<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผศ.ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9C%E0%B8%A8-%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93-%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B8/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 03 Aug 2022 11:51:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ผศ.ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. เปิดผลวิจัย School Readiness เผยสถานการณ์ล่าสุด “เด็กปฐมวัยอยู่ในภาวะเรียนรู้ถดถอยอย่างหนัก”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-school-readiness-030822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Aug 2022 11:51:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สกศ.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[พลังฐานข้อมูล เครื่องมือสร้างความเสมอภาคสู่สังคม ปิดทุก GAP “Learning Loss สู่ Learning recovery” หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น (Lost Generation) : ดึงพลังทุกฝ่ายร่วมฟื้นฟูการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สวัสดิ์ ภู่ทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58877</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2565 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-school-readiness-030822/">กสศ. เปิดผลวิจัย School Readiness เผยสถานการณ์ล่าสุด “เด็กปฐมวัยอยู่ในภาวะเรียนรู้ถดถอยอย่างหนัก”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2565 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดแถลงข่าว <strong>พลังฐานข้อมูล เครื่องมือสร้างความเสมอภาคสู่สังคม ปิดทุก GAP “Learning Loss สู่ Learning recovery” หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น (Lost Generation) : ดึงพลังทุกฝ่ายร่วมฟื้นฟูการเรียนรู้</strong> เพื่อนำเสนอข้อมูลความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย จากการติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทุกมิติ จนเกิดผลลัพธ์ที่ส่งต่อเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติด้วยพลังความร่วมมือจากทุกฝ่ายมาร่วมกันฟื้นฟูการเรียนรู้ หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท </strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ. ได้ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน สำหรับกลุ่มเด็กปฐมวัยนับเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญหนึ่งของ กสศ. เช่นกัน โดยเด็กควรได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงทองของชีวิตที่จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในทุกด้าน เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงตลอดชีวิต ดังนั้น การพัฒนาและการลงทุนในเด็กปฐมวัย จึงมีความสำคัญสำหรับทุกครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งปัจจุบัน กสศ. ได้ร่วมทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ช่วยเหลือเด็กปฐมวัยยากจนในโรงเรียนอนุบาลผ่านทุนเสมอภาค พร้อมทั้งพัฒนากลไกเชิงระบบในจังหวัดต้นแบบเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยนอกระบบอีกด้วย นอกจากนี้ กสศ. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พัฒนาระบบฐานข้อมูลและงานวิจัยเพื่อชี้ให้เห็นถึงในสถานการณ์สำคัญของกลุ่มเด็กปฐมวัย ทั้งระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้ำ (Early Childhood Longitudinal Data) ซึ่งเริ่มต้นเก็บมาตั้งแต่ปี 2558 และระบบฐานข้อมูลสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-beba63"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ไกรยส-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ. เป็นองค์กรที่มีความพร้อมในการเคลื่อนที่เร็วต่อการแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาในทุกมิติ ทั้งนี้ การดำเนินการสำรวจความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (school readiness) มีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือของประเทศ ซึ่งเก็บข้อมูลลงลึกรายบุคคลและนำเสนอออกมาเป็นรายจังหวัด ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของประชากรกลุ่มสำคัญคือ เด็กปฐมวัย โดยเครื่องมือนี้ได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์แล้ว อันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เมื่อได้จัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบบนฐานงานวิชาการทำให้เราพบว่า COVID-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบเป็นรายบุคคลที่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) แต่ยังทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาขยายกว้างออกไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรานำข้อมูล School Readiness มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ (CCT) และผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์มาจาก สพฐ. นั้นทำให้รู้ว่า เรารอไม่ได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องสูญเสียเด็กไปทั้งรุ่น หรือ Lost Generation ดังนั้น กสศ. พร้อมใช้พลังข้อมูล พลังเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมร่วมแก้วิกฤตสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามา เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนก้าวสู่ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน” <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b12c1a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/สวัสดิ์-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สวัสดิ์ ภู่ทอง รองเลขาธิการสภาการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สวัสดิ์ ภู่ทอง รองเลขาธิการสภาการศึกษา</strong> กล่าวว่า สกศ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิต จึงต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย ส่งผลให้คุณภาพของประชากรของประเทศดีขึ้น ในการดำเนินงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนบรรลุผลสำเร็จ ทำให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านเต็มตามศักยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป</p>



<p><strong>รองเลขาธิการ สกศ. กล่าวอีกว่า </strong>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 &#8211; 2570 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดและการให้บริการแก่เด็กปฐมวัย ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาและการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการพัฒนาเด็กปฐมวัย ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบและกลไกการบูรณาการสารสนเทศด้านเด็กปฐมวัยและการนำไปใช้ประโยชน์ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดทำและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและการดำเนินการตามกฎหมาย ยุทธศาสตร์ที่ 6 การวิจัยพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ และยุทธศาสตร์ที่ 7 การบริการจัดการ การสร้างกลไก การประสานงานการดำเนินการ และการติดตามประเมินผล</p>



<p>“จากแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย แนวทางการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จทั้ง 7 ยุทธศาสตร์ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่นให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการจัดการศึกษาและการพัฒนาเด็กปฐมวัย อีกทั้งสนับสนุนให้แต่ละหน่วยงานสามารถบูรณาการระหว่างแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 &#8211; 2570 กับแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำไปจัดทำแผนปฏิบัติการ ทำให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างมีเอกภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบ แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 &#8211; 2570 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางและเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพการบริการ ดูแล พัฒนา และจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน” ดร.สวัสดิ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10d548"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/วีระชาติ-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบัน RIPED<br>มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง </strong>ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า RIPED ได้ดำเนินงานร่วมกับ กสศ. เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย อาทิ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) การสำรวจข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้ำ (Early Childhood Longitudinal Data: ECLD) การพัฒนาศูนย์อบรมและครูปฐมวัยด้วยหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์จำนวนไม่น้อย สำหรับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา (Thailand School Readiness Survey: TSRS) จะเป็นเครื่องมือเพื่อประเมินว่า เด็กปฐมวัยมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เป็นทางการในระดับประถมศึกษาหรือไม่ โดยวัดทักษะพื้นฐานของเด็กปฐมวัยด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ และ Executive Functions (EFs) พร้อมสำรวจข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือนและสถานศึกษา โดยเครื่องมือนี้ ได้พัฒนาต่อยอดมาจากแบบประเมินภายใต้โครงการ Measuring Early Learning and Outcome หรือ MELQO ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การยูเนสโก (UNESCO) ธนาคารโลก (World Bank), Brookings Institution และ องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ปัจจุบันสำรวจไปได้ 73 จังหวัด เหลืออีก 4 จังหวัดจะเลื่อนไปสำรวจในช่วงต้นปี 2566</p>



<p>ข้อค้นพบจาก TSRS ที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งคือ การปิดสถานศึกษาในช่วงการะบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน โดยดูได้จากผลเปรียบเทียบระดับความพร้อมฯ เฉลี่ยด้านวิชาการ<sup>[1]</sup> ที่ได้จากข้อมูลใน 3 ระยะ 3 ปีที่เราเก็บข้อมูลต่อเนื่องกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลของกลุ่มเด็กที่เก็บในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่มีการปิดเรียนอย่างยาวนานมีระดับความพร้อมฯ ต่ำกว่ากลุ่มเด็กที่เก็บในปี 2563 ซึ่งยังไม่มีผลกระทบจากโควิด และกลุ่มเด็กเก็บในปี 2564 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดเล็กน้อย ดูรูปที่ 2 ประกอบ เมื่อทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปิดเรียนอย่างยาวนานจากโควิด-19 ส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีโอกาสเป็นเด็กหางแถวมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงในรูปที่ 3 และส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นอย่างมากอีกด้วย ดูรูปที่ 4 ประกอบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e155a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/01-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ด้วยการที่ RIPED และ กสศ. มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้ำ (Early Childhood Longitudinal Data: ECLD) จึงสามารถใช้ข้อมูลนี้ร่วมติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น วิเคราะห์และประเมินผลได้อย่างลึกซึ้งและสอดคล้องต่อสถานการณ์จริง ซึ่งพบประเด็นที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ช่วงปิดสถานศึกษาจะทำให้เด็กปฐมวัยอยู่กับครัวเรือนมากขึ้น แต่จากข้อมูลพบว่า ครอบครัวอ่านหนังสือให้เด็กฟังน้อยลง โดยจะเห็นได้จากค่าเฉลี่ยของจำนวนวันต่อสัปดาห์ที่ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กปฐมวัยในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 เปรียบเทียบกับก่อนการระบาดลดลงอย่างชัดเจน ดูรูปที่ 5 ประกอบ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กก็อ่านหนังสือเองน้อยลงอย่างชัดเจนด้วย รูปที่ 7 และ 8 ในขณะที่ รูปที่ 9 เด็กใช้เวลากับหน้าจอ (screen time) เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในที่นี้นับเฉพาะเวลาที่เด็กเล่นเกมส์หรือดูรายการ แต่ไม่รวมเวลาเรียนออนไลน์</p>



<p>ข้อค้นพบที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ ระดับเศรษฐฐานะของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย รูปที่ 10 ซึ่งหมายความว่า เด็กปฐมวัยจากครอบครัวที่ยากจนกว่ามีความพร้อมฯ ต่ำกว่า และเมื่อนำข้อมูลสถานะความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยที่สำรวจในปี 2563 (ปีการศึกษา 2562) เชื่อมโยงกับข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก กสศ. ผลการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ว่า เด็กยากจนพิเศษมีระดับความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 5.7 และร้อยละ 4.2 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 7.7 และร้อยละ 8.7 ของคะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ในขณะที่เด็กยากจน มีระดับความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 3.8 และร้อยละ 3.5 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 5.1 และร้อยละ 7.2 ของคะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ดูรูปที่ 11 ผลการวิเคราะห์ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยากจนหรือความขัดสนมีผลต่อความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>เมื่อนำข้อมูลสถานะความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยที่สำรวจในปี 2563 (ปีการศึกษา 2562) ไปเชื่อมโยงกับผลการทดสอบการอ่าน (Reading Test หรือ RT) ของ สพฐ. ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2564 (ปีการศึกษา 2563) ผลการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ว่า ชุดเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการ TSRS มีความสามารถในการพยากรณ์ผลการทดสอบการอ่าน (RT) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเห็นได้ว่า เด็กปฐมวัยที่มีความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 มีแนวโน้มที่จะมีผลการทดสอบการอ่านด้านการอ่านออกเสียงเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.46 และร้อยละ 0.40 ของคะแนนเต็ม และ จะมีผลการทดสอบการอ่านด้านการอ่านรู้เรื่องเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.28 และร้อยละ 0.23 ของคะแนนเต็ม ดูรูปที่ 12 ประกอบ ผลการวิเคราะห์ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จด้านการเรียนของเด็กในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ และเครื่องมือสำรวจชุดนี้สามารถประเมินเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสมสำหรับการติดตามสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทยและติดตามความก้าวหน้าของประเทศไทยตามเป้าหมายการพัฒนาประเทศด้านการศึกษา (SDG4)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3259ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/03-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากข้อมูลที่ดำเนินการสำรวจในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า 1) การปิดสถานศึกษาในช่วงการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างมาก 2) ความยากจนมีผลทำให้เด็กปฐมวัยได้ไม่เต็มศักยภาพหรือไม่มีความพร้อมฯ เท่าที่ควร 3) บ้านหรือครอบครัวยังขาดทักษะและความเข้าใจในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และ 4) เครื่องมือสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness) ภายใต้โครงการ TSRS เป็นเครื่องมือประเมินเด็กปฐมวัยที่เหมาะสมสำหรับการติดตามสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย</p>



<p>“วันนี้เราทุกคนได้รับบทเรียนที่สำคัญจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เด็กปฐมวัยที่ประสบกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ที่รุนแรง น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนควรจะร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน นโยบายระยะสั้นที่ควรจะเร่งดำเนินการคือ การเปิดเรียนให้นานและปิดให้น้อย เพื่อชดเชยเวลาคุณภาพที่ขาดหายไปในช่วงที่ผ่านมา นโยบายระยะยาวที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูทักษะ คือ การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนระดับปฐมวัยโดยเฉพาะสำหรับเด็กที่ขาดโอกาสหรือเด็กยากจน ซึ่งจากที่ได้ดำเนินการพัฒนาครูปฐมวัยด้วยหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ภายใต้การสนับสนุนของ กสศ. ชี้ให้เห็นว่า ครูปฐมวัยเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและเด็ก และสนับสนุนให้เกิดแนวทางการสอนที่มีประสิทธิภาพ เช่น การสอนแบบไฮสโคป ไปประยุกต์ใช้ได้จริง จึงน่าจะเป็นคำตอบสำคัญสำหรับการฟื้นฟูทักษะให้กับเด็กปฐมวัยและการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยในอนาคต”</p>



<p>ส่วนบทเรียนเกี่ยวกับความขัดสนของครอบครัวและความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย อาจต้องพิจารณาการสนับสนุนหรืออุดหนุนเด็กปฐมวัยอย่างเร่งด่วน เพราะความพร้อมฯ ของพวกเขามีผลต่อความสำเร็จด้านการเรียนในอนาคตอย่างมาก โดยความยากจนหรือการมีทรัพยากรที่จำกัดอาจส่งผลให้ครัวเรือนไม่สามารถมอบการเลี้ยงดูเด็กได้ดีเท่าที่ควร เช่น กิจกรรมคุณภาพ เวลาคุณภาพ อุปกรณ์หรือหนังสือที่มีคุณภาพได้ โดยการขาดในแง่ของความรู้และทักษะอาจแก้ด้วยการพัฒนาทักษะให้ผู้ปกครอง (parenting education) หรือการยกระดับการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพมากขึ้นเพราะสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมคุณภาพเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปได้ไม่มากก็น้อย แต่หากเป็นการขาดอุปกรณ์อาจแก้ปัญหาได้ด้วยการให้เงินช่วยเหลือครอบครัวเด็กปฐมวัยที่ขาดแคลน ดังนั้น เพื่อให้สามารถออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าอะไรคือกลไกสำคัญที่ทำให้ความยากจนมีผลต่อความพร้อมของเด็กปฐมวัย นักวิจัยเชื่อว่า ข้อมูลแบบตัวอย่างซ้ำที่ดำเนินการสำรวจอย่างต่อเนื่องน่าจะสามารถช่วยไขปริศนานี้ได้ในอนาคตอันใกล้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-594f07"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ศิริวรรณ-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ<br>คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ </strong>คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นองค์กรที่พึ่งของท้องถิ่น ในเรื่องการผลิตและพัฒนาครู การส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน<strong> </strong>โดยเฉพาะในช่วงของการแพร่ระบาดของCOVID-19 ที่การจัดการเรียนสอนต้องมีการยกระดับแบบแบบฉับพลัน รวมทั้งกระบวนการผลิตครูฝึกหัดและพัฒนาครูประจำการในช่วงของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ห้องเรียนมิใช่ที่โรงเรียนแต่เป็นที่บ้าน และครูมิใช่ผู้สอนท่านเดียวแต่มีทีมสอนคือผู้ปกครอง ความท้าทายคือ จะปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครูที่เน้นการใช้ห้องเรียนเป็นที่บ่มเพาะนักศึกษาร่วมกับการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่โรงเรียนนั้นไม่เพียงพอต่อการสถานการณ์โลกที่ได้รับผลกระทบจนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขณะนี้บริบทของโรงเรียนที่แตกต่างกันทั้งในเรื่องความพร้อมของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ดังนั้นการพัฒนาครูประจำการให้มีความพร้อมในองค์ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 เสมือนการติดอาวุธให้กับครูฝึกหัดที่อยู่ในระบบการผลิต และครูประจำการที่อยู่ในสถานศึกษาให้เป็นครูที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ฉลาดรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานเป็นทีมในชุมชนได้โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ</p>



<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริวรรณ </strong>กล่าวอีกว่า มรภ.ภูเก็ต ได้มีโอกาสร่วมดำเนินงานกับ กสศ. ใน 2 โครงการ คือ <strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตครูระบบปิดและเตรียมพร้อมครูในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน สร้างครูที่มี Soft Skill และมีเทคนิควิธีการสอนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการมีความรู้ในหลักวิชาการ ในขณะเดียวกันโรงเรียนปลายทางจะมีผู้บริหาร และครูที่ได้รับการส่งเสริมโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ เกิดทีมทำงานในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียนโดยมีทีมหนุนนำอย่างต่อเนื่อง (Teacher Coaching) จากสถาบันการผลิตครูที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. และ <strong>โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP</strong> ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครู (School Professional Development: SPD) สำหรับการพัฒนาครูประจำการและนักเรียนทั้งโรงเรียนโดยครอบคลุมทุกระดับชั้น เน้นการสนับสนุนจากทีมโค้ช (Q-Coach) มีการทำงานในลักษณะสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน (Q-Network) โดยนำระบบ IT (Q-Info) มาเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน เพื่อให้โรงเรียนทำงานง่ายขึ้น สร้างโรงเรียนให้เป็น ชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ด้วยกระบวนการ Q-PLC เน้นการสร้างวงจรของการเรียนรู้ที่เป็นระบบและต่อเนื่องและเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะของนักเรียน ช่วยเหลือนักเรียนที่มาจากครอบครัวด้อยโอกาส บ่มเพาะครูด้านจิตวิญญาณความเป็นครูและครูผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน นับว่า เป็นพื้นที่นำร่องที่เตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ตรงจุดทั้งระบบการผลิตและระบบการพัฒนาครูอย่างครบถ้วน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ใดๆ เกิดขึ้นครูที่ได้จากกระบวนการผลิตและพัฒนาในแนวทางนี้ย่อมยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน เติมเต็มองค์ความรู้เสมอ และกล้าที่จะร่วมมือกับชุมชน ซึ่ง ณ ตอนนี้ถ้ากล่าวถึง Learning Loss และ Social and Emotional Loss ที่โรงเรียนและผู้ปกครองต้องช่วยกันให้ข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อประเมินการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความไม่พร้อมหรือด้อยโอกาสทางการศึกษาสู่กระบวนการออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้บูรณาการที่ช่วยเติมเต็มการเรียนรู้  การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3f48eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/02-เปิดผลวิจัย-School-Readiness.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“</strong>เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา ในสถานการณ์ที่เราทุกคนได้รับผลกระทบจาก COVID-19 นั้น สิ่งที่สามารถทําได้ทันที เพื่อบรรเทาอุปสรรคและนำไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ท่ีดี คือการพัฒนาวิชาชีพครู ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อการขับเคลื่อนการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Professional Development) โดยคำนึงถึงบริบทและความต้องการของโรงเรียน นักเรียน และครูเป็นเป้าหมายของการพัฒนา โรงเรียนมีโอกาสในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของตนเอง (School Goal) โดยใช้เครื่องมือประเมินผลเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation: DE) เพื่อในการวิเคราะห์สภาพปัญหา สถานการณ์และบริบทของโรงเรียน การถดถอยทางการเรียนรู้ ทักษะทางสังคมและอารมณ์ รวมถึงชุมชน เพื่อปรับเปลี่ยนและยกระดับการพัฒนาโรงเรียน ครู ผู้อำนวยการ ชุมชนและนักเรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ทั้งในมิติคุณค่า (Values) ทัศนคติและอุปนิสัย (Attitudes) ทักษะ (Skills) และความรู้ (Knowledge) รวมถึงมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น” <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริวรรณ </strong>กล่าว</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p><sup>[1]</sup> ทักษะทางวิชาการในที่นี้หมายถึงผลรวมของผลการทดสอบด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ (คิดให้คะแนนเต็มเท่ากับ 100 คะแนน) ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ข้อสรุปทำนองเดียวกันเมื่อแยกพิจารณาทักษะด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ แต่เพื่อความกระชับจึงนำเสนอเฉพาะทักษะทางวิชาการเท่านั้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-school-readiness-030822/">กสศ. เปิดผลวิจัย School Readiness เผยสถานการณ์ล่าสุด “เด็กปฐมวัยอยู่ในภาวะเรียนรู้ถดถอยอย่างหนัก”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
