียนฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทยสูงลิ่วจนแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว ด้วยตัวเลขและข่าวใหญ่ในสัปดาห์นี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะฉายภาพตัวอย่างการให้ความรู้ สร้างความตระหนักรู้ และกิจกรรมต่างๆ ว่าด้วยเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับจราจร</p>



<p>ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ถือว่าอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนต่ออัตราประชากร 100,000 คนต่อปี คือ 5 คน หมายความว่า ถ้าฟินแลนด์มีประชากรประมาณ 5.5 ล้านคน หนึ่งปีจะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 275 คน ซึ่งหากเทียบกับประเทศไทยที่มีอัตราการเสียชีวิตถึง 32.7 คนต่อประชากร 100,000 คน จากจำนวนประชากรประเทศไทยคือ 69.8 ล้านคน จะมีผู้เสียชีวิตจากการจราจรถึงปีละ 22,825 คน&nbsp;</p>



<p>แต่ทว่าฟินแลนด์ไม่ได้มีสถิติการเสียชีวิตที่ต่ำมาตั้งแต่แรก ซ้ำยังเป็นประเทศที่เกือบจะเป็นจุดด่างพร้อยของสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนของยุโรป เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ฟินแลนด์มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนถึง 1,200 รายต่อปี ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึง 4 เท่า จนต้องตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่าด้วยการจราจร และองค์กรอย่างสภาด้านความปลอดภัยบนท้องถนนเพื่อทำงานเรื่องนี้ และแน่นอนว่านี่รวมถึงงานด้านการศึกษาด้วย</p>



<p>หลักการจัดการเกี่ยวกับการทำงานด้านความปลอดภัยทางจราจรผ่านการศึกษาคือ การใช้วิธีออกแบบที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  เน้นการปฏิบัติและผู้เรียนได้ประเมินตนเองโดยเริ่มตั้งแต่เด็กวัย 0 ขวบเป็นต้นไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-204c2e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา-วิชาถนนปลอดภัย_Ph1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แรกเกิด-3 ปี &#8211; โดยสารปลอดภัย</strong></h4>



<p>ศูนย์อนามัยมารดาจะเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับความรู้และข้อมูลของการดูแลเด็กเมื่ออยู่ภายในยานพานะ โดยเจ้าหน้าที่ในอนามัยจะได้รับการฝึกอบรมให้ใช้สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ วิดีโอคลิป สไลด์ และข้อเขียนต่างๆ เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อให้กับบรรดาคุณแม่ที่มาฝากครรภ์ และเมื่อเข้าไปเยี่ยมแม่ลูกอ่อนที่บ้าน หัวข้อของการฝึกอบรม เช่น</p>



<ul><li>จะเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อเด็กเล็กเป็นผู้โดยสารอยู่ในยานพาหนะและเกิดอุบัติเหตุ</li><li>การขับขี่อย่างปลอดภัยเมื่อมีเด็กเล็กอยู่ในรถ</li><li>วิธีการใช้คาร์ซีทที่ถูกต้อง</li><li>กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับรถเมื่อมีเด็กโดยสาร</li></ul>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>4-7 ขวบต้องไปโรงเรียนแล้วสิ</strong></h4>



<p>เมื่อเด็กต้องเริ่มเดินทางไปโรงเรียน โครงการเด็กกับการจราจรจึงเริ่มต้นขึ้น โครงการนี้พัฒนาด้วยความเชื่อว่าพ่อแม่ยังมีบทบาทสำคัญมากในชีวิตลูกวัยนี้ เนื้อหาจึงเป็นการพัฒนาร่วมกันผ่านองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยจราจรและการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน พ่อแม่จะได้รับหนังสือแนะนำเกี่ยวกับ</p>



<ul><li>ความสามารถของเด็กแต่ละช่วงวัยในเรื่องพฤติกรรมเกี่ยวกับการจราจร</li><li>วิธีการเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อฝึกให้ลูกมีพฤติกรรมที่ปลอดภัยบนท้องถนน</li><li>ตัวอย่างว่าเด็กๆ ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่ออยู่บนท้องถนน</li><li>สิ่งที่ต้องทำและปัญหาที่พบสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย&nbsp;</li></ul>



<p>เด็กๆ วัยนี้จะเริ่มทำกิจกรรมได้บ้างแล้ว ดังนั้นสมุดกิจกรรมของเด็กในโครงการนี้จึงถูกออกแบบมาช่วยเด็กๆ ให้พัฒนาทั้งความรู้และทักษะเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน</p>



<ul><li>การวาดรูประบายสีเพื่อฝึกสังเกตสิ่งต่างๆ</li><li>เรื่องเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์จราจรรูปแบบต่างๆ</li><li>กิจกรรมเกี่ยวกับการใช้หมวกกันน็อกขี่จักรยานอย่างถูกต้อง</li><li>ลักษณะพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย</li></ul>



<p>ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจะสามารถขอสื่อต่างๆ เหล่านี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น</p>



<p>นอกจากนั้นยังมีสัปดาห์เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนที่จะจัดกิจกรรมขึ้นโดยศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างบุคลากรทางการศึกษาและพ่อแม่ในการสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ประถมศึกษา</strong></h4>



<p>การศึกษาภาคบังคับของฟินแลนด์ระบุเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นหนึ่งในหัวข้อที่โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียน ทำผ่านสมรรถนะ &#8220;การดูแลตนเอง&#8221; จึงทำให้สามารถบูรณาการวิชาอันหลากหลายได้ เด็กวัยเริ่มเข้าโรงเรียน (7-8 ปี) ยังควรเน้นย้ำถึงความปลอดภัยจากสิ่งรอบตัวเด็กๆ เช่น การใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยทั้งเวลาที่เดินเท้าและเวลาที่ปั่นจักรยาน เมื่อโตขึ้น (9-12 ปี) จะเน้นที่การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการขี่จักรยานให้ปลอดภัย มีการสอนทักษะเกี่ยวกับการใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น การสอนให้รู้จักสัญลักษณ์ต่างๆ บนท้องถนน</p>



<p>โครงการเกี่ยวกับการฝึกอบรมเรื่องการจราจรที่มีโรงเรียนประถมและมัธยมเข้าร่วมถึง 850 แห่งได้ฝึกอบรมให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แยกตามอายุของนักเรียนได้ โดยหัวข้อและวิธีจัดกิจกรรมจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของครูแต่ละคน โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจดังต่อไปนี้</p>



<ul><li>บทเรียนที่เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมเกี่ยวกับมุมมอง การแสดงความเห็นต่อพฤติกรรมการขับขี่ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตบนท้องถนนในหมู่เด็กและวัยรุ่น</li><li>การจำลองสถานการณ์จากชีวิตจริงเรื่อง &#8220;ฉันจะตกลงนั่งรถไปกับคนขับที่เมาอยู่ดีไหม&#8221;</li><li>ทำลายมายาคติเกี่ยวกับพฤติกรรมบนท้องถนนด้วยการสำรวจเชิงความเห็น</li><li>การสาธิตให้เห็นถึงประโยชน์ของ reflector หรืออุปกรณ์เรืองแสงติดตัวและหมวกกันน็อกจักรยาน</li><li>การวิเคราะห์เรื่องจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนน</li></ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f4bb13"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา-วิชาถนนปลอดภัย_Ph.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มัธยมศึกษา</strong></h4>



<p>เมื่อเข้าสู่วัยมัธยม นักเรียนต้องเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบและพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติเพื่อให้ตนเองและผู้ที่อยู่ร่วมกันบนท้องถนนปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มขี่จักรยานยนต์ขนาดเล็กที่ทำความเร็วสูงสุดได้ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือ Moped ซึ่งเป็นที่นิยมในนักเรียนวันนี้ โดยนักเรียนต้องเรียนรู้การใช้งานอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ และการไม่ขับขี่เมื่อมีอาการมึนเมา&nbsp;</p>



<p>การขับขี่ Moped นั้นผู้ขับขี่ต้องเข้าอบรม 6 ชั่วโมงเกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ในการขับขี่และการจราจร การใช้อุปกรณ์ที่จำเป็น การขับขี่ข้ามแยก (2 ชั่วโมง) และอีก 3 ชั่วโมงที่ต้องฝึกขับจริง สุดท้ายต้องทดสอบก่อนได้มาซึ่งใบอนุญาตขับขี่ Moped ในโรงเรียนจึงต้องจัดกิจกรรมบูรณาการเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่ Moped ด้วย</p>



<p>นอกจากนั้นยังมีโครงการชอล์กสีแดงที่จะเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ผลที่ตามมา และพฤติกรรมที่ปลอดภัย การทำงานจะร่วมกันระหว่างโรงเรียนสภาด้านความปลอดภัยบนท้องถนน เทศบาล ตำรวจ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจราจร โดยใช้วิดีโอคลิปที่นำเสนอสาเหตุต่างๆ ของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และสรุปโดยการแลกเปลี่ยนกับครูผู้รับผิดชอบโครงการ</p>



<p>ชัดเจนมากๆ ว่าห้องเรียนถนนปลอดภัยของฟินแลนด์อยู่ทุกที่ทั้งในบ้าน โรงเรียน ในชุมชน ผ่านความร่วมมือขององค์กรอันหลากหลายเพื่อทำให้สถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตของประชากรจากอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลง</p>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong> <strong>: </strong>Report: Trafrfic Education and Information Campaigns in Finland by Antero Lammi (Finnish Road Safety) and Mika Hatakka (Research and Training Huumani Ltd.)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-road-safe-250122/">สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา วิชา “ถนนปลอดภัย” ในห้องเรียนฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สร้างทักษะด้านอารมณ์และสังคม&#8230; งานใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-271221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Dec 2021 04:44:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เฮลซิงกิ]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49901</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทักษะด้านอารมณ์และสังคมไม่ได้ถูกออกแบบไว้เป็นรายวิชาในห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-271221/">สร้างทักษะด้านอารมณ์และสังคม… งานใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทักษะด้านอารมณ์และสังคมไม่ได้ถูกออกแบบไว้เป็นรายวิชาในหลักสูตรแกนกลางของประเทศฟินแลนด์ แต่เป็นหนึ่งในสมรรถนะที่นักเรียนต้องฝึกฝน โดยด้านที่พูดเรื่อง &#8220;การดูแลตนเองและการจัดการชีวิตประจำวันของตนเอง&#8221; เป็นสมรรถนะที่เน้นย้ำทักษะด้านนี้&nbsp;</p>



<p>เราสามารถออกแบบให้กลุ่มวิชาในช่วงประถมศึกษาปีที่ 1-2 เช่น วิชาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ด้านชีววิทยา ภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และสุขศึกษา แฝงกระบวนการฝึกฝนทางอารมณ์และสังคมเอาไว้ เมื่อนักเรียนโตขึ้น (ประถมศึกษาปีที่ 3-6) ทักษะด้านนี้จะถูกออกแบบให้รวมอยู่กับวิชาเชิงคุณค่า นามธรรม อย่างศาสนา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเข้าใจตนเองและการเคารพผู้อื่น</p>



<p>หัวข้อที่นักเรียนประถมปลายเรียนรู้พร้อมฝึกฝนทักษะด้านทางอารมณ์และสังคมไปพร้อมกันได้ เช่น&nbsp; สิทธิเด็ก ความรับผิดชอบตามช่วงวัย การให้เหตุผลต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เช่น มิตรภาพ หรือแม้กระทั่งเรื่องการเลือกปฏิบัติ ส่วนวิชาอย่างสุขศึกษาของมัธยมต้นก็สามารถถกเถียงกันไปถึงชุดคุณค่า ความเชื่อ ทัศนคติของตนเองและผู้อื่น การฝึกฝนเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง หรือสถานการณ์ที่นักเรียนอึดอัดใจ ความเป็นชุมชน ความเสมอภาคเท่าเทียม หรือการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ&nbsp;</p>



<p>ในสถานการณ์นี้ ทักษะอย่างความแน่วแน่ ความร่วมมือร่วมใจ การเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ความรับผิดชอบ การควบคุมตนเอง ทักษะด้านสังคม การจัดการความเครียด การอดกลั้นต่อความเห็นต่าง และความเชื่อใจ จะได้รับการฝึกฝนโดยปริยายจากกิจกรรมต่างๆ ซึ่งช่วยให้นักเรียนได้เติบโตอย่างมั่นคง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ทักษะที่มีความเป็นนามธรรมสูงจะได้รับการประเมินในชั้นเรียนอย่างไร</h2>



<p>ปัจจัยสามด้านที่ต้องตั้งใจสังเกตในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ได้แก่&nbsp;</p>



<ol><li>พฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้&nbsp;</li><li>การทำงานร่วมกับผู้อื่น&nbsp;</li><li>พฤติกรรมอื่นๆ ในชั้นเรียน</li></ol>



<p>ซึ่งเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน นอกเหนือจากกิจกรรมในชั้นเรียน  กิจกรรมอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ต่างๆ ก็สามารถช่วยให้ครูเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนักเรียนเพื่อนำไปช่วยพัฒนานักเรียนได้ </p>



<p></p>



<p><strong>เมืองเฮลซิงกิจึงพัฒนาระบบที่ชื่อว่า </strong><strong><em>Ruuti </em></strong><strong>ขึ้นมาเพื่อช่วยให้นักเรียนในระดับมัธยมได้ฝึกฝนทักษะด้านอารมณ์และสังคม </strong>โดยพุ่งเป้าที่</p>



<ol><li>ทักษะด้านความแน่วแน่ </li><li>การมองโลกแง่บวก </li><li>ทักษะการเข้าสังคม </li><li>ความรับผิดชอบ </li><li>ความสนใจใคร่รู้ </li><li>ความคิดสร้างสรรค์ </li></ol>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สภานักเรียน </strong></h4>



<p>ได้รับเลือกตั้ง และเป็นผู้แทนนักเรียนในการออกแบบกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจของนักเรียน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กลุ่ม คลับ ทีม ชมรม</strong></h4>



<p>การตั้งกลุ่ม คลับ ทีม ชมรม ตามความสนใจของนักเรียน เช่น ทีมงานด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มชิมอาหาร ชมรมด้านสุขภาวะด้านจิตใจ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การออกแบบงบประมาณอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting)</h2>



<p>เมืองเฮลซิงกิได้ออกแบบงบประมาณเกี่ยวกับโครงการ <em>Ruuti </em>โดยการจัดสรรงบประมาณรายปีให้สภานักเรียนได้ใช้เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองหรือสภาพแวดล้อมในโรงเรียน งบประมาณส่วนนี้นักเรียนอายุ 12-17 ปีต้องนำไอเดียในการใช้งบประมาณมาแลกเปลี่ยนนำเสนอกัน เจรจาเพื่อจัดสรร และโหวตลงมติกัน โดยโครงการนี้ผู้คนในเมืองเฮลซิงกิรวมถึงนักเรียนสามารถยื่นข้อเสนอต่างๆ ได้ โดยงบประมาณโครงการทั้งหมดอยู่ที่ 8.8 ล้านยูโร หรือประมาณ 340 ล้านบาท</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วันสภานักเรียน</strong></h4>



<p>สภานักเรียนเมืองเฮลซิงกิต้องนำเสนอกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ทำไป โดยมีเป้าหมายเพื่อการแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สภาเยาวชน </strong></h4>



<p>สภาเยาวชนประกอบไปด้วยเยาวชนอายุ 13-17 ปี จำนวน 30 คน ที่จะเข้ามาผลักดันกฎหมายระดับท้องถิ่น โดยทั้ง 30 คนนี้ต้องผ่านการเลือกตั้งทุกๆ สองปี  เยาวชนกลุ่มนี้จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ วางแผน และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของเมืองเฮลซิงกิ ซึ่งจะต้องพบปะเพื่อพูดคุยกันเดือนละสองครั้ง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์รวมไอเดียเยาวชน</strong></h4>



<p>เยาวชนอายุ 13-17 ปี สามารถนำเสนอไอเดียต่างๆ ตั้งแต่การขอให้มีสวนสาธารณะข้างโรงเรียน หรือเพิ่มม้านั่งในบางพื้นที่ การแจ้งจุดอันตรายในพื้นที่ การขอสนามบาสเกตบอลใหม่ โดยข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ต้องมีเหตุผลสนับสนุน โดยเฉพาะเหตุผลด้านที่เกี่ยวกับสุขภาวะของเยาวชน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทุน Sponssi </strong></h4>



<p>ชาวเมืองเฮลซิงกิอายุตั้งแต่ 7-28 ปี สามารถขอทุนเพื่อนำไปพัฒนาไอเดียหรือโครงการของตนได้ตามเงื่อนไข เช่น สนับสนุนการเช่าเครื่องดนตรีสำหรับวงดนตรี ขอสนับสนุนทำโปรเจ็กต์สุดท้ายก่อนเรียนจบ ทำโครงการของสภานักเรียน </p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สื่อสารจากพลังเยาวชน</strong></h4>



<p>นักเรียนที่อายุ 13-19 ปี สามารถใช้พื้นที่สื่อต่างๆ ของ Young Voice Editorial Board เพื่อนำเสนอความคิดของตนในประเด็นสังคมต่างๆ ได้</p>



<p></p>



<p>จากตัวอย่างทั้งในและนอกห้องเรียน จะพบว่าเรื่องการพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และสังคม ไม่ใช่เรื่องของการเรียนเนื้อหาวิชาความรู้เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ผู้คนในสังคม และการทำความเข้าใจตนเองผ่านปฏิสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ กับผู้อื่น เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง : </strong><br>Survey on Social and Emotional Skills (SSES) 2021: Helsinki (Finland)<br>OECD</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-271221/">สร้างทักษะด้านอารมณ์และสังคม… งานใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Empathy-Compassion เอาใจเขามาใส่ใจเราและเอาใจเรามาทำความเข้าใจหัวใจของเรา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-221221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Dec 2021 07:10:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Empathy-Compassion]]></category>
		<category><![CDATA[เฮลซิงกิ]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49627</guid>

					<description><![CDATA[<p>Empathy เป็นความจำเป็นที่จะต้องมี ยิ่งในสถานการณ์ที่ทุก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-221221/">Empathy-Compassion เอาใจเขามาใส่ใจเราและเอาใจเรามาทำความเข้าใจหัวใจของเรา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Empathy เป็นความจำเป็นที่จะต้องมี ยิ่งในสถานการณ์ที่ทุกคนเผชิญความยากลำบากหลากหลายประการในชีวิต มวลความเครียดที่ต้องพบเจอทุกวันเรียกร้องให้เราอยากได้ empathy จากผู้อื่น แต่อันที่จริง empathy ทำงานเป็นระบบนิเวศทั้งกับตัวเรา ผู้อื่น และสังคมรอบข้าง เราจะใช้มันอย่างไร</p>



<p>เรามาไล่เรียงคำศัพท์ก่อน ความเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่กับตัวเองและผู้อื่น และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำๆ ได้ จะทำให้เราเรียกพฤติกรรมที่นักเรียนทำได้ เขาจะรับรู้ว่าพฤติกรรมเชิงบวกที่ทำอยู่มีชื่อเรียกว่าอะไร และมันคืออะไร ในครั้งต่อไปที่ทำ เขาจะสามารถทำมันได้ด้วยความเข้าใจที่ดีขึ้น</p>



<ol><li><strong><span style="text-decoration: underline;">Empathy หมายถึง การเอาใจเขามาใส่ในเรา</span></strong> ซึ่งทิศทางจะเป็นการพยายามทำความเข้าใจผู้อื่นจากมุมมอง บริบทที่พวกเขาอยู่ และแสดงมันออกมาในรูปแบบต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น แต่เป็นมุมมองที่ใช้มองผู้อื่นและสถานการณ์ที่เขาอยู่</li></ol>



<ol start="2"><li><strong><span style="text-decoration: underline;">Compassion มีพื้นฐานมาจาก empathy หมายถึง การที่เราสามารถสังเกตอารมณ์และ sensitive หรือละเอียด (อ่อน) กับความรู้สึกของอีกฝ่าย ทำความเข้าใจจากมุมมองของเขาได้</span> </strong>และแสดงออกถึง empathy ที่มีออกมา เช่น การไปช่วยเหลือผู้อื่นที่อยู่ในสถานการณ์ลำบาก ซึ่งถ้าจะลองเรียกเป็นภาษาไทยอาจใช้คำว่าความเห็นใจก็ได้ แต่ compassion จะแสดงออกมาเป็นการกระทำที่สามารถฝึกฝนกันได้ และทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ความสุข หรือการแสดงออกถึงความชื่นชมต่อผู้อื่น</li></ol>



<ol start="3"><li><strong><span style="text-decoration: underline;">Self-compassion หมายถึง การที่เราดูแลหัวใจของเราเอง ทั้งในแง่การมองโลกแง่บวก การชื่นชมกับสิ่งต่างๆ รอบตัว การไม่โบยตีตัวเองจนหนักหน่วงเกินไปเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทายหรือยากลำบาก หรือเราได้ทำผิดพลาดไป</span></strong> เช่น การยอมรับความผิดพลาดโดยการมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และจะทำให้ดีขึ้นในคราวต่อไปได้อย่างไรดี</li></ol>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">สามคำนี้สำคัญอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่</h2>



<p>ลองมองห้องเรียนให้เป็นสังคมขนาดเล็กดู การที่เราต้องอยู่ในสังคมร่วมกัน เราควรมีทักษะอะไรบ้าง แน่นอนว่าเราต้องใช้ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน เหล่านี้หล่อหลอมเป็นสมรรถนะเมื่อฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและจริงจัง&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างหลักสูตรแกนกลางฉบับ Transversal competence จากประเทศฟินแลนด์ที่ระบุถึงสมรรถนะ&nbsp;</p>



<p>T2 Cultural competence, interaction and expression โดยมี 3 ธีมหลักเป็นส่วนประกอบ ได้แก่</p>



<ol><li>การได้มีปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมต่างๆ </li><li>ทักษะด้านอารมณ์</li><li>ชุมชนแห่งการเรียนรู้</li></ol>



<p>ซึ่งประกอบไปด้วยปฏิสัมพันธ์ต่างๆ การทำงานร่วมกันเป็นทีม ด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานที่นักเรียนได้ทดลองทำบทบาทอันหลากหลาย การวิเคราะห์เหตุการณ์ หรือสถานการณ์หนึ่งๆ จากมุมมองของคนที่แตกต่างกัน หรือจากวิธีคิดที่แตกต่างกัน และที่สุดคือการสร้างห้องเรียนและโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้</p>



<p>นอกจากนั้นโรงเรียนยังต้องเป็นพื้นที่ในการส่งเสริมสุขภาวะใจของเด็กๆ และทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน สุขภาวะใจนี้ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกเป็นแน่แท้ หากแต่เป็นเรื่องที่ต้องสร้างร่วมกันด้วยความเข้าใจเดียวกัน และทำให้เป็นกิจวัตรจนกลายเป็นความปกติธรรมดาในโรงเรียนไป ปัจจัยพื้นฐานหนึ่งของการอยู่ร่วมกันคือ ความเข้าใจเรื่อง empathy และ compassion</p>



<p>เมื่อนักเรียนกลับมาที่โรงเรียน คุณครูสามารถใช้เช็กลิสต์ง่ายๆ นี้สำรวจเบื้องต้นว่าชุมชนโรงเรียน ห้องเรียนของครูมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากน้อยแค่ไหน และเราจะตั้งเป้าหมายเพื่อพัฒนาห้องเรียนของเราได้อย่างไรบ้าง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระดับศูนย์ &#8211; ยังไม่ได้เริ่ม</strong></h4>



<p>คุณครูส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญของทักษะด้านอารมณ์และสังคมของนักเรียน ไม่มีการพูดถึงเรื่องสุขภาวะ ไม่พูดถึงเรื่องมุมมองอันหลากหลาย การช่วยเหลือผู้อื่น และการแสดงออกเชิงบวกต่อกัน และมองว่าเรื่องจิตใจเป็นเรื่องไม่จำเป็นต่อการเรียนรู้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระดับเริ่มต้น &#8211; เป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว</strong></h4>



<p>โรงเรียนมีนโยบายดูแลด้านจิตใจให้กับนักเรียนบ้าง เช่น การให้เวลากับกิจกรรมที่นักเรียนทำตามความสนใจได้ และสามารถแสดงออกสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ และครูเริ่มจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึกของนักเรียน เช่น ในห้องเรียนเริ่มมีการให้นักเรียนบอกว่าตัวเองชอบ หรือไม่ชอบกิจกรรม ทำแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง มีการฟังนักเรียนมากขึ้น สัดส่วนที่ครูพูดในชั้นเรียนน้อยลง </p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระดับกลาง &#8211; พร้อมเดินหน้าต่อที่สุด</strong></h4>



<p>เริ่มมีการวิเคราะห์ทิศทางการพัฒนาด้านอารมณ์และสังคมของนักเรียนในโรงเรียน ระดมสมองร่วมกันในการหาวิธีดูและจิตใจของทุกคนในโรงเรียน เช่น บนโต๊ะอาหารกลางวัน คุณครูเริ่มพูดคุยกันเป็นปกติว่าจะดูแลนักเรียนที่มีปัญหาการจัดการอารมณ์ไม่ได้ สื่อสารไม่ได้อย่างไรดี จนกลายเป็นแนวทางที่ปฏิบัติร่วมกัน นักเรียนได้ทำกิจกรรมในห้องเรียนที่ส่งเสริมความรู้จักอารมณ์ตนเอง และการแสดงออกเชิงบวกต่อผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมอย่าง บทบาทสมมติ การทำงานเป็นกลุ่ม วงแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระดับสูงสุด &#8211; ร่วมออกแบบนโยบาย</strong></h4>



<p>นักเรียนได้ร่วมออกแบบกฎ ข้อตกลงของห้องเรียน หรือแม้กระทั่งนโยบายโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพใจและกาย รวมถึงการมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้นในการสื่อสารเรื่องนี้ ทั้งกับครอบครัวและกับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ผลักดันจนกลายเป็นเป้าหมายที่ชุมชนอยากพัฒนาร่วมกัน</p>



<p>ไม่ว่าคุณครูจะพบว่าโรงเรียนอยู่ในขั้นใดก็ตาม ขอให้ลองพยายามตั้งเป้าหมายที่ทำได้ ทำไปทีละขั้นละตอน เริ่มจากระดับภายในห้องเรียน ชั้นเรียน ระดับ และโรงเรียน ขอเพียงพยายามทำอย่างต่อเนื่อง</p>



<p></p>



<p>คุณครูทำได้<br>ดิฉันเชื่อเช่นนั้นเสมอ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-221221/">Empathy-Compassion เอาใจเขามาใส่ใจเราและเอาใจเรามาทำความเข้าใจหัวใจของเรา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความสำคัญของทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ &#8220;กรณีศึกษาเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-social-and-emotional-skills-171221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Dec 2021 10:01:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เฮลซิงกิ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะทางอารมณ์และสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49489</guid>

					<description><![CDATA[<p>รอยต่อการเริ่มกลับมาเรียนที่โรงเรียนหลังปิด lock down ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-social-and-emotional-skills-171221/">ความสำคัญของทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ “กรณีศึกษาเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รอยต่อการเริ่มกลับมาเรียนที่โรงเรียนหลังปิด lock down มายาวนานหลายเดือน คือโจทย์ใหญ่ของห้องเรียนทุกห้อง ทั้งความรู้ที่ต้องประเมิน ทักษะสังคมที่อาจพร่องไปบ้าง ความเครียดสะสมที่นักเรียนแสดงออกมาในหลากหลายรูปแบบ&nbsp;</p>



<p>ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่<strong> การตั้งคำถามถึงทักษะทางอารมณ์และสังคมที่ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมาในห้องเรียนมีมานานมากแล้ว&nbsp;</strong></p>



<p>ทักษะทางอารมณ์และสังคมที่มีสำคัญต่อนักเรียนทุกคนจะช่วยให้นพวกเขาฟื้นฟูตัวเองจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไรบ้าง ติดตามอ่านงานวิจัยกรณีศึกษาจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ กันค่ะ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Skills) คืออะไร?</h2>



<p>ทักษะสองอย่างนี้คือความสามารถและคุณลักษณะที่สำคัญต่อความสำเร็จด้านวิชาการ การจ้างงาน การเป็นพลเมือง และสุขภาพกายและใจที่ดี การฝึกฝนและส่งเสริมสมรรถนะชุดนี้ช่วยพัฒนาทักษะทางปัญญา หรือทักษะการรู้คิด (Cognitive Skills) แม้จะมีความสำคัญทั้งในแง่การส่งเสริมเด็กๆ ทั้งด้านวิชาการและกระบวนการคิด แต่ทักษะทางอารมรณ์และสังคมนี้เองคือรากฐานสำคัญของสุขภาพจิตที่ดีและความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง เป้าหมายนี้จะช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งดำรงชีวิตได้ราบรื่นขึ้น</p>



<p>OECD จึงพัฒนาแบบสอบถามซึ่งกล่าวถึงทักษะทางอารมณ์และสังคม 17 ด้าน เช่น</p>



<p>หากจะวิเคราะห์ว่านักเรียนเปิดใจ เปิดกว้างรับประสบการณ์ใหม่ๆ (Open-mindedness) นั้นต้องวิเคราะห์ว่าพวกเขามีทักษะเกี่ยวกับ</p>



<ul><li><strong>ความใคร่รู้ (Curiosity)</strong> เขาสนใจอยากเรียนรู้ อยากตั้งคำถาม และสำรวจสิ่งต่างๆ มากน้อยเพียงใด</li><li><strong>ความอดกลั้น (Tolerance)</strong> เขาเปิดรับมุมมองใหม่ ความหลากหลาย และยอมรับในวัฒนธรรมของคนต่างชาติต่างภาษามากน้อยเพียงใด</li><li><strong>ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)</strong> เขาหาวิธีใหม่เพื่อทำสิ่งเดิม หรือมีการคิดผ่านการสำรวจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และมีวิสัยทัศน์มากน้อยเพียงใด</li></ul>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">วิเคราะห์อย่างไร?</h2>



<p>เมืองเฮลซิงกิได้เข้าร่วมงานวิจัยชุดนี้จาก OECD โดยวิเคราะห์ทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนอายุ 10 และ 15 ปี โดยหลักสูตรแกนกลางของประเทศฟินแลนด์ได้ให้ความสำคัญกับทักษะเหล่านี้ แต่ไม่ได้ออกแบบวิชาเฉพาะเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝน แต่ออกแบบสมรรถนะต่างๆ ที่ได้เพิ่มทักษะทั้งสองเข้าไปเพื่อให้ครูได้นำไปปรับใช้กับทุกวิชา ตามหลักการที่ว่า &#8220;นักเรียนต้องดูแลจัดการชีวิตประจำวันของตนเองได้&#8221; และยังมีข้อมูลเกี่ยวกับทักษะด้านนี้ในนักเรียนน้อยมาก งานวิจัยชุดนี้จึงช่วยไขข้อกังขาหลายประการต่อความสำคัญของทักษะชุดนี้ได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ผลการวิจัยจากนักเรียนในเมืองเฮลซิงกิ</h2>



<p>ทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนในเฮลซิงกินั้นน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น</p>



<ul><li>นักเรียนในเฮลซิงกิมีทักษะด้านนี้สูงกว่านักเรียนวัยเดียวกันในประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมวิจัยชุดนี้</li><li>นักเรียนชายวัย 15 ปีมีทักษะเกี่ยวกับการความคุมอารมณ์ (การจัดการความเครียด การมองโลกเชิงบวก การจัดการอารมณ์) รวมถึงทักษะเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น (ทักษะการเข้าสังคม ความแน่วแน่ และพลังในการทำสิ่งต่างๆ) มากกว่าเด็กชายวัยเดียวกันในเมืองอื่น</li><li>นักเรียนหญิงวัย 15 ปีมีทักษะโดดเด่นด้านความรับผิดชอบ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความร่วมมือกับผู้อื่น และความร่วมมือกับผู้อื่น</li><li>นักเรียนวัย 15 ปีมีทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำกว่านักเรียนวัย 10 ปี และเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกันทุกเมืองที่ทำวิจัย</li></ul>



<p>จะเห็นได้ว่านักเรียนหญิงและนักเรียนชายมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป และยิ่งอายุมากขึ้น ทักษะบางอย่างจะลดต่ำลง เช่น ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ซึ่งนักเรียนวัย 10 ปีมีมากกว่า และสูงกว่าในกลุ่มนักเรียนชาย แต่กลับกันในทักษะด้านความใคร่รู้ที่</p>



<p>ประสิทธิภาพในการเรียน การประสบความสำเร็จในการเรียนสัมพันธ์กับทักษะทางอารมณ์และสังคม ในกลุ่มนักเรียนอายุ 15 ปี ความมานะพยายาม ความเชื่อใจ ความใคร่รู้ สัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการเรียนรู้ กล่าวคือ ถ้ามีทักษะทางอารมณ์และสังคมดีเท่าไหร่ ประสิทธิภาพการเรียนรู้ก็ยิ่งดีขึ้นตาม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การโดนกลั่นแกล้งทำให้ทักษะทางอารมณ์และสังคมถดถอย</h2>



<p>นักเรียนวัย 10 ปีในเมืองเฮลซิงกิรายงานประสบการณ์โดนกลั่นแกล้ง (bully) ถึงร้อยละ 17 โดยรายงานว่าโดนกลั่นแกล้งเดือนละ 2-3 ครั้ง ซึ่งสัดส่วนนี้ลดลงในกลุ่มนักเรียนที่มีอายุ 15 ปี เหลือร้อยละ 14 ซึ่งประสบการณ์โดนกลั่นแกล้งของนักเรียนวัย 15 ปีนั้นทั้งหญิงและชายโดนล้อเลียนมากที่สุด และนักเรียนชายโดนนักเรียนคนอื่นผลักมากกว่านักเรียนหญิงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นพฤติกรรมการกลั่นแกล้งอย่างการถูกขโมยและทำลายของใช้ส่วนตัว และการถูกข่มขู่ก็มีรายงานจากนักเรียนชายมากกว่า</p>



<p>ถ้ามีประสบการณ์การณ์โดนกลั่นแกล้ง ทักษะด้านนี้ก็จะลดลง โดยทักษะกลุ่มที่จะเป็นปัญหามากที่สุดได้แก่ทักษะด้านการควบคุมอารมณ์ ทั้งการจัดการความเครียด การมองโลกแง่บวก และการจัดการอารมณ์ รองลงมาคือทักษะที่เกี่ยวกับแรงจูงใจในการประสบความสำเร็จและความเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ เหล่านี้คือผลกระทบที่ตามมาจากการโดนกลั่นแกล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียนวัย 15 ปี ซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาว</p>



<p>ส่วนนักเรียนอายุ 10 ปีนั้นรายงานว่าถูกกลั่นแกล้งมากกว่าวัย 15 ปีเล็กน้อย แต่พบการโดนล้อเลียนในหมู่นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมากที่สุด รองลงมาคือการผลักกัน โดยนักเรียนชายพบเจอประสบการณ์เช่นนี้มากกว่า</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อทักษะทางอารมณ์และสังคม</h2>



<p>นักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจในครอบครัวดีมักมีทักษะทางอารมณ์และสังคมที่สูงนักเรียนที่อยู่ในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจในครอบครัวย่ำแย่ โดยนักเรียนในครอบครัวฐานะดีจะมีความเปิดกว้างสูงกว่านักเรียนที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะแย่กว่า</p>



<p>นักเรียนที่ทำกิจกรรมด้านกีฬาและศิลปะมีทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และความใคร่รู้สูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้ทำกิจกรรมด้านนี้ นั่นหมายความว่า หากโอกาสการเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้ทั้งในและนอกห้องเรียนแตกต่างกันย่อมส่งผลต่อทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กไม่มากก็น้อย</p>



<p>ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียนช่วยพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม</p>



<p>ทักษะด้านความเพียรพยายาม การมองโลกแง่บวก ความร่วมมือ ความใคร่รู้ แรงจูงใจในการประสบความสำเร็จและความเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหากครูและนักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียนวัย 15 ปี</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ความกดดันจากผู้ปกครองส่งผลต่อความพึงพอใจในชีวิตนักเรียน</h2>



<p>ความพอใจในชีวิตนักเรียนวัย 10 ปี สูงกว่าวัย 15 ปีอย่างชัดเจน โดยแม้ว่าจะเจอความกดดันจากผู้ปกครองและครู นักเรียนวัยนี้กลับยังมี well-being ที่สูงอยู่อยู่เมื่อเทียบกับนักเรียนวัย 15 ปี</p>



<p>นักเรียนกลุ่มอายุ 15 ปี ที่อยู่บรรยากาศโรงเรียนแข่งขันสูง ถูกผู้ปกครองกดดัน และถูกคาดหวังจากครู รายงานความพอใจในชีวิตติดลบจากการถูกผู้ปกครองกดดันมากที่สุด ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวที่นักเรียนรายงานความพึงพอใจในชีวิตต่ำจนติดลบและมี well-being จากความกดดันประเภทนี้ต่ำที่สุด</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง :</strong> Survey on Social and Emotional Skills (SSES) 2021: Helsinki (Finland) OECD</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-social-and-emotional-skills-171221/">ความสำคัญของทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ “กรณีศึกษาเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอด 3 บทเรียนนานาชาติ สู่เส้นทางการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/innovative-approaches-for-education-equality-global-perspectives/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2021 09:50:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48570</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานานคือ ‘ความเหลื่อมล้ำท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/innovative-approaches-for-education-equality-global-perspectives/">ถอด 3 บทเรียนนานาชาติ สู่เส้นทางการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานานคือ ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ เพราะขณะที่เด็กหลายๆ คนสามารถเข้าถึงและใช้การศึกษาเป็นบันไดผลักดันสู่ความสำเร็จ เด็กอีกหลายคนกลับไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพได้เท่าที่ควร ยิ่งเมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดและส่งผลกระทบในทุกมิติ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็ยิ่งถูกฉายให้ชัดขึ้น เด็กจำนวนมากต้องร่วงหล่นออกจากระบบของโรงเรียน ขณะที่เด็กซึ่งไม่มีทรัพยากรสนับสนุนเพียงพอก็ประสบปัญหาในการเรียนรู้จนอาจกลายเป็นผลกระทบระยะยาวในอนาคต – แน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเด็กในกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มเปราะบาง ที่อาจร่วงหลุดจากตาข่ายทางสังคมไปตั้งแต่ต้นแล้ว</p>



<p>คำถามสำคัญจึงอยู่ตรงนี้ เราจะทำอย่างไรจึงจะสร้างระบบการศึกษาที่เท่าเทียมและเสมอภาคได้ หรืออย่างน้อยคือขยับเข้าไปใกล้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบรับกับความต้องการของเด็กแต่ละคน เข้าใจและพร้อมสนับสนุนความหลากหลาย ขณะเดียวกันก็โอบอุ้มทุกคนเอาไว้ไม่ให้ใครต้องร่วงหล่นไป</p>



<p>101 ชวนอ่านทัศนะบางส่วนจาก 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาใน 3 ทวีป ถอดบทเรียนจากนานาชาติเพื่อสร้างเส้นทางไปสู่ระบบการศึกษาที่เสมอภาคขึ้น เท่าเทียมขึ้นของประเทศไทย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนที่ 1: สหรัฐอเมริกา – ดร. พาเมล่า แคนเทอร์</strong></h2>



<p>“ปัจจุบัน เด็กๆ มากมายจากทั่วโลกกำลังจะเริ่มกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียน ทว่าหลายคนอาจตามบทเรียนไม่ทันเพราะพวกเขาขาดการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ไปแล้ว”</p>



<p>นี่คือคำกล่าวนำจาก&nbsp;<strong>ดร.พาเมล่า แคนเทอร์&nbsp;</strong>(Dr Pamela Cantor) ผู้ก่อตั้ง Turn Around for Children ที่ปรึกษาอาวุโสด้านวิทยาศาสตร์ และจิตแพทย์วัยรุ่นและเด็ก ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดมุมมองจากสหรัฐฯ โดย ดร. พาเมล่าชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่จะกระตุ้นให้เด็กทำในสิ่งที่เราคาดหวังไว้จะต้องมี ‘เชื้อเพลิง’ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยจุดไฟให้เด็กอยากมีส่วนร่วมและเป็นแรงกระตุ้นในการเรียนรู้</p>



<p>“เราต้องมองเด็กและเยาวชนแต่ละคนในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งมีเรื่องราวและประสบการณ์ของตนเองที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด ในสหรัฐฯ เรามีคำว่า ‘ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้จากโควิด-19’ กล่าวคือพวกเขาต้องสูญเสียเวลาในการเรียนรู้ไป”</p>



<p>นอกจากนี้ ดร. พาเมล่ายังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาคือการที่นักเรียนหลายคน โดยเฉพาะคนที่เปราะบางที่สุด อาจต้องรับมือกับสถานการณ์ความเสียหายหรือความสูญเสียมาและถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวส่วนบุคคล สถานการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แท้จริงแล้วเรากำลังมองปัญหาที่แตกต่างกันหรือมองปัญหาเดียวกันในด้านที่แตกต่างออกไป หรือจะเป็นอย่างไร หากสถานที่ที่ทำให้เด็กๆ ได้เติบโตและเรียนรู้เป็นสถานที่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองเด็กแต่ละคนแบบองค์รวม ช่วยเหลือให้ทุกคนพัฒนาได้เต็มศักยภาพ และเราจะออกแบบสถานที่นั้นอย่างไรภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม</p>



<p>“ในแง่การพัฒนามนุษย์ พัฒนาการของสมองและวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ เราพบว่ามียีนกว่า 20,000 ยีนในจีโนมของมนุษย์ แต่ยีนเหล่านั้นจะถูกแสดงออกมาในช่วงชีวิตของเราน้อยกว่า 10% ซึ่งจะถูกกระตุ้นผ่านทางสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ วิธีที่เราเรียนรู้ แม้กระทั่งการแสดงออก โอกาสและความเสี่ยงต่างๆ เป็นเหมือนบริบทที่กำหนดว่าเราจะเป็นคนอย่างไร ทั้งหมดนี้นำมาสู่จุดสำคัญยิ่งจุดหนึ่งว่า ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างธรรมชาติ (nature) กับการเลี้ยงดู (nurture) หรือชีววิทยากับสิ่งแวดล้อม หรือสมองกับพฤติกรรม มีเพียงความร่วมมือกันเท่านั้น”</p>



<p>ดร. พาเมล่าชี้ว่า สมอง ร่างกาย และความสามารถของเด็กเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ เพราะสมองของมนุษย์เป็นโครงสร้างแบบไดนามิกที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงตามประสบการณ์ของเนื้อเยื่อในร่างกายมนุษย์มากที่สุด ถ้าพูดอย่างรวบรัด สมองสามารถยืดหยุ่นได้เมื่อเวลาผ่านไปและเจริญเติบโตผ่านทางการคิดของเรา</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ดร. พาเมล่าจึงชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราสามารถปรับการออกแบบบริบทการเรียนรู้ให้เหมาะสมที่สุด ก็อาจจะทำให้เด็กและเยาวชนสามารถตามทันและฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิดได้ และผู้ใหญ่เองก็ควรจะลงทุนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ให้เยาวชนด้วย</p>



<p>“ในทางจิตวิทยา มีฮอร์โมนตัวหนึ่งเรียกว่าออกซิโทซิน (Oxytocin) เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความรู้สึกไว้วางใจ ผูกพัน และปลอดภัย และกระทบต่อโครงสร้างในสมองเช่นเดียวกับคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของเรา ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในเชิงบวกจะทำให้ฮอร์โมนออกซิโทซินหลั่งออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้สามารถปกป้องเด็กจากผลเสียหายของความเครียดและคอร์ติซอลได้ถึงในระดับเซลล์ และยังสร้างการพร้อมรับปรับตัวให้ความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้”</p>



<p>ทั้งนี้ ดร. พาเมล่าได้ขยายความว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์ไม่ได้หมายถึงแค่การทำตัวดีต่อเด็ก แต่หมายถึงความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นผ่านการดูแล ปกป้อง อยู่ร่วมกัน และความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องที่ทำให้เด็กเชื่อบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาอาจไม่เคยเชื่อมาก่อน</p>



<p>“แหล่งพลังงานหลักสำหรับสายใยของสมองคือความผูกพันของมนุษย์ สารสื่อประสาทและฮอร์โมนต่างๆ เช่น ออกซิโทซินที่หลั่งออกมาพัฒนาจากระบบแรงจูงใจของสมอง เป็นระบบที่จะช่วยส่งเสริมการสำรวจ ความสงสัยใคร่รู้ แนวปฏิบัติ และเชื้อเพลงของเซลล์ประสาท นี่จะทำให้เกิดประจุไฟและเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทอื่นๆ และเมื่อสมองเชื่อมโยงกันมากขึ้น เซลล์ประสาทที่มีประจุร่วมจะเชื่อมเข้ากันทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งการอ่าน การขี่จักรยาน และนี่คือ ‘เชื้อเพลิง’ ที่พูดถึงในตอนต้น”</p>



<p>นี่นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับฮอร์โมนออกซิโทซินเป็นตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดเกี่ยวกับบริบทเชิงบวก อีกทั้งความสัมพันธ์ยังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและการเรียนรู้ทั้งหมด สอดรับกับความคิดที่ว่าเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และระบบที่ทำให้เด็กเข้าใจได้แบบองค์รวม โดยให้ความสำคัญกับคุณสมบัติที่เด็กมีและสนับสนุนให้แต่ละคนมีความโดดเด่นในรูปแบบของตนเอง</p>



<p>“เราต้องออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิธีที่สมองเติบโตและวิธีที่เด็กเรียนรู้ เป็นการออกแบบที่ผสมผสานความสัมพันธ์ทางพัฒนาการเชิงบวก สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความปลอดภัย ความเป็นเจ้าของ มีประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมายเพื่อให้นักเรียนค้นพบความสามารถของพวกเขา”</p>



<p>อีกประเด็นสำคัญที่ ดร. พาเมล่าชี้ให้เห็นคือ การเรียนรู้คือการบูรณาการเข้าด้วยกัน ส่วนที่ใช้คิดเลขไม่ได้แยกจากส่วนที่ใช้คิดสร้างสรรค์ เพราะสมองส่วนต่างๆ เชื่อมกันทางกายวิภาคและทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทำให้ทักษะต่างๆ ทั้งการควบคุมตนเอง การคิดเชิงบริหาร และการเข้าสังคม สามารถยืดหยุ่นได้ สร้างขึ้นได้ และพัฒนาได้ในสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมา</p>



<p>ในตอนท้าย ดร. พาเมล่าชี้ว่า บริบทที่ดีในการเรียนรู้จะต้องประกอบด้วยความใส่ใจเยาวชน ทั้งในด้านความปลอดภัย สุขภาพจิต อารมณ์ สังคม และพัฒนาการด้านสติปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมและปัจจัยปกป้องต่างๆ มากมาย และถ้ามีบริบทการเรียนรู้ที่ดีแล้วจะทำให้เกิดสมดุลในสภาพแวดล้อมที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัย มีแรงจูงใจ และอยากมีส่วนร่วม</p>



<p>“ถ้าเราปรับการออกแบบบริบทการเรียนรู้ให้เหมาะสมได้ก็จะช่วยเด็กและเยาวชนของเราในการฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิดได้ แต่เราต้องลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่จำเป็น สร้างอนาคตของเราและของเด็กๆ นี่โอกาสของเรา คือจุดเปลี่ยนที่เรากำลังเผชิญ เป็นช่วงเวลาการลงทุนทางการเงินครั้งใหญ่เพื่อการเรียนรู้และอนาคตลูกหลานของเรา” ดร. พาเมล่าทิ้งท้าย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนที่ 2: ฟินแลนด์ – ดร. มาริต้า เนโทล่า</strong></h2>



<p>หนึ่งในประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดคือฟินแลนด์ โดย&nbsp;<strong>ดร. มาริต้า เนโทล่า</strong>&nbsp;อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเทอร์คู ประเทศฟินแลนด์ ฉายภาพระบบการศึกษาของฟินแลนด์ซึ่งครบรอบ 100 ปีในปีนี้ว่า ฟินแลนด์กำหนดการศึกษาภาคบังคับเป็นเวลาอย่างต่ำ 6 ปี ต้องเรียนรู้ทักษะพื้นฐานอย่างการอ่าน การเขียน และพื้นฐานต่างๆ</p>



<p>“ก่อนจะมีระบบการศึกษาภาคบังคับ เรายังไม่มีข้อกำหนดด้านการศึกษาสำหรับโรงเรียนในพื้นที่แถบชนบท และในสมัยก่อนก็ยังไม่มีโรงเรียนที่จะฝึกคนไปสอนเด็กโดยเฉพาะ จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20 ระบบการศึกษาได้พัฒนาและขยายตัวควบคู่ไปกับโรงเรียน มีโรงเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ขยายตัวไปสู่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา และยังมีโรงเรียนที่สอนด้านอาชีวศึกษาเกิดขึ้น จนกระทั่งปี 1970 ระบบของเราเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กในทุกระดับมากขึ้น และปี 1998 จึงมีการจัดตั้งระบบการศึกษาพิเศษสำหรับคนทุพพลภาพ ปัจจุบัน ทุกคนในฟินแลนด์มีสิทธิเข้าถึงระบบการศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อจะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา”</p>



<p>ดร. มาริต้าชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีความเสมอภาคทางการศึกษาแล้ว ระบบการศึกษาในฟินแลนด์จึงไม่มีทางตันและสามารถศึกษาในระดับที่สูงต่อไปได้เสมอ หรือบางคนอาจจะเข้าถึงระบบการศึกษาแบบใหม่ได้ตลอดเวลาเช่นกัน</p>



<p>นอกจากนี้ เมื่อมองในระดับนโยบาย ฟินแลนด์ได้จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาโดยตั้งเป้าเพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เสมอภาค ลดช่องว่างความแตกต่างในโรงเรียน และเพื่อจะลดความไม่เท่าเทียมลง ได้มีการกำหนดให้เจาะจงรวมเอาโรงเรียนที่มีข้อเสียเปรียบด้านสังคมและเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในการดูแลของภาครัฐด้วย เช่น โรงเรียนในพื้นที่ชุมชนผู้อพยพ หรือพื้นที่ที่มีการว่างงานสูง นอกจากนี้ ยังมีระบบส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้และการศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับทั่วไป สูง และพิเศษ ซึ่งจะต้องมีการสนับสนุนอย่างเพียงพอและต่อยอดไปตามความจำเป็น</p>



<p>ดร. มาริต้าแสดงความคิดเห็นว่า การศึกษาปฐมวัยของฟินแลนด์อาจนับได้ว่าเป็นนวัตกรรมระดับสูง เพราะสามารถมอบโอกาสเรียนรู้และพัฒนาให้เด็กทุกคน เช่น เว็บไซต์สาธารณะ Lukimat ที่ให้ข้อมูลแก่นักศึกษา พ่อแม่ บุคลากร มีข้อมูลการสอนด้านต่างๆ หรือ GarphoLearn ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ตัวอักษรและการอ่านออกเสียงได้ รวมถึงการสนับสนุนด้านอื่นๆ เช่น การสนับสนุนให้เด็กมีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งาน รวมถึงพัฒนาการเรียนออนไลน์เพื่อสนับสนุนการศึกษาผู้ใหญ่แบบเสรี และยังรวมไปถึงแพ็กเกจการดูแลมารดา คลินิกแม่และเด็ก ดูแลและสนับสนุนด้านสุขภาพเพื่อจะนำไปสู่การส่งเสริมความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง</p>



<p>อย่างไรก็ดี ดร. มาริต้าชี้ให้เห็นว่า “ความเสมอภาคทางการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนอย่างเดียว แต่ต้องมีการส่งเสริมด้านทรัพยากรด้วย ขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของโควิดก็ทำให้เราเห็นปัญหาหลายประการ ทั้งการที่เด็กจำนวนมากไม่ยอมเข้าชั้นเรียน ปัญหาการกลั่นแกล้ง ขณะที่ผู้ใหญ่ตอนต้นก็มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์เพิ่มขึ้น จนบางคนถึงขั้นยอมลาออกจากงานเพื่อเงินชดเชย”</p>



<p>ในตอนท้าย ดร. มาริต้าคลี่ให้เห็นประเด็นที่เราต้องเผชิญในปัจจุบัน ทั้งเรื่องกลุ่มคนอพยพ ประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของบุคลากรทางการศึกษา นำมาสู่การเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีวิธีศึกษาระยะยาว ระบบพี่เลี้ยง การมีอุปกรณ์ บุคลากร และทักษะที่ครบครัน “เราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาของครูอาจารย์ การพัฒนาความรู้และทักษะเกี่ยวกับความเสมอภาค สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบทบาททางเพศที่แตกต่างกัน รวมไปถึงความสามารถในการสอนและให้ความรู้ด้านดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการสอน เช่น การทำวิจัย หรือการสร้างความร่วมมือในระดับต่างๆ ด้วย”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนที่ 3: ญี่ปุ่น – โทมิโอะ อิโคมะ</strong></h2>



<p>วิทยากรท่านสุดท้าย&nbsp;<strong>โทมิโอะ อิโคมะ&nbsp;</strong>ประธานกรรมการบริหาร With Us Cooperation และผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ไดอิชิ กาคุอิน ประเทศญี่ปุ่น อธิบายระบบการศึกษาของญี่ปุ่น โดยพาย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นได้ออกพระราชบัญญัติพื้นฐานการศึกษา ปี 2517 อันเป็นการวางรากฐานใหม่สำหรับการศึกษาของญี่ปุ่น มีการออกกฎหมายการศึกษาในโรงเรียน ตามมาด้วยการปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การศึกษาของชาวญี่ปุ่นดีขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ</p>



<p>อย่างไรก็ดี โทมิโอะชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาที่เคยมีได้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงไม่ได้สะท้อนและตอบรับกับบริบทความเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคโลกาภิวัตน์และมีประเด็นท้าทายมากมายเกิดขึ้นในสังคม นำมาสู่ข้อเสนอของโทมิโอะว่า “ยุคของการใช้คอมพิวเตอร์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีการวางเกณฑ์การศึกษาในอุดมคติแห่งอนาคตของญี่ปุ่น”</p>



<p>โทมิโอะอธิบายต่อว่า ปัจจุบัน เด็กญี่ปุ่นต้องเผชิญความท้าทายหลักๆ อยู่ 3 ประการ คือเรื่องความมั่นใจในตนเองต่ำ ทักษะด้านการสื่อสารที่ไม่ค่อยดี และการออกจากโรงเรียนก่อนจบหลักสูตร ซึ่งหมายถึงการขาดเรียนด้วยสาเหตุต่างๆ นอกเหนือจากโรคหรือปัญหาทางการเงินเป็นจำนวน 30 วันหรือมากกว่านั้น โดยโทมิโอะหยิบยกสถิติมาชี้ให้เห็นว่า เด็กชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นขาดเรียนรวมกันแล้วประมาณ 196,000 คน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข</p>



<p>นอกจากความท้าทายที่ปัจเจกบุคคลต้องเผชิญแล้ว โทมิโอะชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาเองก็เผชิญกับปัญหาบางประการเช่นเดียวกัน ได้แก่:</p>



<p>ประการแรก ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากระบบการศึกษาแบบเดียวสำหรับทุกคน (one-size-fits-all education) นักเรียนญี่ปุ่นทุกคนจะเรียนในชั้นเรียนร่วมกับครู ผลการเรียนเป็นแบบเดียวกัน ทั้งยังเน้นตัวบุคคลมากกว่า ซึ่งโทมิโอะกล่าวว่าระบบการศึกษาของญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นแบบตั้งรับและมีความสม่ำเสมอ ซึ่งลักษณะเหล่านี้เองที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา</p>



<p>ประการที่สอง การศึกษาที่มีการกวดวิชาเป็นพื้นฐาน ให้ความสำคัญกับการท่องจำมากกว่าวิธีเพิ่มพูนความรู้ เพิ่มคะแนนสอบได้แต่ใช้จริงระยะยาวไม่ได้</p>



<p>ประการที่สาม การเน้นการจัดอันดับทางสถิติ ซึ่งอาจมีประโยชน์ในการกำหนดตำแหน่งความสัมพันธ์ของความสามารถทางวิชาการของนักเรียนในกลุ่ม แต่การจัดอันดับนักเรียนในโรงเรียนก็ทำให้เกิดปมด้อยบางอย่างตามมา</p>



<p>ประการที่สี่ ความไม่เท่าเทียมในการศึกษาที่บ้านและแรงจูงใจของผู้ปกครอง ถ้าพูดให้ชัดขึ้น ปัจจัยต่างๆ ของนักเรียน เช่น สถานะทางสังคม มีส่วนก่อให้เกิดความแตกต่างในความสามารถทางวิชาการและการศึกษา ซึ่งตอนนี้ญี่ปุ่นพยายามหาทางแก้ด้วยการออกแผนโครงการอนาคตของสังคมและเด็ก ปี 2573 สร้างวัฒนธรรมในโรงเรียนแบบใหม่ที่มีความตระหนักรู้และความริเริ่มทางสังคม มีหลักสูตรการศึกษาที่เปิดกว้างสู่สังคม เป็นตัวอย่างให้โลก สนับสนุนให้เด็กญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างให้เด็กทั่วโลก</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ โทมิโอะจึงทิ้งท้ายด้วยการนำเสนอปรัชญาการศึกษาแบบ 1/1 คือการมองภาพรวมของเด็กในทางเดียวกับที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อบุตรของตนเอง มุ่งเน้นให้สถาบันการศึกษาระดับแถวหน้าสามารถพัฒนาบุคลากรที่โดดเด่นซึ่งจะมีบทบาทแข็งขันในสังคม ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่หลายๆ สถาบันการศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>หมายเหตุ :</strong> เก็บความบางส่วนจากการเสวนา Beyond ASEAN: Innovative Approaches to Promote Equality Through Teacher Education ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา จัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2564</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/innovative-approaches-for-education-equality-global-perspectives/">ถอด 3 บทเรียนนานาชาติ สู่เส้นทางการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟินแลนด์ปรับหลักสูตรภาคบังคับ ขยายเวลาเรียนเพิ่มอีก 3 ปี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-pre-school-pilot-programme/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 15 Aug 2021 08:09:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[Pre-school Pilot]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44550</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลฟินแลนด์ปรับหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ โดยมุ่งขยาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-pre-school-pilot-programme/">ฟินแลนด์ปรับหลักสูตรภาคบังคับ ขยายเวลาเรียนเพิ่มอีก 3 ปี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รัฐบาลฟินแลนด์ปรับหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ โดยมุ่งขยายระยะเวลาในการเรียนของเด็กให้เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่บังคับให้เด็กต้องเรียนหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับภายในอายุ 16 ปี เปลี่ยนเป็นให้เรียนจบก่อนอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ เพื่อให้เด็กมีเวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มมากขึ้น ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษาปัจจุบัน คือตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป</strong></p>



<p>รัฐบาลฟินแลนด์ปรับหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ โดยมุ่งขยายระยะเวลาในการเรียนของเด็กให้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่บังคับให้เด็กต้องเรียนหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับภายในอายุ 16 ปี เปลี่ยนแปลงโดยขยายให้เรียนจบก่อนอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ เพื่อให้เด็กมีเวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มมากขึ้นทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นโยบายนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษาปัจจุบัน คือตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2021 เป็นต้นไป&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d0fd4c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/09-แปล-หลักสูตรภาคบังคับ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รายงานระบุว่า กฎข้อบังคับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Pre-school Pilot ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้นักเรียนได้มีเวลาปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านระดับชั้น คือระหว่างอนุบาลไปประถม และระดับประถมไปมัธยม</p>



<p>นอกจากนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว โรงเรียนระดับมัธยมจะต้องเป็นผู้จัดหาหนังสือและสื่อการสอนให้กับเด็กนักเรียนอย่างครบครัน ทำให้การเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นการเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ อย่างแท้จริง โดยแต่เดิมบรรดาครอบครัวของเด็กจะต้องควักเงินหลายร้อยยูโรไปกับค่าหนังสือตามหลักสูตร&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า การกำกับดูแลแนะแนวนักเรียน รวมถึง สวัสดิการของนักเรียนจะได้รับการปรับปรุงพัฒนาแก้ไข ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพคุณภาพของโรงเรียนในการทำการเรียนการสอนให้กับทุกคน เพื่อจะได้มีทักษะสมบูรณ์พร้อมสำหรับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป</p>



<p>โดยก่อนหน้านี้ เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์ในขณะนั้น ได้ประกาศมอบงบ 68 ล้านยูโรเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในฟินแลนด์&nbsp;</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น โครงการ Pre-school Pilot ยังมีการออกฎบังคับให้เขตเทศบาลแต่ละแห่งต้องเป็นผู้จัดสรรให้ประชากรวัยเรียนทุกคนต้องมีสถานที่เล่าเรียนของตนเอง&nbsp;</p>



<p>ข้อบังคับข้างต้นมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ทางคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติฟินแลนด์ได้รับรายงานว่า ยังมีนักเรียนวัยรุ่นมากกว่า 1,000 คนที่เรียนจบระดับประถมศึกษาเรียบร้อยดีแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาสถานที่เรียนสำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นฟินแลนด์รายงานว่า รายละเอียดของโครงการน่าจะมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1a668a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/09-แปล-หลักสูตรภาคบังคับ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">โครงการการศึกษานำร่องก่อนวัยเรียน (Pre-school education pilot)</h2>



<p>สำหรับโครงการการศึกษานำร่องก่อนวัยเรียนที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นโครงการทดลองโดยเพิ่มระยะเวลาก่อนวัยเรียน (pre-school) 2 ปี ให้กับเด็กนักเรียน&nbsp;</p>



<p>โดยมีการประมาณการณ์ว่าจะมีเด็กน้อยในฟินแลนด์ที่เกิดระหว่างปี 2016-2017 ราว 10,000 คน เข้าร่วมโครงการนำร่องในครั้งนี้ ซึ่งเป้าหมายหลักของโครงการก็คือการกระตุ้นความเสมอภาคทางการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพและสร้างความต่อเนื่องในการศึกษาก่อนที่เด็ก ๆ จะเริ่มต้นชั้นเรียนในระดับประถมศึกษา&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>รายงานระบุว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์วางแผนที่จะดำเนินการทดสอบโครงการนำร่องดังกล่าวจนถึงเดือนพฤษภาคมปี 2024 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์ได้ใช้ระบบสุ่มในการคัดเลือกเขตเทศบาลให้เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ ทำให้มีจำนวนเขตเทศบาลที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 102 แห่ง คิดเป็น 1 ใน 3 ของเขตเทศบาลที่มีทั้งหมด</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://yle.fi/uutiset/osasto/news/august_brings_schooling_changes_extended_compulsory_education_pre-school_pilot_programme/12042756" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://yle.fi/uutiset/osasto/news/august_brings_schooling_changes_extended_compulsory_education_pre-school_pilot_programme/12042756">August brings schooling changes: Extended compulsory education, pre-school pilot programme</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-pre-school-pilot-programme/">ฟินแลนด์ปรับหลักสูตรภาคบังคับ ขยายเวลาเรียนเพิ่มอีก 3 ปี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปฏิรูปการศึกษาให้ถึงราก เคล็ดลับความสำเร็จของฟินแลนด์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/phenomenal-learning-from-finland/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Dec 2020 11:34:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สุพิชฌาย์ ชัยลอม]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวรรธน์ สุวรรณปาล]]></category>
		<category><![CDATA[อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลิมชัย พันธ์เลิศ]]></category>
		<category><![CDATA[พิชญ์วดี กิตติปัญญางาม]]></category>
		<category><![CDATA[Phenomenal Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Arkki]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=24662</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ฟินแลนด์’ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากทั่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/phenomenal-learning-from-finland/">ปฏิรูปการศึกษาให้ถึงราก เคล็ดลับความสำเร็จของฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">‘ฟินแลนด์’ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ในฐานะประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">จากผลงานแชมป์คะแนนสอบ PISA ต่อเนื่องหลายปี</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เกิดอะไรขึ้นกับฟินแลนด์ ประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน ประเทศที่เสียหายมหาศาลหลังศึกสงคราม ประเทศที่มีทรัพยากรอย่างจำกัดจำเขี่ย ปลูกพืชพรรณได้ยากด้วยสภาพอากาศที่หนาวจัด ทว่าในวันนี้ การศึกษาตามโมเดลฉบับฟินแลนด์กลับถูกยอมรับทั่วโลก และมีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาศึกษาวิธีคิดและวิธีการจัดการศึกษาของฟินแลนด์อย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="alignleft wp-image-24804 size-medium" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/book-240x300.jpg" alt="" width="240" height="300" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/book-240x300.jpg 240w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/book-768x960.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/book-750x938.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/book.jpg 800w" sizes="(max-width: 240px) 100vw, 240px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อเขียนถัดจากนี้ ตั้งต้นจากหนังสือการศึกษาเล่มหนาชื่อว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">Phenomenal Learning from Finland: นวัตกรรมเรียนรู้แห่งอนาคตแบบฟินแลนด์</span></i><span style="font-weight: 400;"> หนังสือที่ว่าด้วย</span><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงการศึกษาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาของฟินแลนด์ ลงลึกไปถึงการศึกษาไทยว่ากำลังเปลี่ยนไปสู่สิ่งไหน แล้วเราสามารถหยิบจับประสบการณ์ใดของฟินแลนด์มาเรียนรู้และประยุกต์ใช้ได้บ้าง </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>จุดเปลี่ยนของฟินแลนด์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“รัฐบาลฟินแลนด์มองว่า การศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นรากฐานของการกินดีอยู่ดีของประชากร เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาไม่มีอะไรกิน เขาเป็นประเทศยากจน เพราะฉะนั้นทางเดียวก็คือการศึกษา”</span></p>
<p><b>ผศ.ดร.พิชญ์วดี กิตติปัญญางาม</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Arkki ประเทศไทย สถาบันการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์ และบรรณาธิการหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">Phenomenal Learning from Finland</span></i><span style="font-weight: 400;"> ได้เปิดประเด็นถึงเป้าหมายของฟินแลนด์ที่มุ่งด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก จากบริบทของประเทศที่มีทรัพยากรอย่างจำกัด ‘มนุษย์’ จึงเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นหมายความว่า หากการศึกษาดี ประชาชนจะมีคุณภาพ ประเทศจึงพัฒนาได้ไม่ยาก </span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“ฟินแลนด์เขาแก้ระบบการศึกษาทั้งภาพรวม ถ้าเด็กอดอยาก ไม่มีปัจจัยสี่ เด็กก็เรียนไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นเขาจึงไปแก้ปัจจัยสี่ด้วย แก้สภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ให้เด็กพร้อมเรียน เด็กไม่มีปัญหาที่บ้าน เด็กมีครบทุกอย่าง เด็กมาโรงเรียนเขาต้องพร้อมเรียน ไม่ใช่แค่หลักสูตรดี หรืออะไรดี” </span></p></blockquote>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-24792 alignnone" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8837.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8837.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8837-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8837-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8837-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8837-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจารย์</span><span style="font-weight: 400;">พิชญ์วดีย้ำอีกครั้ง หากเราต้องการเรียนรู้จากความสำเร็จทางการศึกษาของฟินแลนด์ สิ่งสำคัญคือการมองให้รอบด้าน มิใช่คะแนน PISA ที่สูงที่สุดของโลก แต่ต้องรวมไปถึงประวัติศาสตร์ บริบท สภาพแวดล้อม เงื่อนไข และเป้าหมายที่ทำให้ฟินแลนด์เลือกที่จะรื้อถอนและสร้างการศึกษาใหม่ทั้งระบบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนฟินแลนด์จะปฏิรูปการศึกษาในปี 2016 เขาได้ทำวิจัยเรื่อง Active Learning ตั้งแต่ปี 1980 ซึ่ง Phenomenal Learning (</span><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์</span><span style="font-weight: 400;">) จริงๆ แล้วใช้มาสองทศวรรษก่อนปฏิรูป เขามี learning lab เป็นห้องทดลองการศึกษาและการเรียนรู้ เมื่อพบว่ามันเวิร์ค ปี 2016 จึงบังคับใช้ทั้งประเทศ เพราะต้องการตอบโจทย์ยุค digital disruption ที่เทคโนโลยีมาแทนที่คน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษา ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามาแทนที่และพลิกบทบาทของมนุษย์ คือการตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ควรเรียนอะไรกันแน่ จากที่ผ่านมาการศึกษาเป็นเพียงการส่งต่อความรู้ ผ่านการจด ท่อง จำ ทำตาม ทว่าในปัจจุบันและอนาคต ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำราหรือห้องสมุดอีกต่อไป แต่ความรู้กำลังกระจายอยู่ในทุกที่ ทั้งโลกอินเทอร์เน็ต จอคอมพิวเตอร์ กระทั่งหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมเล็กๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกดิจิทัลไม่เพียงเข้ามาแทนที่การศึกษาแบบเก่าเท่านั้น แต่กำลังแทนที่บุคลากรครู หากการเรียนรู้จะมีความหมายเพียงแค่การส่งต่อความรู้ผ่านการท่องและการจำเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การศึกษาควรจะเป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้ว่า ความรู้เหล่านั้นมาได้อย่างไร ก็เลยเป็นที่มาของหลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นที่มาของการสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่พลิกบทบาทครู พลิกบทบาทนักเรียน”</span></p>
<h3>หลักสูตรที่ดี คือพันธสัญญาต่อประชาชน</h3>
<p><b>ดร.เฉลิมชัย พันธ์เลิศ </b><span style="font-weight: 400;">ผู้อำนวยการสถาบันสังคมศึกษา สำนักวิชาและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ความหมายของคำว่า ‘หลักสูตร’ ไว้ 2 หลักใหญ่ด้วยกันคือ หนึ่ง-แผนที่ชีวิต และสอง-พันธสัญญาของรัฐที่มีต่อประชาชน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาเราพูดถึงหลักสูตร สิ่งแรกคือมันเป็นแผนที่ชีวิตของคนในชาติ ว่าเราอยากเห็นคนในชาติเป็นอย่างไร โดยอาศัยข้อมูลที่แม่นยำและเข้มข้นในการออกแบบหลักสูตร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ประการที่สอง จากมุมมองของรัฐ หลักสูตรคือพันธสัญญาของรัฐที่มีให้กับประชาชนว่า ฉันสัญญาจะให้สิ่งนี้กับประชาชน จะดูแลคุณภาพ ซึ่งหลักสูตรที่ดีจะต้อง for all สำหรับเด็กทุกคน ความหมายว่าต้องเท่าเทียม และรัฐต้องรับประกันว่าเด็กที่ผ่านหลักสูตรแบบนี้เขาจะมีคุณภาพตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร”</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-24791 alignnone" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8710.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8710.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8710-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8710-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8710-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8710-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.เฉลิมชัย มองว่า การศึกษาแต่เดิมนั้นมุ่งเน้นไปยังตัวความรู้ และการวัดความรู้ ซึ่งต่อมานักการศึกษามากมายได้ตั้งคำถามว่า “แล้วเราต้องรู้ไปพื่ออะไร เพื่อสอบแข่งขันอย่างเดียวหรือ?” ก่อนจะค้นพบว่า แท้จริงแล้วเราต่างร่ำเรียนเพื่อนำไปใช้ในชีวิต การจะสร้างการศึกษาที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์กับชีวิตได้นั้น จึงนำมาซึ่งความสนใจต่อสิ่งที่เรียกว่า ‘สมรรถนะ’ (competen)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามคือ มนุษย์ต้องการสมรรถนะใดบ้างเพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิต เพื่อความอยู่รอด ทำงานได้ เลี้ยงชีพได้ หรือแก้ปัญหาได้ในชีวิต ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รากฐานหลักสูตรการศึกษาของฟินแลนด์จึงถูกพัฒนาขึ้น ภายใต้กรอบคิด 4 ด้านคือ หนึ่ง-ความเสมอภาค สอง-การสนับสนุนเงิน สาม-การประเมินผลนักเรียน</span> <span style="font-weight: 400;">และสี่-การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยหลักสูตรนี้ประกอบด้วย 7 สมรรถนะ เพื่อพัฒนาผู้เรียนในหลากหลายด้าน ประกอบด้วย </span></p>
<p><b>1) Thinking and Learning to Learn </b><span style="font-weight: 400;">ทักษะการคิดและการเรียนรู้ ให้เด็กรู้จักการตั้งคำถาม ได้ทดลอง และเน้นการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ไปพร้อมกับครู </span></p>
<p><b>2) Culture Competence, Interaction, and Self-expression</b><span style="font-weight: 400;"> คือครูต้องคำนึงถึงการเรียนรู้ร่วมกันของเด็กในความหลากหลาย และนักเรียนต้องตระหนักถึงที่มาที่ไปของวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ โดยความหลากหลายนั้นคือส่วนหนึ่งในชีวิตการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อการอยู่ร่วมกัน </span></p>
<p><b>3) Taking Care of Oneself and Others; Managing Daily Life</b><span style="font-weight: 400;"> คือคำถามในชีวิตประจำวันของเด็กๆ เช่น การไปโรงเรียน การเข้าห้องเรียน ซึ่งอาจเป็นคำถามธรรมดา แต่คำถามเหล่านี้มีความสำคัญต่อครูในการสร้างการเรียนรู้</span></p>
<p><b>4) Multi-literacy </b><span style="font-weight: 400;">เน้นความสามารถในการอ่านและเขียนได้ในหลายภาษา ทักษะนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจแหล่งข้อมูล ตีความข้อมูล โดยครูจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจว่า เขามีข้อมูลมากมายอยู่รอบตัว ดังนั้น การทำความเข้าใจต่อข้อมูลต่างๆ จึงสำคัญ </span></p>
<p><b>5) Competence in Information and Communication Technology (ICT) </b><span style="font-weight: 400;">คือการบูรณาการไอซีทีเข้าไปในสาขาวิชาต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่ม </span></p>
<p><b>6) Working Life Competence and Entrepreneurship</b><span style="font-weight: 400;"> คือการเรียนรู้ถึงสาขาวิชาต่างๆ ว่ามีบทบาทอย่างไรในการทำงาน และยังกำหนดให้นักเรียนบางระดับชั้นไปร่วมทำงานกับผู้ใหญ่ เปิดให้สัมผัสประสบการณ์จริง เพื่อเป็นทางเลือกในชีวิตให้กับผู้เรียน </span></p>
<p><b>7) Participation, Involvement and Building a Sustainable Future </b><span style="font-weight: 400;">ส่งเสริมให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน ทั้งเรื่องตนเอง ผู้อื่น รวมทั้งความสำคัญในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม </span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“หลักสูตรการศึกษาของฟินแลนด์นั้นมาจากการวิจัย จากข้อมูล จากแล็บที่เขาทดลองใช้แล้วพบว่าโอเค สิ่งนี้จำเป็นมากสำหรับเด็กฟินแลนด์ นั่นหมายความว่า เวลานำหลักสูตรไปใช้ จะต้องใช้ได้กับเด็กทุกคนในประเทศ ดังนั้น รัฐจึงต้อง provide ทรัพยากรทั้งหมด งบประมาณ ครู และสื่อต่างๆ เพื่อให้เด็กเกิดสมรรถนะเหล่านี้ตามที่เขาสัญญาไว้กับประชาชน อันนี้ก็คือความหมายของการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมด้วย”</span></p></blockquote>
<p>ทางด้าน <b>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้อธิบายเสริมในประเด็นนี้ว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่น่าสนใจคือ ฟินแลนด์ให้การศึกษากับช่วงต้นของชีวิตมาก เนื่องจากว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ทำไมเขาถึงให้ความสนใจในเรื่องของหลักสูตรเด็กเล็ก ปฐมวัย 1-7 ขวบ เขาไม่จำเป็นที่จะต้องให้เด็กไปอยู่ในโรงเรียนอนุบาลนะครับ พ่อแม่ก็สอนลูกได้ และที่เขาทำได้ก็เพราะเงื่อนไขของเขาผูกพันกับรัฐบาลด้วย </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-24794 alignnone" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759.jpg" alt="" width="2400" height="1600" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759.jpg 2400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759-1400x933.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759-1536x1024.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759-2048x1365.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8759-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2400px) 100vw, 2400px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บ้านเราพยายามจะยัดเยียดว่า เด็กอนุบาลไปโรงเรียนกลับมา ทำไมอ่านไม่ออก บวกเลขไม่ได้ นี่พ่อแม่เคืองครูนะครับ แต่หลักสูตรของฟินแลนด์เขาค่อนข้างจะให้อิสระ แต่ความอิสระนั้นบางทีเราก็ต้องมองจากคุณภาพของประชากรในประเทศของเขาด้วย”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราค่อนข้างที่จะว้าว และทุกคนพูดถึงการศึกษาฟินแลนด์แทบจะทั่วโลก แต่สิ่งที่เราอาจจะหลงลืมไปคือ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังวิธีคิดของเขาต่างหาก ว่าอะไรที่ทำให้เขามีวิธีคิดแบบนี้ จัดการศึกษาแบบนี้ แล้วมีผลลัพธ์แบบนี้ได้”</span></p>
<p><b>ครูทิว-ธนวรรธน์ สุวรรณปาล</b><span style="font-weight: 400;"> ครูสังคมและแอดมินเพจ ‘ครูขอสอน’ มองว่า ปัจจัยที่จะทำให้หลักสูตรการเรียนประสบผลสำเร็จได้คือ บริบทของสังคมที่เกื้อหนุนการเรียนรู้ของหลักสูตรนั้น โดยยกตัวอย่างถึงประเทศฟินแลนด์ที่เป็นรัฐสวัสดิการ จึงเอื้อให้พ่อแม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้โดยไม่กระทบกับชีวิต การงาน และปากท้อง เพราะรัฐบาลให้การสนับสนุนปัจจัยสี่และค่าใช้จ่าย ทำให้พ่อแม่มีเวลาเลี้ยงดูลูกได้อย่างมีคุณภาพ </span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“อีกประเด็นคือ ในหลักสูตรของฟินแลนด์เองมีส่วนที่ includes คน หมายถึงว่าโอบรับความแตกต่างหลากหลาย และเขามองว่าสังคมของเขาเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ทำอย่างไรให้ตัวหลักสูตรโอบรับความแตกต่างหลากหลายนี้ได้ แต่หลักสูตรของไทยเองอาจจะมีบางส่วน ผมเองก็อาจจะมองว่าหลักสูตรของเราทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือเปล่า ผลักใครให้รู้สึกว่าฉันเป็นคนนอกหรือเปล่า?”</span></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-24797 alignnone" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8599.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8599.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8599-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8599-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8599-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8599-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครูทิวมองว่า ในระหว่างที่หลักสูตรการศึกษาไทยอยู่ในช่วงการปรับตัวสู่การนำสมรรถนะเข้ามาในกระบวนการเรียนรู้ของระบบการศึกษาไทย ครูทั่วไปก็สามารถปรับตัวและนำ ‘สมรรถนะ’ มาใช้ในการออกแบบห้องเรียนของตนได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างแรกคือ ครูต้องเป็นคนดู เป็นคนเข้าไปสังเกตการณ์ แล้วต้องมองเห็นมากกว่าสิ่งที่เด็กทำ มองให้ลึกว่าก่อนที่เด็กจะทำสิ่งนี้ออกมา เขาต้องมีกระบวนการอะไรบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราจะดูว่าเด็กทอดไข่ดาวได้ ดูแค่นั้นได้ไหม หรือจริงๆ แล้วก่อนที่เด็กจะทอดไข่ดาวได้ เด็กต้องมีความรู้เรื่องอะไรบ้าง เด็กต้องรู้เรื่องความสัมพันธ์ของอุณหภูมิ เรื่องลักษณะตามธรรมชาติของไข่ไหม อะไรอย่างนี้ ดังนั้นครูจึงต้องทำงานอย่างละเมียดละไมมากๆ แต่ด้วยธรรมชาติของห้องเรียนไทย โรงเรียนของไทย ครูจึงต้องใช้พลังงานเยอะหน่อยที่จะต้องทำงานกับมัน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหัวใจสำคัญคือ ครูต้องเข้าใจธรรมชาติของการเรียนรู้ ครูทิวขยายความว่า “หากครูไม่เข้าใจธรรมชาติของการเรียนรู้ ไม่เข้าใจธรรมชาติของความรู้ และความรู้นั้นประกอบร่างขึ้นมาได้อย่างไร ครูก็จะไม่มีทางจัดกระบวนการ หรือวางหมากวางเกมให้เด็กสามารถที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ก็ได้แต่บอกคำตอบ ให้เด็กจำคำตอบนั้นให้ได้ แต่ไม่ได้สอนวิธีหาคำตอบนั้นให้เขา”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>‘รู้ได้อย่างไร’ สำคัญกว่า ‘รู้อะไร’</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ เด็กนักเรียนไม่ค่อยคุ้นกับคำว่า Phenomenal Learning หรือ การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์เท่าไรนัก พอหนูได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จึงนึกไปถึงคำพูดหนึ่งของลีโอนาโด ดาวินชี ว่าเราควรเรียนรู้ศิลปะของวิทยาศาสตร์ และควรเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของศิลปะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“นั่นเพราะว่าในเรื่องหนึ่งๆ มันมีทุกศาสตร์รวมกัน ซึ่งการเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์เราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องหลัก สิ่งหนึ่งที่การศึกษาไทยทำพลาดที่สุดในความคิดเห็นของหนูคือ การแยกสายวิทย์กับสายศิลป์ออกจากกัน ซึ่งพอเป็นอย่างนี้ปุ๊บ มันทำให้เรานึกถึงคำว่า anti disclaminasion หรือ การต่อต้านการเลือกปฏิบัติ”</span></p>
<p><b>สุพิชฌาย์ ชัยลอม</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><b>‘เมนู’</b><span style="font-weight: 400;"> นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้แสดงทัศนะต่อระบบการศึกษาไทยที่ยังคงยึดติดกับการเรียนการสอนที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน เธอยกตัวอย่างเช่น หากนักเรียนอยากเรียนรู้วิชาทันตแพทย์ เด็กจะต้องเรียนเรื่อง anatomy ศิลปะการก่อรูปฟัน และวิทยาศาสตร์ </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-24799 alignnone" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8400.jpg" alt="" width="1200" height="1273" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8400.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8400-283x300.jpg 283w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8400-965x1024.jpg 965w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8400-768x815.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/VS0A8400-750x796.jpg 750w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นหมายความว่า ศาสตร์นั้นไม่อาจประกอบด้วยความรู้เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ต้องเป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการหลายวิชา ทว่าการศึกษาไทยไม่ใช่เช่นนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เคยมีคนถามมาว่า ถ้าให้เด็กเรียนตามสิ่งที่ตัวเองสนใจ แล้วเด็กสนใจเยอะเกินไปจนครูสอนไม่ได้จะทำยังไง ง่ายๆ เลยค่ะ ให้นักเรียนไปทำเอง แล้วหน้าที่ของครูก็คือการพาเขาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่การตีกรอบเขา อย่าเพิ่งไปบอกว่านี่มันผิด นี่คือกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์ค่ะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มองจากสายตาของเด็กนักเรียน สิ่งนี้เองคือกระบวนการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะ ซึ่งเธอมองว่าจำเป็นอย่างมากต่อการศึกษาไทยในทศวรรษนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/phenomenal-learning-from-finland/">ปฏิรูปการศึกษาให้ถึงราก เคล็ดลับความสำเร็จของฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
