<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%8a-%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 14 May 2024 11:25:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“คุณครูของหนู” บันทึกความประทับใจของเด็กๆ ที่รอรับครูรัก(ษ์)ถิ่นของพวกเขาอยู่ที่ รร.ปลายทาง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-150524/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 May 2024 10:47:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวุฒิ งานแข็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนอ่าวมะม่วง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านจันเดย์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกร บวรวัชรเดชา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=81579</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกจบจากรั้วมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-150524/">“คุณครูของหนู” บันทึกความประทับใจของเด็กๆ ที่รอรับครูรัก(ษ์)ถิ่นของพวกเขาอยู่ที่ รร.ปลายทาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกจบจากรั้วมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว เปิดเทอมนี้พวกเขาจะได้กลับไปเป็นครูอาสาที่โรงเรียนปลายทาง เตรียมบรรจุเป็นครูอย่างเต็มตัวในเดือนตุลาคมที่จะถึง</p>



<p>ชีวิตนักศึกษาครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและตอนไปฝึกสอนที่โรงเรียนก็เต็มไปด้วยความท้าทาย ถ้าเปรียบกับถนนสักเส้น ไม่ใช่ทางเรียบลื่นแน่นอน ขรุขระเป็นระยะด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>ความเหนื่อย ท้อใจ อาจเกิดขึ้นบ้าง แต่ระหว่างทางก็ยังมีเรื่องราวดีๆ มาสลับบรรยกาศอยู่ไม่น้อยให้ใจครูฟู</p>



<p>หนึ่งในนั้น คือ ความสดใส จริงใจ ไร้เดียงสา กระตือรือร้น ฯลฯ ของเด็กๆ ที่โรงเรียนปลายทาง ซึ่งส่งพลังใจให้ว่าที่ครูของพวกเขาผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้&nbsp;</p>



<p>ช่วงเวลาที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นได้อยู่กับเหล่าลูกศิษย์ มีโมเมนต์ไหนบ้างที่พวกเขาประทับใจ ได้รับพลังงานดีๆ จากแสงวิบวับในดวงตาของเด็กๆ ที่ทำให้พวกเขามีกำลังใจเป็นครูนักพัฒนาชุมชน ซีรีส์ Welcome Teacher สวัสดีครูรัก(ษ์)ถิ่น ชวนอ่านไปพร้อมๆ กัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครูอาจจะไม่ได้เป็นคนสอนเขา แต่คือความสบายใจที่เด็กๆ ได้อยู่ด้วย </strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4acc6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/01_โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน-กาญจนบุรี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูที่เด็กๆ ไว้ใจ และถูกมองเป็นพื้นที่ปลอดภัย</strong></p>



<p>“สองอาทิตย์แรกหนูร้องไห้ทุกวัน วันละครั้ง ส่วนหนึ่งก็เพราะคิดถึงบ้าน อีกส่วนคือความลำบากของที่นี่ ติดต่อเพื่อนแต่ละครั้ง ต้องรอสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่แน่นอน ไฟฟ้าก็ไม่พอใช้ บางทีหายไปสามวัน เพื่อนและครอบครัวติดต่อไม่ได้”</p>



<p><strong>นุช–ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์</strong> ครูรัก(ษ์)ถิ่นจากมหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี เล่าประสบการณ์ช่วงสังเกตการณ์สอนที่โรงเรียนปลายทางให้ฟังว่า ด้วยความที่ <strong>โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน</strong> ตั้งอยู่กลางอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกหรือเทคโนโลยีต่างๆ จึงเป็นเรื่องยาก และทำให้การฝึกสอนที่นี่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับนุช</p>



<p>บางครั้งความท้อก็ทำให้นุชมีความเศร้าเกิดขึ้นบ้าง “แกจะมานั่งร้องไห้แบบนี้ตลอด 6 ปีเลยหรอ” เป็นคำถามที่นุชคุยกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลานั้น จนได้คำตอบกลับมาว่า “เราสนุกไปกับมันดีกว่า มันไม่มีความสุขที่ต้องมานั่งร้องไห้แล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะหมดเวลา”&nbsp;</p>



<p>เพราะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ก็ยังมีเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้นุชมีรอยยิ้มบนใบหน้าได้อยู่บ้าง หนึ่งในนั้น คือ ความรู้สึกดีๆ จากเด็กที่มองนุชเป็นเรือจ้างและพ่อแม่คนที่สอง</p>



<p>“เคยมีน้องอนุบาลสามคนหนึ่งที่เป็นออทิสติกต์เทียม ตอนแรกเขาไม่กล้าสบตา ไม่พูด หรือถ้าพูดก็จะพูดเป็นภาษาการ์ตูน แต่พอหนูอยู่กับเขาได้สักพัก หนูไม่ดุเขา ใจดีกับเขา เขาก็กล้าที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเรามากขึ้น เริ่มพูดเป็นคำ</p>



<p>“หรือเด็กบางคนเขาก็เรียกเราว่าแม่หรือพี่ แม้ว่าหนูอาจจะไม่ได้เป็นคนสอนเขา แต่มันคือความสบายใจที่เขาได้อยู่กับเรา”</p>



<p>นุชต้องบรรจุเป็นครูที่นี่อีกอย่างน้อย 6 ปีตามเงื่อนไขของทุน แน่นอนว่าอุปสรรคต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ แต่นุชก็ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า การได้เป็นครูของเด็กๆ ในโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านของตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่มีความหมายและมีคุณค่ามากๆ สำหรับนุช&nbsp;</p>



<p>“หลังจากนี้ไม่ต้องเตรียมใจแล้วค่ะ เพราะตอนนี้หนูเริ่มปรับตัวกับที่นี่ได้แล้ว”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รักแท้จากเด็กๆ ชาติพันธุ์ที่ทำให้รู้ว่าถึงท้อ แต่การเป็นครูมันดีจังเลยนะ!</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-90305e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/02_โรงเรียนบ้านจันเดย์-กาญจนบุรี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“มันมีช่วงที่ผมก็ท้อบ้าง การเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่นมันหนักขนาดนี้เลยหรอ จนตั้งฟังพี่อ้อยพี่ฉอดเป็นไลฟ์โค้ชในการทำงาน เขาบอกว่าเราล้มได้ ก็ต้องลุกได้”</strong></p>



<p><span style="font-family: var(--s-body); color: var(--s-text);">ปัญหาที่ </span><strong style="font-family: var(--s-body); color: var(--s-text);">ทัช–วรรณกร บวรวัชรเดชา</strong><span style="font-family: var(--s-body); color: var(--s-text);"> ครูรัก(ษ์)ถิ่นจากมหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี กำลังเผชิญหน้าอาจไม่ใช่เรื่องความรัก แต่เป็นความท้อที่เกิดจากการทำงานหนักในบางช่วง เพราะการเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่นไม่ใช่แค่เรียนวิธีการเป็นครูอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจหลักการเป็นนักพัฒนาชุมชนด้วย</span></p>



<p>ทัชเล่าว่า ช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจจากพี่อ้อยพี่ฉอด คือ ช่วงการฝึกสอนที่ <strong>โรงเรียนบ้านจันเดย์</strong> ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เพราะตอนเช้าทัช คือ พ่อแม่ที่ต้องรีบตื่นมาเตรียมขนมให้เด็กๆ ที่โรงเรียน ตอนกลางวันต้องสลับหน้าที่ไปมาระหว่างครูปฐมวัยและประถมศึกษา พอพระอาทิตย์ตกดินก็ต้องประชุมกับคณะครู รวมถึงเตรียมแผนการสอนสำหรับวันถัดไป ซึ่งยังไม่นับรวมชิ้นงานจากทางมหาวิทยาลัยโดยระหว่างทางของการฝึกสอน ทัชมีครูพี่เลี้ยง และผู้อำนวยการเป็นผู้ให้คำปรึกษาหลักๆ&nbsp;</p>



<p>“ตอนทำแผนการสอน ผอ.ก็สอนว่าต้องปรับยังไงแผนยังไง ผมกับครูพี่เลี้ยงก็ไปอบรมต่างๆ ร่วมกัน แล้วเอาแนวคิดมาปรับใช้เป็นแผนการสอนให้เข้ากับบทเรียน”</p>



<p>แม้ทัชจะใช้ชีวิตในโรงเรียนแทบจะ 24 ชั่วโมงในแต่ละวัน เพราะต้องสวมหมวกการเป็นครูตั้งแต่เช้าจรดค่ำ และหลับนอนที่บ้านพักครูในโรงเรียน แต่ที่นี่ก็ยังเต็มไปด้วยเด็กๆ ไร้เดียงสา ที่ให้ความรู้สึกดีๆ อย่างจริงใจ ทำให้ทัชมีกำลังใจจะลุกขึ้นมาสวมหมวกครูอีกครั้งในทุกๆ วัน</p>



<p>“มีเด็กเดินมาพูดว่า ‘ครูทัชขา หล่อมากเลยค่ะ’ เราก็บอกว่าครูรู้แล้ว บางทีเขาก็เข้ามากอด ให้มินิฮาร์ทเราแล้วบอกว่าทอนหนูด้วยนะคะ เราก็ให้กลับไป เรารู้สึกได้ว่าเขารักเรา”</p>



<p>นอกจากความใจดีและรักเด็กของทัช ที่ทำให้เหล่าลูกศิษย์ตัวน้อยๆ รู้สึกผูกพันธ์ คือ การที่ทัชเป็นครูลูกครึ่งมอญ-พม่า ที่มาจากชุมชนเดียวกันกับเด็กๆ ทำให้สามารถพวกเขาสามารถสื่อสารภาษาเดียวกันได้ด้วย</p>



<p>“บางทีเด็กมองหน้าเราแล้วก็ร้องไห้ เขามีอะไรอยากพูดกับเราแต่เขาพูดไม่ออก เราก็ให้กำลังใจเขาโดยการคุยกับเขาเป็นภาษาพม่าเลย ‘ไม่ต้องเขินไม่ต้องอายนะ ผิดหรือถูกพูดออกมาเลย ไม่เป็นไร เดี๋ยวคุณครูช่วยแก้ให้’ เขาก็เช็ดน้ำตาแล้วค่อยๆ พูดกับเรา</p>



<p>“มันทำให้เรามองเด็กเล็กเปลี่ยนไป บางคนก็มีดื้อเหมือนเดิม ความซนก็เป็นพัฒนาการของเขา บางทีพูดไม่ฟังก็ขู่บ้าง บางคนน่ารักก็เตือนครั้งเดียวแล้วเข้าใจเลย บางคนเป็นเด็กพิเศษเราก็เข้าใจเขา และคอยสังเกตพฤติกรรม”&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากเด็กไม่ยอมฟัง สู่เด็กที่อยากเรียนกับครูคนนี้คนเดียว</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3467a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/03_โรงเรียนอ่าวกะพ้อ-พังงา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“โรงเรียนกับชุมชนเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้ งานที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นได้รับมอบหมาย ครูได้พัฒนาชุมชนไปพร้อมๆ กับพัฒนาโรงเรียน ซึ่งผมวางแผนที่จะทำหน้าที่ทั้งสองอย่างให้ดีที่สุด”</strong> </p>



<p>ท่ามกลางเส้นทางการเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่น การเปลี่ยนโฟกัสจากความกลัวและกังวลว่าตัวเองจะทำไม่ได้มาเป็นความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างทางเป็นวิธีหนึ่งที่ มู–ศิริพงษ​์ ไถนาเพรียว ใช้ในฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้ โดยเฉพาะในช่วงการฝึกสอนที่ โรงเรียนอ่าวกะพ้อ บนเกาะยาวใหญ่ ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดสำหรับมู</p>



<p>“สัปดาห์แรกที่ฝึกสอน ผมจัดการเด็กไม่ค่อยได้ เด็กไม่ยอมฟังเรา ทำให้เรานึกถึงครูคนหนึ่งที่เราได้เรียนกับเขาตั้งแต่ป.1-6 เรามาคิดว่าทำไมเราถึงชอบที่จะเรียนกับเขา เด็กคนอื่นๆ ก็ชอบครูคนนี้ ขนาดเสาร์-อาทิตย์ยังไปอยู่บ้านครู มานั่งคิดว่าครูเขามีวิธียังไง แล้วก็หาข้อมูลอื่นไปด้วย สัปดาห์ที่ 2 เราลองเอาใหม่ เข้าหาเด็กมากขึ้น พยายามหากิจกรรมในห้องเรียนเพิ่ม ทำยังไงให้เด็กเข้าถึงเรา ให้เด็กที่เงียบที่สุดไม่ยอมพูดอะไร กล้าที่จะพูด”</p>



<p>หลังจากนั้นปัญหาในห้องเรียนก็ค่อยๆ คลี่คลาย ความสัมพันธ์ระหว่างมูและเด็กๆ ในห้องเรียนดีขึ้นจนมูกลายเป็นขวัญใจของเด็กๆ และกลับกันเด็กๆ ก็กลายเป็นกำลังใจที่ดีของมูในการเป็นครูต่อไป</p>



<p>“มีครูที่เป็นพ่อแม่ของเด็กในห้องเดินมาพูดกับผมว่า เด็กเขาอยากเรียนกับผมคนเดียว ไม่อยากเรียนกับครูคนอื่น ช่วงเดือนสุดท้ายที่ผมไปฝึกสอน พอผมขับมอเตอร์ไซค์เข้ารั้วโรงเรียน คือเด็กเข้ามาล้อมเลย ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง ไม่รู้จะขับไปทางไหน</p>



<p>“ทำให้รู้ว่านี่แหละ การแก้ไขปัญหาในชั้นเรียน คือเราต้องไม่ยึดตัวเราเป็นหลัก แต่เราต้องยึดจากตัวเด็กให้มากที่สุด”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สวัสดี รอบนี้ครูก็จะกลับมาอยู่นานๆ และอยู่กับพวกเธอตลอดไป</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-acad62"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/04_โรงเรียนอ่าวมะม่วง-พังงา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“ช่วงฝึกสอนปี 4 เราได้สอนเด็ก ป.2 ปัญหาที่เจอ คือ การควบคุมชั้นเรียน เราควบคุมชั้นเรียนไม่ค่อยได้ เด็กไม่ค่อยฟังเรา คิดว่าเราอาจจะดุไม่พอ (หัวเราะ) บุคลิกภาพเราอาจมีส่วนด้วย”</strong></p>



<p><span style="font-family: var(--s-body); color: var(--s-text);">แม้ว่าทุกคนในชุมชน รวมถึงเด็กๆ ส่วนใหญ่ที่โรงเรียนจะคุ้นเคยกับ </span><strong style="font-family: var(--s-body); color: var(--s-text);">มัส–ณัฐวุฒิ งานแข็ง</strong><span style="font-family: var(--s-body); color: var(--s-text);"> เป็นอย่างดี แต่บุคลิกที่นิ่งๆ เงียบๆ ของมัส ทำให้การเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นเรื่องที่ท้าทาย ไม่ว่าจะบทบาทครูที่ต้องการความจดจ่อจากนักเรียน และบทบาทนักพัฒนาชุมชนที่จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากคนในพื้นที่</span></p>



<p>“สัปดาห์แรกที่ฝึกสอน ผมจัดการเด็กไม่ค่อยได้ เด็กไม่ยอมฟังเรา ทำให้เรานึกถึงครูคนหนึ่งที่เราได้เรียนกับเขาตั้งแต่ป.1-6 เรามาคิดว่าทำไมเราถึงชอบที่จะเรียนกับเขา เด็กคนอื่นๆ ก็ชอบครูคนนี้ ขนาดเสาร์-อาทิตย์ยังไปอยู่บ้านครู มานั่งคิดว่าครูเขามีวิธียังไง แล้วก็หาข้อมูลอื่นไปด้วย สัปดาห์ที่ 2 เราลองเอาใหม่ เข้าหาเด็กมากขึ้น พยายามหากิจกรรมในห้องเรียนเพิ่ม ทำยังไงให้เด็กเข้าถึงเรา ให้เด็กที่เงียบที่สุดไม่ยอมพูดอะไร กล้าที่จะพูด”</p>



<p>ปรึกษาครูพี่เลี้ยงเป็นสิ่งที่มัสทำไปพร้อมๆ กับถามความคิดเห็นเด็กๆ ในห้องเรียน เพื่อให้รู้ว่ามีส่วนไหนที่เขาต้องพัฒนา แล้วการสอนของเขาเป็นอย่างไร ทำให้มัสรู้ปัญหาและแก้ได้ เป็นที่มาว่าทำไมเด็กๆ โรงเรียนอ่าวมะม่วงถึงรอคอยวันที่ครูมัสกลับมาอีกครั้ง</p>



<p>“ถ้าเราต้องการพัฒนาชุมชนอะไรสักอย่าง ผมทำคนเดียวก็อาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าขอความร่วมมือจากทั้งโรงเรียนและชุมชนได้ มันก็สามารถเกิดขึ้นจริงได้”</p>



<p>มัสเป็นคนในชุมชนเดียวกันกับ <strong>โรงเรียนอ่าวมะม่วง</strong> ที่ตั้งอยู่บนเกาะยาวใหญ่ ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ความเป็นเกาะที่อยู่อย่างเอกเทศ และจะเดินทางไปที่ไหนก็เป็นเรื่องยาก ทำให้โรงเรียนที่นี่ประสบปัญหาครูย้ายบ่อย จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครูและเด็กเลือนหายไป</p>



<p>การได้ครูรัก(ษ์)ถิ่นอย่างมัสกลับมาสอนที่โรงเรียนอ่าวมะม่วง นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาครูขาดแคลน คือการได้ครูที่คุ้นเคยกับชุมชน และชุมชนก็ไว้ใจเขาทั้งในและนอกโรงเรียน</p>



<p>“ตอนอยู่โรงเรียนไม่คิดว่าเด็กๆ จะเข้าหาเยอะมาก เขาสบายใจที่จะพูดคุยกับเรา เหมือนเป็นครูที่เป็นเพื่อนพวกเขาได้ด้วย</p>



<p>“มันทำให้ผมมีกำลังใจที่จะสอนให้เขาห่างไกลจากสิ่งไม่ดีต่างๆ เช่น ปัญหายาเสพติด ผมไม่อยากให้ลูกศิษย์ของตัวเองมีจุดจบที่ไม่ดี อยากให้เขาเติบโตมีอาชีพทำงานที่มั่นคงได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติดเหล่านั้น” มัสตอบด้วยรอยยิ้ม</p>



<p>แม้ว่าตลอดการเรียน 4 ปี จะมีทั้งช่วงที่มัสต้องห่างจากโรงเรียนอ่าวมะม่วง เพื่อกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภฎยะลา แต่เด็กๆ ที่โรงเรียนก็ยังเป็นคนที่มัสคิดถึงอยู่เสมอ และพร้อมจะกลับที่ห้องเรียนเพื่อพูดว่า</p>



<p>“สวัสดีครับ รอบนี้ครูก็จะกลับมาอยู่นานๆ แล้วนะครับ ไม่ได้อยู่แค่สามสัปดาห์ หรือเทอมเดียว แต่จะอยู่กับพวกเธอไปตลอด”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-150524/">“คุณครูของหนู” บันทึกความประทับใจของเด็กๆ ที่รอรับครูรัก(ษ์)ถิ่นของพวกเขาอยู่ที่ รร.ปลายทาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สองสัปดาห์แรกร้องไห้ทุกวัน แต่หลังจากนั้น “เราสนุกไปกับมันดีกว่า”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-170224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Feb 2024 09:44:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77316</guid>

					<description><![CDATA[<p>“แม่เคยให้น้องขับรถขึ้นมาตามหาที่นี่ เพราะติดต่อหนูไม่ไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-170224/">สองสัปดาห์แรกร้องไห้ทุกวัน แต่หลังจากนั้น “เราสนุกไปกับมันดีกว่า”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“แม่เคยให้น้องขับรถขึ้นมาตามหาที่นี่ เพราะติดต่อหนูไม่ได้สองอาทิตย์”</p>



<p>ความไม่เสถียรของสัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และกระแสไฟฟ้าบนภูเขา คือเรื่องที่ ‘<strong>นุช’ ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์</strong> เจอจนเป็นปกติ ระหว่างการเป็นครูฝึกสอนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ในฐานะว่าที่<a href="https://www.eef.or.th/fund/teachereef/" target="_blank" rel="noopener" title="">ครูรัก(ษ์)ถิ่น</a>รุ่นแรก ที่กำลังเตรียมบรรจุเต็มตัวกลางปีนี้</p>



<p>เท้าความก่อนว่า โรงเรียนที่นุชกำลังฝึกสอนอยู่ คือ <strong>โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน</strong> ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ละแวกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กลางอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อำเภอทองผาภูมิ บริเวณหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี</p>



<p>หากเดินทางจากตัวเมืองทองผาภูมิ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงในการขับรถขึ้นภูเขา ผ่านถนนลูกรังเป็นระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร ยังไม่นับรวมเวลาที่อาจหลงระหว่างทาง เพราะแผนที่บนจอมือถือก็ช่วยไม่ได้ตลอดเส้นทาง เมื่อต้องขับผ่านพื้นที่ที่อับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นบางช่วง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a41336"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/01_โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน-กาญจนบุรี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน กาญจนบุรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นั่นทำให้ที่ รร.บ้านทุ่งเสือโทน ถูกจัดอยู่ในหมวด ‘โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล’ ที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป้าหมายในฝันของครูกำลังบรรจุ และมักจะไม่ใช่ปลายทางที่ครูในโรงเรียนเลือกจะอยู่อย่างถาวร จนนำไปสู่ปัญหาการขอย้ายบ่อยและครูขาดแคลน</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น โดยกองทุนเพื่อความความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงเข้ามาแก้ไขปัญหาจุดนี้ ด้วยการมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน 4 ปี ให้แก่เด็กในท้องถิ่นที่อยากเป็นครู โดยมีเงื่อนไขว่าต้องบรรจุในโรงเรียนในถิ่นเกิด (ที่เข้าร่วมโครงการ) เป็นระยะเวลา 6 ปีหลังเรียนจบ โดยมองว่า ‘ใจรักชุมชน’ ของคนในพื้นที่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาโรงเรียนในชุมชนของตัวเอง</p>



<p>สำหรับนุช ลูกสาวจากครอบครัวชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่เรียนจบ ม.6 มาด้วยเงินส่งเสียของพี่ชายคนโต ทุนนี้ถือเป็นโอกาสที่ทำให้ความฝันอยากเป็นครูเข้าใกล้ความจริง จึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ จนผ่านการคัดเลือกได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี คณะครุศาสตร์ เอกปฐมวัย โดยมีโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทนเป็นปลายทางตั้งแต่วันแรกที่สมัครรับทุน&nbsp;</p>



<p>“วันที่สมัครทุน หนูยังไม่เข้าใจในวิชาชีพความเป็นครู หรือความรักในอาชีพครูตั้งแต่แรก หนูคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องไปเรียนรู้เอาในอนาคต ถ้าหนูใช้ความขยันอดทนที่ตัวเองมีมาตลอด ยังไงก็คิดว่าตัวเองเรียนไหว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dd9cee"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/02_นุช-ปรียานุช-ปกรณ์ชุติวงศ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘นุช’ ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์ ว่าที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เป็นครูบนเขาไม่ง่าย แต่เอาชนะความท้าทายด้วยรอยยิ้ม</strong></h2>



<p>ความท้าทายที่นุชต้องเจอ เริ่มตั้งแต่ในห้องเรียนมหาวิทยาลัย นอกจากวิชาที่ได้เรียนเหมือนกับเพื่อนๆ ภาคปกติทั้งหมด ที่เสริมขึ้นมาคือเนื้อหาในหลักสูตรการผลิตครูพัฒนาชุมชน Enrichment Program ซึ่งคิดขึ้นมาให้นักศึกษาในโครงการเป็นพิเศษ</p>



<p>“เปรียบเทียบกับเพื่อนในหลักสูตรปกติ สมมติพวกเขาทำงาน 4 ชิ้น แต่พวกหนูอาจจะมี 12 ชิ้น มันทวีคูณไปอีก ซึ่งมันเยอะกว่ามากๆ แต่ว่าทั้งหมดนี้มันให้ประโยชน์กับตัวพวกหนูเองทั้งหมด”</p>



<p>สิ่งที่หลักสูตรเน้นเพิ่มเติมขึ้นมาคือ โจทย์และบทเรียนสำหรับการผลิตครูที่พร้อมเป็น ‘นักพัฒนาชุมชน’ ที่สอดคล้องกับแต่ละบริบทของโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ตามเป้าหมายของครูรัก(ษ์)ถิ่น&nbsp;</p>



<p>“พวกหนูไม่ใช่แค่ครูที่กลับมาสอนที่บ้านเกิด แต่ต้องเป็นครูที่สร้างประโยชน์และเข้ากับชุมชนได้ รวมถึงทำให้เด็กในโรงเรียนรักในความเป็นชุมชนของตัวเองด้วย มันคือการปลูกฝังให้เด็ก ชุมชน โรงเรียนอยู่ร่วมกัน และทำงานร่วมกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d4698b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/03_นุช-ปรียานุช-ปกรณ์ชุติวงศ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การที่ครู ชุมชน และผู้ปกครองเด็กเข้ากันได้ คุยกันได้ มันจะง่ายต่อการทำงานของครูมากขึ้น เพราะเด็กเองก็จะรู้สึกอยากเรียน พร้อมที่จะรับความรู้มากกว่าตอนเรียนกับครูที่เขารู้สึกว่าไม่ได้เข้าใจเขาจริงๆ และเมื่อครูเข้ากับชุมชนได้ ผู้ปกครองเด็กก็จะช่วยซัพพอร์ตในหลายๆ ด้าน ที่ช่วยพัฒนาเด็กไปพร้อมๆ กันได้” นุชเสริม</p>



<p>สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า จึงเป็นภาคปฏิบัติที่นุชและเพื่อนๆ จะต้องลงพื้นที่ฝึกสอนจริงในโรงเรียนปลายทาง ไปพร้อมๆ กับภารกิจพัฒนาชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย&nbsp;</p>



<p>“สองอาทิตย์แรกหนูร้องไห้ทุกวัน วันละครั้ง ส่วนหนึ่งก็เพราะคิดถึงบ้าน อีกส่วนคือความลำบากของที่นี่ ติดต่อเพื่อนแต่ละครั้ง ต้องรอสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่แน่นอน ไฟฟ้าก็ไม่พอใช้ บางทีหายไปสามวัน เพื่อนและครอบครัวติดต่อไม่ได้” นุชเล่าประสบการณ์ฝึกสอนครั้งแรกสมัยเรียนปี 3 ให้ฟัง</p>



<p>แม้ที่นี่จะเป็นโรงเรียนในตำบลบ้านเกิดนุช แต่ระดับความสูงบนภูเขาและการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกก็ต่างกัน โรงเรียนจะใช้พลังงานไฟฟ้ามาจากแผงโซลาร์เซลล์เป็นหลัก และใช้สัญญาณโทรศัพท์-อินเทอร์เน็ตที่ไม่ค่อยเสถียรจากเสาสัญญาณเพียงต้นเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c8ea9c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/04_นุช-ปรียานุช-ปกรณ์ชุติวงศ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เทียนพรรษาและถังน้ำแข็ง คือสิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่าโคมไฟและตู้เย็น และบางวันนุชต้องตื่นมาตีสาม เพื่อส่งรายงานออนไลน์ในช่วงเวลาที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่มีใครแย่งใช้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกวันที่จะมีไฟฟ้ามากพอให้ชาร์ตแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กให้เต็มพร้อมทำงาน</p>



<p>“มีครั้งหนึ่งในช่วงหน้าฝน วันที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต โน้ตบุ๊กหนูแบตหมด แต่พอวันที่มีไฟฟ้าหนูชาร์ตโน้ตบุ๊กจนเต็มแล้ว สัญญาณกลับไม่มี โน้ตบุ๊กมันก็รวน หนูกลับไปบ้านพัก หนูร้องไห้เลย”</p>



<p>“แกจะมานั่งร้องไห้แบบนี้ตลอด 6 ปีเลยหรอ” เป็นคำถามที่นุชคุยกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลานั้น จนได้คำตอบกลับมาว่า “เราสนุกไปกับมันดีกว่า มันไม่มีความสุขที่ต้องมานั่งร้องไห้แล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะหมดเวลา” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-970c53"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/05_นุช-ปรียานุช-ปกรณ์ชุติวงศ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การกลับมาฝึกสอนอีกครั้งในชั้นปีที่ 4 ข้อจำกัดของการเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลยังเหมือนเดิม แต่นุชอยู่กับมันอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม อาจเหงาบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็เอาชนะมันมาได้ทุกครั้งด้วยกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต้องง้อไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีใดๆ</p>



<p>ในเวลาคาบเรียนปกติ นุชจะฝึกสอนคละชั้นอนุบาล 1-3 เวลานอกเหนือจากนั้นคือ การช่วยงานยิบย่อยครูรุ่นพี่ ดูแลความสะอาดในชั้นเรียน เคลียร์งานของมหาวิทยาลัย และทุกสัปดาห์จะต้องแบ่งเวลาไว้สำหรับลงพื้นที่ชุมชน</p>



<p>“ส่วนที่ทำให้หนูสนุกกับที่นี่ คือ การได้พูดภาษากะเหรี่ยงกับคนในชุมชน เวลาหนูเหงาๆ ก็เดินไปคุยเล่นกับลุงๆ ป้าๆ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว บางวันหนูก็จะเอาหนังสือมาอ่าน นั่งทำงาน ทำสื่อที่ทำมือ หรือวันไหนมีงานวัด ก็ไปสนุกเต็มที่จนลืมไปเลยว่าตัวเองก็มีโทรศัพท์ใช้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ed716"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/06_โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน-กาญจนบุรี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สำหรับเด็ก ‘ครูคนเดิม’ ดีกว่า ‘ครูคนใหม่’</strong></h2>



<p>ระยะเวลา 6 ปีจะว่านานหรือไว ก็คงแล้วแต่คนมอง แต่ที่แน่ๆ คนที่จะดีใจและได้รับผลประโยชน์จากเวลากว่า 2,000 วันหลังจากนี้ คือเด็กๆ โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน ซึ่งที่ผ่านมาส่งท้ายครูเก่าและต้อนรับครูใหม่กันทุกปี</p>



<p>“การที่เด็กได้เรียนกับครูคนเดิมนานๆ พวกเขาจะเกิดความเคยชิน รักษามาตรฐานการเรียนรู้ไว้ได้ และรู้สึกไว้วางใจ ในขณะที่การเจอครูคนใหม่จะทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนการเรียนการสอนตาม มันมีผลทำให้เด็กสับสนได้”</p>



<p>นอกจากนุชจะเป็นครูที่เด็กๆ คุ้นชินเพราะต้องอยู่อีกสักพักใหญ่ สิ่งที่ทำให้เธอได้รับความไว้วางใจจากเด็กๆ คือการเป็นคนจากชุมชนเดียวกัน ที่บางครั้งก็คุยกันด้วยภาษากะเหรี่ยงและมีวัฒนธรรมร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเข้าถึงกันได้ง่ายกว่าครูต่างถิ่น&nbsp;</p>



<p>“ส่วนใหญ่คนชาติพันธุ์ที่นี่เป็นคนกะเหรี่ยงกันแทบจะ 100% แล้วหนูก็เป็นคนที่พูดกะเหรี่ยงได้เหมือนกับพวกเขา หนูใช้ความได้เปรียบเรื่องภาษาของหนูนี่แหละในการเข้าหาเด็ก เข้าหาชุมชน บางคนอาจจะยังไม่ได้รู้จักหนูมาก แต่ว่าการที่หนูได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในชุมชนทุกอาทิตย์ ไม่ว่าจะไปทำงานหรือแค่ไปซื้อของ พูดคุยกับพวกเขาที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ แค่นี้เขาก็จะรู้สึกสบายใจที่จะคุยกับหนู แล้วหลังจากนี้ถ้าหนูจะเป็นตัวกลางที่คอยเป็นกระบอกเสียงระหว่างชุมชนกับโรงเรียนมันก็จะง่ายขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1594fc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/07_นุช-ปรียานุช-ปกรณ์ชุติวงศ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ณ วันนี้บางครั้งเด็กๆ ก็เรียกครูนุชว่า ‘พี่’ หรือ ‘แม่’ เพราะการเป็นครูที่นี่ไม่ได้มีแค่การให้ความรู้ แต่มันรวมถึงการดูแลเด็กๆ ให้เหมือนเป็นคนในครอบครัว สร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เหมือนกับอยู่บ้าน และที่สำคัญคือการเป็นคนที่จะเข้าใจคนในชุมชนที่สุด</p>



<p>“หนูไม่ได้อยากให้ลูกศิษย์คนไหนรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น แต่อยากให้เขาได้รับความรู้ ได้ดูแบบอย่างจากหนูไปแล้วโตไปเขารู้สึกว่าตัวเขาเองเอาตัวรอดได้ จดจำหนูในรูปแบบที่โตมาแล้วเด็กเขาทำตัวดี ไม่สร้างความเดือดร้อน ไม่ต้องเป็นคนดีของสังคมก็ได้ แต่เขาใช้หลักของความเป็นคนดีใช้ดำเนินชีวิตของเขาไปได้”</p>



<p>“ครูที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก” ที่นุชอยากเป็น คงไม่ได้อยู่ไกลเกินจริง</p>



<p>การเดินทางในฐานะครูรัก(ษ์)ถิ่นนี้ยังอีกยาวนาน บางวันที่ทำงานเหนื่อยๆ นุชยอมรับว่าอาจมีท้อบ้าง แต่คงไม่ได้นั่งนับเคาท์ดาวน์ รอวันใช้ทุนครบอีกต่อไป&nbsp;</p>



<p>“อีกไม่นานจะได้มาอยู่ที่นี่อีก 6 ปี มีการเตรียมตัวเตรียมใจไว้ยังไงบ้าง” เราถามทิ้งท้าย</p>



<p>“ไม่ต้องเตรียมใจแล้วค่ะ เพราะตอนนี้หนูเริ่มปรับตัวกับที่นี่ได้แล้ว” นุชตอบด้วยรอยยิ้ม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dfa73b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/08_นุช-ปรียานุช-ปกรณ์ชุติวงศ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-170224/">สองสัปดาห์แรกร้องไห้ทุกวัน แต่หลังจากนั้น “เราสนุกไปกับมันดีกว่า”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก&#8230;เด็กที่เคยถูกมองข้าม สู่&#8230;.พลังความมุ่งมั่น ส่งต่อ “โอกาส” ให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teachereef-180322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Mar 2022 04:50:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เก่งดีมีฝีมือ]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งต่อโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1]]></category>
		<category><![CDATA[ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53250</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่นช่วยเด็กที่ขาดโอกาส เด็กที่เคยถูกมองข้าม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-180322/">จาก…เด็กที่เคยถูกมองข้าม สู่….พลังความมุ่งมั่น ส่งต่อ “โอกาส” ให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่นช่วยเด็กที่ขาดโอกาส เด็กที่เคยถูกมองข้ามอย่างหนูได้รับโอกาส ทำให้หนูได้เรียนต่อ ทำให้มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีแรงผลักดันที่จะก้าวต่อไปด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งจะเป็นเสาหลักให้กับที่บ้าน และเป็นกำลังสำคัญพัฒนาชุมชนช่วยเหลือไม่ให้มีเด็กคนไหนที่ต้องถูกมองข้ามอีกต่อไป ”</p>



<p><strong>นุช &#8211; ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์  </strong>นักศึกษาชั้นปีที่ 2  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 เล่าให้ฟังว่าตั้งใจอยากจะเป็นครูตั้งแต่เด็กเพราะมีครูที่เคยให้ความช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่ให้วิชาความรู้แต่ยังดูแลเอาใจใส่ คอยสอนเรื่องการเย็บปักถักร้อย คหกรรมจนเป็นอาชีพติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน จึงคิดว่าสักวันหนึ่งจะเป็นครูมาช่วยสอนเด็กๆ ให้ได้รับโอกาสแบบนี้บ้าง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-745888"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/07ครูรักษ์ถิ่น-จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แต่เส้นทางความเป็นครูไม่ได้ราบเรียนสำหรับ “นุช” เพราะฐานะทางบ้านซี่งมีพี่น้องหลายคน พี่คนโตต้องออกมาช่วยที่บ้านทำงานส่งให้เธอเรียน และคิดว่าถ้าจบม.6  คงจะต้องไปหางานทำที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งเห็นประกาศรับสมัครครูรัก(ษ์)ถิ่น ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงไปสมัครและผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการ ทำให้ความฝันใกล้จะเป็นความจริงอีกครั้ง​​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7f98eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/07ครูรักษ์ถิ่น-จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนในพื้นที่รู้จักบริบทชุมชน สื่อสารพูดคุยได้เข้าใจมากขึ้น</strong></h2>



<p>อีก 3 ปีข้างหน้า “นุช” จะกลับไปบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน จ.กาญจนบุรี ในตำบลบ้านเกิดซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายขอบในละแวกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยง ​การเดินทางค่อนข้างลำบาก ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ครูต่างถิ่นที่เข้าบรรจุครบเกณฑ์ก็จะขอย้ายออก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-69dd60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/07ครูรักษ์ถิ่น-จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แต่สำหรับหนูเป็นคนในพื้นที่อยู่แล้ว อยู่กับป่ามาตั้งแต่เด็ก บริบทชุมชนเป็นป่าเขา คนอื่นอาจจะไม่ชิน แต่สำหรับหนูเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญคือการสื่อสารหนูสามารถสื่อสารภาษากระเหรี่ยงได้ น่าจะช่วยทำให้การเรียนการสอนกับเด็กๆ ง่ายขึ้นกว่าครูจากที่อื่น และยังช่วยสื่อสารกับผู้ปกครอง คนในชุมชนได้เป็นอย่างดีว่าเราจะสอนอะไรลูกเขา ทำให้คุยกันได้ง่ายขึ้น”​</p>



<p>นุช เล่าให้ฟังว่า เด็กในพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ภาษากระเหรี่ยง เวลาพูดไม่ได้ พูดไม่ชัด ก็จะไม่กล้าพูด ถ้าได้ครูที่เข้าใจภาษากระเหรี่ยง หรือเข้าใจบริบทชุมชน วัฒนธรรมในพื้นที่ก็น่าจะเข้าถึงเด็ก ๆ ได้ดี โดยเฉพาะเทคนิคการหัดพูดภาษาไทยให้ชัดซึ่งตอนเป็นเด็กเธอจะใช้วิธีการจำจากเพื่อน หรือครู และหัดพูดตามให้ชัด ก็จะเป็นเทคนิคที่นำไปสอนเด็ก ๆ ในพื้นที่ต่อไป  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c097d1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/07ครูรักษ์ถิ่น-จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปลูกฝังทัศนคติให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น</strong></h2>



<p>บทบาทของครูรัก(ษ์)ถิ่นในการเข้าไปเป็นนักพัฒนาชุมชนในพื้นที่นั้น “นุช” มองว่าจะเริ่มจากการเข้าไปทำงานกรับผู้นำชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมในพื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะก่อนที่จะทำอะไรต้องได้รับความไว้วางใจจากคนในชุมชนก่อน เมื่อได้รับความไว้วางใจก็จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0f7818"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/07ครูรักษ์ถิ่น-จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัญหาหนึ่งที่สัมผัสได้ตอนนี้คือเรื่องแนวคิดการให้ความสำคัญกับการศึกษาซึ่งผู้ปกครองคนในชุมชน ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการศึกษา ลูกหลานเรียนจบ ป.6 ม. 3 ก็ให้ออกมาทำไร่ ทำสวนช่วยงานที่บ้านหารายได้เลี้ยงครอบครัว ไม่ค่อยส่งไปเรียนต่อระดับสูงที่นอกหมู่บ้าน</p>



<p>ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ปกครองเองก็มีรายได้ไม่มาก การจะให้ส่งลูกไปเรียนสูงๆ  ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่จึงให้ลูกออกมาช่วยทำไร่ทำสวน ถ้าได้ไปเป็นครูในพื้นที่ก็อยากจะปรับเปลี่ยนค่านิยม ปลูกฝังเรื่องความสำคัญของการศึกษาให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญว่าถ้าลูกหลานมีการศึกษาที่ดีก็จะมีทางเลือก มีโอกาส มีงานทำที่ดีขึ้น มีชีวิต มีอนาคตที่ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3b7a53"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/07ครูรักษ์ถิ่น-จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตั้งเป้าหมายเป็นครูที่คอยให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเด็กในทุกเรื่อง</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1cbe26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/07ครูรักษ์ถิ่น-จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้เด็กค้นพบความถนัดความสามารถของตัวเอง ทำให้เขาเห็นศักยภาพของตัวเองที่จะพัฒนาต่อไป ไม่ใช่แค่เรียนไปวัน ๆ รอจบออกมาแล้วไปทำไร่ทำสวนแค่นั้น แต่เราจะสามารถต่อยอดสนับสนุน หาทุนการศึกษาส่งเขาให้ได้เรียนสูงขึ้นและกลับมาช่วยกันพัฒนาสังคมของเราได้</p>



<p>“ส่วนตัวหนูเองก็เคยเป็นคนที่ถูกมองข้ามมาก่อนเพียงเพราะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งที่เราก็ทำอะไรได้เหมือนคนอื่นแต่ก็ถูกมองข้าม จนมีโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นที่มองเห็นหนู ทำให้หนูกลับมามีโอกาสที่จะเดินตามความฝันที่อยากเป็นครูได้อีกครั้ง และหนูจะใช้โอกาสที่ได้รับนี้อย่างดีที่สุด วันหนึ่งที่ได้กลับมาเป็นครูในพื้นที่ก็จะส่งต่อโอกาสนี้ไปยังเด็กคนอื่นๆ ให้เขาได้มีทักษะความรู้ ดูแลเด็กๆ ทุกคนไม่ให้มีใครที่รู้สึกว่าถูกมองข้าม”​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b6539a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/07ครูรักษ์ถิ่น-จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เป้าหมายที่วางไว้คืออยากเป็นครูที่นักเรียนเคารพนับถือ เป็นแบบอย่างที่ดี เด็กเชื่อฟัง แต่ไม่กลัว ควบคุมดูแลได้ แต่ไม่ใช้การบังคับ และเป็นครูที่มีความรู้หลากหลายด้าน คอยช่วยเหลือดูแลเรื่องทุกข์ร้อนใจ คอยให้คำปรึกษาให้กับนักเรียนได้ทุกเรื่อง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-180322/">จาก…เด็กที่เคยถูกมองข้าม สู่….พลังความมุ่งมั่น ส่งต่อ “โอกาส” ให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
