<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประวัติศาสตร์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 31 May 2023 05:44:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ประวัติศาสตร์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โมน สวัสดิ์ศรี: เปิดตาเปิดใจ เรียนรู้โลกกว้าง ผ่านห้องเรียนที่ชื่อ ‘รถไฟ’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-train-station/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2023 05:44:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[co-learning space]]></category>
		<category><![CDATA[โมน สวัสดิ์ศรี]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้นอกห้องเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68047</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนระอุและแสงแดดที่ท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-train-station/">โมน สวัสดิ์ศรี: เปิดตาเปิดใจ เรียนรู้โลกกว้าง ผ่านห้องเรียนที่ชื่อ ‘รถไฟ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนระอุและแสงแดดที่ทำงานอย่างขันแข็ง เราเดินทางมาพบกับชายผู้หนึ่ง ณ เรือนไม้ร่มรื่นที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองรังสิตนัก เมื่อย่างก้าวเข้าไปภายในตัวบ้าน บรรยากาศและกลิ่นโชยแห่งวรรณกรรมลอยเข้ามาตีจมูก ไม่รู้ว่าจะเป็นการอุปทานเกินเหตุไปหรือเปล่า แต่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแบบนั้น ในเมื่อสถานที่เรามาเยือนแห่งนี้เป็นบ้านของครอบครัวนักเขียนที่ผลิตงานเขียนทั้งวรรณกรรม และงานเชิงปัญญาหล่อเลี้ยงสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ&nbsp;</p>



<p>ชายที่เรานัดพบวันนี้ มีนามว่า&nbsp;<strong>โมน สวัสดิ์ศรี&nbsp;</strong>ใช่ ถ้าคุ้นหูคุ้นตากับนามสกุลนี้ เขาคือลูกชายของ&nbsp;<strong>‘สิงห์สนามหลวง’ สุชาติ สวัสดิ์ศรี&nbsp;</strong>และ&nbsp;<strong>‘ศรีดาวเรือง’ วรรณา สวัสดิ์ศรี</strong>&nbsp;สองนักเขียนผู้คร่ำหวอดและเดินบนเส้นทางสายน้ำหมึกไทยมายาวนาน</p>



<p>ในฐานะลูกชายของนักเขียนยอดฝีมือทั้งสองคน คงไม่ต้องกล่าวให้มากความ โมน สวัสดิ์ศรี ก็เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่มีงานเขียนออกมาหลายเล่ม และทุ่มเทแรงกายให้กับงานสายอักษรมาตลอดหลายปี&nbsp;</p>



<p>ทว่า เหตุผลของการมาเยือนครั้งนี้ หาใช่เป็นการพูดคุยกับเขาในฐานะนักเขียนคนหนึ่งไม่ เพราะนอกเหนือจากการเป็นนักเขียนและบรรณาธิการ ในอีกมุมหนึ่ง โมน สวัสดิ์ศรี ยังเป็นชายผู้หลงรักรถไฟขนาดหนัก ถึงขนาดที่เขาสามารถเรียกตัวเองว่า ‘ติ่งรถไฟ’ ได้อย่างเต็มปาก ความเป็นติ่งรถไฟดังกล่าว ก่อร่างสร้างตัวตนของเขามาตั้งแต่ยังเด็ก อาจก่อนการเป็นนักเขียนด้วยซ้ำ ทำให้งานเขียนหลายเล่มของเขามักจะมีเรื่องราวการเดินทางด้วยรถไฟปะปนอยู่เสมอ&nbsp;</p>



<p>นอกจากการเข้ารับการศึกษาในห้องเรียนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และห้องเรียนนักเขียนที่มีอาจารย์คือบิดามารดาของเขา โมน สวัสดิ์ศรี ยังเติบโต เรียนรู้ ผ่านห้องเรียนทางเลือกที่ชื่อว่า ‘ห้องเรียนรถไฟ’ มันคือห้องเรียนที่เขาได้เลือกเองตั้งแต่เยาว์วัย หมั่นลงหน่วยกิต เพื่อศึกษาวิชาความรู้แขนงต่างๆ อยู่เสมอ เป็นที่ที่เขาเชื่อว่า นี่คือพื้นที่การเรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ตามความสนใจและความถนัด โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนรูปแบบเดิมๆ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f8416f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1-7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โมน สวัสดิ์ศรี นักเขียนคนหนึ่ง<br>ผู้เรียกตัวเองว่า ‘ติ่งรถไฟ’</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุที่เราเดินทางมาสนทนากับเขาถึงประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องเรียนรถไฟ ว่ามีส่วนหล่อหลอมตัวตนของเขาอย่างไร เขาได้เรียนรู้อะไรจาก ห้องเรียนสี่เหลี่ยมที่แออัดไปด้วยผู้คนบ้าง และที่สำคัญ ตลอดการเข้ารับการศึกษาในห้องเรียนรถไฟมานานหลายปี เขามองเห็นความเหลื่อมล้ำของผู้คนที่แทรกตัวอยู่ทั้งในตัวขบวนและระหว่างสองข้างทางรถไฟในลักษณะอย่างไร</p>



<p>เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเรากำลังจะพาทุกคนเดินทางไปสู่ห้องเรียน ที่ไม่ใช่ห้องเรียนตามขนบทั่วไปที่เราคุ้นเคย แต่เป็นห้องเรียนเคลื่อนที่ ที่จะพาผู้เรียนเคลื่อนไปรู้พบกับอีกหลายๆ มุมของชีวิต ที่ไม่ได้มีเพียงแต่ด้านที่สวยงามเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ถ้าตีตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็ขอให้ผู้โดยสารจับจองที่นั่ง เตรียมตัวให้มั่น เพราะรถไฟขบวนนี้พร้อมจะเดินทางออกพาท่านไปหาคำตอบแล้ว</p>



<p></p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>-สถานีต้นทาง-</strong></h4>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="1--%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87-"><strong>เส้นทางการเรียนรู้ที่เลือกเอง</strong></h3>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E2%80%98%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E2%80%99-"><strong>อะไรคือจุดเริ่มต้นความผูกพันกับยานพาหนะที่ชื่อ ‘รถไฟ’</strong></h2>



<p>ตั้งแต่เล็กๆ ผมต้องนั่งรถไฟไปหาหมอที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แม่อุ้มบ้าง พ่ออุ้มบ้าง สลับไปสลับมา แต่จำไม่ได้จริงๆ ว่าครั้งแรกเมื่อไหร่ น่าจะ 2-3 ขวบ&nbsp;</p>



<p>อาจเป็นเพราะบ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟด้วย คุณแม่ที่เคยมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งก็ใกล้สถานีรถไฟ คุณพ่อก็เหมือนกัน ตอนนี้ทั้งพ่อ แม่ และผมก็อยู่ใกล้สถานีรถไฟ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันโดยสาร</p>



<p>เรียกว่ามีความผูกพันกับรถไฟมาตั้งแต่นั้น รถไฟเป็นยานพาหนะที่ใหญ่ที่สุดแล้วในชีวิตที่เราเคยเห็น เราเห็นรถยนต์ เห็นเครื่องบิน ซึ่งก็ไกลไป แต่รถไฟมันเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ตรงหน้าเรา พาหนะอะไรกัน ใหญ่เท่าตึกแถว แต่เคลื่อนที่ได้ ยิ่งได้โดยสารก็เลยยิ่งผูกพันมากขึ้นอีก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1-"><strong>จำครั้งแรกที่เดินทางโดยรถไฟด้วยตัวเองได้ไหม</strong></h2>



<p>จำได้ๆ ตอนนั้นประมาณ ม.1-2 ก็เหมือนกับวัยรุ่นนั่นแหละ อยากลองนั่งไปใกล้ๆ หลักสี่ บางเขน รู้สึกว่าจะเป็นการทดลองนั่งด้วยตัวเอง ลองนั่งดูสิว่าเป็นยังไง ตอนนั้นก็ไม่ได้ดูวิวทิวทัศน์อะไรเท่าไร เพราะเป็นขบวนรถไฟในเมือง แต่ก็เป็นฟีลลิ่งแบบคนเดียวที่สนุกตามประสาเด็ก&nbsp;</p>



<p>บางทีก็พาเพื่อนไปด้วย นั่งรถไฟพาเพื่อนไปนั่งเล่นที่สถานีรถไฟเชียงราก จำได้เลยว่า ผมเอาหินรถไฟวางบนรางรถไฟ แล้วโดนนายสถานีด่าเช็ดเลย คือเขากลัวรถไฟตกราง หรือไปทำความเสียหายอะไรนั่นแหละ&nbsp;</p>



<p>อันนั้นก็เป็นชีวิตวัยรุ่น และในช่วงเวลานั้นก็จะนั่งรถไฟไปต่างจังหวัดกับคุณแม่เป็นประจำ บ้านแม่อยู่ที่อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก แล้วเราก็จะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นั่งรถไฟไปที่นั่นทุกครั้ง อย่างที่เล่าให้ฟังว่าคุณแม่บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ คุณตาของผมเขาทำงานการรถไฟ เป็นผู้ช่วยนายสถานี มันก็เกิดความผูกพันต่อมาเป็นทอดๆ </p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-4.jpg" alt="" data-id="68056" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68056" class="wp-image-68056" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-4.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-4-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-4-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5.jpg" alt="" data-id="68057" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68057" class="wp-image-68057" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-5-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชอบนั่งรถไฟคนเดียว หรือไปกันหลายๆ คน</strong></h2>



<p>ก็มีทั้ง 2 แบบ ถ้านั่งคนเดียวก็อาจต้องระวังตัวหน่อย แต่ถ้าไปกันเยอะๆ ก็จะอุ่นใจขึ้น ผมเคยนั่งรถไฟไปกับกลุ่มนักเขียนของสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ของ<strong>พี่นิวัต พุทธประสาท </strong>นั่งไปเชียงใหม่ จุดหมายปลายทางคือบ้านของอาปุ๊ <strong>’รงค์ วงษ์สวรรค์ </strong>สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ไปกันหลายคน มันก็เฮฮา สนุกสนานมาก </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เวลานั่งรถไฟคนเดียว มีโอกาสได้คุยกับผู้โดยสารคนอื่นบ้างไหม</strong></h2>



<p>ไม่ค่อยได้คุยเลย (หัวเราะ) จะคุยเท่าที่จำเป็น เช่น ถึงสถานีไหนแล้ว แต่มันก็ต่อยอดได้เหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งเรานั่งรถไฟท่องเที่ยวไปอยุธยา คนนั่งตรงข้ามเขาก็ชวนคุย ไปๆ มาๆ ก็ได้รู้ว่าเขาเป็นนักอ่าน รู้จักนักเขียนเยอะมาก รู้จักคุณพ่อผมด้วย มันก็มีบทสนทนาทำนองนี้บ้างเหมือนกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้วการโดยสารรถไฟฟ้าในเมือง เช่น BTS หรือ MRT ให้ความรู้สึกเหมือนหรือต่างกันอย่างไร</strong></h2>



<p>รถไฟฟ้าก็คือรถไฟนั่นแหละ แต่คนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้สึกอย่างนั้น เพียงแต่ว่ารถไฟของ รฟท. มันไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร ส่วนพวกรถไฟฟ้ามันใหม่เอี่ยม หน้าตาก็ไม่เหมือนกัน ประเภทของรถก็ต่างกัน แต่มันเป็นรถไฟฟ้ารางหนัก (heavy rail) เหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>จุดที่รถไฟฟ้าแตกต่างกันก็คือผู้โดยสาร ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่พอจะมีเงินจ่ายค่าโดยสารไปทำงาน ซึ่งเขาจะไม่ได้นั่งรถไฟฟ้าเล่น มันก็แตกต่างกันนะ มันทำหน้าที่แค่พาคนไปสู่จุดหมายจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเท่านั้นเอง&nbsp;</p>



<p>แต่รถไฟฟ้าพวกนี้ก็ยังกระจุกตัวอยู่แค่ในเมือง ไม่กระจายไปยังแถบชานเมืองเท่าไรนัก เราก็จะเห็นแค่ชนชั้นกลางระดับกลางหรือค่อนไปทางด้านบนใช้บริการกัน และรถไฟฟ้าพวกนี้ก็จะผูกกับอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก เช่น พวกคอนโดใกล้รถไฟฟ้าแล้วก็ทำให้เกิดแนวคิดการมีที่พักอาศัยอยู่ใกล้รถไฟฟ้าขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>รถไฟทั้งสองอย่างนี้ก็แบ่งแยกกันพอสมควร เลยกลายเป็นภาพว่า BTS ต้องคู่กับชนชั้นกลาง ส่วนรถไฟชั้น 3 ก็ต้องคู่กับคนจน แล้วก็สุดที่ชนชั้นกลาง ไม่ใช่พาหนะของชนชั้นสูงหรือคนรวย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รถไฟให้ภาพสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำด้วยไหม</strong></h2>



<p>ถ้าเป็นรถไฟชั้นเดียวกันทั้งขบวน เช่น ชั้น 3 หรือชั้น 2 ทั้งขบวน ก็อาจจะไม่ค่อยเห็นความเหลื่อมล้ำเท่าไร แต่ถ้าเป็นรถไฟที่มีตู้คละชั้น เช่น ตู้หนึ่งเป็นรถชั้น 3 อีกตู้เป็นรถชั้น 2 และอีกตู้เป็นชั้น 1 ซึ่งเป็นรถนอนปรับอากาศ ก็จะเห็นความเหลื่อมล้ำอยู่ ทั้งกระเป๋าเงินของผู้โดยสารแต่ละคน กระเป๋าสะพายของแต่ละคน การแต่งตัวของแต่ละคน ทั้งๆ ที่เป็นรถไฟขบวนเดียวกัน มันก็จะเห็นความแตกต่างกัน</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3ca4f1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/2-8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ด้วยค่าโดยสารราคาถูกของรถไฟชั้น 3 อาจมองได้ว่าเป็นการสงเคราะห์คนจนจากรัฐด้วยหรือเปล่า</strong></h2>



<p>มองในแง่หนึ่ง การที่รถไฟไทยราคาถูก คนเข้าถึงได้ง่าย แต่แน่นอนว่าก็แลกมาด้วยบริการที่เราก็รู้ๆ กันอยู่&nbsp;</p>



<p>ถ้าเป็นผู้สูงอายุลดราคา 50 เปอร์เซ็นต์ ทหารผ่านศึกก็ได้ส่วนลด หรือในช่วงที่คุณ<strong>สมัคร สุนทรเวช</strong>&nbsp;เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้คนไทยได้นั่งรถไฟชั้น 3 ฟรี ถึง 9 ปีเต็ม อันนี้ก็เป็นสวัสดิการจากรัฐ แต่ว่าสวัสดิการจากรัฐ หรือมุมมองของรัฐที่มีต่อคนจน หรือที่มีต่อรถไฟก็ตาม มันก็ยังคล้ายๆ กันคือ อนาถา เหมือนๆ กับบัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จริงมันควรจะยกระดับสถานะให้ดีกว่านี้ได้ หรือควรจะไปให้พ้นจากเรื่องความจนได้แล้ว&nbsp;</p>



<p>พูดถึงความยากจนของคนที่โดยสารรถไฟ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความโรแมนติกเกี่ยวกับรถไฟของกลุ่มชนชั้นกลางที่ชอบนั่งรถไฟเล่นด้วย เคยเห็นคู่บ่าวสาวมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันที่สถานีหัวลำโพง พอถามว่าขึ้นรถไฟประจำไหม ก็ไม่ แต่เขาสนุกกับความโรแมนติกของรถไฟ ทั้งๆ ที่เขาอาจไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมหรือมีความสนใจในตัวรถไฟนัก</p>



<p>ที่จริงตัวรถไฟเองมันก็พัฒนานะ แต่พัฒนาช้าไป มันควรพัฒนาได้เร็วกว่านี้ การบริหารจัดการจากรัฐที่คอยอุ้มชูช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถามว่ารัฐทำหรือไม่ ก็ทำนะ แต่ทำโดยมองว่าเป็นความอนาถา ซึ่งรัฐควรจะทำอะไรได้มากกว่านี้</p>



<p>หรือแม้แต่ตัวรูปลักษณ์รถไฟ ในขณะที่ประเทศอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว แต่รถไฟบ้านเรายังอยู่ในยุคที่ 2 อยู่เลย อุปกรณ์อะไรต่างๆ ก็เก่า ล้าสมัยไปแล้ว แต่คนก็มองว่ามันวินเทจ ที่จริงไม่ใช่ มันควรเปลี่ยนตั้งนานแล้ว&nbsp;</p>



<p>ปัญหาอีกอย่างคือ เรื่องการไล่ที่คนที่อาศัยอยู่ริมทางรถไฟ อันนี้ผมก็อยากจะถามว่าเห็นใจพวกเขาหน่อยไม่ได้หรือ ถ้าการรถไฟปล่อยให้เขามาอาศัยอยู่บริเวณนั้นตั้งแต่แรกก็ควรต้องรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่ไล่กันเหมือนหมูเหมือนหมา ไม่ใช่ว่าพอโครงสร้างพื้นฐานมา รถไฟความเร็วสูงมา ก็ไปไล่ที่เขา ในขณะที่ติ่งรถไฟก็มาด่าเอาๆ ว่าพื้นที่ของการรถไฟ มันก็ควรเป็นของการรถไฟ แต่คุณไม่เข้าใจบริบทแวดล้อม ไม่เข้าใจสังคมรอบข้างเลย&nbsp;</p>



<p>อย่างบ้านผมก็เคยมีปัญหากับการรถไฟ คือการรถไฟเขาจะขึงรั้วไม่ให้เราเข้าไปได้เลย ทั้งๆ ที่มันเป็นทางที่เราใช้สัญจรมาเป็นเวลานาน เราใช้เวลาหลายปีในการเจรจากว่าจะได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-794869"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/5-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้เห็นความแตกต่างหลากหลายของผู้คนจากการนั่งรถไฟอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>ถึงผมจะเป็นคนเงียบๆ แต่ด้วยความที่ผมเป็นนักเขียน การมองผู้โดยสารก็เหมือนการมองตัวละคร มองคาแรคเตอร์ของคนคนนี้ว่าเป็นอย่างไร คุณแม่ของผมจะเป็นคนที่ชี้ชวนให้มีวิสัยในการมองผู้คนแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราไปแอบดูชาวบ้านนะ แต่คือการสังเกตว่าคนแบบนี้ ผู้โดยสารแบบนี้ มายังไง เป็นยังไง และทำไมสถานีรถไฟถึงเป็นจุดที่คนชอบพูดกันหนักหนาว่า เป็นที่พบปะและเป็นที่จากลาในสถานที่เดียวกัน&nbsp;</p>



<p>ถ้าจะนำตัวละครที่เราพบเจอเหล่านี้ไปเขียนเป็นเรื่องสั้น นิยาย หรือจะเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับรถไฟ ก็ทำให้เข้าใจว่าต้องเขียนออกมายังไง อย่างผมก็เคยเขียนนิยายที่เกี่ยวกับรถไฟมาเหมือนกัน ชื่อว่า <em>ก่อนเวลาเปลี่ยนผ่าน </em></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รถไฟมีอิทธิพลต่องานเขียนของเราในแง่มุมไหนบ้าง</strong></h2>



<p>มันเป็นภาพจำของคนอื่นที่มีต่อเราว่า โมนจะเขียนอะไรก็มักเขียนเกี่ยวกับเรื่องรถไฟอีกแล้ว ซึ่งมันก็เป็นบันทึกจากประสบการณ์ชีวิตของผม เรื่องสั้นหรือนิยายของคนอื่นๆ เขาก็เขียนจากชีวิตของตัวเขาเอง เขียนจากเรื่องที่เขารู้ดี ผมเองก็เหมือนกัน เพราะงั้นภาพจำที่คนมองผมคือ โมนกับรถไฟมีความชิดเชื้อสนิทกันพอสมควร </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มีคำกล่าวที่ว่า ‘นักเขียนต้องออกเดินทาง’ จริงหรือไม่</strong></h2>



<p>คนที่เป็นนักเขียนต้องหมั่นเปิดโลก คนที่เป็นนักเขียนมีวิธีการในการเปิดโลกได้หลายทาง การอ่านก็เป็นการเปิดโลก การเรียนรู้ไม่ว่าจะในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนก็เป็นการเปิดโลก และการเดินทางก็เป็นการเปิดโลกวิธีหนึ่ง</p>



<p>ผมเคยคุยกับพี่จุ้ย<strong>&nbsp;ศุ บุญเลี้ยง</strong>&nbsp;ถามเขาว่าระหว่าง ‘การเดินทาง’ กับ ‘การท่องเที่ยว’ อันไหนมีคุณค่ามากกว่ากัน เขาตอบว่าการเดินทาง</p>



<p>การเดินทางด้วยรถไฟมันก็เป็นการเปิดโลกอีกทางหนึ่ง พอเดินทางด้วยรถไฟมันมักจะเจออะไรที่ไม่คาดคิดเสมอ บางครั้งเราก็จะเจอคนที่ดีกับเรา คุยกับเรา บางทีก็มีคนสติไม่สมประกอบมาหาเรื่องคุยด้วยนะ ในช่วงที่รถไฟเปิดให้ขึ้นฟรี ก็มีคนสติไม่สมประกอบเต็มรถไฟเลย แต่พอกลับมาขายตั๋วคนเหล่านี้้ก็หายไป มันก็สะท้อนให้เห็นว่าในสังคมเราก็มีคนเหล่านี้อยู่&nbsp;</p>



<p>ในเรื่องที่ว่านักเขียนควรออกเดินทางเพื่อตามหาแรงบันดาลใจ ผมเองก็มักจะนั่งรถไฟเมื่อถึงจุดอิ่มตัวในการเขียนประมาณหนึ่ง ก็จะไปนั่งรถไฟเที่ยวสักหน่อย แต่ถ้าเป็นในลักษณะที่ตั้งใจนั่งรถไฟเพื่อไปหาแรงบันดาลใจ ผมไม่ค่อยมีลักษณะนั้นสักเท่าไร</p>



<p>มีครั้งหนึ่งตอนที่นั่งรถไฟไปเรียน แล้วเจอหญิงสาวคนเดิมซ้ำๆ เราก็เห็นว่าเขานั่งตู้เดิม ที่นั่งเดิม ลงสถานีเดิมทุกรอบ แล้วก็เป็นแบบนี้ทุกรอบ แสดงว่ามันไม่ใช่เราคนเดียวที่ใช้บริการรถไฟ แล้วทำอะไรซ้ำๆ แบบนี้ แล้วเคยนำเรื่องของหญิงสาวคนนี้เอาไปต่อยอดเป็นเรื่องสั้นด้วยนะ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แสดงว่าผู้คนที่เราพบเจอจากการนั่งรถไฟ ก็ถูกเราหยิบมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนงานด้วย</strong></h2>



<p>ใช่ๆ อย่างหญิงสาวคนที่กล่าวถึง คือการเป็นนักเขียนก็ต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัวและผู้คน ว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร มีลักษณะอย่างไร และการเดินทางด้วยรถไฟมันเอื้อให้เราสามารถสังเกตสิ่งเหล่านี้ได้มากกว่าพาหนะอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>นักเขียนท่านอื่นๆ เขาก็อาจใช้พาหนะที่แตกต่างกันไป อย่างคุณ<strong>วาณิช จรุงกิจอนันต์&nbsp;</strong>เขาก็จะนั่งแท๊กซี่ คุยกับคนขับแท๊กซี่ และนำสิ่งที่คุยกัน นำประสบการณ์ที่เจอมาเขียนเป็นเรื่องสั้นหรือนิยายได้&nbsp;</p>



<p>ส่วนเราใช้รถไฟ และอาจไม่ได้คุยเก่งเหมือนนักเขียนท่านอื่นๆ แต่เราก็ใช้วิธีการสังเกตผู้คนประเภทต่างๆ แล้วก็จับประเด็นมาเขียน ส่วนในแง่เรื่องราว รถไฟน่าจะมีเรื่องราวอัดแน่นไว้มากกว่าพาหนะประเภทอื่น ด้วยความที่มันใหญ่ และด้วยความที่คนมันเยอะด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ชีวิตของ ด.ช.โมน สวัสดิ์ศรี ที่เป็นติ่งรถไฟ เป็นยังไง</strong></h2>



<p>ในสมัยเด็ก ความรู้สึกที่มีต่อรถไฟ คือทั้งรักและกลัว รักก็คือชอบมัน อย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้ว ของเล่นรถไฟนี่มีเต็มเลย โมเดลรถไฟก็มี ทุกวันนี้ก็ยังเก็บเอาไว้อยู่เลย</p>



<p>แต่ก็กลัวมากด้วย ผมกลัวเสียงรถไฟ กลัวเสียงรถจักร กลัวมันบีบแตร ผมจะปิดหู เพราะกลัวมากๆ เวลาหัวรถจักรวิ่งมาใกล้ๆ นี่หน้าสลดเลยนะ หรือเวลานั่งรถไฟแล้วมองไปนอกหน้าต่าง เห็นสะพานรถไฟอยู่ข้างหน้า นี่ก็หน้าสลดเลย กลัวเสียงดัง ตกใจ คงเป็นเพราะผมเป็นโรคหัวใจด้วย ก็กลัวว่าหัวใจจะเต้นเร็วเกินไป มันก็จะไม่เหมือนกับชาวบ้านเขาตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่นั่งบ่อยๆ ความกลัวมันก็น้อยลงๆ แล้วก็ถูกแทนที่ด้วยความรักและความสนุกตื่นเต้นกับรถไฟแทน</p>



<p>หลังจากนั้น พอโตขึ้นก็เริ่มเปลี่ยนไป เช่น ในสมัยเด็กเราอาจตกใจเสียงหวูด แล้วเราก็พบว่าเสียงที่ทำให้เราตกใจกลัวในสมัยเด็ก มันกลับทำให้เราจำได้ว่ารถไฟที่กำลังมา ยี่ห้ออะไร เสียงเครื่องยนต์แบบนี้คือยี่ห้ออะไร เสียงรางแบบนี้ มันเป็นการต่อรางแบบไหน เสียงแตรของสปรินเตอร์ (Sprinter) และแดวู (Daewoo) ต่างกันอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องของรายละเอียดที่เราเริ่มเรียนรู้มากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5d513b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/6-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน การที่เราคลั่งไคล้รถไฟ ทำให้เราแตกต่างจากเพื่อนไหม</strong></h2>



<p>ส่วนใหญ่เด็กในวัยเดียวกันก็ไม่ได้ต่างกันมาก เด็กชอบรถไฟก็เหมือนเด็กชอบหุ่นยนต์นั่นแหละ มันต่างกันตรงที่ว่าผมยังคงโตมาและรักรถไฟอย่างเหนียวแน่น และตอนเด็กๆ ผมได้รถไฟจำลองขบวนแรก เอามาไถเล่นอย่างสนุกสนาน เล่นจนล้อพัง มันก็ยิ่งผูกพันเข้าไปใหญ่&nbsp;</p>



<p>เด็กคนอื่นๆ พอโตมา เขาก็อาจไปสัมผัสกับโลกใบอื่นๆ แต่ด้วยความที่ครอบครัวเราอยู่ใกล้สถานีรถไฟ มันหนีไม่พ้นรถไฟ ดังนั้นเราก็เลยยังคงผูกพันกับรถไฟอยู่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชีวิตในห้องเรียนของโมน สวัสดิ์ศรี เป็นอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>เราดูเหมือนจะเป็นเด็กเนิร์ด แต่เราเรียนไม่เก่งเลย เรียนปานกลาง ไม่ค่อยจะเด่นมาก แล้วก็ไม่ค่อยได้แสดงออกเกี่ยวกับรถไฟมากนัก เพราะความสนใจเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมันก็เป็นเรื่องอื่นไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องสาวๆ หรือทำยังไงให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นความสนใจเรื่องรถไฟในช่วงวัยรุ่นมันจะน้อยลงหน่อย แต่เราก็ยังรักรถไฟอยู่ กลับมาเราก็ยังคงชื่นชมรถไฟจำลองของเราอยู่ แต่ก็ไม่ถึงกับชักชวนเพื่อนมาชอบรถไฟด้วยกัน</p>



<p>เรื่องการเรียนในห้องเรียน ผมมองว่ามันไม่ค่อยตอบโจทย์ชีวิตเท่าไร ซึ่งผมว่าแม้แต่ยุคนี้มันก็ไม่ค่อยตอบโจทย์ผู้เรียนเท่าไรอยู่ดี ในสมัยนั้นเขาจะพยายามส่งเสริมคนที่เป็นหัวกะทิให้ไปจนสุด ในขณะที่เราเป็นนักเรียนกลางๆ พอเอาตัวรอดได้ เขาก็ดูจะปล่อยๆ เราก็เลยไม่ได้สนใจอะไรมากมายกับการเรียน&nbsp;</p>



<p>ผมว่ามันยากที่การเรียนในห้องเรียนจะตอบโจทย์ได้ทั้งหมดที่เราต้องการ เช่น ความชอบ ความสนใจส่วนตัว อย่างเราชอบรถไฟ แต่บทเรียนที่โรงเรียนมีให้ก็เป็นไปตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดมา เราก็แค่ท่องจำไป&nbsp;</p>



<p>มีบ้างเหมือนกันที่ครูเปิดโลกใหม่ๆ นอกตำราให้กับเรา เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬ ครูที่เคยมีประสบการณ์ร่วมก็จะเล่าให้เราฟัง แต่ก็น้อยมากๆ ครูส่วนใหญ่เขาก็มีกรอบของเขา บางครั้งครูเองก็ถูกครอบจากกรอบอีกแบบหนึ่ง ผมก็ไม่รู้หรอกว่าครูต้องไปทำงานวิจัยอะไรบ้าง แต่เข้าใจว่าครูมีภารกิจนอกที่ นอกเหนือจากการสอนเยอะ แต่ด้วยความเป็นเด็ก เราก็ต้องอยู่ในกรอบของครู ดังนั้นบทเรียนชีวิตในโรงเรียน ยอมรับว่ามีค่อนข้างน้อย</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-4.jpg" alt="" data-id="68065" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68065" class="wp-image-68065" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-4.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-4-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-4-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/8-3.jpg" alt="" data-id="68066" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68066" class="wp-image-68066" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/8-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/8-3-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/8-3-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li></ul></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e54256"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/9-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณครูในโรงเรียนรู้ไหมว่าเราชอบรถไฟ</strong></h2>



<p>ครูเขาคงจะรู้จากการอ่านบ้าง เพราะในช่วงมัธยมปลายผมเริ่มที่จะเขียนหนังสือบ้างแล้ว และมักจะเขียนเกี่ยวกับความชอบรถไฟและการนั่งรถไฟไปเที่ยวเสมอ</p>



<p>ครูเขาก็ไม่เคยมาถามผมนะว่านั่งรถไฟเป็นไงบ้าง แต่เขาก็ดูภูมิใจนะที่มีลูกศิษย์เขียนหนังสือ ตอนผมจบมัธยมปลาย ผมก็ได้รับการบันทึกว่าเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน สาขานักเขียน ซึ่งผมก็งงมากเลย เพราะผมเองก็ไม่ได้เรียนเก่งอะไร แต่โรงเรียนก็ยังดั้นด้นหาสาขานี้มาให้ (หัวเราะ)</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชอบรถไฟขนาดนี้ ไม่มีความคิดจะไปเรียนด้านวิศวกรรมรถไฟบ้างเหรอ</strong></h2>



<p>ใช่ เราชอบรถไฟ แต่ถ้าให้เราไปทำงานการรถไฟ ไปเจออะไรที่อาจแย่ๆ หรือแดนสนธยาของการรถไฟ เราก็ไม่เอา เราขอประทับใจกับมันแค่นี้ดีกว่า เราชอบรถไฟก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราชอบในตัวองค์กรการรถไฟ</p>



<p>แต่ก็มีเพื่อนคนหนึ่งที่คุณพ่อเขาทำงานการรถไฟ เพื่อนคนนี้ก็เข้าออกโรงงานมักกะสันของการรถไฟอยู่บ่อยๆ เขาก็ได้เห็นเครื่องยนต์กลไกต่างๆ นานา แล้วมาเล่าให้ผมฟัง ผมก็ตื่นเต้นมาก ได้วิชาความรู้จากเขาเยอะ เพราะถึงแม้คุณพ่อและคุณแม่ผม ชีวิตจะผูกพันกับรถไฟ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังการทำงานของรถไฟ เขาก็ไม่ได้รู้อะไรลึกนัก ก็เลยสนิทกับเพื่อนคนนี้มาก สุดท้ายเพื่อนผมคนนี้ก็ได้ไปทำงานการรถไฟเมื่อเรียนจบ</p>



<p>ส่วนผมเมื่อเรียนจบ ก็เลือกไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทีแรกอยากเรียนนิติศาสตร์ อยากเรียนกฎหมาย คุณลุงแท้ๆ ของผมเขาจบนิติ ผมก็เลยอยากเรียนบ้าง และตอนใกล้จบ ม.6 ได้ไปอ่าน <em>ปีศาจ </em>ของ <strong>เสนีย์ เสาวพงศ์ </strong>ที่ตัวเอก สาย สีมา จบนิติศาสตร์ ก็เลยยิ่งอยากเรียน แต่ไปๆ มาๆ เราคิดว่าเราไม่น่าไหว และเราอยากรู้เรื่องการเมืองการปกครอง ก็เลยเลือกเรียนรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง ผมเรียนจบภายในเวลา 2 ปีครึ่ง ก็ค่อนข้างจะสนุกกับมันนะ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64c677"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/10-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความชอบในรถไฟ มีผลอย่างไรเมื่อไปเรียนวิชาว่าด้วยการเมืองและการปกครองอย่างรัฐศาสตร์</strong></h2>



<p>ความชอบในรถไฟมาตั้งแต่เด็กก็ทำให้เรามองรัฐศาสตร์ในมุมที่ต่างจากเพื่อน กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าเพื่อน แต่ก็เป็นผลจากมิติทางประวัติศาสตร์ที่เรามีด้วย ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่แหวกขนบออกไป ถ้าเทียบกับเพื่อนที่เป็นติ่งรถไฟด้วยกัน ที่มักจะเป็นจารีตนิยม ผูกพันกับประวัติศาสตร์รถไฟโดยยึดโยงกับสถาบันในระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ ยกย่อง&nbsp;<strong>กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน&nbsp;</strong>มาก และไม่ค่อยวิพากษ์วิจารณ์รถไฟในยุคปัจจุบันเท่าไร</p>



<p>ยกตัวอย่างอีกนิด เช่น ติ่งรถไฟสายจารีต ก็จะไม่ค่อยพูดถึง&nbsp;<strong>หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์&nbsp;</strong>เท่าไรนัก ซึ่งเป็นคนที่กรมพระกำแพงเพชรไว้ใจมาก และสร้างคุณไว้อย่างสูงแก่รถไฟไทย เป็นคนที่วางรากฐานระบบให้แก่รถไฟไทยต่างๆ นานา เป็นคนออกแบบและสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว และเป็นไปได้ว่าเขามีส่วนในการวางรากฐานให้กรมรถไฟ จนกลายเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย ในสมัย&nbsp;<strong>จอมพล ป. พิบูลสงคราม</strong>&nbsp;เป็นนายกรัฐมนตรี&nbsp;</p>



<p>เขามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการพัฒนารถไฟไทย แต่เพราะเขาเป็นหนึ่งในคณะราษฎร เป็นลูกศิษย์ของ&nbsp;<strong>ปรีดี พนมยงค์</strong>&nbsp;เป็นหนึ่งในขบวนการเสรีไทย ติ่งรถไฟสายจารีตก็เลยไม่อยากจะพูดถึง&nbsp;</p>



<p>จริงๆ ประวัติศาสตร์จารีตผมก็ชอบนะ หลายๆ อย่างก็คิดว่าควรจะอนุรักษ์ไว้ด้วย อย่างเช่นสถานีหัวลำโพง ผมก็อยากให้มันยังอยู่ และยังอยู่ในฐานะที่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่ให้รถไฟวิ่งเข้าไปได้จริง ยังใช้งานอยู่ เท่าที่รู้ตอนนี้กลุ่มรถด่วน รถเร็ว ย้ายมาอยู่บางซื่อกันหมดแล้ว หัวลำโพงก็เหลือแค่รถไฟธรรมดา เป็นรถชานเมืองที่ชาวบ้านเขานั่งกัน ในอนาคตมันก็มีแนวโน้มที่เขาจะถอนออกมาไว้ที่สถานีบางซื่อหมด แล้วปล่อยให้หัวลำโพงเป็นสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง แต่ผมคิดว่ามันควรใช้โมเดลของสถานีธนบุรี คือกลุ่มรถไฟชานเมืองทุกวันนี้ก็ยังเข้าสถานีธนบุรี ส่วนรถไฟด่วน รถไฟเร็วก็ไปเข้าสถานีบางซื่อ อันนี้เป็นแนวคิดเดียวกับของ&nbsp;<strong>สุจิตต์ วงษ์เทศ&nbsp;</strong>คือ ‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ ไม่เห็นยากเลย แค่ปล่อยรถไฟเข้าไป แล้ววิถีชีวิตผู้คนก็ยังอยู่&nbsp;</p>



<p>ความเป็นติ่งรถไฟที่ไม่ได้เน้นเฉพาะประวัติศาสตร์สายจารีต ก็ทำให้การเรียนรัฐศาสตร์ของผมมีมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นพอสมควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b80d7a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเปรียบรถไฟเป็นห้องเรียนห้องหนึ่ง ห้องเรียนนี้สอนวิชาอะไรให้เราบ้าง</strong></h2>



<p>ได้หลายวิชาเลย แล้วแต่ว่าอยากได้มุมไหน เช่น วิชาสารคดี ซึ่งอาจเป็นสารคดีอิงประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์ในและนอกจารีตก็ได้ อีกมุมหนึ่งก็ทำให้เราเห็นอดีตของรถไฟที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านหรือราษฎรที่นอกเหนือไปจากประวัติศาสตร์ของเจ้าขุนมูลนายด้วย&nbsp;</p>



<p>วิชาต่อมาก็คือ สถาปัตยกรรม เราอาจได้เรียนรู้ผ่านสถานีหัวลำโพง สถานีสวนจิตรลดา สถานีเชียงใหม่ สถานีธนบุรี สถานที่เหล่านี้เป็นสถานีสำคัญที่น่าศึกษา มีการออกแบบอย่างไร คนออกแบบคนเดียวกันหรือไหม หรือจะศึกษาเครื่องยนต์กลไกจากตัวรถไฟก็ได้&nbsp;</p>



<p>วิชาความรู้ที่ได้จากรถไฟก็แบ่งได้หลายวิชา แต่ผมไม่อยากให้คนรักรถไฟชูสิ่งเหล่านี้มาเป็นอันดับแรก ผมอยากให้คนมาขึ้นรถไฟ มาโดยสารรถไฟ มาสนุกกับรถไฟให้ได้ก่อน ยังไม่ต้องไปยัดเยียดประวัติศาสตร์อะไรให้กับเขาหรอก ไม่ต้องไปคอยบอกว่า สถานีหัวลำโพงมันไม่ได้ชื่อหัวลำโพงนะ มันชื่อสถานีกรุงเทพ หรือไม่ต้องไปแก้หรอกว่า โบกี้ไม่ใช่ตู้รถไฟนะ ให้คนเข้าได้รู้จักและโอเคกับรถไฟก่อน และเดี๋ยวเขาก็จะมาศึกษาอะไรพวกนี้เองแหละ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เสน่ห์ของการนั่งรถไฟคืออะไร</strong></h2>



<p>คนที่ชอบรถไฟ กับคนที่ใช้บริการรถไฟ ต่างกันตรงที่ คนที่ใช้บริการรถไฟทั่วไปเขาจะมองว่าปลายทางคือเป้าหมาย ในขณะที่คนรักรถไฟแบบผม เขาจะมองว่าระหว่างทางคือเป้าหมาย ไม่ใช่ปลายทาง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นเสน่ห์ของรถไฟคืออยู่ตรงระหว่างทาง ที่เราได้เห็นชีวิต ได้เห็นผู้คน ได้เห็นความแตกต่างระหว่างรถไฟแต่ละชั้น ซึ่งมันจะไม่เหมือนกันเลย มีอยู่ทริปหนึ่ง ผมคิดยังไงก็ไม่รู้ ตอนเช้าผมนั่งรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ และในวันเดียวกันตอนบ่ายผมก็ไปนั่งรถไฟสายแม่กลอง มันต่างกันนะ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ กับ ตลาดร่มหุบ เจ้าของเดียวกัน แต่บรรยากาศต่างกันโดยสิ้นเชิง</p>



<p>สำหรับผมซึ่งเป็นคนบุคลิกค่อนข้างเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงอะไรเท่าไรนัก การเดินทางด้วยรถไฟ ผมก็สนุกที่ได้เจอเพื่อนร่วมทาง สนุกที่ได้พบปะผู้คน สนุกตรงที่ได้เห็นหัวรถจักร ได้ชะโงกดูอะไรต่อมิอะไร ผ่านพื้นที่ที่เราไม่ได้เห็นทุกวัน แล้วก็สนุกตรงที่รถไฟมันเป็นรถไฟ</p>



<p>การนั่งรถไฟต่างจากการนั่งรถยนต์ ซึ่งทัศนวิสัยก็จะแตกต่างกัน ในขณะที่รถยนต์จะขนานไปกับตึกรามบ้านช่อง แต่รถไฟมันจะไปทางท้องทุ่งท้องนา มีคำกล่าวด้วยซ้ำว่า ถ้าใครอยากรู้จักประเทศไทย ให้ไปนั่งรถไฟ ได้รู้จักทั้งตัวแทนภาพลักษณ์ของประเทศไทยซึ่งก็คือตัวรถไฟเอง ได้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพอย่างไรผ่านทิวทัศน์สองข้างทาง เพราะฉะนั้นประเทศไทยเป็นยังไงก็ดูที่รถไฟไทย ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นยังไง ก็ดูได้จากรถไฟของเขาเช่นกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้จากรถไฟจะช่วยเติมทักษะให้เราใช้ชีวิตรอดในยุคสมัยนี้ได้อย่างไร&nbsp;</strong></h2>



<p>รถไฟเป็นพาหนะที่เสริมสร้างทักษะและส่งเสริมการเรียนรู้มากกว่าพาหนะอื่นๆ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องไปนั่งรถไฟท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยากจะให้ลองนั่งรถไฟดูหลายๆ ประเภท แล้วคุณจะมีมุมมองที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยรู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือ หรือจากยูทูบ&nbsp;</p>



<p>การมองเห็น สังเกต และสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง จะทำให้เราเข้าใจมันได้มากกว่า สุดท้ายการนั่งรถไฟก็คือการเรียนรู้ที่พาเราไปรู้จักอะไรที่เรายังไม่เคยรู้ ไม่เคยลองเกี่ยวกับรถไฟ ทั้งเรื่องวิชาความรู้ ประวัติศาสตร์ และอะไรต่างๆ อีกมากมาย</p>



<p></p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>-สถานีต้นทาง-</strong></h4>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="1--%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87-"><strong>เส้นทางการเรียนรู้ที่เลือกเอง</strong></h3>



<p></p>



<p>หลังการนั่งล่องไปในขบวนรถไฟแห่งการเรียนรู้เสร็จสิ้น เราร่ำลาเขา และนั่งรถออกจากบ้านกลางสวนอันสงบร่มรื่น ระหว่างทางเรานั่งคิดถึงเรื่องราวการเรียนรู้ของเขา พลางนึกอิจฉาว่าเขาโชคดีไม่น้อย แน่ล่ะ เขาไม่ได้ร่ำรวยหรือมีอำนาจล้นฟ้า แต่อิจฉาว่าเขาช่างโชคดีจริงๆ ที่มีโอกาสได้เลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันการเรียนรู้ที่ไร้ทางเลือกทำให้เด็กที่มีฐานะยากจนต้องเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ คงจะดีหากทุกคนเห็นว่าการศึกษานั้น คือทางเลือกอันไม่มีข้อจำกัดที่ทุกคนสามารถเลือกและสับรางได้ด้วยตัวเอง มิใช่เป็นเพียงเส้นทางตรงทอดยาวที่ไม่อาจเปลี่ยนจุดหมายหรือเลือกสถานีเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2983b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โชคดีอย่างที่สอง คือห้องเรียนรถไฟที่เขาเลือกเรียน ได้พาตัวเขาไปพบเจอกับศาสตร์และองค์ความรู้มากมาย เปิดโลกและมุมมองความคิดของเขาให้กว้างขวาง และห้องเรียนห้องนี้ยังทำให้เขาเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของคนในสังคมที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ จนกลายเป็นข้อจำกัดของห้องเรียนโดยทั่วไป&nbsp;</p>



<p>เส้นทางการเรียนรู้ของโมน ชวนให้นึกถึง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) ระบบที่อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนนอกระบบได้อย่างยืดหยุ่นและตามอัธยาศัย แต่ปลายทางของประสบการณ์การเรียนรู้เหล่านั้น จะไม่ใช่สิ่งที่ดูจับต้องไม่ได้ในอากาศแต่อย่างใด แต่สามารถโอนประสบการณ์และบทเรียนที่มีคุณค่าเหล่านี้มาเป็นหน่วยกิตสะสม ที่สุดท้ายแล้วสามารถได้รับประกาศนียบัตรรับรองเมื่อสำเร็จการศึกษาได้</p>



<p>ปัจจุบัน โมน สวัสดิ์ศรี ยังไม่จบการศึกษา แต่ยังหาเวลาลงหน่วยกิตเพิ่มเติม เพื่อไปเรียนรู้นอกห้องเรียนอยู่เสมอ เช่นเดียวกับนักเขียนที่ต้องออกเดินทาง นักเรียนก็ต้องเข้าเรียน และหากนักเขียนต้องออกเดินทางตลอดชีวิต เหล่านักเรียนก็ต้องออกเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ต่างกัน</p>



<p>และเช่นเดียวกับนักเขียนและนักเดินทาง นั่นคือ ปลายทางย่อมไม่ใช่สิ่งสำคัญ เท่ากับระหว่างทางที่พาเราไปพบเจอสิ่งต่างๆ และเรียนรู้กับมันได้อย่างไม่สิ้นสุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c330eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-co-learning-space-train-station/">โมน สวัสดิ์ศรี: เปิดตาเปิดใจ เรียนรู้โลกกว้าง ผ่านห้องเรียนที่ชื่อ ‘รถไฟ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​​How to เรียน ‘ประวัติศาสตร์’ ในศตวรรษที่ 21</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp-291122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Nov 2022 09:47:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ศตวรรษที่ 21]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านโกรกลึก]]></category>
		<category><![CDATA[ผอ.การุณ ชาญวิชานนท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62259</guid>

					<description><![CDATA[<p>พบกับทางเลือกหนึ่งของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ด้วยวิธี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-291122/">​​How to เรียน ‘ประวัติศาสตร์’ ในศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พบกับทางเลือกหนึ่งของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ด้วยวิธีบูรณาการสาระวิชาเพื่อออกแบบ ‘หน่วยการเรียนรู้’ โดยเชื่อมโยงไปที่ความสนใจของผู้เรียน ผ่านการสร้างแรงบันดาลใจจากครู ที่นำไปสู่การสร้างนิสัยของนักค้นคว้า พร้อมเติบโตขึ้นเป็นประชากรโลกในศตวรรษที่ 21 กับบุคลิกของผู้ใฝ่รู้ ช่างสงสัย ตั้งคำถาม แล้วลงลึกในการค้นหาข้อเท็จจริงในเรื่องราวที่ตนสนใจ สามารถสังเคราะห์ข้อมูลความรู้ทั้งแท้เทียมที่กระจัดกระจาย เพื่อแยกแยะ ‘จริง’ ออกจาก ‘เท็จ’ ได้</p>



<p>ที่โรงเรียนบ้านโกรกลึก ต.ตะเคียน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนเพียงร้อยกว่าคน แต่กลับมีวิธีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ในการพานักเรียนชั้นประถมลงพื้นที่สืบค้นเรื่องราวความเป็นมาของชุมชน เพื่อต่อยอดสู่ความสนใจใคร่รู้ในสาระวิชาประวัติศาสตร์ ที่จะขยายต่อไปยังความสนใจที่กว้างใหญ่ขึ้น จากความใคร่รู้ภายในตัวของเด็ก ๆ เอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc814e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผอ.การุณ ชาญวิชานนท์</strong> เล่าว่า โรงเรียนบ้านโกรกลึกเป็นหนึ่งในโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่ใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนของมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา ในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง(TSQP) โดย กสศ. จัดการเรียนการสอนด้วย 3 แนวทางหลัก คือ จิตศึกษา, PBL (Problem-based Learning) และ PLC (Professional Learning Community)</p>



<p>ในโครงสร้างการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนเน้นที่ 3 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ดังนั้นในวิชาอื่น ๆ จะใช้วิธีสร้างหน่วยการเรียนรู้ที่บูรณาการกลุ่มสาระวิชา อาทิ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา การงานอาชีพ หรือศิลปะเข้าด้วยกัน ไม่แยกออกเป็นวิชาเดี่ยว โดยวิชาประวัติศาสตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสาระวิชาสังคมศึกษา ก็นับรวมอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-81a328"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ผอ.การุณ-ชาญวิชานนท์-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผอ.การุณ ชาญวิชานนท์ เล่าว่า โรงเรียนบ้านโกรกลึก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การที่เราไม่แยกส่วนวิชา เพราะต้องการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงไปที่ตัวผู้เรียนให้ได้มากที่สุด สร้างบทเรียนจากความสนใจของเขา โดยครูต้องค้นหาเรื่องราวที่เด็กอยากเรียนรู้ให้พบ แล้วนำทางสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการค้นคว้าหาข้อเท็จจริง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สืบค้นประวัติศาสตร์ชุมชน ปลูกฝังความ ‘รักที่จะเรียนรู้’&nbsp;</strong></h2>



<p>ผอ.การุณ เล่าว่า เด็ก ๆ จะเริ่มเรียนสาระวิชาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ชั้น ป.1 ในชื่อหน่วยการเรียนรู้ ‘บ้านหรรษา’ หรือ ‘ป่าเดินใหญ่’ โดยครูจะพาน้อง ๆ ชมสถานที่ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เดินชมป่า นำเรื่องราวของชุมชนในวันเก่าก่อนที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟัง มาสร้างภาพจินตนาการให้เด็กเห็น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เด็กจะได้ข้อมูลว่าป่าของชุมชนเมื่อก่อนเคยกว้างกว่าที่เห็น มีต้นไม้ใหญ่มากมาย มีสัตว์ป่านานาชนิด ขณะที่ภาพตรงหน้าที่เด็ก ๆ เห็นคือป่าที่เหลือพื้นที่ไม่มาก ข้อขัดแย้งนี้เองที่จะกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ อยากได้คำตอบว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c71594"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เราต้องการให้หน่วยการเรียนรู้ตั้งขึ้นจากฐานปัญหาที่ใกล้ชิดเด็กที่สุด แล้วเขาจะเกิดความอยากรู้ด้วยตัวเอง แต่กระบวนการนี้ ครูต้องเป็นคนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ตั้งคำถาม เสนอข้อมูล แล้วทิ้งปลายเปิดให้เด็กค้นคว้า แล้วชวนคุยว่าถ้าเกิดความอยากรู้แล้วต้องทำอย่างไร ต่อจากนั้นเด็กจะช่วยกันวางแผน ทั้งสัมภาษณ์ผู้ปกครอง หาข้อมูลจากปู่ย่าตายาย คนเก่าแก่ในชุมชน พอแต่ละคนได้ข้อมูลกลับมา เขาก็จะเอามาพูดคุยหาข้อสรุปด้วยกัน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </p>



<p>“จุดประสงค์ของเราคืออยากให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว มองเห็นได้ คือถ้าเราตั้งโจทย์ให้เด็กเล็ก ๆ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ไกลตัวออกไป เขาจะไม่สนใจ ไม่เกิดการจุดประกายให้รักที่จะเรียนรู้ ซึ่งวิธีนี้พอเด็กเริ่มสนใจค้นคว้าข้อมูลเองแล้ว เขาจะค่อย ๆ รู้จักตนเอง รู้จักภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่ เข้าใจความเปลี่ยนแปลง รู้สาเหตุที่ป่าไม้เหลือพื้นที่น้อยลง แล้วเขาจะประมวลผลและพบคำตอบด้วยตัวเองได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3fa398"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สู่ประวัติศาสตร์ที่ไกลตัวออกไป</strong></h2>



<p>ผอ.การุณ กล่าวว่า ความสนใจของเด็ก จะขยายขอบเขตเพิ่มขึ้นตามการเติบโต ซึ่งการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่โรงเรียนบ้านโกรกลึก จะให้โจทย์ที่กว้างและลึกขึ้นไปตามระดับชั้นที่สูงขึ้น&nbsp;</p>



<p>“เมื่อเข้าใจตนเองดีพอ เด็กจะขยายวงค้นคว้าออกไป ว่าหมู่บ้านของเขาตั้งอยู่ ณ ตำบล อำเภอ จังหวัด หรือภาคใดของประเทศ แล้วจากภาพของประเทศไทย ก็จะขยายไปสู่ระดับภูมิภาค ระดับทวีป จนเขาเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของตนในภาพใหญ่ของโลกใบนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-54ca27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทั้งนี้ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ต่าง ๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ ‘ความสนใจ’ เป็นที่ตั้ง เช่นเด็กบางคนอยากเรียนเรื่องท้าวสุรนารี เขาก็จะไปค้นข้อมูลแล้วมานำเสนอ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนในห้องที่อาจสนใจเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่น เมือง หรือบุคคล แล้วพอแต่ละคนได้อภิปรายกัน มันจะเกิดการต่อยอดความสนใจที่นำไปสู่การค้นคว้าไม่สิ้นสุด</p>



<p><strong>“กระบวนการนี้เองที่การแยกประวัติศาสตร์ออกมาเป็นวิชาเดี่ยวจะไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน โดยเฉพาะเด็ก ๆ เพราะเราอย่าลืมว่าประวัติศาสตร์นั้นมีแง่มุมที่ซับซ้อน และไม่ได้มีข้อเท็จจริงเพียงประการเดียว ดังนั้นเราไม่สามารถกำหนดหัวข้อให้เขาเรียน เอาไปผลิตเป็นวิชาใดวิชาหนึ่งออกมา แล้วจะคาดหวังให้เด็กสนใจเหมือนกันทุกคนได้”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0af50b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผอ. ร.ร.บ้านโกรกลึก กล่าวว่า จุดแข็งของ Problem-based learning คือจะนำผู้เรียนไปพบประเด็นที่แตกหน่อต่อยอดไปได้ไม่รู้จบ เป็นห่วงโซ่ของการค้นคว้าเรียนรู้ในเรื่องราวใหม่ ๆ และทันสมัยอยู่เสมอ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; “ถ้าเราระบุเนื้อหาที่ตายตัวให้เด็กทุกคนไปสู่ตัวชี้วัดเดียวกันหมด เมื่อเด็กไปเจอเรื่องที่สนใจอยากรู้เพิ่มเติม ครูจะไม่กล้าสอนเพราะอยู่นอกเหนือหนังสือเรียน นอกเหนือสาระวิชาที่กำหนด ขณะที่ครูใน PBL จะมีทักษะในการช้อนความสนใจของเด็กเป็นรายคน แล้วเชื่อมต่อวงจรการเรียนรู้ใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีการนี้เอื้อต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ในทุกระดับมากกว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์นั้นเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีการพบหลักฐานและความรู้ใหม่”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประเมินการเรียนรู้ผ่านชิ้นงานและทักษะ ทำให้เห็นพัฒนาการเด็กได้ทุกสัปดาห์</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b7038d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในเรื่องการวัด-ประเมินผล ที่โรงเรียนบ้านโกรกลึกใช้หลักสูตรแกนกลาง (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551) ซึ่งมีตัวชี้วัดในกลุ่มสาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ดังนั้นทุกโจทย์ของครู ทุกชิ้นงานของเด็ก ย่อมจะถูกนำไปเทียบตามมาตรฐานตัวชี้วัด ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าได้ผลในระดับที่ดี</p>



<p>การประเมินเด็กชั้นประถมศึกษาจากการสอบจะทำปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ PBL เราวัดผลได้ทุกครั้งที่มีชิ้นงาน มีการสะท้อนกลับเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู สำคัญคือเราเห็นพัฒนาการ เห็นทักษะที่เกิดขึ้น เหล่านี้คือสิ่งที่จะอยู่ติดตัวของเด็ก ๆ ต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e6086"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/11-__เรียนประวัติศาสตร์-ศตวรรษที่-21-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับผู้ที่ไม่เคยสังเกตเด็ก ๆ ในห้องเรียน ผมอยากให้ลองหลับตาแล้วนึกถึงเด็กสองกลุ่มว่า เด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องนั่งท่องจำตำราประวัติศาสตร์ ต้องอ่าน ต้องตอบคำถามทุกวัน เพื่อไปวัดผลด้วยข้อสอบ กับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ออกไปเดินดูในสถานที่จริง ได้จับต้องลูบคลำประวัติศาสตร์ชุมชนของเขา ได้เข้าใจรากเหง้าที่มาของตัวเขาจริง ๆ แล้วได้นำข้อมูลมาสะท้อนคิด ตั้งคำถามต่อ ทำชิ้นงานนำเสนอ หรือแม้แต่เกิดข้อถกเถียงซึ่งต้องแยกย้ายไปหาข้อมูลกลับมาพิสูจน์กัน เด็กสองกลุ่มนี้ ใครจะสนุก หรือมีแรงกระตุ้นที่จะค้นคว้าหาความรู้ในสาระวิชาประวัติศาสตร์มากกว่ากัน” ผอ.การุณ สรุปทิ้งท้ายด้วยคำถามปลายเปิด&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-291122/">​​How to เรียน ‘ประวัติศาสตร์’ ในศตวรรษที่ 21</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
