<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9C%E0%B8%A8-%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%9E%E0%B8%A5-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 18 Jul 2022 05:43:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Jul 2022 05:43:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาส]]></category>
		<category><![CDATA[หลุดออกจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58330</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรีที่เป็นจริง “โครงการเรียนฟรี 15 ปี  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/">ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรีที่เป็นจริง</strong></h2>



<p>“โครงการเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เพียงพอ เพราะยังไม่มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกับค่าครองชีพมาสิบกว่าปีแล้ว และต้องเข้าใจว่าการทำโครงการเรียนฟรี จะให้ฟรีจริง มีค่าใช้จ่ายทางฝั่ง Demand Site หรือฝั่งของผู้ปกครองและเด็กที่ต้องไปช่วยเหลือดูแลให้ได้เต็มที่ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราจะสูญเสียเด็กที่ตัวเล็กที่สุดไป เพราะเขามีต้นทุนที่น้อยกว่าคนอื่น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e7440"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ไกรยส-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สะท้อนว่า หากพูดถึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้เห็นภาพ อยากให้นึกถึงภาพของเด็ก 3-4 คนที่ยืนอยู่บนกล่องคนละใบ เด็กคนที่ตัวเล็กที่สุดนี้ก็คือตัวแทนของเด็กในครัวเรือนยากจนที่ต้องการการสนับสนุนและความช่วยเหลือโดยด่วน</p>



<p>“เด็กที่ตัวเล็กที่สุดต้องการความช่วยเหลือการสนับสนุนเป็นพิเศษเพื่อไปโรงเรียนได้ เรากำลังพูดถึงว่ามาตรการของรัฐในการช่วยเหลือเด็กคนนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของเด็กในสังคมที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ใต้เส้นความยากจน ครัวเรือนในประเทศไทยมีความหลากหลายทางรายได้และศักยภาพในการดูแลการศึกษาให้กับบุตรหลาน เด็กที่มีความเสี่ยงที่สุดคือเด็กที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนใต้เส้นความยากจน และปัจจุบันยังมีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่แท้ๆ มีสถานการณ์ที่พ่อแม่แยกกัน ทั้งแบบแยกกันชั่วคราวหรือแยกกันถาวรแบบไปมีครอบครัวใหม่ก็มี กลุ่มนี้ก็เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงมากๆ ที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาเช่นกัน”</p>



<p>เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมของรัฐบาลมาสิบกว่าปีแล้ว แต่นโยบายเรียนฟรี 15 ปี เป็นการดูแลค่าใช้จ่ายในฝั่ง Supply Side หรือฝั่งอุปทาน คือรัฐบาลให้เงินช่วยเหลือไปที่โรงเรียนโดยตรง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-520b16"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/สไลด์เรื่องความยากจน-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แต่น้องคนที่อยู่ท้ายสุดของ Curve ตรงนี้ คือน้องที่ครอบครัวมีรายได้น้อย เขาจะมีปัญหาตั้งแต่ตื่นเช้ามาด้วยคำถามว่า แม่จะมีข้าวให้กินไหมวันนี้ ที่บ้านอาจจะไม่มีอาหารอะไรให้กินเลย ตอนเช้าแม่บอกเดี๋ยวไปทานที่โรงเรียนนะลูก นั่นคือชีวิตที่เด็กบางคนต้องเริ่มต้นในแต่ละวันว่าเขาจะต้องไปโรงเรียนโดยที่ไม่มีอาหารเช้าทาน”</p>



<p>ดร.ไกรยศ กล่าวว่า ในส่วนนี้สำหรับโรงเรียนในสังกัด กทม.ยังดีมากที่มีการจัดงบอาหารเช้าให้นักเรียนที่โรงเรียนซึ่งสามารถช่วยได้ในเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับโรงเรียนในต่างจังหวัดอาจจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงงบประมาณ จะพบว่าอาหารเช้ายังไม่เป็นอะไรที่ทั่วไปสำหรับโรงเรียนทุกแห่ง</p>



<p>“อย่าว่าแต่อาหารเช้าเลย อาหารกลางวันของเด็ก ม.ต้น ก็ยังไม่มี เพราะว่างบอาหารกลางวันที่รัฐจัดสรรให้จำกัดไว้เพียงแค่ ป.1-ป.6 เท่านั้นเอง”</p>



<p>เรื่องที่สองคือปัญหาการเดินทางไปโรงเรียนแต่ละวัน เนื่องจากเด็กในหลายครอบครัวที่อยู่ในครัวเรือนยากจนไม่มียานพาหนะสำหรับจะเดินทางไปโรงเรียน ต้องพึ่งพาญาติ พึ่งพาเพื่อนบ้าน ทำให้การเดินทางไปเรียนหนังสือประสบกับความยากลำบากอย่างยิ่ง เด็กหลายคนต้องเดินทางหลายทอดกว่าจะถึงโรงเรียน ซึ่งนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น</p>



<p>“ค่าเดินทางเป็นอีกค่าใช้จ่ายที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ เด็กบางคนต้องมีค่าเรือข้ามฟากจากบ้านไปขึ้นฝั่ง ต้องต่อรถเมล์ มีมอเตอร์ไซค์ มีอะไรอีกกว่าจะไปถึงโรงเรียนได้ วันไหนฝนตก ก็มีปัญหาว่าอาจจะไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นตรงนี้ กว่าที่จะได้เรียนฟรีก็ผ่านสองด่านแล้ว กว่าจะไปถึงโรงเรียนได้”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า โดยภาพรวมเมื่อเกิดปัญหาโควิด-19 สิ่งที่ตามมาคือเกิดปัญหารายได้ที่ลดลงอีก มีการจ้างงานที่หายไปของครัวเรือนจำนวนมาก อุปสรรคของเด็กเหล่านี้จะยิ่งหนักขึ้น สุดท้ายกลายเป็นว่าอาจจะต้องออกจากระบบการศึกษาชั่วคราว ใน กทม.จะเห็นปัญหานี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนในเขตปริมณฑล เพราะโรงเรียนในสังกัด กทม.เป็นความหวังของคนต่างจังหวัดที่มาหารายได้ มาสร้างเนื้อสร้างตัวที่ กทม.และโรงเรียน กทม.เป็นโรงเรียนแรกๆ ที่เขาจะไป เนื่องจากมีสวัสดิการที่ดีรองรับปัญหาของเขาได้บ้าง แต่เมื่อเกิดวิกฤติโควิด-19 มีการปิดกิจการจำนวนมาก เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ประชากรเหล่านี้ย้ายกลับภูมิลำเนาไป เมื่อย้ายภูมิลำเนาเด็กเหล่านี้ก็จะไม่ได้เข้าโรงเรียนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะคาดหวังในตอนแรกว่า เมื่องานกลับมา เศรษฐกิจกลับมาก็จะย้ายกลับมา กทม.อีก</p>



<p>“แต่หากจะย้ายกลับมา กทม. เขาต้องประเมินว่า ค่าเช่าบ้านสูง ค่าครองชีพสูงมาก ถ้าไม่มีรายได้ ไม่มีอะไรที่มั่นใจพอ เขาจะไม่กล้ากลับเข้ามา เพราะฉะนั้นในช่วงเดือนนี้โรงเรียนใน กทม.เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากที่ต้องเช็คให้ดีว่าเด็กปีที่แล้ว หรือสองปีที่แล้วก่อนโควิด เด็กที่เคยมีชื่อในฐานระบบการศึกษาของ กทม. ได้กลับมาสู่ระบบการศึกษาหรือยัง ถ้ายังไม่กลับมาต้องพยายามติดตามตัวให้เขากลับมาให้ได้ เพราะว่าถ้าเขาไม่กลับมา จะทำให้เราเสียเด็กหรือเยาวชนไปเจนเนอเรชั่นหนึ่ง อันนี้หนักกว่าเรื่อง Learning loss หรือภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เพราะเท่ากับว่าเขาหลุดออกไปจากระบบการศึกษาแล้วและเริ่มหาเส้นทางอื่นๆ ที่บ้านอาจชวนเขาไปทำงาน เขามีรายได้ เส้นทางชีวิตของเขาจะเริ่มเปลี่ยน จากการไปสู่การศึกษาให้มีศักยภาพ กลายเป็นต้องเริ่มมีรายได้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการหาเลี้ยงครอบครัว”</p>



<p>เพราะฉะนั้นโจทย์เรื่องของการหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นโจทย์ที่เกี่ยวพันใกล้ชิดโดยตรงกับประชากรที่อยู่ในครัวเรือนรายได้น้อย และโควิด-19 ทำให้ปัญหานี้มีความรุนแรงมากขึ้น ทางเลือกที่เรามีในช่วงนี้คือเมื่อเริ่มกลับสู่ภาวะที่โรงเรียนเปิดได้แล้ว เรามีโอกาสจัดการเรียนการสอนที่ใกล้เคียงความปกติมากที่สุดแล้ว เราต้องตามเด็กที่อาจจะทยอยออกไปจากระบบการศึกษาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลับมาให้ได้โดยเร็ว</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า เมื่อตามเด็กกลับมาได้แล้วจะต้องมีการประเมินเป็นรายบุคคลว่าเด็กที่กลับมามีสุขภาพกาย สุขภาพจิตอย่างไร ผอมไปหรือไม่ มีภาวะทุพโภชนาการหรือเปล่า เด็กมีความเครียดหรือไม่ มีปัญหาซึมเศร้าจากการไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่เจอครู หรือเปล่า เมื่อประเมินตรงนี้ได้แล้ว ค่อยไปประเมินต่อเรื่อง Learning Loss ว่า ทักษะทางการอ่านออกเขียนได้ ทักษะทางคณิตศาสตร์ หรือทักษะทางด้านอื่นๆ ถดถอยไปหรือไม่ จากนั้นจึงออกแบบการเรียนรู้เสริมเข้าไปโดยไม่เป็นการกดดันไปที่เด็ก ไม่ทำให้เขาเครียดหรือยิ่งท้อซ้ำเติมเข้าไปอีก</p>



<p>“ถ้าเราใช้ช่วงเวลาในปีการศึกษา 2565 ในการทำสองสามอย่างนี้ ตามเด็กกลับมา ประเมินคัดกรองเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพใจ ประเมินคัดกรองเรื่อง Learning Loss แล้วมีมาตรการที่ช่วยเหลือเขาให้กลับสู่ภาวะปกติ หรือ Learning Recovery ได้อย่างค่อยไปค่อยไปโดยเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง ทำงานร่วมกันระหว่างบ้านและโรงเรียนได้ อันนี้จะเป็นส่วนที่เราค่อยๆ ปิดประตูความเหลื่อมล้ำลงได้ในอนาคต”</p>



<p>ดร.ไกรยส เปิดเผยว่า ตอนนี้ในเรื่องจำนวนของเด็กที่หายไปใน กทม.กำลังมีการอัพเดทตัวเลขกันอยู่ การทำข้อมูลนี้จะใช้วิธีการตรวจสอบจากตัวเลข 13 หลัก ที่ทุกสังกัดบันทึกไว้มาตรวจสอบร่วมกัน จนกว่าจะได้คำตอบว่าตัวเลข 13 หลักไหนบ้างที่อยู่ในช่วงวัยเรียน แต่เราไม่เจอเขาในสถานศึกษาสังกัดใดๆ เลย เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็จะส่งไปให้ต้นสังกัด เพื่อให้ไปติดตามตัวเด็กกลับมาให้ได้</p>



<p>“ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงของการทำงานในแบบนี้ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในสังกัด กทม.เพียงอย่างเดียว หวังว่าตัวเลขตรงนี้จะไม่สูงนัก แต่จากการสรุปตัวเลขปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับหลักแสนคน โครงการพาน้องกลับมาเรียนของรัฐบาล ข้อมูลเริ่มต้นสองแสนกว่าคน พอเริ่มเปิดเทอมก็ตามกลับมาได้แสนกว่าคน ตอนนี้เหลือหมื่นกว่าคน เราเองก็ได้เริ่มต้นตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤติการศึกษา ช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมา ทุกๆ เปิดเทอมเราต้องติดตามตัวน้องไปจนถึง 10 มิถุนายน ในเทอมหนึ่ง และ 10 พฤศจิกายน ในเทอมสองเราทำแบบนี้ทุกปี เพราะมาตรการที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่แรก ตอนนี้การสรุปตัวเลขที่กำลังทำมีแนวโน้มว่า เด็กหลุดจากระบบการศึกษาอาจจะกลับไปอยู่ที่เรือนแสนเหมือนเดิม เพราะผลจากโควิด เมื่อตัวเลขออกมาแล้วทาง กสศ.จะเผยแพร่ให้ทราบต่อไป”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า ปัญหานี้เป็นโจทย์ที่สะท้อนให้เห็นว่า การมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เพียงพอ เพราะยังไม่มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกับค่าครองชีพมาสิบกว่าปีแล้ว และต้องเข้าใจว่าการทำโครงการเรียนฟรี จะให้ฟรีจริงนั้น มีค่าใช้จ่ายทางฝั่ง Demand Side หรือฝั่งของผู้ปกครองและเด็กที่เราต้องไปช่วยเหลือดูแลให้ได้เต็มที่</p>



<p>“ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะสูญเสียเด็กคนที่ตัวเล็กที่สุดในภาพนั้นไป เพราะเขามีต้นทุนที่น้อยกว่าคนอื่น” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จะนำเด็กกลับคืนห้องเรียนได้ ต้องให้ครูกลับคืนสู่ห้องเรียนก่อน</strong></h2>



<p>ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เด็กที่เสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อพูดถึงผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุดถัดจากพ่อแม่ก็คือครู จากการได้ลงพื้นที่ไปดูในโรงเรียนและการดูแลเด็กในช่วงโควิด เช่น โรงเรียนหนึ่งแถวย่านหัวลำโพง เราพบว่า ช่วงที่มีการเปิดเรียนออนไซต์ใหม่ๆ นักเรียนบางคนมากินข้าวที่โรงเรียนและกินมื้อกลางวันมากจนผิดปกติ จน ผอ.โรงเรียน ต้องถามว่าทำไมเด็กถึงกินจุจัง คำตอบที่ได้ก็คือแม่บอกให้กินไปเลย เพราะเย็นๆ จะไม่มีอะไรให้กินที่บ้าน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b3e5a2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ผศ.อรรถพล-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กก็หิ้วท้องไปเพื่อที่จะมากินมื้อเช้าที่โรงเรียนจัดให้ในอีกวัน แล้วกินมื้อเที่ยงก็กินเผื่อไปเลยเพราะว่าคุณจะไม่ได้กินมื้อเย็น นี่คือสิ่งที่โรงเรียนเจอ สะท้อนว่าสถานการณ์มันหนักมาก ทางโรงเรียนต้องมาเช็คเด็กเป็นรายบุคคลเพราะว่ามีประชากรกลุ่มที่เป็นเด็กลูกหลานแรงงานชาวต่างชาติ ที่มาเรียนในสังกัด กทม.ด้วย ระบบการศึกษาของเรากำลังเจอกับสถานการณ์แบบนี้”</p>



<p>เคสที่สองเป็นเด็กที่ตอนนี้ไม่ได้หลุดจากโรงเรียน และเรียนออนไลน์ได้ แต่เรียนออนไลน์ในแบบที่ปิดกล้องปิดไมค์ตลอดเวลา จนคุณครูพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ปกติเด็กกลุ่มนี้ตั้งใจเรียน เพราะเป็นเด็ก ม.ปลาย เป็นความหวังของห้อง เป็นเด็กสายวิทย์ที่ตั้งใจเรียน อาทิตย์แรกยังเปิดกล้องเปิดไมค์อยู่ แต่อาทิตย์ที่สามของการเรียนออนไลน์ เริ่มมีการปิดภาพ ขณะที่โรงเรียนนี้มีวงคุย PLC (Professional Learning Community : ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ) ที่เข้มแข็ง ใช้ข้อมูลจัดการเป็นรายบุคคล เมื่อเริ่มมีการติดตามก็พบว่าเด็กมีพฤติกรรมเป็นแบบนี้ทุกรายวิชา จึงส่งสัญญาญให้คุณครูประจำชั้นช่วยติดตามดูว่าเกิดอะไรขึ้น</p>



<p>“สิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กบอกว่าเข้าเรียนทุกครั้งเลยนะครับอาจารย์ แต่เค้ากำลังขี่แกร็บส่งอาหารอยู่ โดยฟังคุณครูบรรยายไปด้วย คำถามคือเขาจะเข้าถึงคุณภาพการศึกษาได้อย่างไรในเมื่อเรียนฟิสิกส์ผ่านการฟังเท่านั้น เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กกลุ่มที่หลุดไปอย่างเห็นตัวเห็นตน แต่เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนแล้วก็ยังไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพทางการศึกษาได้จริงๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4380f6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ภาพรวมเวที-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผศ.อรรถพล เปิดเผยอีกว่า ยังมีเคสที่หนักกว่านั้นคือกรณีเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิต หรือประสบปัญหาสุขภาพช่วงโควิด ตอนนี้มีอย่างน้อย 2 เคส ที่เด็กกลายเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ทั้งที่อายุเพิ่ง 17 ปี และกำลังเรียน ม.5 เท่านั้น เด็กคนนี้พ่อเลี้ยงเสียชีวิตไป ส่วนแม่ต้องมากลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เด็กจึงต้องออกมาทำงานพิเศษเพื่อส่งตัวเองเรียนด้วยและดูแลทางบ้านด้วย เด็กกลุ่มนี้ยังอยู่ในระบบ แต่มีความเปราะบางพร้อมที่จะหลุดจากระบบการศึกษาได้ตลอดเวลา</p>



<p>“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลตามที่ อ.ไกรยส บอก และมีหลายโรงเรียนที่ทำเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง เพราะสเกลของเขาไม่ใหญ่  ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเรียกร้องให้ครูปฏิบัติหน้าที่ให้ดีนั้นเป็นอะไรที่เล็กมากๆ เป็นเรื่องในระดับโรงเรียนแต่ละแห่งพยายามทำอยู่แล้ว แต่เราต้องมองในระดับส่วนรวมให้ได้ มองให้เห็นทั้งระบบทั้งโรงเรียนและระหว่างโรงเรียนด้วย เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของเด็กๆ ว่าตอนนี้เด็กแต่ละคนนั้นต้องแบกอะไรไว้บ้าง”</p>



<p>ผศ.อรรถพล กล่าวว่า ขณะนี้บางโรงเรียนได้วัดเข้ามาช่วย โดยอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตของพระในทุกๆ เช้า ได้มาเป็นอาหารที่ไปช่วยเด็กในมื้อเช้า และเด็กยังได้นำอาหารถุงที่วัดให้มากลับไปกินในมื้อเย็นต่อที่บ้าน</p>



<p>“ถ้าจะหาตัวอย่างความเหลื่อมล้ำ ไม่ต้องไปหาที่ไหน ถนนพญาไทเป็นแหล่งที่ย่อให้เห็นความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุด ตัวอย่างของโรงเรียนย่านหัวลำโพงที่เล่ามาเห็นได้ชัด โจทย์ทั้งหมดนี้ ตัวละครหลักๆ ที่สำคัญและเกี่ยวข้องมากๆ คือคุณครู ที่จะเชื่อมตัวเองเข้ากับเพื่อนครูด้วยกัน เชื่อมตัวเองเข้ากับโลกภายนอก ตอนนี้พยายามเสนอให้คุณครูใช้วงคุย PLC คุยเรื่องเด็กกันให้มากขึ้น สแกนกันทีละห้องเรียนเลย”</p>



<p>ผศ.อรรถพล เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมามีการเช็คข้อมูลในช่วงก่อนปิดเทอม เพื่อติดตามสถานการณ์ของเด็กแต่ละคน ว่าพอเปิดเทอมมาคุณครูได้เจอตัวเด็กแล้วหรือไม่ เด็กแต่ละคน ใครมีปัญหาอะไรอย่างไรบ้าง ข้อมูลตรงกันกับที่ได้เคยเก็บเมื่อก่อนปิดภาคเรียนหรือไม่ มีการต่อเชื่อมข้อมูลกัน ครูจึงเป็นตัวละครที่สำคัญและเครือข่ายครูในแต่ละโรงเรียนเป็นหัวใจหลักที่มีความสำคัญมากในการจะประคองชีวิตเด็กได้</p>



<p>“ตอนนี้ที่พยายามทำคือโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน เช่นในเขตบางรัก มี 5 โรงเรียน ทำอย่างไรให้ครูมาเติมเต็มระหว่างกันให้ได้เพราะว่าโรงเรียนมีขนาดไม่เท่ากัน จำนวนเด็กไม่เท่ากัน บางโรงเรียนมีเด็ก 5 สัญชาติด้วย ทั้งเด็กกัมพูชา พม่า ลาว เด็กผิวสีที่ตามพ่อแม่มาทำงานอยู่ในโรงงานเจียระไนเพชรพลอย ครูจะต้องมาทำงานเชื่อมโยงกันเพราะโรงเรียนอยู่ห่างกันเพียงสองป้ายรถเมล์ การแก้ปัญหานี้ กสศ. อาจมองจากข้างบนลงมา ส่วนเราก็มองจากข้างล่าง มองจากในระดับห้องเรียนขึ้นไป”</p>



<p>รูปแบบนี้มีกรณีตัวอย่างกลุ่มโรงเรียนที่โคราชที่ทำอยู่ ในเขตเทศบาลจะมีหนึ่งโรงเรียนที่คอยทำหน้าที่วิ่งประสานงานตรวจสอบว่าแต่ละโรงเรียนในเครือข่ายมีสถานการณ์เป็นอย่างไร การทำเรื่องนี้ต้องทำด้วยข้อมูลเป็นรายบุคคล ที่ผ่านมาหลายโรงเรียนอาจจะทำเรื่องนี้ไม่เข้มข้นเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากครูยังไม่โฟกัสมาที่ตัวของเด็กนักเรียนอย่างเพียงพอ</p>



<p>“ถ้าเปิดเทอมมาแล้วคุณครูก็ยังโดนบี้มาให้ทำโครงการต่างๆ ที่ยังไม่ได้ทำในช่วงโควิดที่ผ่านมา รีบปั๊มผลงานผลิตตัวชี้วัดกันโดยที่ไม่ได้เอาปัญหาที่เด็กพบเจอมาเป็นตัวตั้ง ก็จะเกิดการรีบสอนและผลักเด็กไปข้างหน้าโดยที่เด็กไม่ได้เช็คอินด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ในจุดที่เรามองเห็นแล้วหรือยัง”</p>



<p>ผศ.อรรถพล ยังกล่าวอีกว่า จากการสะท้อนของครูขณะนี้พบว่า บรรยากาศในห้องเรียนบางแห่งเหมือนมีอะไรที่ขาดหายไป ห้องเรียนเงียบกว่าปกติ ทักษะทางสังคมของเด็กที่ไม่เคยเจอเพื่อน ไม่รู้จะคุยกันอย่างไร หลายโรงเรียนเวลานั่งเรียนยังต้องใส่หน้ากาก อ่านภาษากายกันไม่รู้ว่าเพื่อนแต่คนเขามีความรู้สึกอย่างไร เขายิ้มอยู่หรือเปล่า</p>



<p>“โจทย์หลายๆ อย่างในตอนนี้อยู่ที่คุณครู จะนำเด็กคืนกลับมาสู่ห้องเรียนได้ เราต้องนำครูกลับคืนสู่ห้องเรียนให้ได้ก่อน พยายามเอาชีวิตกลับคืนมาที่ห้องเรียนก่อน ให้เด็กได้อยู่ด้วยกัน อยู่กับคุณครู ให้เด็กได้รู้จักคุณครูมากขึ้น ให้คุณครูได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ของคุณครูจริงๆ คือตามเด็กกลับมาสู่ห้องเรียนให้ได้” ผศ.อรรถพล กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาต้องมองลึกลงไปถึงการพัฒนาคน</strong></h2>



<p>ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เป็นความหวังของการเปลี่ยนระบบการศึกษาได้ นักเรียนทุกคนใน กทม. มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ และเชื่อมโยงอยู่กับปัญหาระดับพื้นที่ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย สิ่งแรกที่ต้องคุยกัน คือ การศึกษาไม่ใช่การพัฒนาผู้เรียน แต่การศึกษาต้องมองไปถึงการพัฒนาคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dbbea5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ศานนท์-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการ กทม.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งสำคัญตอนนี้นอกจากจะคิดว่าดึงเด็กกลับสู่ระบบอย่างไร อีกแนวคิดที่ใหญ่กว่าเด็กหลุดระบบการศึกษา คือหลักสูตร เพราะการหลุดออกจากระบบหมายถึงหลักสูตร ไม่สอดคล้องกับผู้เรียนหรือไม่?”</p>



<p>การพยายามดึงเด็กกลับต้องมีนโยบายทางการศึกษาเพิ่ม มีการศึกษาทางเลือกที่สามารถรองรับผู้เรียนที่ไม่สะดวกมาเรียนในระบบ ขณะเดียวกันก็ยกระดับการศึกษาในระบบไปพร้อมกัน ต้องให้การเรียนรู้มีความทันสมัย และมีให้เลือกมากกว่าแบบเดียวหรือไม่</p>



<p>“ควรมีนโยบายการศึกษาทางเลือกที่รองรับการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่สะดวกจะอยู่ใน กทม. เป็นช่องที่ทำให้เราเห็นว่าการเรียนรู้ทันสมัย ให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยออกแบบการศึกษาเองได้ มีการศึกษาทางเลือก”</p>



<p>ขณะที่นโยบายที่จะลงไปพัฒนาครูจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ปลดล็อก ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง โดยปลดล็อก ตั้งแต่ ครู หลักสูตร สิ่งแวดล้อมโรงเรียน ปรับปรุงโปรแกรมหลังเลิกเรียน (after school) หรือ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวเด็กคนไหนมีปัญหา ก็ต้องให้คิดว่า โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เข้าถึงเนื้อแท้ของปัญหา</strong></h2>



<p>ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ต้องเร่งจัดการเพื่อเข้าไปดูแลนักเรียนนอกระบบให้เร็วที่สุด เพราะหากผ่านพ้นช่วงวัยเด็กไปแล้วจะไม่สามารถเรียกสิ่งที่สูญเสียกลับมาได้ การศึกษา อาจจะมีการฟื้นฟูกลับมาไม่เหมือนเดิม การซ่อมคนมีความยาก ส่งผลต่อการสูญเสียวิวัฒนาการทางสังคมทั้งหมดด้วย เพราะขาดคนที่จะมาขับเคลื่อนและแข่งขันกับอารยะประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d3e6b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/วิโรจน์-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือการจัดการกับงบประมาณของ กทม. หรือ กระทรวงศึกษาธิการ การปรับปรุงการเรียนการสอนจัดหลักสูตร เพราะที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการศึกษาอย่าง กสศ. ก็เคยประเมินปัญหาความรุนแรงของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามาแล้ว</p>



<p>“มีการคาดการณ์ว่าการเรียนรู้ของเด็กจะถดถอย แต่กลับยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ งบประมาณส่วนไหนที่มีมาก แสดงว่าเป็นปัญหาที่อยากเร่งแก้ แต่ที่ผ่านมางบฟื้นฟูเด็กนักเรียน ไม่มีทุนสำหรับเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา”</p>



<p>วิโรจน์ เปิดเผยว่าจากที่รวบรวมข้อมูลด้านทุนการศึกษา พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้เด็กนักเรียน เรียนฟรีอยู่ที่ 9.9 แสนบาท และทุนนักเรียนดีเด่น 5 แสนบาท รวมแล้วอยู่ที่กว่า 1 ล้านบาท คำถามคือ เด็กที่อยากเรียนแม้ว่าเขาอาจจะไม่เก่งอยู่ตรงไหน ประเทศล่มสลาย คือประเทศที่ไม่มีทุนในการอุดหนุนให้เด็กที่อยากเรียน</p>



<p>นอกจากนี้&nbsp; วิโรจน์ ยังได้ยกตัวอย่างงบประมาณ การจัดสรรชุดลูกเสือที่ยังคงอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ จึงต้องการให้กระทรวงฯ มองเห็นแก่นแท้ของการศึกษา ไม่ต้องสนใจเปลือกและสอนให้เด็กสามารถเอาตัวรอดได้ เพราะงบประมาณที่ทุ่มเทไปกับประเด็นนี้สูงถึง 88 ล้านบาท และในจำนวนนี้สูงถึง 70 ล้านบาท เน้นไปที่การปรับปรุงค่ายลูกเสือ</p>



<p>“หากนำงบประมาณส่วนนี้เกลี่ยไปช่วยเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานับแสนจะมีความคุ้มค่ามากกว่าหรือไม่ การทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาไปให้ถึงตัวเด็กจริงๆ จะยิ่งช่วยลดปัญหาคอรัปชั่นได้มากขึ้นอีกด้วย” วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/">ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ผศ.อรรถพล” เปิดโมเดล “Remote Learning” ปรับการเรียนการสอนรับ COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/93-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Apr 2020 12:09:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Package]]></category>
		<category><![CDATA[Remote Learning]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=12673</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรียนออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีรูปแบบอื่นเสริมด้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/93-2/">“ผศ.อรรถพล” เปิดโมเดล “Remote Learning” ปรับการเรียนการสอนรับ COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4 style="text-align: center;">เรียนออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ<br />
แต่ต้องมีรูปแบบอื่นเสริมด้วย</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางมาตรการเฝ้าระวังเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรณรงค์ให้คนอยู่บ้าน ลดการเดินทางและ รักษาระยะห่างในสังคม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะยืดเวลาออกไปนานกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ทำให้หลายภาคส่วนต้องปรับตัว โดยเฉพาะสถานศึกษาที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมรับมือสำหรับการเปิดภาคการศึกษาใหม่ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><b>“ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล” </b><span style="font-weight: 400;">ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน </span><span style="font-weight: 400;">คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่า เท่าที่เห็นเวลานี้หลายคนยังมองไปแต่การใช้เครื่องมือทางออนไลน์เข้ามาเป็นสื่อการเรียนการสอน ซี่งในทางปฏิบัติแล้วอาจต้องใช้ช่องทางอื่นที่ไม่ใช่ออนไลน์เข้ามาร่วมด้วยเพื่อให้ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของเด็กและโรงเรียนในแต่ละพื้นที่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">“Remote Learning”<br />
โมเดลการศึกษาที่ครอบคลุมได้ทุกพื้นที่</h4>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-12679" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02.png" alt="" width="3563" height="2372" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02.png 3563w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-1024x682.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-1536x1023.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-2048x1363.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-750x499.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 3563px) 100vw, 3563px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับพื้นที่ห่างไกล ถือเป็นอีกพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งการออกแบบการเรียนการสอนในสถานการณ์นี้ควรเป็นแบบ </span><b>“Remote Learning” </b><span style="font-weight: 400;">ที่ครอบคลุมทั้งการเรียนออนไลน์และออฟไลน์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตามความพร้อมและความเหมาะสม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากโรงเรียนมีความพร้อมก็ใช้เป็นแบบออนไลน์ แต่หากไม่พร้อมก็ใช้เป็นออฟไลน์  โดยการเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา มีจุดร่วมของการสื่อสารระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง มีการจัดชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เรียกว่า  </span><b>“Learning Package”</b><span style="font-weight: 400;"> ให้ทางโรงเรียนสามารถเลือกนำไปใช้ได้ ซึ่งจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงชั้นปี เช่น  เด็ก ป.5- ป.6 อาจจะเรียนด้วยตัวเองได้ โดยมีผู้ใหญ่คอยตรวจการบ้านตอนเย็น หรือหากเป็นเด็กชั้น ป.1 -ป.3  อาจต้องมีผู้ใหญ่ประกบใกล้ชิด  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสถานการณ์ตอนนี้จำเป็นต้องอาศัย ผู้ปกครองเข้ามาสนับสนุนทำงานร่วมกับคุณครู เช่น มีการกำหนดให้มารับ </span><b>Learning Package </b><span style="font-weight: 400;">ทุกสองสัปดาห์  โดยครูจะอธิบายว่าต้องทำอะไรบ้าง มีวิธีการสื่อสารอย่างไร หากไม่มีอินเ</span><span style="font-weight: 400;">ท</span><span style="font-weight: 400;">อร์เน็ตก็อาจใช้มือถือเข้ามาช่วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">“คุณครู” มีบทบาทสำคัญ<br />
ในการขับเคลื่อนการศึกษาทางไกล</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-12680" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03.png" alt="" width="3563" height="2372" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03.png 3563w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-1024x682.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-1536x1023.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-2048x1363.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-750x499.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 3563px) 100vw, 3563px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผศ.อรรถพล ยกตัวอย่างเพิ่มว่า ในส่วนของเด็กประถมต้นนั้น ควรมีการจัดตารางดูแลชีวิตเด็กว่าวันหนึ่งเขาต้องทำอะไรบ้างเวลาอยู่บ้าน เช่น ครูที่อินเดียจะจัดตารางให้เด็ก เพื่อให้เป็นไอเดียสำหรับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะดูแล</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">บุตรหลานอย่างไร จะสร้างการเรียนรู้กันด้วยวิธีไหนได้บ้างในระหว่างนี้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีของอังกฤษซึ่งเป็นโรงเรียนในชุมชน ครูจะทำหน้าที่คอยประสานกับผู้ปกครองเวลาอธิบายให้บุตรหลานฟังหรือบางครั้งก็ขับรถหิ้วกระดานไปสอนนักเรียนถึงหน้าบ้าน  ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้เป็นของโรงเรียนในชุมชนที่ไม่ต้องเดินทางไกลมาก แต่หากเป็นพื้นที่ที่ห่างไกล เดินทางไปได้ยาก ก็จะใช้ Learning Package แทน</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;"> “ทั้งหมดนี้เป็นไอเดีย ซึ่งคุณครูที่โรงเรียนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ  เพราะเขาจะรู้จักบริบทของโรงเรียน และเด็กนักเรียนได้ดีที่สุด รู้ว่าจะจัดระบบอย่างไร  เด็กเขาควรจะทำกิจกรรมประเภทไหน วัดผลอย่างไร” ผศ. อรรถพล กล่าว</span></p></blockquote>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-12682" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04.png" alt="" width="3564" height="2372" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04.png 3564w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-1024x682.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-1536x1022.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-2048x1363.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-750x499.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 3564px) 100vw, 3564px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากเป็นกรณีของผู้ปกครองที่มีข้อจำกัด เช่น เป็นชนเผ่าไม่สามารถใช้ภาษาไทย โรงเรียนก็จะมีบทบาทสำคัญเช่นกันที่จะช่วยคิดหาทางแก้ไข เช่น ให้ครูลงพื้นที่ไปช่วยสอนวิชานี้ตอนเช้าสอน ป.1-3  ตอนบ่าย ป.4-5 ลงไปวันเดียวอาจสอนได้ทุกชั้น หรืออาจไปเป็นคู่ ครูสอนภาษาไทย-อังกฤษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ที่ <strong>“หน่วยงานภาคการศึกษาท้องที่”</strong> ว่าจะออกแบบการเรียนการสอนอย่างไรให้เหมาะสม </span><span style="font-weight: 400;">ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/93-2/">“ผศ.อรรถพล” เปิดโมเดล “Remote Learning” ปรับการเรียนการสอนรับ COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักการศึกษาเสนอโมเดลเรียนออฟไลน์ต้องยึดหลักทำให้เด็กสนใจมีส่วนร่วมให้ได้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/846-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 May 2020 13:46:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สามารถ สุทะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนจักรคำคณาทร]]></category>
		<category><![CDATA[ณภัค ฐิติมนัส]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านแม่บอน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาทักษะครูและนักจัดการเรียนรู้สำหรับห้องเรียนในศตวรรษที่ 21]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พรนับพัน วงศ์ตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบออฟไลน์ ในช่วง COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=14854</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ.ระดมสมอง เสนอโมเดลเรียนออฟไลน์ นักการศึกษาเสนอโมเดล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/846-2/">นักการศึกษาเสนอโมเดลเรียนออฟไลน์ต้องยึดหลักทำให้เด็กสนใจมีส่วนร่วมให้ได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14857" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumb832.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumb832.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumb832-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumb832-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumb832-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<h4 style="text-align: center;">กสศ.ระดมสมอง เสนอโมเดลเรียนออฟไลน์</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">นักการศึกษาเสนอโมเดลเรียนออฟไลน์ต้องยึดหลักทำให้เด็กสนใจมีส่วนร่วมให้ได้ แนะยึดโยงบริบทชุมชน ใช้โอกาสนี้ได้เรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน</span></p>
<p><b>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</b><span style="font-weight: 400;"> (กสศ.) จัดเสวนา Equity </span><span style="font-weight: 400;">T</span><span style="font-weight: 400;">alk ผ่าน </span><span style="font-weight: 400;">F</span><span style="font-weight: 400;">acebook </span><span style="font-weight: 400;">L</span><span style="font-weight: 400;">ive ใน </span><b>หัวข้อ &#8220;แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบออฟไลน์ ในช่วง COVID-19</b><span style="font-weight: 400;"><strong>&#8220;</strong> โดยมีวิทยากรได้แก่ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ดร.พรนับพัน วงศ์ตระกูล หัวหน้าโครงการพัฒนาทักษะครูและนักจัดการเรียนรู้สำหรับห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 นายสามารถ สุทะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่บอน  จ.ลำพูน 4. นางณภัค ฐิติมนัส ครูโรงเรียนจักรคำคณาทร จ.ลำพูน</span></p>
<p><b>ผศ.อรรถพล</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า  COVID-19  ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การศึกษาทั่วโลกซึ่งเราต้องเรียนรู้และหาวิธีการรับมือ  ทั้งการจัดการศึกษาทางไกล ไปจนถึงการบริหารจัดการโรงเรียนโดยไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลของหลายโรงเรียนพบว่ามีนักเรียนจำนวนมากเข้าไม่ถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  ทำให้ต้องวางแผนผสม</span><span style="font-weight: 400;">ผสานปรับกิจกรรมการเรียนให้มีความยืดหยุ่นทั้งการสอนออนไลน์ในส่วนเด็กที่มีความพร้อมและส่วนออฟไลน์ในส่วนเด็กที่ไม่พร้อม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ในการปรับหลักสูตรรูปแบบการเรียนการสอน เราควรต้องยึดหลักที่เด็กทุกคนล้วนมีความสำคัญ ต้องไปสำรวจดูว่าใครเข้าถึงและเข้าไม่ถึงในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งพ่อ แม่ ครู มีความสำคัญต้องทำงานร่วมกันออกแบบกิจกรรมที่มีความเหมาะสมกับเด็ก เด็กที่ไม่สามารถออนไลน์ก็ต้องใช้วิธีการออฟไลน์ มีใบความรู้ ให้เด็กทำชิ้นงานที่ต้องมีภารกิจชัดเจน  กำหนดว่าใครจะเป็นพี่เลี้ยงติดตามความก้าวหน้า กำหนดช่วงเวลาที่ครูจะมาตรวจงานให้ความเห็น</span></p>
<p><b>“ความสำคัญคือ โรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง จะต้องร่วมมือกันเพื่อให้การเรียนในช่วงนี้ ที่ท้องสำคัญคือการเรียนทางไกลที่จะเกิดขึ้นจะต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ต้องทำให้เด็กมีส่วนร่วมรู้สึกเป็นเจ้าของบทเรียนของเขา ดังนั้นต้องออกแบบการเรียนในสิ่งที่เขาอยากรู้ เป็นเรื่องใกล้ตัว เพื่อให้เขาสนใจและตั้งใจเรียนรู้ และออก</b><b>แบบ</b><b>ให้น่าสนใจไม่ใช่ออกแบบใบความรู้ให้ต้องอ่านอะไรยาวๆ แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ”</b><span style="font-weight: 400;"> ผศ.อรรถพล กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายสามารถ กล่าวว่า ที่โรงเรียนมีนักเรียนจำนวนไม่มากทั้งหมดเป็นปกา</span><span style="font-weight: 400;">เกอะ</span><span style="font-weight: 400;">ญอ บางบ้านไม่มีไฟฟ้า บางบ้านไม่มีจานดาวเทียม นำไปสู่การประชุมครูเพื่อทำหลักสูตรในช่วงนี้ โดยยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้จากชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ปู่ย่าตายยายของเด็ก โดยสิ่งสำคัญคือเด็กจะต้องไม่ห่างจากการเรียนนานเกินไปไม่เช่นนั้นจะลืมสิ่งที่เคยเรียนโดยเฉพาะ การอ่าน การผันสระ วรรณยุกต์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มองว่าการเรียนในรูปแบบออฟไลน์คงไม่อาจได้ผล 100%  เพราะขนาดเรียนในห้องเรียนเด็กยังไม่สนใจตลอดเวลา เด็กจะมีสมาธิสนใจกับสิ่งที่เรียนตามอายุเช่น ป. 6 จะสนใจ</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">12-15 นาที ดังนั้นการที่จะให้เขาตั้งใจเรียนต้องหาเรื่องที่เขาสนใจเป็นพิเศษเพื่อดึงดูดสมาธิไว้ได้  รวมทั้งการที่เรียนรู้เรื่องของท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันไปก็สามารถให้ปู่ย่าตายายเป็นคนช่วยสอนซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขาอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การออกแบบการเรียนรู้ไม่สามารถออกแบบเดียวแล้วใช้กับเด็กทุกคนได้ทั้งห้อง เพราะเด็กบางคนเก่ง บางคนไม่เก่ง จะใช้ใบงานใบเดียวกันทั้งห้องไม่ได้ เราก็ต้องคิดว่าใบงานนี้อาจง่ายเกินไปสำหรับเด็กเก่ง ฉะนั้นในชุดกิจกรรมก็จะต้องมีทั้งที่เป็นของเด็กเก่งและไม่เก่ง เพื่อให้เก่ง</span><span style="font-weight: 400;">แบบที่</span><span style="font-weight: 400;">เหมาะสมกับเด็ก”  นายสามารถ  กล่าว </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14859" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-4.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-4-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.พรนับพัน  กล่าวว่า   สิ่งที่จำเป็นคือโรงเรียนจะต้องมีความเชื่อมั่นว่าต้องผ่านเรื่องเหล่านี้ไปให้ โดยชุมชนจะมีส่วนสำคัญในการเข้ามา ซึ่งการเรียนรู้ในแต่ละพื้นที่ต่างบริบทกันก็จะมีเรื่องที่เด็กสนใจแตกต่างกัน ทำอย่างไรถึงจะทำให้เขาเลือกเรียนได้ตามความชอบ ให้มีโอกาสได้เลือกเรียนโดยที่กิจกรรมมีความสนุก ท้าทาย และมีประโยชน์ทั้งในห้องเรียน และในชีวิตจริง  อย่างเช่นการคิดค้นสูตรดิน ให้เมล็ดพันธุ์ไปทดลองปลูกที่เด็กจะได้สังเกตและเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ไปจนถึงการทำบัตรคำศัพท์พร้อมรูปให้เด็กได้จับคู่ ซึ่งจะมีใบเฉลยอยู่ในซอง  ที่พ่อ แม่  รุ่นพี่ ครูอาสา ที่อยู่ในชุมชน สามารเป็นคนช่วยอธิบาย</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-14860" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-5.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-5.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-5-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-5-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-5-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-5-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นางณภัค  กล่าวว่า ที่โรงเรียนมีนักเรียนจำนวนมากและมีความหลากหลาย การสอนในวิชาโครงงานเป็นวิธีหนึ่งที่จะนำไปสอนเด็กแบบออฟไลน์ได้ โดยกำหนดเป็นกิจกรรมเช่นสำรวจลงพื้นที่ จดบันทึก  โดยครูจะต้องนึกถึงบริบทใกล้ตัว ในชุมชนมีอะไร ในบ้านมีอะไร ให้เหมาะสมกับสภาพชีวิตของแต่ละคนที่เขาจะเห็นว่าทำไปแล้วจะเกิดประโยชน์ อย่างครอบครัวทำสวนลำไยก็ทำโครงงานเกี่ยวกับสวนลำไย  ที่สำคัญคือการใช้บริบทของท้องถิ่นมาเป็นฐานการเรียนรู้ของนักเรียน   </span></p>
<p><b>“ตรงนี้อาจเป็นโอกาสดีให้เด็กๆ ได้เดินออกไปกลางทุ่ง ไปดูต้นไม้ใบหญ้า ไปสำรวจทุ่งนา ไปดูพืชสวนลำไย ทุกอย่างคือการเรียนรู้ทั้งหมด ซึ่งบางทีอาจมีคนรู้มากกว่าครู ก็ให้เด็กกลับลงไปถามปราชญ์ชาวบ้าน ให้เขาได้เสาะหาความรู้ โดยครูมีหน้าที่รับฟังวิธีคิด หากทำผิดครูก็ให้ข้อเสนอแนะ หากทำดีก็ชมว่าทำดี และควรมีศูนย์การเรียนรู้ประจำหมู่บ้านที่มีอินเทอร์เน็ต เป็นห้องสมุดของชุมชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปเรียนพร้อมกันทุกคนตรงนี้จะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มาก”<span style="font-weight: 400;">   </span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">นางณภัค กล่าว</span></b></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/846-2/">นักการศึกษาเสนอโมเดลเรียนออฟไลน์ต้องยึดหลักทำให้เด็กสนใจมีส่วนร่วมให้ได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
