<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผอ.การุณ ชาญวิชานนท์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%9c%e0%b8%ad-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Dec 2022 07:22:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ผอ.การุณ ชาญวิชานนท์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>​​How to เรียน ‘ประวัติศาสตร์’ ในศตวรรษที่ 21</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp-291122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Nov 2022 09:47:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ศตวรรษที่ 21]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านโกรกลึก]]></category>
		<category><![CDATA[ผอ.การุณ ชาญวิชานนท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62259</guid>

					<description><![CDATA[<p>พบกับทางเลือกหนึ่งของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ด้วยวิธี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-291122/">​​How to เรียน ‘ประวัติศาสตร์’ ในศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พบกับทางเลือกหนึ่งของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ด้วยวิธีบูรณาการสาระวิชาเพื่อออกแบบ ‘หน่วยการเรียนรู้’ โดยเชื่อมโยงไปที่ความสนใจของผู้เรียน ผ่านการสร้างแรงบันดาลใจจากครู ที่นำไปสู่การสร้างนิสัยของนักค้นคว้า พร้อมเติบโตขึ้นเป็นประชากรโลกในศตวรรษที่ 21 กับบุคลิกของผู้ใฝ่รู้ ช่างสงสัย ตั้งคำถาม แล้วลงลึกในการค้นหาข้อเท็จจริงในเรื่องราวที่ตนสนใจ สามารถสังเคราะห์ข้อมูลความรู้ทั้งแท้เทียมที่กระจัดกระจาย เพื่อแยกแยะ ‘จริง’ ออกจาก ‘เท็จ’ ได้</p>



<p>ที่โรงเรียนบ้านโกรกลึก ต.ตะเคียน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนเพียงร้อยกว่าคน แต่กลับมีวิธีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ในการพานักเรียนชั้นประถมลงพื้นที่สืบค้นเรื่องราวความเป็นมาของชุมชน เพื่อต่อยอดสู่ความสนใจใคร่รู้ในสาระวิชาประวัติศาสตร์ ที่จะขยายต่อไปยังความสนใจที่กว้างใหญ่ขึ้น จากความใคร่รู้ภายในตัวของเด็ก ๆ เอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc814e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผอ.การุณ ชาญวิชานนท์</strong> เล่าว่า โรงเรียนบ้านโกรกลึกเป็นหนึ่งในโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่ใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนของมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา ในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง(TSQP) โดย กสศ. จัดการเรียนการสอนด้วย 3 แนวทางหลัก คือ จิตศึกษา, PBL (Problem-based Learning) และ PLC (Professional Learning Community)</p>



<p>ในโครงสร้างการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนเน้นที่ 3 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ดังนั้นในวิชาอื่น ๆ จะใช้วิธีสร้างหน่วยการเรียนรู้ที่บูรณาการกลุ่มสาระวิชา อาทิ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา การงานอาชีพ หรือศิลปะเข้าด้วยกัน ไม่แยกออกเป็นวิชาเดี่ยว โดยวิชาประวัติศาสตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสาระวิชาสังคมศึกษา ก็นับรวมอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-81a328"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ผอ.การุณ-ชาญวิชานนท์-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผอ.การุณ ชาญวิชานนท์ เล่าว่า โรงเรียนบ้านโกรกลึก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การที่เราไม่แยกส่วนวิชา เพราะต้องการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงไปที่ตัวผู้เรียนให้ได้มากที่สุด สร้างบทเรียนจากความสนใจของเขา โดยครูต้องค้นหาเรื่องราวที่เด็กอยากเรียนรู้ให้พบ แล้วนำทางสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการค้นคว้าหาข้อเท็จจริง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สืบค้นประวัติศาสตร์ชุมชน ปลูกฝังความ ‘รักที่จะเรียนรู้’&nbsp;</strong></h2>



<p>ผอ.การุณ เล่าว่า เด็ก ๆ จะเริ่มเรียนสาระวิชาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ชั้น ป.1 ในชื่อหน่วยการเรียนรู้ ‘บ้านหรรษา’ หรือ ‘ป่าเดินใหญ่’ โดยครูจะพาน้อง ๆ ชมสถานที่ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เดินชมป่า นำเรื่องราวของชุมชนในวันเก่าก่อนที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟัง มาสร้างภาพจินตนาการให้เด็กเห็น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เด็กจะได้ข้อมูลว่าป่าของชุมชนเมื่อก่อนเคยกว้างกว่าที่เห็น มีต้นไม้ใหญ่มากมาย มีสัตว์ป่านานาชนิด ขณะที่ภาพตรงหน้าที่เด็ก ๆ เห็นคือป่าที่เหลือพื้นที่ไม่มาก ข้อขัดแย้งนี้เองที่จะกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ อยากได้คำตอบว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c71594"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เราต้องการให้หน่วยการเรียนรู้ตั้งขึ้นจากฐานปัญหาที่ใกล้ชิดเด็กที่สุด แล้วเขาจะเกิดความอยากรู้ด้วยตัวเอง แต่กระบวนการนี้ ครูต้องเป็นคนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ตั้งคำถาม เสนอข้อมูล แล้วทิ้งปลายเปิดให้เด็กค้นคว้า แล้วชวนคุยว่าถ้าเกิดความอยากรู้แล้วต้องทำอย่างไร ต่อจากนั้นเด็กจะช่วยกันวางแผน ทั้งสัมภาษณ์ผู้ปกครอง หาข้อมูลจากปู่ย่าตายาย คนเก่าแก่ในชุมชน พอแต่ละคนได้ข้อมูลกลับมา เขาก็จะเอามาพูดคุยหาข้อสรุปด้วยกัน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </p>



<p>“จุดประสงค์ของเราคืออยากให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว มองเห็นได้ คือถ้าเราตั้งโจทย์ให้เด็กเล็ก ๆ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ไกลตัวออกไป เขาจะไม่สนใจ ไม่เกิดการจุดประกายให้รักที่จะเรียนรู้ ซึ่งวิธีนี้พอเด็กเริ่มสนใจค้นคว้าข้อมูลเองแล้ว เขาจะค่อย ๆ รู้จักตนเอง รู้จักภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่ เข้าใจความเปลี่ยนแปลง รู้สาเหตุที่ป่าไม้เหลือพื้นที่น้อยลง แล้วเขาจะประมวลผลและพบคำตอบด้วยตัวเองได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3fa398"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สู่ประวัติศาสตร์ที่ไกลตัวออกไป</strong></h2>



<p>ผอ.การุณ กล่าวว่า ความสนใจของเด็ก จะขยายขอบเขตเพิ่มขึ้นตามการเติบโต ซึ่งการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่โรงเรียนบ้านโกรกลึก จะให้โจทย์ที่กว้างและลึกขึ้นไปตามระดับชั้นที่สูงขึ้น&nbsp;</p>



<p>“เมื่อเข้าใจตนเองดีพอ เด็กจะขยายวงค้นคว้าออกไป ว่าหมู่บ้านของเขาตั้งอยู่ ณ ตำบล อำเภอ จังหวัด หรือภาคใดของประเทศ แล้วจากภาพของประเทศไทย ก็จะขยายไปสู่ระดับภูมิภาค ระดับทวีป จนเขาเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของตนในภาพใหญ่ของโลกใบนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-54ca27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทั้งนี้ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ต่าง ๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ ‘ความสนใจ’ เป็นที่ตั้ง เช่นเด็กบางคนอยากเรียนเรื่องท้าวสุรนารี เขาก็จะไปค้นข้อมูลแล้วมานำเสนอ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนในห้องที่อาจสนใจเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่น เมือง หรือบุคคล แล้วพอแต่ละคนได้อภิปรายกัน มันจะเกิดการต่อยอดความสนใจที่นำไปสู่การค้นคว้าไม่สิ้นสุด</p>



<p><strong>“กระบวนการนี้เองที่การแยกประวัติศาสตร์ออกมาเป็นวิชาเดี่ยวจะไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน โดยเฉพาะเด็ก ๆ เพราะเราอย่าลืมว่าประวัติศาสตร์นั้นมีแง่มุมที่ซับซ้อน และไม่ได้มีข้อเท็จจริงเพียงประการเดียว ดังนั้นเราไม่สามารถกำหนดหัวข้อให้เขาเรียน เอาไปผลิตเป็นวิชาใดวิชาหนึ่งออกมา แล้วจะคาดหวังให้เด็กสนใจเหมือนกันทุกคนได้”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0af50b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผอ. ร.ร.บ้านโกรกลึก กล่าวว่า จุดแข็งของ Problem-based learning คือจะนำผู้เรียนไปพบประเด็นที่แตกหน่อต่อยอดไปได้ไม่รู้จบ เป็นห่วงโซ่ของการค้นคว้าเรียนรู้ในเรื่องราวใหม่ ๆ และทันสมัยอยู่เสมอ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; “ถ้าเราระบุเนื้อหาที่ตายตัวให้เด็กทุกคนไปสู่ตัวชี้วัดเดียวกันหมด เมื่อเด็กไปเจอเรื่องที่สนใจอยากรู้เพิ่มเติม ครูจะไม่กล้าสอนเพราะอยู่นอกเหนือหนังสือเรียน นอกเหนือสาระวิชาที่กำหนด ขณะที่ครูใน PBL จะมีทักษะในการช้อนความสนใจของเด็กเป็นรายคน แล้วเชื่อมต่อวงจรการเรียนรู้ใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีการนี้เอื้อต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ในทุกระดับมากกว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์นั้นเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีการพบหลักฐานและความรู้ใหม่”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประเมินการเรียนรู้ผ่านชิ้นงานและทักษะ ทำให้เห็นพัฒนาการเด็กได้ทุกสัปดาห์</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b7038d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในเรื่องการวัด-ประเมินผล ที่โรงเรียนบ้านโกรกลึกใช้หลักสูตรแกนกลาง (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551) ซึ่งมีตัวชี้วัดในกลุ่มสาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ดังนั้นทุกโจทย์ของครู ทุกชิ้นงานของเด็ก ย่อมจะถูกนำไปเทียบตามมาตรฐานตัวชี้วัด ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าได้ผลในระดับที่ดี</p>



<p>การประเมินเด็กชั้นประถมศึกษาจากการสอบจะทำปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ PBL เราวัดผลได้ทุกครั้งที่มีชิ้นงาน มีการสะท้อนกลับเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู สำคัญคือเราเห็นพัฒนาการ เห็นทักษะที่เกิดขึ้น เหล่านี้คือสิ่งที่จะอยู่ติดตัวของเด็ก ๆ ต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e6086"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับผู้ที่ไม่เคยสังเกตเด็ก ๆ ในห้องเรียน ผมอยากให้ลองหลับตาแล้วนึกถึงเด็กสองกลุ่มว่า เด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องนั่งท่องจำตำราประวัติศาสตร์ ต้องอ่าน ต้องตอบคำถามทุกวัน เพื่อไปวัดผลด้วยข้อสอบ กับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ออกไปเดินดูในสถานที่จริง ได้จับต้องลูบคลำประวัติศาสตร์ชุมชนของเขา ได้เข้าใจรากเหง้าที่มาของตัวเขาจริง ๆ แล้วได้นำข้อมูลมาสะท้อนคิด ตั้งคำถามต่อ ทำชิ้นงานนำเสนอ หรือแม้แต่เกิดข้อถกเถียงซึ่งต้องแยกย้ายไปหาข้อมูลกลับมาพิสูจน์กัน เด็กสองกลุ่มนี้ ใครจะสนุก หรือมีแรงกระตุ้นที่จะค้นคว้าหาความรู้ในสาระวิชาประวัติศาสตร์มากกว่ากัน” ผอ.การุณ สรุปทิ้งท้ายด้วยคำถามปลายเปิด&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-291122/">​​How to เรียน ‘ประวัติศาสตร์’ ในศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
