<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>น่าน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Feb 2024 06:16:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>น่าน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ไม่มีใครอยากเปียกปอน: ‘ที่หลบฝน’ พื้นที่พักใจก่อนเติบโตของเด็กน่าน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teelobfon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Jun 2023 06:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[ที่หลบฝน]]></category>
		<category><![CDATA[วิชินันท์ สิงห์น้อย]]></category>
		<category><![CDATA[วัทธิกร ธนกิจกร]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่การเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77734</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณคิดว่าพื้นที่การเรียนรู้ควรมีหน้าตาแบบไหน? อาจไม่ยาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teelobfon/">ไม่มีใครอยากเปียกปอน: ‘ที่หลบฝน’ พื้นที่พักใจก่อนเติบโตของเด็กน่าน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คุณคิดว่าพื้นที่การเรียนรู้ควรมีหน้าตาแบบไหน?</p>



<p>อาจไม่ยากนักหากคุณอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แม้จะไม่ได้มีอยู่ทุกหัวมุมถนน แต่พื้นที่การเรียนรู้จำนวนมากของประเทศนี้ก็กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง แต่สำหรับจังหวัดที่ไม่ใช่หัวเมืองใหญ่แล้ว น้อยแห่งที่จะมีพื้นที่สาธารณะ และน้อยลงยิ่งกว่านั้นสำหรับพื้นที่การเรียนรู้</p>



<p>ลองนึกภาพเมืองเล็กๆ น่ารักๆ อย่างจังหวัดน่านที่ชุมชนอยู่กันอย่างเงียบสงบ เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อน แต่สำหรับเด็กที่เติบโตที่นี่ พวกเขาจะเรียนรู้โลกใบนี้ได้อย่างไรโดยไม่โบยบินออกจากเมืองบ้านเกิด</p>



<p>นั่นคือโจทย์สำคัญที่&nbsp;<strong>อะตอม-วิชินันท์ สิงห์น้อย</strong>,&nbsp;<strong>ไนท์-วัทธิกร ธนกิจกร</strong>&nbsp;และเพื่อนๆ เยาวชนที่น่านมองเห็นร่วมกันจนนำมาสู่การสร้าง&nbsp;<strong>‘</strong><a href="https://www.facebook.com/teelobfon" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>ที่หลบฝน</strong></a><strong>’</strong>&nbsp;พื้นที่ทางเลือกที่เปิดให้คนที่เข้ามาใช้ร่วมออกแบบพื้นที่ได้เอง</p>



<p>ที่หลบฝนเป็นบ้านไม้ตั้งอยู่ในตัวเมืองน่าน ที่ผ่านมามีกิจกรรมหลากรูปแบบ ทั้งเทศกาลหนังสั้น เวิร์กช็อปงานศิลปะ หัดทำเครื่องประดับแฮนด์เมด เป็นที่นั่งเล่น อ่านหนังสือสอบ พูดคุยปัญหาชีวิต หรือใครไม่มีอะไรทำจะมานั่งเล่นแมวเฉยๆ ที่นี่ก็ต้อนรับ</p>



<p>แม้ว่าจะไม่ใช่คนน่าน แต่จากประสบการณ์ทำงานเรื่องพื้นที่สร้างสรรค์กับ อพท. ทำให้อะตอมรู้จักกับกลุ่มเยาวชนน่านและพบปัญหาว่าเวลาหลังเลิกเรียนหรือเลิกงานจะไม่มีที่ไหนให้ไปนอกจากร้านเหล้า เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอะตอมแล้ว เชียงใหม่มีพื้นที่สาธารณะ มีพิพิธภัณฑ์ มีพื้นที่หลากหลายให้เลือก แตกต่างกันลิบลับกับเมืองน่าน</p>



<p>ส่วนไนท์ ปัจจุบันเขาอยู่ในโครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ด้วยความสนใจเรื่องกระบวนการเรียนรู้ ทำให้เขาเห็นว่าน่านเป็นเมืองเงียบๆ เหมาะสำหรับคนเกษียณอายุ แต่ไม่เหมาะสำหรับเด็กนัก เพราะไม่มีกิจกรรมและไม่มีพื้นที่ให้ไป</p>



<p>“เวลาเราบอกว่าทำไมไม่ลองจัดกิจกรรมฉายหนังหรือสร้างพื้นที่งานศิลปะที่น่านบ้างล่ะ คนอื่นมักพูดว่าเด็กน่านเขาไม่ค่อยสนใจหรอก เด็กน่านไม่มาหรอก ซึ่งมันไม่ใช่ ถ้ายังไม่มีทางเลือกให้เขาเห็น แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงว่าชอบหรือไม่ชอบ เราต้องมีพื้นที่ให้เขาเห็น ให้เขามาทดลอง มาเรียนรู้ แล้วค่อยถามเขาว่าชอบหรือไม่ เราควรมีกิจกรรมทางเลือกมากกว่านี้ ให้เขาตัดสินใจเองว่าจะเลือกอะไร ไปทางไหน” อะตอมบอก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da16eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20230615-teelobfon-7-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f5a130"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20230615-teelobfon-1-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บ้านที่เด็กๆ มีสิทธิตัดสินใจเอง</strong></h2>



<p>ที่หลบฝนเริ่มต้นเมื่อเมษายน 2565 โดยการจัดกิจกรรมฉายหนังสั้นที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง หลังจากที่อะตอมรับฟังเสียงปรับทุกข์ของน้องๆ ชาวน่านเรื่องการไม่มีพื้นที่ เธอเลือกการฉายหนังสั้นเพราะคิดว่าน่าจะเป็นการสื่อสารที่เข้าถึงคนได้ง่าย แต่คนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมในครั้งแรกส่วนใหญ่คือผู้ใหญ่ อะตอมจึงพบปัญหาว่า ด้วยความเป็นเมืองที่เงียบมาก ผู้ปกครองจึงไม่ปล่อยให้ลูกหลานมาร่วมกิจกรรมยามค่ำคืนด้วยกังวลเรื่องความปลอดภัย</p>



<p>โจทย์ตั้งต้นของที่หลบฝนคือการทำให้คนรู้จักและไว้วางใจ อะตอมเริ่มไปออกบูธตามอีเวนต์ต่างๆ บางครั้งก็ให้เด็กๆ มาร่วมออกไอเดียว่า ‘อยากให้มีอะไรในเมืองน่าน’ เพื่อแลกของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ อย่างกำไลข้อมือ จนได้รู้จักกลุ่มเด็กมัธยมที่ต้องการพื้นที่แสดงศักยภาพ แสดงความเห็น ออกแบบพื้นที่และกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน</p>



<p>ที่หลบฝนเริ่มสร้างความไว้ใจและเปิดพื้นที่ให้เด็กเข้ามาใช้อย่างอิสระ โดยมีข้อตกลงพื้นฐานในการใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน จนเมื่อต้นปี 2566 ที่หลบฝนจัดเทศกาลหนังสั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คนจัดงานคือเยาวชนน่าน โดยอะตอมจะเป็นคนกำหนดภาพรวมงานและติดต่อนำภาพยนตร์มาฉาย แล้วเด็กๆ ก็มานั่งสุมหัวคุยกันว่าอยากให้มีอะไรในอีเวนต์นี้บ้าง เช่น ขายของ ขายอาหาร เล่นดนตรี แบ่งกลุ่มแยกทำงานคนละฝ่ายแล้วก็นำเงินทุนไปบริหารจัดการกันเอง</p>



<p>ไนท์เล่าว่าเขาเจอหลายเรื่องเซอร์ไพรส์จากการให้น้องๆ จัดงานกันเอง เช่น มีเด็กผู้ชายอาสาว่าจะเป็นคนอบขนมมาขายในงาน ซึ่งหากไม่มีงานนี้คนอื่นก็จะไม่รู้ว่าเด็กชายคนนี้มีความสามารถในการทำขนม</p>



<p>“การแสดงความสามารถของเด็ก ไม่ใช่ว่าให้เขาทำอะไรเหมือนๆ กัน เด็กบางคนเก่งเรื่องอาหาร บัญชี ดนตรี ทำความสะอาด บางคนมาเป็นตัวฮาให้เพื่อน บางคนมายกของ บางคนคิดเก่งแต่ไม่มีแรง แล้วก็มีผู้ปกครองมานั่งดูตั้งแต่น้องๆ ทำงาน จนดูหนังสั้นจบ</p>



<p>“เยาวชนที่มาดูหนังก็สะท้อนว่าดูหนังสั้นแล้วได้คิด หนังเป็นปลายเปิด ไม่เหมือนหนังที่เขาเคยดู พอหนังจบเราก็มีการพูดคุยกัน เราต้องการแค่นี้ คือให้เขามีกระบวนการคิดได้เอง เราไม่ไปบอกว่าพวกเขาต้องทำอะไรหรือเรากำลังสอนอะไร แต่เขาสามารถเรียนรู้ได้จากเพื่อนๆ” อะตอมเล่า</p>



<p>อะตอมแก้ปัญหาความกังวลใจของผู้ปกครองโดยทำเอกสารให้ผู้ปกครองเซ็นอนุญาตให้ลูกมาร่วมกิจกรรม เมื่อผู้ปกครองมาเห็นว่ามีการจัดพื้นที่ซึ่งคำนึงเรื่องความปลอดภัยสำหรับเด็กก็สะท้อนออกมาว่าเป็นเรื่องดีที่มีพื้นที่ให้เด็กแสดงออก สิ่งสำคัญของการจัดพื้นที่สำหรับเด็กและเยาวชนคือการสร้างความชัดเจนว่าอะไรทำได้และอะไรทำไม่ได้ เช่นการไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ เพราะเป็นเรื่องปกติที่ผู้ปกครองมักตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย</p>



<p>นอกจากนี้คือคำถามจากคนในชุมชน เมื่อมีบ้านที่เปิดให้เด็กมารวมตัวกันเป็นประจำและอาจส่งเสียงดังบ้าง เวลามีกิจกรรม เด็กๆ จึงเดินไปหาเพื่อนบ้านและเล่าว่ากำลังจะจัดงานกัน พอผู้ใหญ่ในละแวกบ้านใกล้เคียงเข้าใจก็มีการช่วยบอกต่อยืนยันกับผู้ปกครองคนอื่นๆ ว่าที่หลบฝนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ไว้ใจได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-19ff03"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20230615-teelobfon-3-1200x800-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เต้-พิฆเนศ จันทรา, เอ๊ะ-ภูริชญา ขะระเขื่อน, อะตอม-วิชินันท์ สิงห์น้อย, ไนท์-วัทธิกร ธนกิจกร</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23f266"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20230615-teelobfon-6-1200x800.jpg.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อุปกรณ์เวิร์กช็อปทำสีน้ำจากธรรมชาติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มนุษย์จำเป็นต้องมี ‘พื้นที่’</strong></h2>



<p>ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่มนุษย์ต้องการพื้นที่ และพื้นที่นั้นไม่ควรคับแคบเกินไป ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม</p>



<p>น่านเป็นจังหวัดเล็กก็จริง แต่ก็ไม่ขาดแคลนพื้นที่เชิงกายภาพ แต่พื้นที่เชิงนามธรรมนั้นยังอาจมีไม่เพียงพอสำหรับความฝันของทุกคน</p>



<p>สำหรับวัยรุ่น พื้นที่ที่พวกเขาต้องการคือการมีโอกาสทดลองอย่างเปิดกว้างและไม่ถูกตัดสินจากผู้ใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นโจทย์สำคัญสำหรับที่หลบฝน เพราะคนที่มาใช้พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยมัธยมปลาย</p>



<p>“จริงๆ เขาแค่ต้องการพื้นที่ให้ได้แสดงศักยภาพ แล้วมีคนเห็น มีการยอมรับ ในช่วงวัยรุ่นจะสนใจเรื่องการอยากมีตัวตนและเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น เด็กที่เรียนไม่เก่งก็อยากมีสักเรื่องที่เขาทำได้ดี เวลาทำงานเป็นทีมแล้วเพื่อนขาดฉันไม่ได้ ดังนั้นเราต้องทำพื้นที่ที่ทำให้เขาส่องประกายในเรื่องที่เขารู้สึกภูมิใจได้” อะตอมเล่า</p>



<p>สำหรับเยาวชนที่เข้ามาใช้ที่หลบฝนแล้ว ที่นี่เป็น ‘อะไรก็ได้’ เป็นพื้นที่ที่เขาได้เป็นตัวเอง มีคนรับฟังปัญหา มีพื้นที่ให้เขากล้าเล่าเรื่องที่กลุ้มใจด้วยความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการพูดคุย เรื่องง่ายๆ แต่อาจหาได้ยากในพื้นที่โรงเรียน</p>



<p>นอกจากการคุยเล่นกันแล้ว อะตอมมีเครื่องมือในการทำความเข้าใจปัญหาของน้องๆ คือ การเปิดไพ่ดูดวงและศิลปะด้านใน ซึ่งเป็นทางเข้าไปสู่การเปิดใจพูดถึงปัญหาที่ไม่สามารถคุยกับพ่อแม่หรือครูได้ โดยไม่ชี้นำหรือตัดสินใจแทนว่าควรแก้ปัญหาอย่างไร แต่ให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา</p>



<p>“มีเด็กที่เป็นโรคซึมเศร้า แต่เขาไม่กล้าบอกเพื่อนหรือครู ทั้งที่เขารู้สึกแย่มาก รู้สึกไม่ปลอดภัย มีน้องคนหนึ่งมาถึงแล้วก็เปิดไพ่และพูดคุยกัน จนกระทั่งเขาร้องไห้ออกมาเพราะกำลังเสียใจกับการสูญเสียอะไรบางอย่าง การร้องไห้เป็นกระบวนการหนึ่งที่มนุษย์ต้องปลดปล่อยออกมา แต่สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องยาก</p>



<p>“การสร้างพื้นที่แบบนี้ต้องใช้เวลา ใช้การอยู่ร่วมกันค่อนข้างเยอะ และในโรงเรียนจะยากกว่า พอคนอยู่กันเยอะๆ ก็ไม่มีเวลามาใส่ใจกันนัก กลายเป็นว่าการไปโรงเรียนคือการไปฝ่าฟัน เป็นพื้นที่ที่เขาต้องเข้มแข็ง” อะตอมกล่าว</p>



<p>จากการเป็นผู้รับฟังของน้องๆ วัยมัธยมปลาย อะตอมและไนท์พบว่าปัญหาของเด็กวัยนี้คือยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเรียนอะไร หรืออยากทำอาชีพอะไรในอนาคต</p>



<p>ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กน่านที่จะได้เข้าร่วมเวิร์กช็อป การอบรม หรือเข้าค่ายทักษะต่างๆ สะสมประสบการณ์ชีวิตเพื่อค้นหาว่าตัวเองชอบอะไรแบบเด็กกรุงเทพฯ ที่อยู่ใกล้ชิดโอกาสต่างๆ มากมาย ขณะที่พ่อแม่ของเด็กที่นี่จำนวนมากก็ยังอยากให้ลูกรับราชการ ด้วยวิธีคิดของคนรุ่นก่อนที่มองว่าเป็นอาชีพมั่นคง</p>



<p>“ส่วนใหญ่คนที่เรียนจบแล้วจะกลับมาทำงานที่น่านได้คืออาชีพราชการ ส่วนการทำธุรกิจ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างถิ่นมาเปิดกิจการ คนวัยทำงานจึงออกนอกพื้นที่หมด แทบไม่มีโอกาสให้คนกลับมาทำงานที่บ้านได้เลย คนที่ยังอยู่ที่น่านจำนวนมากจึงเป็นเด็กและคนสูงวัย เมืองก็ค่อนข้างเงียบ” อะตอมยังเล่าว่าเมืองที่มีทางเลือกจำกัดไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองเห็นโลกกว้างผ่านอินเทอร์เน็ตจนอยากออกไปสัมผัสโลกกว้างนั้นด้วยตัวเอง “เด็กที่นี่ค่อนข้างหัวก้าวหน้า เวลาทำกิจกรรมเราก็จะพูดคุยกันทั้งเรื่องการเมืองหรือการทำแท้งในวัยเรียน เด็กที่นี่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ มีอินเทอร์เน็ตเปิดโลกให้เขาเห็น พออยู่ไกล เขาจะยิ่งอยากออกไปเจอโลกกว้าง อยากหลุดออกจากที่นี่ เพราะรู้สึกว่าที่นี่ไม่มีอะไรเลย ทำไมต้องมาอยู่ตรงนี้”</p>



<p>แม้เด็กรุ่นใหม่จะเห็นทางเลือกที่หลากหลายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่กลับกลายเป็นเรื่องยากที่จะเลือก ‘ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง’ หากไม่ได้ลองสัมผัสจริงแล้วเรียนรู้ด้วยตัวเอง การมีพื้นที่ที่สร้างโอกาสในการเรียนรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2a6675"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20230615-teelobfon-5-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3ee2d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20230615-teelobfon-2-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ใครๆ ก็ต้องการที่หลบภัยก่อนจะเติบโต</strong></h2>



<p>จากการทำงานใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชน อะตอมเชื่อว่าการจะส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ ‘กระตุ้นความอยากรู้’ เพราะหากทำให้เด็กอยากรู้ได้แล้ว เขาจะพยายามหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้คำตอบ</p>



<p>“ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อเรา ‘อยาก’ เสียก่อน เพราะถ้าเราไม่อยากเรียนรู้ ต่อให้คนป้อนข้อมูลความรู้ดีๆ ให้ แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ก็คงไม่เสียเวลาสนใจ สมมติว่าในอนาคตเขาอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้เมืองน่าน อยากทำให้เมืองน่านเกิดพื้นที่สีเขียว เขาก็จะอยากเรียนรู้ว่าการอยู่กับสิ่งแวดล้อมเป็นยังไง ไปศึกษาว่าจะทำยังไงจึงสามารถสร้างพื้นที่แบบนั้นได้” อะตอมบอก</p>



<p>ไนท์เสริมว่า บางครั้งคนเราก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรบ้าง การเปิดมุมมองเห็นโลกเยอะๆ จะทำให้คนรู้ตัวว่าตัวเองอยากไปต่อในเส้นทางไหน แต่ถ้ามองไม่เห็นเส้นทางอะไรเลย ความอยากในการเรียนรู้ก็จะมีน้อย ดังนั้น หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการมีพื้นที่เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้คนได้ลองผิดลองถูกและเรียนรู้จากความผิดพลาด</p>



<p>“การลองลงมือทำอะไรบางอย่าง แรกๆ ต้องลองผิดลองถูกก่อน ต้องมีโอกาส มีทีม มีความปลอดภัย เพื่อให้คนได้ลอง ได้ชิม ได้เห็น ได้ผิดพลาด” ไนท์กล่าว</p>



<p>ที่หลบฝนเองก็เป็นพื้นที่ซึ่งเปิดโอกาสให้คนกล้าที่จะผิดพลาดไปพร้อมกับการเรียนรู้</p>



<p>สำหรับอะตอมแล้ว เธอมองว่าที่หลบฝนคือที่พักใจทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่&nbsp;<strong>“</strong>เราเองรู้สึกว่าที่หลบฝนเป็นเหมือนที่หลบภัยของเรา ข้างนอกอาจจะมีพายุกระหน่ำ บางคนอาจจะทนได้-ฝ่าฟันได้ แต่จะมีจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องมีสักที่หนึ่งให้เราได้หลับ ได้พัก ได้รู้สึกว่าไม่ต้องกังวลกับอะไรแล้ว จนถึงเวลาที่พร้อมก็ออกไปเผชิญหน้ากับปัญหา เราอยากให้ที่นี่เป็นที่ที่ทุกคนมาแล้วรู้สึกว่าไม่มีการตัดสิน ไม่ว่าจะสำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้ว่าเราจะทำงานกับเด็กเป็นหลัก แต่บางทีผู้ใหญ่บางคนผ่านเข้ามาเจอเด็กๆ ก็เยียวยาเขาได้เหมือนกัน”</p>



<p>“มนุษย์ทุกคน ไม่จะเป็นพระราชา เศรษฐี พ่อค้า ถ้าตากฝนนานๆ สุดท้ายก็ป่วยอยู่ดี ทุกคนก็ต้องหาที่แห้งๆ หลบฝน” ไนท์บอกพร้อมเสริมว่าเขาต้องการให้ที่หลบฝนเป็นพื้นที่ที่มอบพลังชีวิตให้คน ทั้งพลังกายและพลังใจ นอกจากนี้คือบทบาทการเป็น ‘เข็มทิศ’ ที่ช่วยชี้บอกทางเหนือ-ใต้ แต่ไม่ได้ชี้สั่งว่าคนต้องเดินไปทิศไหนในชีวิตของเขา</p>



<p>ส่วนเป้าหมายก้าวต่อไปสำหรับพื้นที่ที่เพิ่งมีอายุแค่หนึ่งปีกว่าๆ คือการทำให้ยั่งยืน เพราะพูดอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ที่หลบฝนสร้างขึ้นด้วยเงินทุนส่วนตัว และมีรายได้จากโปรเจ็กต์เล็กๆ บ้าง มีผู้ใหญ่ในน่านร่วมสมทบทุนบ้าง เวลามีกิจกรรม เด็กๆ ก็ช่วยกันหอบหิ้วของจากที่บ้านมาช่วยกันจัดงาน ที่หลบฝนจึงเริ่มคิดถึงการสร้างรายได้จากพื้นที่จึงเริ่มต้นทำโฮมสเตย์และคาเฟ่ที่ให้เยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้การทำธุรกิจด้วย อีกด้านหนึ่งคือการหาเงินทุนสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้</p>



<p>“เราเริ่มต้นด้วยการที่ทุกคนช่วยกันสร้าง ที่บ้านใครมีอะไรก็หิ้วๆ กันมา ทุกคนพยายามช่วยเพราะอยากให้มีพื้นที่นี้จริงๆ แต่พอมาถึงจุดหนึ่งมันไม่ได้ เราเป็นพี่ก็อยากหาเงินเลี้ยงน้องๆ ให้ได้ ต้องมีโมเดลธุรกิจที่มีเงินหมุนเวียนเป็นประจำ เราไม่อยากให้พื้นที่นี้หายไป เราต้องแบ่งพาร์ตในชีวิตให้ได้ มีแหล่งรายได้เลี้ยงน้องๆ เลี้ยงแมว และเลี้ยงเราด้วย” อะตอมเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ</p>



<p>ภาพฝันต่อไปของที่หลบฝนในฐานะพื้นที่การเรียนรู้คือการเป็นศูนย์กลางการจัดเวิร์กช็อปและพัฒนาการเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้เด็กและเยาวชน เป็นพื้นที่ให้เด็กที่มีความสนใจเรื่องเดียวกันได้มาเจอกัน โดยมองเป้าหมายไม่ใช่เฉพาะในเมืองน่าน แต่ต้องการกระจายไปในพื้นที่อื่นๆ ที่เข้าถึงการเรียนรู้ที่หลากหลายได้ยาก ด้วยความเชื่อที่ว่าไม่ควรตัดสินใจเอาเองว่าเด็กในพื้นที่ไหนเหมาะกับอะไร แต่ต้องสร้างทางเลือกให้พวกเขาได้เลือกเอง</p>



<p>“อีกเรื่องที่สำคัญมากคือเราเห็นปัญหาว่าเด็กมีพื้นที่ปลอดภัยน้อย ถ้าเขาเจอปัญหาจากบ้านหรือโรงเรียน อยากให้เขารู้ว่าโลกไม่ได้มีแค่บ้านหรือโรงเรียน โลกข้างหน้ามีพื้นที่อื่นๆ อีกมากที่จะยอมรับในความเป็นตัวเขา” อะตอมกล่าวทิ้งท้าย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teelobfon/">ไม่มีใครอยากเปียกปอน: ‘ที่หลบฝน’ พื้นที่พักใจก่อนเติบโตของเด็กน่าน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนชุมชนไซส์เล็กกับภารกิจยิ่งใหญ่ : เพื่อให้เด็กได้เรียนใกล้บ้าน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-mini-size-school-180322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Mar 2022 04:06:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ชมเดือน คำยันต์]]></category>
		<category><![CDATA[มรดกห้วยพ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนชุมชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53235</guid>

					<description><![CDATA[<p>รู้จัก “ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน” จังหวัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-mini-size-school-180322/">โรงเรียนชุมชนไซส์เล็กกับภารกิจยิ่งใหญ่ : เพื่อให้เด็กได้เรียนใกล้บ้าน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รู้จัก <strong>“ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน” จังหวัดน่าน</strong> ซึ่งมีนิยามต่อท้ายว่า “โรงเรียนชุมชน”</p>



<p>คำว่า “โรงเรียนชุมชน” เป็นคำที่สะกิดหัวใจ  ชวนให้อยากมีบทสนทนาว่า ชุมชนแห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร หนทางของภารกิจการสร้างโรงเรียนชุมชนนั้น มีความท้าทาย เหนื่อยยากแบบไหนโผล่มาทักทายบ้าง </p>



<p>บทสนทนาด้านล่างจึงถือกำเนิดขึ้น โดยมี<strong>ครูเดือน &#8211; ชมเดือน คำยันต์</strong> หนึ่งในครูประจำศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน จังหวัดน่าน เป็นคนเล่าเรื่องราวต่อไปนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d918b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/photo1_โรงเรียนชุมชนไซต์เล็ก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แรงจูงใจก่อเกิดศูนย์การเรียน (ไม่มีคำว่า “รู้”)</strong><br><strong>ที่ก่อตั้งเพื่อให้เด็กในชุมชนได้เรียนโดยไม่ต้องไปไกลบ้าน</strong></h2>



<p>แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ ก่อนปี 2556 ที่นี่ไม่มีโรงเรียน ไม่มีศูนย์เรียนธรรมชาติ ทำให้เด็กและลูกหลานของชุมชนต้องออกไปเรียนรู้ข้างนอก ต้องห่างจากครอบครัว สมมติว่าเด็กเจ็ดขวบของห้วยพ่าน เมื่อก่อนต้องออกไปเรียนที่โรงเรียนประจำซึ่งห่างออกไปสองร้อยกิโลเมตร กว่าจะได้กลับบ้านทีก็ช่วงปิดเทอม เขาจะห่างจากครอบครัวไปเรื่อยๆ ทีนี้ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงคนในชุมชน เห็นความยากลำบากด้านการศึกษาของบุตรหลานเหล่านี้ จึงเกิดเป็นความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกที่เหมาะสม ครั้นเมื่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2551 มีการเปิดพื้นที่การจัดการศึกษาหลากหลายรูปแบบ ชุมชนห้วยพ่านจึงเริ่มทำการศึกษารายละเอียด และจากจุดนี้ก็ค่อยๆ ต่อยอดไปเรื่อยๆ จนปี 2553 ชุมชนห้วยพ่านได้ร่วมกับทางมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน เรียนรู้และศึกษากระบวนการจัดศึกษาในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งร่วมเรียนรู้กับเครือข่ายการศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทย กระทั่งเมื่อมีกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ.2555 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2555 ชาวห้วยพ่านจึงยื่นความประสงค์ขอดำเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานภายในศูนย์การเรียนรู้ตามกฎกระทรวงดังกล่าว และได้พัฒนาหลักสูตรชุมชนขึ้น คือหลักสูตร “มรดกห้วยพ่าน” เพื่อดำเนินการจัดการเรียนการสอนให้กับบุตรหลานในชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1cba9e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/photo2_โรงเรียนชุมชนไซต์เล็ก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ช่วงแรก การจัดการเรียนการสอนของที่นี่แบ่งออกเป็น 2 ช่วงชั้น คือ  ช่วงชั้น ป.1-3  และช่วงชั้น ป.4-6 และเมื่อปี พ.ศ. 2557 ทางศูนย์การเรียนได้ขอเปิดชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเพิ่ม เพราะมีนักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่อยากออกไปเรียนต่อข้างนอก ในช่วงเช้าหลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติเรียบร้อยเราก็จะเรียน 3 วิชาหลักคือ วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ</p>



<p>ปัจจุบันเราเปิดชั้นอนุบาลเพิ่ม​ มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 12 คน เรียนในระดับชั้นอนุบาล 2 คน ชั้น ป.1 มีนักเรียน 1 คน  ชั้น ป.2 มีนักเรียน 1 คน ชั้น ป.3 มีนักเรีน 1 คน  และชั้น ป.4  ป.5 กับ ป.6 รวมกัน 5 คน รวมมัธยมชั้น ม.2 อีก 2 คน</p>



<p>ส่วนครูมี 2 คน คือ ครูเดือน (น.ส.ชมเดือน คำยันต์) รับผิดชอบนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 กับมัธยมต้น  และครูมล (น.ส.ศรัณย์พร รัตสีโว) รับผิดชอบอนุบาลและช่วงชั้นที่ 1</p>



<p>ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่านได้รับใบอนุญาตเป็นศูนย์การเรียนชุมชนเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จากสำนักงานประถมศึกษาน่าน เขต 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากอดีตเด็กในชุมชน สู่บทบาทครูเพื่อต่อเติมการเรียนรู้ของเด็กๆ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-78e0ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/photo3_โรงเรียนชุมชนไซต์เล็ก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูเดือนเป็นคนในชุมชนเลยค่ะ กลับมาที่ห้วยพ่านช่วงปี 2553 เรียนจบด้านพืชมา พอกลับมาในชุมชน เราเห็นทั้งชุมชนกำลังรวมตัวทำอิฐบล็อก เลยสนใจ เขาบอกว่ากำลังจะสร้างโรงเรียน เลยช่วยสร้างด้วย ตอนแรกไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องเข้ามาสอน เพราะว่าเราไม่ได้จบครูมาและไม่ถนัดสอนเท่าไหร่ แต่พอสร้างเสร็จปี 2556 แล้วมันไม่มีใครจริงๆ เลยจำเป็นต้องเข้ามา ไม่อย่างนั้นทั้งหมดจะเป็นการสร้างที่สูญเปล่า แต่เราโชคดีที่ได้พี่ๆ ทีมมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ เพราะพี่ทุกคนเคยผ่านการเป็นครูมาหมดเลย เรื่องไหนไม่ถนัดก็สามารถถามได้ ตัวเราเองก็เตรียมตัวสอนโดยการทบทวนความรู้จากหนังสือ ป.1-6 อ่านทวนเกือบทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องเราก็ลืมไปแล้ว เนื่องจากไม่ได้ใช้นานมาก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>“มรดกห้วยพ่าน” หลักสูตรการเรียนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากจุดเด่นของชุมชน</strong></h2>



<p>ศูนย์การเรียนแห่งนี้ใช้เวลาสร้างประมาณ 3 ปี ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ ไม่มีค่าจ้าง พอทุกอย่างเสร็จปี 2556 ก็ทำการจัดการเรียนการสอนเลย ตอนนั้นก็ยังไม่รู้จะสอนยังไง ชุมชนเลยพากันไปดูแต่ละโรงเรียนว่ามีกระบวนการเรียนการสอนแบบไหนที่ตอบโจทย์บ้าง จนเราได้ไปดูที่โรงเรียนลำปลายมาศส่วนประถม รู้สึกว่าใช่ เลยขอมาดูงานที่ลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ 2 สัปดาห์ ก็พาเด็กของห้วยพ่านไปเรียนร่วมด้วย ไปสังเกตการสอน ร่วมกิจกรรม และซึมซับกระบวนการเรียนรู้เพื่อมาปรับใช้กับชุมชนเรา</p>



<p>เหตุผลที่ประทับใจการเรียนการสอนที่ลำปลายมาศ เพราะที่นั่นเขาจะเน้นเด็กเป็นจุดสำคัญทุกอย่าง เริ่มจากเด็กก่อน ดูเด็กเหมือนเป็นครอบครัว เหมือนพี่สอนน้อง เป็นครอบครัวมากกว่า ไม่เหมือนโรงเรียนรัฐปกติที่ครูทำหน้าที่สอนๆ แล้วก็กลับ แต่ที่นี่ทำทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเรียน จิตศึกษา เข้าใจเด็ก เข้าถึงเด็กมากกว่า มองเด็กเหมือนคนในครอบครัว เราเลยรู้สึกว่าเด็กเรียนแล้วมีความสุข</p>



<p>จากนั้นคณะอาจารย์จากลำปลายมาศก็ขึ้นมาเยี่ยมที่ห้วยพ่าน ได้พูดคุยกัน เขาให้ชุมชนช่วยเล่าให้ฟังว่าเรามีจุดเด่นอะไรบ้าง เราบอกว่าชุมชนเรามีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มากเลย มีป่า มีน้ำ มีความมั่นคงทางอาหาร มีวัฒนธรรม เราเลยนำ 4 อย่างนี้มาทำเป็นหลักสูตรของห้วยพ่าน เรียกว่า “มรดกห้วยพ่าน” โดยที่เราสามารถเอามาบูรณาการเข้ากับทุกวิชาของ สพฐ. ที่กำหนดขึ้นมาได้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดไหนก็สามารถทำ เรามีห้องเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งยึดเด็กเป็นหลัก เด็กเราชอบเรื่องอะไร เราจะเอาเรื่องนั้นเข้ามาสอนก่อน เช่น เด็กถามว่า ทำไมน้ำถึงมีสีขุ่น เราจะนำสิ่งที่เขาถามมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ มาเป็นโครงงานในการเรียน</p>



<p>พอเราได้หลักสูตรก็มาออกแบบว่า ในแต่ละวันเราจะต้องทำอะไรบ้าง เรียนอะไรบ้าง ก็มาจัดรูปแบบกัน คือ ช่วงเช้าตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่งจนถึงแปดโมง ทำความสะอาดโรงเรียนช่วงเช้าแล้วจึงเข้าแถวเคารพธงชาติ จากนั้นก็เตรียมความพร้อมก่อนการเรียนยี่สิบนาที เพื่อเช็กว่าตัวเขาเองเป็นยังไงบ้าง รู้สึกยังไงบ้างกับเหตุการณ์ที่อยู่รอบตัวเขาตอนเช้านี้ พร้อมเรียนไหม หลังจากนั้นตลอดช่วงเช้าจะเรียนวิชาหลักสามวิชา คือ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ชุมชนมองเห็นว่าวิชาเหล่านี้ยังสำคัญต่อการนำไปใช้ในชีวิตอยู่ เพราะว่ายังไงก็ตามเด็กจะต้องเอาไปเรียนต่อข้างนอก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73f1de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/photo4_โรงเรียนชุมชนไซต์เล็ก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>พอพักเที่ยงก็รับประทานอาหารกลางวัน โดยอาหารกลางวันจะมาจากชุมชนจัดสรรมาให้ในแต่ละวัน ประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายโมงยี่สิบ จะเริ่มกิจกรรม Body Scan (บอดี้สแกน) เพื่อเตรียมความพร้อม ให้เขาผ่อนพักตระหนักรู้ จากนั้นนอนพักกลางวันยี่สิบนาที และอาจมีกิจกรรมอื่นเสริมมาบ้าง เช่น กิจกรรมที่เสริมให้เขารับรู้อารมณ์หรือสิ่งที่เขาแสดงออกหรือสิ่งที่เห็น เขารู้สึกยังไง เขามีวิธีการแก้ยังไง มีวิธีรับปัญหานั้นยังไง แก้ยังไง เหมือนพูดคุยกัน หลังจากนั้นจะเรียนโครงงานในเรื่องที่เด็กอยากเรียนรู้ เราพาเดิน พาดู พาทำก่อน แล้วเขาเห็นอะไร สังเกตแล้วตั้งคำถาม เราก็ใช้สิ่งที่เขาถามมาทำเป็นโครงงาน เช่น ตอนนี้กำลังเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติ เด็กจะเก็บวัตถุดิบธรรมชาติจากชุมชน เช่น หิน ใบไม้ ต้นไม้ พืช ดินต่างๆ แล้วนำมาทำสี กระบวนการเรียนรู้ตรงนี้เกิดจากสิ่งที่เขาอยากรู้ แล้วครูนำมาต่อยอด</p>



<p>ในหนึ่งปีเราจะเรียน 4 โครงงาน โครงงานละ 10 สัปดาห์  ตอนนี้แบ่งเป็นสามช่วงชั้น ช่วงชั้นที่หนึ่งคือ ป.1-3 ช่วงชั้นที่สอง ป.4-6 ช่วงชั้นที่สามคือ มัธยมต้น ช่วงชั้นที่หนึ่งก็จะเรียนหนึ่งโครงงาน เราจะดูจากความสนใจของทุกๆ คน จากนั้นจะสร้างแรงบันดาลใจ นำสิ่งที่เด็กแต่ละคนสนใจมาแมตช์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งการเรียนการสอนโครงงานนั้น กระบวนการตอนแรกน่าจะเกิดจากตัวครูก่อน ต้องวางว่าโครงการนี้ต้องเป็นธีมไหน เพราะว่าต้องอิงกับตัวชี้วัดไหน แล้วชวนสร้างแรงบันดาลใจ พาดูหนัง พาดูธรรมชาติ พาดูเรื่องที่มันใกล้ตัวกับที่เราจะสอน แล้วเด็กจะเกิดประเด็นที่เขาอยากรู้ต่อเอง ที่ครูทำบ่อยๆ พาดูหนังเกี่ยวกับธรรมชาติ พาดูเรื่อง 2012 บ้าง เขาก็จะเห็นเหตุการณ์ต่างๆ กำเนิดโลกเกิดมาได้ยังไง พวกภัยธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วก็วนมาถึงสิ่งที่เราเห็นอยู่ อย่างเช่น ทำไมน้ำถึงเป็นสีนี้ ทำไมฟ้าถึงร้อง ทำไมก้อนหินถึงมีรูปร่างลักษณะแบบนี้ ก็จะตั้งคำถามมาเรื่อยๆ เราจะเก็บข้อมูลเก็บคำถามแล้วเขาก็จะได้ทำสิ่งที่อยากรู้และสิ่งที่รู้แล้วด้วยกับเรื่องที่เราจะตั้งหัวข้อ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-70bcf1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/photo6_โรงเรียนชุมชนไซต์เล็ก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดเด่นของเด็กห้วยพ่านคือ เป็นตัวของตัวเอง</strong></h2>



<p>จุดเด่นของเด็กที่นี่คือความเป็นตัวเอง ความกล้า และมีน้ำใจ มีจิตสาธารณะ เพราะว่าส่วนใหญ่เราออกแบบการเรียนการสอนโดยยึดเขาเป็นที่ตั้ง คือเรียนรู้จากสิ่งที่เขาอยากรู้ เขากล้าพูด กล้าคิด กล้าแสดงออกในสิ่งที่เขาคิดและรู้สึก โดยที่เราในฐานะครูก็ยังไม่รีบตัดสินว่ามันถูกหรือผิด ให้เขาได้พูดได้แสดงความคิดเห็นของเขาไปก่อน</p>



<p>จริงๆ จะบอกว่าทั้งชุมชนคือโรงเรียนก็ได้ เรามอวงว่า ทั้งครูและครอบครัวสามารถเป็นครูเด็กได้หมด พ่อแม่คือครู และครูในโรงเรียนก็คือครู ที่ศูนย์เรียนชุมชนฯ เราจะไม่ค่อยใช้เสียงดังกับนักเรียน เราก็จะคุยกับผู้ปกครองด้วยว่า ถ้าอยู่บ้าน พยายามอย่าใช้เสียงดังกับเด็ก อันไหนลดได้ก็ลด เอามาปรับ เขาก็จะไม่ทำเสียงดังกับเรา เด็กเขาจะรู้ว่าต้องวางตัวอย่างไร การเรียนรู้บางอย่างต้องทำในระดับชุมชนด้วยเช่นกัน ชุมชนก็เป็นเสมือนพื้นที่ห้องเรียนให้เด็กได้เช่นกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายและอุปสรรคของศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน</strong></h2>



<p>ความท้าทาย ณ ปัจจุบัน ในระดับที่กระทบครูคือ ครูต้องสอนเอง หาทุนเอง และต้องหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มด้วย เพราะว่าเด็กๆ เขาอยู่ในยุคสมัยที่โลกเปิดกว้าง สิ่งนี้ทำให้ครูต้องพัฒนาตนเองให้ทันกับเขา หรือคุยกับเขาได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-db15cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/photo5_โรงเรียนชุมชนไซต์เล็ก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนความท้าทายในมุมของศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน จริงๆ เราได้รับความสนับสนุนมาเรื่อยๆ แต่ด้วยตัวทุนก็จะมีกรอบระยะเวลาอยู่ บางครั้งก็จะครอบคลุม 3-4 ปี หลังจากนั้นก็จะหมดสัญญา อย่างที่บอกว่า ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่านได้รับใบอนุญาตเป็นศูนย์การเรียนชุมชนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐอย่างเป็นทางการ อันนี้เป็นข้อมูลมุมหนึ่งที่อยากบอกเล่าถึงความท้าทายและข้อจำกัดที่เราเจอ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เป้าหมายของศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน</strong></h2>



<p>เป้าหมายของเราคือ ให้เด็กมีภูมิความผูกพันในเรื่องของครอบครัว ชุมชน และการใช้ชีวิต คือ ให้เด็กเขามีความสุขกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเรียน การทำงาน หรือการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กห้วยพ่านก็คือส่วนหนึ่งของชุมชน ส่วนหนึ่งของสังคม และส่วนหนึ่งของโลกใบนี้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-mini-size-school-180322/">โรงเรียนชุมชนไซส์เล็กกับภารกิจยิ่งใหญ่ : เพื่อให้เด็กได้เรียนใกล้บ้าน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าออกแบบนโยบาย หลักประกันโอกาสทางการศึกษา กับ ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน ประธานชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-261121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Nov 2021 08:22:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านสว้า]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48415</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ทอดทิ้งโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดาร+ ส่งเสริมครูใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-261121/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย หลักประกันโอกาสทางการศึกษา กับ ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน ประธานชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading">ไม่ทอดทิ้งโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดาร<br>+ ส่งเสริมครูให้มีความก้าวหน้าในชีวิต</h2>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ต่อให้เด็กมีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าไม่มีโรงเรียนที่ดีหรือครูที่ดีให้กับเขา”</p></blockquote>



<p>-ใน 32 ปีของอายุราชการกับเวลา 25 ปีที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ผมมองว่าหลักประกันโอกาสที่จะช่วยให้เด็กไม่หลุดจากเส้นทางการศึกษา หรืออย่างน้อยก็เพิ่มเวลาให้เขาอยู่ในโรงเรียนได้นานขึ้น อย่างแรก เราต้องมีโรงเรียนคุณภาพที่กระจายอยู่เพียงพอในพื้นที่ที่การคมนาคมไม่สะดวก หมายถึงในเมืองที่ทางเลือกในการเดินทางหลากหลาย การยุบควบรวมโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการนั้นอาจทำได้ แต่บนดอยสูง ในป่าเขาหรือเกาะห่างไกล บางทีระยะทางแค่สองกิโลเมตรจากหย่อมบ้านที่ใกล้ที่สุดไปยังโรงเรียน เด็กๆ ต้องใช้เวลาเดินเท้าไปกลับบ้าน-โรงเรียนมากกว่าสองชั่วโมง ยังไม่นับอุปสรรคจากฝน ดินถล่ม หรือภัยจากสัตว์ร้าย ซึ่งทำให้การเดินทางล่าช้าลงไปอีก แค่นี้ก็ถือว่าเป็นปัจจัยต้นแล้วที่ดึงเด็กๆ ให้หลุดไปจากโรงเรียน หรือบางคนต้องเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีโอกาสได้เข้าสู่ระบบการศึกษาด้วยซ้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-958007"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-หลักประกันโอกาส-ผอ.ปกรณ์_02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8211; ปัญหาอีกประการที่เราควรหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น คือเรื่องของ ‘ครู’ ทั้งจำนวนของครูต่อพื้นที่และคุณภาพชีวิตของเขา ทุกวันนี้โรงเรียนขนาดเล็กกำลังถูกบีบให้มีจำนวนครูต่อโรงเรียนลดลงเรื่อยๆ เราจึงเห็นข่าวที่ว่าครูคนหนึ่งในโรงเรียนห่างไกลเหล่านั้นเขาต้องทำหน้าที่มากกว่า 3-4 อย่าง หรือต้องเป็นให้ได้ทุกอย่าง ขยายภาพให้ชัดคือ อย่างโรงเรียนในพื้นที่สูง ด้วยการเดินทางที่ยากลำบาก จึงต้องมีการแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งห้องเรียนสาขาไว้ตามหย่อมบ้าน เป็นเหมือนกับโรงเรียนลูกข่ายเพื่อรองรับเด็กในพื้นที่ ที่เขาไม่สามารถเดินทางไปกลับทุกวัน หรือไม่อาจห่างครอบครัวมาพักนอนที่โรงเรียนได้จริงๆ อาจด้วยเหตุผลเรื่องความเป็นอยู่หรือการทำมาหากินของเขา</p>



<p>&#8211; ทีนี้ถ้าว่ากันตามกฎระเบียบขั้นตอน โรงเรียนหย่อมบ้านที่ตั้งขึ้น เราถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนแม่ ดังนั้นการบริหารจัดการบุคลากรครูของห้องเรียนหย่อมบ้านที่มีเด็กไม่ครบชั้น จำนวนไม่เกิน 10-20 คน หรือบางแห่งอาจมีถึงร้อยคนนี้ จะผูกติดกับอัตรากำลังที่ทุกโรงเรียนจะได้รับผ่านการคำนวณจากจำนวนนักเรียนและห้องเรียน เช่น เรามีนักเรียนชั้น ป.1 40 คน ในทางทฤษฎีจะนับว่าเป็นหนึ่งห้องตามโรงเรียนแม่ แต่พอเราจำเป็นต้องขยายเป็นห้องเรียนหย่อมบ้านสาขาที่สองหรือสาขาที่สาม เท่ากับในทางปฏิบัติเราจะมีนักเรียนชั้น ป.1 สามห้อง แต่ด้วยกฎระเบียบ เราจึงขอให้มีครูเพิ่มขึ้นไม่ได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9fd544"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/1-1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ย้อนไปราว 17 ปีก่อน ครั้งที่ผมเป็น ผอ.โรงเรียนขนาดเล็ก มีเด็กประมาณ 60 คน แห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน และมีอีกสองโรงเรียนบนเส้นทางใกล้กันในรัศมี 5 กิโลเมตร เราเคยแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการให้เด็ก ป.1-2 เรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ป.3-4 แห่งหนึ่ง และ ป.5-6 อีกแห่งหนึ่ง เพื่อถัวเฉลี่ยจำนวนครูต่อนักเรียนทั้งสามแห่งให้สัมพันธ์กัน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นโชคดีเล็กๆ ที่ระยะทางของทั้งสามโรงเรียนทำให้สามารถปรึกษาหาทางออกร่วมกันได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่ามีโรงเรียนในพื้นที่สูงหรือบนเกาะอีกไม่น้อยที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวห่างไกล จำเป็นต้องมีห้องเรียนสาขาแยกออกไป แล้วต้องเจอกับปัญหาเรื่องครูไม่พอและไม่อาจแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่ผมกล่าวได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ครูใหม่ไม่มีมา ครูคนเก่าทยอยจากไป</h2>



<p>&#8211; ที่บ้านห้วยลัวะ โรงเรียนสาขาแห่งหนึ่งของเรา (โรงเรียนบ้านสว้า) มีครูประจำ 1 คน ต่อเด็กนักเรียน 15 คน ดูเผินๆ เหมือนว่าจะพอดีกัน แต่ลึกลงไปแล้ว การทำงานลำพังที่นั่นหมายถึงครูต้องทำได้ทุกอย่าง ตื่นตั้งแต่ตี่สี่ตีห้า ลุกขึ้นเตรียมอาหารให้เด็กมากินที่โรงเรียน ดูเรื่องไฟฟ้า น้ำสะอาด ระบบสาธารณูปโภค ดูแลห้องเรียนให้พร้อมกับการเรียนทุกวัน อะไรเสียหายใช้ไม่ได้ก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง หรือไปตามชาวบ้านมาช่วย นี่เรายังไม่พูดถึงการเตรียมเนื้อหาการสอน ตรวจการบ้าน หรือติดตามเอาใจใส่เรื่องราวรอบด้านของลูกศิษย์ ไม่ว่าจะสุขภาพ ครอบครัว อารมณ์ สังคม จิตใจ คือครูหนึ่งคนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วให้นักเรียน ให้ระบบการศึกษา ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญ ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา ครูที่พร้อมทำอย่างนี้หรือทำได้แบบนี้นับวันก็จะยิ่งค่อยๆ ลดน้อยลงทุกที&nbsp;</p>



<p>&#8211; หรืออีกโรงเรียนสาขาที่ขุนน้ำจอน เราเพิ่งถูกตัดอัตรากำลังครูออกไป ซึ่งว่าตรงๆ คือ ผมในฐานะที่ต้องบริหารจัดการก็ไม่สามารถหาทางออกได้แล้ว เราเปิดห้องเรียนสาขานี้มา 11 ปี ทิ้งไม่ได้แล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่ามีครู กศน.ท่านหนึ่งที่เขาอาสาเข้ามาช่วย ทำให้เราผ่านปัญหาได้อีกครั้ง แต่ในขณะที่ครูเขามีงานรับผิดชอบของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งต้องแบ่งเวลาแบ่งกำลังมาช่วยเราอีก คำถามคือเราจะยื้อปัญหาไปได้นานสักเท่าไหร มันย้อนกลับมาที่ว่า ยังไงเราก็ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่ต้นตอให้ได้ เพื่อให้ครูทุกคนได้เอาเวลาไปทุ่มกับสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ คือการอำนวยความรู้ให้กับเด็กๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ec7c54"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/2-1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดควรเพิ่มอัตรากำลังให้แต่ละโรงเรียนมีครูขั้นต่ำสัก 4 คน หรือมีจำนวนครูผู้ช่วยให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ผมหยิบยกมาเล่าจากประสบการณ์ตรง มันทำให้เห็นแล้วว่าเมื่อปริมาณบุคลากรไม่สอดคล้องกับสภาพการศึกษา ภาระของครูในพื้นที่โดดเดี่ยวห่างไกลจึงทั้งหน่วงหนักและบั่นทอนกำลังใจ ไม่อาจดึงดูดจูงใจให้มีใครอยากจะไปอยู่ แต่นั่นยังไม่สะเทือนความรู้สึกผมเท่ากับความทดท้อที่เกิดขึ้นจากการทำงานของครูตัวเล็กๆ หลายต่อหลายคน ซึ่งยังพยายามทำงานของตนให้ดีทุกๆ วัน โดยใช้ ‘หัวใจ’ เป็นที่ตั้ง วันเดือนปีผ่าน ผมได้เห็นครูมากมายที่มาด้วยความมุ่งมั่นต้องทยอยจากไปคนแล้วคนเล่า เพราะภาระงานที่กดทับและชีวิตการทำงานที่ไม่ได้ก้าวไปไหนเลย ขณะที่คนยังอยู่เองก็พูดได้ว่า สิ่งเดียวที่ยังคงรั้งพวกเขาเอาไว้ คือสายตาของเด็กๆ ที่มองไปที่เขาด้วยความรักและความหวัง นั่นคือสิ่งที่จรรโลงหัวใจของเขา แต่กับผู้ปกครองในพื้นที่ที่แม้เราจะพยายามเข้าไปสร้างห้องเรียนไว้ใกล้ๆ สักเท่าไรก็ตาม การที่มีครูไม่พอ มันก็ยิ่งทำให้เขาหมดความเชื่อมั่นกับคุณภาพของสถานศึกษา แล้วพอไม่เห็นประโยชน์ ก็กลายเป็นวงจรซ้ำๆ ที่เราต้องเห็นเด็กหลุดออกไปจากโรงเรียนทุกเทอม</p>



<p>-โรงเรียนที่มีมาตรฐานในจำนวนที่เพียงพอ กับครูคุณภาพในปริมาณที่พอเพียง จึงไม่ใช่แค่หลักประกันที่จะประคองเด็กๆ ไว้ในระบบ แต่คือสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า 8 ชั่วโมงต่อวันที่เด็กอยู่ในโรงเรียน จะเป็นเวลาที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่เอาเด็กมาเก็บไว้ในห้องเรียน โดยไม่สามารถจัดการศึกษาที่ดี หรือช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64b701"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15ปกรณ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าคุณภาพชีวิตของครูดี คุณจะมีโรงเรียนที่ดีตามมา</h2>



<p>-เบื้องต้นผมมองว่าเราต้องเร่งเพิ่มจำนวนครูให้สัมพันธ์กับสถานศึกษา ซึ่งอาจเป็นครูอัตราจ้างไปก่อนในช่วงแรก จากนั้นต้องมีเป้าหมายเป็นลำดับขั้นให้เขาสามารถมองเห็นเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ และสามารถมีชีวิตที่ดีได้ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ตรงไหนก็ตามในประเทศนี้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5dbf23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-หลักประกันโอกาส-ผอ.ปกรณ์_05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>-ชีวิตของครูตำแหน่งอัตราจ้างคนหนึ่ง มีวุฒิปริญญาตรี มีใบประกอบวิชาชีพ เขาเริ่มทำงานจากเงินเดือนไม่ถึงหมื่นบาท หลายคนเลือกที่จะทำเพราะเชื่อว่างานของเขาคือการสร้างอนาคตของเด็กๆ แต่กับอนาคตของตัวเขาเองล่ะ มีหนทางใดบ้าง อย่างแรก ถ้าสอบบรรจุเป็นพนักงานราชการได้ เงินเดือนจะขยับไปที่ราวหมื่นห้า แน่นอนว่ามันทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงเขาจะอดเปรียบเทียบไม่ได้เลยว่า สวัสดิการหรือสวัสดิภาพที่ได้รับจากการเป็น ‘พนักงานราชการ’ กับ ‘ข้าราชการครู’ นั้นช่างแตกต่าง ไหนจะมีเรื่องความก้าวหน้ามั่นคงของค่าวิทยฐานะต่างๆ มาพ่วงอีก</p>



<p>-ฉะนั้นในภาพใหญ่ที่ว่าด้วยเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ นอกจากจะหมายถึงคุณภาพของโรงเรียนในเมืองกับชนบทที่มีคุณภาพต่างกันแล้ว ยังมีเรื่องของคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษาที่มีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่มาก แล้วในอนาคตก็จะยิ่งถ่างกว้างออกไปอีก ด้วยวงรอบของครูคนหนึ่ง ที่เขาบรรจุครั้งแรกในถิ่นทุรกันดาร พอพัฒนาความสามารถถึงระดับหนึ่ง ก็ไม่ลังเลที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ผลคือครูเก่งๆ ก็ไปกระจุกกันไม่กี่ที่ ซึ่งตรงนี้เราต้องไม่ลืมว่านั่นคือสิทธิ์ของเขาที่จะทำได้ ในการพาตัวเองไปหาความก้าวหน้าในชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c94f38"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-หลักประกันโอกาส-ผอ.ปกรณ์_04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ด้วยวงรอบอย่างนี้ก็ไม่แปลกที่ครูชนบทส่วนใหญ่จะไม่เก่งเท่าครูในเมือง แต่ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะสิ่งที่เราควรทำมาตั้งนานแล้วคือ ปรับเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอยู่ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ครูรุ่นใหม่ได้มีแรงจูงใจ ว่าการทำงานในพื้นที่ห่างไกลก็มีหนทางก้าวหน้า แล้วพอช่ำชองเชี่ยวชาญก็ไม่จำเป็นต้องย้ายไปไหน คุณลองนึกดูว่า ถ้าเรามีครูที่คลุกคลีกับพื้นที่หนึ่งเป็นเวลามากกว่าสิบยี่สิบปี เขาจะเข้าใจพื้นที่ ข้อจำกัด ปัญหาอุปสรรค และสามารถออกแบบการพัฒนาการเรียนการสอนไปได้ไกล ยิ่งกว่าแค่การศึกษาในโรงเรียน แต่มันคือการนำความรู้ประสบการณ์มาพัฒนาได้ในระดับท้องถิ่น</p>



<p>-เหมือนคนที่ทำอาหารเมนูซ้ำมา 20 ปี เชื่อเถอะว่ารสชาติของจานแรกที่ทำ กับจานที่เขาทำในปีที่ยี่สิบจะแตกต่างจนคุณแทบจำไม่ได้ ข้อแม้คือเราจะช่วยเขาอย่างไรให้ประคองตัวไว้ได้ จนสามารถบรรลุกับเมนูเดิมเมนูเดียวได้นานขนาดนั้น ถ้าคุณทำให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีได้ ประเทศของเราจะมีอาวุธที่พร้อมฟาดฟันกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-261121/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย หลักประกันโอกาสทางการศึกษา กับ ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน ประธานชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดบทเรียน “น่านโมเดล” พื้นที่ทดลอง ปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อเด็กนอกระบบที่มีความต้องการพิเศษ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-nan-model-informal-children-with-special-needs/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Jul 2021 06:38:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ตาก]]></category>
		<category><![CDATA[กศน.]]></category>
		<category><![CDATA[ลำปาง]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรักษ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พมจ.]]></category>
		<category><![CDATA[น่านโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ศรุตา เจริญพรพานิชกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.มลิวัลย์ เสนาวงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปวริศา สิงห์อุดร]]></category>
		<category><![CDATA[ศึกษาธิการจังหวัด]]></category>
		<category><![CDATA[กรรณาภรณ์ สอนสมฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[Chat BOT น่านสุขใจ]]></category>
		<category><![CDATA[แผนกจิตเวชโรงพยาบาลน่าน]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยบริการต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เจาะลึกน่านโมเดล พื้นที่ทดลอง ปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อเด็กนอกระบบที่มีความต้องการพิเศษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=43783</guid>

					<description><![CDATA[<p>เด็กนอกระบบที่มีความต้องการพิเศษ นับเป็นอีกกลุ่มเป้าหมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-nan-model-informal-children-with-special-needs/">ถอดบทเรียน “น่านโมเดล” พื้นที่ทดลอง ปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อเด็กนอกระบบที่มีความต้องการพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เด็กนอกระบบที่มีความต้องการพิเศษ<strong> </strong>นับเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ที่หลายภาคส่วนให้ความสำคัญเข้าไปดูแลช่วยเหลือ&nbsp;</p>



<p><strong>“น่านโมเดล”</strong> นับเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จที่เริ่มเห็นผลชัดเจน  เพราะการผนึกกำลังของภาคส่วนต่าง ๆ ที่หนุนเสริมซึ่งกันและกัน</p>



<p>เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน&nbsp; 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดน่าน มูลนิธิรักษ์ไทย จัดเสวนาถอดบทเรียน “เจาะลึกน่านโมเดล พื้นที่ทดลอง ปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อเด็กนอกระบบที่มีความต้องการพิเศษ”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เริ่มจากภาพรวมในพื้นที่<strong> </strong>ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา กล่าวว่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ee9dd8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20-สัมนา-น่านโมเดล-006.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“กสศ. ตระหนักถึงการช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาซึ่งมีอยู่ประมาณ 4 แสนคน จึงได้คิดพัฒนาโครงการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา มีทั้งหมด 66 โครงการทำงานใน 74 จังหวัด ตั้งเป้าดูแลเด็ก 35,000 คน ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 90%&nbsp; โดยกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษทั้งด้านร่างกายและจิตใจประมาณ 1,300 คน&nbsp; ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทางโครงการเข้าไปดูแลช่วยเหลือ”&nbsp;</p>



<p>การทำงานเริ่มต้นจาก กระบวนการค้นหากลุ่มเป้าหมาย สร้างเป้าหมายร่วม วิเคราะห์สถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาระดับพื้นที่ เก็บข้อมูลเด็กและครู  นำไปสู่การสรุปผล </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3802de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/ดร.เนตรดาว-ยั่งยุบล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>โดยจะวิเคราะห์เป็นรายบุคคล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ที่เป็นรูปธรรม สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก มีระบบส่งต่อการช่วยเหลือ ทั้งศูนย์การศึกษาพิเศษระดับพื้นที่ สหวิชาชีพ การดูแลความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงปัญหาเรื่องการศึกษา  ที่แต่ละพื้นที่จะต้องร่วมกันออกแบบการทำงาน เพราะการทำงานหน่วยเดียวไม่อาจสำเร็จ ต้องใช้หลายหน่วยงานช่วยกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เริ่มต้นจากฐานข้อมูลระบบสารสนเทศ<br>สู่การจัดการศึกษารายบุคคลที่เหมาะสม</h2>



<p>โมเดลการทำงานมีจุดเริ่มต้นจากภาครัฐ คือศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดน่าน ภาคประชาสังคมคือมูลนิธิรักษ์ไทย&nbsp; ร่วมกับ กสศ. มีอาสาสมัคร ครูพี่เลี้ยง และที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการคือครูใน 11 อำเภอ ที่ฝ่าความยากลำบากในช่วงโควิด-19 มาด้วยกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-97e075"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20-สัมนา-น่านโมเดล-004.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>เริ่มจากฐานข้อมูลสารสนเทศที่นำไปสู่การช่วยเหลือเด็ก 50 คนได้อย่างถูกต้อง โดยที่รูปแบบการช่วยเหลือจะเป็นการศึกษารายบุคคลที่เหมาะสมกับเด็กพิเศษ และอีกส่วนคือกลไกการพัฒนาเด็ก  การฟื้นฟูสุขภาพกายใจ การบำบัดการเรียนที่บ้าน พัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัว ส่งเสริมอาชีพหลากหลาย </p>



<p>มีหลักสูตรสิทธิเด็กและการคุ้มครอง  กิจกรรมบำบัดพัฒนาสุขภาพจิต หลักสูตรให้พ่อแม่มีความพร้อมดูแลเด็กพิเศษ ​ในฝั่งชุมชนก็ต้องทำให้เป็นชุมชนที่ปราศจากอคติ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสร้างสรรค์ให้เด็ก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เชื่อมการทำงานกับภาคีเครือข่าย<br>ด้วยเป้าหมายการช่วยเหลือเด็กนอกระบบทั้งครอบครัว</h2>



<p>น.ส.ศรุตา เจริญพรพานิชกุล ผู้ประสานงานพื้นที่จังหวัดน่าน กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการเน้นไปที่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ให้กับกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ&nbsp; และพฤติกรรม&nbsp; เพื่อช่วยเด็กนอกระบบทั้งครอบครัวและพัฒนาศักยภาพครูในการดูแลเด็ก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d37e64"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/นางสาวศรุตยา-เจริญพรพานิชกุล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>เริ่มจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ  โดยเชิญนักจิตวิทยา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ชมรมผู้พิการ อสม. มาประชุมร่วมกัน เพื่อหาแนวทางว่าแต่ละรายจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง   “จังหวัดน่านค้นพบกลุ่มเป้าหมาย 194 คน  ​ 86% ไม่มีอาชีพ  ครอบครัวทำการเกษตร ส่วนใหญ่ไม่มีงานประจำ รับจ้างตามฤดูกาล เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ 26 คน บางส่วนอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนไล่รื้อ พื้นที่บุกรุก ทับซ้อน พื้นที่แออัด รายได้ครอบครัวอยู่ที่ประมาณ 1,500-5,000 บาท เป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับการศึกษาเลย 37 ครอบครัว ซึ่งมาจากปัญหาความยากจนร่วมกันปัญหาสุขภาพ  การแก้ปัญหาจะเริ่มที่เข้าไปวางแผนช่วยเหลือเด็ก วิเคราะห์​สาเหตุปัญหา ข้อจำกัด  และการช่วยเหลือ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เปลี่ยนการช่วยเหลือแบบ “สังคมสงเคราะห์”<br>เป็นการพัฒนาเสริมสร้างเชิงอำนาจ Empowerment</h2>



<p>ดร.มลิวัลย์ เสนาวงษ์ หัวหน้าโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษาโดยเครือข่ายเชิงพื้นที่ภาคเหนือ (จังหวัดตาก ลำปาง น่าน) กล่าวว่า จากการทำงานที่ผ่านมา สามารถเรียกได้ว่าเป็นโมเดลการทำงานที่เริ่มเห็นผล โดยเน้นไปที่มิติทางสังคม จิตวิทยา การศึกษา และเศรษฐกิจ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b750d7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20-สัมนา-น่านโมเดล-005.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>เป้าหมายคือการช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ&nbsp; ซึ่งต่างจากที่ผ่านมา ที่ทำในลักษณะสังคมสงเคราะห์ แต่โครงการนี้เน้นการพัฒนาเสริมสร้างเชิงอำนาจ หรือ Empowerment&nbsp; ด้วยการสนับสนุนเด็กแบบองค์รวม&nbsp;&nbsp;</p>



<p>การทำงานอย่างยั่งยืนได้นั้น จะต้องให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมดูแลเด็ก การพัฒนาเครือข่าย การช่วยเหลือส่งต่อ และการสร้างความตระหนักเรื่องผู้พิการ ผู้ที่มีความต้องการพิเศษ และนำไปสู่การกำหนดนโยบายของผู้มีอำนาจ  เกิดการสนับสนุนงบประมาณที่มากขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ดูแลเด็กเชิงลึกเป็นรายบุคคล<br>พร้อมช่วยเหลือผู้ปกครองให้ดูแลเด็กได้</h2>



<p>นางปวริศา สิงห์อุดร ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาพิเศษทำงานร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทยในการช่วยเหลือเด็ก มีแนวคิดคือ ให้เข้าถึงทั้งโอกาสและความเสมอภาค&nbsp;</p>



<p>โดยงานของศูนย์ ฯ&nbsp; คือ การค้นหาเป้าหมาย/ วิเคราะห์สถานการณ์ความรุนแรงของปัญหา/ สร้างเป้าหมายร่วมในการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่/ วิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง/ ออกแบบเครื่องมือการทำงาน/ เก็บข้อมูลเด็กและครูเพื่อประมวลสรุปผล /คืนข้อมูลกลับไปยังพื้นที่เพื่อออกแบบการทำงานร่วมกัน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการพัฒนา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad28bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/นางปวริศา-สิงห์อุดร.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทางศูนย์ ฯ ได้พัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการให้โอกาสประกอบอาชีพพื้นฐานตามความสนใจ และภารกิจที่สำคัญอีกประการคือช่วยเหลือผู้ปกครอง ให้มีอาชีพ มีรายได้ และมีความสามารถในการดูแลเด็กต่อไป</p>



<p>“เรามีการทำงานที่ก้าวหน้า ลงไปถึงการดูแลเด็กเชิงลึกเป็นรายบุคคล โดยลงไปที่ตัวอำเภอและสร้างกระบวนการเรียนรู้ในแต่ละเคส ส่วนผู้ปกครองที่อยู่ห่างไกล เราจะให้ความช่วยเหลือ เรื่องการพาไปตรวจทางการแพทย์ เพื่อให้มีใบรับรองหรือบัตรประจำตัว การเก็บข้อมูลสารสนเทศจากการลงพื้นที่ ยังทำให้เราได้พบเด็กที่ตกหล่นจากการสำรวจในแต่ละปี ช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 19 ปี โดยเป็นการร่วมมือกับ พมจ. ศึกษาธิการจังหวัด และ กศน.”  นอกจากนำเด็กที่ตกสำรวจเข้ารับการส่งต่อเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ทางศูนย์ ฯ มีนโยบายช่วยเหลือผู้ปกครองให้มีทักษะการดูแลเด็ก   ในกรณีที่เด็กไม่สามารถเข้าเรียนได้  สำหรับพื้นที่ที่ห่างไกลมาก  ทางศูนย์ ฯ เข้าไปหาเด็กไม่ได้ทุกวัน จึงเน้นที่การให้การศึกษากับผู้ดูแล โดยอาศัยความร่วมมือจาก อบต. อบจ. หรือโรงพยาบาลจังหวัด เพื่อนำเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายต่าง ๆ เข้าไปช่วยกันลงพื้นที่ทุกครั้ง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">‘หน่วยบริการต้นแบบ’<br>มุ่งส่งเสริมชุมชนในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถดูแลเด็กได้จากภายใน</h2>



<p>ทางศูนย์ ฯ ได้วางแผนสร้าง ‘หน่วยบริการต้นแบบ’ &nbsp;เพื่อให้ชุมชนมีความพร้อมในการช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้วยตัวเอง&nbsp; เพราะถ้าชุมชนสามารถดูแลกันเองได้จากภายใน จะสามารถขยายผลความช่วยเหลือ ให้ตรงกับหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานได้ตามมา</p>



<p>ปัญหาใหญ่คือความไม่พร้อมของผู้ปกครอง โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ความยากจน ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หรือมีลูกหลานในครัวเรือนจำนวนมาก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6db04a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20-สัมนา-น่านโมเดล-003.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ทีมงานลงไปเก็บในพื้นที่ จากนั้นจึงรีดข้อมูลต่อมาว่าเด็กคนไหนมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือเมื่อเจอเคสที่มีปัญหาหนัก ทางศูนย์ฯ จะประสาน พมจ. รพสต. ที่อยู่ใกล้ เพื่อแบ่งหน้าที่และส่งต่อความช่วยเหลือระหว่างหน่วยงาน แยกออกเป็นการดูแลปัญหาของเด็ก การดูแลปัญหาของผู้ปกครองเด็ก และการดูแลสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว</p>



<p>ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดน่าน กล่าวว่านี่คือการสร้างเครือข่าย ที่เริ่มจากกระบวนการคัดกรองเพื่อพัฒนาระบบดูแลเด็กในพื้นที่ห่างไกล  เป้าหมายสำคัญคือต้องทำให้ผู้ปกครองเด็กมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อนั้นเขาถึงจะพร้อมดูแลเด็กได้ จากนั้นจึงมุ่งไปที่การพัฒนาตัวเด็ก ยกระดับให้เขาช่วยเหลือตัวเองและบอกความต้องการของตัวเองได้ก่อน  แล้วระบบเครือข่ายจะทำให้คณะทำงานไปสู่เป้าหมายได้ มีผลสำเร็จที่ต่อเนื่องยิ่งขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">‘ศูนย์การจัดการเรียนรู้ที่บ้าน<br>พัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนทุกกลุ่ม’</h2>



<p>น.ส.กรรณาภรณ์ สอนสมฤทธิ์ ผู้จัดการมูลนิธิรักษ์ไทยประจำจังหวัดน่าน กล่าวว่า หน้าที่ในการทำงานของมูลนิธิ ฯ คือการพัฒนาการศึกษากลุ่มสตรีนอกระบบ อายุระหว่าง 15-35 ปี ในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ 5 อำเภอด้านบนของจังหวัดน่าน ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอบ่อเกลือ</p>



<p>โดยใช้วิธีบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย  เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ปกครองมีรายได้เพิ่มขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6bdd68"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/นางสาวกรรณภรณ์-สอนสมฤทธิ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เราให้คำแนะนำผู้ปกครอง เพื่อวิเคราะห์แผนอนาคต ตั้งแต่การออกแบบแผนการเพิ่มรายได้ให้ผู้ปกครอง โดยเริ่มจากสำรวจความต้องการว่ากลุ่มเป้าหมายอยากทำอะไร ในพื้นที่มีทรัพยากรและเครือข่ายสนับสนุนใดบ้าง จากนั้นจึงนำทุนสนับสนุนเด็กและผู้ปกครองเข้าไปร่วมพัฒนาให้ตรงจุด ทางมูลนิธิ ฯ ได้มองถึงการทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย ที่จะช่วยให้ผู้ปกครองต่อยอดทางอาชีพ โดยสร้างความร่วมมือด้านการตลาด และพัฒนาคุณภาพงานให้ได้มาตรฐาน มีเอกลักษณ์ ซึ่งเรามีเครือข่ายกับภาคธุรกิจ เช่น Lazada รองรับอยู่”&nbsp;</p>



<p>ส่วนการพัฒนาเด็กนั้น จากความร่วมมือกับ กสศ. และศูนย์การศึกษาพิเศษ ทางมูลนิธิ ฯ มีข้อมูลที่สามารถนำมาตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขและศูนย์การศึกษาประจำหมู่บ้าน เพื่อให้มั่นใจว่า จะสามารถระบุตัวตนของเด็กที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82c9e3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20-สัมนา-น่านโมเดล-007.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>คณะทำงานเห็นร่วมกันว่าจำเป็นต้องสนับสนุนให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่บ้าน โดยเป็นหน้าที่หลักของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ขณะที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เช่น ผู้เลี้ยงเด็กไม่เข้าใจความบกพร่องทางพัฒนาการ&nbsp; จนเกิดการใช้ความรุนแรงลงโทษเด็ก&nbsp;</p>



<p>อีกกรณีหนึ่งคือเรื่องการสื่อสาร เนื่องจากหลายชุมชนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพัฒนาการสื่อสาร</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">Chat BOT น่านสุขใจ สื่อกลางให้คำปรึกษาบรรเทาความเครียด</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc6953"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20-สัมนา-น่านโมเดล-008.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ในช่วงที่ทุกคนต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตจากโควิด-19 ทางมูลนิธิรักษ์ไทยได้ร่วมมือกับแผนกจิตเวชโรงพยาบาลน่าน พัฒนาแอปพลิเคชัน Chat BOT ‘น่านสุขใจ’ เพื่อเป็นสื่อกลางในการให้คำแนะนำสำหรับกลุ่มเป้าหมาย บรรเทาความเครียด กังวล อันจะนำไปสู่ปัญหาทางใจที่ใหญ่ขึ้นได้&nbsp; ความตั้งใจของมูลนิธิ ฯ คือการพัฒนาให้เกิดศูนย์การจัดการเรียนรู้ที่บ้าน และพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนทุกกลุ่ม ด้วยเชื่อมั่นว่าการทำงานกับเด็กพิเศษ&nbsp; ต้องให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ปกครอง โดยช่วยนำความรู้หรือทางเลือกใหม่ ๆ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิต</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-nan-model-informal-children-with-special-needs/">ถอดบทเรียน “น่านโมเดล” พื้นที่ทดลอง ปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อเด็กนอกระบบที่มีความต้องการพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เฝ้าระวังกลุ่มนร.ยากจนเฉียบพลัน ให้การช่วยเหลือตรงจุดทันท่วงที</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-surveillance-poor-student/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 09:05:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านสว้า]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฮ่องสอน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนล่องแพวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพื้นที่เกาะ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสตาร์ฟิช]]></category>
		<category><![CDATA[สยาม เรืองสุกใสย์]]></category>
		<category><![CDATA[ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41045</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลำพังแค่สถานการณ์ปกติเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล เขาสูง ทุรก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-surveillance-poor-student/">เฝ้าระวังกลุ่มนร.ยากจนเฉียบพลัน ให้การช่วยเหลือตรงจุดทันท่วงที</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลำพังแค่สถานการณ์ปกติเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล เขาสูง ทุรกันดาร ก็มีโอกาทางการศึกษาน้อยกว่าคนในเมืองอยู่แล้ว ยิ่งต้องเผชิญผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ยิ่งส่งผลรุนแรงกว่าเดิม ทั้ง “การเรียนรู้ถดถอย” ช่วงที่ต้องหยุดเรียนเวลานาน ขณะที่มาตรการสอนเสริมผ่านระบบออนไลน์ หรือ DLTV ก็ยังมีข้อจำกัด ยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น</p>



<p>ที่สำคัญผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ปกครองหลายคนต้องตกงาน ถูกเลิกจ้าง ​ซ้ำเติมปัญหา​ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ครอบครัว&nbsp; สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เด็กที่มีฐานะยากลำบากอยู่แล้วต้องหลุดจากระบบการศึกษาในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางเช่นนี้ จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนช่วยเหลือให้พวกเขาฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-9ac5896a gb-headline-text">เฝ้าระวังกลุ่มนร.ยากจนเฉียบพลัน<br>ให้การช่วยเหลือตรงตามความต้องการ</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7af6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/รร.ห่างไกล-ทุรกันดาร-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสั​นติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย และ ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ</strong> ประเมินว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ล้วนแต่ไปซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม เช่น การไม่ได้ทานอาหารเช้าที่อาจทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ หรือการที่ต้องสูญเสียการเรียนรู้ เพราะเด็กพื้นที่ห่างไกลยังมีข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ สัญญาณอินเตอร์เน็ตทำให้การส่งผ่านความรู้ผ่านออนไลน์ทำได้ลำบาก สำหรับทางแก้ไขที่ผ่านมาจะให้ครูจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเล็กๆ หรือ กล่องการเรียนรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจาก <strong>มูลนิธิสตาร์ฟิช</strong> และ <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (<strong>กสศ.</strong>)​</strong> อย่างไรก็ตาม​กลุ่มเด็กในช่วงชั้นรอยต่อมีความสุ่มเสี่ยงจะหลุดจากระบบการศึกษาโดยเฉพาะชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 ที่จะพ้นการศึกษาภาคบังคับแล้วจะเรียนต่อหรือไม่เรียนต่อก็ได้ รวมทั้งยังมีกลุ่มที่ “ครอบครัวยากจนเฉียบพลัน” จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พ่อแม่ถูกเลิกจ้างงาน ทางแก้ไขก็ควรเร่งคัดกรองเช่นการค้นหากลุ่มเสี่ยงผ่านระบบ <strong>iSEE</strong> และให้การช่วยเหลือได้อย่างตรงเป้าหมาย และควรเป็นการให้ความช่วยเหลือตามความต้องการ เช่น บอกให้เขาเอาเงินไปซื้อสมุด ทั้งที่เขาอาจมีเรื่องจำเป็นกว่า การช่วยเหลือจึงอาจต้องเปิดกว้างให้ตรงตามความต้องการ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เตรียมแผนสำรอง ปัดฝุ่น “ครูหลังม้า”<br>เสริมการเรียนรู้ให้เด็กบนพื้นที่เขาสูง</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e75641"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/รร.ห่างไกล-ทุรกันดาร-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>คล้ายกับ <strong>สยาม เรืองสุกใสย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา จ.แม่ฮ่องสอน</strong>&nbsp; ที่ระบุว่า ปัจจุบันผู้ปกครองจำนวนมากทั้งที่ไปรับจ้างทำงานที่เชียงใหม่ หรือ กรุงเทพฯ​เมื่อเกิดสถานการณ์โควิดก็ถูกเลิกจ้าง ​กลับมาอยู่บ้านไม่มีรายได้ กลายเป็นความเสี่ยง สำหรับเด็กที่ต้องลงจากดอยไปเรียนต่อในเมือง&nbsp; เพราะได้รับผลกระทบจากรายได้ครอบครัวที่ลดลง&nbsp; ที่ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่ากินอยู่ ค่าหอพัก และเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบได้ แต่สำหรับเด็กที่โรงเรียนล่องแพวิทยา เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กพักนอนไม่มีค่าใช้ จึงไม่มีปัญหาเรื่องเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<p>ทั้งนี้ อีกปัญหาที่น่าเป็นห่วงหากต้องเลื่อนการเปิดเทอมออกไปนานขึ้น คือ เรื่องอาหารซึ่งจากเดิมเด็กจะได้มาทานที่โรงเรียน โดยการระบาดรอบที่แล้วทางโรงเรียนใช้วิธีนำอาหารไปตระเวนแจกให้เด็กๆ รอบนี้หากมีปัญหาเหมือนเดิมก็อาจจะต้องใช้วิธีเดียวกัน เช่นเดียวกับการเรียนการสอนที่เดิมเคยใช้วิธี “ครูหลังม้า” บรรทุกสื่อการสอนขึ้นไปหาเด็กๆ ซึ่งตอนนี้ทางโรงเรียนก็เตรียมตัวไว้เผื่อทั้งกรณีที่สอนในโรงเรียนปกติได้ หรือ หากไม่ได้ก็เตรียมสื่อการสอนที่จะนำไปให้เด็กๆ&nbsp; เพื่อให้เด็กพลาดโอกาสการเรียนรู้ เพราะปกติเด็กในพื้นที่ห่างไกล เขาสูงก็มีโอกาสในการเรียนน้อยกว่าในพื้นที่อื่นอยู่แล้ว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-8d16ab2f gb-headline-text">สายธารน้ำใจจากคนในสังคม<br>ดังน้ำทิพย์ชโลมใจร่วมช่วยเด็กๆ</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa1bf9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/รร.ห่างไกล-ทุรกันดาร-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ด้าน <strong>ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จ.น่าน</strong>&nbsp; อธิบายว่า แม้ปัจจุบันในพื้นที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ก็กระทบกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ทำให้ผู้ปกครองรายได้ลด ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ในช่วงใกล้เปิดเทอมว่าจะมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษามากน้อยแค่ไหน แต่ที่ผ่านมาเด็กส่วนใหญ่พักนอนอยู่กับทางโรงเรียนจึงไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย และยังมีผู้ใหญ่ใจดีคอยมาช่วยเหลือบริจาคสิ่งของ อาหาร ช่วยเหลือเด็ก ที่ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยกันในสถานการณ์เช่นนี้</p>



<p>“เวลานี้ทุกฝ่ายควรจะต้องมาร่วมมือกันช่วยเด็กๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้ การทำงานในพื้นที่ลำบาก การเดินทางลำบาก การกินอยู่ลำบาก แต่สิ่งที่เป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจให้พวกเราก็คือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มาจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ สิ่งดีๆ เหล่านี้ยังปรากฏอยู่ในสังคม เวลานี้เรากำลังเตรียมเปิดโรงเรียน โดยนัดครูทุกท่านมาร่วมกันกักตัวที่โรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. เพื่อให้ทันเปิดเรียน 1 มิ.ย. นี้”​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-25bd1a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/รร.ห่างไกล-ทุรกันดาร-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อย่างไรก็ตาม หากสามารถเปิดเทอมได้ตามปกติก็จะช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายผู้ปกครองไปได้มาก ไม่ต้องมากังวลเรื่องค่าอาหารกลางวันหรือถ้าเด็กที่พักนอนก็แบ่งเบาภาระปัจจัยสี่ของเด็กไปได้มาก แต่สิ่งที่เชื่อว่าทุกโรงเรียนยังต้องการเวลานี้คือ เจลล้างมือ และ หน้ากากอนามัย เพราะเมื่อเด็กมาอยู่รวมกันจำนวนมากก็ต้องมีมาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวด แต่ถ้าโรงเรียนเปิดไม่ได้ตามกำหนดก็เตรียมแผนสำรองคือการทำใบงานแบบฝึกหัดให้เด็กไปทำที่บ้านเพราะในพื้นที่เข้าไม่ถึงอุปกรณ์สำหรับเรียน ออนไลน์ หรือ ออนแอร์ พร้อมมอบหมายให้มีเด็กรุ่นพี่ไปคอยสอนเด็กรุ่นน้อง</p>



<p></p>



<p></p>



<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสไปกับ</strong><br><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br><a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br><strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br><strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br><strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-surveillance-poor-student/">เฝ้าระวังกลุ่มนร.ยากจนเฉียบพลัน ให้การช่วยเหลือตรงจุดทันท่วงที</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความร่วมมือของคนในชุมชนจะช่วยทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/community-khani-son-tailor/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Mar 2021 09:45:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเล่าจากชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษากาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[คณิศร ปัญญาวงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=28326</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิ่งสำคัญคือความร่วมมือของคนในชุมชนที่จะเข้ามามีส่วนช่ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/community-khani-son-tailor/">ความร่วมมือของคนในชุมชนจะช่วยทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญคือความร่วมมือของคนในชุมชนที่จะเข้ามามีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพราะในพื้นที่ก็มีห้างร้าน ภาคธุรกิจ และ เอกชน จำนวนมาที่สามารถเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือเด็กๆ ทั้ง ร้านซ่อมแอร์ อู่ซ่อมรถ ซึ่งหากรับเด็กมาฝึกงาน เด็กก็จะได้รับความรู้ติดตัว เริ่มจากเป็นลูกมือก่อนอีกหน่อยเมื่อชำนาญก็สามารถออกไปเป็นผู้ประกอบการเองได้</span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะคนพื้นที่ที่​เห็นสภาพปัญหาของเด็กนอกระบบกำลังส่งผลเสียหายรุนแรงและลุกลามจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นกลายเป็นวงจรที่ยากจะหลุดพ้น​  หากไม่รีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือตั้งแต่ตอนนี้อาจจะทำให้เด็กๆ จำนวนมากต้องจมอยู่ในวังวนปัญหาที่เพิ่มความเสี่ยงจะพาเด็กเหล่านี้ไปข้องแวะกับ​ยาเสพย์ติดในที่สุด</span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-28332" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ร้านเสื้อผ้าคณิตศร_2.png" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">​แม้จะไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือเด็กๆ​โดยตรง แต่ <strong>คณิศร ปัญญาวงศ์</strong> เจ้าของร้านน้ำใจสปอร์ต ซึ่งประกอบธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้ากีฬาในจังหวัดน่าน มองว่า เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่จะพาเด็กๆ เหล่านี้หลุดพ้นจากสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ อีกทั้งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายในสังคมควรจะต้องร่วมมือร่วมใจเข้าไปช่วยเหลือในส่วนที่ตัวเองทำได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คล้ายกับที่เธอหยิบยื่นโอกาสให้เด็กๆ ที่สนใจจะประกอบอาชีพเย็บเสื้อผ้า ได้เข้ามาฝึกงานที่ร้าน และหากใครสนใจก็สามารถอยู่ทำงานที่ร้านต่อมีรายได้ และ เพิ่มประสบการณ์การทำงานให้กับตัวเอง ที่สามารถออกไปประกอบธุรกิจของตัวเองหรือจะไปรับจ้างทำงานในโรงงานตามที่ตัวเองต้องการได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>การศึกษาสร้างวุฒิภาวะ พาก้าวพ้นวังวนปัญหา</h3>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28331" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ร้านเสื้อผ้าคณิตศร_4.png" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณิศร เล่าให้ฟังว่า อยากเข้ามามีส่วนแก้ปัญหาเรื่องนี้เพราะที่ผ่านมาได้เห็นเด็กหลายคนต้องออกจากโรงเรียนเพราะพ่อแม่ยากจน ทั้งที่อายุแค่ 16-17 ปี ออกจากโรงเรียนก็ไม่มีงานทำ ​บางคนตั้งท้องทั้งที่อายุยังน้อยไม่มีวุฒิภาวะ สุดท้ายก็เลิกรากัน ลูกออกให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง พอโตขึ้นมาก็ออกจากโรงเรียนเป็นวงจรที่วนไปอย่างนี้เรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่าเด็กๆ เขาควรจะได้อยู่ในระบบการศึกษาอีกสักหน่อยให้โตพอที่จะมีวุฒิภาวะ หรือมีความรู้ออกมาทำงานที่ดี เพราะบางคนออกมาไปรับจ้างทำงานหมูกระทะร้านเขาก็ไม่รับ ต้องไปทำงานก่อสร้างได้ค่าจ้างไม่มาก​ หรือหากเขาไม่ได้เรียนก็ควรจะได้ฝึกอาชีพที่จะได้มีงานมีรายได้ที่เลี้ยงตัวเองได้ไม่ลำบาก”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ฝึกงานตัดเย็บเสื้อผ้า สร้างรายได้ สร้างอนาคต</h3>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28329" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ร้านเสื้อผ้าคณิตศร_3.png" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นเป็นเหตุผลที่เมื่อได้รับการประสานงานจากทีมงาน<strong>โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จ.น่าน</strong> ของ <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> คณิศร เต็มใจให้ความช่วยเหลือรับเด็กที่ผ่านการฝึกทักษะอาชีพมาฝึกงานที่ร้านทั้งหมด 5 คน และ ปัจจุบันมี 1 คน ที่ทำงานเป็นพนักงานประจำที่ร้านต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรารับหมดเด็กคนไหนมีความตั้งใจมาฝึกงานกับเรา โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องตัดเย็บ เคยผ่านศูนย์พัฒนาฝีมือมาบ้าง มาสอนเพิ่มอีกนิดก็เย็บเป็น แต่ถ้าคนไหนที่มาแบบไม่เป็นมาเลยส่วนมากก็จะไม่รอดถ้าไม่ตั้งใจจริง ซึ่งเด็กทั้ง 5 คนที่มา ทำได้ดี ​บางคนต้องกลับไปทำงานต่อที่บ้านอีกอำเภอ แต่อย่างน้อยเขาก็มีทักษะอาชีพติดตัวจะรับจ้างแถวบ้านหรือจะไปทำงานโรงงานเย็บผ้าก็ได้ ยิ่งถ้าเคยฝึกงานของจริงมาแล้วด้วยยิ่งทำให้ได้งานง่ายขึ้น”​ ​</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ความร่วมมือของคนในชุมชนจะช่วยทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-28330" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ร้านเสื้อผ้าคณิตศร_5.png" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วทางลูกสาวของ คณิศร ยังเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพ <strong>“ตะวันฟาร์ม”</strong> ซึ่งเปิดให้เด็กสาระพัดช่างเข้ามาดูงานเรียนรู้การปลูกพืช การทำการตลาดออนไลน์ ที่มีเด็กๆ ที่สนใจแวะเวียนมาเก็บเกี่ยวความรู้ต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ​ ถึงจะรับรองไม่ได้ว่าดีที่สุดหรือไม่แต่ถ้ามีการศึกษาจะทำให้ชีวิตดีขึ้นแน่​ที่ผ่านมาเราเห็นเด็กรุ่นลูกเราที่ต้องออกจากโรงเรียนไปทำงานทั้งที่เขาควรจะได้เรียนต่อ ออกไปทำงานได้เงินก็ไม่เท่าไหร่ ถ้ารอให้เรียนจบ ม.6 อย่างน้อยก็ดีกว่าออกไปตอนนี้”​</span></p>
<p><figure id="attachment_28333" aria-describedby="caption-attachment-28333" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-28333 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ร้านเสื้อผ้าคณิตศร_1.png" alt="" width="855" height="569" /><figcaption id="caption-attachment-28333" class="wp-caption-text">คณิศร ปัญญาวงศ์ เจ้าของร้านน้ำใจสปอร์ต ซึ่งประกอบธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้ากีฬาในจังหวัดน่าน</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญคือความร่วมมือของคนในชุมชนที่จะเข้ามามีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพราะในพื้นที่ก็มีห้างร้าน ภาคธุรกิจ และ เอกชน จำนวนมาที่สามารถเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือเด็กๆ ทั้ง ร้านซ่อมแอร์ อู่ซ่อมรถ ซึ่งหากรับเด็กมาฝึกงาน เด็กก็จะได้รับความรู้ติดตัว เริ่มจากเป็นลูกมือก่อนอีกหน่อยเมื่อชำนาญก็สามารถออกไปเป็นผู้ประกอบการเองได้ ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน หอการค้า ผู้ประกอบการ  ถึงจะช่วยให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสไปกับ</strong><br />
<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br />
<a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br />
<strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br />
<strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br />
<strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/community-khani-son-tailor/">ความร่วมมือของคนในชุมชนจะช่วยทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจชั้นเรียน New Normal รร.พื้นที่ห่างไกล​</title>
		<link>https://www.eef.or.th/9986-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2020 10:04:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านสว้า]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านนาเกียน]]></category>
		<category><![CDATA[นพรัตน์ เจริญผล]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านยะบะ(อุปการวิทยา)]]></category>
		<category><![CDATA[อรุณศรี หลงชู]]></category>
		<category><![CDATA[New Normal]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17711</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ฝนฟ้าจะตกหนักต่อเนื่องมาหลายวันจนถนนขึ้นดอยเป็นโคลนส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/9986-2/">สำรวจชั้นเรียน New Normal รร.พื้นที่ห่างไกล​</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17713" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ฝนฟ้าจะตกหนักต่อเนื่องมาหลายวันจนถนนขึ้นดอยเป็นโคลนสัญจรลำบาก แต่สำหรับวันเปิดเทอมวันแรก นักเรียนโรงเรียนบ้านนาเกียน ต.นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เดินทางมาโรงเรียนกันครบ 100% หลังจากปิดเทอมมานานหลายเดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งบางส่วนที่เป็นนักเรียนพักนอนได้เดินทางมาเตรียมพร้อมตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา </span><span style="font-weight: 400;">ครูบอย &#8211; นพรัตน์ เจริญผล ครูโรงเรียนบ้านนาเกียน เล่าให้ฟังว่า เด็กๆ ดีใจที่ได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้งหลังจากหยุดไปนาน ส่วนใหญ่จะผอมกว่าตอนก่อนเปิดเทอมที่ผ่านมา ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดอาหารไว้พร้อมสำหรับเด็ก ๆ สำหรับเด็กที่ผมยาวครูก็จัดเตรียมอุปกรณ์ไว้ตัดผมให้เรียบร้อย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของ นิว นอร์มอล ของโรงเรียนบ้านนาเกียน ก็เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งการจัดห้องเรียนใหม่ ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องต้องแบ่งชั้นเรียนหรือสลับกันหยุด เพราะเด็กแต่ละห้องมีประมาณแค่ 10 กว่าคน แค่จัดที่นั่งให้ห่างกัน  1 เมตร รวมทั้งช่วงกิจกรรมหน้าเสาธงที่ต้องเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย แต่ช่วงนี้ฝนตกต่อเนื่อง ต้องเคารพธงชาติที่หน้าชั้นเรียน ​และสนามเด็กเล่นยังเล่นไม่ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครูบอย ระบุว่า  เมื่อเด็กกลับมาเรียนอีกครั้งหลังจากปิดเทอมเป็นเวลานาน ทำให้ต้องใช้เวลาช่วงแรกในการเริ่มทบทวนบทเรียนซึ่งไม่มีปัญหา โดยที่ผ่านมาเด็กจะไม่ได้เรียนออนไลน์เพราะบนดอยไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต แต่นักเรียนก็ยังพอติดตามบนเรียนได้แค่ต้องทบทวนเพิ่มเติมก่อนเริ่มบทเรียนใหม่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>รร.บ้านสว้า ปรับห้องเรียน ​3 รูปแบบรักษาความปลอดภัย</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17714" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างจากโรงเรียนบ้านสว้า ต.ดงพญา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ที่แม้จะปิดเทอมกันไปเป็นเวลานานแต่นักเรียนก็มาเรียนกันครบ 100 % โดยเด็กบางส่วนที่พักนอนก็เริ่มทยอยมากันตั้งแต่วันเสาร์ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่มากันในสภาพผมยาว ผอมโซต่างจากตอนก่อนปิดเทอมที่ผ่านมา ซึ่งทางโรงเรียนก็เตรียมพร้อมมีช่างมาตัดผมให้ และทำการช่างน้ำหนักจดบันทึกไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">​ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า กล่าวว่า แม้ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาจะมีการจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วสองรอบและย้ำไปกับทางผู้ปกครองว่าเป็นเงินที่ตั้งใจจะช่วยเหลือเป็นค่าอาหาร แต่ก็ช่วยได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งที่อาจไม่พอกับค่ากินอยู่ของคนทั้งครอบครัว ซึ่งก็ดีกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ การจัดรูปแบบการเรียนการสอนมี 3 แบบ คือ กลุ่มแรก ที่เด็กต่อห้องไม่เกิน 20 ก็เรียนเดี่ยวปกติจัดห้องตามเกณฑ์ระห่าง กลุ่มที่สองชั้นมัธยมมีนักเรียนเกิน 30 คน ก็ใช้พื้นที่หอประชุม โรงอาหาร เป็นห้องเรียนคุมระยะห่างตามกำหนด และ กลุ่มที่สาม ในส่วนชั้นป. 6 ที่ไม่มีพื้นที่พอก็จัดแบ่งการสอนออกเป็นสองช่วงสลับกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>รร.บ้านยะบะ มาเรียนครบ 100% จัดแผนคุมเข้มสกัด COVID-19</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17716" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านโรงเรียนบ้านยะบะ(อุปการวิทยา) เปิดเทอมวันแรกมีเด็กนักเรียนมาเรียนครบ 100 % จากนักเรียนกว่า 600 คน ทางโรงเรียนได้แบ่งการเรียนออกเป็นสองช่วงคือเช้า และ บ่าย ให้นักเรียนที่มีห้องละ 40 คน แบ่งมาเรียนช่วงเช้า 20 คน และ บ่าย 20 คน แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังพบปัญหาอยู่บ้างเพราะเด็กทช่วงเช้าที่ยังเรียนไม่เสร็จเด็กช่วงบ่ายเริ่มทยอยมาเรียน ทำให้ทางโรงเรียนเตรียมที่จะเปลี่ยนแผนเป็นสลับหยุดวันเว้นวันแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครูเอ๋-อรุณศรี หลงชู ครูโรงเรียนบ้านยะบะ(อุปการวิทยา) กล่าวว่า เด็กดีใจที่ได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง ได้กลับมาทานอาหารที่โรงเรียนจัดเตรียมไว้ สำหรับการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ทางโรงเรียนได้เตรียมการตามมาตรการที่กำหนดทั้งการจัดห้องเรียน การฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ ให้นักเรียนใส่แมสก์ วัดอุณหภูมิคัดกรอง ล้างมือด้วยเจล สบู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ทางโรงเรียนใช้มาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดเพราะต้องป้องกันหากเด็กคนหนึ่งติดเชื้อ ก็ต้อกักตัวเด็กทั้งหมด ทางโรงเรียนจึงต้องระมัดระวังในทุกด้าน ทั้งห้องเรียน การรับประทานอาหาร การทำกิจกรรม แม้จะเป็นไปได้ยากที่จะห้ามไม่ได้เด็กเล่นกันแต่ก็ต้องระมัดระวังให้ดีที่สุด ไปจนถึงสนามเด็กเล่นที่ต้องปิดเพื่อความปลอดภัยของเด็กเอง  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของเด็กที่ได้รับทุนเสมอภาคทั้ง 249 คน จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นั้น มาเรียนกันครบ 249 คน ซึ่งที่ผ่านมาทางโรงเรียนได้จัดเงินช่วยเหลือ 600 บาทไปให้กับนักเรียนเรียบร้อยแล้ว และมีเงินช่วยเหลือรอบใหม่อีก 300 บาท ที่เตรียมจะส่งมอบต่อไป ​</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/9986-2/">สำรวจชั้นเรียน New Normal รร.พื้นที่ห่างไกล​</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สร้างฝัน ออกแบบชีวิต กรุยทางสู่อนาคต เวทีปลุกพลังทุนนวัตกรรมฯ ภาคเหนือ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/0709-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Sep 2019 08:53:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[สุโขทัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยอาชีวศึกษาจันทร์รวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=7704</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น1 ของกสศ. รวม 190 ชีวิต  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/0709-2/">สร้างฝัน ออกแบบชีวิต กรุยทางสู่อนาคต เวทีปลุกพลังทุนนวัตกรรมฯ ภาคเหนือ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-7706" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69940030_2797617386938919_6093751263726403584_o.jpg" alt="" width="1565" height="1045" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69940030_2797617386938919_6093751263726403584_o.jpg 1565w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69940030_2797617386938919_6093751263726403584_o-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69940030_2797617386938919_6093751263726403584_o-768x513.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69940030_2797617386938919_6093751263726403584_o-1024x684.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69940030_2797617386938919_6093751263726403584_o-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69940030_2797617386938919_6093751263726403584_o-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1565px) 100vw, 1565px" /></p>
<p>ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น1 ของกสศ. รวม 190 ชีวิต จาก 4 วิทยาลัย เขตภาคเหนือ อาทิ วิทยาลัยอาชีวศึกษาจันทร์รวี จังหวัดเชียงใหม่ วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดน่าน ร่วมเปล่งเสียงปลุกพลัง ณ หอประชุมโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ในการเข้าร่วมกิจกรรมเวทีปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต ของ กองทุนเพื่อค<span class="text_exposed_show">วามเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวทีที่ 5 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ (7 กันยายน &#8211; 8 กันยายน 2562) นับเป็นอีกครั้งของช่วงเวลาการพบปะสานสัมพันธ์ สร้างฝันสู่เส้นทางสายอาชีพ และร่วมทำกิจกรรมปลุกแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญ </span></p>
<p>นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวกับน้องๆ นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงทั้ง 190 คน ว่า กิจกรรมเวทีปลุกพลัง ฯ ถือเป็นโอกาสให้นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงในแต่ละภูมิภาคได้ทำความรู้จักกัน โดยมี กสศ. เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีนักศึกษาทุนฯ 2,053 คน และครูทุกท่านจากทั่วประเทศ ต้องร่วมแรงร่วมใจทำงานเพื่อประสบผลสำเร็จไปด้วยกัน รวมถึงประสงค์ให้นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพ รุ่น 1 รักษาสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนทั้งร่วมชั้นและต่างสถาบันไว้ และเกื้อกูลกันต่อไปจนถึงชีวิตวัยทำงานในอนาคต</p>
<p>&#8220;ที่ผ่านมา นักศึกษาทุนนวัตกรรมฯ หลายคนต้องผ่านความยากลำบากและพบเจออุปสรรคในชีวิตมากมาย การได้มีครอบครัวขนาดใหญ่ที่สมาชิกมีความเข้าใจกัน คอยช่วยเหลือในด้านการเรียนและการทำงาน ย่อมหมายถึงโอกาสและช่องทางการดำเนินชีวิตที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ นศ. ทุน ฯ รุ่น 1 ต้องตระหนักถึงสถานะของตน ทั้งด้านการเรียน ความประพฤติ และต้องมุ่งเป้าหมายสร้างเกียรติประวัติในการทำงานที่ดี เพื่อส่งผ่านโอกาสไปสู่นักศึกษาทุน ฯ รุ่น 2 และรุ่นต่อ ๆ ไปให้เข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น&#8221; นพ.สุภกร กล่าว</p>
<p>นพ.สุภกร ได้ฝากถึงครูที่เข้าร่วมเวทีปลุกพลังว่า นักศึกษาทุนในระดับชั้น ปวส.1 ถือว่าเป็นผู้ใหญ่เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยทำงาน ควรได้รับการดูแลอย่างผู้ใหญ่ ได้มีโอกาสคิด ตัดสินใจ และรับผิดชอบทุกเรื่องด้วยตนเอง ส่วนในระดับชั้น ปวช.1 ซึ่งเพิ่งก้าวพ้นวัยเด็ก ครูต้องช่วยฝึกฝนให้พร้อมสำหรับการเป็นผู้ใหญ่ และประคับประคองดูแลใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงจากการหลุดออกจากเส้นทาง พร้อมย้ำกับนักศึกษาทุนฯ ทุกคนว่า การก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่หมายถึงการคิดถึงชีวิตหลังเรียนจบ และต้องวางแผนสำหรับอนาคต</p>
<p>&#8220;จบจากการประชุมครั้งนี้ อยากให้นักศึกษาทุน ฯ ทุกคนวางแผนชีวิตตนเอง ทบทวนและค้นหาว่าความฝันของตนคืออะไร จะประกอบอาชีพอะไร เพราะเหลือเวลาอีกไม่นานทุกคนก็จะก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน ตั้งต้นชีวิตผู้ใหญ่ ใครที่ค้นหาเส้นทางของตนเองได้เร็วก็สามารถออกเดินได้เร็ว ส่วนคนที่ยังไม่เคยคิดถึงแผนชีวิต ก็ให้ใช้เวทีปลุกพลังครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการกรุยเส้นทางสู่อนาคต&#8221; นพ.สุภกรกล่าว</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-7707" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69881059_2797617320272259_6735671638357966848_o.jpg" alt="" width="1565" height="1045" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69881059_2797617320272259_6735671638357966848_o.jpg 1565w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69881059_2797617320272259_6735671638357966848_o-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69881059_2797617320272259_6735671638357966848_o-768x513.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69881059_2797617320272259_6735671638357966848_o-1024x684.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69881059_2797617320272259_6735671638357966848_o-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/69881059_2797617320272259_6735671638357966848_o-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1565px) 100vw, 1565px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/0709-2/">สร้างฝัน ออกแบบชีวิต กรุยทางสู่อนาคต เวทีปลุกพลังทุนนวัตกรรมฯ ภาคเหนือ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จังหวัดน่านลุย 20 อำเภอค้นหาเด็กปฐมวัยและเด็กนอกระบบ เข้าสู่การศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/eefnan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Aug 2019 09:58:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษากาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[กศน.]]></category>
		<category><![CDATA[ศพด.]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[Application]]></category>
		<category><![CDATA[ทหารพราน]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตอาสาประชารัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าที่ร้อยตรีสมเดช อภิชยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ ฯ มูลนิธิฮักเมืองน่าน]]></category>
		<category><![CDATA[นายสัมฤทธิ์ สวามิภักดิ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=6956</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม 1 โรงแรมเทวรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/eefnan/">จังหวัดน่านลุย 20 อำเภอค้นหาเด็กปฐมวัยและเด็กนอกระบบ เข้าสู่การศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-6959" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68268992_2759204617446863_6428626844433514496_o.jpg" alt="" width="1280" height="960" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68268992_2759204617446863_6428626844433514496_o.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68268992_2759204617446863_6428626844433514496_o-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68268992_2759204617446863_6428626844433514496_o-768x576.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68268992_2759204617446863_6428626844433514496_o-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม 1 โรงแรมเทวราช จังหวัดน่าน นายสัมฤทธิ์ สวามิภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานและจัดทำข้อมูลการใช้ Application โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดน่าน โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมเดช อภิชยกุล หัวหน้าโครงการ ฯ มูลนิธิฮักเมืองน่าน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และภาคีความร่<span class="text_exposed_show">วมมือจังหวัดน่าน กศน. และศพด. ทหารพราน และจิตอาสาประชารัฐ กว่า 200 คนเข้าร่วมประชุม</span></p>
<p>นายสัมฤทธิ์กล่าวว่า จังหวัดน่านมีความยินดีให้การสนับสนุน การขับเคลื่อนงานนี้ เพราะจังหวัดน่านมีโครงการสำรวจเด็กและเยาวชนจังหวัดน่าน โดยกระทรวงศึกษาธิการ สั่งการให้ครู กศน. ดำเนินการสำรวจเด็ก โดยเก็บข้อมูลรายหมู่บ้าน รายตำบล จนพบผู้อยู่นอกระบบการศึกษาเป็นจำนวนหลายพันคน ซึ่งหน่วยงานด้านการศึกษาที่ดำเนินโครงการนี้ได้มีการจัดการให้เด็กและเยาวชนที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา หรือที่หลุดจากระบบการศึกษาได้กลับเข้าสู่การเรียนอีกครั้ง</p>
<p>“แต่ยังคงเหลือเด็กและเยาวชนของจังหวัดน่านอีกประมาณ 2,000 คน ที่ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา จึงถือเป็นความโชคดีที่มีทุนจาก กสศ. มาให้การสนับสนุนต่อเนื่อง และยังครอบคลุมถึงกลุ่มเป้าหมายเด็กปฐมวัยที่ยากจนในสังกัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย” รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านกล่าว</p>
<p>นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า ประสบการณ์การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายนั้น จังหวัดน่านมีทุนเดิมในการดำเนินงานนี้ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ อยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญของโครงการนี้ คือการสร้างให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือกันทำงานกับหลายหน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัด ไม่เพียงแต่ส่วนราชการเท่านั้นให้เข้ามาขับเคลื่อนงานนี้ร่วมกัน</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-6960" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69317818_2759204714113520_4345645917227974656_o.jpg" alt="" width="1280" height="853" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69317818_2759204714113520_4345645917227974656_o.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69317818_2759204714113520_4345645917227974656_o-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69317818_2759204714113520_4345645917227974656_o-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69317818_2759204714113520_4345645917227974656_o-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69317818_2759204714113520_4345645917227974656_o-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/69317818_2759204714113520_4345645917227974656_o-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>ด้านนายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จังหวัดน่านจะดำเนินการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ 1.เด็กปฐมวัยใน ศพด. จำนวน 3,841 คน ในพื้นที่นำร่อง จำนวน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองน่าน 11 ตำบล อำเภอบ้านหลวง 4 ตำบล อำเภอแม่จริม 5 ตำบล อำเภอสันติสุข 3 ตำบล อำเภอเวียงสา เลือก 1 ตำบล ได้แก่ ตำบลแม่ขนิง (รวม 24 ตำบล) และ 2.เด็กและเยาวชนนอกระบบ ในพื้นที่ 15 อำเภอ จำนวน 6,522 คน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/eefnan/">จังหวัดน่านลุย 20 อำเภอค้นหาเด็กปฐมวัยและเด็กนอกระบบ เข้าสู่การศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
