<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นิวซีแลนด์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 10 Aug 2023 06:17:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>นิวซีแลนด์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jun 2022 10:45:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[SDG4]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซีแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[APREMC2022]]></category>
		<category><![CDATA[sdg2030]]></category>
		<category><![CDATA[Sanna Takala]]></category>
		<category><![CDATA[กุญแจสู่ความเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[John Brooker]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวงานต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=56992</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าจัดการศึกษาได้ดีที่สุดในโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/">ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าจัดการศึกษาได้ดีที่สุดในโลก ยังต้องใช้เวลานับทศวรรษในการปฏิรูปเปลี่ยนผ่าน เพื่อวางแนวทางการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของเด็กเยาวชนในประเทศ รวมถึงความผันแปรจากกระแสการพัฒนาของโลกซึ่งเคลื่อนที่ไปไม่หยุดยั้ง</p>



<p>มาดูกันว่าประเทศอย่างฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ ที่มีแนวทางการจัดการศึกษาคุณภาพสูง ผ่านเส้นทางการผลักดันกฎหมาย และจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษามาอย่างไร ระบบการศึกษาถึงมีรากฐานมั่นคงแข็งแรง จนสามารถกระจายความเสมอภาคไปถึงเด็กเยาวชนในทุกพื้นที่ได้เช่นทุกวันนี้</p>



<p>ขณะที่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อยู่ในบรรยากาศของการตื่นตัวเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการมาถึงของสถานการณ์โควิด-19 ที่เผยให้เห็นช่องว่างความเหลื่อมล้ำซึ่งนับวันยิ่งถ่างขยายออกไปมากขึ้น ส่งผลให้เด็กเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>



<p>จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องระดมงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ให้กระจายไปยังทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กเยาวชนที่ไม่ว่าจะเกิดหรืออาศัยอยู่ที่ใดก็ตามในประเทศไทย สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ประคองตัวอยู่ในระบบการศึกษาจนถึงปลายทาง และใช้การศึกษาหยุดวงจรความยากจนที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้สำเร็จ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f2e808"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/9LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ</strong></h2>



<p><strong>Sanna Takala ที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนา กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์ </strong>กล่าว ว่าประเทศฟินแลนด์ได้ดำเนินการเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างระบบการกระจายอำนาจจากส่วนกลางถึงระดับท้องถิ่น โดยแต่ละท้องถิ่นจะพัฒนาหลักสูตรขึ้นเองเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ควบคุมกำกับโดยส่วนกลางให้มีมาตรฐานเป็นไปในทางเดียวกันทั้งประเทศ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“นิยามความเสมอภาคของการปฏิรูปการศึกษาฟินแลนด์ คือระบบการศึกษาของเราจะไม่มีทางตัน หมายถึงไม่ว่าเด็กเลือกจะเรียนอะไรในแต่ละช่วงชั้น เขาต้องมีช่องทางไปถึงระดับการศึกษาที่สูงขึ้นได้ตลอดเวลา และต้องเป็นการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรีหมดตลอดการศึกษาภาคบังคับในช่วงวัย 7-18 ปี ค่าเล่าเรียนไม่เสีย มีอาหารกลางวัน มีรถโรงเรียนรับ-ส่ง อุปกรณ์การเรียนเพียงพอ</p>



<p>“นอกจากนั้นยังมีปัจจัยช่วยสนับสนุนในส่วนประกอบอื่น ๆ ของการศึกษา มีระบบช่วยเหลือสำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักสูตรได้ 100% หมายถึงไม่จำเป็นว่าเด็กทุกคนต้องเรียนในระดับเดียวกัน แต่เขาต้องได้ไปถึงความสามารถสูงสุดที่ตัวเองทำได้ ขณะเดียวกันยังมีระบบดูแลกลุ่มเด็กต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่นเด็กจากครอบครัวผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาด้านภาษา หรือกลุ่มบกพร่องทางการเรียนรู้ พิการ โดยทุกกลุ่มจะมีครูผู้ชำนาญเฉพาะทาง (assistant support) มาช่วยดูแลใกล้ชิดเป็นรายบุคคล”</p>



<p>Sanna กล่าวว่า ฟินแลนด์เริ่มกระบวนการวางหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันตั้งแต่ปี 2008 หลังการหารือในระดับเทศบาลและสถานศึกษา เพื่อวางแนวทางปฏิบัติทั้งในและนอกห้องเรียน โดยระบบจะเอื้อให้ครูสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กได้ทันทีที่พบเค้าลางปัญหา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e721c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/6LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Sanna Takala ที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนา<br>กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากแนวทางที่นำมาใช้ ทำให้ตั้งแต่ปี 2010 ฟินแลนด์มีเด็กที่ได้รับการสนับสนุนพิเศษเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ด้วยข้อมูลรายคนจากครู ส่งต่อถึงการดูแลร่วมจากทีมสหวิชาชีพ อาทิ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล ฯลฯ ขึ้นอยู่กับช่วงวัยและความต้องการของเด็ก โดยจะมีการวัดประเมินความสามารถเด็กในด้านวิชาการ ก่อนวางแผนช่วยเหลือตั้งแต่ในห้องเรียนเป็นลำดับ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ในส่วนของงบประมาณทางการศึกษา แน่นอนว่าจำนวนของเด็กที่ได้รับการสนับสนุนพิเศษที่เพิ่มขึ้น หมายถึงค่าใช้จ่ายที่ตามมา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อหักลบกับงบประมาณที่ใช้ในการจัดการศึกษาซึ่งลดลงแล้ว ถือว่าการสนับสนุนการเรียนรู้เป็นรายคน สามารถดำเนินไปได้ โดยไม่กระทบกับการจัดสรรงบประมาณการศึกษารายปี และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า&nbsp;</p>



<p>“หลายปีมานี้ เราได้เห็นแล้วว่าเมื่อเทียบในระดับนานาชาติ นักเรียนของฟินแลนด์มีผลการเรียนที่โดดเด่น เมื่อมองลึกในระดับโรงเรียน โรงเรียนทุกแห่งของเรามีความแตกต่างกันน้อยมาก ซึ่งทำให้เด็กได้คุณภาพการศึกษาในระดับเดียวกัน ที่สำคัญกว่านั้นคือการศึกษาของประเทศเรามุ่งไปที่การสร้างความพอใจในชีวิต ละลายความแตกต่างห่างกันทั้งในเรื่องของเพศ วิชาที่เลือกเรียน หรือพื้นฐานอาชีพซึ่งเด็กเลือกที่จะทำ อีกทั้งการพัฒนาด้านการศึกษาคือสิ่งที่จะไม่มีวันยุติ เพราะความเสมอภาคเป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดเวลา ด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลง เด็ก ๆ ที่เปลี่ยนไป</p>



<p>“อย่างในสถานการณ์โควิด-19 ฟินแลนด์พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ปิดโรงเรียน และปล่อยให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้นานที่สุด ด้วยความท้าทายที่เราทราบว่าเมื่อเด็กหยุดเรียน จะกระทบทั้งเรื่องวิชาการความรู้ รวมถึงระดับความสามารถในการเข้าสังคมของนักเรียนที่ถดถอยตามมา ซึ่งหลังจากนี้ เราต้องนำแง่มุมมิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาพิจารณา เพื่อถอดบทเรียนมาปรับปรุงให้การศึกษาคุณภาพดำเนินต่อไปได้ในทุกสถานการณ์”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ดัชนีความเสมอภาค’ ช่วยจัดสรรงบตามความต้องการจริง</strong></h2>



<p><strong>John Brooker ผู้จัดการกลุ่มการลงทุนด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศนิวซีแลนด์</strong> ผู้มีบทบาทดูแลเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์หลายด้านของประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงการกำกับดูแลการจัดสรรงบประมาณ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในเรื่องนโยบายสาธารณะ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการของนิวซีแลนด์ ได้รณรงค์ผลักดันงบประมาณบนเส้นทางที่ยาวไกล โดยต้องใช้เวลา 5-6 ปี ในการพัฒนาแนวทาง และกว่าการจัดสรรงบประมาณจะทำได้จริง ก็ต้องรออีกเป็นเวลา 4-5 ปีถัดมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a11a37"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/7LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">John Brooker ผู้จัดการกลุ่มการลงทุนด้านการศึกษา<br>กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศนิวซีแลนด์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การพยายามเพิ่ม ‘ความเสมอภาคทางการศึกษา’ คือสิ่งที่ต่างไปจาก ‘ความเท่าเทียม’ เพราะเราทราบดีว่าเด็กทุกคนในระบบโรงเรียน มีต้นทุนชีวิตแตกต่าง มีระดับความสามารถไม่เท่ากัน ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในระดับเดียวกัน เราต้องสนับสนุนเพิ่มเติมพิเศษสำหรับผู้เข้าไม่ถึงทรัพยากร เพื่อให้มีกำลังในการพัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>แนวทางของนิวซีแลนด์คือเน้นทรัพยากรลงไปที่เงินเดือน สวัสดิการ และงบประมาณในการหนุนเสริมการปฏิบัติการของครู&nbsp; อีกส่วนหนึ่งคืองบที่นำไปลงทุนด้านความเสมอภาค โดยเฉพาะการดูแลสถาบันการศึกษาและชุมชน</p>



<p>“เราเสริมงบให้โรงเรียนผ่านระบบ Design System ที่ครอบคลุมทั้งชุมชน โดยคำนึงถึงปัจจัยเศรษฐกิจสังคมที่ลงลึกไปถึงขนาดของบ้าน จำนวนห้องในบ้าน หรือระดับการศึกษาผู้ปกครอง เป็นต้น ปัจจัยปลีกย่อยทั้งหมดนี้ คณะทำงานจะจัดทำเป็นค่าสถิติแห่งชาติในช่วง 5 ปี แล้วนำมากำหนดหลักเกณฑ์จัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนทุกแห่ง</p>



<p>“การเก็บข้อมูลดังกล่าว จะทำให้สามารถจัดกลุ่มเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมถึงมองเห็นการเคลื่อนไหวหรือเส้นทางการกระจายของทรัพยากรต่างๆ ดังนั้นเมื่อมีผังร่วมกันว่าเด็กจัดอยู่ในกลุ่มไหน พื้นที่แบบใด เราก็จะรู้ว่าต้องใช้ทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หมายความว่าโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ประชากรส่วนใหญ่ยังได้รับการศึกษาไม่สูงนัก เราก็จะมีดัชนีชี้วัดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดจากอุปสรรคอะไร มีปัจจัยทางสังคมหรือเศรษฐกิจใดที่ทำให้การศึกษาไม่ไปถึงเป้า แล้วถ้าจะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น จำเป็นต้องเติมทรัพยากรลงไปตรงไหนหรือใช้นวัตกรรมใด”</p>



<p>John กล่าวว่า มีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างน้อย 37 หัวข้อ ที่เป็นตัวชี้วัดดัชนีความเสมอภาคของประชากรได้ในสถานการณ์ต่างๆ โดยตัวแปรเหล่านี้ถือว่ามีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ความสำเร็จด้านการศึกษาด้วย ทั้งนี้ตัวเลขข้อมูลต่างๆ จะมีการเก็บเพิ่มเติมและอัพเดทให้ทันสภาพความเป็นจริงที่เลื่อนไหลตลอดเวลา และข้อมูลชุดนี้เองจะเป็นตัวแปรที่ใช้ชี้วัดว่าประชากรกลุ่มไหนหรือโรงเรียนใดควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ</p>



<p>“การให้ความช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าหรือ target founding ทำให้รัฐบาลมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการวางงบประมาณ และแน่ใจว่าเงินอุดหนุนหรือโปรแกรมต่างๆ ที่ลงไปสู่เด็ก สามารถแจกแจงได้ถูกต้องและแม่นยำเพิ่มขึ้น</p>



<p>“ดัชนีเกี่ยวกับความเสมอภาคเป็นแนวคิดตั้งต้น ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จากการประเมินพบว่าหลังผ่านระยะเริ่มดำเนินการมาแล้ว 3-5 ปี มีโรงเรียนถึง 90% ที่ได้ประโยชน์จากการนำดัชนีเสมอภาคมาใช้ เพราะอย่างไรก็ตาม การวางแนวทางที่เริ่มจากบ้าน ชุมชน เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ เป็นงานที่ต้องใช้เวลา จำเป็นต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจมีบ้างที่บางโรงเรียนต้องเผชิญปัญหาจากการเพิ่มขึ้นและลดลงของงบประมาณ แต่ในระยะยาวแล้วจะช่วยในเรื่องการปรับสมดุลงบประมาณ และการกระจายความเสมอภาคที่เห็นผลเป็นรูปธรรมในที่สุด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d1cb8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/8LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>องค์กรอิสระที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องการกระจายความเสมอภาคทางการศึกษา ‘ตัวเร่ง’ ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง</strong></h2>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่าประเทศไทยต้องใช้เวลากว่า 8 ปี ในการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษา ถือเป็นงานสำคัญที่ใช้เวลายาวนาน ด้วยเกี่ยวพันกับการจัดสรรงบประมาณทุกด้าน อีกทั้งสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดการย้อนทบทวนข้อบัญญัติและแนวทางต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงให้สอดรับกับความต้องการของประชากรทุกกลุ่มที่รับผลกระทบ&nbsp;</p>



<p>“ประเทศไทยมีประชากรด้อยโอกาสที่เป็นเด็กวัยเรียนราว 3 ล้านคน ขณะที่ในปัจจัยด้านการศึกษา เราประสบปัญหาเรื่องมาตรฐานคุณภาพโรงเรียนที่มีความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กจากครอบครัวรายได้น้อยมีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ รัฐบาลไทยจึงออก พ.ร.บ. สนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายสนับสนุนงบประมาณ และสร้างกระบวนการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ให้เข้าถึงโอกาสมากขึ้น”</p>



<p>“ขณะที่ กสศ. เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ในการจัดสรรทุนการศึกษา&nbsp; และระดมการทำงานร่วมกับภาคีทุกระดับทั้งในประเทศและนานาชาติ เพื่อสร้างระบบช่วยเหลือดูแลผู้ด้อยโอกาส ให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาตนเอง”</p>



<p>ลักษณะพิเศษของ กสศ. คือการระดมทุนสาธารณะเพื่อกระจายความเสมอภาค โดยลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริจาคเงินเข้ากองทุน มีการทำงานอย่างเป็นอิสระภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งบอร์ดบริหารของ กสศ. ได้ประกอบไปด้วยสมาชิกหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p>



<p>“การทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้เราสามารถจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ และการพัฒนาด้านวิชาชีพที่จะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับความเสมอภาคที่ยั่งยืน ด้วยการทำงานวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ รวมถึงประสบการณ์ ที่จะนำมาช่วยส่งเสริมวาระต่างๆ ให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศของเรา”</p>



<p>“เรามีการลงทุนเชิงนวัตกรรมที่หลากหลาย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ มีคณะทำงานที่ตระเวนไปในทุกพื้นที่ตลอดทั้งปี เพื่อให้เห็นปัญหาหน้างาน พร้อมเก็บข้อมูลของเด็กและครอบครัว แล้วนำกลับมาพิจารณาออกแบบความช่วยเหลือที่เหมาะสมเป็นรายคน การลงพื้นที่หน้างานทำให้เข้าใจว่าอะไรคือรากของปัญหา และค้นพบวิธีการการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาได้แม้บริบทของพื้นที่มีความแตกต่างกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f60b37"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/5LinkThumbnaiถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา-‘กุญแจสู่ความเสมอภาค-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า กว่าที่กฎหมายเกี่ยวกับความเสมอภาคจะออกมาได้ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี แต่เมื่อ กสศ. ทำงานมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญขององค์กรหรือหน่วยงานอิสระ ที่เป็นตัวเร่งสู่ความเปลี่ยนแปลง</p>



<p>แม้ช่วงเวลาสิบปีก่อนใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเคยมีการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาขึ้นสองเท่า แต่ผลที่ได้กลับบ่งชี้ว่ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มีน้ำหนักมากพอ ดังนั้นรัฐจึงมุ่งมั่นในการยกระดับความเสมอภาค ผ่านการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เพื่อรับมือกับปัญหาที่หวังผลได้มากขึ้น</p>



<p>“วันนี้การทำงานของ กสศ. ได้แสดงให้เห็นว่าทั้งชุมชนระดับท้องถิ่น หรือประชาคมโลก ต่างมีความสำคัญในการยกระดับความสามารถในการพัฒนาและปฏิรูปการศึกษาไปด้วยกัน</p>



<p>“ด้วยข้อมูล ประสบการณ์ และงานวิจัยต่างๆ ที่ กสศ. รวบรวมไว้ จะไม่ได้มีประโยชน์เพียงในระดับประเทศ หากยังขยายเครือข่ายของรูปแบบการทำงาน ทั้งในฐานะโมเดลเต้นแบบ และการแบ่งปันองค์ความรู้ เพื่อกระจายความเสมอภาคทางการศึกษาไปยังพื้นที่อื่นๆ ผ่านงานประชุมวิชาการนานาชาติที่จัดต่อเนื่องเกือบทุกปี”</p>



<p>และไม่เพียงแค่งานด้านการศึกษา แต่ กสศ. ยังมีความห่วงใยทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาค โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น การทำงานเก็บข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับโรงเรียนในทุกสังกัดในช่วงล็อคดาวน์ จะช่วยระบุชี้กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ในรูปแบบของการเชื่อมโยงทรัพยากร ซึ่งจะเน้นวางเป้าหมายในช่วงเวลา 1-5 ปีข้างหน้า ที่ผลกระทบจากสถานการณ์โควิดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการข้ามผ่านการศึกษาช่วงชั้นรอยต่อของนักเรียนที่ขาดแคลนโอกาส อันมีข้อมูลสถิติยืนยันว่าเป็นช่วงชั้นที่มีเด็กเยาวชนหลุดออกไปจากระบบการศึกษามากที่สุด เพื่อให้เกิดการทำงานระหว่างหน่วยงาน ระหว่างสถาบันการศึกษา จนถึงภาคธุรกิจเอกชน ที่จะช่วยรองรับเด็กเยาวชนทุกกลุ่มให้มีเส้นทางอนาคตต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-key-to-equality-finland-new-zealand-thailand/">ถอดบทเรียนการปฏิรูปการศึกษา ‘กุญแจสู่ความเสมอภาค’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิวซีแลนด์อบรมทักษะการสอนอ่านและเขียนรูปแบบใหม่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-thousands-of-teachers-to-be-trained-in-new-reading-and-writing-method-with-10m-grant/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-thousands-of-teachers-to-be-trained-in-new-reading-and-writing-method-with-10m-grant</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Jul 2021 06:31:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Better Start Literacy Approach]]></category>
		<category><![CDATA[University of Canterbury]]></category>
		<category><![CDATA[Gail Gillon]]></category>
		<category><![CDATA[Brigid McNeil]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซีแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=43895</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์จับมือกับผู้เชี่ยวชาญเดินหน้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-thousands-of-teachers-to-be-trained-in-new-reading-and-writing-method-with-10m-grant/">นิวซีแลนด์อบรมทักษะการสอนอ่านและเขียนรูปแบบใหม่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์จับมือกับผู้เชี่ยวชาญเดินหน้าเผยแพร่หลักสูตรอบรมแนวทางการสอนวิธีการอ่านและการเขียนรูปแบบใหม่แก่บุคลากรครู ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยบ่มเพาะและพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียนแก่นักเรียนได้เต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยเตรียมงบสนับสนุนไว้กว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</strong></p>



<p>สื่อท้องถิ่นทางการนิวซีแลนด์รายงานว่า คุณครูมากกว่า 4,000 คนทั่วประเทศจะได้รับการฝึกอบรมแนวทางการสอนรูปแบบใหม่ ชื่อว่า Better Start Literacy Approach มีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะเชิงภาษาในการอ่าน การเขียน และการพูดของเด็ก โดยกระทรวงศึกษาธิการของนิวซีแลนด์มีแผนปรับหลักสูตร และนำวิธีการสอนแนวใหม่มาประยุกต์ใช้ทั่วประเทศภายในเร็ววันนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5f20a9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/17-แปล-นิวซีแลนด์อบรมทักษะ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>รายงานระบุว่า วิธีการสอนแนวใหม่นี้จะทำให้เกิด &#8220;การรับรู้ทางเสียง&#8221; (Phonogical awareness) ควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ของเด็กนักเรียน เกี่ยวกับเสียงตัวอักษรที่มีความเชื่อมโยงกับคำศัพท์ ความเข้าใจในการฟัง และความสามารถในการเล่าเรื่อง วิธีการสอนทั้งหมดจะอาศัยหนังสือเด็กและกิจกรรมเกมต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยทั้งวิธีการและอุปกรณ์เครื่องมือในการสอนทั้งหมดได้รับการศึกษา พัฒนา และออกแบบโดยทีมนักวิจัยด้านการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอร์รี (University of Canterbury : UC) ภายใต้ทุนสนับสนุนมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์ จะทำให้วิธีการเรียนการสอนดังกล่าวถูกนำไปประยุกต์ใช้ และขยายครอบคลุมโรงเรียนทุกโรงทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fff91e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/17-แปล-นิวซีแลนด์อบรมทักษะ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ศาสตราจารย์เกล กิลลอน (Gail Gillon) และบริกิด แมคนีล (Brigid McNeil) สองนักวิจัยหลัก ผู้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนาวิธีการสอนแบบ Better Start Literacy Approach กล่าวว่า พวกเขาได้ดำเนินการศึกษาระบบดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว โดยตั้งต้นจากการศึกษาวิธีการสอนต่างๆ ที่ใช้กันอยู่กับกลุ่มตัวอย่าง และนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียและจุดเด่นจุดด้อย พบว่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a1dd7b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/17-แปล-นิวซีแลนด์อบรมทักษะ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“วิธีการสอน Better Start Literacy Approach ทำให้เด็กๆ มีพัฒนาการ และความก้าวหน้าด้านการอ่านและการเขียนมากกว่าวิธีอื่น ๆ ที่พวกเขาเคยใช้เป็นแนวทางปฎิบัติในชั้นเรียน&#8221;&nbsp; ศาสตราจารย์กิลลอน นักวิจัยและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสุขภาวะเด็ก แห่งมหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอร์รี (UC’s Child Well-being Research Institute) กล่าว ก่อนเสริมว่า ทางทีมวิจัยได้ประมวลผลการศึกษาวิจัยจนได้หลักฐานพิสูจน์ยืนยันที่ดีที่สุดว่า &#8220;อะไร&#8221; คือปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จในการอ่านและการเขียนได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8d3acd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/17-แปล-นิวซีแลนด์อบรมทักษะ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ในส่วนของวิธีการสอนแนวใหม่นี้ ศาสตราจารย์กิลลอนระบุว่า เป็นแนวทางที่ครอบคลุมมาก และ<strong>เน้นไปที่การสร้างเสริมความเข้าใจคำศัพท์และการอ่านออกเสียง</strong> เนื่องจากคำศัพท์และการอ่านออกเสียงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะ<strong>ทำให้เด็กเข้าใจในสิ่งที่ตนเองอ่าน และนำไปสู่ความสำเร็จในการอ่าน อันเป็นรากฐานที่สำคัญในการศึกษาเล่าเรียน&nbsp;</strong></p>



<p>&#8220;วิธีการสอนการอ่าน การเขียนแบบใหม่นี้ จะทำให้การสอนเป็นระบบและมีความสอดคล้องกันมากกว่าที่เคยเป็นมา เรามีครูที่แสนยอดเยี่ยมในนิวซีแลนด์ ซึ่งพวกเขาทั้งหมดย่อมมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสอนแนวใหม่นี้ กระนั้น สิ่งที่ช่วยสร้างความสำเร็จในการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ได้อย่างแท้จริงคือ ความเข้มข้นและลักษณะการสอนที่ชัดเจน&#8221; ศาสตราจารย์กิลลอนระบุ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b1ae7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/17-แปล-นิวซีแลนด์อบรมทักษะ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อย่างไรก็ดี ทุนสนับสนุนที่ได้รับจากกระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์ ทางทีมวิจัยจะนำไปใช้จัดทำเวิร์กชอป เพื่อการวางแผนหลักสูตรการสอนและบทเรียนต่าง ๆ รวมถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์และทรัพยากรด้านการสอนออนไลน์สำหรับครู โดยตั้งเป้าหมายยกระดับทักษะการอ่านออกเขียนได้ให้แก่เด็กๆ นิวซีแลนด์ทั่วประเทศที่มีมากกว่า 70,000 คน ภายในปี 2023 นี้</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.stuff.co.nz/national/education/125821565/thousands-of-teachers-to-be-trained-in-new-reading-and-writing-method-with-10m-grant" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.stuff.co.nz/national/education/125821565/thousands-of-teachers-to-be-trained-in-new-reading-and-writing-method-with-10m-grant">Thousands of teachers to be trained in new reading and writing method with $10m grant</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-thousands-of-teachers-to-be-trained-in-new-reading-and-writing-method-with-10m-grant/">นิวซีแลนด์อบรมทักษะการสอนอ่านและเขียนรูปแบบใหม่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิวซีแลนด์ส่งผ้าอนามัยฟรีให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-first-free-period-products-delivered-to-schools-in-scheme-tackling-period-poverty/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-first-free-period-products-delivered-to-schools-in-scheme-tackling-period-poverty</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2021 12:24:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซีแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[Jan Tinetti]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้าอนามัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42766</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลนิวซีแลนด์ตระหนักถึงการสร้างคุณภาพชีวิตเด็กนักเรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-first-free-period-products-delivered-to-schools-in-scheme-tackling-period-poverty/">นิวซีแลนด์ส่งผ้าอนามัยฟรีให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รัฐบาลนิวซีแลนด์ตระหนักถึงการสร้างคุณภาพชีวิตเด็กนักเรียนหญิง ดำเนินการจัดส่งผ้าอนามัยและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ช่วงมีประจำเดือนให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เป้าหมายคือการเพิ่มจำนวนเข้าเรียนของเด็กหญิงระหว่างมีประจำเดือน ต่อสู้ภาวะยากจน และส่งเสริมชีวิตที่ดีมีคุณภาพ</strong></p>



<p>ทางการนิวซีแลนด์เปิดเผยว่าโครงการจัดส่งผ้าอนามัยและอุปกรณ์จำเป็นช่วงมีประจำเดือนนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลภายใต้การประสานงานดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์ โดย ยัน ทิเน็ตติ (Jan Tinetti) รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า นิวซีแลนด์มีเด็กหญิงอายุระหว่าง 9 &#8211; 18 ปี เกือบ 95,000 คนต้องอยู่กับบ้านในช่วงที่มีประจำเดือน เพราะไม่มีเงินซื้อผ้าอนามัยใช้ ดังนั้นการมอบผ้าอนามัยฟรีเพื่อให้เด็กหญิงมีใช้อย่างสะดวกจะช่วยให้นักเรียนหญิงที่มีภาวะยากจนได้กลับเข้าเรียนตามปกติในช่วงเวลานั้นของเดือน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d09c12"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/04-แปล-นิวซีแลนด์ส่งผ้าอนามัยฟรี-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ขณะนี้มีโรงเรียนประมาณ 1,680 แห่งเข้าร่วมโครงการ ส่งผลให้สามารถสั่งซื้อผ้าอนามัยแบบแผ่นและแบบสอด หรือกรวยรองรับสำหรับนักเรียนหญิงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขณะที่โรงเรียนบางแห่งอยู่ในระหว่างยื่นใบสมัครขอเข้าร่วม โดยมีการประเมินว่า การแจกจ่ายผ้าอนามัยทั่วประเทศจะสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กหญิงมากกว่า 3 แสนคน หรือราว 75% ของนักเรียนหญิงทั้งหมดที่อยู่ในช่วงวัยมีประจำเดือน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9c8ee8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/04-แปล-นิวซีแลนด์ส่งผ้าอนามัยฟรี-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์ประกาศว่า ในช่วงแรกของโครงการแจกจ่ายจะมุ่งเน้นไปยังโรงเรียนที่เข้าร่วมให้เร็วที่สุดและเรียบง่ายที่สุด ส่วนระยะถัดไปจะมีการปรับตามบริบทที่เหมาะสม เช่น ตามคำสั่งซื้อของนักเรียนหรือกรณีที่มีความต้องการจำนวนมากก็ให้รวบรวมแล้วแจกจ่ายผ่านบุคลากรที่เชื่อถือได้ หรือวางแจกไว้ในห้องน้ำ เป็นต้น โดยกระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์ระบุว่าต้องการปรับทัศนคติให้มองว่าผ้าอนามัยเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ทางการศึกษาที่จำเป็นต้องมีนั่นเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b66262"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/04-แปล-นิวซีแลนด์ส่งผ้าอนามัยฟรี-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในโครงการล่าสุดของรัฐบาลนิวซีแลนด์ที่ต้องการลดอุปสรรคกีดขวางการศึกษาของนักเรียนทุกคน มีการลงพื้นที่สัมภาษณ์เด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียน Grammar School ในโอ๊คแลนด์ที่ได้รับผ้าอนามัยฟรีแล้ว พบว่าการได้รับผ้าอนามัยไม่ได้หมายถึงการมีของฟรีให้ใช้เท่านั้น แต่ยังส่งผลช่วยลดความเสี่ยงต่อการขาดเรียนในแต่ละเดือนของตนเองลงด้วย&nbsp;</p>



<p>ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอทาโกในปี 2019 พบว่ามีนักเรียนหญิงเกือบ 100,000 คนทั่วประเทศเสี่ยงต้องหยุดเรียนเพราะไม่มีผ้าอนามัยใช้ในช่วงมีประจำเดือน เป็นภาวะที่รัฐให้นิยามว่า period poverty หรือความยากจนในช่วงมีประจำเดือน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4b1308"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/04-แปล-นิวซีแลนด์ส่งผ้าอนามัยฟรี-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ รัฐบาลนิวซีแลนด์ย้ำว่า เป้าหมายหลักโครงการคือเพื่อต่อสู้กับความยากจนของเด็กนักเรียน แม้ผ้าอนามัยจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียนหญิง แต่ก็เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเกินเอื้อมสำหรับบางครอบครัวที่ยังต้องจำกัดค่าใช้จ่ายเพื่อปากท้อง </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bda009"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/04-แปล-นิวซีแลนด์ส่งผ้าอนามัยฟรี-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>นอกจากแจกจ่ายผ้าอนามัยแล้ว กระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์ยังได้จัดโครงการให้ความรู้เกี่ยวกับประจำเดือนและวิธีการดูแลตัวเอง ขณะเดียวกันก็พิจารณาหาทางเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาและดำเนินการแจกจ่ายผ้าอนามัยได้อย่างยั่งยืน</p>



<p></p>



<p>ที่มา :<br>• <a href="https://www.stuff.co.nz/national/education/125443146/first-free-period-products-delivered-to-schools-in-scheme-tackling-period-poverty" title="https://www.stuff.co.nz/national/education/125443146/first-free-period-products-delivered-to-schools-in-scheme-tackling-period-poverty" target="_blank" rel="noreferrer noopener">First free period products delivered to schools in scheme tackling period poverty</a><br>• <a href="http://www.xinhuanet.com/english/asiapacific/2021-06/15/c_1310009161.htm" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="http://www.xinhuanet.com/english/asiapacific/2021-06/15/c_1310009161.htm">New Zealand provides period products to schools to tackle child poverty</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-first-free-period-products-delivered-to-schools-in-scheme-tackling-period-poverty/">นิวซีแลนด์ส่งผ้าอนามัยฟรีให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิวซีแลนด์ทุ่ม 4 ล้านดอลลาร์ หนุนการเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/1231-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=1231-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2020 04:23:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซีแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[Creative Learning Program]]></category>
		<category><![CDATA[Jacinda Ardern]]></category>
		<category><![CDATA[Chris Hipkins]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=16578</guid>

					<description><![CDATA[<p>แปลและเรียบเรียง : นงลักษณ์ อัจนปัญญา &#160; รัฐบาลนิวซ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1231-2/">นิวซีแลนด์ทุ่ม 4 ล้านดอลลาร์ หนุนการเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_16580" aria-describedby="caption-attachment-16580" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="wp-image-16580 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-9.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-9.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-9-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-16580" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash &#8211; Jo Szczepanska</figcaption></figure></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-weight: 400;">แปลและเรียบเรียง : นงลักษณ์ อัจนปัญญา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>รัฐบาลนิวซีแลนด์ จัดสรรงบประมาณพิเศษมูลค่า 4 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ราว 80,000 ล้านบาท) เพื่อกระตุ้นโครงการการเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กในโรงเรียน พร้อมช่วยสร้างงานให้แก่ศิลปินหลายร้อยคน</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์ข่าว </span><span style="font-weight: 400;">New Zealand Herald </span><span style="font-weight: 400;">สื่อท้องถิ่นของนิวซีแลนด์ รายงานว่า นายกรัฐมนตรีหญิง Jacinda Ardern ผู้นำประเทศ ประกาศทุ่มงบประมาณพิเศษให้กับโครงการ </span><span style="font-weight: 400;">Creative Learning Program </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อจับคู่บรรดาศิลปินและผู้เชียวชาญด้านศิลปะหรือความคิดสร้างสรรค์แขนงต่างๆ ทั้งหลาย กับบรรดาเด็กๆ ในโรงเรียน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานระบุว่า การจับคู่ดังกล่าว จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์ และการนำเสนอถ่ายทอดตัวตนของเด็กๆ อย่างสร้างสรรค์ ผ่านศาสตร์อย่าง ศิลปะ การเต้นรำ บทละคร และดนตรี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายกรัฐมนตรี Jacinda Ardern ของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า งบประมาณพิเศษนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนของประเทศมากกว่า 2,023 คน คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวที่รายละ 2,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ราว 40,000 บาท) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ โครงการ </span><span style="font-weight: 400;">Creative Learning Program </span><span style="font-weight: 400;">ยังเป็นการแก้ไขปัญหาการว่างงานให้แก่บรรดาศิลปินของประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างงานให้แก่ศิลปินมากถึง 300 ชีวิต </span></p>
<p><figure id="attachment_16584" aria-describedby="caption-attachment-16584" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-16584 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-17.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-17.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-17-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-17-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-17-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-17-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-16584" class="wp-caption-text">Jacinda Ardern นายกรัฐมนตรีหญิงนิวซีแลนด์ ที่มาภาพ : George Novak</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><span style="font-weight: 400;">Chris Hipkins </span><span style="font-weight: 400;">รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของนิวซีแลนด์ กล่าวเสริมว่า จุดประสงค์หลักของโครงการเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ การพูดคุยสื่อสาร การร่วมมือทำงานเป็นทีม และการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระตุ้นจุดประกายให้เด็กนักเรียนมองเห็นการก่อร่างสร้างอาชีพของตนเองในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของนิวซีแลนด์ยังกล่าวอีกว่า โครงการ </span><span style="font-weight: 400;">Creative Learning Program </span><span style="font-weight: 400;">นี้ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อแวดวงการศึกษาของประเทศในห้วงเวลานี้ ที่กำลังเผชิญหน้ากับการระบาดของโรค </span><span style="font-weight: 400;">COVID-</span><span style="font-weight: 400;">19 ก่อนย้ำว่า คุณประโยชน์ของการประสบการณ์การเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ งบประมาณพิเศษมูลค่า 4 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ จะครอบคลุมระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าขยาย โครงการดังกล่าวภายในโรงเรียนจากที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันที่ 304 แห่ง เป็น 510 แห่ง และจะช่วยให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 300 ตำแหน่ง และมีวิชาที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมากกว่า 206 วิชา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ระบุว่า วิกฤตการระบาดของ </span><span style="font-weight: 400;">COVID-</span><span style="font-weight: 400;">19 สร้างความเสียหายต่อภาคศิลปะวัฒนธรรมของประเทศไม่น้อย โดยมีการประเมินว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้มีคนตกงานมากกว่า 10,000 ตำแหน่งในช่วง 12 เดือนข้างหน้า หากว่า รัฐบาลไม่รีบเข้ามาจัดการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เราต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมดนตรีและศิลปะในนิวซีแลนด์เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เยาวชนของประเทศจะตระหนักถึงโอกาสในอุตสาหกรรมความสร้างสรรค์เหล่านี้&#8221; นายกรัฐมนตรีหญิงนิวซีแลนด์กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ รัฐบาลนิวซีแลนด์เพิ่งจะจัดสรรงบประมาณมูลค่า 175 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ราว 3,500 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมความสร้างสรรค์ของประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ รัฐบาลนิวซีแลนด์ระบุว่า นอกจากโครงการศิลปะแขนงต่างๆ แล้ว งบประมาณพิเดศษนี้ยังสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้งานด้านครีเอทีฟต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญในวงการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำภาพยนตร์ การออกแบบเกม การออกแบบอักษร การออกแบบเสื้อผ้า การพูดอย่างสร้างสรรค์ และศิลปะการแสดงของชนเผ่าเมารี ชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : <a href="https://www.nzherald.co.nz/nz/news/article.cfm?c_id=1&amp;objectid=12339328&amp;fbclid=IwAR2BBxLHhgNDgZggi0tD23FrkdvleqGs8gotgTpck-sTs3-zYZjNGbTV6oc" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Government spends $4m to boost creative learning programme and hire 300 art teachers</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1231-2/">นิวซีแลนด์ทุ่ม 4 ล้านดอลลาร์ หนุนการเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยิ่งเจอไวรัส COVID-19 หนูน้อยก็ยิ่งต้องการหนังสือ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/624-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=624-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2020 11:36:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Social Distancing]]></category>
		<category><![CDATA[Alan Duffy]]></category>
		<category><![CDATA[Rowena Phair]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซีแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Homes programme]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=12575</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์ในปัจจุบันที่ต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของไว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/624-2/">ยิ่งเจอไวรัส COVID-19 หนูน้อยก็ยิ่งต้องการหนังสือ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ในปัจจุบันที่ต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลนานาประเทศทั่วโลกบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ จำกัดการเดินทาง และกักตัวภายในบ้านออกมาใช้อย่างเข้มงวด ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้ใหญ่วัยทำงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกิจวัตรของเหล่าสมาชิกตัวน้อยในบ้านอย่างมากอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการที่จำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับพ่อแม่ภายในบริเวณบ้าน ย่อมหมายถึง เด็กๆ ทั้งหลายไม่สามารถออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ไปออกกำลังกายในสวน ไปเล่นกีฬา จับกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ และการไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-12581" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-1.jpg" alt="" width="2048" height="1363" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-1.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-1-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-1-1536x1022.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-1-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มองในแง่บวก การกักตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อหยุดแพร่เชื้อ อาจช่วยให้พ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น แต่การถูกจำกัดบริเวณ ซึ่งขัดกับวิสัยของเด็ก ก็อาจทำให้เหล่าสมาชิกตัวน้อยของบ้าน รู้สึกอึดอัดขับข้องใจ ไม่เข้าใจ และยากที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันที่เกิดขึ้นจากไวรัสโควิด-19 ได้เช่นกัน</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือการหากิจกรรมในบ้านให้เด็กๆ ได้ทำ</span></p>
<h4>และหนึ่งในนั้นที่สมควรทำมากที่สุดก็คือการอ่านหนังสือ</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12583" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-2.jpg" alt="" width="2048" height="1363" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-2.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-2-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-2-1536x1022.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-2-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (</span><span style="font-weight: 400;">OECD) </span><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า </span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ เป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ ทั้งหลายต้องการหนังสือมากที่สุด พร้อมเรียกร้องผลักดันให้รัฐบาลนานาประเทศที่ประกาศใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (</span><span style="font-weight: 400;">Social Distancing) </span><span style="font-weight: 400;">จัดหาหนังสือมาแจกจ่ายให้แก่เด็กๆ </span><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะเด็กในครอบครัวยากจน </span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลเพราะหนังสือมีบทบาทอย่างมากต่อการช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวของตนเองได้ง่ายมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยเมื่อไม่นานมานนี้ของ </span><span style="font-weight: 400;">OECD </span><span style="font-weight: 400;">พบว่า เด็กวัย 5 ขวบที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟัง หรือสามารถเข้าถึงหนังสือได้มากกว่า มีระดับความเชื่อมั่นไว้ใจ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทักษะทางสังคม และความใจเย็นมากกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้หยิบจับหนังสือขึ้นมาอ่าน โดยข้อดีที่ค้นพบจากการอ่านหนังสือนี้ ถือเป็นประโยชน์เพิ่มเติมจากบทบาทของหนังสือที่มีผลต่อความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ และทักษะการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ ของเด็กทุกกลุ่มชนชั้นเศรษฐกิจสังคม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน การที่ศูนย์ดูแลเด็กและโรงเรียนต้องระงับการให้บริการเป็นการชั่วคราว สภาพสิ่งแวดล้อมภายในบ้านจึงมีความสำคัญอย่างมากในการเติมเต็มความต้องการของเด็กๆ ทั้งในด้านรู้สึกปลอดภัย ความสุข และการศึกษาเล่าเรียน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">รายงานระบุว่า ในแง่ของการศึกษาเล่าเรียน เด็กโตสามารถเรียนจากบ้านได้อย่างเต็มที่ผ่านการเชื่อมโยงกับโลกอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้เข้าถึงบรรดาทรัพยากรที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียน ไม่ว่าจะเป็น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (อีบุ๊ค) และกิจกรรมออนไลน์ต่างๆ </span><b>แต่กับเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน หรือเป็นเด็กที่อยู่ในวัยเล็ก การเรียนทางไกลผ่านออนไลน์กลับไม่อาจทำได้หรือเป็นประโยชน์สักเท่าไรนัก</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ช่องว่างของโอกาสในการเรียนรู้จะยิ่งกว้างมากขึ้น</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12584" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-3.jpg" alt="" width="2048" height="1363" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-3.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-3-1024x682.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-3-1536x1022.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-3-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_ยิ่งไวรัสยิ่งอ่าน_thumbnail-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">OECD </span><span style="font-weight: 400;">เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาปิดภาคเทอมใหญ่ราว 2 เดือน เด็กจากครอบครัวยากจน ที่การเข้าถึงหนังสือและอินเทอร์เน็ตทำได้ยาก จะสูญเสียเวลาในการเรียนหนังสือนานร่วมเดือน ตรงกันข้ามกับเด็กที่ครอบครัวมีฐานะ ที่สามารถเรียนรู้เพิ่มพูนความรู้ได้เสมอในช่วงปิดเทอมดังกล่าว ซึ่งจะเรียนรู้ได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับ กิจกรรมที่เด็กๆ ร่วมทำร่วมกับชุมชนหรือครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ </span><span style="font-weight: 400;">OECD </span><span style="font-weight: 400;">วิตกก็คือ ช่องว่างความแตกต่างของโอกาสในการเรียนรู้ช่วงโรงเรียนปิดนี้ จะยิ่งกว้างมากขึ้น เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครสักคนก้าวออกมาให้ความช่วยเห็นเด็กครวบครัวฐานะยากจนเหล่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมา องค์กรการกุศลและรัฐบาลนานาประเทศทั่วโลกต่างเห็นความสำคัญและมุ่งเพิ่มโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงหนังสือมากขึ้น ในฐานะหนึ่งในแนวทางสำคัญของการยกระดับความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในภายภาคหน้า และหลายโครงการมีเป้าหมายช่วยเหลือเด็กจากครอบครัวยากจน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่น หนังสือในโครงการ </span><span style="font-weight: 400;">Homes programme </span><span style="font-weight: 400;">ที่ริเริ่มโดย นาย </span><span style="font-weight: 400;">Alan Duffy </span><span style="font-weight: 400;">ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งจะคอยจัดหาหนังสือให้แก่เด็กที่มีฐานะครอบครัวยากจน ผ่านศูนย์อนุบาลเด็กเล็กหรือโรงเรียนต่างๆ  โครงการ </span><span style="font-weight: 400;">Dolly Parton’s Imagination Library </span><span style="font-weight: 400;">ที่คอยจัดส่งหนังสือใหม่ทางพัสดุไปรษณีย์ไปให้เด็กอนุบาลโดยตรง ขณะที่ โครงการห้องสมุดเคลื่อนที่อย่าง </span><span style="font-weight: 400;">BookBuses </span><span style="font-weight: 400;">ในอังกฤษ ก็เปิดให้บริการให้ยืมหนังสือแก่เด็กๆ ในชุมชนยากจน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม โครงการดีๆ ข้างต้นเหล่านี้ กลับต้องระงับเป็นการชั่วคราว เช่นเดียวกับการปิดโรงเรียน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องน่าเสียดายว่า ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับบ้านจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่เด็กๆ จะได้อ่านหนังสือ ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">OECD </span><span style="font-weight: 400;">พบว่า เด็กจาก</span><b>ครอบครัวยากจนมีโอกาสเข้าถึงหนังสือเด็กที่บ้านน้อยกว่าเด็กจากครอบครัวร่ำรวยถึง 4 เท่า</b><span style="font-weight: 400;"> ยิ่งในห้วงเวลานี้ที่ พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ไม่สามารถพาลูกไปห้องสมุดหรือซื้อหนังสือให้ได้ ก็ยิ่งทำให้การกักตัวกลายเป็นช่วงที่เด็กจะเสียโอกาสทางการศึกษาไปอย่างน่าเสียดาย แถมครอบครัวที่มีรายได้จำกัดก็กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้บนโลกออนไลน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พร้อมกันนี้ </span><span style="font-weight: 400;">OECD </span><span style="font-weight: 400;">แนะนำว่า ขณะนี้มีห้องสมุดโรงเรียนและห้องสมุดสาธารณะมากมายที่ปิดให้บริการอยู่ ซึ่งหนังสือที่อัดแน่นอยู่ในห้องสมุดเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการแจกจ่ายให้ยืมแก่เด็กๆ ที่ต้องการได้ อีกทั้ง </span><span style="font-weight: 400;">OECD </span><span style="font-weight: 400;">ยังเชื่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีวิธีการในการจัดส่งหนังสือได้อย่างปลอดภัยปราศจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ผ่าน</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">เครือข่ายองค์การการกุศลและการศึกษาที่มีอยู่ในการจัดส่งหนังสือไปถึงบ้านของเด็กโดยตรง หรือ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ซูเปอร์มาร์เก็ต และตลาดจำหน่ายอาหารในแหล่งชุมชนยากจน (หรือสาขาที่มีครอบครัวรายได้น้อยเข้าไปใช้บริการ)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ตั้งจุดแจกจ่ายหนังสือเพื่อการนี้โดยเฉพาะ</span></li>
</ul>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;">ที่มา : </span><span style="font-weight: 400;">Rowena Phair<br />
</span><span style="font-weight: 400;">นักวิเคราะห์อาวุโส ของคณะกรรมการเพื่อทักษะและการศึกษา<br />
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (</span><span style="font-weight: 400;">OECD)</span><br />
<a href="https://bit.ly/2Rjw4QX">https://bit.ly/2Rjw4QX</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/624-2/">ยิ่งเจอไวรัส COVID-19 หนูน้อยก็ยิ่งต้องการหนังสือ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
