<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บัณฑิตา มากบำรุง | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 20 Jan 2025 09:28:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>บัณฑิตา มากบำรุง | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“ผมไม่อยากให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นเด็กที่ถูกลืม” เปิดหัวใจฟังเสียงของเด็กที่ถูกเรียกว่านอกระบบ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-200125/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jan 2025 09:28:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน 4 ตารางวา]]></category>
		<category><![CDATA[บัณฑิตา มากบำรุง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชนนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=89899</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อชีวิตพลิกผันต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เด็กทุกคนล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200125/">“ผมไม่อยากให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นเด็กที่ถูกลืม” เปิดหัวใจฟังเสียงของเด็กที่ถูกเรียกว่านอกระบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อชีวิตพลิกผันต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน</strong></h3>



<p>เด็กทุกคนล้วนฝันถึงอนาคตในแบบของตัวเอง แต่ถ้าถูกปิดกั้นหรือขาดโอกาสก็ยากที่จะนำพาชีวิตไปในเส้นทางที่เลือก เช่นเดียวกับ<strong> ‘กัน’ บัณฑิตา มากบำรุง </strong>วัยรุ่นที่มีทั้งศักยภาพและความฝัน แต่ชีวิตพลิกผันต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยปัญหาที่ตนเองไม่ได้ก่อ ขณะกำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทว่าด้วยการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและหัวใจที่เปิดกว้างของผู้ใหญ่หลายคน ทำให้ได้รับโอกาสกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง<strong>&nbsp;</strong></p>



<p>‘กัน’<strong> </strong>ฉายแววด้านการแต่งเพลงและเริ่มผลิตผลงานออกมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งมัธยมปีที่ 2 มีค่ายเพลงติดต่อเซ็นสัญญาทำงานร่วมกันประมาณ 5 ปี ทำให้ช่วงเวลานั้นต้องเรียนด้วยทำงานไปด้วย และยังพ่วงบทบาทนักดนตรีไทยของโรงเรียน นอกจากนี้ยังรับหน้าที่สารวัตรนักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 3 และได้เป็นประธานสารวัตรนักเรียนตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 แต่ด้วยเหตุการณ์ไม่คาดคิดบางอย่าง ทำให้กันตัดสินใจรับผิดชอบด้วยการลาออกจากโรงเรียน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ตอนที่ออกมายังมีงานทำเลี้ยงชีวิตตัวเองและครอบครัวได้ เพราะยังอยู่ในสัญญากับค่ายเพลง ตอนนั้นคิดว่าถ้าหมดสัญญาจะทำงานเป็นฟรีแลนซ์ รับงานจากทุกค่ายเพลงและทุกคนที่มาจ้าง”</p>



<p>แม้จะพอมีหนทางหารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องหล่อเลี้ยงครอบครัว แต่คำว่า <strong>‘วุฒิการศึกษา’</strong>  ยังคงติดค้างในใจ และเริ่มเห็นว่าอาจสร้างปัญหาในอนาคต“ผมนั่งตกตะกอนกับตัวเอง บางครั้งนั่งทำงานก็มีคิดแว๊บขึ้นมาในหัวถึงคำว่าวุฒิการศึกษา คนทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำ เขาอาจจะเห็นว่าก็แค่กระดาษใบเดียว ไม่ได้สำคัญอะไร แต่สำหรับพวกผมที่ยังมีความฝันอยู่ ยังฝันได้อยู่ มันคือใบเบิกทางเลยนะ ยิ่งในประเทศเราที่ให้ความสำคัญกับงานด้านวิชาการ ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับอาชีพสายศิลป์ หรือให้คุณค่ากับงานด้านศิลปะมากเทียบเท่ากับโซนยุโรป อเมริกา <strong>การมีวุฒิการศึกษาจึงเป็นความมั่นคงหรือความอุ่นใจ</strong>”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e07a18"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0120_Quote-น้องกัน_BANERLINK-copy.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เด็กธรรมดาที่ไม่ได้เก่งวิชาการแบบเขายังจะมีพื้นที่เหลือให้มีฝันบ้างหรือไม่</strong></h3>



<p>ด้วยค่านิยมและกระแสสังคมที่ยกย่องเฉพาะบางอาชีพที่สร้างรายได้หรือได้รับการนับหน้าถือตา กันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า <strong>เด็กธรรมดาที่ไม่ได้เก่งวิชาการแบบเขายังจะมีพื้นที่เหลือให้มีฝันบ้างหรือไม่&nbsp;</strong></p>



<p>“ผมเป็นเด็กธรรมดาที่ไม่ได้มีความฝันว่าต้องเป็นแพทย์ วิศวกร บางคนอาจจะยึดความฝันของพ่อแม่ ผมมองว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เด็กกดดันด้วย พ่อแม่เขาไม่มีโอกาสได้เรียน พ่อแม่เขาอาจจะยัดความคิดอะไรบางอย่างใส่ตัวเขาว่าเขาต้องเรียนทางนี้นะ ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่กล้าฝัน ไม่กล้ามีความคิด หรือว่าความฝันของตัวเองที่ชัดเจน แต่ผมเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความฝัน แค่เขาจะแสดงออกมาให้เราเห็นมากน้อยแค่ไหน”</p>



<p>สำหรับกัน-บัณฑิตาเอง แม้จะมีความสามารถด้านการแต่งเพลง แต่อีกด้านเขายังมีความสนใจเรื่อง ‘การเมืองการปกครอง’ อย่างมาก ถึงขนาดเปิดฟังพอดแคสต์ประชุมสภาได้ทั้งวัน</p>



<p>“ฟังแทนเพลงเลย เรียกว่าเป็นงานอดิเรกก็ได้ คนอื่นบอกว่าการเมืองเครียด แต่ผมกลับรู้สึกว่าสนุก  บอกตัวเองว่าไม่เป็น ส.ส. แน่ๆ แต่ยังมีอีกหลายอาชีพที่เราสามารถเป็นรากฐานเพื่อให้ประเทศดีขึ้นไปอีก ยิ่งตอนนี้ผมได้เรียนสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ยิ่งทำให้สนใจการเมืองการปกครองของทุกประเทศเลย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3f578d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0120_Quote-น้องกัน_BANERLINK-copy-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กลับสู่เส้นทางการเรียนรู้  ด้วยรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น</strong></h3>



<p>แม้จะค้นเจอความสนใจของตัวเอง แต่กับเส้นทางใหม่นี้ ‘วุฒิการศึกษา’ คือเงื่อนไขสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ ซึ่งกันบอกว่าตอนนั้นไม่คิดจะกลับเข้าสู่การศึกษาในระบบ โชคดีที่ได้เจอกับผู้ใหญ่ใจดีชี้เส้นทางแห่งโอกาสให้เขากล้าที่จะฝันอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>“ปู่แนะนำมาว่ามีโรงเรียน 4 ตารางวา ในจังหวัดอุตรดิตถ์<strong> </strong>เปิดรับเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา<strong> </strong>รูปแบบการเรียนก็ไม่ซ้ำจำเจ ไม่ต้องนั่งอยู่ในห้องเรียน นั่งอยู่หน้ากระดานดำ เป็นการเรียนที่เปิดกว้างมาก และ<em>แม้พื้นที่ในการทำงานอาจไม่ได้กว้าง แต่พื้นที่การเรียนรู้กว้างมาก</em> และเขาเปิดโอกาสให้กับเด็กทุกคน เขาไม่สนเรื่องวัย เรื่องเพศสภาพ เขาไม่ได้มาถามเราอะไรแบบนั้น เขาเห็นว่าเราเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง”</p>



<p>กันบอกว่าเขาโตมากับประโยคที่ผู้ใหญ่หลายๆ คนมักพูดว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” แต่ในความเป็นจริงเมื่อมองไปที่ระบบการศึกษาซึ่งเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ กลับไม่เห็นว่ามีโครงสร้างอะไรที่เด่นชัด</p>



<p>“<strong>ผมรู้สึกว่ามันอาจจะศักดิ์สิทธิ์ในคำพูด แต่ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ในการกระทำ นโยบายอะไรต่างๆ ไม่ได้นำไปสู่สิ่งนั้นจริงๆ ท้ายที่สุดเป็นเพียงวาทกรรม</strong>”</p>



<p>หลังจากสมัครเข้าเรียนที่<strong>ศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม (โรงเรียน 4 ตารางวา) ซึ่งได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>และได้รู้จักกับ ‘<strong>ครูติ๊ก’</strong>&nbsp;<strong>ชัชวาลย์ บุตรทอง</strong>&nbsp; กันพบว่าการเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้มีแค่ <strong>‘วิชาความรู้’</strong> แต่ยังเติมเต็มด้วย <strong>‘วิชาชีวิต’</strong>&nbsp;</p>



<p>“พอได้เรียนและนั่งคุยกับครูติ๊กในหลายๆ อย่าง เราไม่ได้แค่เรื่องเรียน แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย ผมว่าครูติ๊กมีวิสัยทัศน์ที่ทำให้เด็กอย่างพวกผมรู้สึกว่า เอ้ย! ผู้ใหญ่เขามีวิสัยทัศน์ที่รองรับเด็กรุ่นใหม่ขนาดนี้เลยหรอ”</p>



<p>แนวทางการจัดการเรียนรู้ของศูนย์การเรียนแห่งนี้เปิดกว้างและยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตของเด็กแต่ละคน โดยออกแบบให้สามารถนำประสบการณ์จากการทำงานและการทำกิจกรรมมาเทียบโอนแลกหน่วยกิตได้</p>



<p>“ผมเอาวุฒิ ม.3 ไปสมัคร แล้วเรียนได้วุฒิ ม.6 ภายใน 8 เดือน จากนั้นก็เตรียมเข้าสู่มหาวิทยาลัย ตอนเรียนที่ศูนย์ฯ ครูติ๊กได้เชิญผู้ใหญ่หลายๆ ท่านมาพูดคุย ทำให้เราได้เห็นมุมมองต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งยังมีอาจารย์มหาลัยราชภัฏฯ ที่พานักศึกษามาดูงาน ซึ่งอาจารย์มาถามว่าสนใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยไหม ถ้าอยากเรียน สามารถเรียนก่อนได้โดยให้เข้าระบบนักศึกษา LL เป็นการเรียนร่วมเพื่อเก็บหน่วยกิตไปก่อน พอได้วุฒิ ม. 6 มาแล้ว ก็จะใช้เทียบโอนได้ ทำให้เรียนต่อปี 2 กับเพื่อนได้ ซึ่งอาจารย์ถามว่าสนใจด้านไหน ผมก็บอกว่าสนใจด้านการเมืองการปกครอง ก็เลยมาถึงปัจจุบันนี้ที่ผมได้ศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2cfa61"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0120_Quote-น้องกัน_BANERLINK-copy-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เด็กทุกคนมีศักยภาพและความฝัน ขอเพียงโอกาสไม่ถูกปิดกั้น</strong></h3>



<p>ณ วันที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา แสงสว่างแห่งชีวิตก็ดูเหมือนจะเริ่มริบหรี่ลง แต่ด้วยรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นทำให้ กัน-บัณฑิตา กลับสู่เส้นทางแห่งโอกาสอีกครั้งและกล้าที่จะฝันได้อย่างไร้ข้อจำกัด&nbsp;</p>



<p>กันเล่าว่า <strong>การศึกษาที่ยืดหยุ่นเป็นการศึกษาที่ไม่มีพรมแดน</strong> เป็นการศึกษาที่ไม่ได้มานั่งถามว่าอายุเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็เรียนได้ ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียน มีแต่คำว่าเราจะไปถึงไหน ใจเราไหวแค่ไหนมากกว่า&nbsp;</p>



<p>“อย่างตอนนี้ผมเรียนภาคพิเศษเสาร์-อาทิตย์ มีผู้ใหญ่หลากหลายวัยมาเรียน บางคนก็รุ่นพ่อแม่ผมเลย เวลาเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เขาอาจจะตามไม่ทัน เรามีความรู้มากกว่าก็แบ่งปันกันได้ ผมรู้สึกว่ามันคือเสน่ห์ของการเรียนที่ยืดหยุ่น มันเกิดความผูกพันคนละรูปแบบกับในโรงเรียน เป็นการเรียนรู้ที่คนต่างรุ่นต่างวัยได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน”</p>



<p><strong>“การศึกษาที่ยืดหยุ่นทำให้ผมมีโอกาสได้กลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง ซึ่งทำให้เราต่อยอดความฝันเพิ่มเติมไปหลากหลายมาก อาจด้วยอายุ ทำให้เรายังมีเวลาได้คิดทบทวนตัวเอง และอนาคตหากเจอสิ่งที่สนใจ ก็เชื่อได้ว่ารอบตัวเรายังมีผู้ใหญ่ที่คอยสนับสนุน”</strong>&nbsp;</p>



<p>แม้ในชีวิตจะมีจุดพลิกผันที่ทำให้กันต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน แต่วันนี้เขาสามารถลุกขึ้นมาสานฝันตัวเองอีกครั้งและยังเป็นกระบอกเสียงให้กับเด็กคนอื่น รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่อาจกำลังไม่เห็นอนาคตของตนเอง</p>



<p>“การที่ผมมาอยู่ตรงนี้เหมือนเป็นกระบอกเสียงแทนเด็กๆ สิ่งที่อยากฝากไปถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง คืออยากให้เปิดใจรับฟังเสียงจากเด็กรุ่นใหม่ที่เขามีความคิดใหม่ๆ ประโยคบางประโยคหรือคำบางคำที่เด็กพูดออกมาด้วยความไร้เดียงสา อาจจะจุดประกายความคิดของเราบางอย่างได้ เพราะบางทีเราอาจลืมคิดในบางเรื่องหรือบางมุมไป แต่เด็กๆ เขาเป็นคนจุดไฟให้เรา”</p>



<p><strong>“ที่สำคัญผมอยากให้ตามหาเด็กที่อยู่ในพื้นที่สีแดง เด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งเรื่องยาเสพติด หรือการใช้ความรุนแรง ผมเชื่อว่ายังมีเด็กขาดโอกาสอีกเยอะ อยากให้ขยายการตามหาและปูเส้นทางที่เหมาะให้กับเขา คำว่า ‘เหมาะ’ ในที่นี้คือ เหมาะด้วยสภาพสังคม เหมาะด้วยความรู้ที่เขาต้องการ หรือว่าเหมาะด้วยบริบทชีวิตเขา ผมไม่อยากให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นเด็กที่ถูกลืม แค่อยากให้ผู้ใหญ่ลองเป็นตะแกรง ไปช่วยโอบอุ้มเขาไว้ เพื่อไม่ให้เขาตกลงไปสู่ก้นเหว”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d25fd2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0120_Quote-น้องกัน_BANERLINK-copy-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากเด็กกลุ่มเสี่ยงที่รอคอยการหยิบยื่นโอกาสแล้ว ก็ยังมีเด็กอีกมากที่ไม่กล้าแม้จะมีฝัน กันฝากส่งกำลังใจถึงเด็กๆ ทุกคนว่า ให้กล้าลุกขึ้นมาสร้างฝันและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ให้ได้</p>



<p>“เด็กบางคนไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร เขาอาจจะไม่กล้าฝันเลย เพราะฐานะของครอบครัว หรืออะไรหลายๆ อย่าง แต่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาทุกคนจะมีความฝันของตัวเอง ชีวิตคนเราย่อมมีอุปสรรค ‘<em>แพ้เป็นบันได ชนะเป็นสะพาน’</em> <em>ถ้าพวกหนูแพ้ก็แค่ปีนบันได ถ้าพวกหนูชนะก็จะได้เดินสะพาน </em>และคนรอบตัวเราคือคนที่สร้างสะพานกับบันไดให้ เขาคือคนที่จะสร้างปูนให้เดินต่อไปได้  หรือถ้าคนอื่นเขาสร้างให้เราไม่ได้ เชื่อเถอะว่าเราสร้างจากมือตัวเองได้ <strong>สุดท้ายอยากบอกว่า ถ้าวันไหนที่ทำสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาส เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่มากขึ้น</strong>”</p>



<p>แม้วันนี้เส้นทางที่กัน-บัณฑิตาเลือกเดินอาจยังไม่ถึงฝั่งฝัน หรือความสำเร็จที่วาดหวังไว้ แต่ทุก ‘โอกาส’ ที่ได้รับคือพลังที่ทำให้เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง&nbsp;</p>



<p>“คำว่า โอกาส เด็กไทยอาจจะรู้สึกว่ามันน้อยเหลือเกิน สำหรับการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน แต่ถ้าเราจับต้องมันได้ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก และความจริงแล้วเราเองสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาป้อนหรือต้องไปขอจากเขา เราสามารถวิ่งเข้าหาโอกาสด้วยตัวเอง ด้วยความคิดของเราเอง&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้อยากขอบคุณทุกคนที่จัดทำโครงการแบบนี้ขึ้นมาช่วยส่งเสริมโอกาส ไม่ใช่แค่ผม แต่สำหรับเด็กอีกหลายคน และท้ายที่สุดอยากขอบคุณตัวเองที่กล้าได้กล้าเสียอะไรหลายๆ อย่าง จนเติบโตมาถึงจุดนี้ได้ ถ้าเป็นไปได้ในอนาคตก็อยากสานฝันครูติ๊กในการขยายโรงเรียน 4 ตารางวา ให้กว้างขึ้น เพื่อส่งต่อโอกาสให้ไปได้ไกลกว่านี้”&nbsp;</p>



<p>เพราะ ‘โอกาส’ สำหรับบางคนอาจอยู่ใกล้แค่เอื้อม บางคนอยู่ไกลสุดปลายมือต้องขวนขวาย แต่ท้ายที่สุดแล้วการส่งต่อโอกาสดีๆ จะช่วยต่อบันไดสร้างสะพานให้เด็กๆ ได้ก้าวเดินไปในเส้นทางที่เขาสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพเพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพได้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200125/">“ผมไม่อยากให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นเด็กที่ถูกลืม” เปิดหัวใจฟังเสียงของเด็กที่ถูกเรียกว่านอกระบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลาพา ‘โรงเรียน’ ไปหาเด็ก : ถอดรหัสการศึกษาไทย ทำอย่างไรให้ทุกคนได้เรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/flexible-learning-for-all/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Dec 2024 07:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ลือชัย ศรีเงินยวง]]></category>
		<category><![CDATA[ชนาธิป ไตรภู้]]></category>
		<category><![CDATA[บัณฑิตา มากบำรุง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพล เจริญภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[สุทิสา สุธาบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ประยูร สุธาบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=89633</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากให้กล่าวถึงปัญหาเรื้อรังที่อยู่ตลอดมาและมีทีท่าว่า ( [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/flexible-learning-for-all/">ถึงเวลาพา ‘โรงเรียน’ ไปหาเด็ก : ถอดรหัสการศึกษาไทย ทำอย่างไรให้ทุกคนได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากให้กล่าวถึงปัญหาเรื้อรังที่อยู่ตลอดมาและมีทีท่าว่า (อาจ) จะอยู่ต่อไปอีกนานในสังคมไทย หลายคนคงไม่ลังเลที่จะตอบว่า ‘ปัญหาการศึกษา’ เพราะในแง่หนึ่ง แม้การศึกษาจะเป็นประตูสู่โอกาสในการเข้าสู่ชีวิตที่ดีกว่า แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมื่อทุกอย่างย่อมมีราคาค่าใช้จ่าย การศึกษาที่ ‘ไม่ฟรี’ อย่างแท้จริง จึงกลายเป็นเหมือนอุปสรรคใหญ่ที่ผลักเด็กจำนวนหนึ่งให้ร่วงหล่นจากตาข่ายการศึกษาไป</p>



<p>และ&nbsp; ‘จำนวนหนึ่ง’ ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่หลักพันหรือหลักหมื่น แต่เรากำลังพูดถึงเด็กจำนวนหลักล้าน ยังมินับว่าที่จริงแล้วไม่ควรมีเด็กคนไหนเลยที่ร่วงหล่นออกจากระบบการศึกษาไป เพราะดังทุกคนรู้กันดี การศึกษาเป็นเหมือน ‘โอกาส’ ในการก้าวไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ทั้งของตัวเด็กเอง ของครอบครัว และของคนรุ่นถัดไป อีกทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในภาพกว้าง โดยเฉพาะในแง่ของทรัพยากรมนุษย์ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าต่อไป</p>



<p>ในแง่นี้ การร่วงหล่นจากระบบการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกหรือครอบครัว แต่เป็นเรื่องของสังคมและขยายต่อไปได้จนถึงระดับประเทศ</p>



<p>เมื่อมองเช่นนี้แล้วจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะรองรับการที่เด็กไม่ได้เรียนและไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะไม่ช่วยกันแก้ปัญหาดังกล่าว ดังที่เราจะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามคิดค้นทางแก้ปัญหาหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อโอบอุ้มและโอบรับเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง</p>



<p>หนึ่งในแนวคิดดังกล่าวคือ&nbsp;<a href="https://flexiblelearning.eef.or.th/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น’ (flexible learning)</a>&nbsp;เพื่อทำให้เด็กที่หลุดออกจากระบบสามารถกลับเข้ามาเดินในเส้นทางการศึกษาได้อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นเส้นทางที่ยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการเฉพาะของเด็กแต่ละคน เพื่อเป็นการประคับประคองเด็กไว้ในระบบการศึกษา</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุด จากที่เราเคยคุ้นเคยกับคำว่า ‘เด็กๆ ต้องไปโรงเรียน’ การศึกษาที่ยืดหยุ่นจะพลิกมุมกลับกลายเป็นการ ‘พาโรงเรียนมาหาเด็ก’ แทน</p>



<p>101 ชวนอ่านเก็บความบางส่วนจาก&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=916349487257639" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 “การจัดการศึกษาและเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับเด็กและเยาวชน และการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่”</a>&nbsp;จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) – การศึกษาที่ยืดหยุ่นควรเป็นอย่างไร ทำไมเราต้องจัดการศึกษาให้ยืดหยุ่น พร้อมรับฟังเสียงจากผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วงหล่นจากระบบการศึกษาไปแล้ว</p>



<p>เราจะร่วมพัฒนาการศึกษาให้เป็นของทุกคนอย่างแท้จริงได้อย่างไร ชวนหาคำตอบได้ในบรรทัดถัดจากนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สร้าง&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การศึกษาที่ยืดหยุ่นและประคับประคอง</strong><strong>’</strong><strong>&nbsp;เพื่อโอบรับเด็กทุกเฉดสี</strong><strong></strong></h3>



<p>ถ้าให้นิยามเรื่องปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษา&nbsp;<strong>รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง</strong>&nbsp;อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. ให้นิยามว่า “เป็นปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนมาก”</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลือชัยยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับภาพป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้มากมาย ทำให้ยากที่จะมองว่าต้นไม้แต่ละต้นเป็นอย่างไร มีลักษณะแบบไหน เพราะต้นไม้แต่ละต้นเกาะกลุ่มกันอยู่ ดังนั้น การทำความเข้าใจธรรมชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเราจะไม่สามารถเข้าใจได้เลยหากยังมองจากข้างบนโดยไม่พาตัวเองลงไปเกี่ยวข้องและพยายามทำความเข้าใจ</p>



<p>ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์และพบเจอเด็กที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ลือชัยเล่ากรณีศึกษาที่น่าสนใจ ได้แก่</p>



<p><em>กรณีแรก</em>&nbsp;เด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง อาศัยอยู่กับคุณยายเพราะพ่อแม่แยกทางกัน ในช่วงเย็นเด็กผู้หญิงคนนี้จะร้องไห้เนื่องจากเครียดที่คุณพ่อโทรมาตำหนิและยังมีปัญหาเรื่องไม่อยากเรียนหนังสือเนื่องจากอ่านหนังสือได้ไม่แตกฉาน</p>



<p><em>กรณีที่สอง</em>&nbsp;เด็กอายุ 8 ปีที่เพิ่งย้ายเข้ามาที่โรงเรียนช่วง ป.1 เพราะพ่อแม่แยกทางกัน เด็กมีปัญหาเรื่องการอ่านเขียนช้า และร้องไห้อยู่บ่อยๆ เนื่องจากคิดถึงแม่ ประเด็นสำคัญคือทวดที่เด็กคนดังกล่าวอาศัยอยู่ด้วยไม่รู้หนังสือจึงไม่สามารถสอนการบ้านได้ จึงต้องจ้างพี่เลี้ยงข้างบ้านครั้งละ 50 บาทเพื่อสอนการบ้าน</p>



<p>และ&nbsp;<em>กรณีที่สาม</em>&nbsp;เด็กชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พออ่านหนังสือออกและเขียนได้ ทว่าปัญหาสำคัญคือเรื่องอารมณ์ ประเด็นน่าสนใจคือพ่อของเด็กชายมีอาการจิตเวชตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาจนต้องแยกออกไปอยู่บ้านกลางสวนยาง และญาติฝ่ายปู่ของเด็กชายก็มีภาวะจิตเวชเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณครูของเด็กเองก็ไม่ทราบ</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาสู่ประเด็นที่ว่า ปกติแล้วเวลาจะขับเคลื่อนงบประมาณหรือนโยบายใด เด็กแต่ละคนมักจะถูกมองว่าเป็นเพียงเคสที่พบได้เป็นส่วนน้อย ทว่าสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ เด็กเหล่านี้ก็คือชีวิตหนึ่งที่ต้องกำลังเผชิญปัญหาต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกลับมาหาปัญหาทางสังคมได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ว่าทำไมพวกเขาอยู่กับพ่อแม่ไม่ได้ หรือทำไมครอบครัวนี้ถึงมีอาการป่วย</p>



<p>“ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องระดับปัจเจก แต่สะท้อนสังคมภาพใหญ่” ลือชัยสรุปพร้อมขยายความว่า “คนอาจจะมองว่า ชีวิตของเด็กแต่ละคนเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับส่วนใหญ่ แต่เราควรจะต้องพยายามทำความเข้าใจว่า จริง ๆ แล้วเด็กทุกคนสามารถเป็นทั้งทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้ในอนาคตหรือเป็นระเบิดเวลาได้เช่นเดียวกัน การเห็นคุณค่าในชีวิตทุกคนจึงสำคัญ”</p>



<p>แต่จากตอนต้นที่ลือชัยชี้ว่า ปัญหาเด็กนอกระบบเป็นปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนมาก เนื่องจากเด็กเหล่านี้อยู่บนเฉดสีที่กว้างมากและแตกต่างกันในแง่ของวิถีชีวิต การมองโลก และการจินตนาการถึงอนาคต หลายครั้งที่ผู้ใหญ่มักบอกว่าเด็กควรมีอาชีพ การศึกษา และครอบครัว จึงจะมีความสำเร็จและความมั่นคง แต่ลือชัยมองว่านิยามเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นนิยามที่เด็กเลือกเสมอไป</p>



<p>“ตอนนี้ผมกำลังทำงานที่เชียงราย เราพบว่าปัญหาหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่อยากมีชีวิตในโรงเรียนคือไม่มีความสุข เพราะเขาเรียนไม่รู้เรื่อง เนื่องจากอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ การอ่านออกเขียนได้ของเด็กเหมือนเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้โลก เราจะอ่านวรรณกรรมอย่างไม่มีความสุขถ้าอ่านหนังสือไม่แตกจนไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสุนทรียะนั้น”</p>



<p>ลือชัยเน้นย้ำว่า คนมักจะมองว่าการอยู่ในเฉดสีดังกล่าวต้องเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทั้งที่จริงๆ แล้ว การอยู่ในเฉดสีเหล่านี้สามารถเคลื่อนไปมาได้ไม่ตายตัว การจะดูแลเด็กกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยการทำความเข้าใจว่า จะสร้างเงื่อนไขเพื่อประคับประคองเด็กที่อยู่บนเฉดเหล่านี้ให้เติบโตขึ้นได้อย่างไร เพราะการทำเช่นนี้จะต้องอาศัยระบบที่เข้าใจและใกล้ชิดกับเด็ก เนื่องจากระบบที่มาจากข้างบนไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้</p>



<p>ดังนั้น การมีระบบที่จะโอบอุ้ม ประคับประคอง และตอบสนองความหลากหลายเหล่านี้โดยไม่มองว่าเป็นเรื่องตายตัวจึงเป็นโจทย์สำคัญ เนื่องจากจะต้องมีกระบวนการจัดสรรทรัพยากรหรือนโยบายที่เอื้อให้เกิดความเข้มแข็งของเครือข่ายระดับพื้นที่ที่จะตอบโจทย์ความซับซ้อนเหล่านี้ได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กคนอื่นได้รับผลกระทบจนต้องเข้ามาในเฉดสีเช่นนี้อีก</p>



<p>“เราต้องช่วยกันคิดว่าจะสร้างระบบกลไกอย่างไรที่จะนำเด็กที่มีความแตกต่างหลากหลายเข้ามาภายใต้การคุ้มครอง ปกป้องดูแล และประคับประคองกันไป เพราะเราจะมองเด็กในลักษณะปัจเจกบุคคลเดี่ยวๆ ไม่ได้” ลือชัยกล่าว</p>



<p>ขณะที่&nbsp;<strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong>&nbsp;ที่ปรึกษากรรมการบริหาร กสศ. สนับสนุนประเด็นของลือชัยว่า แม้จะมีพายุนโยบายขนานใหญ่ออกมาจากระบบราชการเพื่อจัดการปัญหาเด็กนอกระบบ ทว่าเราไม่สามารถกระโจนเข้าหาเด็กกลุ่มนี้โดยไม่พิจารณาถึงความแตกต่างหลากหลายและความซับซ้อนของเด็กละคน รวมถึงปัญหาของสังคมไทยในภาพรวมได้</p>



<p>“เราชอบมองว่าโรงเรียนคือคำตอบ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ทั้งโรงเรียน ครอบครัว และตัวเด็ก โชคดีที่ครูส่วนใหญ่มองเห็นความซับซ้อนของเด็กได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็น”</p>



<p>สมพงษ์สะท้อนความกังวลว่า หากเรามุ่งแต่แก้ปัญหาโดยไม่มองความซับซ้อนหรือปัญหาครอบครัว จะทำให้เด็กหลุดร่วงซ้ำออกมาอีก ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือการทำให้เด็กตกตะกอนในตัวเองได้</p>



<p>“บางครั้งเราอาจก้าวพลาดได้ แต่ถ้าเจอคนที่ดีที่เข้าใจ การก้าวพลาดก็สามารถเป็นการก้าวไปสู่อนาคตที่ดีได้หากได้รับคำแนะนำและคำตอบที่เหมาะสม”</p>



<p>สมพงษ์เสนอคำว่า ‘ยืดหยุ่นแบบประคับประคอง’ คือต้องไม่รีบร้อนหรือมุ่งแต่เรื่องตัวเลข เพราะถ้าผู้ใหญ่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของเด็กได้ สมพงษ์เชื่อว่านั่นจะนำมาสู่การแก้ปัญหาและความเจ็บปวดในชีวิตของเด็กได้ รวมถึงต่อยอดให้เด็กเจอสิ่งที่สนใจและอยากศึกษาต่อไป</p>



<p>“ผมต้องฝากเรื่องสภาพจิตใจ ครอบครัว และความซับซ้อนของเด็กแต่ละคนไว้ด้วย เพราะถ้าเราทำตรงนี้สำเร็จ ปัญหาสังคมจะเบาบางลงมาก” สมพงษ์ทิ้งท้าย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อ่านบทเรียนจากโรงเรียนต้นแบบ ทำอย่างไรให้โรงเรียนไปหาเด็กได้อย่างแท้จริง</strong><strong></strong></h3>



<p>เมื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่นกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษาที่จะช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษาได้ เหล่าบุคลากรทางการศึกษาจึงได้ร่วมกันพัฒนาแนวทางการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ๆ ที่จะสร้างความยืดหยุ่นและโอบรับความต้องการของเด็กแต่ละกลุ่มเอาไว้</p>



<p>หนึ่งในนั้นคือ&nbsp;<strong>ประยูร สุธาบูรณ์</strong>&nbsp;ประธานสมาคมศูนย์การเรียน หัวเรือใหญ่ในการผลักดัน ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ ที่เริ่มต้นจากแนวคิดว่า “โรงเรียนต้องเข้าใจว่า คำว่ายืดหยุ่นหมายถึงอะไร และเป้าหมายสำคัญในการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นคือใคร”</p>



<p>สำหรับประยูร คำว่ายืดหยุ่นจะต้องมีความเหมาะสมและไม่ตายตัวจนเกินไป และที่สำคัญคือต้องเหมาะสมกับผู้เรียน กล่าวคือเป็นสถานการณ์ที่จะทำให้ผู้เรียนมีความสุข</p>



<p>“ถ้าเราเข้าใจว่าเป้าหมายสูงสุดในการทำงานของเราคือเด็ก เราจะเข้าใจเลยว่าเด็กสำคัญที่สุด ดังนั้นเงื่อนไขต่างๆ นานาก็จะเริ่มลดลง แต่เรามองวิทยฐานะเป็นหลัก เด็กก็จะถูกลดความสำคัญลงแล้ว เพราะเราหันไปมองที่ความก้าวหน้าแทน”</p>



<p>ประยูรยังสนับสนุนแนวคิดของลือชัยที่มองว่า เด็กแต่ละคนคือต้นไม้ที่ไม่เหมือนกัน ต้นทุนชีวิตก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นการจะเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้น เขาจึงเสนอว่ารูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะต้องไม่มีบล็อก (block) และต้องมองว่าหลักสูตรมีความยืดหยุ่นเพียงพอหรือไม่ในเนื้อหาสาระและการจัดการเรียนรู้ รวมไปถึงเวลาเรียนและการประเมินผลต่างๆ เพราะถ้าหากมีรอยต่อเกิดขึ้นก็เท่ากับว่าการศึกษาดังกล่าวไม่ได้ยืดหยุ่นหรือตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างแท้จริง</p>



<p>และหากถามว่าใครที่จะทำให้การศึกษายืดหยุ่นได้จริง ประยูรตอบโดยไม่ลังเลว่า บุคลากรทุกคนในโรงเรียนที่ไม่ใช่แค่คุณครูหรือผู้เรียน แต่ต้องรวมถึงเจ้าหน้าที่ นักการภารโรงทุกคน ผนวกกับภาคีเครือข่ายชุมชนที่ต้องร่วมกันสร้างความยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ</p>



<p>จากแนวคิดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ประยูรส่งไม้ต่อให้&nbsp;<strong>สุทิสา สุธาบูรณ์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยา จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนแรกๆ ที่รับแนวคิดดังกล่าวเข้ามา โดยสุทิสาฉายภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบในโรงเรียนให้เห็นผ่านแนวคิด ‘บวรสร้างโอกาส’ ด้วยการมีส่วนร่วมของบ้าน วัด และโรงเรียน จัดการศึกษาแบบบูรณาการและไม่แยกส่วน โดยยังอิงตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และมาตรฐานตัวชี้วัดเพื่อตอบโจทย์คุณภาพเด็ก</p>



<p>“เราจะมีทั้งห้องเรียนในระบบปกติและห้องเรียนในระบบบวรสร้างโอกาส เพื่อรองรับเด็กที่เสี่ยงจะหลุดจากระบบหรือหลุดไปแล้วกลับเข้ามาในระบบ อาทิ กลุ่มที่ท้องในวัยเรียนหรือเจอปัญหาด้านเศรษฐกิจการเงิน ถ้าเราไม่มีห้องเรียนตรงนี้รองรับ เด็กกลุ่มนี้อาจจะหลุดออกจากระบบได้”</p>



<p>สุทิสาอธิบายต่อว่า การทำเช่นนี้ยังต้องอาศัยการสร้างความรู้ความเข้าใจในโรงเรียน พยายามปรับวิธีคิดเรื่องการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นที่ทั้งครู ผู้ปกครอง รวมถึงกรรมการสถานศึกษาและชุมชนมีส่วนร่วมด้วย และเป็นการทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มองที่เป้าหมายเดียวกันคือ ‘เด็ก’ จากนั้นจึงติดตามค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งในปีนี้ (2567) มีทั้งหมด 37 คน นำมาสู่การวิเคราะห์และออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนโดยพิจารณาสภาพครอบครัว สภาพความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาสุขภาพต่างๆ</p>



<p>จากนั้นจึงนำมาสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นโดยยังอิงหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 โดยคงวิชาพื้นฐานแปดกลุ่มสาระ แต่ปรับวิชาเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็ก ให้ตารางเรียนกลายเป็นวิถีประจำวันของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการใช้ชีวิต</p>



<p>นอกจากนี้ สุทิสายังกำหนดให้มีวันพบกลุ่มหนึ่งวันต่อสัปดาห์ โดยเลือกจากวันที่เด็กส่วนใหญ่สามารถมาเข้าร่วมได้ โดยวันดังกล่าวจะมีไว้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน หากเด็กคนไหนมาไม่ได้ คุณครูจะเป็นฝ่ายไปหาเด็ก โดยเรียกว่า ‘ครูเดินสอน’ เป็นการนำใบงานไปให้และไปช่วยสอน อีกทั้งยังมีการเรียนรู้จากวิถีชีวิตในชุมชน ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ด้วย</p>



<p>“สำหรับการประเมินผล เราจะวัดจากการเรียนรู้ร้อยละ 70 และเราจะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเด็ก ไม่จำเป็นว่าเด็กคนหนึ่งต้องเลือกทุกวิธี ส่วนอีกร้อยละ 30 จะประเมินการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งครูประเมิน เด็กร่วมกับผู้ปกครองประเมิน รวมถึงเพื่อนร่วมงานและผู้ประกอบการก็จะได้ร่วมประเมินเช่นกัน”</p>



<p>ทั้งนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กที่ไม่ได้มาโรงเรียนทุกวันกลับมีโอกาสที่จะได้คะแนนเท่าเด็กที่มาโรงเรียนทุกวัน ซึ่งสุทิสาชี้ว่า การคิดแบบนี้อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะทุกวันของเด็กคือการเรียนรู้ ทำให้บางวิชา เด็กกลุ่มนี้จะมีทักษะมากกว่าเด็กในโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ</p>



<p>ในตอนท้าย สุทิสาถอดบทเรียนการค้นพบว่าการจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นความร่วมมือแบบไร้รอยต่อ ไม่แบ่งแยกชั้น สถาบัน หรือหน่วยงาน แต่เป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงมีเครือข่ายในการช่วยดูแลและค้นหาเด็ก</p>



<p>“ถ้าจะจัดการศึกษาแบบนี้ คำว่าภาระต้องเอาออกไปเลย จะมองแต่หน้าที่อย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่เราต้องมีหัวใจของความเป็นครูในการร่วมกันดูแลช่วยเหลือลูกๆ ของเรา ให้เขามีโอกาสในการศึกษาและช่วยประคับประคองเขาจนจบการศึกษาเพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต” สุทิสากล่าว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฟังเสียงจากผู้ที่ (เคย) ร่วงหล่นจากระบบการศึกษา</strong><strong></strong></h3>



<p>“เราเคยคิดว่ามีงานทำก็โอเคแล้วโดยไม่ต้องพึ่งวุฒิการศึกษา แต่พอตกตะกอนกับตัวเองได้ก็พบว่า วุฒิการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญและเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมากในประเทศไทย” คือคำกล่าวนำจาก&nbsp;<strong>บัณฑิตา มากบำรุง&nbsp;</strong>จากศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยหลุดร่วงออกจากระบบการศึกษามาก่อน</p>



<p>บัณฑิตาฉายภาพกว้างว่า เด็กล้านกว่าคนในประเทศหลุดออกจากระบบการศึกษา ที่สำคัญคือ จำนวนล้านกว่านี้เป็นเพียงเด็กที่ถูกค้นพบเท่านั้น เท่ากับว่ายังมีเด็กที่ไม่ถูกค้นพบอีกมาก ทั้งหมดนี้นำมาสู่ประเด็นของบัณฑิตาที่ว่า หากเด็กเหล่านี้ถูกผลักออกจากระบบ ซ้ำร้ายคือยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนในการศึกษา เช่น ทุนทรัพย์ที่ไม่พร้อม แล้วเขาจะสามารถเข้าหาโอกาสได้ด้วยตัวเองอย่างไร</p>



<p>“มีเด็กจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ที่เรายังไม่เคยเห็นและไม่เคยพบเจอ คำถามคือ มีที่ไหนที่จะเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้ได้บ้าง ผู้ใหญ่ที่มีทั้งอำนาจและทุนทรัพย์อยู่ในมือจะสามารถเข้าหาเด็กด้อยโอกาสอย่างพวกเราได้บ้างหรือไม่”</p>



<p>จากประสบการณ์ที่เคยหลุดออกจากระบบการศึกษา บัณฑิตากล่าวว่าการได้มาเจอศูนย์การเรียนรู้ทำให้ได้เห็นในมุมที่ต่างออกไปว่า ยังมีคนอีกมากที่ขับเคลื่อน ตามหา และพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาที่เร็วขึ้นและมากขึ้น</p>



<p>ปัจจุบัน บัณฑิตาศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเธอชี้ว่าสายการเรียนอาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ชอบนัก ทว่าเป็นสิ่งที่บัณฑิตารู้สึกชอบและสนุกที่ได้เรียน</p>



<p>“สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราได้อาจไม่ใช่สิ่งที่เราชอบที่สุด แต่สิ่งนั้นคือสิ่งที่ใช่ที่สุดในวันนี้ที่ทำให้เราหล่อเลี้ยงชีวิตตนเองและคนที่เรารักได้” บัณฑิตาทิ้งท้าย</p>



<p>ขณะที่อีกหนึ่งผู้เคยหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่าง&nbsp;<strong>สิบตรีชนาธิป ไตรภู้</strong>&nbsp;กองพันข่าวกรองทางทหาร ผู้เป็นศิษย์เก่าศูนย์การเรียนรู้ CYF เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษาว่า “ผมรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่คอยช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ ม.ต้น สอบเข้าอยู่ห้องเดียวกันได้ก็คอยช่วยเหลือกันมาตลอด แต่พอมาถึง ม.5 เขากลับไปมีคนใหม่ ตอนนั้นผมก็เป็นเด็ก มีความคิดแบบเด็กๆ (ยิ้ม) เราอยู่ห้องเดียวกันโรงเรียนเดียวกัน พอทำใจไม่ได้ที่ต้องเจอเรื่องเก่าๆ เดิมๆ ก็เลยลาออกเลย”</p>



<p>เมื่อลาออกแล้ว ชนาธิปนิยามว่า ชีวิตของตนเองดิ่งลงถึงขีดสุด ทั้งติดเพื่อนและติดยา ไม่สนใจการเรียนใดๆ จนกระทั่งเริ่มไปทำงานโรงงานและพบว่าการจะเป็นพนักงานประจำได้ต้องมีวุฒิ ม.6 ทว่าชนาธิปในตอนนั้นมีแค่วุฒิ ม.3 เท่านั้น จึงไปสมัคร กศน. ไว้ ทว่าก็ยังเรียนไม่จบและกลับมาทำงานเหมือนเดิม จนกระทั่งรู้จักศูนย์การเรียนรู้ CYF ที่เปิดโอกาสให้เรียนและทำงานไปด้วยได้ด้วยการเรียนผ่านมือถือ</p>



<p>นั่นคือจุดพลิกผันในชีวิตชนาธิปที่เริ่มเข้าเรียนจนกระทั่งจบ ม.ปลาย และสมัครเป็นพลทหาร ตามด้วยการสอบและได้เรียนที่นายสิบทหารบกโดยใช้วุฒิที่เรียนมา เช่นเดียวกับบัณฑิตา ชนาธิปเน้นความสำคัญของการมีวุฒิการศึกษา พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ทว่าลึกซึ้งว่า “ต่อไปจะไม่ทิ้งการเรียนครับ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถึงเวลาสร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับปวงชน (</strong><strong>flexible learning for all</strong><strong>)</strong></h3>



<p>ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ การทำโครงการต่างๆ หรือการคิดค้นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ทางการศึกษา ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดภาคส่วนสำคัญอย่างภาคนโยบายที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนหลักในการออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ พร้อมทั้งบังคับใช้ให้เกิดผล</p>



<p>หากพูดถึงเรื่อง ‘การศึกษาเพื่อทุกคน’ หน่วยงานที่มีบทบาทมากหน่วยงานหนึ่งคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภายใต้กระทรวงมหาดไทย โดย&nbsp;<strong>สุรพล เจริญภูมิ</strong>&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ชี้ให้เห็นภาระสำคัญของกรมที่เชื่อมโยงกับแนวคิด ‘การศึกษาเพื่อปวงชน ปวงชนเพื่อการศึกษา’ ผ่าน อปท. เจ็ดพันกว่าแห่งทั่วประเทศ (ไม่รวม กทม.) ที่เน้นการดำเนินการแบบวงกลมเจ็ดภาคีเครือข่ายที่สามารถหมุนและยืดหยุ่นได้</p>



<p>“การจัดการศึกษาของ อปท. เป็นแบบ tailor-made คือออกแบบได้ จะออกให้ยืดหยุ่นก็ได้ ถ้าที่ไหนจะไปทำก็ทำได้เลย เราพร้อมสนับสนุน” รองอธิบดีฯ กล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมทั้งเสริมว่า ด้วยการจัดการศึกษาในระดับท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากเพราะแต่ละที่มีความแตกต่างหลากหลาย ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครู จึงจะต้องดูให้ละเอียดและพิจารณาทุกมิติ</p>



<p>“เราจะไม่ดูแค่ป่าทั้งป่า แต่จะดูไปถึงต้นไม้ทีละต้น และครูคือคนที่สำคัญมากที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ ไม่ว่าเด็กจะอยู่ในหรือนอกระบบก็ตาม” สุรพลกล่าวโดยอิงจากประสบการณ์จริงที่เคยเจอคุณครูด่วนตัดสินลูกของตนเองไป “ส่วนฝ่ายสนับสนุนก็เป็นเหมือนดาวบนฟากฟ้าที่เราอาจไม่เห็นทุกวัน แต่ว่าต้องมาช่วยขยับขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เร็ว”</p>



<p>นี่จึงเป็นที่มาของการที่สุรพลชี้ว่า กสศ. จะมีบทบาทในการผสมกลมกลืนและผูกร้อยโยงยุคสมัยใหม่และสมัยเก่าเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นว่า หากมีการประสานมา ทางกรมฯ และกระทรวงพร้อมจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตามแนวคิด ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข’</p>



<p>“ถ้าท้องถิ่นทำให้การศึกษาเข้มแข็งและผู้เรียนมีทางเลือก ผมว่าไทยไปในทิศทางที่มันไปได้” สุรพลทิ้งท้าย “ผมคิดว่าความยืดหยุ่นนี่แหละคือหนทางแห่งความสำเร็จ แต่ที่เราต้องคิดกันด้วยคือ ต้องทำอย่างไรจึงจะพอดี”</p>



<p>ขณะที่ทางฟากฝั่งการศึกษา&nbsp;<strong>นิยม ไผ่โสภา</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ได้กล่าวต่อยอดจากแนวคิด ‘การศึกษาเพื่อปวงชน ปวงชนเพื่อการศึกษา’ โดยแสดงความคิดเห็นว่า เวลานี้ควรจะเปลี่ยนเป็น ‘การศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับปวงชน ปวงชนเพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่น’ แทน เนื่องจากนี่เป็นหนทางเดียวที่จะสามารถเก็บตกเด็กที่หลุดร่วงออกจากนอกระบบการศึกษาได้</p>



<p>ทั้งนี้ นิยมยังเน้นย้ำความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยเหลือเด็กที่ร่วงหล่นออกจากระบบการศึกษา อีกทั้งยังมี<a href="https://www.eef.or.th/news-020724/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">นโยบาย Thailand Zero Dropout</a>&nbsp;โดยมีจังหวัดบุรีรัมย์เป็นโมเดลต้นแบบ</p>



<p>ขณะที่ในภาพใหญ่อย่าง สพฐ. ได้มีการริเริ่มนโยบาย ‘พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนกลับไปให้น้อง’ โดยนิยมชี้ถึงเบื้องหลังแนวคิดนี้ว่า จะต้องมีสองต่อ คือนำกลับมาเรียนก่อน แต่ถ้านำกลับมาเรียนไม่ได้จริงๆ ก็จะเป็นการนำการศึกษากลับไปให้ และต้องเป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย</p>



<p>“ผมคิดว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความสามารถในตัวเองไม่น้อยกว่าหนึ่งเรื่อง อยู่ที่ว่าครูจะดูว่าเขาเก่งด้านไหน และพัฒนาเขาให้เต็มศักยภาพได้ไหมมากกว่า”</p>



<p>อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องวิทยฐานะและความก้าวหน้าทางอาชีพเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ครูหลายคนเลือกที่จะทำงานอยู่แต่ที่โรงเรียนประจำจังหวัด เพราะเชื่อว่าเด็กจะเก่งกว่า ซึ่งนิยมชี้ว่าเด็กคนอื่นๆ อาจไม่ได้เก่งเท่า แต่สามารถแข่งขันในด้านอื่นได้เช่นกัน เช่น โครงการโรงเรียนปลอดขยะ สภานักเรียน</p>



<p>“เราจะเลือกแต่เด็กเก่งไม่ได้ แต่เราต้องเชื่อมั่นในตัวเด็กและพัฒนาเขา ไม่บังคับให้ปลาปีนต้นไม้หรือลิงไปว่ายน้ำ แต่ต้องรู้เขาและพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ผมเชื่อว่าเราจะประสบผลสำเร็จเอง”</p>



<p>ในตอนท้าย นิยมกล่าวถึงเส้นทางต่อไปว่า ตอนนี้ สพฐ. ได้ประกาศนโยบายพาน้องกลับมาเรียนฯ ทั่วไทย พร้อมทั้งจัดทำคู่มือเพื่อเป็นแนวนำทางให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์มที่จะช่วยทำแฟ้มสะสมผลงาน (portfolio) ต่อไปยังมหาวิทยาลัยได้ด้วย</p>



<p>“ผมเชื่อว่าการจะแก้ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบจะต้องใช้การศึกษาที่ยืดหยุ่น ซึ่งตอนนี้เรามีต้นแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบแล้ว และจะขยายไปทั่วประเทศเพื่อเก็บตกเด็กเหล่านี้” นิยมกล่าว</p>



<p>“แต่ก่อนเราอยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมและเรียนกับครู ครูมีความรู้แค่ไหนเด็กก็ได้เท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วเพราะว่าโลกเปลี่ยนไป มีเทคโนโลยีเข้ามาเสริม ทุกคนต้องเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” นิยมทิ้งท้าย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/flexible-learning-for-all/">ถึงเวลาพา ‘โรงเรียน’ ไปหาเด็ก : ถอดรหัสการศึกษาไทย ทำอย่างไรให้ทุกคนได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
