<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประสาร ไตรรัตน์วรกุล | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 14 Jun 2021 07:55:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ประสาร ไตรรัตน์วรกุล | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (1) : เครื่องมือขจัดความจน และกลไกการออกแบบนโยบาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 06:25:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โสมรัศมิ์ จันทรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[โนเบลเศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวุฒิ เผ่าทวี]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41576</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่&#160;อภิจิต แบนเนอร์จี&#160;(Abhijit Banerje [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-1/">จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (1) : เครื่องมือขจัดความจน และกลไกการออกแบบนโยบาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่&nbsp;<strong>อภิจิต แบนเนอร์จี</strong>&nbsp;(Abhijit Banerjee)&nbsp;<strong>เอสเธอร์ ดูฟโล</strong>&nbsp;(Esther Duflo) สองนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เจ้าของหนังสือ<a href="https://www.the101.world/poor-economics/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;‘Poor Economics’&nbsp;</a>และ&nbsp;<strong>ไมเคิล เครเมอร์</strong>&nbsp;(Michael Kremer) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2019 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้างคือเรื่อง ‘เศรษฐศาสตร์ของความจน’ อันเป็นจุดร่วมในผลงานของทั้งผู้ได้รับรางวัลทั้งสามคน ซึ่งใช้การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) มาช่วยวิเคราะห์ปัญหา และออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>



<p>หนึ่งในระเบียบวิธีวิจัยที่แบนเนอร์จีและดูโฟลใช้คือ การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials: RCTs) ซึ่งเป็นการวิจัยโดยใช้การทำการทดลองในพื้นที่จริงเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ กล่าวอย่างง่าย ระเบียบวิธีวิจัยนี้เป็นการทดลองใช้<em>นโยบายที่ต่างกัน</em>กับ<em>กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาเหมือนกัน</em>&nbsp; แล้วดูว่าผลลัพธ์ของนโยบายที่เกิดขึ้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในซีรีส์ความรู้ชุด&nbsp;<a href="https://www.the101.world/category/spotlights/econ-never-dies/">‘เศรษฐศาสตร์ตายแล้ว’&nbsp;</a>&nbsp;ธร ปิติดล เคยได้ชี้ให้เห็นว่า ใน<a href="https://www.the101.world/econ-never-dies-thorn-pitidol/">โลกใหม่ของเศรษฐศาสตร์การเมืองและเศรษฐศาสตร์พัฒนา</a>&nbsp;“วิธีการวิจัยแบบ RCTs ได้ขยับกระบวนการผลิตความรู้ของเศรษฐศาสตร์จากเดิมที่นั่งดูตัวเลขสถิติและทำวิจัยในห้องสมุด ออกไปเจอความจริงจากพื้นที่มากขึ้น … จุดเด่นของวิธีการนี้คือ การได้องค์ความรู้จากพื้นที่ ทำให้เศรษฐศาสตร์เข้าใกล้กับความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของมนุษย์มากขึ้น จากเดิมที่มองมนุษย์ด้วยสมมติฐานแบบแข็งๆ ก่อน เช่น มองว่ามนุษย์สมเหตุสมผล เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ก็เปลี่ยนมาทำความเข้าใจมนุษย์จากการตัดสินใจในความเป็นจริงของเขาก่อน ว่าเขาเลือกอะไร เพราะอะไร บนข้อจำกัดแบบไหน”</p>



<p>รางวัลโนเบลของแบนเนอร์จีและดูฟโล และความรู้ที่พวกเขาได้บุกเบิกนับว่ามาถูกที่ถูกเวลา ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>เมื่อกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำ ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นสำคัญของความเหลื่อมล้ำในทุกช่วงชีวิต คือความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย</p>



<p>ในวาระดังกล่าว&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</a>&nbsp;และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ร่วมกันจัด​เวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/2552953578270799/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2562 สู่การใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย’</a>&nbsp;ขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มาออกแบบนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และการศึกษา</p>



<p>แนวทางของเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ช่วยขจัดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์แบบไหนที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าว และอะไรคือช่องโหว่ของการผลักดันทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง</p>



<p>ต่อไปนี้คือเนื้อหาบางช่วงบางตอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ไปจนถึงการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์และออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ff8461"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/prasarn_1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-9482ff69 gb-headline-text">“เราต้องไม่ทิ้งปัญหาความยากจนไปยังคนรุ่นต่อไป” – ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</h3>



<p>ก่อนเริ่มเสวนา&nbsp;<strong>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</strong>&nbsp;ประธานคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ ‘นวัตกรรมในการจัดทำนโยบายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2562’ โดยระบุว่าการที่ อภิจิต แบนเนอร์จี, เอสเธอร์ ดูฟโล และ ไมเคิล เครเมอร์ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2019 ถือเป็นการยกย่องการนำ ‘นวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง’ (Experimental Research) มาสนับสนุนการวิจัยเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ซึ่งตนเห็นว่าการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ เป็นการมอบรางวัลที่ ‘ถูกที่ถูกเวลา’</p>



<p>“ก่อนที่จะมีการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศอังกฤษอย่าง Lord Mervyn King ได้แสดงทัศนะในเชิงการตั้งคำถามที่น่าสนใจต่อการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ว่า รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์มีไปเพื่ออะไร</p>



<p>“Lord Mervyn King มองว่ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์นั้นแตกต่างจากรางวัลโนเบลสาขาอื่นๆ ที่มอบแก่ผู้ค้นพบ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือทางออกในการแก้ไขข้อจำกัดทางฟิสิกส์ เคมี หรือ ทางการแพทย์ เป็นต้น แต่เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลส่วนใหญ่วิจัยคิดค้นขึ้นมาได้นั้น ที่สุดแล้วอาจช่วยได้เพียงการให้ความเข้าใจ (insight) หรือการอธิบายปรากฏการณ์ มากกว่าการให้คำตอบที่ชัดเจน ดังที่เขากล่าวว่า It confirms that economics at its best gives us insights not solutions.”</p>



<p>ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. ชี้ว่านี่เป็นคำอธิบายที่น่าสนใจ เพราะการมอบรางวัลในปีนี้เป็นการเชิดชูการนำนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มาสนับสนุนการวิจัยเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนา เพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายลดความเหลื่อมล้ำและความยากจน เกิดความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผ่านการทดสอบด้วยกระบวนการอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ ว่ามาตรการใดที่ใช้ได้ผลหรือไม่ได้ผล และหากได้ผลแล้ว มีเหตุปัจจัยใดบ้างที่เพิ่มหรือลดประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าว ซึ่งช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมี ‘ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์’ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะขยายผลการใช้มาตรการดังกล่าวในวงกว้างระดับประเทศต่อไปหรือไม่</p>



<p>ในส่วนของสถานการณ์ด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดร.ประสาร เปิดข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก ที่ชี้ว่ายังมีเด็กเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในวัยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน ขณะที่ความเสมอภาคทางการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัวลง โดยกลุ่มเป้าหมาย 5-10% สุดท้าย ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา หรือต้องออกจากการเรียนกลางคัน</p>



<p>“ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาในระดับโลก เริ่มกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2016-2017 อีกครั้ง ขณะที่ประเทศไทยเอง ปัจจุบันยังมีเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คน อายุระหว่าง 3-18 ปี และยังมีนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษอีกเกือบ 2 ล้านคน ที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน”</p>



<p>จากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโลกที่มีแนวโน้มลดลงในอัตราที่ถดถอยมาก ขณะที่งบประมาณของภาครัฐและเงินบริจาคกลับมีแนวโน้มลดลง ดร.ประสารชี้ว่ามีความจำเป็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเลือกใช้ ‘มาตรการที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก’ โดยนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลองที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงหน่วยงานที่มีภารกิจลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจน สามารถเลือกนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาตามบริบทของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน</p>



<p>“จากผลการวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากกว่า 31 โครงการทั่วโลก ด้วยกระบวนการ RCTs พบว่านโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยมาตรการที่เจาะจงไปที่ ‘อุปสงค์ต่อการศึกษา’ (Demand for Education) หลายมาตรการ ซึ่งเป็นมาตรการที่ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และตรงตามความต้องการที่แท้จริงของฝั่งผู้เรียนและครอบครัว ให้ผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางงบประมาณที่สูงกว่ามาตรการด้านอุปทานของการศึกษา ที่เน้นผู้จัดการศึกษาเป็นตัวตั้ง</p>



<p>“ตัวอย่างสำคัญของมาตรการที่เจาะจงไปที่ ‘อุปสงค์ต่อการศึกษา’ เช่น การลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาด้วยการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer: CCT) ต่ออัตราการมาเรียนของผู้เรียน ซึ่งเป็นมาตราการที่ กสศ. ดำเนินการอยู่ หรือการสนับสนุนอาหารเช้า เครื่องแบบ และการเดินทาง แบบมีเงื่อนไข (Non-cash Conditional Transfer: NCT)”</p>



<p>นอกจากนี้ ดร.ประสาร ยังชี้ว่าประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญอีกหลายเรื่องที่ควรเร่งจัดการอย่างเป็นระบบ ก่อนจะส่งผลต่อเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยชี้ว่าการแก้ไขต้องทำที่ต้นทาง เริ่มจากการทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งหลายหน่วยงานกำลังทำอยู่ รวมถึง กสศ. เองที่มีหน้าที่ส่งเสริมด้านข้อมูลความรู้ ค้นหาแนวทางใหม่ๆ รวมถึงสาเหตุว่าการที่เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เต็มที่นั้นเป็นเพราะเหตุใด</p>



<p>“ความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวง และหาใช่ภารกิจที่ กสศ. จะดำเนินการให้สำเร็จได้เพียงลำพังด้วยทรัพยากรที่จำกัดและโจทย์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน แต่จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง” ดร.ประสารกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า “ผมขอให้ทุกท่านมาร่วมกันผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ในชั่วชีวิตของพวกเรานี้ ไม่ทิ้งปัญหาความยากจนข้ามชั่วคนไปยังคนรุ่นต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e4742"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/sommarat_1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยด้านระบบการเงิน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-9d2392eb gb-headline-text">“RCTs&nbsp;ไม่ใช่วิธีแก้จน” – โสมรัศมิ์ จันทรัตน์</h3>



<p>หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลาย จากการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ คือเครื่องมือในการวิจัยที่เรียกว่า&nbsp;<strong>Randomized controlled trials&nbsp;</strong><strong>(</strong><strong>RCTs</strong><strong>)&nbsp;</strong>หรือการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เป็นวิธีการวิจัยเชิงทดลองที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามคนนำมาใช้กับงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะในการออกแบบและพิจารณาผลกระทบจากนโยบายขจัดความยากจน จากเดิมที่การศึกษาในสาขาเศรษฐศาสตร์การพัฒนามักจะอยู่ในรูปแบบกรอบคิดทางทฤษฎี</p>



<p>ใน<a href="https://www.nobelprize.org/prizes/economic-sciences/2019/press-release/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คำประกาศรางวัล</a>ของ The Royal Swedish Academy of Sciences ระบุว่างานวิจัยของทั้งสามคน มีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้กับปัญหาความยากจน โดยไมเคิล เครเมอร์ นั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีการวิจัยเชิงทดลองที่เขาใช้นั้นมีประสิทธิผลเพียงใด จากการช่วยยกระดับคุณภาพของโรงเรียนในประเทศเคนย่าช่วงกลางทศวรรษ 1990 ขณะที่อภิจิต แบนเนอร์จี และ เอสเธอร์ ดูฟโล ก็ได้ร่วมกันทำงานศึกษาวิจัยในลักษณะเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในหลายประเทศ โดยการวิจัยเชิงทดลองที่พวกเขาใช้นั้นส่งอิทธิพลอย่างมากต่อแวดวงเศรษฐศาสตร์พัฒนาในปัจจุบัน</p>



<p><strong>ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์</strong>&nbsp;หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยด้านระบบการเงิน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงเครื่องมือดังกล่าวว่า RCTs ไม่ใช่เครื่องมือแก้จนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ทว่าเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ เครื่องมือ ที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ</p>



<p>“ดิฉันอยากพูดถึงประเด็นที่หลายคนอาจเข้าใจผิด จากกระแสข่าวโนเบลที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ RCTs&nbsp;<em>ประการแรก</em>&nbsp;RCTs ไม่ใช่วิธีแก้จน แต่เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่สามารถเอามาช่วยในการทดลองศึกษานโยบายว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร พูดง่ายๆ คือเป็น evidence-based policy making&nbsp;<em>ประการที่สอง</em>&nbsp;นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลปีนี้ ก็ไม่ได้ใช้แค่ RCTs อย่างเดียว แต่ใช้หลายๆ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการศึกษาประสิทธิผลของนโยบาย”</p>



<p>ดร.โสมรัศมิ์ อธิบายต่อว่า evidence-based policy หรือนโยบายที่ออกแบบโดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ คือรากฐานสำคัญของการออกแบบนโยบายที่หลายประเทศใช้กันมานานแล้ว ทว่ายังไม่ค่อยเห็นนักในประเทศไทย</p>



<p>“กระบวนการของ evidence-based policy making จะช่วยตอบคำถามตั้งแต่ต้นว่า ควรจะทำนโยบายอะไร นโยบายเหล่านั้นมีกลไกอย่างไรที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่เราต้องการ เราควรจะ target คนกลุ่มไหน เราจะ implement นโยบายกับคนกลุ่มนั้นๆ อย่างไร ไปจนถึงว่านโยบายนั้นคุ้มค่าขนาดไหน ควรขยายสเกลหรือไม่ และถ้าควรขยาย จะขยายอย่างไร</p>



<p>“ไมเคิล เครเมอร์ หนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล เคยทำงานวิจัยที่รวบรวม evidence-based policy ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั่วโลก จำนวนสามร้อยกว่าเคส ที่น่าตกใจคือไม่มีสักเคสที่มาจากประเทศไทย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเริ่มขยับตัว แล้วทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง”</p>



<p>สำหรับกระบวนการทำ evidence-based policy ดร.โสมรัศมิ์อธิบายว่ามี 4 ขั้นตอนหลักๆ หนึ่งคือต้องมี policy question ว่านโยบายนั้นๆ ทำไปเพื่ออะไร สองคือมี framework เพื่อเอามาช่วยย่อย policy question และสร้างสมมติฐานในการทดสอบนโยบาย สามคือต้องมี data ที่จะช่วยในการหา evidence ได้ และสุดท้าย ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากคือ causal influence หรือการสร้างเหตุและผล ซึ่งเป็นหัวใจในวิชาชีพนักเศรษฐศาสตร์</p>



<p>ดร.โสมรัศมิ์ ยกตัวอย่าง<a href="https://www.researchgate.net/publication/308169812_Conditional_Cash_transfer_in_Mexico" target="_blank" rel="noreferrer noopener">นโยบายแก้จนของประเทศเม็กซิโก</a>&nbsp;ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1998 ผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Conditional cash transfer (CCT) เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของคนจำนวน 1 ใน 4 ของประเทศ โดยใช้ evidence-based ตั้งแต่แรกเริ่มโครงการ ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไป โครงการนี้ก็ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลายต่อหลายครั้งก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีประสิทธิผลและช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้จริง อย่างไรก็ตาม การนำ RCTs มาใช้ในการทำ evidence-based policy นั้น ดร.โสมรัศมิ์ชี้ว่าอาจใช้ไม่ได้กับทุกกรณีเสมอไป</p>



<p>“หลักใหญ่ใจความของ RCTs คือการสุ่มคนให้เข้าร่วมโปรแกรม กับสุ่มคนให้ไม่เข้าร่วมโปรแกรม ซึ่งวิธีการนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ในทุกที่ หรือทุกกรณี ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถเลือกปฏิบัติได้หรือไม่ ในการให้โปรแกรมกับบางคน และไม่ให้โปรแกรมกับบางคน</p>



<p>“ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของวิธีนี้คือ กลุ่มตัวอย่างจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก กล่าวคือจะสุ่มใช้โปรแกรมได้กับบางพื้นที่ หรือบางกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ไม่สามารถทำทั้งประเทศได้ เพราะจะใช้ต้นทุนมหาศาลในการเก็บข้อมูล ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ เข้ามาเสริม ตามแต่เงื่อนไขของแต่ละพื้นที่”</p>



<p>สำหรับเครื่องมืออื่นๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์มักนำมาช่วยในการออกแบบนโยบายนอกจาก RCTs ดร.โสมรัศมิ์กล่าวว่ามีหลายเครื่องมือด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ Difference in difference, Regression discontinuity, Randomization, Structural modeling และ Admin data</p>



<p>“ทั้งนี้ การจะเลือกใช้วิธีไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราถามคำถามอะไร macro หรือ micro, เป็น short term หรือ long term, อยากรู้ mechanism หรืออยากรู้ impact ควบคู่ไปกับการประเมินข้อมูลที่มีอยู่ในมือ และข้อจำกัดต่างๆ เช่น เรื่องงบประมาณ ซึ่งส่งผลต่อขนาดของกลุ่มตัวอย่างในการทำ RCTs”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0c5d43"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/nattawut-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้าน Behavioural Science จาก Warwick Business School</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-8de8656c gb-headline-text">เปลี่ยนจาก ‘big change, small impact‘&nbsp;เป็น ‘small change, big impact‘ –&nbsp;ณัฐวุฒิ เผ่าทวี</h3>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี</strong>&nbsp;ศาสตราจารย์ด้าน Behavioural Science จาก Warwick Business School ประเทศอังกฤษ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านพฤติกรรมศาสตร์ว่า</p>



<p>นอกจากโจทย์ที่ว่า จะทำนโยบายอย่างไรแล้ว ณัฐวุฒิชี้ว่าอีกประเด็นที่ควรให้ความสนใจคือ ปัจจัยอะไรที่จะทำให้นโยบายประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน เขาเริ่มต้นด้วยคำถามว่า</p>



<p>“คุณคิดว่านโยบายสาธารณะของเราส่วนใหญ่ มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ไม่ว่าจะนโยบายด้านการศึกษา นโยบานด้านการเงิน นโยบายเรื่องการลดคอร์รัปชัน หรือนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมก็ตาม” พร้อมเสริมว่า เมื่อพูดถึงการออกแบบนโยบาย เขาอยากชวนให้พิจารณาถึงความสัมพันธ์ input กับ output</p>



<p>“ในแวดวงวิชาการ จะการมีพูดถึง output หรือผลลัพธ์อยู่บ่อยๆ แต่ถ้าเป็นฝั่งของนักการเมืองหรือรัฐบาล เขาจะพูดถึง input มากกว่า เช่น จะให้เงินอัดฉีดเข้าไปเท่าไหร่ แต่แทบไม่มีใครพูดถึง output เลย ว่างบที่อัดฉีดเข้าไปนั้น มันสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้มากน้อยแค่ไหน ผมอยากเปลี่ยน paradigm ตรงส่วนนี้</p>



<p>“ข้อต่อมา นโยบายสาธารณะ ไม่ว่านโยบายอะไรก็ตาม จะมีประสิทธิภาพกับกลุ่มคนแค่กลุ่มเดียวเท่านั้น กลุ่มนั้นก็คือคนที่อยากทำในสิ่งที่เราอยากให้เขาทำอยู่แล้ว แต่ที่เขาทำไม่ได้เพราะอาจมีข้อจำกัด ไม่ว่าในเชิงแรงจูงใจ หรือทรัพยากรก็ตาม การให้นโยบายไปจึงเป็นเหมือนการเปิดโอกาสให้กับเขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ</p>



<p>“อีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มคนที่ไม่ทำ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีนโยบายก็ตาม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จะคิดว่านโยบายไม่มีผลกับคนกลุ่มนี้”</p>



<p>ดร.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า นโยบายสาธารณะส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ถ้าไม่ใช่การบังคับให้ทำ ก็จะเป็นการให้ทรัพยากรกับประชาชน เช่น นโยบายแจกเงินคนจน นโยบายชิมช็อปใช้ นโยบายเกิดปั๊บรับแสน เป็นต้น แล้วปล่อยให้ประชาชนบริหารทรัพยากรเหล่านั้นกันเอง</p>



<p>“ถ้าพูดในเชิงเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์จะเชื่อว่าคนเรามีเหตุมีผล แต่หลายคนคงคิดเหมือนผมว่า จริงๆ เราอาจไม่ได้มีเหตุผลขนาดนั้น ในทุกๆ เรื่องที่เราตัดสินใจ เพราะถ้านักเศรษฐศาสตร์พูดถูกต้องว่าทุกคนมีเหตุผล เราคงไม่มีความเสียดายหรือเสียใจในชีวิตของเราเลย เพราะเราทำทุกอย่างโดยที่เราเชื่อว่ามีเหตุผลแล้ว แต่ถ้าเรามองในมุมของพฤติกรรมศาสตร์ เราอาจต้องตั้งข้อสังเกตใหม่ว่า คนใช้เหตุผลในการตัดสินใจจริงหรือ</p>



<p>“มีงานวิจัยที่ชี้ว่า ความจริงแล้วในชีวิตประจำวันของเรา เรามักตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ มากกว่าการใช้เหตุผลอย่างเป็นระบบ ซึ่งบางครั้งการตัดสินใจแบบเร็วๆ โดยใช้อารมณ์ความรู้สึก มันกลับมีผลในระยะยาวมากต่อชีวิตของเรา”</p>



<p>“ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าการตัดสินใจส่วนใหญ่ในชีวิตของคนเรา มาจากอารมณ์ความรู้สึกเสียส่วนใหญ่ เราควรให้รัฐออกนโยบายแบบบังคับใช้ทั้งหมดเลยดีไหม ไม่ต้องให้เลือก เพราะรัฐรู้แล้วว่าการตัดสินใจของคนเราอาจมีผิดมีพลาด และอาจส่งผลเสียตามมา หรือจะใช้นโยบายแบบอื่นที่สามารถปรับพฤติกรรมคนได้”</p>



<p>ดร.ณัฐวุฒิ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการที่เขาศึกษาวิจัยเรื่องเศรษฐศาสตร์ของความสุข พบว่าในประเทศที่ประชาชนมีโอกาสได้เลือก คนจะมีความสุขกับชีวิตมากกว่าคนในประเทศที่ไม่มีโอกาสเลือก หรือมีทางเลือกน้อย พร้อมเน้นย้ำว่า ถ้าพิจารณาในกลุ่มคนที่ไม่ทำ แม้จะมีหรือไม่มีนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์จะมองว่าเขามีเหตุมีผล ยังไงก็เปลี่ยนพฤติกรรมเขาไม่ได้ แต่ถ้ามองในมุมจิตวิทยา เขาจะบอกว่าเปลี่ยนได้</p>



<p>อีกประเด็นที่ ดร.ณัฐวุฒิยกขึ้นมา คือการชี้ให้เห็นว่าตอนนี้เราตกอยู่ในภาวะของ ‘Big change, small impact’ ซึ่งเขามองว่าควรต้องปรับมโนทัศน์ใหม่เป็น ‘Small change, big impact’ ผ่านนโยบายที่ใช้ทฤษฎีเรื่องการ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/nudge-richard-thaler/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘Nudge’ ของ ริชาร์ด ธาเลอร์</a>&nbsp;เจ้าพ่อด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ซึ่งประสบความสำเร็จในหลายประเทศ</p>



<p>ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า แนวคิดหนึ่งที่ธาเลอร์เสนอไว้คือ Libertarian Paternalism คือการทำให้เขาทำในสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เพราะมันดีต่อชีวิตเขา ‘โดยที่เขารู้สึกว่าเขาเลือกเอง’</p>



<p>“สมมติเราไปกำหนดนโยบายว่า คุณต้องทำอันนี้นะ ถ้าเกิดคนที่ไม่อยากทำ ยังไงเขาก็ไม่ทำ เพราะมันฝืน แต่หากเราอยากเปลี่ยนใจใครสักคนหนึ่ง ถ้าเขาอยากทำอยู่แล้ว แต่อาจรู้สึกว่าทำไม่ได้ด้วยปัจจัยบางอย่าง สิ่งที่เราทำคือการไปสะกิดเขานิดเดียว เพื่อให้เขาเห็นว่ามันทำได้นะ และมันจะเกิดผลที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยการเปลี่ยนแค่นิดเดียว”</p>



<p>ณัฐวุฒิ อธิบายต่อว่าหลักการนี้จะสำเร็จได้ มี 4 ปัจจัยด้วยกัน เรียกว่า ‘E A S T’ “E- Easy คือการทำให้มันง่ายขึ้น, A-Attract ถ้าคุณอยากให้ใครทำอะไรสักอย่าง ต้องทำให้ ‘ความน่าจะทำ’ เด่นชัดขึ้น, S-Social ถ้าคุณอยากให้ใครทำอะไรสักอย่าง ต้องทำให้เขารู้สึกว่า คนอื่นเขาก็ทำกัน, T-Timing ถ้าคุณอยากให้เขาทำอะไรสักอย่าง ต้องบอกให้เขาทำในตอนที่เขาน่าจะฟังที่สุด”</p>



<p>ณัฐวุฒิ เล่าต่อว่า มีหลายนโยบายด้วยกันที่ใช้วิธีการนี้ โดยยกตัวอย่างการเปลี่ยนนโยบายการออมในอังกฤษ โดยจากเดิมที่จะใช้การ opt in เปลี่ยนมาใช้การ opt out แทน</p>



<p>“จากที่เปิดทางเลือกว่าให้ออมเพิ่มทีหลัง เปลี่ยนเป็นหักเข้าเป็นเงินออมไว้เลยตั้งแต่แรก โดยเปิดทางเลือกว่าจะเอาออกมาก็ได้ ปรากฏว่าพอเปลี่ยนมาเป็น opt out สุดท้ายแทบไม่มีใครเอาออกเลย นี่คือการเปลี่ยนแค่จุดเดียว จุดเล็กๆ แต่ทำให้คนสามารถออมเงินได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีนโยบายไหนที่มีประสิทธิภาพขนาดนี้ในการเปลี่ยนพฤติกรรมการออมของคน”</p>



<p>อีกตัวอย่างหนึ่ง คือการเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้คนจ่ายภาษีมากขึ้น จากเดิมที่ใช้การส่งอีเมลให้แต่ละคน แล้วให้เข้าไปกรอกแบบฟอร์มในเว็บไซต์ tax office ของอังกฤษ ซึ่งต้องใช้เวลา และผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะเข้าถึงแบบฟอร์มได้ มาเป็นการส่งลิงค์ที่เชื่อมไปยังแบบฟอร์มตรงแทน</p>



<p>“เขาใช้วิธีการ randomize สุ่มใช้วิธีนี้กับกลุ่มทดลองจำนวนห้าพันกว่าคน ปรากฏว่าอัตราการตอบกลับอีเมลว่าได้ชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว เพิ่มจาก 19.2% เป็น 23.4% เห็นไหมครับ เขาเปลี่ยนแค่นิดเดียว แต่เก็บภาษีได้เพิ่มอีกมหาศาล”</p>



<p>จากตัวอย่างที่ว่ามา ณัฐวุฒิเสนอว่าถ้าสามารถนำแนวทางการปรับนโยบายเช่นนี้มาใช้กับเรื่องปัญหาความยากจน รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ก็น่าจะช่วยให้เกิดนโยบายที่มีประสิทธิผลได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนมากมายเสมอไป พร้อมทิ้งท้ายว่า “อยากให้ทุกคนคิดถึง mechanism ด้วย อย่าเพิ่งลืม what works โดยคิดถึงแต่ how-to อย่างเดียว”</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กับ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-1/">จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (1) : เครื่องมือขจัดความจน และกลไกการออกแบบนโยบาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
