<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พัฒนาการเด็ก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 22 Aug 2023 07:27:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>พัฒนาการเด็ก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ข้าวหนึ่งคำสะเทือนถึงดวงดาว: เมื่อ ‘อาหารกลางวันโรงเรียน’ เป็นมากกว่าเพียงความอิ่มท้อง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/free-school-meals/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 May 2023 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารกลางวันฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[โภชนาการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71052</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผู้ปกครองแฉ อาหารกลางวันโรงเรียนไร้คุณภาพ”&#160;เป็นพา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/free-school-meals/">ข้าวหนึ่งคำสะเทือนถึงดวงดาว: เมื่อ ‘อาหารกลางวันโรงเรียน’ เป็นมากกว่าเพียงความอิ่มท้อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>“ผู้ปกครองแฉ อาหารกลางวันโรงเรียนไร้คุณภาพ”&nbsp;</em>เป็นพาดหัวข่าวที่หลายคนเห็นจนชินชา ไม่ว่าจะลงเอยด้วย&nbsp;<em>“ผอ. ยัน อาหารกลางวันโรงเรียนมีมาตรฐาน เด็กอิ่มท้อง”&nbsp;</em>หรือข่าวการ ‘ลงดาบ’ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม</p>



<p>คำว่า ‘ไร้คุณภาพ’ ในที่นี้มีความหมายต่างกันไป บางครั้งหมายถึงปริมาณอาหารที่น้อยเกินอยู่ท้อง บ้างหมายถึงสารอาหารที่ไม่เพียงพอหรือไม่สมดุล เป็นต้นว่าข้าวทัพพีหนึ่งและ ‘เศษผัก-วิญญาณไก่’ รวมถึงมาตรฐานความสะอาดที่ชวนกังขา&nbsp;</p>



<p>ยังไม่นับการไม่มีอาหารโดยสิ้นเชิง<a><sup>[1]</sup></a></p>



<p>มีความพยายามปรับปรุงคุณภาพอาหารกลางวันโรงเรียนไทยครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเพิ่มงบประมาณอาหารกลางวัน แต่ปัญหาไม่เคยสิ้นสุด ทั้งการขาดแคลนนักโภชนาการเพื่อดูแลคุณภาพอาหารในโรงเรียน ราคาวัตถุดิบที่เฟ้อขึ้นจนการอัดฉีดไม่มีความหมาย รวมถึงการอุดหนุนค่าอาหารกลางวันถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียนกลุ่มเปราะบางระดับชั้นสูงกว่านั้นต้องกระจายงบประมาณที่กระเบียดกระเสียรอยู่เดิมเพื่อดูแลนักเรียนทุกกลุ่ม<a><sup>[2]</sup></a></p>



<p>กล่าวได้ว่าแนวทางแก้ไขปัญหาอาหารกลางวันโรงเรียนไทยมีช่องโหว่ให้อุดมากมาย โดยเฉพาะการขาดการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ด้วยความตระหนักว่าความอิ่มท้องและโภชนาการที่เหมาะสมของผู้เรียนคือรากฐานหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นโจทย์ที่สังคมต้องขบคิดร่วมกัน</p>



<p>เพราะที่สุดแล้ว ผู้รับประโยชน์จากความสำเร็จนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากสังคมเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณค่าของอาหารโรงเรียนที่หลายคนมองข้าม</strong></h2>



<p><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8000006/?fbclid=IwAR0dnA1VoXQV0jwEfo9PZIKEt9eVuxXlJq6F9ydwK6QKIbCQDdNbxnEIgEg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บทความปริทัศน์ในวารสาร&nbsp;<em>Nutrients&nbsp;</em>ฉบับเดือนมีนาคม ปี 2021</a>&nbsp;ระบุว่าการเข้าถึงอาหารโรงเรียนที่มีคุณภาพและไร้ค่าใช้จ่ายในทุกช่วงวัยเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ไม่เพียงผู้เรียนที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหารอยู่เดิมเท่านั้น แต่เด็กจากครอบครัวซึ่งมีระดับรายได้สูงกว่าที่รัฐบาลหลายชาติพิจารณาให้เงินสนับสนุนเล็กน้อยก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน อาหารโรงเรียนฟรีทำให้เด็กสองกลุ่มนี้มีมื้อที่ ‘อิ่มท้อง’ มากขึ้น ตลอดจนมีภาวะโภชนาการดีกว่าการพึ่งพาอาหารจากผู้ปกครองเป็นหลัก นอกจากนี้ การเข้าถึงอาหารโรงเรียนยังสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและความสามารถในการจดจ่อกับบทเรียนที่สูงขึ้น ซึ่งมาจากท้องที่ไม่หิวโหย และการไม่ต้องพะวงถึงอาหาร</p>



<p>โครงการอาหารโลก (World Food Programme – WFP) ขององค์การสหประชาชาติระบุอีกด้วยว่าอาหารกลางวันโรงเรียนในหลายพื้นที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เด็กหญิงต้องแต่งงานก่อนวัยอันควรหรือไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เพราะการมีอาหารฟรีที่โรงเรียนทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากขึ้นเลือกส่งเด็กหญิงเหล่านี้ไปโรงเรียนแทนที่จะเร่งให้หาเลี้ยงครอบครัว ยิ่งกว่านั้น การเปิดโอกาสให้ชุมชนรอบโรงเรียนหรือนักเรียนเองมีส่วนร่วมจัดหาอาหารยังเป็นการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยในท้องถิ่น และลดปริมาณรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) จากการขนส่งวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร<a><sup>[3]</sup></a></p>



<p>ทว่าผลลัพธ์ที่หลายคนไม่คาดคิดของการมีอาหารกลางวันรับประทานที่โรงเรียนคือ ค่าดัชนีมวลกายที่เป็นปกติ</p>



<p>เหตุที่ไม่มีใครคาดคิดนี้ เพราะเดิมการศึกษาในหลายประเทศพบว่าเด็กๆ เริ่มมีค่าดัชนีมวลกายสูงขึ้นเมื่อเข้าโรงเรียน และหลายคนเป็นโรคอ้วนเมื่อสิ้นสุดวัยประถมศึกษา คือเมื่อมีอายุราว 11-12 ปี โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศไทย!<a><sup>[4]</sup></a></p>



<p>แต่<a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2666551422000031" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานวิจัยของสองนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเอสเซกซ์</a>ระบุว่า ค่าดัชนีมวลกายที่สูงขึ้นนั้น มีที่มาจากอาหารกลางวันโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ สารอาหารไม่ครบถ้วนหรือไม่สมดุลต่างหาก รวมถึงการที่เด็กหลายคนยังต้องนำอาหารกลางวันจากบ้านมารับประทานเอง หรือกระทั่งซื้อเองในร้านสะดวกซื้อใกล้โรงเรียน เพราะครอบครัวมีระดับรายได้สูงเกินเกณฑ์ที่จะได้รับอาหารกลางวันฟรี</p>



<p>อาหารกลางวันที่เด็กๆ รับประทานจึงอาจมีปริมาณแคลอรีเฉลี่ยสูงถึง 624 แคลอรี และสองในสามของปริมาณอาหารยังเป็นอาหารแคลอรีสูงที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ช็อกโกแลต ฯลฯ</p>



<p>สองนักวิจัยทดลองให้นักเรียนทุกคนในโรงเรียนประถมศึกษา อายุระหว่าง 4-7 ปีในสหราชอาณาจักรได้รับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนจัดหาให้ โดยอาหารกลางวันเหล่านี้จะมีแคลอรีไม่เกิน 530 แคลอรี ตลอดจนมีอาหารหมุนเวียนหลากหลาย และมีนักโภชนาการตรวจสอบ พบว่าเมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา การทดลองดังกล่าวลดโอกาสที่เด็กๆ จะเป็นโรคอ้วนได้ถึงร้อยละ 7 ซึ่งเบอร์จิตตา แรบ (Birgitta Rabe) หนึ่งในผู้วิจัยยืนยันว่า แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย “ก็ได้ผลอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีอื่นๆ ที่โรงเรียนส่วนใหญ่ใช้อยู่เดิม ทั้งการกำหนดให้นักเรียนวิ่งเป็นระยะทางหนึ่งไมล์ต่อวัน หรือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการที่ดีในชั้นเรียน”<a><sup>[5]</sup></a></p>



<p>หลายคนรู้แล้วว่าอาหารกลางวันโรงเรียนที่ไร้ค่าใช้จ่ายมีประโยชน์ในการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวที่มีรายได้แตกต่างกัน แต่เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์ของการมีอาหาร ‘คุณภาพดี’ จากความร่วมมือของผู้ใหญ่ใจดีทุกภาคส่วน และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้มีเพียงผลลัพธ์ระยะสั้นอย่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นและภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลงเท่านั้น ทว่ารวมถึงผลลัพธ์ระยะยาวอย่างการมีสุขภาพกายที่ดีซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตต่อไป</p>



<p>เท่ากับที่เป็นการลดภาระของระบบสาธารณสุข และสร้างประชากรวัยทำงานที่แข็งแรงในอนาคต</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นโยบายอาหารโรงเรียนในฝัน … สู่การปฏิบัติจริง</strong></h2>



<p>แม้การจัดหาอาหารกลางวันที่มีคุณภาพและไร้ค่าใช้จ่ายให้นักเรียนถ้วนหน้าจะเย้ายวนใจเพียงใด ปัจจุบันกลับมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่นักเรียน ‘ทุกคน’ เข้าถึงอาหารฟรีจนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับโดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับระดับรายได้ของผู้ปกครอง เช่น อินเดีย (ถึงอายุ 13-14 ปี) บราซิล สวีเดน ฟินแลนด์ (ถึงอายุ 17-19 ปี) ฯลฯ ขณะที่อาหารกลางวันโรงเรียนในบางประเทศอย่างฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่นมีราคาต่ำด้วยการอุดหนุนค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และประเทศร่ำรวยหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร จัดหาอาหารโรงเรียนให้เฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน</p>



<p>คำตอบของความแตกต่างนี้ไม่ตายตัว ทั้งระบบเศรษฐกิจ บริบททางการเมือง รวมถึงอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม</p>



<p>ฟินแลนด์ที่ปัจจุบันเป็น ‘ยักษ์ใหญ่แห่งวงการศึกษา’ ด้วยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงลิ่วและความพึงพอใจในอาชีพของครูที่หลายประเทศพยายามถอดแบบนั้นไม่เพียงมีอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียน แต่ยังมีของว่างที่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมนอกเวลาเรียนรวมถึงนักเรียนในชมรมต่างๆ ด้วย</p>



<p>หลักสูตรแกนกลางการศึกษาแห่งฟินแลนด์ที่ครูทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการออกแบบระบุชัดเจนว่า นักเรียนทุกคนต้องได้รับอาหารกลางวันโรงเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยอาหารนั้นต้องมีโภชนาการที่สมดุล ผ่านการดูแลอย่างเหมาะสม และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ</p>



<p>หากเด็กมีความต้องการพิเศษด้านสุขภาพ อาทิ แพ้อาหารบางประเภท ผู้ปกครองของเด็กจะมีส่วนร่วมในการออกแบบมื้ออาหารในโรงเรียน ทั้งนี้ เด็กๆ ในโรงเรียนจะได้รับโอกาสร่วมปรับปรุงมื้ออาหารและดูแลการจัดหาอาหารกลางวัน เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้อื่น และบ่มเพาะสายสัมพันธ์กับชุมชน</p>



<p>เว็บไซต์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบระบุอีกด้วยว่า มาตรฐานอาหารกลางวันที่ ‘ดี’ ในฟินแลนด์นั้น ประกอบด้วยอาหารหลักปรุงสดใหม่ โดยอาจมีส่วนผสมหลักเป็นปลา เนื้อสัตว์ หรือถั่วและต้นอ่อนของพืชหากนักเรียนรับประทานอาหารมังสวิรัติ ทั้งนี้ต้องมีผักเคียง ขนมปัง นมขาดมันเนยหรือพร่องมันเนย และน้ำดื่ม ขณะที่อาหารว่างส่วนใหญ่ที่โรงเรียนจัดหาให้ รวมถึงอาหารว่างในตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติไม่ควรเป็นน้ำอัดลมและขนมหวาน<a><sup>[6]</sup></a></p>



<p>นอกจากระบบการศึกษาที่ก้าวหน้า ฟินแลนด์ยังมีชื่อเสียงในฐานะรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง มีโครงข่ายการคุ้มครองทางสังคม (safety net) รองรับประชากรทุกกลุ่มรายได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการสุขภาพไร้ค่าใช้จ่าย เงินสนับสนุนสำหรับเด็กแรกเกิด หรือระยะเวลาลาคลอดและดูแลเด็กอ่อนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย</p>



<p>ด้วยแนวทางการจัดเก็บภาษีและจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีมื้อกลางวันฟรีในทุกโรงเรียน กระนั้น การคงความสามารถในการอุดหนุนประชากรทุกกลุ่มได้อย่างต่อเนื่องของฟินแลนด์ก็ยังชวนถอดรหัส และกุญแจสำคัญอาจเป็นการทำให้การเกื้อกูลกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ หยั่งรากลึกเป็น ‘วัฒนธรรม’ ไม่ใช่เพียงข้อบังคับ ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างฟินแลนด์และชาติร่ำรวยอื่นๆ ในยุโรปที่มองข้ามไม่ได้</p>



<p>ปี 2021 ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก (Pasi Sahlberg) นักการศึกษาชื่อดังชาวฟินแลนด์ ร่วมกับทิโมธี ดี. วอล์กเกอร์ (Timothy D. Walker) เปิดตัวหนังสือ&nbsp;<a href="https://pasisahlberg.com/news/new-book-in-teachers-we-trust/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>In Teachers We Trust: The Finnish Way to World-Class</em></a>กล่าวถึง ‘วัฒนธรรมความไว้เนื้อเชื่อใจ’ ที่โรงเรียนต่างๆ ในฟินแลนด์ถ่ายทอดสู่เยาวชนผ่านการแสดงออกซึ่งความเชื่อมั่นในศักยภาพและวิจารณญาณของกันและกัน การไม่ด่วนตัดสินและคาดโทษ ตลอดจนมีท่าทีพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเข้าอกเข้าใจเสมอ<a><sup>[7]</sup></a></p>



<p>การแสดงออกที่ว่าแทรกซึมอยู่ในหลากหลายแนวปฏิบัติ ไม่ว่าจะในการให้อิสระครูเพื่อริเริ่มปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมในการออกแบบแบบเรียนและหลักสูตรการศึกษา ไม่ถูก ‘หน่วยเหนือ’ จับผิดหรือรัดรึง การไม่เน้นลงโทษนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ แต่เน้นสร้างความเข้าใจและปรับพฤติกรรมผ่านข้อตกลงร่วมกัน การปฏิบัติต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน ทั้งความชอบ ความถนัด ข้อจำกัด และอุปนิสัยอย่างเท่าเทียม รวมถึงความโปร่งใสของข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาที่ผู้ปกครองในชุมชนเข้าถึงได้ง่าย</p>



<p>นอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจนี้จะเป็นกุญแจสู่การมีระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและก้าวหน้า วัฒนธรรมดังกล่าวยังสร้างความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนให้เด็กๆ ซึ่งต่อมาจะขยับขยายเป็นความผูกพันและไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมฟินแลนด์ด้วย</p>



<p>ในที่สุด การเห็นคุณค่าของความรู้สึกปลอดภัย การให้และได้รับโอกาส รวมถึงสายสัมพันธ์ในชุมชนนี้เองที่เป็นรากฐานของรัฐสวัสดิการที่มั่นคง</p>



<p>นอกจากนี้ ใน<a href="https://bookscape.co/interview-finnish-thai-teachers" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บทสัมภาษณ์หนึ่งของอิโลนา เลมุ</a>&nbsp;(Ilona Leimu) คุณครูชาวฟินแลนด์ เกี่ยวกับวัฒนธรรมดังกล่าว เธอยังย้ำว่านอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจจะสร้างรัฐสวัสดิการแล้ว ความรู้สึกว่า ‘ไม่ต้องประชันขันแข่งกับใคร’ ที่รัฐสวัสดิการมอบให้ ยังทำให้วัฒนธรรมนี้ยิ่งทรงพลัง</p>



<p>สำหรับเลมุ สวัสดิการรัฐในฟินแลนด์นั้น “อาจไม่ดีพร้อม แต่ก็ทำให้เราเบาใจได้ว่าถ้ามีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น จะมีคนดูแลเรา ฉันชอบนะที่ฟินแลนด์ไม่ใช่สังคมอุดมการแข่งขัน”</p>



<p>เธอยังยกตัวอย่างด้วยว่า การที่บุคลากรในโรงเรียนซึ่งรู้จักเด็กๆ ในโรงเรียนและชุมชนดีได้รับอิสระในการจัดการอาหารกลางวันด้วยความมุ่งมั่นช่วยเหลือเด็กๆ ที่มาจากครอบครัวต่างฐานะกันนั้นให้ผลลัพธ์อย่างไร</p>



<p>“ครั้งหนึ่งฉันเห็นเด็กคนหนึ่งได้พายสามชิ้น ขณะที่เพื่อนๆ ได้ชิ้นเดียว จึงรีบถามครูของเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เธอตอบว่าเพราะเธอรู้ว่าเขาต้องหิวที่บ้านอย่างไรล่ะ จากนั้น แผนกครัวจึงตั้งใจทำอาหารที่ดีเป็นพิเศษในวันจันทร์และวันศุกร์ เพราะเด็กหลายคนไม่ได้กินดีอยู่ดีนัก”</p>



<p>เธอเสริมว่า “ฉันดีใจที่ระบบการศึกษาของเราใส่ใจเรื่องนี้ คุณเห็นไหมว่าการดูแลกันและกันฝังอยู่ในระบบนี้อย่างไร สำหรับครอบครัวที่ไม่มีเงินซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ สิ่งนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง ถึงไม่ร่ำรวยก็จะไม่เดือดร้อน มันทำให้เด็กๆ รู้สึกว่า ‘เฮ้ พวกเขาพยายามดูแลเรานะ เราเชื่อใจพวกเขาได้’ มันอาจเป็นจุดเล็กๆ แต่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมนี้ทั้งหมด”</p>



<p>แต่แน่นอนว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเช่นนี้ย่อมไม่ง่ายดาย และจะเรียกร้องแรงกายแรงใจจากทุกภาคส่วน ทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรต่างๆ อย่างเป็นระบบ ตลอดจนการสร้างเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนด้วยความสม่ำเสมอ</p>



<p>กระนั้น การส่งเสริมการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อออกแบบนโยบายและจัดสรรงบประมาณอย่างรอบคอบ รวมถึงการเปิดโอกาสให้หน่วยเล็กๆ ในสังคมอย่างโรงเรียน นักเรียน และชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดหาและปรับปรุงคุณภาพอาหารกลางวันก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และอาจยับยั้งปัญหาที่พบในหลายประเทศซึ่งพยายามผลักดันให้มีอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนงบประมาณ การทุจริตในการบริหารจัดการ และปัญหา ‘ขยะอาหาร’ ซึ่งนับวันจะเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ</p>



<p>ขยะอาหารจากอาหารกลางวันโรงเรียนถ้วนหน้านั้นมาจากการเลือกรับประทานอาหารบางชนิดและความต้องการที่แตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน รวมถึงความรู้สึกว่าตนไม่มีส่วนตัดสินใจเกี่ยวกับอาหารโรงเรียน ทั้งนี้ยังมีปัญหาการสร้างแผลใจให้เด็กบางกลุ่มที่เห็นว่าเพื่อนๆ มีทางเลือกในการรับประทานอาหารมากกว่า โดยเฉพาะวัยรุ่นในโรงเรียนที่มีผู้เรียนจากครอบครัวต่างฐานะกันมากๆ ผู้ดูแลการจัดหาอาหารในโรงเรียนจึงต้องใส่ใจการแสดงท่าทีของตนไม่ให้เป็นการตอกย้ำช่องว่างระหว่างเด็กต่างกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การทิ้งอาหาร หรือกระทั่งการข่มเหงรังแกกันในโรงเรียนได้<a><sup>[8]</sup></a></p>



<p>นอกจากนี้ บทความ&nbsp;<a href="https://www.theguardian.com/education/2022/aug/04/children-who-get-free-school-meals-in-england-earn-less-as-adults-study-finds" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Children who get free school meals in England earn less as adults, study finds</em></a>&nbsp;ใน&nbsp;<em>The Guardian</em>&nbsp;ยังระบุว่าความอิ่มท้องของเด็กๆ วัยเรียนเป็นเพียงบันไดขั้นแรกสู่ความเท่าเทียมทางสังคมเท่านั้น เพราะเมื่อสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและเข้าสู่วัยทำงานจนมีอายุ 30 ปี เด็กๆ ที่เดิมได้รับอุดหนุนอาหารกลางวันโรงเรียนเพราะครอบครัวมีรายได้น้อยประสบความสำเร็จในชีวิตน้อยกว่าเด็กร่ำรวยในโรงเรียนเอกชนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนรูปแบบเดียวกันมาก โดยเด็กกลุ่มแรกมีรายได้เฉลี่ยปีละ 17,000 ปอนด์ ขณะที่เด็กกลุ่มหลังมีรายได้เฉลี่ยปีละ 71,000 ปอนด์ขึ้นไป ทั้งยังมีอัตราการเข้ามหาวิทยาลัยสูงกว่าด้วย</p>



<p>ยิ่งเห็นได้ชัดว่าความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันขบคิดในระยะยาว และคงยากจะแก้ไขได้ตลอดรอดฝั่ง หากสมการแรกอย่างการมีปัจจัยสี่ที่มีคุณภาพในวัยเริ่มต้นชีวิตยังลุ่มๆ ดอนๆ</p>



<p>เพราะหากวันหนึ่งๆ ของหลายคนเริ่มต้นที่อาหารมื้อแรก ความอิ่มท้องในวัยเรียนก็เป็นบันไดขั้นที่หนึ่งสู่ความพร้อมพัฒนาตนเองและสังคมในอนาคตเช่นกัน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><th scope="row"><a>↑1</a></th><td>รายงาน&nbsp;<a href="https://docs.wfp.org/api/documents/WFP-0000147725/download/?_ga=2.25581117.1032859007.1684033844-951542012.1684033844" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>State of School Feeding Worldwide 2022</em></a>&nbsp;โดยโครงการอาหารโลก (World Food Programme – WFP) ระบุว่ามีนักเรียนไทยที่เข้าถึงอาหารโรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพียงร้อยละ 63 ซึ่งน้อยกว่าช่วงเวลาก่อนการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ราวร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวของภาวะขาดแคลนอาหารในเด็กวัยเรียน ประเทศร่ำรวยหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร จัดหาอาหารโรงเรียนให้เพียงนักเรียนจากครอบครัวที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ต่ำเท่านั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาประกอบกับข้อมูลอื่นๆ ต่อไป</td></tr><tr><th scope="row"><a>↑2</a></th><td>อ้างอิงจาก<a href="https://www.thairath.co.th/tags/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หัวข้อข่าวเกี่ยวกับอาหารกลางวันโรงเรียนของไทยรัฐออนไลน์</a>&nbsp;และรายงาน&nbsp;<a href="https://thepotential.org/social-issues/school-lunch/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>มื้อกลางวันวันนี้ อนาคตของชาติกินอะไรอยู่?</em></a>&nbsp;โดย ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์</td></tr><tr><th scope="row"><a>↑3</a></th><td>จากหน้าแรกของ&nbsp;<a href="https://www.wfp.org/school-meals" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘School meals’</a>&nbsp;ในเว็บไซต์โครงการอาหารโลก</td></tr><tr><th scope="row"><a>↑4</a></th><td>จาก&nbsp;<a href="https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/240664-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>กรมอนามัย ห่วงวัยเรียน ‘อ้วน-เตี้ย’ เพิ่ม แนะโรงเรียนจัดชุดอาหารกลางวัน สร้างโภชนาการดี</em></a></td></tr><tr><th scope="row"><a>↑5</a></th><td>จาก&nbsp;<a href="https://www.theguardian.com/education/2020/mar/08/free-school-dinners-reduce-child-obesity-study-reveals" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Free school dinners ‘led to fall in childhood obesity rates’</em></a></td></tr><tr><th scope="row"><a>↑6</a></th><td>จากหน้า&nbsp;<a href="https://www.oph.fi/en/education-and-qualifications/school-meals-finland" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘School meals in Finland’</a>&nbsp;ขององค์การการศึกษาระดับชาติแห่งฟินแลนด์ (Finnish National Agency for Education – EDUFI)</td></tr><tr><th scope="row"><a>↑7</a></th><td>อ่านสรุปเนื้อหาหนังสือ&nbsp;<em>In Teachers We Trust</em>&nbsp;ฉบับภาษาไทยได้ที่<a href="https://bookscape.co/read-in-teachers-we-trust" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เว็บไซต์ bookscape</a></td></tr><tr><th scope="row"><a>↑8</a></th><td>จากหน้า&nbsp;<a href="https://noahwebstereducationalfoundation.org/pros-and-cons-of-free-lunch-programs/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘Pros and Cons of Free Lunch Programs’</a>&nbsp;ของมูลนิธิเพื่อการศึกษาโนอาห์ เว็บสเตอร์ (Noah Webster Educational Foundation)</td></tr></tbody></table></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/free-school-meals/">ข้าวหนึ่งคำสะเทือนถึงดวงดาว: เมื่อ ‘อาหารกลางวันโรงเรียน’ เป็นมากกว่าเพียงความอิ่มท้อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Sep 2022 06:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่หล่นหาย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65777</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัยเด็กเป็นความทรงจำอันแสนสุขของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับเด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/">101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-rich is-provider-soundcloud wp-block-embed-soundcloud wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย | 101 In Focus Ep.147 by 101 Podcast" width="750" height="400" scrolling="no" frameborder="no" src="https://w.soundcloud.com/player/?visual=true&#038;url=https%3A%2F%2Fapi.soundcloud.com%2Ftracks%2F1349237017&#038;show_artwork=true&#038;maxheight=1000&#038;maxwidth=750"></iframe>
</div></figure>



<p>วัยเด็กเป็นความทรงจำอันแสนสุขของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก สิ่งที่พบเจอในแต่ละวันคือความแปลกใหม่ คือบทเรียนแรก คือการทำความรู้จักโลกใบน้อยๆ ที่เขาจะเติบโตต่อไป</p>



<p>แต่การปรากฏกายของโควิด-19 ทำลายประสบการณ์หลายอย่างของเด็กปฐมวัย โลกของพวกเขาหดแคบเหลือแค่พื้นที่ในบ้าน บ้างเรียนรู้ผ่านจอ บ้างก็ต้องหยุดเรียนไปเลย</p>



<p>โลกที่หดแคบไม่เพียงทำให้พวกเขาหยุดเรียนรู้ แต่ทำให้พวกเขา ‘ถดถอย’ ทางการเรียนรู้</p>



<p>จากภาวะ ‘Learning Loss’ ที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัย อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กรุ่นนี้เป็น ‘Lost Generation’ หากปัญหานี้ไม่ถูกเหลียวแลจากระบบการศึกษา</p>



<p>101 In Focus สัปดาห์นี้จึงชวนคุยกันเรื่องปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็กปฐมวัย ผลร้ายที่จะตกค้างต่อพัฒนาการของเด็ก บทเรียนการจัดการการศึกษาในภาวะวิกฤต จนถึงทางออกที่จะฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็ก</p>



<p>ดำเนินรายการโดย ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์ กองบรรณาธิการ The101.world และ วจนา วรรลยางกูร บรรณาธิการ The101.world</p>



<p>……………….</p>



<p>อ่านเพิ่มเติม</p>



<p>สปอตไลต์<a href="https://www.the101.world/category/spotlights/education-spotlights/error-childhood/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</a></p>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://open.spotify.com/episode/43rIiqbGrA25ZB0txsd6hP?si=8jta3AycTWaUSDrt7zIZSA" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Spotify@4x.png" alt="" class="wp-image-247025"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://soundcloud.com/the101world/101infocus-ep147" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Soundcloud@4x.png" alt="" class="wp-image-247023"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://podcasts.apple.com/th/podcast/101-podcast/id1413595477?i=1000580401602" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Apple-Podcasts@4x.png" alt="" class="wp-image-247024"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/09/20220922-infocus-poster-1200x1200.jpg" alt="" class="wp-image-316298"/></figure>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/">101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Sep 2022 09:45:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[school readiness]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62975</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้ของมนุษย์คือช่วงปฐมวัย ในทุกว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/">วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้ของมนุษย์คือช่วงปฐมวัย ในทุกวันของเด็กเล็กคือการเรียนรู้โลกใหม่ ทำความรู้จักสิ่งรอบตัว ทำความเข้าใจสิ่งที่เขาเห็นทีละนิด</p>



<p>กลายเป็นโชคร้ายของเด็กยุคโควิดที่การเรียนรู้ของพวกเขาต้องหยุดชะงัก แม้ว่าคนทุกช่วงวัยจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดกันถ้วนหน้า แต่สำหรับเด็กเล็กนั้นผลร้ายกลับทวีคูณ</p>



<p>การว่างเว้นจากการเรียนรู้ไม่เพียงทำให้พวกเขาอยู่กับที่ แต่ทำให้การเรียนรู้ของพวกเขาถดถอยลง</p>



<p>ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ในเด็กปฐมวัยไทยช่วงโควิด-19 นี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัย&nbsp;<a href="https://research.eef.or.th/research/school-readiness/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โครงการสำรวจและประเมินความพร้อมเด็กปฐมวัยเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness)</a>&nbsp;ของ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง และคณะ ซึ่งเป็นการสำรวจความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กไทยทั่วประเทศ ก่อนขึ้นชั้น ป.1 และในช่วงที่เก็บข้อมูลเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีการปิดโรงเรียนในบางพื้นที่ ทางทีมวิจัยจึงถือโอกาสนี้เก็บข้อมูลความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กที่โรงเรียนปิด จนพบว่าการหยุดเรียนต่อเนื่องกันนานนับเดือนมีผลให้การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยถดถอยลง</p>



<p>แม้วันนี้สถานการณ์โรคระบาดจะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้ของเด็กเล็กยังไม่จางหาย สิ่งสำคัญคือการหาวิธีฟื้นฟูก่อนที่คนรุ่นนี้จะกลายเป็น ‘lost generation’ เมื่อพวกเขาโตไป</p>



<p>101 จึงคุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงเรื่องความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย ความรุนแรงของปัญหาการเรียนรู้ถดถอย และทางออกสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0923c9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-7-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงการสำรวจ&nbsp;</strong><strong>school readiness เริ่มต้นได้อย่างไร</strong></h3>



<p>โครงการนี้เริ่มจาก ดร.ไกรยส ภัทราวาท (ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา – กสศ.)&nbsp;ที่พยายามปักหมุดการทำงานกับคนสามช่วงวัยคือ เด็กปฐมวัย วัยรุ่น และวัยเข้าทำงาน ส่วนตัวผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย คุณไกรยสตั้งคำถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสถานการณ์เด็กปฐมวัยเป็นอย่างไร จึงต้องการให้สำรวจ school readiness ของไทย วัดทักษะเด็กปฐมวัยก่อนจะเข้า ป.1</p>



<p>ข้อดีของ school readiness คือโครงสร้างคำถามอนุญาตให้เราทำภาพใหญ่ได้ เราจึงเก็บข้อมูลเด็กเยอะมากและเก็บมาหลายปี ในปี 2563 เราเก็บข้อมูลเด็กประมาณ 9,000 คน ปี 2564 เก็บข้อมูลเด็ก 10,000 กว่าคน ปี 2565 เราตั้งใจจะเก็บข้อมูลเด็กประมาณ 13,000-15,000 คน แต่ทำได้ประมาณ 12,000 คน เพราะโควิดหนักมาก</p>



<p>ช่วงปี 2564 โควิดเริ่มมา เราจึงคุยกันในทีมว่าต้องปรับจังหวะการเก็บข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพว่าผลกระทบระหว่างเด็กในโรงเรียนที่ถูกปิดมากหรือน้อยนั้นแตกต่างกันไหม เป็นที่มาของการวัดเรื่องการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ซึ่งที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เป้าหมายหลักของโครงการ เป้าหมายแรกของเราคือการตอบโจทย์คำถามว่า ในหนึ่งวันที่เด็กไปโรงเรียนนั้นเด็กได้ทักษะแต่ละอย่างไปเท่าไหร่ หรือเฉลี่ยต่อสัปดาห์เด็กเรียนรู้อะไรเท่าไหร่</p>



<p>พอเกิดโควิดผมก็คุยกับทีมว่าจะเลื่อนการเก็บข้อมูลออกไป เพื่อรอให้โรงเรียนที่ถูกปิดนานๆ เริ่มเปิดเรียนก่อน และให้โรงเรียนที่ไม่ปิดได้เรียนเยอะกว่า ให้มีความแตกต่างระหว่างเด็กในโรงเรียนที่ปิดกับไม่ปิด</p>



<p>สิ่งที่เราพบคือ บางโรงเรียนปิด บางโรงเรียนไม่ปิด การที่ประเทศไทยสั่งปิดโรงเรียนในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากันทำให้เราใช้เป็นเครื่องมือการทดลองตามธรรมชาติ การที่รัฐบาลสั่งปิดพื้นที่ใดไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเรียนของเด็ก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ปกครอง ไม่เกี่ยวว่าสอนเด็กดีหรือไม่ดี แต่เป็นเพราะรัฐบาลจำเป็นต้องปิด เราก็ใช้สถิติมาช่วยบอกความต่างระหว่างการปิดและไม่ปิด สุดท้ายเราจึงมาใช้มอง learning loss</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>school readiness คืออะไร สำรวจเรื่องอะไรบ้าง</strong></h3>



<p>school readiness คือความพร้อมของเด็กก่อนเข้าระดับประถมศึกษา ดูว่าก่อนเข้า ป.1 เด็กควรมีทักษะอะไรบ้างเพื่อจะเตรียมความพร้อมให้เขาประสบความสำเร็จในการเรียนระดับประถมฯ เช่น ด้านคณิตศาสตร์ เด็กควรรู้จักตัวเลข รู้ว่าเลข 8 มากกว่าเลข 3 ด้านภาษา เด็กควรรู้จักตัวหนังสือ ฟังข้อความสัก 4-5 นาทีแล้วสามารถจับใจความได้ รู้จักคำง่ายๆ ที่เขาต้องรู้เพื่อไปเรียนต่อ</p>



<p>ในต่างประเทศมีงานวิจัยที่วัด school readiness ของเด็กในระยะยาว เขาวัดตอนเด็กอยู่อนุบาล 3 แล้วก็ตามไปดูเด็กตอน ป.5-ป.6 ซึ่งพบว่าเด็กที่มีความพร้อมตอนอนุบาล 3 เมื่อโตขึ้นแล้วจะมีปัญหาในการเรียนน้อยกว่า เราจึงค่อนข้างเชื่อมั่นว่าข้อมูลส่วนนี้เป็นสิ่งที่เราควรสำรวจ ซึ่งแบบทดสอบที่เราวัดไม่ยากมาก คือดูว่าเด็กจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างเพื่อเป็นฐานให้เขาเข้าเรียนในระดับประถมฯ แล้วก้าวไปข้างหน้าได้ นั่นคือคำว่า school readiness</p>



<p>นอกจากนี้เรายังวัดทักษะด้านความจำใช้งาน (working memory) ซึ่งกลายมาเป็นผลหลักในการวัดเรื่อง learning loss วิธีวัดคือเราจะให้เด็กดูตัวเลขประมาณ 10 วินาที แล้วอีก 10 วินาทีต่อมาเราถามว่าเห็นเลขอะไร โดยให้บอกเลขเรียงตามลำดับและให้บอกเลขเรียงจากด้านท้าย เช่นให้ดูเลข 3 กับ 5 ก็ต้องตอบว่า “3 กับ 5” และให้กลับด้านก็คือ “5 กับ 3” การจะตอบได้เขาต้องจำแม่นและต้องคิดย้อนกลับ ซึ่งก็มีทั้งเด็กที่ทำได้บ้างและเด็กที่ทำได้ไม่เยอะ เราเชื่อว่าเกิดจากการที่เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นทั้งจากที่โรงเรียนและที่บ้าน</p>



<p>บางคนถามว่าทำไมไม่วัดพวก growth mindset หรือ EF ด้วย ปัญหาคือแม้พอจะมีเครื่องมือที่ใช้วัดได้ แต่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรสูงมาก ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ในการวัดเด็กหมื่นคน เราจึงทำแบบทดสอบอย่างนี้</p>



<p>อีกส่วนหนึ่งคือเราไปถามครูและผู้ปกครองในเรื่องที่เราวัดโดยตรงไม่ได้ คือทักษะทางอารมณ์ของเด็ก (social emotional) เช่น ถามว่าเด็กบ่นบ่อยไหมว่ารู้สึกไม่มีใครรัก เด็กดื้อแค่ไหน พวกนี้เป็นคำถามมาตรฐานที่เราเอามาจากต่างประเทศ แต่เราต้องยอมรับว่าคำถามเหล่านี้เป็นความคิดเห็น ซึ่งมีความผิดพลาดสูง ความน่าเชื่อถือสู้การที่เราไปวัดเองไม่ได้ ฉะนั้นในงานวิจัยที่ผมเขียนก็จะไม่ได้ใช้มากนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเก็บข้อมูลแต่ละโรงเรียนต้องทำอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เราจะเก็บข้อมูลตั้งแต่เช้า เพราะช่วงบ่ายเด็กจะนอน พอคุยกับคุณครูเสร็จก็จะให้เด็กเข้ามาทีละคน โดยเราให้ทำแบบทดสอบและจัดเก็บข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ เด็กแต่ละคนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 20 นาที ในหนึ่งห้องเรียนเราจะเก็บข้อมูลประมาณ 15 คน ปีล่าสุดจะมีปัญหาค่อนข้างมากเพราะโควิด โรงเรียนเปิดบ้างไม่เปิดบ้าง ผู้ปกครองบางคนก็ยังไม่ให้เด็กไปโรงเรียน เก็บข้อมูลบางครั้งได้ไม่ถึง 15 คน โดยเฉพาะทางภาคอีสานที่มีโรงเรียนขนาดเล็กเยอะมาก การสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ที่ภาคอีสานเป็นหลัก เพราะในหนึ่งจังหวัดเราตั้งเป้าว่าเราจะเก็บข้อมูลจาก 35 โรงเรียนเพื่อให้ได้เด็กประมาณ 500 คน บางจังหวัดในภาคอีสานต้องเก็บข้อมูล 45 โรงเรียน เพราะเด็กไม่พอ บางห้องมีเด็ก 5-6 คน ขณะที่ภาคใต้ซึ่งก็มีโรงเรียนขนาดเล็กมาก แต่แทบไม่เกิดปัญหาแบบนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71d96b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/LINE_ALBUM_srs5_๒๒๐๘๒๓_17-1200x900-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนทำโครงการนี้ ได้ตั้งสมมติฐานล่วงหน้าไหมว่าจะเจออะไร</strong></h3>



<p>เราเพียงแต่อยากรู้สถานการณ์ว่าอะไรที่เด็กรู้และอะไรที่เด็กไม่ค่อยรู้ ซึ่งต้องระวัง ไม่ได้หมายความว่าพอเด็กไม่รู้สิ่งนี้แล้วเราก็ไปสอนสิ่งนี้เพิ่มอย่างเดียว ความยากคือการทดสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยมันสะท้อนปัญหา แต่โลกจริงๆ ของเด็กใหญ่กว่านั้น การทดสอบนี้เราคาดหวังว่าจะสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องอะไรที่เด็กยังขาดตกบกพร่องอยู่</p>



<p>นอกจากนี้คือการมีข้อมูลเชิงพื้นที่ กสศ. ต้องการเก็บข้อมูลทั้งประเทศ แต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร จังหวัดไหนที่มีปัญหาเยอะ ซึ่งพอมีโควิดก็เป็นโอกาสให้เราศึกษาเรื่อง learning loss แต่ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาในการเปรียบเทียบแต่ละจังหวัด ลองคิดดูว่าระหว่างจังหวัดที่เราเพิ่งเก็บข้อมูลไปจะเอาไปเปรียบเทียบกับจังหวัดที่เก็บข้อมูลก่อนโควิด ก็ลักลั่นกันพอสมควร ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปเป็นประเด็นที่เราต้องคิดต่อในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อได้ข้อมูล&nbsp;</strong><strong>school readiness ทั่วประเทศแล้ว มีเรื่องใดไหมที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าผลจะออกมาแบบนี้</strong></h3>



<p>เรื่องที่เซอร์ไพรส์ผมคือ ปรากฏว่าทักษะด้านคณิตศาสตร์ของเด็กดีกว่าทักษะด้านภาษา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเครื่องมือเราง่ายกว่าหรือเปล่า อีกเรื่องคือหลายฝ่ายกังวลเรื่องเด็กแคระแกร็น แต่ปรากฏว่าพอเอาน้ำหนักกับสูงส่วนทั่วประเทศมาดู เรื่องเด็กแคระแกร็นหรือเด็กเตี้ยเกินไปไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยกเว้น 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่ชัดเจนที่สุด อย่างที่สงขลามีบางพื้นที่ซึ่งปัญหาค่อนข้างชัดเจนแต่ไม่ใช่ทั้งจังหวัด ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในระดับที่ไม่ใช่ปัญหาพิเศษอะไรนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากการสำรวจข้อมูลเด็กทั่วประเทศ พบข้อมูลส่วนไหนที่น่าสนใจ</strong></h3>



<p>ถ้าถามว่าผลการศึกษาส่วนไหนที่จับต้องได้มากที่สุดก็คงเป็นเรื่อง learning loss ที่สุดท้ายเราเอามาทำวิจัยได้ นอกจากนี้มีแบบทดสอบหนึ่งที่เราเพิ่มเข้าไป คือเราถามเด็กว่ารู้จักตัวหนังสือภาษาอังกฤษหรือเปล่า ในมุมหนึ่งอาจมากไปหากเราจะคาดหวังให้เด็กรู้ แต่ถ้ามองไปยังอนาคตคงเลี่ยงไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษสำคัญ แหล่งความรู้อยู่ที่ภาษาอังกฤษ แต่เด็กของเราแทบไม่ได้ภาษาอังกฤษเลย เด็กอนุบาล 3 ทั่วประเทศส่วนใหญ่ยังได้รับการกระตุ้นทักษะทางภาษาไม่มากพอ กิจกรรมที่ครูทำยังไม่มากพอ ชนบทก็ยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</p>



<p>อีกเรื่องที่เราเห็นจากการไปสังเกตห้องเรียนคือครูยังตีเด็กอยู่พอสมควร ขนาดในวันที่เราซึ่งเป็นคนข้างนอกเข้าไปเขาก็ยังตี</p>



<p>แล้วขณะที่เราเข้าไปทำการทดสอบต่างๆ กับเด็ก เราก็ถามครูด้วยว่า คุณครูคิดว่าเด็กทำได้ไหม สมมติเด็กทำได้แค่ครึ่งเดียว แต่ครูจะตอบว่าทำได้เกือบทั้งหมด ก็เป็นข้อสังเกตสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ใช่ฟังรายงานจากครูเพียงอย่างเดียว ครูอาจจะรู้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไรแต่ตอนเขียนรายงานก็อีกเรื่องหนึ่ง จึงต้องเข้าไปดูด้วย ประโยชน์ของการเก็บข้อมูล school readiness คือเราเป็นบุคคลที่สามซึ่งเข้าไปสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้น สามารถนำสิ่งที่พบจากการสังเกตไปเทียบกับรายงานในระบบได้ น่าจะช่วยให้เราเห็นภาพที่ถูกต้องมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-13e920"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-9-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้แตกต่างกัน</strong></h3>



<p>ทางทฤษฎีมีอยู่ 3 อย่าง คือ บ้าน โรงเรียน และชุมชน ซึ่งผมคิดว่าบ้านกับโรงเรียนสำคัญ บ้านหมายถึงพ่อแม่ การเลี้ยงดู อุปกรณ์สิ่งของที่มีซึ่งจะสร้างความรู้นำไปสู่ทักษะที่ต่างกัน วิธีการเลี้ยงดูก็สำคัญไม่น้อย</p>



<p>ถามว่าในปัจจัยเหล่านี้อะไรสำคัญกว่ากัน จากข้อมูลเราไม่สามารถแยกได้ขนาดนั้น แต่ผมคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกันพอสมควร บางคนอาจจะบอกว่าบ้านสำคัญกว่าโรงเรียนมาก ผมต้องบอกว่าก็ไม่เชิง เพราะถ้าบ้านสำคัญกว่าโรงเรียนมาก โควิดคงไม่ทำให้เกิด learning loss เมื่อโรงเรียนปิด สมมติมองความสำคัญว่าบ้าน 80% โรงเรียน 20% พอโรงเรียนปิดก็ต้องหายไป 20% ใช่ไหม แต่ที่จริงหายไปมากกว่านั้น</p>



<p>learning loss บอกเราว่าการเรียนรู้ที่บ้านสำคัญ แต่ยังทำได้ไม่ดี ช่วงโรงเรียนปิด เด็กอยู่บ้านตลอด แต่ใช่ว่าผู้ปกครองจะมีเวลาให้เด็กตลอด เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเลิกทำทุกอย่างแล้วมาสอนลูกตัวเอง ผมเองก็ทำไม่ได้ นอกจากนี้คนที่ไม่มีความรู้เลยเขาจะสอนลูกอย่างไร หลายคนบอกว่าสอนเด็กอนุบาลง่ายนิดเดียว ตัวความรู้ง่ายแหละ แต่วิธีสอนไม่ง่าย ไม่ใช่ว่าจะไปชี้บอกเด็กว่า 1+1=2 แล้วจบ เด็กเล็กเขาไม่สน ครูจึงต้องมีทักษะ ครูปฐมวัยเป็นครูที่มีความท้าทายเพราะต้องสอนคนที่ไม่มีอะไรเลยให้รู้อะไรบางอย่าง เขาต้องมีเทคนิค มีกระบวนการ มีวิธีการว่าจะกระตุ้นอย่างไร จึงไม่ง่ายที่จะทำให้การเรียนรู้ที่บ้านทำได้มีประสิทธิภาพ</p>



<p>การสร้างการเรียนรู้ที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังทำได้ไม่มากพอ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ต้องกังวลเรื่องโควิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจัยเรื่องฐานะส่งผลต่อความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กไหม</strong></h3>



<p>มีผล เพียงแต่ว่าจากการศึกษานี้เราสามารถเห็นได้แค่ในระดับหนึ่ง ในครอบครัวที่ฐานะยากจน ส่วนมากผู้ปกครองมักมีการศึกษาไม่สูงนักและมีวิธีการเลี้ยงที่ไม่ดีนัก จึงแยกได้ยากว่าเกิดปัญหาเพราะความรู้ในการเลี้ยงเด็ก หรือเพราะยากจนก็เลยซื้อของเล่นและหนังสือให้ไม่ได้ หรือเพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ เรารู้ว่าเมื่อยากจนแล้วมีปัญหาแน่ แต่เป็นปัญหาเพราะเรื่องใดนั้นเป็นคำถามที่ไม่ง่ายเลย ต้องศึกษากันต่อไป ผมเชื่อว่าเรื่องสิ่งของอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย แต่เรื่องวิธีการเลี้ยงดู คุณภาพในการเลี้ยงดูอาจสำคัญยิ่งกว่า</p>



<p>เรากำลังมีโครงการใหญ่กับ กสศ. คือเราจะไปสอนผู้ปกครองในชนบทเรื่องการอบรมเลี้ยงดู โดยใช้เครื่องมือจากต่างประเทศที่เขาพิสูจน์ว่าทำงานได้ดีในชนบท โดยเราจะส่งคนไปเยี่ยมผู้ปกครองทุกสัปดาห์ ครั้งละหนึ่งชั่วโมง โดยแต่ละครั้งที่ไปจะเตรียมอุปกรณ์และมีแผนว่าวันนี้จะไปเล่นกับผู้ปกครองและเด็กอย่างไรบ้าง ลึกๆ เราเชื่อว่าเขาขาดองค์ความรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง โครงการนี้จะมาตอบโจทย์ว่าคนขาดความรู้ในการเลี้ยงเด็กจริงหรือเปล่า แล้วนำข้อมูลไปประกอบกับข้อมูลชุดอื่นเพื่อจะเห็นว่าปัจจัยอะไรกันแน่ที่สำคัญ</p>



<p>ความยากจนมีผลแน่นอน แต่มันส่งผลมาทางไหน นั่นหมายถึงการแก้ไขก็ต้องใช้นโยบายแตกต่างกันไป ไม่ใช่ว่าเรารู้ว่าความยากจนคือปัญหา แล้วจะรู้ว่านโยบายที่ดีคืออะไร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีโรงเรียนใดไหมที่ผลโดยรวมออกมาดีมาก แล้วเขามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เด็กมีความพร้อมที่ดี</strong></h3>



<p>ข้อมูลของเราไม่ได้ดูรายโรงเรียน แต่จากการสังเกตผมคิดว่าวุฒิการศึกษาของครูไม่ได้มีผลมาก และหากดูข้อมูลชุดอื่นๆ อย่างข้อมูลโอเน็ตชั้นประถมฯ จะเห็นว่าโรงเรียนเอกชนทำได้ดีกว่า ส่วนหนึ่งคำอธิบายหลักๆ ของผมคือว่า เป็นเพราะเด็กเล็กนอกจากจะเรียนรู้ผ่านความรู้แล้วยังมีเรื่องการดูแลเอาใจใส่ สิ่งหนึ่งที่โรงเรียนเอกชนโดยทั่วไปดีกว่าโรงเรียนรัฐคือความเอาใจใส่ ซึ่งเป็นการมองในภาพรวมเพราะทุกอย่างมีข้อยกเว้นหมด ส่วนขนาดของห้องเรียนก็มีผลบ้างแต่ไม่ได้ชัดเจนมาก</p>



<p>โรงเรียนเอกชนมักทำได้ดีในความรู้ระดับที่ไม่สูงมาก แต่ในทางกลับกันคะแนนโอเน็ตเด็ก ม.6 โดยเฉลี่ยโรงเรียนเอกชนจะได้คะแนนน้อยกว่าโรงเรียนรัฐ เหตุผลอาจเพราะเด็กย้ายออก โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดการในระดับมัธยมปลายได้ อาจเพราะการผลิตเด็กมัธยมมีต้นทุนที่สูง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c1cebc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-2-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ระหว่างการเก็บข้อมูลเกิดการระบาดของโควิด</strong><strong>-19 จึงทำให้โรงเรียนปิด นำมาสู่ข้อค้นพบเรื่องการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ของเด็กปฐมวัยจากการไม่ได้ไปโรงเรียน หากจะอธิบายง่ายๆ learning loss ในงานวิจัยนี้คืออะไร</strong></h3>



<p>คำว่า learning loss นี้คือเราพยายามวิเคราะห์ข้อมูลว่า ทักษะของเด็กคนหนึ่ง ณ วันที่เราไปวัดนั้นต่ำกว่าทักษะที่ควรจะเป็นของเขา ณ วันเดียวกัน</p>



<p>สิ่งที่ยากคือทักษะที่ควรจะเป็นของเขามาจากไหน ซึ่งส่วนนี้เราได้จากการสังเกต เรามีข้อมูล เราเปรียบเทียบกลุ่มเด็กที่โรงเรียนไม่ถูกปิดและกลุ่มเด็กที่โรงเรียนถูกปิดยาวนาน แล้วเรามีการจัดการทางสถิติหลายอย่าง เพื่อดูว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนมีผลออกมาต่ำกว่าเด็กที่ได้เรียนเท่าไหร่</p>



<p>การที่เขาไม่ได้เรียนนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการที่เขาเลือกจะไม่เรียน แต่เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียน ฉะนั้นเขาไม่ใช่เป็นคนที่ไม่อยากเรียน ถ้าเขาไปโรงเรียนได้ก็อาจมีทักษะเหมือนเด็กกลุ่มที่โรงเรียนไม่ปิด</p>



<p>อธิบายง่ายๆ คือทักษะของเด็กคนนี้เมื่อไม่ได้ไปโรงเรียนหายไปแค่ไหน เมื่อเทียบกับการที่เขาได้ไปโรงเรียน โดยอาศัยเครื่องมือทางสถิติ ซึ่งมีการสั่งปิดของภาครัฐเป็นเครื่องมือในการวัดผลออกมา</p>



<p>ตอนนี้เราใช้ข้อมูลปี 2564 ส่วนที่ปิดโรงเรียนเกิดที่สมุทรสาครเป็นหลัก ตอนนั้นปิดไปหนึ่งเดือนกว่า ซึ่งพอจะทำให้เห็นผลความต่าง ถ้าจะให้บอกเป็นปริมาณก็ตีว่าถ้าเด็กไปโรงเรียนหนึ่งเดือนเขาควรจะได้สัก 100 แต่พอโรงเรียนปิดเขาจะได้ไม่ถึง 10 ซึ่งหายไปเยอะอยู่ แล้วเด็กเล็กน่าจะหนักกว่าเด็กวัยอื่น เพราะธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กเล็กต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิสัมพันธ์กับคน โดยเฉพาะกับครู ฉะนั้นมันยากมากที่เขาจะไปเรียนผ่านระบบออนไลน์แล้วเกิดประสิทธิภาพ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในงานวิจัยนี้มีข้อมูลอะไรที่มาชี้ชัดว่าการเรียนรู้ของเด็กถดถอยลงช่วงโควิด</strong></h3>



<p>การมองแบบนักเศรษฐศาสตร์อย่างพวกผม คือการบอกขนาดของการเรียนรู้ที่หาย เพราะเรารู้ว่ามันหาย แต่ไม่รู้ว่าหายไปเท่าไหร่ ซึ่งก็น่ากังวลอยู่ที่หายไปถึงกว่า 90% &nbsp;เราจำเป็นต้องมีตัวเลขเพื่อจะบอกว่าเยอะหรือน้อย</p>



<p>นอกจากนี้ เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำหลักการที่ว่าโควิดกระทบทุกคนในเรื่องของ learning loss คนที่เคยได้เปรียบก็ไม่ค่อยได้เปรียบนักในช่วงนั้น เด็กที่เคยเรียนพิเศษก็โดนกันถ้วนหน้า เป็นเรื่องที่ถ้าไม่ได้วิจัยคงไม่เห็น และเรายังไม่เห็นสัญญาณว่าการมีหรือไม่มีคอมพิวเตอร์จะส่งผลอะไรมากนักต่อ learning loss ของเด็กเล็ก การมีคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กเจอ learning loss น้อยกว่าคนอื่นนัก ซึ่งสำหรับเด็กอนุบาลอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ยังไม่ใช่ประเด็นหลัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้ถดถอยที่เกิดจากโควิดแตกต่างจากการถดถอยในช่วงปิดเทอมที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนไหม</strong></h3>



<p>งานวิจัยนี้พยายามให้เหตุผลว่ามันต่าง แน่นอนว่าช่วงปิดเทอมเด็กก็ไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ว่าช่วงปิดเทอมคนมีฐานะก็ส่งลูกไปเรียนพิเศษ เวลาเกิด summer slide ช่วงปิดเทอม การเรียนรู้ของเด็กที่มีฐานะอาจจะลดหรือไม่ลดก็ได้ เพราะก็ได้ไปเรียนอยู่ดี แต่คนที่ไม่มีฐานะไม่ได้ไปเรียน การลดลงนี้จึงจะมีช่องว่าง ส่วนช่วงโควิด ไม่ว่าเด็กมีฐานะหรือไม่มีฐานะก็โดนทั้งคู่ เพราะช่วงนั้นแม้แต่ที่เรียนพิเศษก็ไม่กล้าเปิด</p>



<p>ช่วงปิดเทอมการเรียนรู้ไม่ได้หายไปทุกคน แต่ช่วงโควิดหายกันทุกคน เด็กในครอบครัวที่มีฐานะก็กระทบไม่น้อยจากโควิด เพียงแต่ว่าพอหมดโควิด คนมีฐานะคงฟื้นคืนได้เร็วกว่า โดยให้เด็กไปเรียนพิเศษ ไปทำกิจกรรมมากขึ้น เพราะฐานะที่ดีกว่าทำให้เขามีแนวทาง มีช่องทาง มีทรัพยากรที่จะทำมากกว่า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากที่เห็นผลการศึกษาเรื่อง&nbsp;</strong><strong>learning loss อาจารย์มองว่าปัญหานี้รุนแรงแค่ไหน</strong></h3>



<p>รุนแรงครับ ข้อเสียคือปีที่ผ่านมาช่วงที่โรงเรียนปิดยาวๆ เราเก็บข้อมูลได้ลำบาก เพราะโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าไปจึงยังไม่ได้วิเคราะห์ว่าเมื่อปิดโรงเรียนนานๆ แล้วจะเป็นอย่างไร แต่เราจะเห็นว่าช่วงปี 2563 ก่อนเกิดโควิด เมื่อเทียบกับช่วงปี 2564 ที่เริ่มมีการปิดโรงเรียน ผลปรากฏว่าทักษะด้านความจำใช้งาน (working memory) ของเด็กหายไปเยอะ เพราะเราเชื่อว่าความจำใช้งานไม่ได้ถูกสร้างด้วยการสอนโดยตรง แต่ถูกสร้างผ่านการทำกิจกรรม ถูกกระตุ้นในการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ สมองก็พัฒนาความจำ แล้วสมองก็พัฒนาการไปดึงความจำนั้นมาใช้งาน ฉะนั้นพอไม่ไปโรงเรียนก็ไม่แปลกที่ผู้ปกครองจะไม่รู้วิธีกระตุ้นเลย คือมันไม่สามารถจะมานั่งสอนกันได้ ทักษะด้านคณิตศาสตร์ของเด็กก็หายไปเยอะ อาจจะสะท้อนว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีสอนคณิตศาสตร์ก็ได้ เมื่อเทียบกับทักษะด้านภาษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09e67c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-1-1200x883-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากภาพที่ 1 นี้ แสดงสัดส่วนเด็กหางแถวช่วงก่อนและหลังโควิด สีแดงเข้มคือมีปัญหามาก เราวัดโดยเอาคะแนนของปี 2563 ที่ไม่ได้มีผลจากโควิด แต่ตัดสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ออก เพราะพื้นที่มีลักษณะเฉพาะ เราวัดคะแนนรวมคิดเป็น 100% แล้วเอาคะแนนมาเรียงลำดับทำเป็นเปอร์เซ็นไทล์ และดูว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 คือเท่าไหร่ แล้วใช้เป็นเกณฑ์ว่าคะแนนใครที่ต่ำเท่านี้หรือต่ำกว่านี้คือเรียกว่า bottom ten หรือเด็กหางแถว จากนั้นจึงดูว่าในแต่ละจังหวัดมีเด็กหางแถวที่ว่านี้เท่าไหร่ ซึ่งในปี 2565 ที่โรงเรียนปิดยาวนานมากจะเห็นสีแดงเพิ่มขึ้นชัดเจน ผมยังบอกไม่ได้ว่าขนาดเท่าไหร่ ต้องวิเคราะห์เพิ่ม แต่อย่างน้อยภาพนี้สะท้อนว่ามันเกิดขึ้นจริง</p>



<p>ถามว่าปิดโรงเรียนไปนานแค่ไหนถึงจะเกิด learning loss… ไม่รู้ ถ้าปิดไปสัก 1-2 สัปดาห์อาจจะฟื้นได้ ปิดไปหนึ่งเดือนก็ไม่แน่ว่าจะฟื้นได้ไหม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปิดไปนานมาก เราคงต้องคุยกันเรื่องฟื้นคืนอีกพอสมควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ee97b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-2-1200x874-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 2</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และจากภาพที่ 2 อันนี้เราวัดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาภายในจังหวัด โดยที่เอาคะแนนของคนที่อยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 หารด้วยคนที่อยู่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 ของแต่ละจังหวัด ถ้าตัวเลขออกมาเยอะก็คือตัวเลขห่างกันมาก หมายถึงมีความเหลื่อมล้ำกันมาก ซึ่งเราแทนด้วยสีแดง ส่วนสีน้ำเงินคือเหลื่อมล้ำน้อย</p>



<p>น่าสนใจว่าในปี 2565 ไม่ใช่เพียงว่าคะแนนเด็กแย่ลง แต่คะแนนของเด็กในจังหวัดเดียวกันก็มีความแตกต่างกันมากขึ้น ในมุมกลับอาจบอกว่า ช่วงที่โรงเรียนปิดนี้เด็กบางคนอยู่ที่บ้านแล้วได้เรียนรู้มากกว่าเด็กบางคน เด็กบางคนอยู่บ้านแล้วอาจไม่ได้อะไรเลย ช่องว่างของคนที่ได้คะแนนมากกับคนที่ได้คะแนนน้อยจึงถ่างออกมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเด็กขาดการเรียนรู้ไปช่วงหนึ่ง เมื่อเทียบกันแล้วเด็กปฐมวัยจะได้รับผลกระทบมากกว่าเด็กโตไหม</strong></h3>



<p>ถ้าขาดการเรียนรู้แบบ 100% เหมือนกันก็อาจจะหนักเหมือนกัน แต่ผมเข้าใจว่าช่วงปิดเรียนบางโรงเรียนเขาก็สอนออนไลน์ให้เด็กโต และผมคิดว่าประสิทธิภาพของการเรียนออนไลน์อาจจะเพิ่มขึ้นตามอายุ เด็กโตขึ้นมาหน่อยก็อาจจะรู้จักรับผิดชอบ ทนดูจอได้มากหน่อย โดยไม่ต้องอาศัยผู้ใหญ่นัก แต่การเรียนออนไลน์สำหรับเด็กเล็ก มันไม่ใช่ทรมานแค่เด็ก แต่ทรมานพ่อแม่ด้วย พ่อแม่แทบไม่ได้ทำอะไรต้องมานั่งเรียนกับลูก ส่วนเด็กโตเขาทำเองได้ ฉะนั้นความยุ่งยากซับซ้อนและประสิทธิภาพมันต่างกัน ดังนั้นในเด็กเล็กจึงเกิด learning loss มากกว่า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มองเรื่องการเรียนออนไลน์ในเด็กเล็กอย่างไร ได้ผลแค่ไหน</strong></h3>



<p>ผมไม่ได้คาดหวังกับประสิทธิภาพของมันมากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มันยากอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่บอกว่าเด็กเรียนรู้ผ่านสื่อพวกนี้ได้น้อยมาก แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธไม่ให้ทำเลย เพราะโรงเรียนกับเด็กยังต้องรักษาความสัมพันธ์กัน ต้องเจอกันบ้าง แต่อย่าไปคาดหวังมาก อย่าไปคาดคั้นผู้ปกครอง ถ้าเขาอยากจะพาลูกเข้าเรียนออนไลน์บ้างไม่เข้าบ้าง อย่างน้อยให้เด็กไม่ลืมครู ครูไม่ลืมเด็ก เด็กไม่ลืมโรงเรียน เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องสร้างไว้เพื่อเมื่อได้กลับมาแล้วจะรื้อฟื้นไม่ยาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00442c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-4-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากเสียงสะท้อนของครูและผู้ปกครองช่วงโควิด อะไรเป็นปัญหาของเขามากที่สุด</strong></h3>



<p>การสอนออนไลน์ไม่ใช่ว่าง่าย แรกๆ ครูก็ต้องปรับตัวเยอะ ครูอนุบาลถูกสอนมาให้ทำสื่อทำกิจกรรม พอต้องไปสู่โหมดเล่าให้เด็กฟังอย่างเดียวก็ปรับตัวลำบาก แต่ครูอาจจะไม่โดนหนักเท่าผู้ปกครองที่โดนผลกระทบเยอะมาก เพราะผู้ปกครองต้องมานั่งเรียนกับลูกทั้งที่ก็ยังต้องทำงาน</p>



<p>ฉะนั้น เมื่อรัฐบาลอนุญาตให้เปิด อย่างที่ ร.ร.สาธิตปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็กลับมาเปิดทันที ซึ่งผู้ปกครองก็ดีใจมาก เหตุผลจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่อง learning loss แต่เพื่อช่วยผู้ปกครองด้วย เพราะผู้ปกครองไม่ไหวแล้ว ถ้าใครต้องทำงานแล้วต้องดูลูกเล็กไปด้วยนั้นทรมานมาก เด็กเล็กเขาต้องการความสนใจตลอดเวลา เป็นธรรมชาติของเขา ต้องชื่นชมครูปฐมวัยว่าทำงานหนักมาก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของนักวิจัย นอกจากความถดถอยในทักษะต่างๆ ตามที่ปรากฏในรายงานแล้ว มีเรื่องอื่นที่สังเกตเห็นจากการลงพื้นที่ไหม</strong></h3>



<p>ที่อยู่ในงานวิจัยก็ชัดเจนว่าเป็นความถดถอยเรื่องความรู้ แต่ส่วนอื่นที่เห็นคือ เด็กกล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำน้อยลง ก่อนหน้านี้เวลาลงพื้นที่ โดยเฉพาะในที่ที่เขาตั้งใจสอนหน่อย เด็กก็จะคุยกับเรา ผมคิดว่าทักษะเหล่านี้หายไป เรื่องความมั่นใจในตนเองและทักษะทางภาษาก็อาจจะน้อยลง</p>



<p>การที่เขาขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและไม่ได้เจอคนอื่นเป็นเวลานาน อาจทำให้ความกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นลดน้อยลงไป ก็ต้องดูกันต่อในระยะยาวว่ามีผลยาวแค่ไหน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในงานวิจัยมีการสำรวจด้วยว่าที่บ้านเด็กมีหนังสือนิทานหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญกับการเรียนรู้อย่างไร</strong></h3>



<p>โดยส่วนใหญ่บ้านที่มีหนังสือมากกว่า เด็กก็มักจะมีทักษะที่สูงกว่า แต่ผมไม่อยากสรุปเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะหนังสือเด็กเลย ไม่ใช่ว่ามีหนังสือแล้วจะไม่ดี แต่หมายความว่าบ้านที่มีหนังสือนิทานมากกว่าก็มักจะมีอย่างอื่นที่ดีกว่าด้วยเสมอ มักจะเลี้ยงดูดีกว่า มีของเล่นมากกว่า เราเลยบอกไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะหนังสือ สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือบ้านที่ลงทุนและดูแลเอาใจใส่ดีกว่าจะทำให้เด็กมีทักษะที่ดีกว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-816c9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-3-1200x877-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 3</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-021ce1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-4-1200x877-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 4</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงการ </strong><a href="http://riece.org/about/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>RIECE Thailand</strong></a><strong> ก็มีกิจกรรม ‘พานิทานกลับบ้าน’ ที่ให้เด็กเล็กยืมนิทานกลับไปให้ผู้ปกครองอ่านให้ฟัง มีข้อค้นพบอย่างไร</strong></h3>



<p>จากโครงการนี้เราติดตามเก็บข้อมูลจากเด็กประมาณพันกว่าคน เริ่มตั้งแต่ 1 ขวบ ส่วนใหญ่เริ่มที่ 2-3 ขวบ ตามเก็บข้อมูลเด็กคนเดิมมาเรื่อยๆ จนปีนี้เป็นปีที่ 8 จึงมีชุดข้อมูลที่เทียบกันได้เพราะเป็นข้อมูลกลุ่มตัวอย่างชุดเดิม ในภาพที่ 3 ถึง ภาพที่ 6 จะเห็นว่าช่วงก่อนหน้านี้ข้อมูลแต่ละปีจะเกาะกลุ่มกัน แต่พอมีโควิดเราจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน</p>



<p>จากภาพที่ 3 คือข้อมูลที่เราถามผู้ปกครองว่าอ่านหนังสือให้เด็กฟังมากน้อยแค่ไหนในแต่ละสัปดาห์แล้วนำมาเฉลี่ยตามอายุเด็ก โดยแยกปีที่เก็บข้อมูล กราฟนี้บอกเราว่าโดยปกติคนไทยในชนบทอ่านหนังสือให้เด็กฟังประมาณนี้ &nbsp;ตอนเด็กอายุ 3 ขวบน่าจะอ่านให้ฟังมากสุดแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดลงเพราะเด็กเริ่มโตขึ้น</p>



<p>จะเห็นว่าข้อมูลที่เก็บในปี 2016 หรือ 2559 สูงกว่าปกติ เพราะเราให้เด็กยืมนิทานกลับบ้านไป เป็นช่วงแรกๆ ที่เราทำโครงการที่มหาสารคามและกาฬสินธุ์ เราแนะนำคุณครูว่าให้เด็กยืมกลับบ้านนะ สิ่งที่เห็นคือผู้ปกครองอ่านนิทานให้ฟังเพิ่มชัดเจน</p>



<p>ถามว่าที่เราให้ยืมนิทานไปมีผลไหม ก็มีบ้างแต่ไม่มากอย่างที่ฝัน คือเห็นในทักษะด้านความเข้าใจในการฟัง (listening comprehension) พอเด็กฟังแล้วเด็กก็ตอบได้ดีขึ้นเล็กน้อย ผมคิดว่าการส่งเสริมการอ่านนั้นดี แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ ผมไม่เห็นด้วยถ้าจะบอกว่าทุกอย่างจบด้วยการอ่าน มันไม่จริง เพราะจิกซอว์มีอยู่หลายอย่าง การกระตุ้นให้คิด การทำกิจกรรม การอ่านเป็นส่วนหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ประกอบกันเพื่อจะสร้างคนคนหนึ่งให้มีคุณภาพ อ่านอย่างเดียวไม่มีทางพอ เราควรส่งเสริมการอ่าน แต่อย่าหวังกับมันเสียจนคิดว่าฉันทำอย่างเดียวแล้วพอ</p>



<p>อีกเรื่องที่น่าสนใจคือพอมีโควิด เด็กอยู่บ้านมากขึ้น แทนที่ผู้ปกครองจะอ่านให้ฟังมากขึ้น แต่ก็ไม่ เรื่องที่แย่กว่านั้นก็คือเด็กก็อ่านหนังสือเองลดลงด้วย (ภาพที่ 4) พอมีโควิดแทนที่เด็กจะอ่านหนังสือเองเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้ไปโรงเรียน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพอไม่ได้ไปโรงเรียนก็ไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่มีใครกระตุ้นให้อ่าน แม้ยังบอกสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้แต่กราฟบอกเราชัดเจน ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-397ecd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-5-1200x875-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 5</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b95482"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-6-1200x871-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 6</figcaption></figure></div></div></div>



<p>จากภาพที่ 5 เรื่องการทำการบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เก็บข้อมูลจากในชนบท เด็กจะทำการบ้านเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่พอมีโควิด ทั้งที่พอไม่ได้ไปโรงเรียนก็น่าจะต้องฝึกฝนเพิ่มขึ้น แต่กลายเป็นว่าเด็กทำการบ้านน้อยลง น่าเป็นห่วงว่ามันจะซ้ำเติมปัญหา</p>



<p>สิ่งเดียวที่เด็กทำเพิ่มคือการใช้โทรศัพท์และไอแพดมากขึ้น (ภาพที่ 6) แต่นี่เป็นเทรนด์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีนี้ ซึ่งข้อมูลนี้เราตัดเวลาเรียนออนไลน์ออกแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มองว่าปัญหา&nbsp;</strong><strong>learning loss ที่เกิดขึ้นช่วงโควิดสัมพันธ์กับปัญหาการศึกษาไทยที่มีอยู่ก่อนหน้าหรือเปล่า</strong></h3>



<p>ไม่ว่าเราจะดีกว่านี้หรือแย่กว่านี้ เราก็จะเจอ learning loss จากโควิดแน่นอน เพราะการศึกษาที่ดีคือการศึกษาที่ต้องไปเรียนออนไซต์ โรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่เด็กไปอยู่ที่นั่นแล้วเจอครูที่ดี ครูที่เก่ง กระบวนการที่ดี เราสู้โควิดไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้าการศึกษาของเราดีอาจทำให้เราปรับตัวได้ดีกว่านี้เมื่อโควิดมาถึง หรืออาจทำให้เราฟื้นคืนได้เร็ว</p>



<p>ถ้าถามว่าปัญหาของการศึกษาคืออะไร ก็คือเราไม่มีกรอบแนวคิดที่จะปรับตัวเพื่อรับเด็ก เราไม่ได้เป็น child center มากพอที่จะรู้ว่าเด็กมี learning loss นะ ฉะนั้นโรงเรียนจะปรับตัวไปหาเขา แต่ถ้าถามว่า learning loss จะเกิดไหมถ้าการศึกษาเราดีกว่านี้… เกิด ที่ต่างประเทศก็เกิด อเมริกาก็เกิดเยอะ สวิตเซอร์แลนด์ปิดแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็ยังเกิด เขาก็เลยแทบจะไม่ปิดโรงเรียนเลยระหว่างที่มีการระบาดของโควิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>learning loss ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดจะส่งผลในระยะยาวไหม</strong></h3>



<p>ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย ก็มีสองเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าเมื่อเกิด learning loss แล้วจะมีปัญหา</p>



<p>เรื่องแรก คำของ เจมส์ เจ. เฮกเมน (James J. Heckman – นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล) คือ ‘Skills Beget Skills’ หมายความว่าทักษะสร้างมาจากทักษะก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นถ้าทักษะของเด็กสูญเสียไปแล้ว ตอนอยู่ ป.3 เขาถดถอย พอขึ้น ป.4 เขาก็มีทักษะไม่เท่าเด็ก ป.4 สมัยก่อนๆ ถ้าครูไม่ปรับตัว สอนเด็ก ป.4 ชุดนี้ตามลำดับ 1 2 3 4 5 เหมือนปกติ จะเกิดช่องว่างที่เด็กไม่เข้าใจเยอะมาก ส่วนหนึ่งอาจจะใช้เวลาให้เด็กตามทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ถ้าเด็กกลับไปโรงเรียนรอบนี้แล้วเรียนไม่รู้เรื่องเลย เขาอาจยอมแพ้ ไม่เรียนแล้ว ไม่สนแล้ว นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงและผมคิดว่าเรายังทำน้อยเกินไป เราไม่ได้ผลักดัน ส่งเสริม หรือพัฒนาครูให้ teach at the right level ครูต้องถอยกลับลงมารับเด็กให้มากขึ้นในช่วงนี้ ต้องตระหนักว่าเด็กไม่พร้อม ครู ป.4 ต้องสอนแบบครู ป.3 ปลายๆ หรืออะไรที่คิดว่าสำคัญก็ต้องสอนซ้ำ ซึ่งถ้าทำก็จะดีขึ้น</p>



<p>เรื่องที่สอง ถ้าในระยะยาวเราไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วสมมติมีคนอยู่สามคน คือ คนที่เรียนจบก่อนจะมีโควิด คนที่โดนช่วงโควิด และคนที่โตทีหลังไม่โดนโควิด แล้วสุดท้ายสามคนนี้ต้องไปอยู่ในตลาดแรงงานพร้อมกัน คนที่เจอโควิดตอนเรียนซึ่งมีทักษะน้อยที่สุดก็จะซวยใช่ไหมครับ คนนี้จะเป็น lost generation สู้คนรุ่นก่อนหน้าหรือคนรุ่นหลังไม่ได้ เพราะในตลาดแรงงานเขาไม่ดูว่าคุณจบรุ่นไหน เวลาทำงานก็จะมีปัญหาได้ ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็อาจจะขาดหายไป นึกภาพว่าเด็กรุ่นนี้เจอโควิดไปสักกี่คน กี่ปีของการเรียน มันก็น่าจะส่งผลต่อผลิตภาพของประเทศในอนาคต นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องใส่ใจในการฟื้นคืนการเรียนรู้</p>



<p>นโยบายที่ผมอยากจะเสนอจริงๆ ง่ายมาก แต่ไม่ค่อยมีใครทำ ก็คือทำซัมเมอร์แคมป์ ช่วงปิดเทอมก็เปิดเรียนซะ สมมติเราปิดเรียนไป 6 เดือน ถ้าเชื่องานวิจัยของผม เด็กก็จะหายไปสัก 6 เดือน เรามีปิดเทอมใหญ่ครั้งละ 2 เดือน นั่นหมายความว่าเราต้องสอนซ้ำ 3 ปี เพื่อจะได้กลับมา 6 เดือน คิดเลขง่ายๆ แต่ก็ต้องเตรียมทรัพยากร ทำความเข้าใจ ไม่ใช่สอนทุกเรื่อง โฟกัสบางเรื่องอาจจะทำให้ใช้เวลาน้อยลง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีเด็กยากจนหรือในชนบทควรจะต้องทำมากกว่าในเมืองที่มีเด็กมีฐานะ เพราะเด็กที่มีฐานะเดี๋ยวเขาก็ไปเรียนพิเศษ ผมไม่ได้สนับสนุนการเรียนพิเศษนะ แต่เราไม่มีเหตุผลที่จะไปห้ามเขา สิ่งที่ต้องห่วงคือคนที่ไม่มีศักยภาพต่างหาก คนที่ไม่มีฐานะ คนที่อยู่ในชนบท ไม่มีทางเลือก นั่นต่างหากที่จะไม่มีโอกาสฟื้นคืน</p>



<p>สังคมต้องออกแบบร่วมกัน ทำซัมเมอร์แคมป์ให้สนุกก็ได้ สอนแค่วิชาหลักก็ได้ เราทำได้และไม่ต้องใช้ทรัพยากรเยอะเกินไป ซึ่งคุ้มที่จะทำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7436e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-8-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผู้กำหนดนโยบายควรมองปัญหา&nbsp;</strong><strong>learning loss อย่างไร</strong></h3>



<p>จริงจังกับมัน ถ้าเด็กหายไป 6 เดือน เราชดเชยได้ปีละ 2 เดือน ก็ต้องทำยาวๆ อย่าทำปีนี้ปีเดียว ถ้าคิดว่าจะทำแค่ 3 เดือนข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหา learning loss ผมคิดว่าเรากำลังหลอกตัวเอง ขั้นแรกเราต้องไม่หลอกตัวเองก่อน เราต้องรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ เพราะเราไม่สามารถยกระดับการศึกษาได้ภายในพริบตา เราไม่สามารถฟื้นคืนเด็กด้วยการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะมันไม่ทัน เราจึงต้องเพิ่มเวลาให้เขาและต้องใช้เวลายาวนาน ต้องวางแผน 3 ปี 5 ปี ว่าจากนี้ไปเราจะทำอย่างไรกับเด็ก</p>



<p>เราจะช่วยเขาอย่างไรให้กลับมาอยู่จุดที่ควรจะเป็น หรือดีกว่านั้นถ้าเป็นไปได้ อย่างน้อยเอาที่ควรจะเป็นก่อน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในระยะยาวมีข้อเสนออย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้</strong></h3>



<p>เรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษา หลายคนอาจหัวเราะแล้วบอกว่า “ก็รู้แล้ว” มันก็จริง แต่เป็นความท้าทายที่ต้องทำ สิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่แน่ใจก็คือ ถ้า ณ วันที่เรามีโควิด แล้วมุมมองทางการเมืองและสังคมของเราอยู่ในโหมดการกระจายอำนาจมากกว่านี้ เราจะเปิดเรียนได้มากกว่านี้หรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้</p>



<p>ในมุมหนึ่งผมเชื่อว่าการจะพัฒนาคุณภาพของการศึกษา สุดท้ายแล้วเราต้องกระจายอำนาจ ผมเชื่อว่าคนในท้องถิ่นจะตัดสินใจได้ดีกว่า การกระจายอำนาจไม่ได้หมายความว่าใครอยากสอนอะไรก็สอนนะ คุณก็ต้องสอนสิ่งที่มีประโยชน์แหละ ผมเชื่อว่าผู้ปกครองพร้อมที่จะเป็น stakeholder ที่สำคัญ แต่ที่ผ่านมาผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะแนวคิดแบบรวมศูนย์ของบ้านเราในช่วงนี้หรือเปล่า จึงทำให้มีการสั่งปิดโรงเรียนแบบหน้ากระดาน สั่งปิดเพราะแค่กลัวที่จะต้องรับผิดชอบหรือเปล่า ถ้าเรากระจายอำนาจมากพอ ผู้ปกครองมีส่วนร่วม และทุกคนพร้อมรับผิดชอบร่วมกัน สุดท้ายเด็กจะได้ไปโรงเรียนมากกว่านี้ไหม</p>



<p>น่าเสียดายว่ามีหลายแห่งที่ควรจะเปิดได้และไม่จำเป็นต้องปิด แต่ก็มีโรงเรียนที่อุบลราชธานีเขาเปิดแทบจะตลอดเลย ขณะที่โรงเรียนอื่นๆ รอบข้างปิด ผมชื่นชมเพราะไม่มีคำสั่งให้เปิด แต่ก็ไม่มีคำสั่งห้ามเปิด เขาก็ยังเปิดโรงเรียน ผู้ปกครองก็แฮปปี้</p>



<p>หวังว่าเราจะมีการกระจายอำนาจทางด้านการศึกษามากขึ้นเพื่อให้พัฒนา มันเป็นไม่กี่ทางที่จะทำให้โรงเรียนหรือสถานศึกษามีแรงจูงใจที่จะพัฒนาเด็กจริงๆ เพราะเมื่อเรารวมศูนย์แล้วแรงจูงใจก็ไม่ไปอยู่ที่เด็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่สุดแล้วคนที่อยู่กับเด็ก</strong><strong>-คนที่อยู่ในพื้นที่จะรู้ดีที่สุด</strong></h3>



<p>เรามักได้ยินข่าวเป็นระยะๆ ว่า ครูตีเด็ก ครูทำร้ายเด็ก ซึ่งเกิดขึ้นทุกที่ กรณีแบบนี้ถ้าเป็นโรงเรียนรัฐเขาก็ให้ย้ายไปที่อื่น แต่ถ้าเกิดพื้นที่ของท้องถิ่น อบต. หรือเทศบาล ครูก็อยู่ไม่ได้นะครับ พอผู้ปกครองมาที่เทศบาล นายกฯ ก็อยู่ไม่ได้ อย่างน้อยคือมีกลไกที่จะตอบสนองในสิ่งที่ควรต้องตอบสนอง แต่กลไกแบบรวมศูนย์มันไม่รู้จะตอบสนองตรงไหน ไม่มีแรงจูงใจตอบสนองในเรื่องที่ควรต้องตอบสนองแบบนี้ ผมว่ามันคือปัญหาใหญ่ของการศึกษา อย่างพอมีโควิดก็ทำให้ไม่ได้คิดว่าฉันจะทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนรู้ช่วงนี้ ตราบใดที่กระทรวงสั่งอย่างนี้แล้วทุกคนทำตามก็ไม่ผิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โควิดอาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่มันทำให้เราเห็นปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องแก้ให้ได้?</strong></h3>



<p>ใช่ โควิดแค่มากระทุ้งให้เราเห็นปัญหาบางอย่าง แต่ปัญหาใหญ่ของการศึกษาคือเรื่องแรงจูงใจในระบบการศึกษา ว่าระบบการศึกษาของเราตั้งใจพัฒนาเด็กแค่ไหนและใส่ใจจะพัฒนาเด็กแค่ไหน</p>



<p>ผมเชื่อว่าต้องมีสองเรื่องที่มาคู่กัน การแข่งขันในระบบการศึกษาจะต้องเข้มข้นขึ้นและต้องกระจาย เพราะการกระจายอำนาจอาจนำมาซึ่งการแข่งขัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเอาเด็กมาแข่งกันนะครับ แต่เหมือนบริษัทที่ต้องแข่งกันผลิตสิ่งที่ดีขึ้น เพราะเมื่อไม่มีการแข่งขันก็ไม่รู้จะทำให้ดีขึ้นไปทำไม นี่คือปัญหาเรื่องแรงจูงใจที่ทำให้ระบบการศึกษาเราเป็นอย่างนี้ ยังไม่มีแรงจูงใจมากพอที่คนในระบบการศึกษาจะทำเพื่อเด็กจริงๆ</p>



<p>การกระจายอำนาจและการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันจึงเป็นเครื่องมือไม่กี่อย่างที่มีโอกาสสร้างแรงจูงใจในระบบและทำให้คุณภาพดีขึ้น หลักสูตรก็เรื่องหนึ่งนะ แต่เปลี่ยนหลักสูตรอย่างไร ถ้าไม่แก้เรื่องแรงจูงใจก็ไม่มีทางแก้ปัญหาหรอก คนทั้งระบบยังหน้าตาเหมือนเดิม หลักสูตรเป็นแค่กระดาษ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน เวลาอยู่หน้ากระดานหรืออยู่กับเด็กต้องอาศัยแรงจูงใจในการทำงาน ตรงนั้นต่างหากที่ขาดหายไป หลักสูตรเป็นแค่ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ไปต่อเติม ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร ถ้าคนในระบบไม่มีแรงจูงใจหลักสูตรก็ช่วยไม่ได้</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/">วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลงทุนการศึกษาปฐมวัยให้คุ้มค่า ต้องลงทุนกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส</title>
		<link>https://www.eef.or.th/early-childhood-education/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2021 07:24:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=43961</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาระดับปฐมวัยมีความสำคัญมาก ดังที่รู้กันว่าขั้นตอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/early-childhood-education/">ลงทุนการศึกษาปฐมวัยให้คุ้มค่า ต้องลงทุนกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาระดับปฐมวัยมีความสำคัญมาก ดังที่รู้กันว่าขั้นตอนการเกิดทักษะต่างๆ ในชีวิตมีความเป็นพลวัตและมีลักษณะต่อยอด เสริมสร้างกันและกันเมื่อเวลาผ่านไป ทักษะในปัจจุบันจะช่วยสร้างทักษะในอนาคต และทักษะใหม่ในอนาคตที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นภูมิปัญญาส่งต่อไปสู่รุ่นลูกหลาน (Intergenerational Impact) ดังนั้น การสร้างทักษะ องค์ความรู้อันเป็นพื้นฐานสำหรับการต่อยอดทักษะด้านต่างๆ ตั้งแต่วัยเริ่มแรกของชีวิต ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ควรมองข้าม</p>



<p>ขณะเดียวกัน ในฐานะที่รัฐมีบทบาทสำคัญ เป็นผู้รวบรวมทรัพยากรเพื่อลงทุนด้านการศึกษาได้ดีที่สุด โจทย์เรื่องแนวทางสนับสนุนการศึกษาระดับปฐมวัยให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าต่อสังคมจึงเป็นประเด็นที่รัฐต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ว่าจะลงทุนกับกลุ่มไหน โดยวิธีใด</p>



<p>ข้อเสนอหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ คือ รัฐควรลงทุนด้านการศึกษาระดับปฐมวัยกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส บทความ&nbsp;<a href="https://heckmanequation.org/resource/early-childhood-education/?fbclid=IwAR3uUmzW8emFLlSeZMyWzL2iXtAVexoE3Bw00Nf81f86c0G17Ngq8HuTMm8" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Early Childhood Education: Quality and Access Pay Off</a>&nbsp;ของ James J. Heckman ศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์ University of Chicago เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญในเศรษฐศาสตร์การพัฒนามนุษย์ พบว่า การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยที่มีคุณภาพแก่เด็กเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลดีแค่กับตัวเด็กเท่านั้น แต่สังคมยังได้รับผลตอบแทนสูงจากการลงทุนลักษณะนี้อีกด้วย</p>



<p>Heckman และคณะวิจัยเริ่มต้นทำงานวิจัยด้วยการตั้งคำถามว่า โครงการจัดการศึกษาปฐมวัยแก่เด็กที่มีในอเมริกาก่อนหน้านี้มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์หรือไม่ และรัฐควรเข้าไปช่วยสนับสนุนการศึกษาที่ว่านี้อย่างไร โดยใช้วิธีรวมรวมข้อมูลจากโครงการจัดการศึกษาปฐมวัยที่หลากหลาย เช่น โครงการ Head Start โครงการโรงเรียนอนุบาลของเขตพื้นที่ (State preschool programs) และโครงการโรงเรียนสาธิต (Demonstration programs) มาศึกษาวิเคราะห์เพื่อค้นหาคำตอบ</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>มอบการศึกษาปฐมวัยเจาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาสโดยเฉพาะ</strong></h1>



<p>หนึ่งในประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากคือ ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด รัฐควรลงทุนด้านการศึกษาอย่างไรจึงจะคุ้มค่าที่สุด</p>



<p>งานวิจัยพบว่า โครงการของรัฐที่จัดสรรการเข้าถึงศูนย์การศึกษาคุณภาพสูงแก่เด็กในครอบครัวด้อยโอกาสนั้นเป็นทางเลือกที่ดี ทำให้เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่าการที่พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมโครงการใดๆ เลย ทว่า ในทางกลับกัน สำหรับเด็กจากครอบครัวฐานะทางการเงินดี และสามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพดีกว่าระดับที่รัฐจัดให้ การจัดโครงการเหล่านี้อาจส่งผลด้านลบต่อโอกาสทางการเรียนรู้ของเด็ก เนื่องจากพ่อแม่ที่ร่ำรวยอาจไม่เลือกลงทุนด้านการศึกษาแก่ลูกตามความสามารถทางการเงิน แต่เลือกส่งลูกเข้าโครงการของรัฐ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วอาจมีการศึกษาคุณภาพน้อยกว่าแทน</p>



<p>ข้อค้นพบนี้ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องหันมาทบทวนการออกแบบนโยบายการศึกษาอีกครั้ง เพราะการสนับสนุนของรัฐต่อคนทุกกลุ่มอาจมีอิทธิพลต่อทางเลือกลงทุนด้านการศึกษาของผู้ที่มีโอกาสอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดทางด้านทรัพยากร ปัญหานี้อาจจะไม่ยากนัก ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ รัฐควรเลือกใช้งบประมาณสนับสนุนกลุ่มเด็กด้อยโอกาสก่อน เพราะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า อีกทั้งยังไม่ส่งผลต่อทางเลือกของผู้มีโอกาสอยู่แล้ว</p>



<p>ดังนั้น หากผู้กำหนดนโยบายต้องการจัดสรรเงินสนับสนุนการศึกษาระดับปฐมวัย จึงควรใช้เกณฑ์ตรวจสอบรายได้และทรัพย์สินของแต่ละครัวเรือน (means-test) พิจารณามอบความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่เด็กด้อยโอกาสเป็นหลัก เพื่อการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมคุ้มค่ากว่าการลงทุนจัดการศึกษาแก่เด็กทุกคน</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ลงทุนกับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยให้เต็มที่</strong></h1>



<p>นอกจากโอกาสการเข้าถึงการศึกษา สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ คุณภาพของการศึกษาปฐมวัยในโครงการที่รัฐจัดให้ จากการศึกษาโครงการที่หลากหลายชี้ให้เห็นว่า ยิ่งโครงการมีคุณภาพเท่าใด ประสิทธิภาพที่เกิดแก่ผู้เรียนและสังคมก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก อย่างในโครงการที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานคุณภาพระดับสูง เช่น โครงการ Perry Preschool (ซึ่่งเป็นโครงการทดลองให้การศึกษาคุณภาพสูงกับเด็กผิวดำวัย 3-4 ขวบในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1962 – 1967) และโครงการ Abecedarian (โครงการทดลองให้เด็กด้อยโอกาสเรียนในโรงเรียนคุณภาพสูงของรัฐนอร์ท แคโรไลนา ในช่วงปี 1972 – 1985)&nbsp;พบว่า ผลที่เกิดแก่เด็กด้อยโอกาสผู้เข้าร่วมโครงการในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมนั้น ดีกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาเลย</p>



<p>กระทั่งในโครงการที่มีคุณภาพการศึกษาลดลงมาอย่าง Head Start ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังนับว่าดีต่อตัวเด็กผู้ด้อยโอกาสและสังคม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว</p>



<p>ตัวอย่างผลลัพธ์ดังกล่าว ได้แก่ พัฒนาการด้านทักษะทางปัญญา เด็กที่ได้รับการศึกษาระดับปฐมวัยมี IQ เพิ่มขึ้นสูงกว่ากลุ่มไม่ได้รับการศึกษา และถึงแม้พัฒนาการนี้อาจปรากฏในเด็กแค่ระยะสั้น ก่อนค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา แต่ทักษะอื่นๆ เช่น ทักษะทางพฤติกรรมและสุขภาพ จะคงอยู่ยาวนาน โดยจากการศึกษาของ Heckman พบว่า การศึกษาระดับปฐมวัยทำให้เกิดแรงกระตุ้นทางวิชาการ ทำให้เพิ่มโอกาสการถูกจ้างงานและประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งยังลดปัญหาทางพฤติกรรมการแสดงออก ซึ่งเชื่อมโยงกับโอกาสการว่างงาน ก่ออาชญากรรม และถูกจับกุมที่น้อยลง ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยลดแนวโน้มการเกิดโรคอ้วนในกลุ่มอายุ 12 และ 13 ปี โรคซึมเศร้าและโรคอ้วนในกลุ่มอายุ 16 และ 17 ปี และลดอาชญากรรมในกลุ่มอายุ 20 และ 21 ปีอีกด้วย</p>



<p>ถึงแม้ว่าการลงทุนด้านการศึกษาปฐมวัยคุณภาพสูงในโครงการเหล่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงตามมา ทว่า หากเรามองประสิทธิภาพของการศึกษาให้ไกลกว่าการมุ่งเน้นพัฒนาการด้านทักษะทางปัญญาในระยะสั้น และให้ความสำคัญกับทักษะทางพฤติกรรม สุขภาพ ที่ให้ผลยั่งยืนแก่ชีวิต ก็จะพบว่าการลงทุนนี้ได้รับผลตอบแทนแก่สังคมเกินคุ้ม &nbsp;เพราะนอกจากการศึกษาที่มีคุณภาพสูงจะมอบประชากรคุณภาพแก่ประเทศแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายทางสังคม เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ กระบวนการยุติธรรม เป็นต้น</p>



<p>โดยสรุปแล้ว ถ้อยความที่ Heckman ต้องการสื่อผ่านงานวิจัยชิ้นนี้ไปสู่รัฐและสาธารณะ คือ การชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนด้อยโอกาสในสังคมควรได้รับความช่วยเหลือเรื่องการศึกษาปฐมวัยจากผู้กำหนดนโยบายมากที่สุด ขณะที่กลุ่มคนซึ่งแต่เดิมมีโอกาสด้านการศึกษาจากฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ย่อมสามารถจัดหาทางเลือกดีที่สุดแก่ตนเองได้อยู่แล้ว รัฐจึงควรทุ่มงบประมาณ มุ่งจัดการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงแก่เด็กด้อยโอกาส แทนการให้เงินสนับสนุนหรือจัดการศึกษาคุณภาพไม่สูงนักแก่ทุกคน เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐควรระลึกอีกประการ คือ ความด้อยโอกาสนั้นอาจไม่สามารถนิยามได้แค่จากรายได้ในครัวเรือน แต่อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น เวลาที่ผู้ปกครองมีให้กับเด็ก และทรัพยากรที่พวกเขาสามารถจัดสรรให้กับลูกๆ สำหรับเสริมสร้างพัฒนาการ ซึ่งในปัจจุบัน ความกดดันจากสภาพเศรษฐกิจอาจบีบบังคับให้ผู้ปกครองฐานะปานกลางไปจนถึงยากจนต้องใช้เวลาทำงาน หารายได้มาจุนเจือครอบครัว จนห่างจากครอบครัวมากขึ้น ทำให้การนิยามคำว่าด้อยโอกาสนี้ รัฐอาจต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ที่ส่งผลหล่อหลอมชีวิตวัยเยาว์ และมอบความช่วยเหลือเพื่อให้เด็กเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครตกหล่น</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/early-childhood-education/">ลงทุนการศึกษาปฐมวัยให้คุ้มค่า ต้องลงทุนกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
