<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นโยบายสาธารณะ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 26 Jul 2023 07:35:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>นโยบายสาธารณะ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี จะไม่มีทางรั้งครูให้อยู่กับโรงเรียนนาน ๆ ได้เลย” อีกหนึ่งภาพความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-70592/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-70592</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jul 2023 07:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านจันเดย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลัดดาวัลย์ ทวีทา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Public Policy Move]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70592</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ถ้าถามว่า โรงเรียนเราขาดอะไรบ้าง เยอะค่ะ หรือจะบอกว่าข [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70592/">“ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี จะไม่มีทางรั้งครูให้อยู่กับโรงเรียนนาน ๆ ได้เลย” อีกหนึ่งภาพความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ถ้าถามว่า โรงเรียนเราขาดอะไรบ้าง เยอะค่ะ หรือจะบอกว่าขาดแคลนทุกอย่างเลยก็ได้”</p>



<p>ที่โรงเรียนซองกาเรีย ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี สถานที่จัดกิจกรรม <strong>‘ถนนครูเดิน’</strong> ซึ่งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิกระจกเงา จัดขึ้นเพื่อเป็น ‘ตลาดสื่อการศึกษา’ ช่วยจัดหาอุปกรณ์การเรียนและสิ่งของจำเป็นสำหรับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดกาญจนบุรี เราพบครูท่านหนึ่งที่เดินทางมาไกลกว่า 80 กิโลเมตร บนเส้นทางที่ลาดชัน คดเคี้ยว และอันตรายในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ เพื่อเสาะหาอุปกรณ์การเรียนและสื่อการสอนให้กับเด็ก ๆ จำนวน 135 คน ด้วยงบส่วนตัวทั้งค่าเดินทางและทุนจัดซื้อสิ่งของ</p>



<p>ครูแนะนำตัวว่าชื่อ <strong>‘ครูอุ้ม’ ลัดดาวัลย์ ทวีทา</strong> จาก<strong>โรงเรียนบ้านจันเดย์</strong> ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึง ป.6 โดยในโรงเรียนมีครูและเจ้าหน้าที่รวมทั้งหมด 10 คน และทุกเทอม ครูไม่กี่คนในโรงเรียนต้องใช้วิธีรวบรวมเงินกันเพื่อนำไปซื้อสื่อการสอนใหม่ ๆ โดยหวังว่าเด็กจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกสักนิดที่จะเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทัดเทียมกับเด็กวัยเดียวกันในพื้นที่อื่น ๆ&nbsp;</p>



<p>“งบที่โรงเรียนได้รับนั้นไม่เคยพอ เพราะจำนวนเด็กเราน้อย งบรายหัวที่ได้รับมาก็น้อยตามไปด้วย โรงเรียนจำเป็นต้องเอาไปใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภค ใช้ซ่อมแซมอาคารเรียนต่าง ๆ แค่นั้นก็ไม่เหลือแล้วสำหรับเอามาใช้จัดการเรียนการสอน พวกเราที่เป็นครูเลยคุยกันว่า เด็กเล็ก ๆ โดยเฉพาะช่วงปฐมวัย ต้องได้รับการกระตุ้นการเรียนรู้อย่างมาก เพื่อพัฒนาการที่สมวัยและปูพื้นฐานให้เพียงพอสำหรับการต่อยอดในช่วงชั้นอื่น ๆ ดังนั้นเด็กควรมีสื่อดี ๆ และหลากหลาย แต่พอไม่มีงบสนับสนุนเข้ามา ความพยายามที่ทำได้ตอนนี้ จึงเป็นการช่วยกันเองไปก่อน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0a3ec9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/13-ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูอุ้ม</strong>ฉายภาพในพื้นที่ให้เห็นว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ของเด็ก ๆ ที่โรงเรียนบ้านจันเดย์ประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยาง ทำสวนทำไร่ โดยตัวโรงเรียนตั้งอยู่นอกหมู่บ้าน เด็กนักเรียนมากกว่าครึ่งหนึ่งจึงต้องจ้างรถรับส่ง ตกราวคนละ 300-400 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยสำหรับครอบครัวที่มีรายได้เพียงค่าแรงขั้นต่ำ และไม่ได้มีรายรับทุกวัน</p>



<p>อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนครู <strong>ครูอุ้ม</strong>เองเล่าว่าตนเป็นคนในพื้นที่ เป็นครูอัตราจ้างมาก่อน แล้วสอบบรรจุได้ที่โรงเรียนบ้านจันเดย์ซึ่งห่างจากบ้านเพียง 20 กิโลเมตร จึงไม่มีความคิดที่จะย้ายไปไหน แต่สำหรับครูที่มาจากพื้นที่อื่น ก็เข้าใจได้ว่าการมาอยู่ในโรงเรียนห่างไกลและไม่ใช่ภูมิลำเนาบ้านเกิด ถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้หลายคนเมื่อทำงานครบวาระหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจย้ายออกไป</p>



<p>“พื้นที่เราเดินทางค่อนข้างลำบาก ภารกิจเยี่ยมบ้านเด็กทุกเทอมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าถนนลูกรังขึ้นเขากันไป บ้านเด็กหลายคนต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อขึ้นไปถึงแล้วกลับลงมา มันก็ไม่ง่ายที่เราจะรั้งเด็กไว้ให้อยู่ในระบบการศึกษาได้ตลอดรอดฝั่ง เด็กที่จบ ป.6 แล้ว บางส่วนก็ไม่ได้เรียนต่อ คิดเป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์</p>



<p>“ที่จริงแล้วโรงเรียนระดับมัธยมในพื้นที่ก็มีอยู่ แต่ด้วยฐานะทางบ้านเขายากจนมาก การเรียนจึงเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยและไม่มีเป้าหมายระยะใกล้ให้มองเห็น เขาจึงตัดสินใจออกไปตามเส้นทางอาชีพ ไปทำงานเหมือนพ่อแม่ แล้วถ่ายทอดความจนให้รุ่นลูกต่อไป เวลาเราได้คุยกับเด็ก จึงพยายามมากที่จะบอกเขาว่า ถ้ามีโอกาสอย่าทิ้งการเรียน จะเป็น กศน. ก็ได้ อย่างน้อยให้มีวุฒิการศึกษาติดตัวที่สูงกว่าแค่ชั้นประถม แล้วชีวิตจะมีโอกาสมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-61f7c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/13-ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ส่วนปัญหาขาดแคลนครู เรามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรงบประมาณและการดูแลสวัสดิการด้วย ครูที่มีอยู่จำนวนไม่มาก ทุกคนต้องทำหน้าที่มากกว่าการสอน อย่างเราเองต้องไปทำงานธุรการ ดูเรื่องเบิกจ่าย เรื่องการเงิน ซึ่งเราจบครูปฐมวัย ไม่ได้ถนัดเรื่องบัญชี งานก็ยิ่งยุ่งยาก การทำเรื่องเบิกจ่ายหลายอย่างก็ล่าช้ามาก กว่าจะได้เงินมาบางทีมันก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้แล้ว</p>



<p>“อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นคือ งบที่ได้มามีแต่งบสร้าง ไม่มีการซ่อมบำรุงดูแล หลายอย่างจึงพังเสียหายไปเรื่อย ๆ ตามเวลา แล้วมันส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตครูโดยตรง อย่างโรงเรียนเรามีบ้านพักครูสร้างด้วยไม้ 3 หลัง นานเข้าก็เริ่มผุพัง ครูที่มาบรรจุใหม่เขาก็ต้องอยู่กันอย่างนั้น ทีนี้พอบางหลังอยู่ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธี 1 หลัง อยู่กัน 3 คน แต่มีห้องน้ำห้องเดียว มันเลยไม่เป็นสัดส่วน เป็นคุณภาพชีวิตที่เรามองว่าบั่นทอนกำลังใจคนทำงานมาก และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ครูที่ไม่ใช่คนพื้นที่อยู่ได้ไม่นานก็ขอย้าย ดังนั้นนอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ถ้าไม่มีการแก้ปัญหาการดูแลสวัสดิการครูที่ดีกว่าเดิม เราจะไม่มีทางรั้งครูดี ๆ เก่ง ๆ ไว้ให้อยู่กับโรงเรียนไปนาน ๆ ได้เลย” <strong>ครูอุ้ม</strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e25ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/13-ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เรื่องราวจาก<strong>ครูอุ้ม</strong> หนึ่งในตัวแทนครูโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล สะท้อนให้เห็นปัญหารอบด้าน ชวนให้หันกลับมามองและตระหนักร่วมกันว่า ถึงเวลาหรือยังที่ครูและโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้จะได้รับความสำคัญ มองเห็นปัญหา และผลักดันสู่วาระการ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ’ เพื่อโอกาสทางการศึกษา เพื่อคุณภาพชีวิตของคุณครู และเพื่อจะช่วยเปิดกว้างให้เส้นทางชีวิตของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้มีทางเลือกมากขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70592/">“ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี จะไม่มีทางรั้งครูให้อยู่กับโรงเรียนนาน ๆ ได้เลย” อีกหนึ่งภาพความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถนนครูเดิน : ภาพสะท้อนการดิ้นรนของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล กับงบประมาณรัฐที่ไม่เคยทั่วถึง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-70580/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-70580</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jul 2023 07:16:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Public Policy Move]]></category>
		<category><![CDATA[ดนยา ไชยน้ำอ้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนครูเดิน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านกองม่องทะ]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70580</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เหมือนระบบการศึกษาบังคับให้ครูต้องไปต่อสู้ ต้องแข่งกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70580/">ถนนครูเดิน : ภาพสะท้อนการดิ้นรนของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล กับงบประมาณรัฐที่ไม่เคยทั่วถึง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เหมือนระบบการศึกษาบังคับให้ครูต้องไปต่อสู้ ต้องแข่งกันเขียนโครงการนำเสนอ เพื่อแย่งชิงไขว่คว้างบประมาณที่มีอยู่น้อยนิด ทั้งที่ครูเองต่างรู้กันว่า ไม่ว่าโครงการผ่านได้งบเพิ่ม หรือจะโดนปัดตกไม่ได้รับพิจารณา สุดท้ายแล้วงบสำหรับโรงเรียนเล็ก ๆ ก็ไม่มีทางพออยู่ดี”</p>



<p><strong>‘ครูเอ๋’ ดนยา ไชยน้ำอ้อม</strong> จาก<strong>โรงเรียนบ้านกองม่องทะ </strong>สาขาบ้านสาละวะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เผยความรู้สึกต่อคำถามที่ว่า ครูต้องใช้ความพยายามแค่ไหน เพื่อจะมีทรัพยากรเพียงพอต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพในโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6e31da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>วันนี้<strong>ครูเอ๋</strong>เดินทางมาที่โรงเรียนซองกาเรีย ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี พร้อมนำงบประมาณจากเงินบริจาค กับเงินสมทบส่วนตัวอีกส่วนหนึ่ง มาจัดหาอุปกรณ์การเรียนและสิ่งของจำเป็นในงาน <strong>‘ถนนครูเดิน’</strong> ซึ่งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิกระจกเงา จัดขึ้นเพื่อเป็น ‘ตลาดสื่อการศึกษา’ สำหรับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดกาญจนบุรี</p>



<p>“จากบ้านสาละวะมาที่โรงเรียนซองกาเรียห่างกัน 45 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะเป็นถนนลาดชันลงจากเขาสูง หลายจุดชัน เป็นหลุมบ่อ ขับค่อนข้างยาก ถ้าไม่ใช้รถโฟร์วีลก็แทบไม่มีทางมาได้” <strong>ครูเอ๋</strong>บรรยายเส้นทางที่ผ่าน</p>



<p><strong>ครูเอ๋</strong>เคยสอนในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ประจำอำเภอ มีนักเรียนราว 2,000 คน ก่อนขอย้ายมาประจำที่โรงเรียนสาขา ซึ่งมีนักเรียน 105 คน ในชั้นอนุบาล 1 ถึง ป.6 กับครูอีก 8 คน จึงเข้าใจความแตกต่างระหว่างโรงเรียนสองขนาดเป็นอย่างดี โดยเฉพาะด้านงบประมาณการศึกษาที่ครูบอกว่าเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณรายหัวตามจำนวนนักเรียน เป็นปัจจัยสำคัญที่ยิ่งถ่างขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำมากขึ้นระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bff774"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e1b0c0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ที่เห็นชัดคือโรงเรียนขนาดใหญ่มีความพร้อมทุกด้าน ทั้งการเดินทาง ทรัพยากร และงบประมาณ ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและมีจำนวนนักเรียนน้อย โอกาสเข้าถึงสิทธิ์ต่าง ๆ ของเด็กก็ยิ่งลดลงตามระยะทาง&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นเราคิดว่าบางทีอาจทำประโยชน์ได้มากกว่า ถ้าลองไปอยู่ในโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ขาดแคลน พอไปอยู่ตรงนั้นเรายิ่งเข้าใจ ว่าความเหลื่อมล้ำจะไม่มีทางดีขึ้นได้ ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนเรื่องเกณฑ์จัดสรรเงินอุดหนุนที่ยังคิดตามจำนวนนักเรียน หมายถึงโรงเรียนที่มีนักเรียนเยอะ งบก็เยอะตาม การทำแผนของบประมาณ เบิกพัสดุ ขอใช้อุปกรณ์ หรือส่งครูไปอบรมพัฒนาศักยภาพ เราทำได้ทั้งหมด แต่พอเป็นโรงเรียนไซซ์เล็กมีเด็กร้อยกว่าคน ก็แทบไม่มีงบอะไรเลย<strong> </strong>ห้องเรียนไม่พอ อาคารทรุดโทรม เด็กต้องใช้อุปกรณ์การเรียนหรืออุปกรณ์กีฬาเก่า ๆ บางครั้งครูต้องช่วยกันเจียดเงินหามาเติมให้ หรือเวลาครูจะไปอบรม ไปประชุมนอกพื้นที่ ผอ. กับครูต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด</p>



<p>“&#8230;สำหรับเราเอง วันนี้ยังพอพูดได้อยู่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ แต่มันก็สะท้อนว่าเมื่อช่องว่างของโรงเรียนแตกต่างกันขนาดนี้ เราจะหวังให้เด็กพัฒนาศักยภาพทัดเทียมกันได้อย่างไร”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-53a917"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากงานสอนและดูแลเด็ก การเป็นครูโรงเรียนสาขายังทำให้<strong>ครูเอ๋</strong>ได้ช่วยโรงเรียนเรื่องระดมทุน จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า รองเท้า รวมถึงอาหารแห้งและสิ่งจำเป็นในชีวิตให้กับครอบครัวของเด็ก ๆ ด้วย โดยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่เข้ามาช่วยเติมเต็มล้วนมาจากภายนอก ซึ่งแน่นอนว่าที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีสมาคมผู้ปกครอง จึงเป็นภาคเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาด้วยใจและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อช่วยให้โรงเรียนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้</p>



<p>“ปัญหาใหญ่คืออุปกรณ์การเรียนขาดแคลนและหายากมาก ส่วนใหญ่ต้องรอคนภายนอกหรือภาคเอกชนมาบริจาค เขาจะถามมาว่าเราขาดอะไร อยากได้อะไร เราก็แจ้งไป เขาก็จัดส่งมาให้ หรือบ้างก็สนับสนุนมาเป็นเงินให้เราจัดสรรเอง อย่างที่เรามางานวันนี้ก็เพื่อหาซื้อของ ปกติบางศุกร์สอนเสร็จ เราก็ลงมาในเมือง หาเสื้อผ้า หาอะไรขึ้นไปให้เด็ก ทำกันไปตามงบที่ได้”<br>แม้เป็นงานยากและต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างที่สุด หาก<strong>ครูเอ๋</strong>ยังเชื่อมั่นว่า การนำการศึกษาคุณภาพเข้าไปให้เด็ก ๆ คือหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน เพื่อให้คนรุ่นถัดไปมีหนทาง มีโอกาสมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่ แนวทางหนึ่งของโรงเรียนจึงเป็นการเสริมทักษะและเปิดประสบการณ์อาชีพ ทั้งสนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรสมัยใหม่ ผลักดันงานหัตถกรรมอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้มีช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ด้วยเชื่อว่ายิ่งโรงเรียนบ่มเพาะขัดเกลาเด็กตั้งแต่ยังเล็กมากเท่าไร อนาคตของชุมชนก็จะยิ่งเติบโตเข้มแข็งและทันต่อความเป็นไปของโลกภายนอกได้มากเท่านั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a8ae6e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูเอ๋</strong>กล่าวว่า ที่ชุมชนสาละวะ ผู้คนยังใช้ชีวิตตามวิถีชาวบ้านดั้งเดิม พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่แทบไม่มีการศึกษา ถ้าจะหวังให้มีการดูแลเรื่องการศึกษาจากครอบครัวจึงเป็นไปไม่ได้เลย ภาระด้านการเรียนรู้ถือว่าอยู่ที่ครู 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นช่วงเช้าถึงเย็นที่เด็กอยู่โรงเรียน ครูต้องช่วยให้เด็กกอบโกยความรู้ให้มากที่สุด ส่วนเมื่อเด็กจบแล้วจะผลักดันให้เรียนต่อทุกคน โดยมีโรงเรียนบ้านกองม่องทะสาขาแม่ที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสถึง ม.3 รองรับ ครูกับ ผอ. ต่างช่วยกันหาทางระดมทุนเต็มที่ มีเรือนพักนอนและดูแลค่าใช้จ่ายให้หมด พอจบ ม.3 ก็ดันต่อไปที่โรงเรียนประจำอำเภอ ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานระหว่างโรงเรียน โดยทุกฝ่ายคิดตรงกันว่าต้องให้เด็กได้เรียนต่อสูงที่สุดตามศักยภาพ</p>



<p>“มีเด็กส่วนหนึ่งที่รอดไปได้ และกลุ่มที่ไม่ไหวจริง ๆ ก็หลุดไปบ้างระหว่างทาง เมื่อเราดันเด็กไปถึงจุดหนึ่ง เขาจะเริ่มอยากไปต่อด้วยตัวเอง เรียนรู้ว่าต้องหาทางดิ้นรนต่อไปยังไง เราเป็นครู ทำได้มากที่สุดคือต้องเติมเชื้อไฟความฝัน หาช่องทางให้เด็กมีทางเลือกมากขึ้น อย่างตอนนี้มีหน่วยงานที่สนใจมาช่วยกัน มีทุน กสศ. มีโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ทำให้รุ่นน้องได้เห็นรุ่นพี่ไปเรียน แล้วเขาก็มีความหวัง โรงเรียนก็ต้องทำหน้าที่สื่อสารผู้ปกครองให้เข้าใจ เพราะแทบทุกบ้านไม่อยากให้เด็กไปเรียน เขาอยากได้เพียงแรงงานไปช่วยทำงานเร็ว ๆ เราก็ต้องไปคุยให้เข้าใจ ว่าการเรียนจะทำให้เด็กมีโอกาสมากกว่า คืออย่างน้อยเขาไม่มีเงินส่งลูกเรียน แต่ถ้าครูหาทุนให้ได้ มีค่าเทอมค่ายังชีพ ได้เรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ควรให้เด็กได้ออกไปมีทางเลือกในชีวิต&nbsp;</p>



<p>“ประโยคที่ได้ยินบ่อยคือ ถ้าลูกไปเรียนแล้วใครจะทำงานเลี้ยงครอบครัว คือเขาหวังให้ลูกทำงานเลี้ยงครอบครัวให้เร็วที่สุด จบ ป.6 จบ ม.3 เขาพอแล้ว มันก็เลยเป็นวงจรของการทำงานอยู่แถวบ้าน และคอยเลี้ยงน้องเป็นรุ่น ๆ ต่อไป หลายครั้งเลยรู้สึกเหมือนอกหัก ที่เราพยายามหาทุนให้จนได้ แต่พ่อแม่เด็กไม่เห็นความสำคัญเลย ไม่ยอมส่งลูกไปเรียนด้วยซ้ำ จนสุดท้ายเขาเอาลูกไปทำงาน เราก็ทำอะไรไม่ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-188232"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7607e5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>บ่ายแก่ฟ้าครึ้ม ก่อนฝนเตรียมเทลงมา แล้วเมื่อนั้นเส้นทางกลับไปยังโรงเรียนก็จะยิ่งอันตรายขึ้น <strong>ครูเอ๋</strong>ได้ทิ้งท้ายกับเราว่า “เกณฑ์จัดสรรงบประมาณถือเป็นประเด็นเชิงนโยบาย ซึ่งผู้บริหารประเทศหรือกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องหาทางปรับเปลี่ยน เราเป็นครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ใต้เกณฑ์กำกับของรัฐ ก็ได้แค่ทำงานของเราไป แล้วรอคอยว่าวันหนึ่งความเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้น”</p>



<p>หากถามถึงความรู้สึกเบื้องลึก ในฐานะครูโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลคนหนึ่ง <strong>ครูเอ๋</strong>สะท้อนว่า “ปัญหาที่ชัดที่สุดที่ต้องเจอคือเรื่องการเดินทางออกนอกพื้นที่ ไม่ว่าไปประชุม ไปอบรมอะไรต่าง ๆ เราต้องขับรถลงไปเอง หาที่พักเอง หลายครั้งใช้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเองทั้งหมด ทีนี้พอได้เห็นได้รับรู้ว่าครูจากโรงเรียนในตัวอำเภอหรือครูจากที่อื่น ๆ เขาสะดวกกว่า พร้อมกว่า มันก็มีแอบคิดบ้าง ว่าทำไมโรงเรียนขนาดใหญ่ อยู่ในเมือง และมีเด็กเยอะ ๆ เขาถึงดูแลกันดีจัง ขณะที่เราไปอยู่ไกล ๆ ก็อยากได้รับการดูแลบ้าง เพราะเราเองก็เป็นครูเหมือนกัน แล้วก็สอนเด็กนักเรียนในระดับชั้นเดียวกันด้วย”</p>



<p>เรื่องราวจากครูตัวเล็ก ๆ ผู้เป็นตัวแทนครูโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ชวนให้ย้อนกลับมามองและตระหนักร่วมกันว่า ถึงเวลาหรือยังที่ครูและโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้จะได้รับความสำคัญ มองเห็นปัญหา และผลักดันสู่วาระการ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ’ เพื่อโอกาสทางการศึกษา เพื่อคุณภาพชีวิตของคุณครู และเพื่อจะช่วยเปิดกว้างให้เส้นทางชีวิตของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้ มีทางเลือกมากขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70580/">ถนนครูเดิน : ภาพสะท้อนการดิ้นรนของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล กับงบประมาณรัฐที่ไม่เคยทั่วถึง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เผยการบ่มเพาะทักษะเด็กปฐมวัย กุญแจไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างกฎพาเรโต ทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-131122/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-131122</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Nov 2022 16:58:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Early Childhood Development Series : First Starts]]></category>
		<category><![CDATA[กฎพาเรโต]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62046</guid>

					<description><![CDATA[<p>การบ่มเพาะทักษะเด็กปฐมวัย กุญแจไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ให [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-131122/">กสศ. เผยการบ่มเพาะทักษะเด็กปฐมวัย กุญแจไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างกฎพาเรโต ทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การบ่มเพาะทักษะเด็กปฐมวัย กุญแจไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ เล็งดันเป็น ‘นโยบายสาธารณะ’ ตัวอย่างกฎพาเรโต ทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก สอดคล้องนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลระดับโลก “ศ.ดร.เจมส์ เจ เฮคแมน” ระบุลงทุนในเด็กปฐมวัยผลตอบแทนในระยะยาวกลับคืน 7 &#8211; 10 เท่า</strong></p>



<p>เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการประชุมวิชาการ “Early Childhood Development Series : First Starts” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.เจมส์ เจ เฮคแมน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโก เจ้าของรางวัลโนเบล กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง “Promoting Skills To Promote Successful Lives” และการเสวนาเรื่อง การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต : ปฐมวัย วัยแห่งโอกาสในการยกระดับคุณภาพ ความเสมอภาค และประสิทธิภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6fb4da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/01-ยึดกฎพาเรโต.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศ.ดร.เฮคแมน กล่าวว่า การกระตุ้นให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษาทั่วโลกมุ่งมั่นลงทุนสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาตั้งแต่ยังเล็ก (Early childhood) การมุ่งเน้นการเสริมทักษะชีวิตที่จำเป็นที่จะมีส่วนช่วยในการเลื่อนสถานะทางสังคม ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับการให้ความรู้กับพ่อแม่เกี่ยวกับทักษะและบทบาทที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของลูกหลานในครอบครัว ซึ่งการพัฒนามนุษย์มีความสำคัญที่สุด โดยการพัฒนาที่จำเป็นที่สุดก็คือการให้การศึกษา เพราะเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่คุ้มค่าต่อการลงทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้</p>



<p>อย่างไรก็ตามแม้จะมีงานวิจัยที่น่าตื่นเต้นมากมายที่ทำสำเร็จ แต่การพัฒนาทักษะในคนเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร จากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่า การแก้ไขปัญหาภาษี รวมทั้งการให้สวัสดิการบางส่วนแก่ครอบครัวยากจนที่มีเด็กเล็กในวัยศึกษาเป็นการลงทุนในระยะยาว เพราะพวกเขามีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น จากการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ผ่านต้นทุนดังกล่าว และหากพวกเขาได้รับโอกาสที่เหมาะสมก็จะลดปัญหาการส่งต่อความจนจากรุ่นสู่รุ่นได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-958dc1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/02-เจมส์-เจ-เฮคแมน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.เจมส์ เจ เฮคแมน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโก<br>เจ้าของรางวัลโนเบล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศ.ดร.เฮคแมน กล่าวว่า หนึ่งในกุญแจหลักที่จะช่วยให้การพัฒนาทุนมนุษย์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ Public Policy หรือ นโยบายสาธารณะ ที่ให้ความสำคัญในเชิงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการจัดการระบบฐานข้อมูลเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต ขณะเดียวกันในส่วนของการลงทุนพัฒนามนุษย์นั้น ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น หมายความว่า ต้องลงมือปลูกฝังอบรมบ่มเพาะทักษะของเด็กตั้งแต่ยังเล็ก ๆ (ประมาณ 2 &#8211; 3 ขวบ) เป็นต้นไป สิ่งที่ปลูกฝังให้กับเด็กในช่วงวัยนี้จะเป็นสิ่งที่สร้างตัวตนและลักษณะนิสัยของเด็กที่จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อโอกาสในการประสบความสำเร็จของเด็กคนนั้นในอนาคต&nbsp; โดยปัจจัยที่จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จหลัก ๆ จึงอยู่ที่ทักษะทางอารมณ์และสังคม และความสามารถในการควบคุมตนเอง มากกว่าความฉลาด (IQ) โดย IQ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ในภายหลัง ภายใต้การอบรมเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ และการเข้าถึงทรัพยากรและสวัสดิการทางสังคมอย่างทั่วถึงเท่าเทียมเสมอภาค</p>



<p>“การมีชีวิตที่ดีขึ้นไม่ใช่เพียง IQ ดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทักษะการเรียนรู้ที่เหมาะสมควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการเข้ากับบุคคลอื่น การควบคุมตนเอง การมีส่วนร่วมในสังคม และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จในชีวิตไม่น้อยในปัจจุบัน และความฉลาด (IQ) ไม่ได้ถ่ายทอดกันทางพันธุกรรมอย่างที่ใครหลายคนเชื่อกัน”&nbsp; นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a91f58"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/01-เจมส์-เจ-เฮคแมน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล กล่าวอีกว่า นโยบายในการแก้ปัญหาสังคมนั้นควรเป็นนโยบายสาธารณะร่วมกัน ไม่ใช่แยกส่วน ถ้าพูดถึงเรื่องนี้อยากอ้างอิงกฎพาเรโต หรือ Pareto Principle&nbsp; สำหรับประชากรนิวซีแลนด์ หมายถึง การกระทำด้วยแรงเพียงน้อยนิด 20 % แต่ได้ผลลัพธ์มากถึง 80 % แปลว่าลงทุนน้อยแต่ได้กลับมามาก หรือทำบางอย่างในส่วนน้อยเพื่อแก้ปัญหาส่วนมาก และเราควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราลงแรงน้อยสุดมากกว่าไปตามแก้ปัญหาสิ่งที่เราต้องลงทุน ลงแรงมากที่สุด เพราะจากการศึกษาพบว่า การลงทุนในเด็กเล็กจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาว กลับมา 7 &#8211; 10 เท่า</p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ กรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย</strong> กล่าวว่า กสศ. เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพครู สำหรับ เด็กปฐมวัย นับเป็น 1 ในกลุ่มเป้าหมายที่ กสศ. ให้ความสำคัญเสมอ เพื่อให้ได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ตลอดจนดำเนินการหรือจัดให้มีการศึกษา วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนการนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา อีกด้วย</p>



<p>“สำหรับการพัฒนากลุ่มเด็กปฐมวัย เราไม่สามารถดำเนินการไปเฉพาะเจาะจงที่ตัวเด็กได้เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องขยับไปทั้งหมดขององคาพยพที่ส่งผลกระทบกับตัวเด็ก ย่อมต้องมีหน่วยนโยบาย ภาครัฐ เป็นผู้กำกับดูแลพัฒนา และมีภาควิชาการเสนอแนวทางการพัฒนาต่าง ๆ ให้เหล่าครูหรือโรงเรียนหรือภาคนโยบาย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a00adc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ.<br>และ กรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี</strong> กล่าวอีกว่า กสศ. ดำเนินการทั้งในส่วนของงานวิชาการ การสร้างต้นแบบ การนำสู่ปฏิบัติ ขยายผล ตลอดจนพยายามทำข้อเสนอเชิงนโยบายหรือทำงานร่วมกับภาคนโยบาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยั่งยืน การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ตรงนี้จะพัฒนาให้คุณครู โรงเรียนจัดการเรียนรู้ การดูแลที่มีคุณภาพให้เด็กได้ กสศ. เองก็มุ่งเน้นดำเนินงานไปโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น โรงเรียนในโครงการ TSQP หรือ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตามแนวทางของ High Scope</p>



<p>“สิ่งที่อยากจะฝากทุกท่านเอาไว้ ตอนนี้ประเทศไทยเองน่าจะใกล้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เด็กที่เกิดใหม่มีจำนวนน้อย หากไม่ร่วมมือกันทุกฝ่ายเร่งพัฒนา และสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งให้สังคมและประเทศชาติเสียตั้งแต่วันนี้ เราก็จะพอมองเห็นว่าในอนาคตประเทศไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร ยิ่งโดยเฉพาะภายหลังวิกฤตการณ์การระบาดของโควิด &#8211; 19 ที่ผ่านมา อยากให้ทุกฝ่ายทั้งหน่วยวิชาการ หน่วยนโยบายทุกระดับ หรือผู้ปฏิบัติทุกภาคส่วนบูรณาการการทำงานร่วมกัน อย่าง กสศ. เอง ก็พร้อมจะเป็นส่วนในการหนุนเสริมการทำงาน เชื่อมร้อยเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานในเรื่องนี้อย่างมุ่งมั่น” รศ.ดร.ดารณี กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3577da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ไกรยส-ภัทราวาท-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า กสศ. จะดำเนินการด้วยการใช้องค์ความรู้ นวัตกรรม งานวิจัย ข้อมูล และความร่วมมือ ทั้งจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการช่วยกันร่วมเป็นกระบวนการในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้นทาง และแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยกระบวนการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับพื้นที่จังหวัด หรือระดับประเทศ&nbsp;</p>



<p>“โดย กสศ. ได้เชิญ ศ.ดร.เจมส์ เจ เฮคแมน ( Prof. James J. Heckman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2000 ด้านงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์และผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนามนุษย์ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผู้ศึกษาวิจัยและค้นพบว่า ‘การลงทุนพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัย คุ้มค่ามากที่สุด’ มาบรรยายผลการศึกษา เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กโดยเน้นที่การพัฒนาทักษะตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อแสดงถึงจุดยืนและกลยุทธ์ในการทำงานของ กสศ. ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยยกโจทย์ของการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่ต้นทาง เป็นการปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ได้รับการแก้ปัญหาในระยะยาวต่อไป”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การพัฒนาเหล่านี้ที่บอกว่าใช้เวลาเพียงสัปดาห์ละ 1 &#8211; 2 ชั่วโมง คือ จะต้องมีหน่วยงานภายนอก อาจเป็นอาสาสมัคร หรือว่ากลไกต่าง ๆ ในพื้นที่เป็นผู้ช่วยเตือนมากระตุ้น เพื่อให้การสนับสนุนให้เห็นว่าการพัฒนาเด็กไม่ใช่เรื่องยาก ใช้เวลาไม่มากและต้องทำอย่างต่อเนื่อง มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการที่ กสศ. และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันจัดงานนี้ จะเริ่มทดลอง จะเริ่มพัฒนา ในพื้นที่จังหวัดที่มีความยากจนเข้มข้น หรือพื้นที่จังหวัดที่มีผู้ด้อยโอกาสอยู่จำนวนมากในอนาคตต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-437659"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/วีระชาติ-กิเลนทอง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ <br>และ ผู้อำนวยการ RIPED มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย </strong>กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า การศึกษาของ ศ.ดร.เฮคแมน นั้นมีประโยชน์มาก ในปีนี้ กสศ.มุ่งเน้นเรื่องการศึกษาวิจัยด้าน Parenting หรือการปกครองเลี้ยงดู เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย เพราะเชื่อว่า ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเด็กวัยนี้ ซึ่งการศึกษาดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินงาน โดยใช้วิธีการเยี่ยมบ้านของเด็กปฐมวัย ไปคุยกับครอบครัว ผู้เลี้ยงดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง มีสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการศึกษาหรือไม่ ซึ่งวิธีที่น่าสนใจ คือ ศ.ดร.เฮคแมน ย้ำว่า ครอบครัวแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทุก ๆ ด้าน ดังนั้นเราอยากรู้ว่า ถ้าพัฒนาเหมาะสมแล้วจะส่งผลอย่างไร</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-131122/">กสศ. เผยการบ่มเพาะทักษะเด็กปฐมวัย กุญแจไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างกฎพาเรโต ทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
