<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พรรคเพื่อไทย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Jan 2023 12:07:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>พรรคเพื่อไทย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-260123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2023 11:53:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคไทยสร้างไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ฐปนีย์ เอียดศรีไชย]]></category>
		<category><![CDATA[สันติพงษ์ ช้างเผือก]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม]]></category>
		<category><![CDATA[Equitable Education Recovery Policy]]></category>
		<category><![CDATA[วงคุยวิธีคิดสู่การออกแบบนโยบายฟื้นฟูระบบการศึกษาไทยอย่างเสมอภาคและยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[Thai pbs]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64015</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260123/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น <strong>‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’</strong> ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีนักเรียนยากจนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัด แต่การแก้ปัญหานั้นต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ถูกออกแบบอยู่บนฐานของความรู้ อาศัยการทำงานกับฐานข้อมูล (data) เพื่อกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อน และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืน</p>



<p>ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ <strong>“วงคุยวิธีคิดสู่การออกแบบนโยบายฟื้นฟูระบบการศึกษาไทยอย่างเสมอภาคและยั่งยืน (Equitable Education Recovery Policy)”</strong> จัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อร่วมกันเสนอวิธีคิดและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะช่วยลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษาและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมือง ดังนี้</p>



<ul><li><strong>ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม</strong> ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย</li><li><strong>ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ</strong> โฆษกพรรคไทยสร้างไทย</li><li><strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> พรรคก้าวไกล</li><li><strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong> หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์</li></ul>



<p>ดำเนินรายการโดย</p>



<ul><li><strong>สันติพงษ์ ช้างเผือก</strong> บรรณาธิการข่าวไทยพีบีเอส</li><li><strong>ฐปนีย์ เอียดศรีไชย</strong> ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters</li></ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-598ebd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/01_forum-2-all.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><em>“เมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายคนอาจนึกว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก หรือเรื่องดราม่า”</em></strong></p>



<p>เปิดด้วยประโยคจาก <strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong> หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดถึงมุมมองของสังคมที่มีต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายครั้งที่การพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวถูกตีความไปในเชิงของความรู้สึก อารมณ์ หรือเป็นแค่เรื่องดราม่าบนโลกออนไลน์ที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p><em>“แต่วันนี้ กสศ. ทำให้พวกเรารู้ว่า ความเหลื่อมล้ำมันคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ เรามีข้อมูลชัดเจนว่ามีจำนวนคนจนและจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ”</em></p>



<p>แต่ในความเป็นจริงนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถูกฉายให้เห็นผ่านสถิติและชุดข้อมูล (data) ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตโควิด-19</p>



<p>ตัวเลขรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่ลดลง จำนวนเด็กนักเรียนที่ตกอยู่ในกลุ่มยากจนและยากจนพิเศษมากขึ้น มีนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงระดับชั้นรอยต่อ (ป.6 ม.3 และม.6) มากกว่า 85,000 คนในช่วงเวลาดังกล่าว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“หากโฟกัสผิดจุด เราจะไม่มีวันเอาชนะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้เลย”</em></strong></h4>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc6349"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/02_สุชัชวีร์-สุวรรณสวัสดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สถานการณ์ดังกล่าวจึงเกิดข้อเสนอเชิงนโยบายจาก<strong> ศ.ดร.สุชัชวีร์</strong> ต่อกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อนำไปพัฒนาสู่แนวทางการฟื้นฟูระบบการศึกษาอย่างตรงจุดดังนี้</p>



<p><strong>[1] ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศนำทางแก้ปัญหา</strong></p>



<p>เพื่อเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ การกลับมาโฟกัสกับฐานข้อมูลที่มี เช่น รายได้เฉลี่ยครัวเรือน สถานภาพทางครอบครัว หรือการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน จะเป็นหัวใจหลักในการจัดลำดับความสำคัญ การจัดสรรงบประมาณ และการจัดสรรอัตรากำลังครูในแต่ละโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>[2] ส่งเสริมการพัฒนาด้านสุขภาพสำหรับเด็กเล็ก 0-6 ปี</strong></p>



<p>การจัดสรรงบประมาณควรมุ่งไปที่การพัฒนา ‘สุขภาพของเยาวชน (Hardware)’ ด้วยการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและออกกำลังกายอย่างเพียงพอ เนื่องจากร่างกายที่แข็งแรงจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอด ‘การเรียนรู้ (Software)’ ในอนาคต</p>



<p><strong>[3] ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา และการเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่เป้าหมายทางการศึกษาสำหรับทุกคน บางครอบครัวต้องการแค่เพียงทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญคือการยกระดับศักยภาพของเยาวชนที่ไม่ได้เข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้มีความสามารถในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับคนทั่วไปในสังคม</p>



<p><strong>“หากไร้ซึ่งความกล้าหาญในการจัดสรรงบประมาณ ในปีถัดไปเราทุกคนก็จะวนกลับมาคุยกันเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาในเรื่องเดิม ๆ”</strong></p>



<p>ขณะที่ <strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล เสนอว่าหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยั่งยืนอาจไม่ใช่เพียงวิธีคิดในการจัดการศึกษา แต่ต้องเกิดจากการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางให้เพียงพอในแต่ละพื้นที่และมีการบริหารจัดการงบประมาณเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล เน้นย้ำว่าหากใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การลงทุนที่น้อยจนเกินไป อาจไม่ส่งผลใด ๆ ในการฟื้นฟูระบบการศึกษา เปรียบเสมือนกับการแจกเงินคนละ 1 บาททั่วประเทศไทย อาจไม่ส่งผลอะไรต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่นเดียวกันกับงบประมาณด้านการศึกษา หากมีงบประมาณที่น้อยจนเกินไป จะทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนใด ๆ ให้เกิดขึ้นในเชิงรูปธรรมได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“เพราะฉะนั้นการเพิ่มงบประมาณให้กับ กสศ. 4,000 ล้านบาท จึงเป็นขั้นพื้นฐานและขั้นต่ำที่สุดที่ไม่ต้องคิดอะไร ใช้แค่หัวใจอย่างเดียวก็พอ”</em></strong></h4>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-793dc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/03_วิโรจน์-ลักขณาอดิศร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคก้าวไกล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วิโรจน์</strong> ยังมองว่านอกจากการเพิ่มงบประมาณเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานให้กับนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษแล้ว การเพิ่มงบประมาณสำหรับเงินอุดหนุนรายหัวในแต่ละโรงเรียนก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากงบประมาณที่กระจายไปในแต่ละโรงเรียนจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพในการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่</p>



<p>นอกจากนี้ ‘งบประมาณค่าอาหารกลางวัน’ และ ‘งบประมาณสนับสนุนค่าเดินทาง’ มักจะเป็นนโยบายสำคัญที่ถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายส่วนต่างทางการศึกษาที่นักเรียนแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบเพิ่มเติม หากนักเรียนคนใดมีเงินไม่มากพอต่อการใช้จ่ายสำหรับการเดินทางมาเรียนหรือซื้ออาหารกลางวัน ก็มีความเสี่ยงที่เด็กเหล่านั้นจะตัดสินใจไม่มาเรียน และเลือกช่วยผู้ปกครองหารายได้ที่บ้านแทน</p>



<p><em>“ที่ผ่านมาเราบอกให้เด็กต้องคิดนอกกรอบ ผมก็ต้องบอกว่านโยบายการศึกษาก็ต้องคิดนอกรั้วโรงเรียนด้วย อย่างประเด็นควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก พ่อแม่หลายคนไม่มีปัญหาและพร้อมที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดหรือโรงเรียนประจำอำเภอ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่กล้าจัดสรรงบประมาณคือการทำรถโรงเรียนให้มีคุณภาพ เพื่อพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียนที่มีเหล่านั้นให้ได้”</em> วิโรจน์กล่าวทิ้งท้าย</p>



<p>หลักในการออกแบบนโยบายทางการศึกษาจึงต้องคิดทั้ง ‘ในรั้วโรงเรียน (นโยบายทางการศึกษา)’ และ ‘นอกรั้วโรงเรียน (นโยบายครัวเรือน)’ ไปพร้อม ๆ กัน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“หน้าที่ของรัฐคือการจับคู่ทักษะที่แต่ละคนมีเข้ากับตลาดแรงงานที่ยังว่างอยู่”</em></strong></h4>



<p>นอกจากการคำนึงถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาแล้ว <strong>ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม </strong>ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในการจัดการศึกษาก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน</p>



<p>โดยมีมุมมองว่าระบบการศึกษาที่ดีจะต้องช่วยให้ผู้คนมีศักยภาพมากเพียงพอในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ผ่านแนวคิด <strong>‘Learn to Earn ทุกคนต้องได้เรียน เรียนแล้วต้องมีรายได้’ </strong>หน้าที่ของรัฐจึงเป็นการค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในแต่ละครอบครัวเพื่อจับคู่กับตำแหน่งในตลาดแรงงาน หากครอบครัวใดมีความสามารถไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเข้าไปเสริมให้พวกเขามีทักษะเพียงพอต่อการประกอบอาชีพ</p>



<p><em>“เราอย่ามองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องให้คนเข้าไปอยู่ในระบบเท่านั้น การศึกษาคือการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเรียนรู้เพื่อยกระดับความสามารถของตนเองได้ วันนี้โลกหลังโควิดนั้นเปลี่ยนไป&nbsp; หลายอาชีพตายไปแล้ว บางอาชีพต้องอาศัยความรู้ที่มากขึ้น ความรู้เดิมอาจใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความรู้จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2600b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/04_ณหทัย-ทิวไผ่งาม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ประธานคณะที่ปรึกษา<br>ด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>มากไปกว่านั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องควบคู่กับการทำงานผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) หากสามารถระบุได้ว่าแต่ละครัวเรือนมีจำนวนกี่คน แต่ละคนประกอบอาชีพใดบ้าง สถานะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร แบกรับหนี้ครัวเรือนอยู่เท่าไหร่ ใครสมควรได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐอย่างเร่งด่วน และหน่วยงานใดที่ต้องเข้าไปประสานกับชุมชน ฯลฯ รูปแบบการทำงานเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานมี และช่วยกันขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันทั้งขบวน</p>



<p><em>“เราต้องทำการเรียนรู้เชิงรุก เตรียมเครื่องมือกับเครือข่าย เทคโนโลยีต้องเข้าถึงประชาชนทั้งหมด”</em> ดร.ณหทัย เน้นย้ำความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีในการทำงานกับประชาชน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“คำว่าปฏิรูปอาจไม่เพียงพอ เราต้องออกแบบนโยบายที่ปฏิวัติวงการการศึกษา”</em></strong></h4>



<p><strong>ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ</strong> โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เสนอมุมมองว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้น การใช้คำว่าปฏิรูปอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการจัดศึกษาใหม่ ให้เหมาะสมกับโลกในปัจจุบัน ผ่านแนวคิดหลัก 4 ข้อดังนี้</p>



<p><strong>[1] ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา</strong></p>



<p>เป้าหมายของการศึกษาต้องมุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีโอกาสในการค้นหาตัวเองได้เร็วที่สุด ทำให้เยาวชนรับรู้ว่าสิ่งที่ตนเองสนใจนั้นสอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือไม่ ช่วยเหลือให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไร และต้องทำให้เด็ก ๆ สามารถปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ และหาความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์</p>



<p><strong>[2] ปรับระยะเวลาในการเรียนรู้</strong></p>



<p>ในปัจจุบัน นักเรียนไทยใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ย 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์ ที่นักเรียนใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ย 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (อ้างอิง : PISA THAILAND) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p><em>“เป็นไปได้ไหมที่จะปรับลดเวลาเรียนเหลือเพียง 3 วัน แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการฝึกงาน หาประสบการณ์ เพื่อค้นหาตัวเอง”</em></p>



<p>ยิ่งค้นหาตัวเองเจอเร็วเท่าไร รับรู้ว่าความสามารถที่ตนเองมีสอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือไม่ จะทำให้พวกเขามีโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต และทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปในสังคมสูงวัยที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่</p>



<p><strong>[3] พัฒนาวิธีการจัดการศึกษา</strong></p>



<p>พัฒนาการรูปแบบสอนให้เด็กเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (Active Learning) ทดแทนการท่องจำ (Passive Learning) และทำให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p><strong>[4] ปฏิวัติการเข้าถึงการจัดการเรียนรู้</strong></p>



<p>ทำให้การเรียนฟรี<strong> ‘ต้องฟรีจริง’ </strong>จนถึงปริญญาตรี หรือสุดความสามารถที่แต่ละคนมีอย่างทั่วถึง</p>



<p>การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ควรโฟกัสแค่การพัฒนาระบบการศึกษาให้ดีขึ้น แต่ต้องมองภาพใหญ่ในเชิงโครงสร้าง สวัสดิการที่ประชาชนควรได้รับตั้งแต่ <strong>“เด็กที่เกิดมา มารดาที่คลอดบุตร”</strong> ตลอดจนถึงวัยทำงานและวัยชรา การดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำจะทำให้ประเทศไทยหลุดออกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-14d420"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/05_ธิดารัตน์-ยิ่งเจริญ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“เราเชื่อว่าเราจำเป็นต้องดูแลเด็กตั้งแต่วันที่เขาเกิดมา ทำให้เขาสามารถอยู่ได้โดยไม่ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเกิดมาแล้วจะดูแลยังไง จะหาเงินจากที่ไหน และจำเป็นต้องมีสวัสดิการรองรับ”</em> ธิดารัตน์ทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260123/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2021 06:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคกล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ณหทัย ทิวไผ่งาม]]></category>
		<category><![CDATA[กนก วงษ์ตระหง่าน]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาสายอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50961</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หุ่นยนต์ขยับเข้ามาแ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/">4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หุ่นยนต์ขยับเข้ามาแทนที่การทำงานมนุษย์ ทักษะความสามารถที่ตลาดแรงงานต้องการผันแปรไปอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกำหนดนโยบายการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษา เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในภาพใหญ่ที่จะช่วยกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ทั้งในแง่มุมทางเศรษฐกิจและแรงงานในอนาคต</p>



<p>101 Policy Forum เปิดเวทีแลกเปลี่ยนในประเด็น ‘นโยบายการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่’ กับผู้มีส่วนกำหนดนโยบายนอกเหนือไปจากพื้นที่ในสภา โดยมีตัวแทนจากภาคการเมืองมาร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่&nbsp;<strong>กนก วงษ์ตระหง่าน</strong>&nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,&nbsp;<strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong>&nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล,&nbsp;<strong>ณหทัย ทิวไผ่งาม&nbsp;</strong>กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และ<strong>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาทีมนโยบายการศึกษาเพื่ออาชีพพรรคกล้า ดำเนินรายการโดย จิรัฐิติ ขันติพะโล</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="LIVE: 101 Policy Forum #15 นโยบายการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/Wn2NQ08JDE8?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กนก วงษ์ตระหง่าน: นโยบายการศึกษาสายอาชีพต้องมุ่งเน้นความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Kanok-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289730"/><figcaption>กนก วงษ์ตระหง่าน</figcaption></figure>



<p>เวทีแลกเปลี่ยนเริ่มต้นด้วยประเด็นความสำคัญของนโยบายศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อไปสู่การตั้งโจทย์ที่ตรงจุดและคำตอบที่เป็นรูปธรรม กนกเกริ่นว่าแม้การรับรู้ของสังคมส่วนใหญ่ในอดีตจะมองภาพด้านลบว่าการศึกษาสายอาชีพเป็นการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่เรียนสายสามัญไม่ได้หรือมีความยากจนจึงจำต้องไปเรียนสายวิชาชีพ แต่แท้จริงแล้วการศึกษาสายอาชีพเป็นการสร้างแรงงานทักษะขั้นกลางและขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะต่อความเจริญก้าวหน้า การแข่งขันของประเทศ ไปจนถึงการแก้ไขความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ</p>



<p>“การศึกษาสายอาชีพจึงเป็นมากกว่านโยบายเศรษฐกิจ นโยบายการศึกษา นโยบายแรงงาน ตรงกันข้ามผมย้ำว่าการศึกษาสายอาชีพคือทางรอดของประเทศ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศหลังจากโควิด-19” กนกกล่าวพร้อมให้ความเห็นว่าหากมีการปรับรื้อระบบการศึกษาสายอาชีพ เน้นสร้างทักษะและสมรรถนะของการทำงานของแรงงานทุกอาชีพอย่างรวดเร็วในวันที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนผ่านจะช่วยทำให้ประเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และทำให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ไม่ยาก</p>



<p>อย่างไรก็ดีกนกมองว่านโยบายการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษามีปัญหาคอขวดใหญ่อยู่ 3 ประการ</p>



<p><strong>1.</strong>&nbsp;<strong>โครงสร้างค่าตอบแทนที่ไม่ให้คุณค่าทักษะวิชาชีพ</strong>&nbsp;รายได้ของผู้ที่จบสายอาชีพ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่จบปริญญาตรีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่หน่วยงานในภาครัฐใช้วุฒิการศึกษาเป็นเกณฑ์ด้วยโครงสร้างค่าตอบแทนนี้บังคับให้ผู้เรียนที่ครอบครัวไม่ได้มีต้นทุนการทำธุรกิจมากนักไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อการันตีรายได้ที่สูงกว่า รวมไปถึงส่งผลต่อทัศนคติของคนในสังคมไทยว่านักเรียนอาชีวศึกษาไม่เก่ง ทั้งที่ควรกำหนดค่าตอบแทนจากผลของการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ</p>



<p><strong>2. ระบบงบประมาณและระบบราชการที่ไม่ได้พิจารณางบประมาณตามภารกิจ</strong>&nbsp;ยกตัวอย่างว่า ครม. มีมติเห็นชอบอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษาเมื่อวันที่ 24 ส.ค. พ.ศ. 2564 จากเดิมปีละ 450 บาท/คน เป็น 2,000 บาท/คน แต่สำนักงบประมาณจะไม่จัดสรรเงินอุดหนุนอาชีวศึกษาเพิ่มในสัดส่วน 4 เท่าเช่นเดียวกับเงินอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียน โดยจะเพิ่มลักษณะ 2-3% ตกอยู่ประมาณปีละ 9,000-9,500 บาท/ปี</p>



<p><strong>3. คุณภาพของการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา&nbsp;</strong>ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้สอน หลักสูตรการเรียนและอุปกรณ์เครื่องมือในห้องปฏิบัติการที่ไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง</p>



<p>กนกเสนอว่า นโยบายการศึกษาสายอาชีพเป็นควรนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เพื่อให้เกิดการบูรณาการจากหลากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการศึกษา เทคโนโลยีและการลงทุนในอุตสาหกรรม และเสนอให้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถูกคัดเลือกมาจากผู้ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพื่อให้มีเวลาทำงานต่อเนื่องในการสร้างความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งควรจะพัฒนาขีดความสามารถการสร้างแรงงานที่มีทักษะในระดับดีขึ้น 100% เพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขันกับต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด ไม่แพ้ให้กับค่าแรงขั้นต่ำของประเทศใกล้เคียง</p>



<p>กนกยังย้ำว่า นโยบายการศึกษาสายอาชีพควรจะต้องดำเนินนโยบายให้ลำดับความสำคัญเร่งด่วนในการสร้างผู้ประกอบการวิชาชีพที่มีทักษะขั้นสูงในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparison advantage) ซึ่งเขามองว่ามี 4 เรื่อง อันได้แก่ เกษตรกรรม อาหาร หัตถกรรมและการท่องเที่ยว โดยอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพจะต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าว ยกตัวอย่างการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรว่าแทนที่เกษตรกรจะขายฟ้าทะลายโจรแห้งในราคาต่ำ แต่อาชีวศึกษาควรมีบทบาทในการใช้เทคโนโลยีตรวจวัดความเข้มข้นของสารแอนโดรกราโฟไลด์ สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในผลผลิตเพื่อให้เกษตรกรขายได้ในราคาที่สูงขึ้น หรือการขายในรูปแบบสารสกัดออกฤทธิ์แทน</p>



<p>กนกยังเสริมเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรว่าหลักสูตรแกนกลางของอาชีวศึกษาอาจจะเหมือนกัน แต่การประยุกต์ใช้ต้องเข้ากับความเป็นจริงในแต่ละพื้นที่และเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก นอกจากนี้ต้องปรับการให้งบประมาณคิดตามภารกิจ กล้าลงทุนงบประมาณจำนวนมากในการปรับปรุงห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ยกระดับความรู้อาจารย์ที่มีอยู่และดึงอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสอน โดยมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบผลสำเร็จ (performance audit) รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างค่าตอบแทน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร: อาชีวศึกษาต้องแปรความสนใจเป็นคุณค่าเชิงพาณิชย์ในเวทีโลก</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Wiroj-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289737"/><figcaption>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</figcaption></figure>



<p>“การศึกษาสายอาชีพคือกระบวนการที่เปลี่ยนจากความสนใจส่วนตัวให้กลายเป็นทักษะ และมีกลไกที่เปลี่ยนทักษะนั้นให้กลายเป็นคุณค่าทางวิชาชีพและคุณค่าทางพาณิชย์ที่สามารถจะสร้างความมั่งคั่งและเลี้ยงชีพให้มีความสุขกับการวิ่งตามความฝัน พร้อมกับสะสมความสุข-ความมั่งคั่งไปกับตัวเองและครอบครัวที่เรารักได้ด้วย” วิโรจน์กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาอาชีวศึกษา พร้อมให้ความเห็นว่าสิ่งสำคัญของนโยบายการศึกษาสายอาชีพ ซึ่งเป็นนโยบายพัฒนาคน คือจะต้องทำให้ผู้เรียนสามารถฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้</p>



<p>วิโรจน์มองว่าโจทย์สำคัญของการศึกษาสายอาชีพมี 2 ประการ</p>



<p><strong>1. การผลิตช่างเทคนิคที่มีทักษะสูงตอบโจทย์ความต้องการของโลก</strong>&nbsp;เนื่องจากความต้องการจ้างงานช่างเทคนิคระดับสูงในตลาดของไทยมีจำนวนจำกัด อันเป็นผลจากการชะงักงันหรือการชะลอการลงทุนอุตสาหกรรมหนักตั้งแต่ยุคหลังต้มยำกุ้ง โดยปัจจุบันความต้องการช่างเทคนิคที่มีทักษะสูงมีประมาณไม่เกิน 50,000 คน/ปี ขณะที่มีการผลิตช่างเทคนิค ปวช.3 110,000 คน/ปี และปวส.2 มีประมาณ 90,000 คน/ปี ทำให้จำเป็นต้องมองไปถึงการผลิตช่างเทคนิคที่ตอบโจทย์โลก</p>



<p><strong>2. การปรับระบบการศึกษาใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความฝันของคนในสังคม</strong>&nbsp;ระบบการศึกษาไม่ควรเป็นแบบแพ้คัดออกเหมือนในปัจจุบันที่เป็นการลดอำนาจการคัดเลือกของโรงเรียน จากเดิมที่เรียนยาก สอบยาก ผู้ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ในสายสามัญ ขณะที่ผู้ไม่ผ่านการคัดเลือกต้องเข้าสายอาชีพ ต้องปรับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสนใจ พัฒนาการศึกษาสายอาชีพให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและความต้องการของตลาดแรงงานให้ผู้เรียนสามารถทักษะเฉพาะด้านให้เชี่ยวชาญจนเป็นทักษะวิชาชีพ เป็นคุณค่าเชิงพาณิชย์ที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้</p>



<p>วิโรจน์เสนอว่า การปรับปรุงการจัดการเรียนรู้อาชีวศึกษาหรือสายอาชีพในประเทศไทยควรจะเปิดให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอายุ แต่ควรมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเข้ามาร่วมกันทำงานกับอาชีวศึกษา เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่ยอมรับในระดับสากล โดยหยิบยกตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ที่ประเทศไทยควรนำมาปรับใช้อย่างวิทยาลัยเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education – TAFE) ของประเทศออสเตรเลีย อันเป็นการเรียนรู้ทักษะในเชิงเทคนิคที่วัยเรียนและคนวัยทำงานสามารถจะกลับมาเพิ่มพูนทักษะได้อีกครั้ง ผ่านการให้อิสระแต่ละรัฐกำหนดและบริหารหลักสูตรได้เอง โดยมีกรอบคุณวุฒิการศึกษาออสเตรเลีย (Australian Qualifications Framework – AQF)&nbsp; เป็นมาตรฐานกลางของประเทศ และผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียได้ นอกจากนี้ควรพัฒนาคุณภาพชีวิตในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโภชนาการ สุขอนามัย ความปลอดภัยไปควบคู่กับหลักสูตร</p>



<p>ขณะที่หลักสูตรอาชีวศึกษาจะต้องตอบโจทย์การมุ่งพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน และทักษะที่จำเป็นในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ผ่านการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยและเสรีภาพในการแสดงออก นอกจากนี้ยังควรเพิ่มทักษะการเป็นผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้เรียน ผ่านการบูรณาการกับศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการการอาชีวศึกษา สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนขนาดกลาง ขนาดย่อมและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย รวมไปถึงรัฐบาลต้องให้งบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน สนับสนุนครูในอาชีวศึกษาให้มีความมั่นคงทางชีวิตและติดอาวุธในการจัดการเรียนสอน เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มประชาคมวิชาชีพเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้</p>



<p>“การมีงบประมาณเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่มีงบประมาณก็ต้องไม่เอามาเหตุให้เรายอมจำนนกับสภาพ” วิโรจน์ยังย้ำถึงการพัฒนาหลักสูตรทวิภาคีร่วมกับภาคเอกชน โดยมีหน่วยงานกลางในการควบคุมคุณภาพของหลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพในสถานการณ์จริงและพัฒนาวุฒิภาวะในการทำงานของตนเองและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางแรงงานราคาถูก</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ณหทัย ทิวไผ่งาม: ปลดล็อกกฎหมาย พัฒนาทวิภาคีเพื่อสร้างทักษะที่ตอบโจทย์ตลาด</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Nahatai-1-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289733"/><figcaption>ณหทัย ทิวไผ่งาม</figcaption></figure>



<p>ณหทัยให้ความเห็นว่าการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพเป็นวาระเร่งด่วนในการยกระดับฝีมือ (upskill) และสร้างการเรียนรู้สำหรับอาชีพใหม่ (reskill) เพื่อให้เท่าทันกับสหัสวรรษใหม่ที่จะเกิดขึ้น</p>



<p>เธอได้หยิบยกเรื่องกฎหมายว่าเป็นหนึ่งในปัญหาคอขวดที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาสายอาชีพ เนื่องจากไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของทั้งสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน อย่างคำสั่ง คสช. ที่ 8/2559 ที่โอนสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนจากเดิมที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปสู่การบริหารรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนจนทำให้เกิดการลักลั่นในการปฏิบัติ เช่น สถาบันอาชีวศึกษาเอกชนได้รับการอุดหนุน 75% ไม่เท่ากับสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียน</p>



<p>นอกจากนี้ณหทัยยังกล่าวถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน โดยยกตัวอย่างผลงานของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาอย่างนโยบายแท็บเล็ตสำหรับนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ ลดช่องว่างในการศึกษาว่าเป็นนโยบายที่เร็วเกินไป เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในตอนนั้นยังไม่มีความพร้อม แต่ปัจจุบันราคาแท็บเล็ตถูกลงและอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจึงน่าสนใจว่าการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ทั่วถึงและมีฮาร์ดแวร์ที่เข้าถึงได้จะช่วยส่งเสริมต่อการเจริญอย่างก้าวกระโดด</p>



<p>ณหทัยเห็นด้วยกับกนกว่านโยบายการศึกษาสายอาชีพจะต้องทำงานร่วมกันหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจที่จะต้องมาช่วยยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยี มีการใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based) ในการทำงานและมีนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลเพื่อเร่งให้เกิดพัฒนาฝีมือแรงงานของประชาชนคนไทย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องการสนับสนุนทวิภาคีที่สถาบันด้านอาชีวศึกษาต้องร่วมมือกับสถานประกอบการภาคเอกชนให้มากขึ้นผ่านการสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการทางภาษีของภาครัฐ เพื่อช่วยให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนงบประมาณทั้งหมดในการผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการทำงานจริง รวมถึงเสนอให้อาชีวศึกษาเป็นการศึกษาภาคบังคับ ฟรีสำหรับผู้เรียนที่ต้องการเลือกสายอาชีพ</p>



<p>ณหทัยยังเสนอถึงการปลดล็อกและแก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนการศึกษาสายอาชีพ และกล่าวว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง 2 เรื่อง ได้แก่ ทำให้เกิดคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเกิดสถาบันพัฒนาหลักสูตรแห่งชาติ ทำหน้าที่ศึกษางานวิจัยทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ วิจัยหลักสูตรและปรับเนื้อหาให้ตอบรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างบทเรียนที่ทันสมัย ทบทวนและปรับอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>“ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านปีหน้า นายกรัฐมนตรีเข้าใจในภารกิจว่าการศึกษาหรือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหัวใจสำคัญที่จะพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ และคนไทยก็คิดเช่นเดียวกัน คิดว่าจะช่วยพาองคาพยพอื่นๆ พัฒนาตามไปด้วยอย่างรวดเร็วและประสบผลสำเร็จ ความสำเร็จนี้น่าจะต้องอาศัยความเป็นผู้นำที่ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง มีวิสัยทัศน์ในการมองระยะสั้น ระยะกลาง และให้ความสำคัญกับเรื่องประโยชน์ของประชาชนมาอันดับแรกก่อนเรื่องอื่น”ณหทัยกล่าว</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้นณหทัยยังกล่าวว่าต้องพัฒนาครูให้สอดประสานไปกับการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตร จูงใจให้ครูไม่ต้องไปอยู่ในกรอบของคำว่าต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู แต่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งนอกจากนี้ยังกล่าวถึงธนาคารเครดิตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (credit bank) ผู้เรียนอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถเริ่มทำอาชีพ เก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียนรู้ โดยที่มีการเก็บข้อมูลภายใต้บัตรประชาชน มีหน่วยงานกลางรับผิดชอบอาจจะเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี และมีการสร้างเครือข่ายข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้โดยใช้บล็อกเชนอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าถึง เพื่อเป็นคลังข้อมูลในการคาดการณ์อาชีพในอนาคตหรือการจับคู่แรงงานกับสถานประกอบการเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์: ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น ผู้เรียนร่วมออกแบบการเรียนรู้</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Kittinun-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289731"/><figcaption>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์</figcaption></figure>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าโดยส่วนตัวแบ่งการศึกษาสายอาชีพเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนของการได้มาซึ่งวุฒิการศึกษา เช่น ปวช. ปวส. และส่วนที่เป็นการเรียนรู้ระยะสั้น การอบรมเพื่ออาชีพ สำหรับพรรคกล้านั้นมีมุมมองการศึกษาเพื่อการมีงานทำ อันเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่การสร้างเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ต้องการผลิตคนเป็นเครื่องจักรเหมือนที่เคยเป็นมา โดยระบบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องดูแลตั้งแต่การเตรียมแรงงานอันเป็นกลุ่มวัยเรียน ในระหว่างแรงงานซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงสายงานหรืออาชีพ และหลังจากทำงาน เช่น การเกษียณ หรือลาออกจากงาน&nbsp;</p>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าปัญหาคอขวดของการศึกษาสายอาชีพสามารถแบ่งเป็น 2 ประการสำคัญ</p>



<p><strong>1. ระบบแนะแนวที่ทำให้เด็กไม่รู้จักตัวเองและไม่เข้าใจการเรียนสายอาชีพ</strong>&nbsp;กิตตินันท์ขยายความว่าครูแนะแนวส่วนใหญ่มาจากการเรียนสายสามัญทำให้ไม่มีภาพการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษามากนัก ส่งผลต่อการรับรู้และส่งต่อข้อมูลของครูแนะแนวที่อาจจะไม่เห็นภาพความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่เรียนสายอาชีวศึกษาไปจนถึงระดับปริญญาเอก ทำให้หลายครั้งมองว่าผู้เรียนที่ไม่ถนัดด้านวิชาการ ควรไปสายอาชีวศึกษาเพื่อให้เรียนจบ รวมถึงโรงเรียนไม่ได้ให้คุณค่ากับนักเรียนสายอาชีวศึกษาเท่ากับสายสามัญ</p>



<p><strong>2. หลักสูตรของอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพที่ล้าหลัง</strong>&nbsp;หลักสูตรไม่ได้มีการปรับให้เข้ากับอุตสาหกรรมในพื้นที่และบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้เรียนเลือกอันดับสาขาไล่ตามระดับโควตาทำให้ทุกสาขามีผู้เรียน แม้จะเป็นสาขาที่ตกยุคไปแล้วก็ตาม</p>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าการศึกษาต้องมีคุณภาพเป็นพื้นฐาน ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น สามารถออกแบบการเรียนรู้ได้หลากหลายในลักษณะตัดเสื้อพอดีตัว มีการใช้แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (personal education plan – PEP) เพื่อให้เหมาะกับการพัฒนาในแต่ละทักษะของผู้เรียน และนโยบายการศึกษาสายอาชีพที่จะต้องจัดการร่วมกัน 2 ส่วนผ่านหน่วยงานกลางที่เข้ามาบริหารจัดการ ส่วนแรกเรื่องธนาคารแรงงาน (labor bank) เป็นระบบคล้ายกับหน่วยงานทำนายความเปลี่ยนแปลงแรงงานในอนาคตผ่านการใช้เทคโนโลยี machine learning เป็นคลังข้อมูลที่จะช่วยในการวางแผนอย่างแม่นยำทั้งสำหรับผู้เรียน และผู้กำหนดนโยบาย กับอีกส่วนคือการจัดการศึกษาระบบธนาคารหน่วยกิต (credit bank) ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง เช่น การฝึกอบรม เพื่อเอามารวมในธนาคารหน่วยกิตสังเคราะห์เป็นวุฒิการศึกษา และประกอบอาชีพต่อไป โดยที่สถานศึกษาทำหน้าที่ให้ความรู้พื้นฐานและเป็นแหล่งอำนวยความสะดวกด้านเครื่องมือ ระบบทั้งสองส่วนจะช่วยทำให้เห็นเจ้าของ เจ้าภาพ เจ้ามือในการทำงาน นอกจากนี้เขายังเสนอว่าสถาบันการอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนรวมถึงสถาบันจากสถานประกอบการต้องอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน</p>



<p>“อาชีวศึกษาจะต้องเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับผู้ประกอบการได้” กิตตินันท์กล่าวแและทิ้งท้ายว่าควรจะสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการการสนับสนุนค่าตอบแทนในการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน หรือสร้างแรงจูงใจให้บุคคลทั่วไปผ่านการให้วอยเชอร์หรือให้งบในการพัฒนาตัวเอง</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเด็นชวนขบคิด รอบรั้วสายอาชีพ</strong></h2>



<p>ในช่วงท้ายของการสนทนา ตัวแทนทั้งสี่พรรคการเมืองได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับอาชีวศึกษาไทย&nbsp;<strong>ประเด็นแรก เรื่องแนวทางแก้ปัญหาเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาทระหว่างสถาบันการศึกษา&nbsp;</strong>วิโรจน์กล่าวว่าไม่ควรเหมารวมนักเรียนในสายอาชีวศึกษาว่ามีการใช้ความรุนแรง มีเพียงบางสถาบันหรือบางพื้นที่เท่านั้น สำหรับแนวทางการแก้ไขเริ่มจากการทำลายอำนาจนิยมในสถานศึกษา อันเป็นต้นต่อสำคัญของการใช้ความรุนแรงผ่านการประกาศนโยบายโรงเรียนปราศจากการกลั่นแกล้งรังแกทั้งระบบ โดยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่กิตตินันท์เสนอให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาดังกล่าว</p>



<p>ด้านกนกและณหทัยมองไปที่สาเหตุว่าเด็กหรือเยาวชนที่มีปัญหาเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งตีกันเกือบทั้งหมดมีแรงกดดันภายในจิตใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นจากเรื่องครอบครัว การเรียน เพื่อน หรือคนรัก กนกกล่าวว่าเด็กคิดและตอบสนองในระยะสั้น เนื่องจากมองไม่เห็นอนาคตจึงควรแก้โดยการทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นมีความฝันและมองในระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ณหทัยให้ความเห็นถึงการแก้ไขในเชิงระบบในระดับสถานศึกษา เช่น การลดหน้าที่งานเอกสารของครู เพื่อให้มีเวลาเอาใจใส่เด็กแต่ละคนมากขึ้นสามารถแก้ไขปัญหาของเด็กในเวลาอันรวดเร็ว หรือใช้ความเป็นหัวโจกของพวกเขาในด้านที่มีประโยชน์</p>



<p><strong>ประเด็นที่สอง</strong>&nbsp;<strong>เรื่องการยุบรวมสถานศึกษาสายอาชีพ เพื่อเพิ่มงบประมาณและยกระดับคุณภาพแต่ละแห่งให้ดียิ่งขึ้น</strong>&nbsp;กิตตินันท์ยืนยันว่าเขาไม่เห็นด้วย โดยให้ความเห็นว่าควรกระจายสถานศึกษาสายอาชีพทั่วประเทศมากกว่า เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงโอกาสได้ง่ายกว่า ขณะที่วิโรจน์มองว่าด้วยอัตราการเกิดของประชากรไทยที่ลดลงทำให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นทั้งในการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ อย่างไรก็ตามการควบรวมสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทักษะบางอย่างอย่างเต็มที่และมีห้องปฏิบัติการที่มีการลงทุนสูงนั้นจะต้องลงทุนเรื่องบริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่มองเรื่องการยุบสถานศึกษาเพื่อเพิ่มงบประมาณต่อสถานศึกษาเท่านั้น แต่ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการที่จะพัฒนาผู้เรียน</p>



<p><strong>ประเด็นที่สาม การสนับสนุนให้เรียนอาชีวะฟรีตอบโจทย์ช่วยดึงดูดผู้เรียนแค่ไหนในเมื่อปัจจุบันมีเงินให้กู้เรียนหรือทุนการศึกษาต่างๆ&nbsp;</strong>กิตตินันท์และณหทัยเห็นคล้ายคลึงกันว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนไม่ใช่มีเพียงค่าบำรุงการศึกษา แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นอีก ขณะที่เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ได้มีจำนวนมากนัก การสนับสนุนให้เรียนฟรีจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องมีความแม่นยำในการใช้งบประมาณ&nbsp; ขณะที่กนกกล่าวว่าเงินไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการเรียน แต่เรียนฟรีอาจจะไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพการศึกษาการเรียนแล้วมั่นใจได้ว่าในอนาคตจะมีรายได้เข้ามาเมื่อจบการศึกษา</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/">4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
