<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พฤ โอ่โดเชา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9E%E0%B8%A4-%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 14 Dec 2023 14:33:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>พฤ โอ่โดเชา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“ก็พ่อให้มา ผมจะถือช่อนี้” ช่อใบไม้จากยอดดอยของพฤ โอ่โดเชา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-141223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Dec 2023 10:53:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[พฤ โอ่โดเชา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75270</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ ‘เสอะวอโพ’ ลูกชายคนโตของพฤ โอ่โดเชา แกนนำเครือข่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-141223/">“ก็พ่อให้มา ผมจะถือช่อนี้” ช่อใบไม้จากยอดดอยของพฤ โอ่โดเชา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ <strong>‘เสอะวอโพ’ </strong>ลูกชายคนโตของ<strong>พฤ โอ่โดเชา </strong>แกนนำเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ รับปริญญา ผู้เป็นพ่อเลือกที่จะเก็บใบไม้และดอกไม้ที่ปลูกไว้รอบบ้าน มามัดด้วยฟางข้าวแล้วยื่นให้ลูกชาย ท่ามกลางครอบครัวอื่นๆ ที่ถือช่อดอกไม้ในราคาขั้นต่ำหลักร้อย บางคนก็มากับดอกธนบัตร</p>



<p>“ผมเคยเห็นในเฟซบุ๊กว่าแต่ละคนเขามีช่อดอกไม้สวยๆ งามๆ ในวันรับปริญญา ผมก็คิดอยู่ว่าป่าสีเขียวรอบบ้านเราก็สวยงาม มีพืชผักขิงข่าตะไคร้ที่มีประโยชน์ เป็นอาหารด้วย ทำไมเราจะเอาไปให้ไม่ได้”​</p>



<p>ไม่เคยเรียนจัดดอกไม้มาก่อนแต่ชาวปกาเกอะญออย่างพฤก็รู้สรรพคุณของแต่ละต้นแต่ละดอกเป็นอย่างดี รวมถึงรู้ความหมายของคำๆ นั้นในภาษากะเหรี่ยง เขาจึงเลือกหยิบ ‘ใบกล้วย’ มาจัดช่อ</p>



<p>“กล้วย ภาษาเราเรียกว่าสึกกวิ๊ แปลว่ารัก ส่วนว่านขิงข่าตะไคร้ก็เป็นยา กุหลาบที่ลูกสาวปลูกไว้ก็ขึ้นมาสองดอกผมก็ตัดเอามา เฟิร์นที่ขึ้นหน้าห้องน้ำก็ตัดมา จัดมั่วๆ ครับเพราะรีบ พอไปถึงเชียงใหม่ผมไม่มีอะไรมัด ระหว่างนั้นถุงฟางในรถมันร่วงลงมา ผมก็เอาฟางข้าวนี่แหละ มามัดติดกันไว้แล้วก็ถือไป มีคนขายดอกไม้ข้างทางเต็มไปหมดเลย ผมไม่รู้จะอายหรือจะกล้าดี ผมก็เกิดภาวะสู้กับตัวเองอยู่นะ แต่เราแตกต่าง”&nbsp;</p>



<p>ระหว่างนั้นเมียของพฤก็แอบบอกให้ลูกสาวที่เรียนมหา’ลัยเดียวกับพี่ชายไปซื้อช่อดอกไม้ปกติไว้ด้วย&nbsp;</p>



<p>“ผมถือไปโชะโละๆ (โท่งๆ) ลูกสาวผมเห็นเขาก็หัวเราะเลยครับ”&nbsp;</p>



<p>ส่วนลูกชาย พอเพื่อนจะถ่ายรูปให้ ก็ถือของพ่อไว้ช่อเดียว&nbsp;</p>



<p>“ผมถามลูก จะถือของพ่ออันเดียวหรือ ลูกชายเขาบอก ก็พ่อให้อันนี้ เขาก็จะเอาอันนี้ถ่าย”</p>



<p></p>



<p>ช่อดอกไม้อาจเป็นหนึ่งในหลายๆ เครื่องหมายของวันจบการศึกษา ที่เส้นทางของบางคนอาจเรียบง่าย หลายคนเต็มไปด้วยทางขรุขระ แต่ของครอบครัวโอ่โดเชา เส้นทางการศึกษาของลูกทั้งสอง ยากไม่ต่างจากการขึ้นเขาลงดอยที่สะเมิงบ้านเกิด&nbsp;</p>



<p>เริ่มตั้งแต่โรงเรียนแรก (ป.1-ป.4) ของลูกชายที่ต้องเดินขึ้น-ลงดอยวันละ 4 กิโลเมตร เพื่อไปโรงเรียนที่มีครูสอนอยู่เพียงคนเดียว&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นถึงมีรถเครื่องก็ไม่ค่อยดี ถ้าเรามีมอเตอไซค์ไปรับลูกเราหนึ่งคน แต่เพื่อนไม่มี สู้ให้เขาเดินกลับกับเพื่อนดีกว่า ไม่เอาเปรียบกันดี”&nbsp;</p>



<p>มื้อกลางวันก็ใช้วิธีห่อข้าวไปจากบ้าน ครูทำอาหารกลางวันเลี้ยง บางมื้อก็เป็นมาม่า ปลากระป๋อง&nbsp;</p>



<p>“ถ้าชาวบ้านมีผักฟักแฟงแตงกวา ก็ให้ลูกเอาไปฮอม (ช่วย) ทำกับข้าวที่โรงเรียน”&nbsp;</p>



<p>พอจบ ป.4 ลูกชายก็ย้ายไปอยู่กับปู่เพื่อขึ้นชั้น ป.5 อีกโรงเรียนที่อำเภอแม่วาง ห่างจากบ้านพ่อกับแม่ราว&nbsp; 10 กิโลเมตร พฤและภรรยาช่วยค่ากินอยู่บ้านปู่ย่าอาทิตย์ละ 500-600 บาท บางครั้งก็ขนข้าวเปลือกจากบ้านไปฝากให้หุงกินกัน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างค่าเทอม ไม่ต้องเสีย ค่าชุดเครื่องแบบต่างๆ ก็รอรับช่วงต่อจากญาติพี่น้องที่เรียนจบแล้ว&nbsp;</p>



<p>ส่วนค่าเดินทางก็ใช้บริการขาสองข้างเหมือนเดิม เพราะ โรงเรียนอยู่ใกล้กับบ้านปู่ย่า&nbsp;</p>



<p>พฤบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าคนที่ดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้านคือภรรยา ที่เป็นลูกจ้างในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมากว่า 30 ปี แลกกับค่าแรงที่เริ่มต้นเดือนละ 6,000 บาท จนปัจจุบันอยู่ที่ 10,000 บาท</p>



<p>“เงินส่วนนี้ของเมียใช้จ่ายเรื่องลูก ผมไม่มีรายได้อะไร ข้าวไม่ได้ปลูกไว้ขาย ผมเลี้ยงวัวเลี้ยงควายแบบปล่อย โอกาสดีก็ขายได้บ้างปีละ 1-2 ตัว ตัวละ 8,000-15,000 บาท บางปีราคาดีก็อาจได้ตัวละ 20,000 ครับแต่นานๆ ที”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-02d9b5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/PIC_พฤ-โอโดเชา_WM01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พฤ โอ่โดเชา</figcaption></figure></div></div></div>



<p>มัธยมลูกชายได้กลับมาเรียนที่หมู่บ้านอีกครั้ง ม.ต้นที่โรงเรียนบ้านแม่ลานคำ และ ม.ปลายที่โรงเรียนสะเมิงพิทยาคม ลูกสาวก็ได้เรียนมัธยมที่เดียวกัน</p>



<p class="has-text-align-left"></p>



<p>แต่บ้านที่รายได้มาจากแม่เพียงคนเดียว การเรียนต่อมหาวิทยาลัยของลูกชายคนโตที่ต้องเสียค่าเทอมเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงมีโอกาสน้อยมาก ทั้งบ้านจึงทำเรื่องกู้ กยศ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ไว้ตั้งแต่ชั้น ม.ปลาย&nbsp;</p>



<p>“เอกสาร ขั้นตอนการกู้ กยศ. เยอะ ไหนต้องให้ ผอ.รร. ค้ำประกันอีก สำหรับเด็กดอยบางคน พ่อแม่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทำไม่ถูก ทำไม่เป็น ไม่กู้เลย ปล่อยผ่านก็เยอะ กลับบ้านเลี้ยงวัวเลี้ยงควายไป เจออย่างนี้เยอะ”&nbsp;</p>



<p>แต่บ้านโอ่โดเชาก็ผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของหลายคนที่โรงเรียน และก็อย่างที่พฤเขียนไว้ในโพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า&#8230;</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p style="font-size:16px">&#8220;ลูกเอ้ย พ่อยินดีด้วยนะ ช่อดอกไม้ของพ่อนี้พิเศษนักกว่าดอกไม้ใดๆที่เขาขายอันละหลายร้อยทั้งเป็นโฟมพลาสติกและไม่มีเงินซื้อมอบให้เน่อ</p>



<p style="font-size:16px">&#8212;&#8212;&#8212;-</p>



<p style="font-size:16px">พ่ออุส่าเก็บเอาใบขิงใบข่าตะไคร้ใบกล้วยใบจาคใบว่านใบเฟินใบมะโอใบดอกลีลาวและดอกกุหลาบดอกสองดอกรอบบ้าน ฟางข้าวมัด ถือจากดอยลงมามอบถึงมหาลัยแสดงความยินดีที่สำเร็จจากการได้หนี้ก้อนโตแลกกับการได้สวมชุดครุยนี้ครับ</p>



<p style="font-size:16px">รักลูกนะครับ</p>



<p style="font-size:16px">จากน้ำแรง 2 มือของแม่</p>



<p style="font-size:16px">ปล.กยศ.นั้นจ่ายค่าเทอมและมีทุนจ่ายเดือนละ 2,000 กว่าบาทหมดไปกับค่าเช่าหอ ส่วนค่ากินค่าอื่นๆ อย่างน้อยเดือนละ 3,000 บาท ครอบครัวรับผิดชอบ (แม่จ่าย) ฉะนั้นครอบครัวต่างๆก็จะแพ้ ข้อนี้แหละครับ หมดโอกาสไปที่จะได้ร่ำเรียน เรื่องนี้สะท้อนให้ผู้บริหารงบประมาณแผ่นดินฟังนิดหน่อย ทุกคนที่ส่งลูกเรียนคงหัวอกเดียวกัน</p>



<p style="font-size:16px">ช่วยเหลือคนน้องได้ทุนจากกสศ. สำหรับชาวบ้านอย่างเราดีใจมากครับ แต่เด็กคนที่ไม่ได้รับคนอื่นๆละครับ รัฐบาลควรจะเล็งเห็นความสำคัญของ การสร้างบุคลากรของชาติในอนาคตด้วยมิใช่หรือ</p>



<p style="font-size:16px">ขอบพระคุณครับ และยินดีกับครอบครัวทุกท่าน ที่ลูกเรียนจบ และกำลังต่อสู้กับลูกที่กำลังเรียน ขอส่งกำลังใจให้ ทุกคนด้วยนะครับ&#8221;</p>



<p><strong>โพสต์ต้นทางจากเฟซบุ๊ก <strong>พฤ โอโดเชา</strong> :</strong> <a href="https://www.facebook.com/100003561798523/posts/pfbid0d3mfdAmui7AgAyPpfvRA1s8qnk1s3JrueKU9e88kdrcNB6i3isK56PBbpby7FeUMl/" target="_blank" rel="noopener" title="คลิก">คลิก</a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<p>การที่ลูกชายสอบติดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้ ทำให้พฤและภรรยาได้รู้จักการหาหอพักครั้งแรก และก็ครั้งแรกอีกเช่นกันที่ต้องหาเงินมาจ่ายค่ามัดจำหอล่วงหน้า 3 เดือน&nbsp;</p>



<p>“ผมไม่เคยเจอครับ (หัวเราะ) เขาบอกจะได้คืนอีกทีตอนออกโน่น 4 ปี ตอนนั้นไม่มีเงิน ก็ต้องไปขอยืมญาติ ไหนจะค่ากิจกรรมต่างๆ อีก ทีละร้อยสองร้อย แต่ค่ากินสำคัญที่สุด ขนาดเราเอาผักเอาข้าวที่ปลูกไปให้ทำกินเอง แต่บางทีเขาก็ไม่มีเวลาทำ ค่ากินแต่ละเดือนมันเลยตกอยู่ที่ 4,500-5,000 บาท เงินเมียก็หมดไปกับกองนี้ตั้ง 4 ปี เราผัวเมียก็อยู่บนดอยก็กินไข่ประชารัฐ ปลากระป๋อง เก็บผักตามป่าดอยกินไป”</p>



<p></p>



<p>ส่วนคนน้อง <strong>หน่อพอโมลา โอ่โดเชา</strong> ลูกสาวคนสุดท้องของบ้าน เรียนในชุมชนและอยู่บ้านกับพ่อแม่ตลอด แต่พอเห็นพี่ชายเข้ามหาวิทยาลัย หน่อพอโมลาก็เริ่ม ‘หน้าบูดหน้าเบี้ยว’&nbsp;</p>



<p>“เพราะเราหมดเงินไปกับคนพี่แล้ว ผมก็บอกให้คนน้องอยู่ช่วยงานแม่ที่บ้าน เขาก็ร้องไห้ บ่นกับแม่ว่ารักแต่พี่ชาย ก็คิดกันว่าจะทำยังไงดี หาที่เรียนที่ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ไหน จู่ๆ ลูกสาวก็บอกว่ามีทุน <strong>‘ครูรักษ์ถิ่น’</strong> ของ<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> นะ (รายละเอียด <a href="https://www.eef.or.th/fund/teachereef/" target="_blank" rel="noopener" title="คลิก ">คลิก</a>) เป็นทุนที่มีค่ากินให้ ค่าหอให้ จ่ายค่าเทอมให้หมด โดยมีเงื่อนไข</p>



<p>ว่าต้องกลับมาเป็นครูที่บ้านเกิด โอ้โห อันนี้แหละความฝันของผมเลย เราดีใจ ลูกเรียนจบแล้วได้กลับมาเป็นครูดอยสอนเด็กหมู่บ้านเรา”&nbsp;</p>



<p>ขั้นตอนแรกๆ เริ่มจากพฤพาลูกสาวไปรับข้อมูลเรื่องทุน มีคณะกรรมการจาก กสศ. มาสำรวจบ้าน และสัมภาษณ์ครอบครัวและผู้สมัครทุน ในที่สุด หน่อพอโมลา ก็ได้รับทุนครูรักษ์ถิ่น ตอนนี้เจ้าตัวเรียนอยู่ปี 2 คณะครุศาสตร์เอกประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และพอจบปี 4 ก็จะได้กลับไปบรรจุเป็นครูที่บ้านเกิด โรงเรียนบ้านแม่ลานคำ</p>



<p>“หมู่บ้านผมมีครูน้อย ผมและชาวบ้านเคยไปยื่นเรื่องขอเพิ่มอัตราครูกับการศึกษาเขตเพราะตอนนั้นครูย้ายออกจนไม่พอ สุดท้ายเขาก็บอกว่าเดี๋ยวมีครูรักษ์ถิ่นมาประจำ”&nbsp;</p>



<p>ในฐานะพ่อที่ลูกสาวได้รับทุนนี้ ดีใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่อีกใจในฐานะนักเคลื่อนไหวทางสังคมก็สะท้อนว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้&nbsp;</p>



<p>“ใจผมก็อดสงสารคนอื่นไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าสงสารคนอื่นแล้วลูกผมไม่ได้จะทำยังไง รู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวอยู่ คิดอยู่ในใจว่า มันไม่มีทุนอื่นๆ ให้เด็กบ้างเลยหรือ”​</p>



<p>เป็นความคิดที่นาทีนี้พฤเองก็ยังไม่ได้คำตอบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c25625"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/PIC_พฤ-โอโดเชา_WM02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พฤ โอ่โดเชา และลูกสาว หน่อพอโมลา โอ่โดเชา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เพราะโควิดทำให้งานรับปริญญาของลูกชายถูกเว้นไป 2 ปี พอกำหนดการรับจริงมาถึง บ้านโอ่โดเชาจึงมาแสดงความยินดีกันทั้งครอบครัว พร้อมกับพ่อที่มาพร้อมกับช่อใบไม้แฮนด์เมดช่อเดียวในโลก</p>



<p>ถ้าเทียบเป็นตัวเงิน ช่อใบไม้ช่อนี้ไม่ต้องเสียเงินแม้สักบาท แต่ถ้าช่อใบไม้คือปลายทางของปริญญาตรี ค่าใช้จ่ายระหว่างทางนั้น เรียกได้ว่าพฤและภรรยาทุ่มหมดตัว&nbsp;</p>



<p>“เรื่องเรียนของลูก เมียผมบอกว่าจะรับผิดชอบเอง สารภาพว่าผมโล่งเลย ผมเป็นผู้ชายไม่ได้เรื่องนะ เมียรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ของลูกทุกเดือนทุกเทอมเลย ลำพังผมเองขายวัวขายควายก็แทบไม่พออยู่แล้ว”&nbsp;</p>



<p>น้ำเสียงตลอดการสนทนาของพฤไม่ได้เศร้า ในทางตรงข้ามกลับมีเสียงหัวเราะเป็นระยะ คงเพราะยอมรับว่าตัวเองทำไม่ได้หลายอย่าง แต่ก็มีไม่กี่อย่างที่เขาทำได้ หนึ่งในนั้นคือจัดช่อใบไม้ให้ลูก&nbsp;</p>



<p>“คนรอบๆ ก็คงงงกันหมดแหละมั้ง แต่ผมก็ทำเป็นว่า เราเท่อยู่คนเดียวก็ได้วะ (หัวเราะ) เราก็อุตส่าห์เอามาจากดอย ขิงข่าตะไคร้มันก็ไม่ได้ด้อยค่ากว่าดอกแพงๆ ของเขา แล้วมันมีความหมาย แต่อยู่ที่ผมจะตีความมันยังไง มันไม่เป็นขยะมูลฝอย ไม่ต้องอาย เมียจะได้เข้าใจว่าทำไมถึงเอาของบ้าๆ บอๆ หรือของธรรมดา (เสียงสูง) ไม่มีราคา ไม่สวยงามมาให้ลูก”​&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-141223/">“ก็พ่อให้มา ผมจะถือช่อนี้” ช่อใบไม้จากยอดดอยของพฤ โอ่โดเชา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
