<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บ้านกาญจนาภิเษก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A9%E0%B8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 21 Mar 2026 02:05:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>บ้านกาญจนาภิเษก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เมื่อ “วิชาชีวิต” มาก่อน “อาชีพ” การเรียนรู้ที่คืนความเป็นมนุษย์ให้เด็ก กับ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-210326/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Mar 2026 02:05:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ทิชา ณ นคร]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านกาญจนาภิเษก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100856</guid>

					<description><![CDATA[<p>มีคำถามหนึ่งที่ ทิชา ณ นคร หรือ ‘ป้ามล&#8217;’ ผู้อำนวย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210326/">เมื่อ “วิชาชีวิต” มาก่อน “อาชีพ” การเรียนรู้ที่คืนความเป็นมนุษย์ให้เด็ก กับ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มีคำถามหนึ่งที่ ทิชา ณ นคร หรือ ‘ป้ามล&#8217;’ ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก มักจะถามย้อนกลับไปยังผู้ที่เชื่อว่าการฝึกอาชีพคือทางออกของเด็กในสถานพินิจ</p>



<p>“ลองมองไปที่เรือนจำ คนที่ติดคุกไม่ใช่เพราะเขาไม่มีอาชีพ มีทั้งตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ หมอ และทนาย ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่อาชีพ”</p>



<p>คำถามนี้ไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของการมีงานทำ แต่คือการชวนให้ย้อนกลับไปมองรากที่แท้จริงของปัญหา ตลอดกว่า 20 ปีที่บ้านกาญจนาภิเษก ป้ามลสร้างระบบการเรียนรู้บนความเชื่อที่ว่า ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดได้ พฤติกรรมจะเปลี่ยนตามเอง และถ้าให้ชีวิตได้ก่อน เด็กจะไปหาอาชีพได้เอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อรั้วไม่ใช่กำแพง</strong></h3>



<p>บ้านกาญจนาภิเษกไม่ใช่คุกเด็กแบบที่หลายคนจินตนาการ เด็กที่ก้าวเข้ามาที่นี่ส่วนใหญ่ผ่านประสบการณ์อันหนักหน่วงมาแล้ว บ้างถูกทอดทิ้ง บ้างเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ความรุนแรงคือเรื่องปกติ และเกือบทุกคนหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงชั้นที่ต่างกัน สิ่งแรกที่พวกเขาได้รับเมื่อมาถึงจึงไม่ใช่ตารางเรียน แต่คือการกอดและคำถามง่ายๆ ว่าผมไปทำอะไรมาครับเขาจึงให้ผมมาอยู่ที่นี่</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-3.jpg" alt="" class="wp-image-100859" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัยว่าตัวเองจะไม่ถูกตัดสิน เขาจะตอบเต็มที่” ป้ามลกล่าว ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง เด็กหลายคนเริ่มเล่าเรื่องที่ไม่เคยบอกใคร บ้างเล่าถึงคดีที่ก่อ บ้างเล่าถึงพ่อที่หายไป แม่ที่ทิ้ง ความรู้สึกที่ถูกกดทับมาตลอด</p>



<p>สิ่งที่ป้ามลค้นพบจากประสบการณ์ที่สะสมมาคือ เด็กส่วนใหญ่ที่เดินทางมาถึงจุดนี้ไม่ได้ขาดทักษะหรือความสามารถ แต่ขาด ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องรักษา ‘ด้านมืด’ เอาไว้เพื่อปกป้องตัวเอง</p>



<p>“เด็กบางคนมาจากที่อื่นที่ต้องแสดงความดุ ความเหี้ยม เพื่อให้อยู่รอด พอมาที่นี่และเขารู้สึกว่าไม่ต้องทำแบบนั้นแล้ว เขาก็วางมันลงเอง” ป้ามลอธิบาย “เราไม่ต้องถือไม้กระบองหรือทำท่าให้น่ากลัว เพราะพื้นที่ปลอดภัยทำงานแทนเราได้ทั้งหมด”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>วิชาชีวิต ที่ไม่มีในหลักสูตรกระทรวง</strong></h3>



<p>ระบบการศึกษาที่บ้านกาญจนาภิเษกเดินบนสองเส้นทางขนานกัน <strong>เส้นทางแรก</strong>คือการเรียนผ่านระบบ สกร. (กรมส่งเสริมการเรียนรู้ อดีต กศน.) เพื่อให้เด็กได้รับวุฒิ ม.6 <strong>ส่วนเส้นทางที่สอง</strong>ซึ่งป้ามลออกแบบเองคือ ‘วิชาชีวิต’ ที่มี 8 กลุ่มสาระ แต่ไม่ใช่ 8 กลุ่มสาระของกระทรวงศึกษาธิการ</p>



<p>“วิชาของเราเริ่มจากชื่อที่อาจฟังดูแปลก” ป้ามลบอก หนึ่งในนั้นคือวิชาที่ชื่อ ‘ผู้รอดบนความขาดพร่อง’ ซึ่งพาเด็กไปรู้จักกับผู้คนทั่วโลกที่ฝ่าฟันชีวิตด้วยสิ่งที่หายไป ตั้งแต่ Nick Vujicic ชายที่เกิดมาโดยไม่มีแขนไม่มีขา ไปจนถึงเรื่องราวของคนที่ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ แต่สร้างชีวิตได้</p>



<p>“เราไม่ได้บอกเด็กว่า เฮ้ย คนไม่มีพ่อไม่มีแม่ก็เยอะแยะ ไม่เห็นเป็นอะไร” ป้ามลอธิบายเจตนา “แต่เราชวนเขาไล่ดูว่าคนเหล่านี้มีอะไรหายไปจากชีวิตบ้าง แล้วมีอะไรเหลืออยู่อีก และเขาให้คุณค่ากับอะไรถึงรอดมาได้ จากนั้นก็ย้ายคำถามมาที่ตัวเด็กเอง”</p>



<p>เด็กคนหนึ่งเคยบอกกับป้ามลว่า ก่อนจะเรียนวิชานี้ ทุกครั้งที่เดินสวนกับผู้ชายในชุมชน เขาจะแอบคิดในใจตลอดว่า ‘ขอให้เขาเป็นพ่อผมเถอะ’ ทั้งที่มีแม่อยู่ที่บ้านคนเดียว “ผมมัวแต่งมหาคนที่หายไป ไม่เคยให้ความสนใจกับสิ่งที่ผมมีอยู่” เด็กคนนั้นพูดหลังเรียนวิชานี้ไปสักพัก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-3.jpg" alt="" class="wp-image-100860" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>นอกจากวิชาผู้รอดฯ ยังมีการวิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์หนัง และถกประเด็นร้อนในสังคม เป้าหมายคือให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กำลังหมุนอยู่ ไม่ใช่คนที่ถูกหยุดเวลาหลังถูกพิพากษา</p>



<p>“นาฬิกาชีวิตของเด็กต้องไม่หยุดเดิน แม้เขาจะอยู่ในสถานควบคุม” ป้ามลกล่าว “สังคมหมุนไปทางไหน เขาต้องหมุนต้องขบคิดติดตาม เพื่อให้ยังเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่คนอื่น”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ต้นไม้ที่ต้องใช้เวลาก่อนย้ายกระถาง</strong></h3>



<p>ไม่นานมานี้ บ้านกาญจนาภิเษกรับเด็กชายคนหนึ่ง ลูกชายนายตำรวจระดับสูง สถานีตำรวจในเมืองใหญ่ เพราะเคย ก่อคดีมาแล้วนับสิบ ก่อนมาถึงที่นี่ เขาผ่านสถานพินิจมาหลายแห่ง และหนึ่งในนั้น เขาถูกตั้งข้อหาเพิ่มจากการทะเลาะและใช้อาวุธที่ประดิษฐ์เองแทงเด็กข้างใน จนอธิบดีสั่งให้ไปแจ้งความ เพิ่มคดีต่อเนื่อง</p>



<p>แต่ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาบ้านกาญจนาภิเษก ป้ามลไม่เคยเห็นด้านมืดหรือความรุนแรงที่เขามีชื่อเสียงเลย เขาร่วมเดินทางไปกับคนในบ้านกาญจนาภิเษกเพื่อทำกิจกรรม รู้จักคิด รู้จักไตร่ตรอง และเริ่มพูดคุยกับพ่อมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาตลอดชีวิต</p>



<p>“ผมไม่เคยคุยกับพ่อมากเท่าตอนมาอยู่ที่บ้านกาญจนาเลย” เด็กบอก “รู้สึกสนิทกับพ่อ ได้กินข้าวด้วยกัน ได้คุยกัน มันเป็นความสุขที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน”</p>



<p>วันที่พ่อมารับกลับบ้านช่วงสิ้นเดือน เขาเอ่ยปากขอให้ลูกไปเรียนต่อนิติศาสตร์ ป้ามลฟังแล้วก็ยิ้ม แต่ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ต้องพูดตรงๆ</p>



<p>“เราดีใจที่พ่อเห็นคุณค่าของลูก แต่ต้นไม้ที่เพิ่งย้ายกระถางต้องใช้เวลาให้รากแข็งแรงก่อน” ป้ามลอธิบายว่าเด็กคนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของกระบวนการ ความสัมพันธ์กับพ่อกำลังงอกงาม ความไว้วางใจกำลังสะสม การรีบดึงออกไปก่อนที่รากจะพร้อม อาจทำให้ทุกอย่างที่สร้างมาต้องเริ่มใหม่</p>



<p>“ป้าเชื่อว่าการเปลี่ยนวิธีคิดและ ‘การถักทอสายสัมพันธ์กับครอบครัว’ คือสิ่งสำคัญอันดับแรก (First Priority) เด็กที่นี่ในอีกมิติหนึ่งเหมือน ‘ต้นไม้ที่ย้ายกระถาง’ เขาต้องการเวลาและความรู้สึกปลอดภัยก่อน สำหรับเคสลูกชายนายตำรวจ เมื่อเขารู้สึกปลอดภัยจนไม่จำเป็นต้องแสดง ‘ด้านมืด’ ออกมา และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพ่อดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้ว สิ่งนี้สำคัญกว่าการรีบส่งเขาออกไปเรียนวิชาการในทันที เพราะเขาต้องเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงก่อนจะย้ายกระถางอีกครั้ง” ป้ามลกล่าวย้ำ</p>



<p><strong>หมายเหตุ  ระหว่างการเดินทางบนทุนคิด ทุนชีวิต ทุนสายสัมพันธ์ที่ขาดพร่องและไม่แข็งแรงพอ เด็กคนนี้ล้มอีกครั้ง  ตอนนี้กำลังตั้งหลักใหม่ โดยพ่อเริ่มเห็นส่วนที่ขาดพร่องและต้องเติม นั่นคือการมานอนกับลูกชายสลับกับแม่ที่ “Parents room”  ซึ่งเป็นห้องสำหรับให้คนในครอบครัวได้อยู่กันอย่างใกล้ชิดในช่วงที่สะดวกจากงาน (ส่วนใหญ่คือช่วงกลางคืน) โดยมีทีมฯ บ้านกาญจนาภิเษกช่วยเสริมพลัง</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-3.jpg" alt="" class="wp-image-100861" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ให้ชีวิตก่อน แล้วชีวิตจะหาอาชีพเอง</strong></h3>



<p>เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จมาเยี่ยมบ้านกาญจนาภิเษก และรับสั่งว่าพระองค์พร้อมช่วยเรื่องการฝึกอาชีพ ป้ามลทูลตอบไปตรงๆ ว่าไม่จำเป็น</p>



<p>“เราไม่เชื่อเรื่องอาชีพนำหน้า” เธอบอก และยกตัวอย่างให้เห็นว่า บรรดาคนในเรือนจำมีทั้งคนที่มีอาชีพดี  มีการศึกษา มีฐานะ ปัญหาของพวกเขาไม่ใช่ขาดทักษะอาชีพ แต่ขาดวิธีคิดที่ทำให้อยู่กับโลกได้อย่างที่ควรจะเป็น</p>



<p>หลักการที่ป้ามลใช้คือ ‘ให้ชีวิตก่อน แล้วเอาชีวิตไปหาอาชีพ’ ศิษย์เก่าของบ้านกาญจนาภิเษกที่กลายเป็นสตั้นแมน ไม่ได้รับการสอนเรื่องการแสดงแต่อย่างใด แต่เมื่อเขารู้สึกปลอดภัยพอที่จะ ‘ลงจากหลังเสือ’ วางด้านมืดที่เคยใช้ปกป้องตัวเองลง เขาก็เริ่มหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น พัฒนาตัวเองจากตรงนั้น จนมีแสงเป็นของตัวเอง</p>



<p>แนวคิดนี้กำลังจะขยับต่อ เมื่อกฎกระทรวงที่เปิดทางให้ภาคประชาสังคมบริหารสถานควบคุมได้ผ่าน ครม. แล้ว ป้ามลวางภาพไว้ว่าในอนาคต บ้านกาญจนาภิเษกจะไม่ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่รัฐสอนวิชาชีพอีกต่อไป แต่จะเชิญรุ่นพี่ที่เคยอยู่ที่นี่และมีวิชาชีพแล้ว มาเป็นผู้สอนแทน เธอเรียกมันว่า ‘จากผู้รอดสู่ผู้รอด’</p>



<p>“เราจะไปหารุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของร้านหอยทอด ช่างล้างแอร์ หรืออาชีพอะไรก็แล้วแต่ที่เขาทำสำเร็จ ให้เขามาสอนน้อง” ป้ามลอธิบาย “เพราะเขาพูดจากชีวิตจริง ไม่ใช่จากตำรา”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความสำเร็จของปัจเจก ไม่พอ ถ้าระบบยังไม่เปลี่ยน</strong></h3>



<p>มีวันหนึ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในยุคนั้น คือคุณทวี สอดส่อง มาเยือนบ้านกาญจนาภิเษก ท่ามกลางกระแสข่าวที่ป้ามลอาจถูกให้ออกจากตำแหน่ง ในวันนั้นมีศิษย์เก่าที่ปล่อยตัวออกไปนานแล้วกลับมาพบกันด้วย หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มที่เคยเวียนเข้าออกสถานพินิจต่างๆ มาแล้วถึง 8 รอบ ก่อนที่รอบที่ 8 จะพาเขามาที่บ้านกาญจนาภิเษก</p>



<p>“ถ้าผมไม่รอดในรอบที่ 8 นี้ ผมจะไม่มีรอบที่ 9 ในคุกเด็ก แต่ผมจะเป็นรอบที่ 1 ของคุกผู้ใหญ่”&nbsp; เขาพูดกับรัฐมนตรีตรงๆ</p>



<p>คุณทวี ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในตอนนั้นฟังแล้วปลื้มใจ บอกว่า “อย่างน้อยได้มาคนนึง(ที่กลับใจ) ผมก็ปลื้มแล้ว” แต่ป้ามลกลับพูดขึ้นทันทีว่าอย่าพูดแบบนั้น นั่นเพราะเธอมองว่า</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-2.jpg" alt="" class="wp-image-100862" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/4-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“ความสำเร็จระดับปัจเจกบอกเราแค่ว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่มันต้อง scale up ไปสู่ระบบ เราไม่ควรกอดความสำเร็จของปัจเจกแล้วปลื้มกับมัน” ป้ามลอธิบาย</p>



<p>และนี่คือหัวใจของข้อเสนอเชิงนโยบายที่ป้ามลพยายามผลักดันมาตลอด ว่าการศึกษาของเด็กในสถานพินิจต้องไม่ฝากไว้กับความใจดี ความทุ่มเทของคนๆ เดียว แต่ต้องมีระบบรองรับ</p>



<p>ปัญหาที่เธอเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือรอยแยกระหว่างสองโลกที่ควรจะเชื่อมกัน โลกของ สกร. ที่ส่งครูมาสอนหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และโลกของวิชาชีวิตที่บ้านกาญจนาภิเษกสร้างขึ้น ทั้งสองเดินคู่ขนานกันโดยไม่ได้บรรจบ</p>



<p>“สกร. กับเราใกล้กัน แต่แทบจะเชื่อมกันในเชิงเนื้อหาไม่ได้เลย ครูที่เขาส่งมาเห็นวิชาชีวิตที่เกิดขึ้นตรงหน้าทุกสัปดาห์ แต่ก็ยังคงเดินหน้าตามธงของตัวเองเหมือนเดิม” ป้ามลกล่าว ส่วนหนึ่งเพราะบุคลากรของ สกร. เปลี่ยนบ่อย ความยึดโยงกับองค์กรจึงน้อย และยากที่จะสร้างความเข้าใจร่วมกันในระยะยาว</p>



<p>การศึกษาที่ยืดหยุ่นจริงในความเห็นของป้ามล ไม่ใช่แค่การมีหลักสูตรทางเลือกเพิ่มขึ้น แต่คือการเริ่มจากการมอบอำนาจให้เด็กมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะเรียนอะไรตั้งแต่แรก</p>



<p>“การแชร์อำนาจทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีพลัง ตัวเองไม่โง่ รู้สึกปลอดภัย และนั่นแหละที่ทำให้เขาเห็นอนาคต อยากไปถึงเป้าหมาย โดยที่ไม่ต้องมีใครคุมเข้มเรื่องความรุนแรงเลย” เธออธิบาย เด็กใหม่หลายคนเขียนไดอารี่หลังจากมาอยู่ไม่นานว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมที่นี่ถึงให้เด็กตัดสินใจร่วมกันทุกอย่าง แต่รู้สึกว่ามันดีมาก</p>



<p>ในระดับโครงสร้าง ป้ามลยังเสนอว่าระบบยุติธรรมเยาวชนของไทยยังขาดสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอยกตัวอย่างจากสิ่งที่ได้เห็นที่ไมอามี อเมริกา ซึ่งกำหนดให้ผู้พิพากษาศาลเยาวชนต้องผ่านการเรียนด้านจิตวิทยาและพัฒนาการเด็กด้วย ไม่ใช่มีแค่ความรู้ทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว</p>



<p>“คนคนเดียวมีสองศาสตร์อยู่ในตัว นั่นคือสิ่งที่ดีมาก แต่ของไทยเรา ผู้พิพากษาศาลเยาวชนมีศาสตร์เดียว และศาสตร์นั้นก็ยังไม่ได้ทำให้เข้าใจเด็กได้ดีพอและในเชิงระบบยังมีการย้ายข้ามศาลทุก 1-2 ปี ฉะนั้นอย่าถามเรื่องความเชี่ยวชาญ” ป้ามลกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อระบบยังมองเด็กเป็น ‘ความเสี่ยง’</strong></h3>



<p>ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา กรมพินิจฯ มีนโยบายเพิ่มค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ที่สถานพินิจที่เรียกว่า ‘ค่าเสี่ยงภัย’ ซึ่งมีมูลค่า 5,500 บาทต่อเดือน&nbsp; ป้ามลเป็นคนเดียวในระบบ ในนโยบายนี้ที่ปฏิเสธไม่รับเงินก้อนนี้มาตลอด&nbsp; (เซ็นรับแต่มอบให้เจ้าหน้าที่จ้างเหมาที่เงินเดือนน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ)</p>



<p>“เพราะถ้าเรารับเงินค่าเสี่ยงภัย แปลว่าเรายอมรับโดยปริยายว่าเด็กที่อยู่ตรงหน้าเราคือภัยคุกคาม” เธอบอก “และถ้าเราเริ่มต้นด้วยการมองเขาแบบนั้น ความไว้วางใจจะไม่มีวันเกิด”</p>



<p>นี่คือสิ่งที่ป้ามลเรียกว่า ‘ความกลัวที่เป็นมายาคติ’ เธอไม่เคยรู้สึกกลัวในการทำงานกับเด็กเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าพวกเขาเคยทำอะไรมา แต่เพราะเธอเชื่อว่าความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการระวังหรือควบคุม แต่เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องระเบิดออกมา</p>



<p>“เราไม่ต้องนั่งถือไม้กระบองหรือทำท่าให้น่ากลัว เพราะเมื่อเด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า รู้สึกว่าตัวเองมีพลัง เขาจะเก็บด้านมืดไว้เองโดยไม่มีใครสั่ง”</p>



<p>และในเรื่องระบบการศึกษา ป้ามลมองว่าสิ่งที่ขาดหายคือความกล้าของผู้ใหญ่ที่จะเชื่อว่าเด็กกลุ่มนี้เปลี่ยนแปลงได้จริง ระบบที่ส่งครูมาสอนวิชาสามัญในวันอังคารแล้วกลับไป โดยไม่เชื่อมกับชีวิตที่เด็กกำลังเผชิญ ยังคงทำงานอยู่แบบเดิม แม้จะมีงบประมาณและบุคลากรเพิ่มขึ้นก็ตาม</p>



<p>“วิชาที่เขาส่งมาสอน ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กที่หลุดออกจากการศึกษาแล้วก่อคดีมา” ป้ามลพูดตรงๆ โดยนัยยะของเธอคือ ระบบต้องยืดหยุ่นพอที่จะนับรวมสิ่งที่เด็กเรียนรู้จากชีวิตจริงด้วย ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-1.jpg" alt="" class="wp-image-100863" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/5-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เด็กที่หายไป 6 ปี</strong></h3>



<p>เมื่อถามถึงความล้มเหลว ป้ามลเปิดใจเล่าถึงเรื่องของเด็กที่หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 12 ปี คนหนึ่งที่เข้ามาอยู่บ้านกาญจนาภิเษกได้เพียงเดือนเดียว และหลังจากเราช่วยกันรื้อค้นความทรงจำและนำเขากลับไปที่ถิ่นฐานบ้านเกิดพ่อเฒ่า แม่เฒ่าที่จากมาแต่ในที่สุดเขาก็หลบหนีออกไปโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน</p>



<p>“เมื่อเด็กคนนี้หายไป ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ตามหาตัวเขาไม่เจอ ทุกครั้งที่มีข่าวปล้น ข่าวฆ่า ป้าต้องรีบเปิดดูว่ามีชื่อเขาไหม” เธอเล่า “เรามิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบนั้นได้ แม้เขาจะอยู่กับเราสั้นมากและเราพยายามซ่อมรอยแตกร้าวในใจให้เขาอย่างเร่งด่วน เราทุกข์ใจกับเรื่องนี้มากเลย”</p>



<p>แล้ววันหนึ่ง ประมาณปีที่ 6 เด็กคนนั้น ซึ่งตอนนี้กลายเป็นชายหนุ่มแล้ว ปรากฏตัวที่หน้าห้องป้ามลพร้อมพวงมาลัย ก้มกราบ และพูดว่า “ตลอดเวลาที่ 5-6 ปีที่หนีไป ผมไม่มีใคร ผมคิดถึงบ้านนี้ตลอด แต่ไม่กล้ามา วันนี้ตัดสินใจแล้วว่าต้องมาหาป้า” เขาบอกว่าตลอด 6 ปีที่ผ่านไป เขาไม่ได้ก่อคดีอีกเลย แต่ติดรถบ้านลม ที่จัดตามตลาด ไม่รู้จะไปทางไหน จนในที่สุดก็หวนกลับมา</p>



<p>“ถ้าเล่าแค่ตอนที่เขาหนี นี่คือความล้มเหลวของบ้านกาญจนาภิเษก” ป้ามลพูด “แต่ถ้าเล่าต่อจนถึงวันที่เขากลับมา มอบตัว เข้าเรือนจำติดในส่วนที่เหลือ แล้วออกมาหางานทำ มีรถปิกอัพ มีครอบครัว เรื่องเดียวกันนั้นกลายเป็นอีกความหมายหนึ่ง”</p>



<p>และจากเรื่องราวที่เกือบจะถือเป็นความล้มเหลวของบ้านกาญจนาภิเษกนี้เอง ป้ามลก็สะท้อนบทสรุปให้พวกเราได้รับฟังอย่างมีความหวังว่า</p>



<p>“เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงนี้ ในหลายเคส ทำให้ป้าอยากเขียนเป็นหนังสือเล่มที่สองต่อจาก “เด็กน้อยโตเข้าหาแสง” เพื่อบอกกับโลกว่ามนุษย์ทุกคนเปลี่ยนได้จริงภายใต้ความแตกสลายที่เขาควบคุมไม่ได้ในช่วงวัยหนึ่ง”<br><br>น้ำเสียงของป้ามลมุ่งมั่น</p>



<p>แน่นอนว่าการเยียวยาความแตกสลายสู่การเปลี่ยนแปลงอาจต้องใช้เวลา แต่ก็มีหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นหลายเคส แล้วว่า&nbsp;</p>



<p>มันสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ถ้ามีคนที่ไม่หยุดเชื่อในตัวเด็กเหล่านี้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210326/">เมื่อ “วิชาชีวิต” มาก่อน “อาชีพ” การเรียนรู้ที่คืนความเป็นมนุษย์ให้เด็ก กับ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
