<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พรรคก้าวไกล | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 01 Sep 2023 08:09:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>พรรคก้าวไกล | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ถึงเวลาการศึกษาไทยพ้นหลุมดำ: ติวเข้ม ตะลุยโจทย์การศึกษาไทย กับ ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/paramee-waichongcharoen-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jul 2023 08:06:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[ปารมี ไวจงเจริญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71680</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ&#160;เป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ใน ส.ส. [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/paramee-waichongcharoen-interview/">ถึงเวลาการศึกษาไทยพ้นหลุมดำ: ติวเข้ม ตะลุยโจทย์การศึกษาไทย กับ ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ</strong>&nbsp;เป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ใน ส.ส. บัญชีรายชื่อ อันดับ 28 ของพรรคก้าวไกลที่หลายคนอาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตานัก</p>



<p>‘คนธรรมดาๆ ที่ขออาสาเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย’ คือคำที่เธอใช้อธิบายตัวเองในหน้าแนะนำตัวผู้สมัครฯ ของเว็บไซต์พรรคพร้อมแนบ<a href="https://election66.moveforwardparty.org/member/partylist_137" target="_blank" rel="noreferrer noopener">จดหมาย</a>ถึงเพื่อนครูและนักเรียน ประกาศอาสาตัวมาทำงานผลักดันการศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเท่าเทียม เท่าทันยุคสมัย</p>



<p>ก่อนที่จะก้าวเข้ามาบนถนนสายการเมือง ตลอดเส้นทางชีวิตของปารมีถูกรู้จักในฐานะติวเตอร์ชื่อดัง จากการสอนพิเศษวิชาสังคมและประวัติศาสตร์มานานเกือบ 30 ปี และเป็นอาจารย์พิเศษในหลายโรงเรียนทั่วประเทศไทย</p>



<p>แม้ว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมานี้ นโยบายเรื่องการศึกษาจะไม่ได้ถูกขับเน้นความสำคัญบนเวทีดีเบตต่างๆ เท่าไรนัก แต่แน่นอนว่าการกำหนดนโยบายการศึกษามีส่วนมากต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงของประเทศ รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการนำงบนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาไทยที่หนักหนาสาหัส</p>



<p>ท่ามกลางโจทย์ปัญหาการศึกษาที่รอคอยวันแก้ไขและความคาดหวังต่อการปฎิรูประบบการศึกษาไทย 101 สนทนากับปารมี ส.ส. ปีกการศึกษา พรรคก้าวไกล ถึงประสบการณ์ทำงานในโลกการศึกษา ปัญหาสำคัญที่พบเจอ และภารกิจด้านการศึกษาที่รออยู่ตรงหน้า</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/07/20230620-Interview-Paramee-IMG04-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-348085"/></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนจะก้าวมา</strong><strong>สู่</strong><strong>เส้นทางการเมือง</strong>&nbsp;<strong>คุณอยู่ในโลกการศึกษาในฐานะติวเตอร์ ทำไมจึงไม่เลือกการเป็นครูในระบบ</strong></h3>



<p>ก่อนหน้าจะมาลงสมัคร ส.ส. กับพรรคก้าวไกล ดิฉันอยู่ในวงการศึกษามาเกือบ 30 ปี สอนหนังสือมาทั้งชีวิตตั้งแต่จบการศึกษาจากครุศาสตร์ จุฬาฯ จนมาเป็นอาจารย์พิเศษทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชนและเป็นติวเตอร์สอนพิเศษวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์</p>



<p>นอกจากความภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชน อีกหนึ่งความภาคภูมิใจสำคัญในชีวิตของดิฉันก็คือการเป็นครู</p>



<p>ส่วนเหตุผลที่ไม่บรรจุเป็นครูในระบบ นอกเหนือจากกฎกระทรวงและกฎระเบียบข้อห้ามการรับสมัครข้าราชการตอนที่เรียนจบแล้ว ยังมีแรงกดทางสังคมวัฒนธรรมและความคิดของคนในสังคม การเป็น LGBTQ+ แล้วจะบรรจุในระบบ ในยุคที่ดิฉันเรียนจบใหม่ต้องเลือกระหว่างจะแต่งหญิงหรือจะแต่งบอย ซึ่งดิฉันรับตัวเองไม่ได้ที่จะต้องไปแต่งตัวเป็นผู้ชาย ครั้งสุดท้ายและครั้งเดียวที่ใส่ชุดผู้ชายก็คือตอนรับปริญญาบัตร ด้วยเหตุนี้จึงปิดโอกาสที่จะไปสอบบรรจุเข้ารับราชการ</p>



<p>ณ วันนี้มีลูกศิษย์ดิฉันที่เป็น LGBTQ+ ที่ใฝ่ฝันอยากบรรจุเป็นครู แต่ยังไงก็ต้องใส่กางเกงเป็นผู้ชายไปสอบอยู่ดี จนถึงวันนี้ตัวระบบยังเป็นแบบเดิม แล้วนับประสาอะไรกับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การเป็น LGBTQ+ ปิดประตูตายที่จะสามารถเข้ามาเป็นครูในระบบ ดิฉันจึงเลือกทางเดินมาเป็นครูนอกระบบ เป็นครูพิเศษแทน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ในการเรียนสายครุศาสตร์ ซึ่งคนมองว่าเป็นแวดวงที่มีความอนุรักษนิยมสูง คุณเคยรู้สึกเป็น ‘คนนอก’ บ้างไหม</strong></h3>



<p>การเรียนครุศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีความคิดอนุรักษนิยมค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แม้ว่าในปัจจุบันจะมีความคิดก้าวหน้ามากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีอาจารย์ที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยมอยู่มาก อย่างในรั้วจุฬาฯ ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นคณะที่อนุรักษนิยมสูง เมื่อเทียบกับคณะอื่นๆ</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้นหากลองจิตนาการถึงสังคมเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ไม่ว่ากับเพื่อน รุ่นพี่หรือรุ่นน้องที่เป็น LGBTQ+ ก็ต่างต้องเจอปัญหาสารพัด หญิงข้ามเพศอย่างดิฉันโดนกดขี่เหยียดหยามและโดนตําหนิอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>ความรู้สึกเป็นกบฏ ถูกกดดันด้วยแนวคิดค่านิยมเก่าๆ จึงเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเรียน รวมถึงถูกครหาด้วยคําโบราณเต่าล้านปีว่า “เป็นกะเทยหรือผู้ชายแต่งหญิงจะเป็นต้นแบบที่ไม่ดีของเด็ก” ซึ่งในปัจจุบันแล้วตามหลักการแพทย์เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไม่ใช่ว่าครูแต่งหญิงแล้วจะเป็นต้นแบบที่ไม่ดีให้เด็กไปแต่งตาม หากเราเชื่อตามนี้จริงๆ ทำไมประเทศไทยที่มีครูเป็นหญิงชายตามเพศสภาพจำนวนมาก มีครูเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบวินัยมากขนาดนี้ แต่สภาพสังคมที่เป็นจริงก็ไม่ได้สะท้อนถึงค่านิยมคำสอนที่ส่งต่อๆ กันมาเลย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>มีมุมมองที่ว่าการเรียนพิเศษเป็นสิ่งสะท้อนปัญหาระบบการศึกษา เพราะถ้าการศึกษาดี เด็กจะเรียนพิเศษไปทำไม</strong>&nbsp;<strong>ในฐานะครูสอนพิเศษมองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า จากประสบการณ์การเป็นติวเตอร์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะสอนแต่เพียงกับลูกหลานคนชั้นกลางขึ้นไปจนถึงคนรวย ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็จะมีสังคมและการใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ ในทางตรงกันข้าม เด็กที่ยากจนและขาดโอกาสทางการศึกษาจำนวนอีกเยอะมากในสังคมไทย ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ ไม่ต้องไปพูดถึงการเรียนพิเศษด้วยซ้ำ</p>



<p>ยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบัน ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งถ่างออกไปเรื่อยๆ พัฒนาการด้านการศึกษาของไทยมีแต่ลงกับลง กลายเป็นการศึกษาแบบปลายหน้าผาที่ผลักคนชายขอบและคนที่ไม่มีทรัพยากรออกไปจากระบบ</p>



<p>สำหรับดิฉันเองที่เกิดมาในครอบครัวคนจน ย่อมรับรู้ถึงความยากลําบากของคนจน รู้ว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ให้โอกาสเราได้มีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเลื่อนชนชั้นทางสังคมได้ โดยตัวอย่างตัวดิฉันเอง หากไม่ได้เรียนจบปริญญา มีการศึกษาที่ดี ชีวิตป่านนี้ก็คงย่ำแย่ไปแล้ว</p>



<p>แม้ว่าปลายทางของการศึกษาที่ใฝ่ฝันอาจจะไม่ได้เห็นในช่วงชีวิตของดิฉัน แต่อย่างน้อยก็อยากเข้ามาเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้เริ่มต้นขยับได้ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ดิฉันสมัครสมาชิกกับพรรคก้าวไกล เพื่อเข้ามาขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปในระบบการศึกษาไทย ให้มันลดและปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้น้อยลงมากที่สุด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เมื่อตัดสินใจมาทำงานการเมืองแล้ว ทำไมจึงเลือกพรรคก้าวไกล</strong></h3>



<p>สำหรับตัวดิฉันเองเป็นคนเชื่อและยึดมั่นในอุดมการณ์เสรีนิยมโดยพื้นฐานอยู่แล้ว หากเข้ามาทํางานการเมืองก็ต้องเลือกพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และมีอุดมการณ์สอดคล้องกับตัวเอง ดังนั้นพรรคก้าวไกลที่ทั้งเปิดกว้างให้โอกาสกับคนใหม่ๆ รวมถึงมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนจากผลงานที่ผ่านมาโดยตลอด จึงเป็นพรรคที่ดิฉันยึดถือและเชื่อมั่นที่จะร่วมงานด้วย</p>



<p>มีคําถามยอดฮิตที่ถูกถามตลอดว่าคือการอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 28 ของพรรคก้าวไกลนั้นดิฉันมีเส้นสาย หรือรู้จักใครในพรรคหรือไม่ ดิฉันก็ต้องบอกตรงๆ เลยว่าไม่ได้มีสายสัมพันธ์ใดๆ เลย เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานในพรรคโดยไม่รู้จักใคร เริ่มต้นจากยื่นใบสมัครทางเว็บไซต์ และผ่านการกลั่นกรองตามกระบวนการของพรรคหลายขั้นตอน ทั้งเขียนบทความ อัดคลิป และสัมภาษณ์กับทางพรรคจนกระทั่งมีโอกาสมาอยู่ตรงนี้</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/07/20230620-Interview-Paramee-IMG06-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-348087"/></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เด็กไปเรียนพิเศษเพื่อทำข้อสอบ ขณะที่ข้อสอบมีธงคำตอบที่ตายตัว-ติดกรอบความคิดเก่า สำหรับติวเตอร์ที่ต้องสอนให้เด็กไปกาข้อสอบเหล่านี้จะทำอย่างไรดี</strong></h3>



<p>ดิฉันเป็นติวเตอร์ได้เห็นข้อสอบผ่านตามาเยอะก็เห็นถึงพัฒนาการของข้อสอบที่ดีขึ้น โดยเฉพาะข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย อย่างวิชาสังคมศาสตร์ แต่ก่อนข้อสอบออกมาแบบให้เลือกตอบได้หลายคำตอบ ให้ลังเลว่าจะตอบในมุมสมัยใหม่หรือมุมอนุรักษนิยม แต่ในระยะหลังข้อสอบแบบนี้น้อยลงไปอย่างชัดเจน เดาว่าคนออกข้อสอบน่าจะเห็นกระแสสังคมว่าจะออกข้อสอบแบบติดในกรอบความคิดเก่าๆ ไม่ได้แล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เด็กไทยมีจำนวนชั่วโมงเรียนต่อวันเยอะมาก</strong>&nbsp;<strong>แต่ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยกลับสวนทาง</strong></h3>



<p>ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐต่างแข่งขันกันเปิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่บ้าปริญญาบัตร ปริญญาบัตรแปะข้างฝาบ้านเต็มไปหมด แต่ข้างในแก่นของการศึกษากลับกลวง</p>



<p>ในโลกที่สิ่งต่างๆ หมุนเปลี่ยนทุกวัน การศึกษาก็ต้องปรับตัวเองให้เท่าทันกับความรู้สมัยใหม่ มากกว่าเพียงการให้ความสําคัญกับใบปริญญาเท่านั้น เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดคนไทยให้ได้ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง</p>



<p>สำหรับแนวคิดของดิฉันและพรรคก้าวไกล เราจำเป็นต้องส่งเสริม ไม่ใช่เพียงแค่กับการศึกษาในระบบระดับประถม มัธยมหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่อนาคตเราจะต้องสามารถทําให้คนไทยทุกคนใฝ่การเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน และสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ในทุกๆ ที่อย่างแท้จริง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>แล้วมองว่าอะไรคืออุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการสอนในโรงเรียนให้มีคุณภาพ</strong></h3>



<p>ครูเป็นอาชีพที่มีงานเอกสารเยอะมาก งานเอกสารส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนใดๆ เลย ดังนั้นการลดภาระงานเอกสาร คืนครูให้กลับมาอยู่ห้องเรียนจึงเป็นภารกิจของดิฉันกับพรรคก้าวไกลที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ครูได้มีเวลาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ พัฒนาทักษะตัวเอง และใช้เวลาอยู่กับนักเรียนได้อย่างเต็มที่</p>



<p>ขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันครูส่วนหนึ่งยังคงมีศักยภาพไม่เพียงพอ ไม่ได้ติดตามค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้เท่าทันโลก ในส่วนนี้จำเป็นต้องส่งเสริมและจัดอบรมให้กับคุณครู เพื่อเสริมสร้างทักษะในหลากหลายด้านเป็นระยะๆ</p>



<p>มากไปกว่านั้นสารตั้งต้นความล้มเหลวของการศึกษาไทยอย่างคณะครุศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันการผลิตครูของไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้แล้ว ภายใต้โลกที่ทุกอย่างก้าวหน้า เราไม่สามารถผลิตครูในรูปแบบเดิมๆ ที่ออกแบบการสอนได้แต่แบบทางเดียว เช่น พูดเป็นนกแก้ว นกขุนทองอยู่หน้าห้องคนเดียว โดยเด็กไม่มีส่วนร่วมใดๆ เลย แต่จำเป็นต้องสอนแบบเชิงรุก ทำให้เด็กมีส่วนร่วมโต้ตอบกับชั้นเรียนนั้นๆ ได้</p>



<p>แล้วยังมีเรื่องรายได้และสวัสดิการที่ต่ำของครู ตลอดจนศักดิ์ศรี มุมมองต่ออาชีพครูในสังคมไทยที่ยิ่งลดน้อยถอยลงไปกว่าเดิมในปัจจุบัน ทำให้เด็กเก่งและมีความสามารถก็ยิ่งถอยห่างออกจากสายครุศาสตร์</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ในฐานะครูสอนสังคมศาสตร์</strong>&nbsp;<strong>เราจะสอนเรื่องการเมืองอย่างไร</strong>&nbsp;<strong>ภายใต้ระบบการศึกษาไทยที่กลัวความเปลี่ยนแปลง</strong></h3>



<p>แม้ว่าการศึกษาของไทยมักจะติดอยู่กับชุดความคิดหรือทฤษฎีแบบเดิมๆ แต่โดยส่วนตัวดิฉันก็เลือกสอนตามกรอบทฤษฎีที่หลากหลายให้ครอบคลุมมากที่สุด&nbsp; เช่น ในวิชาการเมืองการปกครองก็สอนตั้งแต่การเปรียบเทียบทฤษฎีประชาธิปไตยว่ามีรูปแบบใดบ้าง แล้วมันมีลักษณะเป็นอย่างไร ชวนคิดและตั้งคำถามถึงข้อดีข้อด้อยของแต่ละรูปแบบ ตลอดจนทฤษฎีเผด็จการว่ามีหน้าตาเป็นแบบใด</p>



<p>แม้ว่าดิฉันจะเชิดชูในคุณค่าเสรีประชาธิปไตยและเชื่อว่ามันเหมาะสมกับธรรมชาติของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่มากที่สุด แต่ในฐานะครูก็จำเป็นต้องสอนเนื้อหาที่หลากหลาย แม้ไม่เห็นด้วยกับมันก็ตาม เพราะสุดท้ายเชื่อว่าตัวนักเรียนเองก็มีวิจารณญาณมากพอที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกเชื่อความคิดแบบไหนโดยตนเองได้</p>



<p>สำหรับความเชื่อของกลุ่มคนอนุรักษนิยมจำนวนหนึ่งที่ว่า ‘เด็กสมัยนี้โง่โดนหลอกง่าย’ การพูดเช่นนี้ ก็พูดกลับไปว่าคุณก็โง่เขลาเช่นกัน เพราะคุณก็ต่างโดนหลอกและโฆษณาชวนเชื่อด้วยชุดความรู้และอุดมการณ์แบบเก่า เพราะฉะนั้น หากมองในมุมดังกล่าวและเชื่อว่าก็โดนหลอกกันมาทั้งคู่ เรายิ่งควรให้แต่ละคนได้ใช้วิจารณญาณเลือกรับความเชื่อและอุดมการณ์ที่หลากหลาย และให้ความเคารพต่อการตัดสินใจซึ่งกันและกันด้วย</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/07/20230620-Interview-Paramee-IMG01-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-348082"/></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เราควรจะคุยเรื่องการเมืองในห้องเรียนได้ไหม</strong>&nbsp;<strong>หรือโรงเรียนควรจะเป็นพื้นที่ปลอดการเมือง</strong></h3>



<p>การเมืองอยู่ในทุกอณูของชีวิต เพราะมนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่หนีไม่พ้นจากอํานาจรัฐ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วินาทีที่เราทุกคนเกิดมา เราต่างต้องจดทะเบียนแจ้งเกิดเพื่อรับเลขบัตรประชาชน และรับสิทธิความเป็นพลเมืองของเรา</p>



<p>เฉกเช่นเดียวกับในรั้วโรงเรียน ดิฉันไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่เราจะทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดการเมือง ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เราควรจะสามารถถกเถียงแง่มุมทางการเมืองในทุกๆ วิชาได้ ตั้งแต่ วิชาสังคม ประวัติศาสตร์ ตลอดจนวิชาอย่างเลข ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ มันก็ถูกถกเรื่องความคิดทางการเมืองในศาสตร์เหล่านี้ได้</p>



<p>พื้นที่โรงเรียนในฝันของดิฉันควรเป็นพื้นที่เปิดกว้างในการถกเถียงกัน ทั้งคนที่มีความคิดอนุรักษนิยมและความคิดสมัยใหม่ แต่ในสภาพปัจจุบันกลุ่มคนอนุรักษนิยมและครูบางคนมักจะชอบพูดว่า “เด็กจะรู้ดีกว่าฉันได้ยังไง” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงครูเองก็ย่อมสอนผิดพลาดได้หรือเป็นความรู้ที่ล้าสมัยไปแล้ว ซึ่งไม่ได้เอื้อต่อสภาพการเรียนรู้ที่ดี</p>



<p>จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่นักเรียนจะมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว แต่นักเรียนและเยาวชนทุกคนต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะว่ามันคือบ้านเมืองที่เขาอาศัยอยู่ มันคือชีวิตในอนาคตของพวกเขา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>แล้วเราจะสอบนิยามความเป็น ‘ชาติ’ อย่างไร ท่ามกลางความหมายของชาติที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันในสังคมไทย</strong></h3>



<p>วิธีคิดของครูผู้สอนเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าแบบเรียน แม้ว่าในระยะหลังแบบเรียนจะใส่เนื้อหาที่มีความอนุรักษนิยมน้อยลงกว่าอดีตแล้วก็จริง แต่ในขณะเดียวกันมันกลับมาในรูปแบบที่แนบเนียนขึ้น ซึ่งก็เห็นได้จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนจำนวนมากในสังคม</p>



<p>สำหรับบรรดาครูรุ่นใหม่ที่มีแนวความคิดสมัยใหม่ เขาก็จะสอนและอธิบายผ่านแบบเรียนเหล่านั้นได้หลากหลายแง่มุม เช่นตั้งคำถามว่าชาติคืออะไร ชาติกําหนดพฤติกรรมพลเมืองให้เป็นอย่างไร รวมถึงวิพากษ์ถึงชาติในแนวคิดใหม่ๆ ผ่านทฤษฎีที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อแบบใด</p>



<p>ในขณะที่ครูจำนวนหนึ่งที่ยังติดความคิดอยู่ในโลกทัศน์เก่าก็มักจะมีกรอบความคิดที่คับแคบ และชินชากับการใช้อํานาจนิยม โดยไม่เปิดให้มีการวิพากษ์และโต้แย้งได้ ครูเหล่านี้ก็ต้องยอมรับว่าก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน ซึ่งทั้งนักเรียนและผู้ปกครองก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล</p>



<p>ทางออกของเรื่องดังกล่าวก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘หลักสูตร’ ที่ต้องออกแบบให้เกิดการโต้เถียงโต้แย้งได้ รวมถึงเนื้อหาวิชาที่ทันสมัย โดยหากในอนาคตถึงเวลาที่จะต้องปรับถึงหลักสูตร ก็ต้องปรับการศึกษาไทยให้สู่ความเป็นสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น บทเรียนเรื่องศาสนาที่มักจะเน้นการท่องจำหลักธรรมเป็นหลัก อาจจะสามารถเปลี่ยนมาเป็นการเรียนศาสนาเปรียบเทียบหรือปรัชญาแทนได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>การศึกษานอกห้องเรียนบนโลกออนไลน์ดูเหมือนจะไปไกลและก้าวหน้ากว่าในห้องเรียนมาก แล้วห้องเรียนมีความสำคัญอย่างไรในยุคปัจจุบัน</strong></h3>



<p>วิชาการส่วนหนึ่งก็ยังจําเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน โดยเฉพาะในการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ในหลายวิชาก็ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองได้แล้ว โดยพรรคก้าวไกลกําลังร่างหลักสูตรใหม่ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าจะทําให้ห้องเรียนน่าเรียนขึ้นและตอบโจทย์สังคมสมัยใหม่ได้ดีมากขึ้น</p>



<p>นอกจากนี้คือเรื่องการศึกษาทางเลือก อย่างการศึกษาแบบโฮมสคูล (home school) ที่ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในห้องเรียนแล้ว ในอนาคตเราจำเป็นต้องขจัดกฎหมายต่างๆ และจัดทํากลไกต่างๆ เพื่อเอื้อต่อผู้ปกครองและนักเรียนสามารถเข้าสู่การศึกษาทางเลือกได้ได้ง่ายและมีคุณภาพมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>กฎกระทรวงศึกษาฯ ใหม่ว่าด้วยเรื่องการยกเลิกเรื่องระเบียบทรงผมนักเรียนที่ผ่านมา แนวโน้มมาถูกทางหรือยัง</strong></h3>



<p>ก็ถือได้ว่ามาถูกทางแล้ว แต่จำเป็นต้องปรับแก้อยู่พอสมควร จากกฎกระทรวงของคุณตรีนุช เทียนทอง (รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ) ให้อำนาจกับสถานศึกษาสามารถใช้ดุลพินิจในการออกกฎเรื่องทรงผมเอง แต่สำหรับสังคมไทยแล้ว คำว่า ‘ดุลพินิจ’ ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย</p>



<p>กฎหมายหรือกฎระเบียบใดในไทย ถ้ามีคำว่าดุลพินิจของผู้บริหารเมื่อไหร่ มันมักจะแย่เสียหมด เพราะผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะมีแนวโน้มไปทางอํานาจนิยม ไม่รับฟังเสียงรอบข้าง โดยเฉพาะในรั้วโรงเรียน อย่างในกรณีประกาศยกเลิกทรงผมนักเรียน ก็มีหลายโรงเรียนที่รับฟังนักเรียน และจัดทำประชาพิจารณ์ในการออกกฎระเบียบ แต่ในอีกหลายโรงเรียนไม่เป็นเช่นนั้น กลับมีการลิดรอนสิทธิของเด็กโดยออกกฎระเบียบที่หนักขึ้นกว่าเดิม ทั้งลงโทษด้วยการกล้อนผม ซึ่งทำให้ปัญหากลับไปหนักกว่าอดีต</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/07/20230620-Interview-Paramee-IMG03-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-348084"/></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>หลายคนมองว่าเด็กรุ่นใหม่มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก การสอนเด็กรุ่นใหม่ยากไหม</strong></h3>



<p>ครูบางคนยังคงมีความคิดแบบอํานาจนิยมและมักจะลงโทษเด็กเมื่อพวกเขาไม่สนใจเรียน แต่กลับไม่รู้จักหากระบวนการในการกระตุ้นความสนใจให้กับเด็กในวิชาที่ตนสอน ดังนั้น คนที่บอกว่าเด็กสมัยนี้สอนยาก ก็คือคนที่คุณไม่เข้าใจและไม่รับฟังเด็ก</p>



<p>ในอนาคต เราต้องไปถึงจุดที่ให้นักเรียนสามารถประเมินครู ครูประเมินผู้อำนวยการได้ ซึ่งมันก็จะกลับมาให้ทุกคนในระบบการศึกษาตื่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกับครูผู้สอนและตัวผู้บริหารที่จะหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้</p>



<p>ประโยคที่ว่าเด็กสมัยนี้สอนยาก ครูกับผู้บริหารคงต้องกลับมาย้อนดูตัวเองและรู้จักที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันสมัย เพื่อจัดการเรียนรู้ที่มันสอดคล้องกับผู้เรียนในยุคนี้อย่างแท้จริง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>จากการเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษา เห็นปัญหาด้วยตัวเอง มีประเด็นการศึกษาเรื่องไหนที่อยากผลักดัน</strong></h3>



<p>ดิฉันกับพรรคก้าวไกลกําลังจัดทำนโยบายปฎิรูปการศึกษาไทย โดยแบ่งออกเป็นสามระยะด้วยกัน</p>



<p>ระยะเร่งด่วน ภารกิจใน 100 วันแรกหากเราได้เป็นรัฐบาลคือ ลดงานเอกสาร-งานธุรการของครู และคืนครูสู่ห้องเรียน ตามแผนนโยบาย 300 ข้อที่เราได้ประกาศไว้</p>



<p>ในระยะกลาง พรรคก้าวไกลกําลังร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จำเป็นต้องใส่ความเป็นสมัยใหม่ในหลักสูตร และลดความแข็งตัวทางโครงสร้างการศึกษาไทยลง อย่างความเทอะทะของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการศึกษาไทย ต่อมาคือเรื่องหลักสูตร เราค่อนข้างเห็นด้วยกับหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ร่างโดยกระทรวงศึกษาธิการ แล้วมีการทดลองนําใช้กับหลายโรงเรียน แต่ปัจจุบันถูกสั่งระงับเอาไว้ก่อนโดยรัฐบาลประยุทธ์ ดังนั้นหากเราเป็นรัฐบาลอาจจะมีการปรับบางส่วน โดยยึดจากหลักสูตรฐานสมรรถนะ&nbsp;เพื่อให้นักเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นและจัดการเรียนการสอนที่ประยุกต์เข้าความหลากหลายของนักเรียนได้</p>



<p>ในระยะยาว เราจะต้องทําให้การศึกษาไทยลดความเหลื่อมล้ำลง จากการลดเงินงบประมาณด้านความมั่นคง แบ่งมาเป็นงบทางด้านการศึกษาให้มากขึ้น รวมถึงปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกระทรวงศึกษามีการกระจายอำนาจให้มากกว่านี้ อย่างในอนาคต โรงเรียนต้องมีอํานาจตัดสินใจภายในโรงเรียนตัวเอง ไม่ใช่ว่าต้องมารออนุมัติจากส่วนกลาง อีกทั้งงบประมาณนโยบายและโครงการต่างๆ ก็ต้องเปิดเผยสาธารณะ ชุมชนผู้ปกครองสามารถเข้ามาตรวจสอบได้</p>



<p>การกระจายอํานาจของพรรคก้าวไกล เป็นเรื่องที่ตั้งใจทำไม่ใช่แค่ในกระทรวงศึกษา แต่กับทุกๆ กระทรวงเลยเสียด้วยซ้ำ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>หลายคนกังวลว่าเมื่อเปิดสภา ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับเก่าจะถูกนำกลับมา แล้วจะทำอย่างไรต่อดี</strong></h3>



<p>ถ้าเปิดสภาสมัยใหม่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับรัฐบาลประยุทธ์ และ พ.ร.บ.การศึกษาที่พรรคเราร่างขึ้นมาใหม่จะถูกนำมาบรรจุวาระคู่กัน โดยเราอาจจะมาพิจารณาบางส่วน ข้อดีบางอย่างเราก็อาจเอามาใช้ปรับใช้ แต่ที่แน่ๆ ต้องบอกว่าคงจะพิจารณาร่างของเราเป็นหลัก</p>



<p>ถ้าให้พูดถึงเหตุผลที่เราหยิบเอา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับรัฐบาลประยุทธ์มาใช้เลยไม่ได้ มีข้อวิจารณ์จำนวนมาก เรื่องใหญ่ๆ คือ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวไม่ให้อํานาจกับผู้เรียน รวมถึงเป็นการศึกษาที่ขาดความหลากหลาย หลายมาตราออกไปในเชิงอํานาจนิยมหรือกึ่งถอยหลังลงคลองด้วยซ้ำ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>กระทรวงศึกษาธิการเป็นหนึ่งในกระทรวงปราบเซียน หากก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาไทยได้จริงหรือ</strong></h3>



<p>ขอสื่อสารไปถึงครูทุกคนเลยว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว เราจะยืนหยุดนิ่งให้ลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดเราพังทลาย หรือจะโอนอ่อนของและปรับเปลี่ยนตามทิศทางลม</p>



<p>ดิฉันเชื่อมั่นว่าครูหลายท่านมีความหวังดีต่อการศึกษาไทย หากความคิดเห็นอะไรบางอย่างที่ท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคก้าวไกล เราสามารถมาพูดคุยกันได้ พรรคเรายินดีรับฟัง ถึงแม้พรรคจะยึดมั่นในอุดมการณ์และในนโยบายที่เราเสนอในการหาเสียง แต่เราก็อ่อนน้อมต่อประชาชน และอ่อนน้อมกับข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการและคุณครูทุกคน เพียงแต่ขอให้มั่นคงบนหลักการประชาธิปไตย เรายินดีที่จะรับฟังทุกภาคส่วนจริงๆ</p>



<p>เรามาจับมือร่วมกันผลักดัน เพื่อทําให้การศึกษาไทยพ้นจากหลุมดําเสียที</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/07/20230620-Interview-Paramee-IMG05-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-348086"/></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มองว่ารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนต่อไปควรมีคุณสมบัติแบบใด</strong></h3>



<p>ไม่จําเป็นต้องเป็นครู อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือคนในวงการการศึกษาก็ได้ จะเป็นใครก็ได้ที่เข้าใจในระบบการศึกษาอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นคนที่มีหัวใจของนักปฏิวัติที่อยากเปลี่ยนแปลง เพื่อไม่ให้สุดท้ายจมหายไปกับระบบการศึกษาแบบเดิมๆ</p>



<p>นอกจากนี้ อยากให้มีใจแห่งความเป็นประชาธิปไตยด้วย เปิดกว้างรับฟังโดยเฉพาะกับนักเรียนให้มากๆ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญที่ผู้ใหญ่ในวงการศึกษาไทยหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ค่อยฟังนักเรียน ทั้งๆ ที่หัวใจของการศึกษาคือต้องเป็นไปเพื่อนักเรียน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>อยากฝากอะไรถึงนักเรียนไทยที่กำลังรอคอยความเปลี่ยนแปลง</strong></h3>



<p>พรรคก้าวไกลจะเข้ามาปักธงแห่งการเปลี่ยนแปลงและจุดไฟแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ไม่ใช่เพียงในด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงกับสังคมไทยในทุกๆ มิติ</p>



<p>อยากให้นักเรียนทุกคนมีความหวัง เพียงแต่เราทุกคนต้องตั้งสติและระลึกไว้เสมอว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้เกิดขึ้นโดยพลันฉับไว เพราะยิ่งตอนนี้เรากำลังอยู่ในหลุมดํามาหลายด้านหลายมิติที่ทับซ้อนกัน การจะพ้นจากหลุมดํา จึงอาจต้องค่อยๆ ตะกายขึ้นมาและอาศัยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน</p>



<p>สำหรับฝ่ายอนุรักษนิยมหรือคนรุ่นเก่า อยากให้เริ่มต้นรับฟังซึ่งกันและกัน เพราะการรับฟังและหาจุดร่วมกันเป็นหัวใจสําคัญมากของระบอบประชาธิปไตย คนรุ่นเก่าที่มีอุดมการณ์อนุรักษนิยมบางครั้งก็ต้องวางอีโก้ของท่านลงบ้าง เพราะหัวใจสําคัญประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยนั้นก็คือการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกันและหาจุดร่วมท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายในสังคม</p>



<p>ประเทศนี้เป็นของเราทุกคนและของคนทุกรุ่น ดิฉันใฝ่ฝันอยากให้รับฟังซึ่งกันและกัน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องจับมือร่วมกันเพื่อทําให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากหลุมดํานี้ไปด้วยกัน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/paramee-waichongcharoen-interview/">ถึงเวลาการศึกษาไทยพ้นหลุมดำ: ติวเข้ม ตะลุยโจทย์การศึกษาไทย กับ ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การศึกษาเพื่อทุกคน’ ว่าที่รัฐบาลใหม่ตีโจทย์อย่างไร?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/policy-forum-education-for-all/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Jun 2023 04:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71557</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการเลือกตั้งสะท้อนถึงความต้องการที่อยากจะเห็นการเปลี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/policy-forum-education-for-all/">‘การศึกษาเพื่อทุกคน’ ว่าที่รัฐบาลใหม่ตีโจทย์อย่างไร?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลการเลือกตั้งสะท้อนถึงความต้องการที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคมไทยของประชาชน ด้วยผลคะแนนของพรรคการเมืองรุ่นเล็กที่เฉือนพรรคการเมืองเก่าไปได้หลายล้านเสียงอย่างคาดไม่ถึง หลากหลายนโยบายที่ถูกมองว่าเป็นไปได้ยากกำลังจะถูกนำเข้าสู่รัฐสภาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าในฐานะรัฐบาลใหม่</p>



<p>ท่ามกลางกระแสความยินดีและความตึงเครียดของการจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาคั่งค้างที่อยู่ในโครงสร้างยังคงไม่ถูกแก้ไขมีมากมายสารพัด&nbsp;หนึ่งในปัญหาที่คั่งค้างคือ ‘การศึกษา’ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเกี่ยวพันกับปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ อีกมากมาย</p>



<p>101 ชวน&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong>&nbsp;ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ&nbsp;<strong>ไกรยส ภัทราวาส</strong>&nbsp;ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมแลกเปลี่ยนกันถึงปัญหาในวงการการศึกษา ไล่เรียงตั้งแต่การศึกษาไร้รอยต่อ การเพิ่มทางเลือกและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไปจนถึงภาพอนาคตทางการศึกษาไทยที่ทั้งสองอยากจะเห็นภายใต้การนำของรัฐบาลก้าวไกล</p>



<figure class="wp-block-embed alignfull is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="ชวนว่าที่รัฐบาลใหม่ ตอบโจทย์ประเทศไทย | 101 Policy Forum" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/8LpiCEKqZYA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นโยบายการศึกษาใน 100 วันแรกของรัฐบาลน้องใหม่</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นโยบายด้านการศึกษาที่จะได้เห็นจากว่าที่รัฐบาลใหม่ในเร็วๆ นี้มีเรื่องอะไรบ้าง</strong></h3>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: ในภาพรวม หลักๆ นโยบายการศึกษาของพรรคก้าวไกลออกบนฐานจากการที่ว่า การแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาที่ผ่านมาไม่สำเร็จเพราะขาด 2E</p>



<p>E ที่หนึ่งคือ Efficiency หรือประสิทธิภาพ ระบบการศึกษายังขาดประสิทธิภาพหลายอย่างในการแปรสิ่งที่เอาเข้าไปให้ออกมาเป็นผลสัมฤทธิ์อย่างที่ต้องการ เช่น จำนวนชั่วโมงเรียนที่เยอะเกินไป คือประเทศไทยกำหนดให้เด็กนักเรียนมีจำนวนชั่วโมงเรียนเยอะ แต่ไม่สามารถแปรจำนวนชั่วโมงเรียน ความขยันของนักเรียนเหล่านั้นออกมาเป็นทักษะที่แข่งกับนานาชาติได้ เราเห็นว่ากระทรวงศึกษาได้รับงบประมาณเป็นอันดับต้นๆ ทุกปี แต่ระบบงบประมาณไม่สามารถแปรเม็ดเงินออกเป็นการรับประกันสิทธิเรียนฟรีให้แก่นักเรียนทุกคนได้จริงๆ</p>



<p>E ที่สองคือ Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจ หลายคนยังมองว่าการศึกษาที่ดีคือการศึกษาที่ใช้ระบบอำนาจนิยม บอกเด็กว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วเอาไม้บรรทัดแบบเดียวไปวัดกับทุกคน ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีความต้องการ ความถนัด และความชื่นชอบที่แตกต่างกัน เราจึงอยากเห็นการศึกษาที่มีความเห็นอกเห็นใจ เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของเด็กแต่ละคน รวมถึงกระจายอำนาจทางการศึกษาให้การตัดสินใจไม่กระจุกอยู่ที่ส่วนกลางด้วย</p>



<p>เพราะฉะนั้น นโยบายด้านการศึกษาของก้าวไกลจึงจะแบ่งออกเป็น 6 เป้าหมายเบื้องต้น</p>



<p><em>เป้าหมายที่หนึ่ง</em>คือ รับประกันสิทธิทุกคนในการเรียนฟรีจริง ถึงแม้ประเทศเราจะมีนโยบายเรียนฟรีมาสักพัก แต่มันมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ทำให้ยังเรียนฟรีไม่จริง ตกอยู่ที่ประมาณ 2,000-6,000 บาทต่อคนต่อปี</p>



<p><em>เป้าหมายที่สอง</em>&nbsp;เราต้องการให้ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ปลอดภัยไร้อำนาจนิยม ทั้งทางร่างกาย ไร้อุบัติเหตุ มีอาหารการกินที่ถูกสุขอนามัย ปลอดภัยในเชิงของสภาพจิตใจ และปลอดภัยจากการถูกละเมิดสิทธิ</p>



<p><em>เป้าหมายที่สาม</em>คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยการออกแบบหลักสูตรใหม่ หากเราเป็นรัฐบาล เราจะออกแบบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ เน้นทักษะและสมรรถนะที่เท่าทันโลก</p>



<p><em>เป้าหมายที่สี่</em>คือ การคืนครูให้ห้องเรียน เพราะถึงแม้จะมีหลักสูตรที่ดี แต่ถ้าครูไม่มีเวลาให้สำหรับนักเรียน ก็อาจจะไม่สามารถยกระดับทักษะของนักเรียนให้ดีได้เท่าที่ควรจะเป็น เราจะลดเวลาที่ครูเสียไปกับกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเพื่อเป็นการคืนเวลาให้กับครู คืนครูให้กับห้องเรียน</p>



<p><em>เป้าหมายที่ห้า</em>คือ การส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นนอกห้องเรียนในช่วงสมัยเรียน หรือว่านอกห้องเรียนในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับคนหลังวัยเรียน เป็นต้น</p>



<p><em>เป้าหมายที่หก</em>คือ ครูสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษาหรือตัดสินใจมากขึ้น</p>



<p>หกเป้าหมายที่ผมพูดมาต้องทำตั้งแต่วันแรก เรายืนยันว่าเรามีความพร้อม เพราะว่าอะไรก็ตามที่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เราเตรียมไว้แล้ว 45 ฉบับ พร้อมยื่นตั้งแต่วันแรกที่สภาเปิด หนึ่งในนั้นคือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับก้าวไกลด้วย แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญคือ อะไรจะเห็นผลภายใน 100 วัน อะไรจะเห็นผลภายใน 1 ปี หรืออะไรจะต้องใช้เวลา 4 ปีเต็มมากกว่า</p>



<p>สิ่งที่ผมคิดว่าเราจะเห็นภายใน 100 วันแรก&nbsp;<em>อย่างที่หนึ่ง</em>คือการแก้ไขปัญหาอำนาจนิยมในโรงเรียนเพื่อทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยออกข้อกำหนดเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการว่า ทุกโรงเรียนจะต้องไม่ออกกฎระเบียบที่ขัดต่อหลักสิทธินักเรียน หรือสิทธิมนุษยชน การกระจายอำนาจการตัดสินใจต้องไม่อยู่บนฐานของการไปเปิดช่องให้มีการละเมิดสิทธินักเรียนในกรณีที่เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันสิทธินักเรียน ถ้ามีการค้นพบว่าบุคลากรทางศึกษาไปละเมิดสิทธินักเรียนจริง ต้องมีการพักใบประกอบวิชาชีพ เป็นการปิดช่องให้ไม่มีการลงโทษนักเรียนเกินขอบเขต ทั้งทางร่างกายหรือทางวาจา เป็นต้น</p>



<p><em>อย่างที่สอง</em>ที่คิดว่าจะเห็นผลภายใน 100 วันคือ การคืนเวลาให้กับครูและคืนครูให้กับห้องเรียน เช่น แก้ระเบียบและใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรียกเลิกภาระหน้าที่การเข้าเวรของครู แล้วหาวิธีอื่นในการรักษาความปลอดภัยให้กับโรงเรียน อีกเรื่องคือเรื่องของการลดงานธุรการ งานเอกสาร ตัดอะไรที่ไม่จำเป็นออก หรือสมมติว่ามีการตรวจราชการเข้ามาแล้วครูต้องเสียเวลาไปพบปะกับหน่วยงานราชการที่เข้ามาตรวจสอบก็ต้องตัดออกเช่นกัน ภารกิจของก้าวไกลคือ การยกเลิกกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนออกให้หมด จากข้อมูลในปัจจุบัน 42% ของเวลาครูถูกใช้ไปกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ภายใน 100 วันแรกเราอาจจะตัดออกไม่ครบทั้ง 42% แต่บางเรื่อสามารถทำได้ทันที</p>



<p>อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำภายใน 100 วันแรกคือ การออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ เพราะสิ่งนี้เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ มีหลักสูตรทางสมรรถนะที่ผู้เชี่ยวชาญและหลายภาคส่วนด้านการศึกษาทำมาเป็นสารตั้งต้นอยู่ เพียงแต่ถูกชะลอไป เราคิดว่าจะเอาสารตั้งต้นตรงนั้นหยิบกลับขึ้นมา มีกระบวนการรับฟังความเห็น ร่วมกันออร่วมกันอีกสักรอบหนึ่ง เพื่อให้หลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่เสร็จภายในหนึ่งปี</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประสิทธิภาพ-เสมอภาค-คุณภาพ</strong><br><strong>สามสิ่งที่ต้องมีในระบบการศึกษา</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แม้จะมีนโยบายการเรียนฟรี มีเงินสนับสนุนด้านการศึกษามาหลายรัฐบาล แต่ท้ายสุดก็ยังคงไม่พอ กลายเป็นปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเหตุใดประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนในมุมมองของกสศ.</strong></h3>



<p><strong>ไกรยส</strong>: อยากจะชวนมองภาพเชิงระบบของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก่อนว่า จะต้องมีการสังคายนาระบบข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชากรไทยหรือคนที่มีสิทธิอยู่อาศัยในประเทศแต่ยังอยู่นอกระบบการศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งมีหลายลักษณะ เช่น เด็กเข้าเรียนช้า ย้ายตามพ่อแม่ กว่าจะเอาลูกไปลงหลักปักฐานแล้วได้เข้าเรียน การเข้าเรียนช้าจะกระทบกับพัฒนาการของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกล้ามเนื้อ ร่างกาย และการเรียนรู้หลายๆ อย่าง ถ้าให้เปรียบเทียบคือหน้าต่างหลายๆ บานมันปิดแล้วมันเปิดอีกไม่ได้</p>



<p>ถ้าเราให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนราษฎร์ ทะเบียนนักเรียนได้มีโอกาสเข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน แล้วกระจายออกไปยังกลไกพื้นที่ ตามตัวนักเรียนที่หลุดออกจากระบบให้เขามีโอกาสได้กลับมาเรียนหนังสือ แล้วถ้าใครตกหล่นตรงไหน ก็จะมีตัวเลขเป็น KPI ให้ตรวจสอบได้ ถ้าเราสามารถเริ่มต้นตรงนี้ได้เป็นจุดตั้งต้น สิ่งที่จะตามมาคือโจทย์ในการทำงานต่อว่า โรงเรียนจะต้องปรับตัวอย่างไร ที่ไม่ให้ปรับตัวเฉพาะกับเด็กทั่วไป แต่สำหรับเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษเหล่านี้ด้วย แต่ถ้าจะทำเช่นนั้นได้ คำถามคือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนได้รับการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองได้</p>



<p>ก็จะมาถึงเรื่องของสูตรจัดสรรงบประมาณการศึกษา เราไปผูกทุกอย่างที่ฝั่งขวาของสมการคือจำนวนหัวของผู้เรียน กล่าวคือ เราใช้จำนวนหัวผู้เรียนในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่จะส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างมาก ทั้งๆ ที่ข้อมูลหลายๆ อย่างก้าวหน้าขึ้นเยอะ เราสามารถใช้ระยะทาง ใช้ตำแหน่งที่ตั้งของโรงเรียน ใช้สัดส่วนของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เรามีอะไรหลายอย่างที่จะนำไปใส่ในสูตรจัดสรรเพื่อความเสมอภาคมากขึ้นได้</p>



<p>ถ้าเกิดเรามีการปรับระเบียบ ปรับกติกาต่างๆ โดยคำนึงถึงความเสมอภาคในสูตรการจัดสรรงบประมาณ ผลที่ตามมาจะยั่งยืน ไม่ใช่แต่เฉพาะรัฐบาลนี้ แต่รัฐบาลต่อๆ ไปด้วย การจัดสรรงบประมาณจึงเป็นประเด็นที่จะกระทบทั้งประสิทธิภาพ (Efficiency) ความเสมอภาค (Equity) และ คุณภาพ (Quality)</p>



<p>ในส่วนของความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) หลายๆ อย่างคนอาจจะมองว่าการลดความเหลื่อมล้ำคือการทำให้คนได้เท่ากัน แต่สิ่งที่กสศ. พยายามจะนำเสนอคือ ถ้าทุกคนเคยเห็นภาพที่สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เด็กสามคนพยายามจะชะเง้อดูกีฬา แต่มีกำแพงขวางอยู่ จริงๆ ถ้าเอากำแพงนี้ออกไปให้ระบบการศึกษาปรับตัว ปรับให้เป็นระบบการศึกษาที่มีทางเลือกสำหรับทุกคน ทำให้เด็กที่มีความสามารถที่จะนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศได้ เราก็ไม่ควรจะให้ระบบประเมินผลทำเด็กรู้สึกท้อ ทำให้รู้สึกต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า มาถูกทางหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาจะต้องปรับตัวเข้าหาผู้เรียน ไม่ใช่ให้ผู้เรียนต้องปรับตัวเข้ากับระบบ เพราะบางคนที่ปรับตัวไม่ได้จะถูกบีบให้หลุดออกนอกระบบไป</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>การจัดสรรงบประมาณอย่างมีคุณภาพสำคัญต่อการสร้างระบบการศึกษาที่ดีให้แก่ประเทศไทย</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กสศ. มองเป้าหมายหกข้อว่าด้วยการศึกษาของพรรคก้าวไกลอย่างไร</strong></h3>



<p><strong>ไกรยส</strong>: สิ่งที่คุณพริษฐ์พูดถือเป็นประเด็นสำคัญทั้งหมด เรื่องการกระจายอำนาจเป็นประเด็นที่ต้องลงไปดูในแต่ละพื้นที่ว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรเอาเด็กเป็นตัวตั้ง กศส. ทำงานหลายประเด็น พอประชุมร่วมกันแล้วมันไปต่อไม่ได้ เพราะหลายๆ อย่างเพราะว่าติดที่องค์กรในระบบการศึกษาหรือกติกามันล็อก ถ้าเราสามารถเอาระเบียบเหล่านี้มาสังคายนาแล้วให้เด็กคือจุดตั้งต้น และครูต้องทำงานเพื่อเด็กให้ได้ความรู้อย่างเต็มที่ที่สุด ผมเชื่อว่าคำตอบหลายๆ คนในพื้นที่รู้มานานแล้ว พยายามผลักดันอยู่ แต่เขาอาจจะไม่มีกำลังเพียงพอที่จะทำได้ ถ้า 100 วันแรกเราสามารถเริ่มกระจายอำนาจได้ การแก้ไขประเด็นอื่นๆ ก็จะตามมา</p>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: อาจจะต้องแยกก่อนว่าอะไรที่ ‘จะทำ’ ใน 100 วันแรก และอะไรที่จะ ‘เห็นผล’ ใน 100 วันแรก เรื่องอำนาจนิยม คืนครูให้ห้องเรียน ผมว่าเป็นสิ่งที่จะเห็นผลภายใน 100 วันแรก แต่จะมีสิ่งอื่นๆ ที่ถึงแม้จะไม่เห็นผลใน 100 วันแรก แต่ก็ต้องทำภายใน 100 วันแรกเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือเรื่องงบประมาณ ผมเห็นด้วยกับคุณไกรยสในส่วนของการจัดสรรงบประมาณที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับนักเรียนทุกคน</p>



<p>หลักคิดของก้าวไกลเกี่ยวกับงบประมาณด้านการศึกษาจะแบ่งออกเป็นสามอย่างหลักๆ&nbsp;<em>อย่างที่หนึ่ง</em>คือ ต้องมีการเพิ่มงบประมาณในการรับประกันสิทธิเรียนฟรีของนักเรียนทุกคน เราตั้งเป้าว่าต้องเพิ่มงบประมาณ 33,000 ล้านบาทต่อปี ในนั้น 4,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ต้องใช้ในการจำกัดค่าใช้จ่ายแอบแฝงทางการศึกษาของเด็กที่ถูกนิยามว่า มาจากครอบครัวยากจนหรือยากจนพิเศษ อีก 29,000 ล้านบาท เป็นการเพิ่มงบรายหัวของค่าอาหารและค่าเดินทาง เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับประกันสิทธิเรียนฟรี อาหารฟรีและมีรถรับส่ง</p>



<p>นอกจากการเพิ่มขนาดของเค้ก เราต้องการจัดงบประมาณให้มีความเป็นธรรมในโรงเรียนแต่ละแห่งเหมือนที่คุณไกรยสพูดว่า ที่ผ่านมา การจัดสรรงบประมาณใช้หลักจัดสรรแบบรายหัวในการคำนวณว่าแต่ละโรงเรียนจะได้รับงบประมาณเท่าไร ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีความเสียเปรียบพอสมควร พรรคก้าวไกลจะคำนึงถึงหลายปัจจัยมากกว่าแค่การจัดสรรรายหัว ส่วนงบก้อนที่เหลือจากการจัดสรรที่เป็นธรรมแล้ว จะเป็นงบก้อนที่ทำให้โรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจใช้ทรัพยากรมากขึ้น นอกจากนี้ โรงเรียนแต่ละแห่งควรมีตัวแทนของครูที่มาจากการเลือกตั้งของครูด้วยกันเอง ตัวแทนของนักเรียนที่มาจากการเลือกตั้งของนักเรียนด้วยกันเอง เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อให้มีอำนาจในการดูแลออกความเห็น</p>



<p>ปีแรกที่รัฐบาลเริ่มงานเป็นช่วงการจัดทำงบประมาณปี 2567 งบประมาณส่วนการศึกษาจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือ 4,000 ล้านบาทที่ตั้งใจจะจัดสรรให้ กสศ.ใช้แก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบ อีก 11,000 ล้านบาท คือโครงการคูปองเปิดโลก เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน นักเรียนระดับประถมจะได้ 1,000 บาทต่อปี ระดับมัธยมจะได้ 1,500 บาทต่อปี ส่วนอุดมศึกษาจะได้รับเงิน 2,000 บาทต่อปีให้นำไปใช้ในการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้</p>



<p><strong>ไกรยส</strong>: ภาพรวมของประเทศไทยคือ ในเมื่อเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ งบประมาณส่วนของกระทรวงศึกษาจะค่อยๆ ลดลง เพียงแต่ว่างบประมาณที่แม้จะลดลงไปนั้นต้องถูกนำไปใช้ในจุดที่ควรจะใช้มานานแล้ว เช่น การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทาง กสศ.มีแผนที่ที่ระบุได้เลยว่ามีประมาณ 1,500 กว่าโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลหรือทุรกันดาร ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายให้คนจะมีการศึกษาได้ในพื้นที่เหล่านั้น เพราะฉะนั้น ต้องมีการใส่ทรัพยากรเข้าไปเพิ่มเติมให้สามารถจัดการศึกษาอย่างเสมอภาคได้</p>



<p>ส่วนเรื่องคูปองเปิดโลก ผมว่าน่าจะเป็นนโยบายที่เจาะไปที่กลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, and Training) ซึ่งประเทศไทยมีประชากรกลุ่มนี้ในช่วงอายุ 15-24 ปี ประมาณ 15% ซึ่งจริงๆ มีศักยภาพที่จะขยับไปเป็นแรงงานฝีมือ (skilled labor) หรือสูงไปกว่านั้นได้ คูปองดังกล่าวจะช่วยพัฒนาทักษะที่เราเชื่อว่าตลาดแรงงานต้องการ&nbsp;</p>



<p>กสศ.อยากเห็นวงจรชีวิตของคนๆ หนึ่งว่า ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยยาวไปจนถึงวัยแรงงานช่วงต้นจะมีความสามารถแข่งขันทัดเทียมในระดับโลกได้ คำถามคือเราจะสามารถพัฒนาคนให้ตอบโจทย์ได้ไหม เพราะถ้าประเทศอื่นทำได้แล้วเรายังล่าช้า นั่นหมายความว่าอนาคตของประเทศไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประชากรจะยังคง ‘แก่ก่อนรวย’ อยู่</p>



<p>การลงงบประมาณอย่างที่คุณพริษฐ์อธิบายจะส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาสูงมาก ผมไม่อยากให้มองว่าการให้งบทางการศึกษาเป็นการสงเคราะห์หรือเป็นอะไรที่สิ้นเปลือง แต่ให้มองว่าเป็นการลงทุน ถ้าการศึกษามีความเสมอภาคมากขึ้น ก็จะกลายเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะพาคนไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางหรือกับดักของความยากจนได้เร็วขึ้น</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>การศึกษาไทยในระยะยาวผ่านสายตาของผู้กำหนดนโยบายและผู้ผลักดันการแก้ไขปัญหา</strong></h2>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: มองภาพไปข้างหน้า 4 ปีเราต้องการลดความเหลื่อมล้ำและทำให้การศึกษามีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้การศึกษาเป็นพื้นที่ที่เด็กได้พัฒนาศักยภาพของตนเองตามความถนัดหรือความชอบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะเป็นการศึกษาที่มีความหลากหลายในหลายมิติ ได้แก่</p>



<p><em>มิติที่หนึ่ง</em>คือ ความหลากหลายของการศึกษา ความชอบ ความถนัดของเด็กแต่ละคนมากขึ้น อย่างการออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ โดยพรรคมองไปถึงเป้าหมายของการพัฒนาสมรรถนะที่เท่าทันโลกอนาคต ลดวิชาบังคับและเพิ่มวิชาเลือก ทำให้เด็กแต่ละคนมีศักยภาพในการเรียนรู้มากขึ้น</p>



<p><em>อย่างที่สอง</em>คือ ความหลากหลายในแต่ละโรงเรียน นอกจากอำนาจในการตัดสินใจทางการเงินแล้ว เราอยากกระจายอำนาจการศึกษาให้โรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกบุคลากรหรือการออกแบบหลักสูตร อาจต้องวางมีแกนกลางบางอย่างกำหนดเป้าหมายภาพรวมว่าหลักสูตรมุ่งสู่เป้าหมายอะไร แต่ท้ายสุด เราอยากให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนในโรงเรียน</p>



<p><em>อย่างที่สาม&nbsp;</em>ความหลากหลายของรูปแบบการเรียนการสอน เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่ชั่วโมงเรียนหรือระบบโรงเรียนเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอเป็นนโยบายคือ การตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกของการศึกษาทางเลือกที่ไม่ใช่ระบบโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น Home School ศูนย์การเรียน การศึกษานอกระบบ (กศน.) เพื่อให้เป็นที่อำนวยความสะดวกแก่การศึกษาในรูปแบบเหล่านี้ ไม่ว่าจะลงทะเบียน ประเมิน รับประกันการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของนักเรียนในระบบเหล่านี้ การเชื่อมโยงกับอุดมศึกษา ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มความหลากหลายได้เช่นกัน</p>



<p><em>อย่างสุดท้าย</em>คือ ความหลากหลายของวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ท้ายสุดแล้วการศึกษาหรือการเรียนรู้ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การศึกษาเพื่อวุฒิการศึกษาอย่างเดียว แต่ต้องส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ถึงแม้บุคลากรรุ่นใหม่จะผ่านระบบการศึกษาที่ดีที่สุด แต่ความรู้ที่เราได้รับจากระบบในวัยเรียน อีก 5 ปี 10 ปีอาจจะตกยุคตกสมัยไปแล้ว เพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต้องมีการพัฒนาทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอด พรรคก้าวไกลจึงให้การส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน เรามีนโยบายในการสร้างแพลตฟอร์ม&nbsp;3 in 1 สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตคล้าย Netflix, Linkedin และ JobsDB ในแพลตฟอร์มเดียว ส่วน Netflix เป็นการรวบรวมเนื้อหาการเรียนการสอน คอร์สทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ แบบฝึกหัดให้กับผู้ใช้งาน ส่วน Linkedin เป็นระบบที่บันทึกว่าเรียนอะไรมาบ้างแล้ว ผ่านแบบฝึกหัดอะไรมา ได้คะแนนเท่าไร ส่วน JobsDB จะช่วยในการจับคู่กับผู้ประกอบการที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเหล่านั้น</p>



<p>ท้ายที่สุด ระบบการศึกษาต้องเป็นการศึกษาที่เติมไฟในการเรียนรู้ แต่ในปัจจุบันเรายังอยู่ในระบบการศึกษาที่ดับไฟแห่งการเรียนรู้ เพราะการศึกษายังกำหนดชั่วโมงเรียนภาคบังคับเยอะ ภาระเยอะ การบ้านก็เยอะ สิทธิในการเลือกเรียนวิชาที่ต้องการก็ไม่ได้มีอิสระมากนัก ทำให้ผู้ที่ผ่านระบบการศึกษามารู้สึกว่า พอแล้วกับการศึกษา พอแล้วกับการเรียนรู้ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขเพื่อเติมไฟให้คนยังมีความต้องการการเรียนรู้อยู่</p>



<p><strong>ไกรยส</strong>: ตอนนี้ทุกประเทศทั่วโลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งถูกทำให้เสียระบบ (Disrupt) ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ขณะที่งานด้านการศึกษาเป็นงานที่ต้องอาศัยการมองและการคาดการณ์ไปในอนาคตสองสามขั้นข้างหน้า หากเราตั้งเป้าจะพัฒนาให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความสามารถด้านการแข่งขัน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และจะให้คนไทยจะเป็นหัวใจสำคัญในการพาประเทศออกจากกับดักความยากจนและกับดักรายได้ปานกลาง เราต้องมองว่ามีทักษะอะไรบ้างที่เราต้องการ ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ Hard Skills เท่านั้น แต่ยังมีทักษะอื่นๆ ที่ทวีความสำคัญขึ้น เช่น ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Socio-Emotional Skill), ทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ (Foundational Skill), ทักษะทางดิจิทัล (Digital Skill) ทั้งหลาย คำถามคือ สิ่งเหล่านี้จะเข้าไปอยู่ในหลักสูตรอย่างไร</p>



<p>ระบบการศึกษาเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ โจทย์คือเราจะบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ได้รับความร่วมมือและแนวร่วม ส่วนตัวผมมองว่าอยู่ที่คน คือจะทำอย่างไรให้คนในกระทรวงต่างๆ เข้าใจทิศทางดังกล่าว เพราะหลายอย่างต้องมีการ Reskill หรือ Upskill ในหน่วยงานด้วยเพื่อที่จะมาสานต่อนโยบายที่ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมากกว่า 4 ปีหรือ 8 ปีด้วยซ้ำไป นี่เป็นเกมระยะยาวที่ผู้ที่อยู่ในคณะกรรมการบริหารต้องคิดตั้งแต่ต้นว่า เราจะบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างไร การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจะทำให้เราไปสู่ความสำเร็จ และถ้าเรามีหลักคิดร่วมกันก็จะนำไปสู่ความยั่งยืนได้</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ปัญหาเก่าและโจทย์ใหม่ ความท้าทายที่รัฐบาลก้าวไกลพร้อมรับมือ</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รัฐบาลควรจะมีวิธีการทำงานอย่างไรที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเก่าและรับมือกับโจทย์ใหม่ที่กำลังจะเข้ามา</strong></h3>



<p><strong>พริษฐ์</strong>:&nbsp;<em>ประเด็นที่หนึ่ง</em>&nbsp;อนาคตของการศึกษาอยู่บนพื้นฐานการศึกษาอนาคต การศึกษาจะเป็นไปในทิศทางใดนั้นขึ้นอยู่กับเราศึกษาว่าแนวโน้มของโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร และขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้บุคลากรในประเทศเรามีทักษะอะไรที่จะสามารถปรับตัวสู่โลกอนาคตได้ พอเราแปรส่วนนั้นมากำหนดเป็นรูปแบบของการทำงาน สิ่งที่ก้าวไกลพยายามจะทำจึงไม่ใช่แค่ออกแบบใหม่แล้วจบเลย แต่ต้องคำนึงให้ระบบมีความยืดหยุ่นเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย สมมติว่าผ่านไปอีก 4 ปีข้างหน้า ถ้าก้าวไกลไม่ใช่รัฐบาลแล้ว เราต้องทำให้ระบบสามารถรับรู้ถึงสัญญาณการปลี่ยนแปลงต่างๆ และปรับรูปแบบให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้</p>



<p><em>ประเด็นที่สอง</em>&nbsp;เราเข้าใจดีว่าหากจะขับเคลื่อนให้สำเร็จ การทำงานร่วมกับระบบราชการเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งนี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ก้าวไกลประกาศนโยบาย 300 ข้อในการหาเสียง แทนที่จะเลือกเฉพาะข้อสำคัญ เรามองว่าการสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่แรกเป็นการสื่อสารกับระบบราชการด้วย ประชาชนที่เลือกก้าวไกลมาอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับทั้ง 300 นโยบาย แต่ท้ายสุดแล้ว คะแนนเสียงที่ได้มาเป็นสิ่งที่บอกว่านี่คือภาพอนาคตที่ประชาชนอยากเห็น และเราสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปทำงาน เราชัดเจนกับระบบราชการว่าต้องการจะเข้าไปขับเคลื่อนอะไร</p>



<p><strong>ไกรยส</strong>: ผมอยากสนับสนุนแนวคิดวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล การใช้ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการออกแบบนโยบายและมีการประเมินผลต่อเนื่อง เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของ กสศ. ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัยเรื่องในโรงเรียน ในชั้นเรียน เราให้นักวิจัยหลายคนเข้ามาทำงานวิจัยเชิงระบบ ในอนาคตถ้าอยากให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น เราต้องมีกลไกพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง และกลไกบริหารจัดการข้อมูลที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นแดชบอร์ด (Dashboard) ทำให้เห็นว่าทรัพยากรที่ใส่ไปในแต่ละปีการศึกษามีอะไร พอนำข้อมูลมาคุยกัน ก็สามารถจะดึงเอาข้อเท็จจริงมาสู่การกำหนดหรือการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ และนำสิ่งนี้ลงมาสู่พื้นที่ เพื่อพัฒนาให้คนที่อยู่ในระบบการศึกษามีทักษะที่หลากหลายและนำไปสู่ความยั่งยืน</p>



<p>การทำให้การปฏิรูปในระบบการศึกษายั่งยืนได้นั้นอยู่ที่คน และการรักษาให้คนเหล่านี้อยู่ในระบบการศึกษาได้คือกลไกของข้อมูล หลายครั้งต่างคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าความคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้นสามารถมาอยู่ในจุดที่ลงตัวกันได้ด้วยข้อมูลที่ทุกคนเชื่อมั่นว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง ข้อขัดแย้งก็อาจจะคลี่คลายไปสู่ทิศทางที่ดีได้</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สร้างระบบ All for Education เพื่อนำไปสู่ Education for All</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีความคาดหวังอย่างไรกับผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในฐานะหน่วยงานที่ต้องร่วมงานด้วยและในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และอยากฝากอะไรถึงรัฐบาลใหม่เพื่อให้การศึกษาเป็นการศึกษาเพื่อทุกคน</strong></h3>



<p><strong>ไกรยส</strong>: สิ่งแรกที่ผมอยากเห็นคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่นานเกิน 10 เดือน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการถูกเปลี่ยนบ่อยมาก เป็นหนึ่งในกระทรวงที่เปลี่ยนบ่อยที่สุด ในขณะที่ความเสถียรภาพของนโยบายด้านการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ดำรงตำแหน่งได้เกิน 10 เดือน</p>



<p>อีกเรื่องคือคาดหวังว่าผู้ที่อยู่ในระบบราชการจะมีความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ ลำดับความสำคัญไปที่ตัวนักเรียน ตัวครู เป็นจุดตั้งต้น แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อยู่ในระบบการบริหารงานราชการ ถ้าตอบโจทย์เด็ก ครู โรงเรียน ครอบครัวได้ ประเทศก็จะปฏิรูปการศึกษาอย่างก้าวหน้าได้</p>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: ภาพรวมของสิ่งที่รัฐบาลก้าวไกลพยายามทำคือ การเอาวาระเป็นตัวตั้ง ที่ผ่านมามีการพยายามที่จะร่าง Memorandum Of Understanding (MOU) ขึ้นมา เพื่อที่อย่างน้อยจะมีวาระขั้นพื้นฐานที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นเป็นพื้นฐานร่วมกัน เอาวาระเป็นตัวตั้งและชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลชุดใหม่ หากใช้วาระเป็นตัวตั้ง สิ่งนี้จะไปทลายกำแพง 2 อย่างคือ&nbsp;<em>หนึ่ง</em>&nbsp;วาระจะไปทลายกำแพงระหว่างกระทรวง เช่น เรารู้ว่าวาระการศึกษาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนแค่กระทรวงศึกษาอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงหลายกระทรวง การทำงานต้องไม่เป็นไปในลักษณะของกระทรวงใคร กระทรวงมัน ต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานมากขึ้น</p>



<p><em>อย่างที่สอง</em>คือ ทลายตำแหน่ง ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่ารัฐมนตรีจะเข้ามาดำรงตำแหน่งได้นานเท่าไร แต่เมื่อเราเอาวาระเป็นตัวตั้ง หากมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีก็จะถูกกำหนดไว้ด้วยวาระ</p>



<p><strong>ไกรยส</strong>: ถ้า กสศ.ได้รับการสนับสนุนตามพันธกิจที่ถูกตั้งขึ้นมาว่า เป็นหน่วยงานอิสระที่สามารถให้คำแนะนำรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เรามีข้อเสนอต่อรัฐบาลว่าจะต้องมีการลงทรัพยากรเท่าไหร่ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้จบ มีผลต่อคนกี่คน กลุ่มเป้าหมายไหน ด้วยวิธีอย่างไร โดยที่งบประมาณไม่จำเป็นต้องมาที่ กสศ. โดยตรง เราแค่ชี้เป้าและให้วิธีการ นี่น่าจะเป็นการสนับสนุนสำคัญที่ทำให้เราสามารถทำหน้าที่ในฐานะตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ รวมถึงช่วยสนับสนุนการทำงานอย่างอิสระ รายงานกับนายกรัฐมนตรีที่สามารถทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานได้</p>



<p>การศึกษาสำหรับคนทุกคนคืออนาคตของประเทศไทย เรามียังมีโอกาสก่อนที่เราจะมีคนเกิดน้อยกว่าคนที่ต้องดูแล เด็กคนหนึ่งมีศักยภาพแตกต่างหลากหลายและไปได้สุดทาง นั่นคือความเสมอภาคที่ผลลัพธ์ ถ้าเรารู้ได้ว่าผลที่หลากหลายเหล่านั้นจะทำให้เสมอภาคได้อย่างไร แล้วมาจัดสรรเรื่องระบบงบประมาณ นโยบายต่างๆ การทำงานที่ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกัน นั่นจะเป็นหัวใจของการบริหารความยั่งยืนจากการเปลี่ยนแปลงนี้</p>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: การยกระดับการศึกษาเพื่อทุกคนเป็นวาระสำคัญ หลายปัญหาในประเทศนี้จะแก้ไขไม่ได้หากเราไม่แก้ไขปัญหาด้านการศึกษา ถ้าเราอยากยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เราก็ต้องทำให้บุคลากรของประเทศเรามีศักยภาพที่ตอบโจทย์อนาคต ถ้าเราอยากจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างสังคมที่เป็นธรรม เราไม่สามารถมีสังคมที่เป็นธรรมได้ ถ้าเด็กสองคนเกิดที่ในประเทศนี้เข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพแตกต่างกัน ถ้าเราอยากมีประชาธิปไตยที่มั่นคง ไม่ใช่แค่ในเชิงระบบ แต่ในเชิงค่านิยม เราก็ต้องส่งเสริมค่านิยมเหล่านั้นในทุกห้องเรียน ทุกโรงเรียนของประเทศนี้&nbsp;</p>



<p>พรรคก้าวไกลไม่เพียงแต่จะยกระดับการศึกษาเพื่อทุกคนอย่างเดียว แต่เราต้องการจะเป็นรัฐบาลของคนทุกคน เพื่อคนทุกช่วงวัย ทุกภูมิภาค ทุกอาชีพ และเป็นรัฐบาลให้กับทั้งคนที่เห็นด้วยและเห็นต่างกับเรา</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/policy-forum-education-for-all/">‘การศึกษาเพื่อทุกคน’ ว่าที่รัฐบาลใหม่ตีโจทย์อย่างไร?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-260123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2023 11:53:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วงคุยวิธีคิดสู่การออกแบบนโยบายฟื้นฟูระบบการศึกษาไทยอย่างเสมอภาคและยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[Equitable Education Recovery Policy]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม]]></category>
		<category><![CDATA[ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สันติพงษ์ ช้างเผือก]]></category>
		<category><![CDATA[ฐปนีย์ เอียดศรีไชย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคไทยสร้างไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[Thai pbs]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64015</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260123/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น <strong>‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’</strong> ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีนักเรียนยากจนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัด แต่การแก้ปัญหานั้นต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ถูกออกแบบอยู่บนฐานของความรู้ อาศัยการทำงานกับฐานข้อมูล (data) เพื่อกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อน และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืน</p>



<p>ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ <strong>“วงคุยวิธีคิดสู่การออกแบบนโยบายฟื้นฟูระบบการศึกษาไทยอย่างเสมอภาคและยั่งยืน (Equitable Education Recovery Policy)”</strong> จัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อร่วมกันเสนอวิธีคิดและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะช่วยลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษาและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมือง ดังนี้</p>



<ul><li><strong>ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม</strong> ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย</li><li><strong>ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ</strong> โฆษกพรรคไทยสร้างไทย</li><li><strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> พรรคก้าวไกล</li><li><strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong> หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์</li></ul>



<p>ดำเนินรายการโดย</p>



<ul><li><strong>สันติพงษ์ ช้างเผือก</strong> บรรณาธิการข่าวไทยพีบีเอส</li><li><strong>ฐปนีย์ เอียดศรีไชย</strong> ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters</li></ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-598ebd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/01_forum-2-all.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><em>“เมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายคนอาจนึกว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก หรือเรื่องดราม่า”</em></strong></p>



<p>เปิดด้วยประโยคจาก <strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong> หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดถึงมุมมองของสังคมที่มีต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายครั้งที่การพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวถูกตีความไปในเชิงของความรู้สึก อารมณ์ หรือเป็นแค่เรื่องดราม่าบนโลกออนไลน์ที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p><em>“แต่วันนี้ กสศ. ทำให้พวกเรารู้ว่า ความเหลื่อมล้ำมันคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ เรามีข้อมูลชัดเจนว่ามีจำนวนคนจนและจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ”</em></p>



<p>แต่ในความเป็นจริงนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถูกฉายให้เห็นผ่านสถิติและชุดข้อมูล (data) ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตโควิด-19</p>



<p>ตัวเลขรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่ลดลง จำนวนเด็กนักเรียนที่ตกอยู่ในกลุ่มยากจนและยากจนพิเศษมากขึ้น มีนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงระดับชั้นรอยต่อ (ป.6 ม.3 และม.6) มากกว่า 85,000 คนในช่วงเวลาดังกล่าว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“หากโฟกัสผิดจุด เราจะไม่มีวันเอาชนะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้เลย”</em></strong></h4>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc6349"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/02_สุชัชวีร์-สุวรรณสวัสดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สถานการณ์ดังกล่าวจึงเกิดข้อเสนอเชิงนโยบายจาก<strong> ศ.ดร.สุชัชวีร์</strong> ต่อกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อนำไปพัฒนาสู่แนวทางการฟื้นฟูระบบการศึกษาอย่างตรงจุดดังนี้</p>



<p><strong>[1] ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศนำทางแก้ปัญหา</strong></p>



<p>เพื่อเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ การกลับมาโฟกัสกับฐานข้อมูลที่มี เช่น รายได้เฉลี่ยครัวเรือน สถานภาพทางครอบครัว หรือการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน จะเป็นหัวใจหลักในการจัดลำดับความสำคัญ การจัดสรรงบประมาณ และการจัดสรรอัตรากำลังครูในแต่ละโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>[2] ส่งเสริมการพัฒนาด้านสุขภาพสำหรับเด็กเล็ก 0-6 ปี</strong></p>



<p>การจัดสรรงบประมาณควรมุ่งไปที่การพัฒนา ‘สุขภาพของเยาวชน (Hardware)’ ด้วยการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและออกกำลังกายอย่างเพียงพอ เนื่องจากร่างกายที่แข็งแรงจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอด ‘การเรียนรู้ (Software)’ ในอนาคต</p>



<p><strong>[3] ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา และการเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่เป้าหมายทางการศึกษาสำหรับทุกคน บางครอบครัวต้องการแค่เพียงทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญคือการยกระดับศักยภาพของเยาวชนที่ไม่ได้เข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้มีความสามารถในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับคนทั่วไปในสังคม</p>



<p><strong>“หากไร้ซึ่งความกล้าหาญในการจัดสรรงบประมาณ ในปีถัดไปเราทุกคนก็จะวนกลับมาคุยกันเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาในเรื่องเดิม ๆ”</strong></p>



<p>ขณะที่ <strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล เสนอว่าหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยั่งยืนอาจไม่ใช่เพียงวิธีคิดในการจัดการศึกษา แต่ต้องเกิดจากการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางให้เพียงพอในแต่ละพื้นที่และมีการบริหารจัดการงบประมาณเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล เน้นย้ำว่าหากใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การลงทุนที่น้อยจนเกินไป อาจไม่ส่งผลใด ๆ ในการฟื้นฟูระบบการศึกษา เปรียบเสมือนกับการแจกเงินคนละ 1 บาททั่วประเทศไทย อาจไม่ส่งผลอะไรต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่นเดียวกันกับงบประมาณด้านการศึกษา หากมีงบประมาณที่น้อยจนเกินไป จะทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนใด ๆ ให้เกิดขึ้นในเชิงรูปธรรมได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“เพราะฉะนั้นการเพิ่มงบประมาณให้กับ กสศ. 4,000 ล้านบาท จึงเป็นขั้นพื้นฐานและขั้นต่ำที่สุดที่ไม่ต้องคิดอะไร ใช้แค่หัวใจอย่างเดียวก็พอ”</em></strong></h4>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-793dc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/03_วิโรจน์-ลักขณาอดิศร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคก้าวไกล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วิโรจน์</strong> ยังมองว่านอกจากการเพิ่มงบประมาณเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานให้กับนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษแล้ว การเพิ่มงบประมาณสำหรับเงินอุดหนุนรายหัวในแต่ละโรงเรียนก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากงบประมาณที่กระจายไปในแต่ละโรงเรียนจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพในการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่</p>



<p>นอกจากนี้ ‘งบประมาณค่าอาหารกลางวัน’ และ ‘งบประมาณสนับสนุนค่าเดินทาง’ มักจะเป็นนโยบายสำคัญที่ถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายส่วนต่างทางการศึกษาที่นักเรียนแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบเพิ่มเติม หากนักเรียนคนใดมีเงินไม่มากพอต่อการใช้จ่ายสำหรับการเดินทางมาเรียนหรือซื้ออาหารกลางวัน ก็มีความเสี่ยงที่เด็กเหล่านั้นจะตัดสินใจไม่มาเรียน และเลือกช่วยผู้ปกครองหารายได้ที่บ้านแทน</p>



<p><em>“ที่ผ่านมาเราบอกให้เด็กต้องคิดนอกกรอบ ผมก็ต้องบอกว่านโยบายการศึกษาก็ต้องคิดนอกรั้วโรงเรียนด้วย อย่างประเด็นควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก พ่อแม่หลายคนไม่มีปัญหาและพร้อมที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดหรือโรงเรียนประจำอำเภอ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่กล้าจัดสรรงบประมาณคือการทำรถโรงเรียนให้มีคุณภาพ เพื่อพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียนที่มีเหล่านั้นให้ได้”</em> วิโรจน์กล่าวทิ้งท้าย</p>



<p>หลักในการออกแบบนโยบายทางการศึกษาจึงต้องคิดทั้ง ‘ในรั้วโรงเรียน (นโยบายทางการศึกษา)’ และ ‘นอกรั้วโรงเรียน (นโยบายครัวเรือน)’ ไปพร้อม ๆ กัน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“หน้าที่ของรัฐคือการจับคู่ทักษะที่แต่ละคนมีเข้ากับตลาดแรงงานที่ยังว่างอยู่”</em></strong></h4>



<p>นอกจากการคำนึงถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาแล้ว <strong>ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม </strong>ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในการจัดการศึกษาก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน</p>



<p>โดยมีมุมมองว่าระบบการศึกษาที่ดีจะต้องช่วยให้ผู้คนมีศักยภาพมากเพียงพอในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ผ่านแนวคิด <strong>‘Learn to Earn ทุกคนต้องได้เรียน เรียนแล้วต้องมีรายได้’ </strong>หน้าที่ของรัฐจึงเป็นการค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในแต่ละครอบครัวเพื่อจับคู่กับตำแหน่งในตลาดแรงงาน หากครอบครัวใดมีความสามารถไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเข้าไปเสริมให้พวกเขามีทักษะเพียงพอต่อการประกอบอาชีพ</p>



<p><em>“เราอย่ามองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องให้คนเข้าไปอยู่ในระบบเท่านั้น การศึกษาคือการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเรียนรู้เพื่อยกระดับความสามารถของตนเองได้ วันนี้โลกหลังโควิดนั้นเปลี่ยนไป&nbsp; หลายอาชีพตายไปแล้ว บางอาชีพต้องอาศัยความรู้ที่มากขึ้น ความรู้เดิมอาจใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความรู้จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2600b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/04_ณหทัย-ทิวไผ่งาม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ประธานคณะที่ปรึกษา<br>ด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>มากไปกว่านั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องควบคู่กับการทำงานผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) หากสามารถระบุได้ว่าแต่ละครัวเรือนมีจำนวนกี่คน แต่ละคนประกอบอาชีพใดบ้าง สถานะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร แบกรับหนี้ครัวเรือนอยู่เท่าไหร่ ใครสมควรได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐอย่างเร่งด่วน และหน่วยงานใดที่ต้องเข้าไปประสานกับชุมชน ฯลฯ รูปแบบการทำงานเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานมี และช่วยกันขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันทั้งขบวน</p>



<p><em>“เราต้องทำการเรียนรู้เชิงรุก เตรียมเครื่องมือกับเครือข่าย เทคโนโลยีต้องเข้าถึงประชาชนทั้งหมด”</em> ดร.ณหทัย เน้นย้ำความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีในการทำงานกับประชาชน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“คำว่าปฏิรูปอาจไม่เพียงพอ เราต้องออกแบบนโยบายที่ปฏิวัติวงการการศึกษา”</em></strong></h4>



<p><strong>ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ</strong> โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เสนอมุมมองว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้น การใช้คำว่าปฏิรูปอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการจัดศึกษาใหม่ ให้เหมาะสมกับโลกในปัจจุบัน ผ่านแนวคิดหลัก 4 ข้อดังนี้</p>



<p><strong>[1] ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา</strong></p>



<p>เป้าหมายของการศึกษาต้องมุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีโอกาสในการค้นหาตัวเองได้เร็วที่สุด ทำให้เยาวชนรับรู้ว่าสิ่งที่ตนเองสนใจนั้นสอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือไม่ ช่วยเหลือให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไร และต้องทำให้เด็ก ๆ สามารถปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ และหาความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์</p>



<p><strong>[2] ปรับระยะเวลาในการเรียนรู้</strong></p>



<p>ในปัจจุบัน นักเรียนไทยใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ย 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์ ที่นักเรียนใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ย 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (อ้างอิง : PISA THAILAND) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p><em>“เป็นไปได้ไหมที่จะปรับลดเวลาเรียนเหลือเพียง 3 วัน แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการฝึกงาน หาประสบการณ์ เพื่อค้นหาตัวเอง”</em></p>



<p>ยิ่งค้นหาตัวเองเจอเร็วเท่าไร รับรู้ว่าความสามารถที่ตนเองมีสอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือไม่ จะทำให้พวกเขามีโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต และทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปในสังคมสูงวัยที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่</p>



<p><strong>[3] พัฒนาวิธีการจัดการศึกษา</strong></p>



<p>พัฒนาการรูปแบบสอนให้เด็กเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (Active Learning) ทดแทนการท่องจำ (Passive Learning) และทำให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p><strong>[4] ปฏิวัติการเข้าถึงการจัดการเรียนรู้</strong></p>



<p>ทำให้การเรียนฟรี<strong> ‘ต้องฟรีจริง’ </strong>จนถึงปริญญาตรี หรือสุดความสามารถที่แต่ละคนมีอย่างทั่วถึง</p>



<p>การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ควรโฟกัสแค่การพัฒนาระบบการศึกษาให้ดีขึ้น แต่ต้องมองภาพใหญ่ในเชิงโครงสร้าง สวัสดิการที่ประชาชนควรได้รับตั้งแต่ <strong>“เด็กที่เกิดมา มารดาที่คลอดบุตร”</strong> ตลอดจนถึงวัยทำงานและวัยชรา การดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำจะทำให้ประเทศไทยหลุดออกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-14d420"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/05_ธิดารัตน์-ยิ่งเจริญ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“เราเชื่อว่าเราจำเป็นต้องดูแลเด็กตั้งแต่วันที่เขาเกิดมา ทำให้เขาสามารถอยู่ได้โดยไม่ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเกิดมาแล้วจะดูแลยังไง จะหาเงินจากที่ไหน และจำเป็นต้องมีสวัสดิการรองรับ”</em> ธิดารัตน์ทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260123/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2021 06:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาสายอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<category><![CDATA[อะไรก็ช่าง]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กนก วงษ์ตระหง่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ณหทัย ทิวไผ่งาม]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคกล้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50961</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หุ่นยนต์ขยับเข้ามาแ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/">4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หุ่นยนต์ขยับเข้ามาแทนที่การทำงานมนุษย์ ทักษะความสามารถที่ตลาดแรงงานต้องการผันแปรไปอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกำหนดนโยบายการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษา เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในภาพใหญ่ที่จะช่วยกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ทั้งในแง่มุมทางเศรษฐกิจและแรงงานในอนาคต</p>



<p>101 Policy Forum เปิดเวทีแลกเปลี่ยนในประเด็น ‘นโยบายการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่’ กับผู้มีส่วนกำหนดนโยบายนอกเหนือไปจากพื้นที่ในสภา โดยมีตัวแทนจากภาคการเมืองมาร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่&nbsp;<strong>กนก วงษ์ตระหง่าน</strong>&nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,&nbsp;<strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong>&nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล,&nbsp;<strong>ณหทัย ทิวไผ่งาม&nbsp;</strong>กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และ<strong>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาทีมนโยบายการศึกษาเพื่ออาชีพพรรคกล้า ดำเนินรายการโดย จิรัฐิติ ขันติพะโล</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="LIVE: 101 Policy Forum #15 นโยบายการศึกษาสายอาชีพในโลกใหม่" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/Wn2NQ08JDE8?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กนก วงษ์ตระหง่าน: นโยบายการศึกษาสายอาชีพต้องมุ่งเน้นความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Kanok-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289730"/><figcaption>กนก วงษ์ตระหง่าน</figcaption></figure>



<p>เวทีแลกเปลี่ยนเริ่มต้นด้วยประเด็นความสำคัญของนโยบายศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อไปสู่การตั้งโจทย์ที่ตรงจุดและคำตอบที่เป็นรูปธรรม กนกเกริ่นว่าแม้การรับรู้ของสังคมส่วนใหญ่ในอดีตจะมองภาพด้านลบว่าการศึกษาสายอาชีพเป็นการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่เรียนสายสามัญไม่ได้หรือมีความยากจนจึงจำต้องไปเรียนสายวิชาชีพ แต่แท้จริงแล้วการศึกษาสายอาชีพเป็นการสร้างแรงงานทักษะขั้นกลางและขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะต่อความเจริญก้าวหน้า การแข่งขันของประเทศ ไปจนถึงการแก้ไขความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ</p>



<p>“การศึกษาสายอาชีพจึงเป็นมากกว่านโยบายเศรษฐกิจ นโยบายการศึกษา นโยบายแรงงาน ตรงกันข้ามผมย้ำว่าการศึกษาสายอาชีพคือทางรอดของประเทศ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศหลังจากโควิด-19” กนกกล่าวพร้อมให้ความเห็นว่าหากมีการปรับรื้อระบบการศึกษาสายอาชีพ เน้นสร้างทักษะและสมรรถนะของการทำงานของแรงงานทุกอาชีพอย่างรวดเร็วในวันที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนผ่านจะช่วยทำให้ประเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และทำให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ไม่ยาก</p>



<p>อย่างไรก็ดีกนกมองว่านโยบายการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษามีปัญหาคอขวดใหญ่อยู่ 3 ประการ</p>



<p><strong>1.</strong>&nbsp;<strong>โครงสร้างค่าตอบแทนที่ไม่ให้คุณค่าทักษะวิชาชีพ</strong>&nbsp;รายได้ของผู้ที่จบสายอาชีพ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่จบปริญญาตรีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่หน่วยงานในภาครัฐใช้วุฒิการศึกษาเป็นเกณฑ์ด้วยโครงสร้างค่าตอบแทนนี้บังคับให้ผู้เรียนที่ครอบครัวไม่ได้มีต้นทุนการทำธุรกิจมากนักไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อการันตีรายได้ที่สูงกว่า รวมไปถึงส่งผลต่อทัศนคติของคนในสังคมไทยว่านักเรียนอาชีวศึกษาไม่เก่ง ทั้งที่ควรกำหนดค่าตอบแทนจากผลของการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ</p>



<p><strong>2. ระบบงบประมาณและระบบราชการที่ไม่ได้พิจารณางบประมาณตามภารกิจ</strong>&nbsp;ยกตัวอย่างว่า ครม. มีมติเห็นชอบอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษาเมื่อวันที่ 24 ส.ค. พ.ศ. 2564 จากเดิมปีละ 450 บาท/คน เป็น 2,000 บาท/คน แต่สำนักงบประมาณจะไม่จัดสรรเงินอุดหนุนอาชีวศึกษาเพิ่มในสัดส่วน 4 เท่าเช่นเดียวกับเงินอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียน โดยจะเพิ่มลักษณะ 2-3% ตกอยู่ประมาณปีละ 9,000-9,500 บาท/ปี</p>



<p><strong>3. คุณภาพของการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา&nbsp;</strong>ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้สอน หลักสูตรการเรียนและอุปกรณ์เครื่องมือในห้องปฏิบัติการที่ไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง</p>



<p>กนกเสนอว่า นโยบายการศึกษาสายอาชีพเป็นควรนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เพื่อให้เกิดการบูรณาการจากหลากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการศึกษา เทคโนโลยีและการลงทุนในอุตสาหกรรม และเสนอให้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถูกคัดเลือกมาจากผู้ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพื่อให้มีเวลาทำงานต่อเนื่องในการสร้างความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งควรจะพัฒนาขีดความสามารถการสร้างแรงงานที่มีทักษะในระดับดีขึ้น 100% เพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขันกับต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด ไม่แพ้ให้กับค่าแรงขั้นต่ำของประเทศใกล้เคียง</p>



<p>กนกยังย้ำว่า นโยบายการศึกษาสายอาชีพควรจะต้องดำเนินนโยบายให้ลำดับความสำคัญเร่งด่วนในการสร้างผู้ประกอบการวิชาชีพที่มีทักษะขั้นสูงในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparison advantage) ซึ่งเขามองว่ามี 4 เรื่อง อันได้แก่ เกษตรกรรม อาหาร หัตถกรรมและการท่องเที่ยว โดยอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพจะต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าว ยกตัวอย่างการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรว่าแทนที่เกษตรกรจะขายฟ้าทะลายโจรแห้งในราคาต่ำ แต่อาชีวศึกษาควรมีบทบาทในการใช้เทคโนโลยีตรวจวัดความเข้มข้นของสารแอนโดรกราโฟไลด์ สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในผลผลิตเพื่อให้เกษตรกรขายได้ในราคาที่สูงขึ้น หรือการขายในรูปแบบสารสกัดออกฤทธิ์แทน</p>



<p>กนกยังเสริมเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรว่าหลักสูตรแกนกลางของอาชีวศึกษาอาจจะเหมือนกัน แต่การประยุกต์ใช้ต้องเข้ากับความเป็นจริงในแต่ละพื้นที่และเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก นอกจากนี้ต้องปรับการให้งบประมาณคิดตามภารกิจ กล้าลงทุนงบประมาณจำนวนมากในการปรับปรุงห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ยกระดับความรู้อาจารย์ที่มีอยู่และดึงอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสอน โดยมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบผลสำเร็จ (performance audit) รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างค่าตอบแทน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร: อาชีวศึกษาต้องแปรความสนใจเป็นคุณค่าเชิงพาณิชย์ในเวทีโลก</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Wiroj-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289737"/><figcaption>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</figcaption></figure>



<p>“การศึกษาสายอาชีพคือกระบวนการที่เปลี่ยนจากความสนใจส่วนตัวให้กลายเป็นทักษะ และมีกลไกที่เปลี่ยนทักษะนั้นให้กลายเป็นคุณค่าทางวิชาชีพและคุณค่าทางพาณิชย์ที่สามารถจะสร้างความมั่งคั่งและเลี้ยงชีพให้มีความสุขกับการวิ่งตามความฝัน พร้อมกับสะสมความสุข-ความมั่งคั่งไปกับตัวเองและครอบครัวที่เรารักได้ด้วย” วิโรจน์กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาอาชีวศึกษา พร้อมให้ความเห็นว่าสิ่งสำคัญของนโยบายการศึกษาสายอาชีพ ซึ่งเป็นนโยบายพัฒนาคน คือจะต้องทำให้ผู้เรียนสามารถฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้</p>



<p>วิโรจน์มองว่าโจทย์สำคัญของการศึกษาสายอาชีพมี 2 ประการ</p>



<p><strong>1. การผลิตช่างเทคนิคที่มีทักษะสูงตอบโจทย์ความต้องการของโลก</strong>&nbsp;เนื่องจากความต้องการจ้างงานช่างเทคนิคระดับสูงในตลาดของไทยมีจำนวนจำกัด อันเป็นผลจากการชะงักงันหรือการชะลอการลงทุนอุตสาหกรรมหนักตั้งแต่ยุคหลังต้มยำกุ้ง โดยปัจจุบันความต้องการช่างเทคนิคที่มีทักษะสูงมีประมาณไม่เกิน 50,000 คน/ปี ขณะที่มีการผลิตช่างเทคนิค ปวช.3 110,000 คน/ปี และปวส.2 มีประมาณ 90,000 คน/ปี ทำให้จำเป็นต้องมองไปถึงการผลิตช่างเทคนิคที่ตอบโจทย์โลก</p>



<p><strong>2. การปรับระบบการศึกษาใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความฝันของคนในสังคม</strong>&nbsp;ระบบการศึกษาไม่ควรเป็นแบบแพ้คัดออกเหมือนในปัจจุบันที่เป็นการลดอำนาจการคัดเลือกของโรงเรียน จากเดิมที่เรียนยาก สอบยาก ผู้ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ในสายสามัญ ขณะที่ผู้ไม่ผ่านการคัดเลือกต้องเข้าสายอาชีพ ต้องปรับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสนใจ พัฒนาการศึกษาสายอาชีพให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและความต้องการของตลาดแรงงานให้ผู้เรียนสามารถทักษะเฉพาะด้านให้เชี่ยวชาญจนเป็นทักษะวิชาชีพ เป็นคุณค่าเชิงพาณิชย์ที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้</p>



<p>วิโรจน์เสนอว่า การปรับปรุงการจัดการเรียนรู้อาชีวศึกษาหรือสายอาชีพในประเทศไทยควรจะเปิดให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอายุ แต่ควรมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเข้ามาร่วมกันทำงานกับอาชีวศึกษา เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่ยอมรับในระดับสากล โดยหยิบยกตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ที่ประเทศไทยควรนำมาปรับใช้อย่างวิทยาลัยเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education – TAFE) ของประเทศออสเตรเลีย อันเป็นการเรียนรู้ทักษะในเชิงเทคนิคที่วัยเรียนและคนวัยทำงานสามารถจะกลับมาเพิ่มพูนทักษะได้อีกครั้ง ผ่านการให้อิสระแต่ละรัฐกำหนดและบริหารหลักสูตรได้เอง โดยมีกรอบคุณวุฒิการศึกษาออสเตรเลีย (Australian Qualifications Framework – AQF)&nbsp; เป็นมาตรฐานกลางของประเทศ และผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียได้ นอกจากนี้ควรพัฒนาคุณภาพชีวิตในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโภชนาการ สุขอนามัย ความปลอดภัยไปควบคู่กับหลักสูตร</p>



<p>ขณะที่หลักสูตรอาชีวศึกษาจะต้องตอบโจทย์การมุ่งพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน และทักษะที่จำเป็นในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ผ่านการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยและเสรีภาพในการแสดงออก นอกจากนี้ยังควรเพิ่มทักษะการเป็นผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้เรียน ผ่านการบูรณาการกับศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการการอาชีวศึกษา สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนขนาดกลาง ขนาดย่อมและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย รวมไปถึงรัฐบาลต้องให้งบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน สนับสนุนครูในอาชีวศึกษาให้มีความมั่นคงทางชีวิตและติดอาวุธในการจัดการเรียนสอน เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มประชาคมวิชาชีพเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้</p>



<p>“การมีงบประมาณเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่มีงบประมาณก็ต้องไม่เอามาเหตุให้เรายอมจำนนกับสภาพ” วิโรจน์ยังย้ำถึงการพัฒนาหลักสูตรทวิภาคีร่วมกับภาคเอกชน โดยมีหน่วยงานกลางในการควบคุมคุณภาพของหลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพในสถานการณ์จริงและพัฒนาวุฒิภาวะในการทำงานของตนเองและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางแรงงานราคาถูก</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ณหทัย ทิวไผ่งาม: ปลดล็อกกฎหมาย พัฒนาทวิภาคีเพื่อสร้างทักษะที่ตอบโจทย์ตลาด</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Nahatai-1-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289733"/><figcaption>ณหทัย ทิวไผ่งาม</figcaption></figure>



<p>ณหทัยให้ความเห็นว่าการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพเป็นวาระเร่งด่วนในการยกระดับฝีมือ (upskill) และสร้างการเรียนรู้สำหรับอาชีพใหม่ (reskill) เพื่อให้เท่าทันกับสหัสวรรษใหม่ที่จะเกิดขึ้น</p>



<p>เธอได้หยิบยกเรื่องกฎหมายว่าเป็นหนึ่งในปัญหาคอขวดที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาสายอาชีพ เนื่องจากไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของทั้งสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน อย่างคำสั่ง คสช. ที่ 8/2559 ที่โอนสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนจากเดิมที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปสู่การบริหารรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนจนทำให้เกิดการลักลั่นในการปฏิบัติ เช่น สถาบันอาชีวศึกษาเอกชนได้รับการอุดหนุน 75% ไม่เท่ากับสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียน</p>



<p>นอกจากนี้ณหทัยยังกล่าวถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน โดยยกตัวอย่างผลงานของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาอย่างนโยบายแท็บเล็ตสำหรับนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ ลดช่องว่างในการศึกษาว่าเป็นนโยบายที่เร็วเกินไป เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในตอนนั้นยังไม่มีความพร้อม แต่ปัจจุบันราคาแท็บเล็ตถูกลงและอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจึงน่าสนใจว่าการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ทั่วถึงและมีฮาร์ดแวร์ที่เข้าถึงได้จะช่วยส่งเสริมต่อการเจริญอย่างก้าวกระโดด</p>



<p>ณหทัยเห็นด้วยกับกนกว่านโยบายการศึกษาสายอาชีพจะต้องทำงานร่วมกันหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจที่จะต้องมาช่วยยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยี มีการใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based) ในการทำงานและมีนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลเพื่อเร่งให้เกิดพัฒนาฝีมือแรงงานของประชาชนคนไทย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องการสนับสนุนทวิภาคีที่สถาบันด้านอาชีวศึกษาต้องร่วมมือกับสถานประกอบการภาคเอกชนให้มากขึ้นผ่านการสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการทางภาษีของภาครัฐ เพื่อช่วยให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนงบประมาณทั้งหมดในการผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการทำงานจริง รวมถึงเสนอให้อาชีวศึกษาเป็นการศึกษาภาคบังคับ ฟรีสำหรับผู้เรียนที่ต้องการเลือกสายอาชีพ</p>



<p>ณหทัยยังเสนอถึงการปลดล็อกและแก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนการศึกษาสายอาชีพ และกล่าวว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง 2 เรื่อง ได้แก่ ทำให้เกิดคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเกิดสถาบันพัฒนาหลักสูตรแห่งชาติ ทำหน้าที่ศึกษางานวิจัยทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ วิจัยหลักสูตรและปรับเนื้อหาให้ตอบรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างบทเรียนที่ทันสมัย ทบทวนและปรับอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>“ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านปีหน้า นายกรัฐมนตรีเข้าใจในภารกิจว่าการศึกษาหรือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหัวใจสำคัญที่จะพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ และคนไทยก็คิดเช่นเดียวกัน คิดว่าจะช่วยพาองคาพยพอื่นๆ พัฒนาตามไปด้วยอย่างรวดเร็วและประสบผลสำเร็จ ความสำเร็จนี้น่าจะต้องอาศัยความเป็นผู้นำที่ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง มีวิสัยทัศน์ในการมองระยะสั้น ระยะกลาง และให้ความสำคัญกับเรื่องประโยชน์ของประชาชนมาอันดับแรกก่อนเรื่องอื่น”ณหทัยกล่าว</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้นณหทัยยังกล่าวว่าต้องพัฒนาครูให้สอดประสานไปกับการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตร จูงใจให้ครูไม่ต้องไปอยู่ในกรอบของคำว่าต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู แต่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งนอกจากนี้ยังกล่าวถึงธนาคารเครดิตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (credit bank) ผู้เรียนอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถเริ่มทำอาชีพ เก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียนรู้ โดยที่มีการเก็บข้อมูลภายใต้บัตรประชาชน มีหน่วยงานกลางรับผิดชอบอาจจะเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี และมีการสร้างเครือข่ายข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้โดยใช้บล็อกเชนอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าถึง เพื่อเป็นคลังข้อมูลในการคาดการณ์อาชีพในอนาคตหรือการจับคู่แรงงานกับสถานประกอบการเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์: ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น ผู้เรียนร่วมออกแบบการเรียนรู้</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/12/20211224-Kittinun-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-289731"/><figcaption>กิตตินันท์ ครุฑพงษ์</figcaption></figure>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าโดยส่วนตัวแบ่งการศึกษาสายอาชีพเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนของการได้มาซึ่งวุฒิการศึกษา เช่น ปวช. ปวส. และส่วนที่เป็นการเรียนรู้ระยะสั้น การอบรมเพื่ออาชีพ สำหรับพรรคกล้านั้นมีมุมมองการศึกษาเพื่อการมีงานทำ อันเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่การสร้างเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ต้องการผลิตคนเป็นเครื่องจักรเหมือนที่เคยเป็นมา โดยระบบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องดูแลตั้งแต่การเตรียมแรงงานอันเป็นกลุ่มวัยเรียน ในระหว่างแรงงานซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงสายงานหรืออาชีพ และหลังจากทำงาน เช่น การเกษียณ หรือลาออกจากงาน&nbsp;</p>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าปัญหาคอขวดของการศึกษาสายอาชีพสามารถแบ่งเป็น 2 ประการสำคัญ</p>



<p><strong>1. ระบบแนะแนวที่ทำให้เด็กไม่รู้จักตัวเองและไม่เข้าใจการเรียนสายอาชีพ</strong>&nbsp;กิตตินันท์ขยายความว่าครูแนะแนวส่วนใหญ่มาจากการเรียนสายสามัญทำให้ไม่มีภาพการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษามากนัก ส่งผลต่อการรับรู้และส่งต่อข้อมูลของครูแนะแนวที่อาจจะไม่เห็นภาพความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่เรียนสายอาชีวศึกษาไปจนถึงระดับปริญญาเอก ทำให้หลายครั้งมองว่าผู้เรียนที่ไม่ถนัดด้านวิชาการ ควรไปสายอาชีวศึกษาเพื่อให้เรียนจบ รวมถึงโรงเรียนไม่ได้ให้คุณค่ากับนักเรียนสายอาชีวศึกษาเท่ากับสายสามัญ</p>



<p><strong>2. หลักสูตรของอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพที่ล้าหลัง</strong>&nbsp;หลักสูตรไม่ได้มีการปรับให้เข้ากับอุตสาหกรรมในพื้นที่และบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้เรียนเลือกอันดับสาขาไล่ตามระดับโควตาทำให้ทุกสาขามีผู้เรียน แม้จะเป็นสาขาที่ตกยุคไปแล้วก็ตาม</p>



<p>กิตตินันท์ให้ความเห็นว่าการศึกษาต้องมีคุณภาพเป็นพื้นฐาน ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น สามารถออกแบบการเรียนรู้ได้หลากหลายในลักษณะตัดเสื้อพอดีตัว มีการใช้แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (personal education plan – PEP) เพื่อให้เหมาะกับการพัฒนาในแต่ละทักษะของผู้เรียน และนโยบายการศึกษาสายอาชีพที่จะต้องจัดการร่วมกัน 2 ส่วนผ่านหน่วยงานกลางที่เข้ามาบริหารจัดการ ส่วนแรกเรื่องธนาคารแรงงาน (labor bank) เป็นระบบคล้ายกับหน่วยงานทำนายความเปลี่ยนแปลงแรงงานในอนาคตผ่านการใช้เทคโนโลยี machine learning เป็นคลังข้อมูลที่จะช่วยในการวางแผนอย่างแม่นยำทั้งสำหรับผู้เรียน และผู้กำหนดนโยบาย กับอีกส่วนคือการจัดการศึกษาระบบธนาคารหน่วยกิต (credit bank) ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง เช่น การฝึกอบรม เพื่อเอามารวมในธนาคารหน่วยกิตสังเคราะห์เป็นวุฒิการศึกษา และประกอบอาชีพต่อไป โดยที่สถานศึกษาทำหน้าที่ให้ความรู้พื้นฐานและเป็นแหล่งอำนวยความสะดวกด้านเครื่องมือ ระบบทั้งสองส่วนจะช่วยทำให้เห็นเจ้าของ เจ้าภาพ เจ้ามือในการทำงาน นอกจากนี้เขายังเสนอว่าสถาบันการอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนรวมถึงสถาบันจากสถานประกอบการต้องอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน</p>



<p>“อาชีวศึกษาจะต้องเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับผู้ประกอบการได้” กิตตินันท์กล่าวแและทิ้งท้ายว่าควรจะสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการการสนับสนุนค่าตอบแทนในการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน หรือสร้างแรงจูงใจให้บุคคลทั่วไปผ่านการให้วอยเชอร์หรือให้งบในการพัฒนาตัวเอง</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเด็นชวนขบคิด รอบรั้วสายอาชีพ</strong></h2>



<p>ในช่วงท้ายของการสนทนา ตัวแทนทั้งสี่พรรคการเมืองได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับอาชีวศึกษาไทย&nbsp;<strong>ประเด็นแรก เรื่องแนวทางแก้ปัญหาเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาทระหว่างสถาบันการศึกษา&nbsp;</strong>วิโรจน์กล่าวว่าไม่ควรเหมารวมนักเรียนในสายอาชีวศึกษาว่ามีการใช้ความรุนแรง มีเพียงบางสถาบันหรือบางพื้นที่เท่านั้น สำหรับแนวทางการแก้ไขเริ่มจากการทำลายอำนาจนิยมในสถานศึกษา อันเป็นต้นต่อสำคัญของการใช้ความรุนแรงผ่านการประกาศนโยบายโรงเรียนปราศจากการกลั่นแกล้งรังแกทั้งระบบ โดยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่กิตตินันท์เสนอให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาดังกล่าว</p>



<p>ด้านกนกและณหทัยมองไปที่สาเหตุว่าเด็กหรือเยาวชนที่มีปัญหาเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งตีกันเกือบทั้งหมดมีแรงกดดันภายในจิตใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นจากเรื่องครอบครัว การเรียน เพื่อน หรือคนรัก กนกกล่าวว่าเด็กคิดและตอบสนองในระยะสั้น เนื่องจากมองไม่เห็นอนาคตจึงควรแก้โดยการทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นมีความฝันและมองในระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ณหทัยให้ความเห็นถึงการแก้ไขในเชิงระบบในระดับสถานศึกษา เช่น การลดหน้าที่งานเอกสารของครู เพื่อให้มีเวลาเอาใจใส่เด็กแต่ละคนมากขึ้นสามารถแก้ไขปัญหาของเด็กในเวลาอันรวดเร็ว หรือใช้ความเป็นหัวโจกของพวกเขาในด้านที่มีประโยชน์</p>



<p><strong>ประเด็นที่สอง</strong>&nbsp;<strong>เรื่องการยุบรวมสถานศึกษาสายอาชีพ เพื่อเพิ่มงบประมาณและยกระดับคุณภาพแต่ละแห่งให้ดียิ่งขึ้น</strong>&nbsp;กิตตินันท์ยืนยันว่าเขาไม่เห็นด้วย โดยให้ความเห็นว่าควรกระจายสถานศึกษาสายอาชีพทั่วประเทศมากกว่า เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงโอกาสได้ง่ายกว่า ขณะที่วิโรจน์มองว่าด้วยอัตราการเกิดของประชากรไทยที่ลดลงทำให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นทั้งในการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ อย่างไรก็ตามการควบรวมสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทักษะบางอย่างอย่างเต็มที่และมีห้องปฏิบัติการที่มีการลงทุนสูงนั้นจะต้องลงทุนเรื่องบริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่มองเรื่องการยุบสถานศึกษาเพื่อเพิ่มงบประมาณต่อสถานศึกษาเท่านั้น แต่ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการที่จะพัฒนาผู้เรียน</p>



<p><strong>ประเด็นที่สาม การสนับสนุนให้เรียนอาชีวะฟรีตอบโจทย์ช่วยดึงดูดผู้เรียนแค่ไหนในเมื่อปัจจุบันมีเงินให้กู้เรียนหรือทุนการศึกษาต่างๆ&nbsp;</strong>กิตตินันท์และณหทัยเห็นคล้ายคลึงกันว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนไม่ใช่มีเพียงค่าบำรุงการศึกษา แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นอีก ขณะที่เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ได้มีจำนวนมากนัก การสนับสนุนให้เรียนฟรีจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องมีความแม่นยำในการใช้งบประมาณ&nbsp; ขณะที่กนกกล่าวว่าเงินไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการเรียน แต่เรียนฟรีอาจจะไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพการศึกษาการเรียนแล้วมั่นใจได้ว่าในอนาคตจะมีรายได้เข้ามาเมื่อจบการศึกษา</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vocational-education-policy/">4 พรรคตีโจทย์อาชีวศึกษา เมื่อการศึกษาสายอาชีพคืออนาคตของประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-03-11/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Nov 2021 05:29:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[หลักประกันโอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47456</guid>

					<description><![CDATA[<p>หยุดการศึกษาแบบ “กรงขัง” และสร้างการศึกษาที่ทำให้เด็กไท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-03-11/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading">หยุดการศึกษาแบบ “กรงขัง” และสร้างการศึกษาที่ทำให้เด็กไทยรู้สึกทะเยอทะยาน</h2>



<p>-ถึงเวลาที่เราต้องตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมความทะเยอทะยานทางการศึกษาของเด็กไทยถึงค่อนข้างจำกัด ภารกิจที่ กสศ. กำลังทำ เช่น มอบทุนเสมอภาคให้แก่เด็กจากครอบครัวยากจนและยากจนพิเศษนั้น ผมเห็นด้วย แต่ขณะเดียวกันผมมองว่า ความทะเยอทะยานทางการศึกษาไม่ได้เกี่ยวกับเงินเพียงอย่างเดียว เราต้องถามก่อนว่าการศึกษาในระบบตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษานั้น เราสามารถสร้างแรงบันดาลใจและทำให้เด็กเห็นคุณค่าในการเรียนรู้ จนทำให้เขาอยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่องหรือเปล่า หรือว่าแท้จริงแล้วโรงเรียนเป็นเพียงแค่กรงขัง พยายามสั่งให้เขารู้ บอกให้เขาเชื่อ จนเขาเบื่อหน่าย รู้สึกว่า “ไม่เอาแล้ว”</p>



<p>-เมื่อนิยามการศึกษาที่เขาเคยวาดฝันไว้ กับนิยามที่ผู้มีอำนาจยัดเยียดให้เขาไม่เหมือนกัน ไม่ได้เอาความทะเยอทะยานและความฝันของเด็กเป็นตัวตั้ง มันเลยทำให้เขาไม่อยากเรียนต่อ เราต้องไม่ลืมว่าการเรียนคือการเสริมศักยภาพเพื่อทำให้เด็กสามารถวิ่งตามความฝันได้เร็วขึ้น พาพวกเขาไปเจอกับชุมชนวิชาชีพที่มีความฝันเหมือนกัน แล้วเขาก็ได้พัฒนาคุณค่าจากการเรียนรู้นั้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7b77b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/6_สส-วิโรจน์_01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในการศึกษาไทยตอนนี้ เราต้องตั้งคำถามว่าการศึกษาได้ให้สิ่งนั้นกับเด็กหรือเปล่า ต้องทบทวนว่ากลไกทางการศึกษาของไทย เช่น ระบบการศึกษา ครู หลักสูตร การจัดตารางเรียน รูปแบบการสอบ รูปแบบการประเมินผล และค่านิยมภายในโรงเรียน&nbsp; เอื้อให้เด็กหาตัวเองเจอหรือเปล่า ทำให้เด็กอยากเรียนต่อไหม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">หลักประกันโอกาสทางการศึกษาต้องมาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดี</h2>



<p>-ผมดีใจที่ กสศ.ให้ทุนเสมอภาคแก่เด็กยากจนและยากจนพิเศษ เพราะถึงเด็กไทยจะได้เรียนฟรีในการศึกษาภาคบังคับอยู่แล้ว แต่การศึกษาก็ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนอย่างเดียว แต่ต้องทำคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปด้วย</p>



<p>-ถึงจะมีอาจารย์จากสถาบันชั้นนำของโลกมาสอน พร้อมมีสื่อการเรียนระดับโลกประกอบการเรียนรู้ แต่ถ้าท้องคุณหิวเพราะความจน สภาพจิตใจย่ำแย่เพราะถูกอำนาจนิยมในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยบีบคั้นกดดัน คุณคิดว่าตัวเองจะเรียนรู้เรื่องไหม และจะมีความรู้สึกอยากเรียนหรือเปล่า เรื่องนี้คือส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตที่ดีที่ผมพูดถึง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-22df75"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/6_วิโรจน์-ลักขณาอดิศร-สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-การศึกษาควรต้องมาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากการเรียนฟรีในการศึกษาภาคบังคับแล้ว รัฐอาจต้องจัดงบประมาณอาหารเช้า และอาจต้องคิดเผื่อไปถึงช่วงปิดเทอมด้วยซ้ำว่าจะให้เด็กๆ เข้าถึงอาหารเช้าอย่างไร ส่วนงบประมาณอาหารกลางวันก็อาจต้องจัดสรรงบให้ดีกว่านี้ รวมถึงควรสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน อย่าปล่อยให้มีเด็กถูกไฟฟ้าดูดจนเสียชีวิตในโรงเรียนอีกเลย เรื่องพวกนี้น่าเศร้าเกินไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">สร้างหลักประกันทางเครือข่ายสังคมให้เด็ก</h2>



<p>-การสร้างสมาคมและเครือข่ายทางสังคมให้เด็กเป็นอีกข้อเสนอหนึ่งที่ผมอยากพูดถึง ในสังคมไทยนอกจากความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลแล้ว เด็กจำนวนไม่น้อยยังเจอความไม่เท่าเทียมในการสมาคมด้วย</p>



<p>&#8211; “ความไม่เท่าเทียมในการสมาคม” คืออะไร ยกตัวอย่างเช่น เด็กยากจนพิเศษอาจจะได้เรียน แต่เวลาที่เขาสงสัยหรือไม่เข้าใจการบ้านที่ครูสั่ง เขาไม่รู้จะหันหน้าไปสอบถามใคร เพราะด้วยปัจจัยสังคมเศรษฐกิจของครอบครัว สมาชิกในบ้านก็ไม่สามารถช่วยตอบข้อสงสัยเขาได้&nbsp; แตกต่างจากเด็กในเมืองหรือเด็กที่มีเครือข่ายสังคม เด็กกลุ่มหลังนี้ถ้าเขาเกิดสงสัย อาจจะใช้มือถือถ่ายรูปโจทย์หรือเนื้อหา แล้วโพสต์ผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อสอบถามเพื่อนๆ หรือถามคนในครอบครัวได้&nbsp; นี่คือ “ความไม่เท่าเทียมในการสมาคม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb95b9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/6_สส-วิโรจน์_02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ผมคิดว่าเราต้องมองเรื่องของการสร้างสมาคมและเครือข่ายในการช่วยให้เด็กเข้าถึงการศึกษา เข้าถึงความรู้ แล้วควรมีที่ปรึกษาทางการศึกษาให้แก่เด็กด้วย เด็กจำนวนมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด เป็นครอบครัว “แหว่งกลาง” หมายถึงพ่อแม่โยกย้ายไปทำงานต่างถิ่น แล้วเด็กต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย ซึ่งท่านอาจไม่สามารถแนะแนวหรือสอนการบ้านเด็กได้ ดังนั้นผมจึงอยากเสนอให้มีงบประมาณการศึกษาส่วนหนึ่ง เพื่อจัดตั้งสมาคมเครือข่ายในการเป็นพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษาให้กับเด็กๆ อย่างน้อยเวลาเขาถูกรังแกในโรงเรียน หรือเจอเรื่องที่ทำให้จิตใจย่ำแย่ จะได้มีพี่เลี้ยงคอยเป็นแบ็กอัพให้ เพื่อให้เขามีความมั่นคงในความฝันต่อไป&nbsp; เครือข่ายนี้ยังสามารถเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือเด็ก เป็นสะพานเชื่อมไปยังความช่วยเหลือของภาครัฐได้ เช่น ช่วยติดต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้กระทรวงยื่นมือมาช่วยเด็ก เป็นต้น</p>



<p>-สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างความรักในการเรียนรู้ และสร้างให้เด็กๆ มีสมาคมเครือข่ายที่ดี นี่เป็นสิ่งพื้นฐานก่อนที่เราจะไปถึงหลักสูตรการศึกษาอีกนะ นอกจากนี้เรายังควรยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง คือ เราควรต้องให้อธิปไตยเด็กในการตัดสินใจ โดยที่เราเป็นส่วนสนับสนุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเขา เพื่อให้เขารักในการเรียนรู้ สร้างให้เขามีสมาคมเครือข่ายแวดล้อมที่ดี เพื่อช่วยให้เขาเข้าถึงข้อมูลที่เขาสนใจ ได้รับความความปลอดภัยในโรงเรียน รวมถึงมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b830fa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/6_สส-วิโรจน์_05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ใครอยากเรียนต้องได้เรียน โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าเมื่อไหร่</h2>



<p>-ประเทศจะพัฒนาได้ เราต้องสร้างให้คนอยากเรียน&nbsp; ถ้าใครมีความรู้สึกว่าอยากเรียนแล้ว เขาก็ต้องได้เรียน ซึ่งคำว่า “อยากเรียน” ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าเมื่อไหร่ สมมติมีเด็กสักคนจบมัธยมปลายแล้วอยากมี Gap Year เลือกออกไปทำงาน 1 ปี จนรู้ตัวว่าอยากเรียนอะไรแล้ว เขาก็ควรได้สิทธิในการกลับมาเรียน หรือแม้กระทั่งคนอายุ 30 กว่าปี หากอยากพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพ อัพสกิล รีสกิล เขาก็ควรต้องได้เรียน รัฐควรต้องสนับสนุน อาจจะไม่ต้องสนับสนุนทั้งหมดก็ได้ แต่ควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือเงื่อนไขสนับสนุน นี่คือสิทธิเลยนะ รัฐควรสนับสนุนเพื่อให้เขามี productivity มากขึ้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ee26d4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/6_สส-วิโรจน์_03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การลงทุนในเด็กไม่ถือว่าแพง</h2>



<p>-เคยมีงานวิจัยที่ทำเรื่อง Income Mobility แม้งานวิจัยนี้ไม่ได้สำรวจไทยด้วย แต่มีประเทศที่มี GDP และดัชนีความยากจนใกล้เคียงกับไทยอยู่ในการสำรวจเช่นกัน ซึ่งนักวิจัยพบว่าต้องใช้เวลาถึง 6-7 รุ่นอายุคน&nbsp; ถึงจะทำให้เด็กคนหนึ่งหลุดพ้นความยากจนได้ พูดง่ายๆ คือ ต้องตายแล้วเกิด 7 ครั้ง เด็กถึงจะหลุดพ้นความยากจน</p>



<p>-แต่ผมตั้งคำถามว่า ถ้ารัฐไทยลงทุนกับเด็กตั้งแต่เขากำเนิดจนถึงวัยแรงงานอายุ 22 ปี มันก็แค่ระยะ 22 ปีเอง แต่ในช่วงเวลาราว 2 ทศวรรษนี้ เราจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของเด็กๆ ไปได้เลย ไม่ต้องรอจนถึง 6-7 รุ่น สมมติว่ารัฐอุดหนุนดูแลเด็กเกิดใหม่ในปีหน้า คือปี 2565 อย่างเต็มที่ตลอด 22 ปี รวมถึงอุดหนุนเด็กที่เกิดก่อน 2565 เช่นกัน (แต่อาจจะอุดหนุนด้วยรูปแบบแตกต่างไป) เมื่อลองคำนวณคร่าวๆ จะพบว่ารัฐจะต้องอุดหนุนด้านการศึกษาและด้านอื่นๆ กับกลุ่มนี้เป็นจำนวนรวมประมาณ 12 ล้านคน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc64f1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/6_สส-วิโรจน์_04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-การอุดหนุนนี้จะทำให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น คนจำนวนมากหลุดพ้นความยากจน คุณภาพชีวิตคนในประเทศดีขึ้น เราจะมีนักคิด นักพัฒนา นักปฏิวัติ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศเราให้เจริญรุดหน้าอีกมากมาย จากการลงทุนเพียง 22 ปี&#8230;และผมอยากย้ำอีกครั้งว่าการลงทุนในเด็กมันไม่แพงหรอก</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-03-11/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
