<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปฐมวัย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Aug 2021 06:26:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ปฐมวัย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>แล้ว “เรา” จะทำอย่างไรดี? เมื่อวันนี้เด็กไทย “ความรู้ถดถอย” ชวนคุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-veerachat-kilanetong-knowledge-decline/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2021 06:26:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้ถดถอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44135</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อโรงเรียนปิด เด็กนักเรียนไปโรงเรียนไม่ได้ มีอะไรที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-veerachat-kilanetong-knowledge-decline/">แล้ว “เรา” จะทำอย่างไรดี? เมื่อวันนี้เด็กไทย “ความรู้ถดถอย” ชวนคุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อโรงเรียนปิด เด็กนักเรียนไปโรงเรียนไม่ได้ มีอะไรที่หายไปหรือไม่ แล้วการเรียนออนไลน์ช่วยสร้างการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยได้ไหม ผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้เด็กไทยความรู้ถดถอยอย่างไร?</p>



<p>กสศ.มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งจะมาเฉลยคำตอบของคำถามเหล่านี้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ความรู้ถดถอย : ถดถอยคือทักษะที่หายไป (จากที่ควรจะเป็น)</h2>



<p>จากข้อมูลที่เราดูเฉพาะในเด็กอนุบาล 3 ซึ่งถือว่าเป็นเด็กปฐมวัย โดยเราเก็บข้อมูลจากการสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (School Readiness) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. เราค้นพบว่าโดยรวมทักษะของเด็กหายไปจากที่ควรเป็นเยอะมาก เช่น หยุดเรียนไป 2 เดือน ทักษะด้านต่างๆ ก็หายไปแทบเกือบจะ 2 เดือนเช่นกัน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09599e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/16-สัมภาษณ์-อ.วีรชาติ-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>คำว่า ถดถอย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กโง่ลง เราไม่รู้ว่าเด็กโง่ลงหรือไม่ เพราะแม้เด็กอยู่เฉยๆ ก็อาจมีพัฒนาการตามวัยอยู่แล้ว แต่คำว่า ถดถอย มาจากการที่เราพยายามสร้างแบบจำลองว่า ถ้าไม่มีการปิดเรียนเพราะโควิด เด็กจะไปได้ไกลขนาดไหน จากนั้นนำมาเทียบกับเมื่อมีการปิดเรียน แล้วดูว่าผลห่างกันแค่ไหน ซึ่งช่องว่างตรงนี้มันห่างกัน เช่น หยุดเรียนไป 30 วัน ช่องว่างก็ห่างประมาณ 30 วัน ทั้งทักษะทางด้านวิชาการ ภาษา คณิตศาสตร์ หรือทักษะที่เป็น EF (Executive Functions)</strong></p>



<p>สิ่งที่เราวัดเป็น Working Memory คือความจำใช้งาน ดูว่าเด็กรู้จักจดจำแล้วนำมาทวนใช้แค่ไหน โดยเราให้เด็กดูตัวเลข 10 วินาที ปิดไว้ 10 วินาที แล้วก็จะให้เด็กทวน อันนี้ก็หายไปพอๆ กันคือ หายไปเกือบทั้งหมด&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">สิ่งที่ยังไม่หายไปสำหรับเด็ก</h2>



<p>ข่าวดีนิดหน่อยคือ เรายังไม่พบทักษะทางพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เราถามและให้ผู้ปกครองบอกว่าเด็กมีพฤติกรรมหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า&#8230;สิบกว่าข้อ แล้วนำมาวิเคราะห์ โดยรวมแล้วการปิดเรียนเพราะโควิดดูเหมือนจะยังไม่ได้สร้างปัญหาให้กับส่วนนั้น ตรงกันข้าม บางส่วนอาจจะดีขึ้น เช่น เด็กไม่บ่นว่าไม่มีใครรัก อาจเป็นเพราะได้อยู่กับพ่อกับแม่มากขึ้นก็ได้&nbsp;</p>



<p>แต่ต้องเข้าใจว่า ทักษะเชิงพฤติกรรมนั้นเราไม่ได้วัดจริงๆ เราเพียงแค่ถาม ส่วนทักษะส่วนแรกเราไปวัดจริง โดยเราให้เด็กทำแบบทดสอบ ประเมินเด็กโดยตรง ดังนั้นจึงมีความแม่นยำมากกว่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2fded4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/16-สัมภาษณ์-อ.วีรชาติ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เด็กเล็กไม่เหมาะที่จะเรียนออนไลน์</h2>



<p>อย่างน้อยในระดับอนุบาล การเรียนออนไลน์ของเด็กระดับอนุบาลแทบจะไม่ได้ผลเลย คือได้ผลน้อยมาก อย่างมากแค่ 10 &#8211; 20% ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเด็กเล็กๆ เขายังไม่พร้อมกับการเรียนบนหน้าจอ เพราะฉะนั้นบทเรียนที่หนึ่งก็ให้ผู้ปกครองทำใจไปก่อน อย่าเครียดกับการที่เด็กไม่นั่งเรียนที่หน้าจอ อย่าให้เสียสองอย่างพร้อมกัน คือ หนึ่ง เด็กยังไงก็ไม่ได้ สอง พ่อแม่ก็อารมณ์เสีย ดุด่าว่ากล่าว อยากให้ทำใจไปก่อน</p>



<p>ผมวิเคราะห์ข้อมูลโดยนำจำนวนคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตในบ้านมาดูร่วมด้วย ปรากฏว่าเด็กที่มีจำนวนคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตมาก ก็ไม่ได้ถูกกระทบโดยโควิดน้อยกว่า ทักษะไม่ได้หายไปน้อยกว่า เพราะออนไลน์ช่วยเด็กอนุบาลไม่ได้ อุปกรณ์อาจไม่ใช่ปัญหาแรกสำหรับเด็กอนุบาล เพราะว่ามีไปก็ช่วยได้ไม่มาก แต่ว่าระดับโตอาจจะใช่ แต่ผมยังไม่มีหลักฐานพอจะสามารถบอกได้&nbsp;</p>



<p>ในต่างประเทศเองก็ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนเพียงพอ เขาพบในระดับหนึ่งว่า ในเด็กประถมก็มีผลเสียอยู่บ้าง ส่วนผลที่เกิดจากการปิดเรียนในระดับมัธยมก็น้อยกว่าผลในระดับประถม แต่เรายังไม่รู้ว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร ถ้าได้ข้อมูลผลการสอบโอเน็ตก็อาจจะบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กระดับประถมและมัธยมของไทย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ทักษะของใครถดถอยมากกว่ากัน?&nbsp;</h2>



<p>อีกสิ่งที่เป็นเรื่องประหลาดใจคือ ทุกคนจะกังวลว่า ในการปิดเรียนช่วงโควิด คนที่จะเสียหายในแง่ที่มีทักษะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ควรเป็นคนจน แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด ในจำนวนเด็กหมื่นคน ผมแบ่งครัวเรือนเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มจนมากประมาณ 25% กลุ่มระดับกลางประมาณ 50% และกลุ่มรวยประมาณ 25% ปรากฏว่ากลุ่มที่โดนผล กระทบเยอะที่สุดคือกลุ่มรวย&nbsp;</p>



<p>แต่ผมย้ำว่า คำว่า “ถดถอย” ของผมคือ หายไปจากที่ควรเป็นก่อนหน้า เพราะอะไร คำอธิบายของผมก็คือว่า เพราะเด็กกลุ่มนี้มีสเต๊กที่ใหญ่กว่า เปรียบเหมือนคนที่กินสเต๊กเนื้อวากิว กิโลละ 3,000 บาท กับชาวบ้านที่กินซกเล็กจากเนื้อราคากิโลละ 300 บาท ทั้งคู่ถูกห้ามกิน แล้วใครจะรู้สึกแย่กว่ากัน คำตอบคือ คนที่เคยกินของดีๆ จะรู้สึกแย่กว่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-362ef3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/16-สัมภาษณ์-อ.วีรชาติ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>กินของดีๆ สำหรับผม หมายถึง คนรวยจะส่งลูกไปเรียนพิเศษ แล้วเด็กก็เรียนพิเศษไม่ได้เพราะโควิด ซึ่งปกติไม่เคยมีปัญหา แต่คนจนก็เหมือนเดิม คือไม่ได้เรียนเหมือนเดิม คนจนไม่ใช่ไม่โดนกระทบ แต่โดนน้อยกว่าเยอะ ถ้าถามถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ ถ้าพูดแบบแย่ๆ คือ ความเหลื่อมล้ำเราลดลง แต่ไม่ใช่การลดความเหลื่อมล้ำที่ดีเลย เพราะมันลดด้วยการที่ทุกคนแย่หมด หัวทิ่มหมด เพียงแต่คนหนึ่งหัวทิ่มมากกว่าอีกคนหนึ่ง คือมันเป็นการลดลงในภาพรวมที่จริงๆ น่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศ อาจจะยิ่งกว่าความเหลื่อมล้ำด้วยซ้ำ เพราะคนที่เคยได้ เขาก็ไม่ได้&nbsp;</p>



<p>แล้วอีกกลุ่มที่ไม่ได้ด้วยคือ กลุ่มเด็กผู้หญิง เด็กผู้หญิงถดถอยหรือหายไปมากกว่า ด้วยคำอธิบายเดียวกันคือ เด็กผู้หญิงได้ประโยชน์จากการไปเรียนในโรงเรียนมากกว่าเด็กผู้ชาย เพราะผู้หญิงอาจจะตั้งใจเรียนมากกว่า ใครก็ตามที่เคยได้แล้วถูกเอาของนั้นออกไป มันก็หายเยอะกว่า ผมเชื่อว่าคำอธิบายของผมสมเหตุสมผล&nbsp;</p>



<p>แล้วเด็กที่เคยเรียนพิเศษ ทักษะก็จะหายไปมากกว่า โดยด้านที่หายไปอย่างมีนัยสำคัญคือ ทักษะด้านวิชาการ เช่นเดียวกับเด็กที่มีฐานะดี ส่วนเด็กผู้หญิง EF ก็หายมากกว่าผู้ชาย โดยรวมกลุ่มที่โดนผลกระทบไม่น้อยก็คือ กลุ่มที่เคยสามารถทำอะไรพิเศษได้เยอะ เช่น เรียนโรงเรียนที่ดี มีคุณภาพสูง แต่พอตอนนี้เรียนออนไลน์ก็ไม่ได้เต็มที่ กลุ่มนี้จะโดนกระทบจริงๆ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้าถึงสิ่งที่เคยเข้าถึงได้ ทักษะเขาก็จะหายไปเยอะกว่า&nbsp;</p>



<p>พอโควิดมา มันกระทบทุกคน เพียงแต่กระทบไม่เท่ากัน คนรวยยังได้เปรียบอยู่ แต่ผลกระทบจาก โควิดกลับไปลดส่วนนั้นของกลุ่มคนรวยมากกว่ากลุ่มอื่น</p>



<p>&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading">ผลที่อาจจะเกิดขึ้น</h2>



<p>เท่าที่เราทราบ ทักษะตอนเด็กก็จะต่อเนื่องไปถึงตอนโต คนที่มีทักษะดีกว่ามักสั่งสมทักษะได้ดีกว่าในอนาคต บางครั้งอาจจะเป็นเพราะว่ามีฐานมากกว่าก็ต่อยอดได้มากกว่า อันที่น่ากังวลกว่านั้นคือ พอเด็กเรียนรู้เรื่อง เด็กก็มีแนวโน้มจะเรียนมากขึ้น ตั้งใจขึ้น พอเด็กเรียนไม่รู้เรื่อง เด็กก็มีแนวโน้มจะเลิกเรียน อันนี้ก็น่าเป็นห่วง&nbsp;</p>



<p>ผมว่าถ้าโลกกลับมาเหมือนเดิม คนที่จะชดเชยด้วยตัวเองได้ดีกว่าก็คือคนที่มีฐานะ เขาจะเรียนพิเศษ โรงเรียนสอนพิเศษคงกลับมาคึกคัก ส่วนคนจนอาจจะต้องอาศัยการสอนชดเชยในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เด็กที่อาจน่ากังกลกว่าคือ เด็กที่กำลังจะจบออกไปจากระบบการศึกษาในปีนี้ เด็กที่จบ ม.6 จบอาชีวะ จบมหาวิทยาลัยในปีนี้ ซึ่งน่าติดตามดูว่า เด็กกลุ่มที่จบรุ่นนี้ในอนาคตจะกลับมาเป็นปกติเทียบกับคนอื่นได้ไหม คนที่จบไปแล้วยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เป็นไปได้ยากที่จะได้เท่ากับที่เป็นปกติ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-522df5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/16-สัมภาษณ์-อ.วีรชาติ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ทางออกระยะยาว เปิดเรียนได้ก็ควรเปิดเรียน สอนชดเชยเด็ก</h2>



<p>คำตอบของผมเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวซึ่งอาจเป็นคำตอบที่แปลกและไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่เป็นคำตอบที่ดีสุดเท่าที่คิดได้คือ เมื่อเปิดเรียนได้ก็ให้เปิดเรียน ที่สำคัญสุดคือ เมื่อเปิดได้แล้ว สมมติฉีดวัคซีนเสร็จภายในสิ้นปี พอเดือนมีนาคม เมษายน ไม่ต้องปิดเทอม เพื่อสอนชดเชยเด็กดีไหม เพราะเรารู้ว่าการเรียนในชั้นมีประสิทธิภาพกว่ากันเยอะ เรียนออนไลน์ไม่ได้ช่วย ฝั่งคุณครูควรทำใจ เก็บพลังงานไว้เพื่อสอนชดเชยตอนนั้นดีไหม รัฐบาลก็หาวิธีการวางแผนว่า ค่าอาหารกลางวัน ค่านั่นค่านี่ในช่วงชดเชยจะทำอย่างไรทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน ผมคิดว่าวิธีฟื้นฟูทักษะที่ดีที่สุดคือ ให้เขาได้มีจำนวนวันเรียนเพิ่มขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ปรับความคาดหวัง ออกแบบการเรียนรู้</h2>



<p>ผมคิดว่าการสอนออนไลน์ยังควรต้องทำ ยังไงก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ไว้ ไม่เช่นนั้นระหว่างเด็กกับครูจะกลายเป็นคนแปลกหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่อยากแนะนำและอยากจะให้เห็นคือ ในมุมหนึ่งก็คือโอกาสของคุณครู ถ้าเกิดเข้ารูปเข้ารอยแล้ว อยากให้ครูใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาตัวเอง เตรียมตัวเอง หาความรู้ใหม่ พัฒนาทักษะตัวเองให้พร้อม เมื่อเด็กกลับมาจะได้พัฒนาเด็กได้เต็มที่&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-853fb9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/16-สัมภาษณ์-อ.วีรชาติ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>โรงเรียนต้องเข้าใจว่านี่คือบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของโรงเรียน ไม่ใช่แค่การสอนหนังสือ แต่คือการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ต้องยอมรับสิ่งนี้ ครูต้องยอมรับว่านี่คือหน้าที่ที่ต้องช่วยกัน ต้องเข้าใจว่าการที่เด็กมาโรงเรียนมีประโยชน์สำหรับหลายส่วน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อีกอย่างคือ ถ้าคิดว่าเราชดเชยได้ไม่พอ หมายความว่าช่วงรอยต่อระหว่างชั้นจะสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่แค่ ป.1 กับอนุบาล แต่หมายถึงทุกระดับ เช่น ครู ป.2 ต้องเข้าใจเด็กที่มาจาก ป.1 เพราะฉะนั้นครูแต่ละระดับจะต้องเข้าไปเรียนรู้และปรับความคาดหวัง ปรับกระบวนการสอน ปรับอะไรเพื่อเตรียมไว้สำหรับปีการศึกษาหน้า เพราะว่าเด็กจะไม่เหมือนเด็กปกติ อย่างน้อยทักษะของเขาจะหายไปประมาณ 80% ของจำนวนวันที่ไม่ได้มาโรงเรียน และถ้าต้องหยุดเรียนประมาณหนึ่งในสี่ของเวลาเรียน ก็น่าจะหมายความว่าทักษะของเขาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 20%</p>



<p>สิ่งที่ครูสามารถทำได้คือ เตรียมตัว ปรับความคาดหวัง ออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้อง อาจจะต้องมีการปูพื้นทบทวน จากที่ครูเคยเริ่มจาก 10 อาจมาเริ่มที่ 6 เพราะต้องเข้าใจว่าทักษะเขาหายไป 20% ทำอย่างนี้ไปสัก 2-3 ปี บวกกับสอนชดเชย เด็กอาจกลับมาได้ในระยะยาว&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-veerachat-kilanetong-knowledge-decline/">แล้ว “เรา” จะทำอย่างไรดี? เมื่อวันนี้เด็กไทย “ความรู้ถดถอย” ชวนคุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ออกแบบการเรียนรู้ที่มีความหมายกับเด็ก ชวนคุยกับ ดร.รังรอง สมมิตร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-rungrong-sommitr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2021 12:28:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รังรอง สมมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมวัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44020</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กำลังลุกลามหนักใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-rungrong-sommitr/">ออกแบบการเรียนรู้ที่มีความหมายกับเด็ก ชวนคุยกับ ดร.รังรอง สมมิตร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กำลังลุกลามหนักในเมืองไทยช่วงนี้ สร้างความปั่นป่วนให้กับทุกวงการ โดยเฉพาะการที่โรงเรียนไม่สามารถเปิดเทอมได้ตามปกติ ทำให้บทบาททั้งของครูและพ่อแม่ที่ต้องดูแลเรื่องเรียนออนไลน์ไปกับลูกด้วยนั้น กลายเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย&nbsp;</p>



<p>วันนี้ กสศ.ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.รังรอง สมมิตร สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า คุณครูควรจัดการเรียนการสอนออนไลน์อย่างไรให้เหมาะสมกับเด็กไทย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย รวมถึงพลังของพ่อแม่และชุมชนในการช่วยสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เด็กปฐมวัยกับการเรียนออนไลน์</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16dbc3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/26-ออกแบบการเรียนรู้-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>เด็กปฐมวัยควรทำกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้กิจกรรมดังกล่าวหายไปหมด พอเรียนออนไลน์ ครูส่วนใหญ่อาจมีข้อจำกัดเรื่องไอเดียและงบประมาณ ชิ้นงานที่ส่งให้เด็กจึงเป็นใบงานเสียส่วนใหญ่ เช่น ระบายสีในกรอบ ฝึกเขียนพยัญชนะ แต่เด็กบางคนอาจไม่พร้อม ในขณะที่พ่อแม่ก็ต้องเคี่ยวเข็ญให้ลูกทำ ผลคือ เด็กจะรู้สึกคับข้องใจ ครูและพ่อแม่จึงเหมือนกำลังดับทำลายความอยากรู้อยากเรียนของเด็กโดยปริยาย ซึ่งสิ่งนี้จะเรียกฟื้นคืนยาก</p>



<p>การเรียนออนไลน์ที่ดีเริ่มต้นที่การออกแบบการสอน เด็กเล็กไม่ควรเรียนออนไลน์ยาวนาน เพราะต้องอยู่กับหน้าจอ ถ้าจะเรียนออนไลน์ก็ควรเป็นลักษณะที่สั้นที่สุด โปรแกรมออนไลน์ควรจะเป็นอย่างไร คุณครูควรจะรู้บริบทบ้านของเด็กๆ ก่อนที่จะมาออกแบบแผนการสอน</p>



<p>หนึ่ง ดูความพร้อมเรื่องสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือความพร้อมของพ่อแม่ที่จะเรียนด้วย ถ้ายังไม่มีความพร้อมก็ควรตัดออกไป&nbsp;</p>



<p>สอง กิจวัตรประจำวันของเด็กควรจะถูกโยงออกแบบมาในบทเรียนออนไลน์ เพื่อให้การเรียนออนไลน์นั้นมีความหมายต่อเด็ก เช่น ทำงานบ้านได้ก็มีผลต่อวิชาคณิตศาสตร์ เล่นอะไรบางอย่างในบ้านหรือผู้ปกครองหยิบจับได้ ก็สามารถเอามาออกแบบเป็นการสอน&nbsp;</p>



<p>คุณครูลองมองกิจวัตรประจำวันที่โรงเรียนแล้วคิดกลับมาเป็นกิจวัตรประจำวันที่บ้าน พูดคุยกับผู้ปกครองว่า ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เขามีกิจวัตรอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองมองเห็นว่า ช่วงเวลาไหนที่เขาสามารถหยิบยกมาทำกิจกรรมที่เป็นเวลาที่มีคุณภาพกับลูกได้&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นคุณครูต้องคุยกับพ่อแม่ ต้องช่วยกันมองว่า ตอนเช้าหรือตอนเย็นฟังนิทานสักเรื่องได้ไหม เหมือนที่พ่อแม่เอาลูกมาฝากแล้วดูกิจวัตรที่โรงเรียน ต้องมองกลับกันเป็น home-based learning มองดูกิจวัตรที่บ้านของเด็กเพื่อร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ที่มีความหมายกับเด็กจริงๆ และต้องเป็นไปได้จริงๆ ซึ่งความเป็นไปได้นี้เป็นเรื่องสำคัญมาก&nbsp;</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>เด็กๆ เขาพร้อมเรียนรู้กับทุกอย่างรอบตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องออกแบบดีๆ ให้ร้อยกับชีวิตของเขาให้ได้ เด็กเล็กๆ เรายังย้ำเรื่องฟังนิทาน ทำงานบ้าน และการเล่น เหมือนที่คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พูดทุกประการ บางทีคุณครูอาจต้องสอนออนไลน์น้อยลง แล้วมาให้ความสำคัญร่วมกับผู้ปกครองในเรื่องการเรียนรู้ของเด็กที่บ้านแทน </p></blockquote>



<p>การเรียนออนไลน์กับพ่อแม่อาจเป็นเวลาหลังเลิกงาน เพื่อมาออกแบบการเรียนรู้กับลูกร่วมกัน พ่อแม่ทุกคนรักลูก คุณครูจึงต้องช่วยบอกเขาทีว่า เขาจะทำอะไรเพื่อลูกได้บ้าง เราต้องออกแบบโปรแกรมที่จะออนไลน์ให้เหมาะสมกับช่วงเวลา อาจเป็นช่วงเวลาหลังทำงาน คุณครูอาจจะต้องเสียสละโดยใช้ช่วงเวลาพักผ่อนมาคุยกันสักสิบถึงสิบห้านาที คุยเกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ของลูก รวมถึงให้ Parents Kit หรือคู่มือผู้ปกครองว่าด้วยเรื่องบทบาทของพ่อแม่ การพูดจา และวิธีการเล่นกับลูกแบบบ้านๆ ที่เป็นไปได้      </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09eb70"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/26-ออกแบบการเรียนรู้-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ในวิกฤตมีโอกาส : พลังของพ่อแม่และคุณครู</h2>



<p><strong>โควิดทำให้ต้องอยู่กับบ้าน เราใช้โอกาสนี้สร้าง </strong><strong>mindset ของพ่อแม่ผู้ปกครองเรื่องการเรียนรู้ในเด็กเล็กเสียใหม่</strong>&nbsp;ตอนนี้พอทุกอย่างหยุดเพราะโควิด ผู้ปกครองก็นั่งรอบทเรียนออนไลน์จากคุณครู สะท้อนให้เห็นว่า พ่อแม่ก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองมีพลังเรื่องการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็ก เขาอาจไม่เชื่อว่าทำได้ แต่จริงๆ แล้วเขาทำได้ และทำได้ดีด้วย</p>



<p>ระยะใกล้ ถ้าทำได้ โรงเรียนและคุณครูควรจะทำ Parents Kit เป็นคู่มือให้ผู้ปกครองว่า ในหนึ่งวันผู้ปกครองสามารถลงไปเล่นกับลูกในช่วงเวลาใดบ้าง และในช่วงเวลาที่เล่นนั้นอาจมีคำแนะนำเกี่ยวกับการสนทนา การตั้งคำถามกับลูกก็ได้ เช่น ฟังนิทานเสร็จควรพูดอะไรกับลูก รวมถึงแหล่งนิทานออนไลน์ที่เป็น Read Aloud ซึ่งมีเยอะแยะตอนนี้ พ่อแม่เปิดให้ดูได้ก่อนไปทำงาน อย่างน้อยเด็กก็ได้ฟังคลังคำศัพท์จากนิทานชั้นดีที่เลือกแล้ว สามารถเข้าถึงด้วยดิจิทัล ใน Parents Kit ก็อาจมีการตั้งวงออนไลน์ของพ่อแม่เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน&nbsp;</p>



<p>ระยะยาว ควรเพิ่มองค์ความรู้ เหมือนให้ซอฟต์แวร์กับพลเมืองเรา ให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานเลย เช่น รู้ว่าการเล่นอย่างอิสระในวัยเด็กมีผลดีต่อการเรียนรู้และกระบวนการคิดของคนไปตลอดชีวิต เพื่อให้คนเป็นพ่อแม่ได้เอาองค์ความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานมาสอนลูกต่อไป เราควรส่งเสริมให้ทุกคนรู้ก่อนที่จะกลายมาเป็นพ่อแม่ เราควรมีเนื้อหาเหล่านี้ในสื่อสาธารณะให้มาก เหมือนเรารณรงค์เรื่องบุหรี่ ก็ควรรณรงค์เรื่องการเรียนรู้ของคนด้วย&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ออกแบบการประเมินที่เหมาะสม</h2>



<p>มีแต่ผู้ปกครองบ่นเครียดเรื่องเรียนออนไลน์ของลูก คุณครูจึงต้องผ่อนคลายการเรียนตามมาตรฐานตัวชี้วัดลง สำหรับชั้นอนุบาลคงไม่ตึงเครียดมากนัก แต่ถ้าเป็นระดับอื่น คุณครูควรผ่อนปรนเรื่องตัวชี้วัดลงเพื่อให้การเรียนรู้ไปต่อได้ มิฉะนั้นจะเสียไปทั้งระบบ หากพัฒนาการหยุดชะงัก การเจริญเติบโตของเด็กก็จะถดถอย&nbsp;</p>



<p>เรื่องการประเมิน ถ้าเราออกแบบการเรียนรู้แล้ว คุณครูก็ควรออกแบบการประเมินที่เหมาะสมเคียงคู่ไปด้วย และเอาตามที่เป็นไปได้ เช่น การประเมินความสามารถของเด็กว่ากินข้าวเองได้ไหม ไม่จำเป็นต้องเอาเด็กมานั่งหน้าจอกินข้าวให้ดู แต่มีวิธีที่แนบเนียนกว่าคือ ให้พ่อแม่เล่าเรื่องประจำสัปดาห์ หรือเขียนบันทึกให้เรารู้ว่าเด็กมีพัฒนาการสมวัย ไม่ต้องตรงไปตรงมาจนพ่อแม่รู้สึกเครียดกังวลไปด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a44d72"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/26-ออกแบบการเรียนรู้-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">สภาพจิตใจผู้เรียนคือสิ่งสำคัญ</h2>



<p>เวลาสอนเด็กแล้วเด็กทำไม่ได้ คุณครูก็แสดงอารมณ์ใส่เด็ก ในช่วงโควิดรอบแรก เชื่อว่าครูไม่ได้ถูกเทรนให้สอนออนไลน์ ครูทุกคนจึงพะวักพะวนกับเทคนิค ว่าจะสอนยังไงให้ทันกับการประเมินผล แต่พอมาโควิดรอบสาม ครูทุกคนตระหนักถึงสภาวะจิตใจของเด็กแล้ว เริ่มหันมามองเรื่องบูรณาการงานร่วมกัน งานหนึ่งชิ้นที่เด็กทำสามารถประเมินได้หลายวิชา เพื่อลดทอนเรื่องงบประมาณ ค่าใช้จ่าย รวมถึงเวลาของเด็ก   </p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>ไม่มีเด็กคนไหนที่อยู่หน้าจอตั้งแต่เช้าจนเย็นแล้วบอกว่าโอเค ผู้ใหญ่ยังไม่โอเคเลย จึงต้องจัดสัดส่วนการออกแบบแผนการเรียนออนไลน์ให้ดีๆ เพราะนอกจากเรื่องเนื้อหาแล้ว เรื่องของความสัมพันธ์ก็ต้องให้ความสำคัญด้วย  </p></blockquote>



<p>แต่ตอนนี้ก็เห็นสัญญาณที่ดีขึ้น หลายโรงเรียนก็เรียนสองสัปดาห์แล้วพักหนึ่งสัปดาห์ เราก็ได้เรียนรู้ว่าเด็กไม่ไหวจริงๆ ตัวครูเองก็ต้องปรับตัวเรื่องสร้างความสัมพันธ์ ถ้าจะต้องเรียนออนไลน์ ในบทเรียนหนึ่งต้องมีสัดส่วนเรื่องมนุษย์กับมนุษย์คุยกันบ้าง เรื่องสัมพันธภาพ ความทุกข์สุข </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้</h2>



<p>เนื่องจากโควิดรอบแรกต่อรอบสอง อาจารย์ได้ไปทำกิจกรรมโรงเรียน Read Aloud คือไปแนะนำศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนชั้นประถม ให้คุณครูกลุ่มนี้เขารู้จักหนังสือนิทานภาพและวรรณกรรมเด็กที่เหมาะแก่การอ่านให้ฟัง ใครมีงบประมาณเขาก็ซื้อ อย่างน้อยเพื่อให้มีทรัพยากรนิทานหมุนเวียน ผู้ปกครองก็ยืมนิทานกลับไปใช้ได้ ศูนย์เด็กเล็กไหนพร้อมก็ทำที่ศูนย์เด็กเล็ก ชุมชนไหนพร้อมก็วางไว้ที่ อบต. ถ้ามีพื้นที่แบบนี้อย่างน้อยเด็กๆ ก็มีนิเวศของการเรียนรู้ในชุมชน ที่สามารถมานำนิทานกลับไปอ่านได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ที่จังหวัดนครนายก ชุมชนเขาเข้มแข็งมาก มีตะกร้านิทานที่ร้านขายของชำ แม่ที่มีลูกเล็กก็มาหยิบนิทานที่ร้านขายของชำไปอ่านให้ลูกฟัง สลับสับเปลี่ยนกันไป จริงๆ แล้วไม่ควรต้องเป็นโครงการพิเศษ แต่ควรจะเป็นรัฐสวัสดิการ ท้องถิ่นที่เข้าใจเรื่องนี้ แล้วสร้างนิเวศการเรียนรู้ในชุมชนของตัวเองขึ้นมา จะเป็นหนังสือนิทาน ของเล่นพื้นๆ ก็ได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a495f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/26-ออกแบบการเรียนรู้-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ตอนที่ไปทำเรื่องหนังสือโมบายล์ ก็แอบเอาไม้บล็อกของเล่นเด็กอนุบาลไปด้วย ไปจัดที่ศาลาวัดคล้ายงาน Book Market คือ นำนิทานไปให้เด็กๆ ในหมู่บ้านอ่าน เราเข้าไปทำด้วยความสม่ำเสมอ ปรากฏว่ากล่องบล็อกของเล่นเด็ก คนที่เล่นสนุกคือเด็กมัธยมในหมู่บ้าน เขาเล่นกันใหญ่ เพราะว่าเขาไม่เคยเล่นมาก่อน เขาเล่นสนุกมากกับของเล่นสำหรับเด็กสามขวบ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเล่นของเด็กไทยหายไปเยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะขั้นการเล่นของเด็กแต่ละขั้นคือพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์หรือการประสานทักษะสังคม เราตกใจมากเลยที่เห็นเด็ก ม.3 ม.1 สนุกมากกับการเล่นไม้บล็อก เพราะถ้าขาดหายไปในช่วงเวลานี้ก็แสดงว่าศักยภาพหลายอย่างของเด็กไทยยังเติมไม่เต็ม  </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">สองมือของพ่อแม่ คงความอยากรู้ของเด็กไว้</h2>



<p>พ่อแม่ทุกคนหวังให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี แต่หวังแล้วต้องกลับมาดูสภาพความจริงด้วยว่า ลูกตอนนี้เป็นยังไง ตอนนี้อยู่หน้าจอเขามีพัฒนาการอย่างที่คาดหวังไว้หรือเปล่า&nbsp;</p>



<p>ที่อยากฝากจริงๆ ก็คือ โควิดจะอยู่กับเรานานแค่ไหน เราไม่รู้ แต่ลูกอยู่กับเรา ถ้าเป็นเด็กเล็กก็อยู่กับเราไม่กี่ปีนี้ สิ่งที่เขาเรียนรู้ซึ่งสำคัญมากกว่าหน้าจอที่ครูส่งมาก็คือ ตัวแบบของพ่อแม่ที่เขาซึมซับ อย่าลืมว่าคุณเป็นคนสำคัญมากๆ แม้ว่าพ่อแม่ต้องทำมาหากิน แต่เวลาของลูกที่จะเติบโตก็มีไม่มาก ลองตั้งหลักดีๆ เช่น งานบ้านที่เรามองเห็นว่าธรรมดาก็ช่วยพัฒนาลูกได้ การพูดจากับลูกในหนึ่งวัน แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็นเวลาที่มีคุณภาพ เพราะเป็นการสื่อสารเชิงบวกที่จะพาลูกเรียนรู้ต่อไปได้&nbsp;</p>



<p>ฝากกำลังใจให้พ่อแม่ว่า พลังของพ่อแม่จะพาพลเมืองเจเนอเรชั่นที่อาจโชคไม่ดีที่ต้องมาเรียนออนไลน์สองปีแล้วให้เติบโตต่อไปได้ ส่วนคุณครูที่โรงเรียนก็พยายามปรับตัว แต่ก็ต้องการพลังจากทางบ้านด้วย เพื่อช่วยกันให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงัก อย่าให้สองปีนี้ที่ผ่านไปทำให้เด็กๆ กลายเป็นคนที่ไม่อยากเรียน ไม่อยากรู้ ซึ่งน่ากลัวมาก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f8f16f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/26-ออกแบบการเรียนรู้-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>การเขียนการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความอยากเขียนอยากอ่านก็ต้องคงไว้ พ่อแม่ต้องระวังเรื่องนี้ด้วย พ่อแม่อย่าเครียดกับลูกมากจนกระทั่งลูกรู้สึกว่าการเรียนเป็นยาขม มีเส้นทางสายกลางที่เดินได้ ทั้งการอ่านการเขียน กับความอยากอ่านอยากเขียน สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ฝากกำลังใจถึงคุณครู : ออกแบบการเรียนรู้ที่มีความหมายกับเด็ก</h2>



<p>ให้กำลังใจคุณครู เพราะเจอโควิดมาสามรอบแล้ว คุณครูก็ปรับตัวกันเยอะ ครูเป็นผู้ที่ทำให้พลเมืองรุ่นนี้อยากเรียนรู้ต่อ นี่เป็นบทบาทของครู ครูอาจต้องหันกลับมามองภาพรวมของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ว่า มีความหมายกับเด็กผู้เรียนไหม และมันยังคงความอยากเรียนให้แก่เด็กหรือเปล่า&nbsp;</p>



<p>อาจจะต้องจับมือกับผู้ปกครองแน่นๆ เพื่อทำให้รู้ว่า การเรียนรู้ที่บ้านก็สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้เหมือนที่เขามาอยู่ที่โรงเรียนได้ อาจจะให้คำแนะนำ ทำไกด์ไลน์ให้ผู้ปกครอง แนะนำแหล่งเรียนรู้ เช่น นิทานเสียง นิทานภาพที่เขาเข้าถึงได้ ดูกิจวัตรประจำวันร่วมกันว่า ช่วงเวลาไหนทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อทดแทนการนั่งเรียนออนไลน์ตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ได้ค้นพบแล้วว่า เป็นไปได้ยากสำหรับเด็กเล็ก และสร้างผลเสียต่อทัศนคติความอยากเรียนรู้ของเด็กมากกว่าค่ะ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-rungrong-sommitr/">ออกแบบการเรียนรู้ที่มีความหมายกับเด็ก ชวนคุยกับ ดร.รังรอง สมมิตร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
