<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นิตยา เรืองมาก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 17 Jun 2024 11:45:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>นิตยา เรืองมาก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ปัจฉิมครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1… สิ่งที่ครูรุ่นพี่อยากฝากบอกครูรุ่นน้อง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-170624-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jun 2024 11:35:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[อุดม กูลดี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นิตยา เรืองมาก]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิตยา เรืองมาก]]></category>
		<category><![CDATA[เกศฤทัย คำษร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82928</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระบวนของการสร้างครูของโรงเรียน และครูของชุมชน ภายใต้ชื [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-170624-2/">ปัจฉิมครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1… สิ่งที่ครูรุ่นพี่อยากฝากบอกครูรุ่นน้อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กระบวนของการสร้างครูของโรงเรียน และครูของชุมชน ภายใต้ชื่อ <strong>‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</strong> ผ่านมาแล้วกว่า 5 ปีตั้งแต่เริ่มจัดตั้งโครงการในปี 2562 โดยมีเป้าหมายในการผลิตครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น 5 รุ่นรวมกว่า 1500 คน ซึ่งปี 2567 นี้ ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 ที่นับเป็นรุ่นปฐมบทได้สำเร็จการศึกษาตามเป้าหมายครบทั้ง 327 คนแล้ว  และเตรียมพร้อมสำหรับการทำหน้าที่ครูที่โรงเรียนบ้านเกิดใน 285 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะได้บรรจุเป็นข้าราชการครูเต็มตัวในเดือนตุลาคมปีนี้</p>



<p><strong>“เรียนจบ แต่อาชีพครูไม่จบ” </strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่น แม้จะเรียนจบ 4 ปีจากสถาบันการศึกษาแล้วก็ตาม แต่พวกเขาจะยังคงสร้างความต่อเนื่อง ทำหน้าที่พัฒนาการศึกษาในโรงเรียนปลายทางอย่างน้อย 6 ปีต่อเนื่องตามเงื่อนไขทุนจดทะเบียน</p>



<p>เมื่อมีวันปฐมนิเทศ ก็ย่อมต้องถึงวันแห่งการปัจฉิมนิเทศ สำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 ไม่ใช่การปัจฉิมเพื่อการจากลา แต่เป็นการปัจฉิมสถานะจากนักศึกษาสู่การเป็นครูจริงๆ เราจึงชวนครูรุ่นพี่ 5 คน ที่เดินทางในเส้นทางการศึกษา และมีคำหน้าว่าครูหรืออาจารย์อย่างยาวนาน มาฝากบอกอะไรแก่ครูรุ่นใหม่ที่จะช่วยกันสร้างการศึกษาให้มีความหวังต่อไป</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ </strong>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล  </h4>



<p>ในฐานะหัวเรือใหญ่ร่วมก่อฐานโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น อาจารย์ดารณี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล มีสิ่งที่อยากฝากบอกครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 </p>



<p>“อันดับแรกเลยต้องขอบคุณที่เลือกมาเรียนครู เขาเรียนรู้มาเยอะ อยากให้เขามีความสุขกับการทำงาน อาชีพครูมีคุณค่า ทำประโยชน์ให้คนอื่น เรามีความสุข สร้างความสุข สร้างพลังให้ตัวเรา เด็กทุกคนมีชีวิตมีจิตใจ การที่เราได้มีโอกาสให้และหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งได้โตมาทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม อยากให้เขาภูมิใจที่ได้เป็นครู ที่เราตั้งชื่อว่าครูรัก(ษ์)ถิ่น เมื่อไหร่ที่เขารักในวิชาชีพครู แล้วก็รักถิ่นฐานบ้านเกิด จิตวิญญาณของเขาก็จะทำงาน เพราะเขามีความรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของ ความรู้สึกเป็นเจ้าของมันก็จะทำให้เขามุ่งมั่นในการที่จะสร้าง พัฒนา แล้วตัวเขาก็จะมีความสุขในการอยู่ด้วย”</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“ขอบคุณที่เลือกมาเรียนครู เขาเรียนรู้มาเยอะ อยากให้เขามีความสุขกับการทำงาน อาชีพครูมีคุณค่า ทำประโยชน์ให้คนอื่น เรามีความสุข สร้างความสุข สร้างพลังให้ตัวเรา เด็กทุกคนมีชีวิตมีจิตใจ ที่เราตั้งชื่อว่าครูรัก(ษ์)ถิ่น เมื่อไหร่ที่เขารักในวิชาชีพครู ก็จะรักถิ่นฐานบ้านเกิด จิตวิญญาณของเขาก็จะทำงาน เพราะเขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความรู้สึกเป็นเจ้าของมันก็จะทำให้เขามุ่งมั่นในการสร้าง พัฒนา แล้วตัวเขาก็จะมีความสุขในการอยู่ด้วย”</p>
</blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ddf57e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/01_รองศาสตราจารย์ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์พิศมัย รัตนโรจน์สกุล</strong> ผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</h4>



<p>จากประสบการณ์ในการลงพื้นที่ไปเจอนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นมาทุกที่ อาจารย์ก็จะบอกเขาเสมอว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นมาตลอดคือนักศึกษากำลังจะจบปี 4 จะรู้สึกว่าเขากำลังจะเป็นอิสระ จะหลุดพ้นแล้ว เหมือนลูกโป่งกำลังฟีบ เพราะเขาเหนื่อยกันมามาก วันแรกที่เขาเข้ารับทุนมันฮึกเหิม ตั้งปณิธานกัน ‘ฉันจะเป็นครูที่ดี’ ‘ฉันไปพัฒนาชุมชน’ แล้วพอไปเรียนไปเรื่อยๆ เจอทั้งงานหนัก ทั้งฝึกสอน เกิดสถานการณ์ที่มันบั่นทอน ความรู้สึกเหล่านี้มันหดหายไป ความเข้มข้นในจิตใจของเขาต่อการกลับไปเป็นครูที่มุ่งมั่นลดลง </p>



<p>อย่าลืมอุดมการณ์ความเป็นครู ตั้งแต่ที่บอกไว้ในตอนแรกจะรับทุนครูรักษ์ถิ่นแล้ว ที่บอกว่าจะเป็นครูแบบไหน จะตั้งใจทําอะไรบ้าง อย่าลืมสิ่งตัวเองตั้งใจไว้ </p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“อย่าลืมอุดมการณ์ความเป็นครู ตั้งแต่ที่บอกไว้ในตอนแรกจะรับทุนครูรักษ์ถิ่นแล้ว ที่บอกว่าจะเป็นครูแบบไหน จะตั้งใจทําอะไรบ้าง อย่าลืมสิ่งตัวเองตั้งใจไว้”</p>
</blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8dfdb5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/02_พิศมัย-รัตนโรจน์สกุล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พิศมัย รัตนโรจน์สกุล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์นิตยา เรืองมาก</strong> รองคณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง</h4>



<p>สิ่งสําคัญที่สุดของคุณสมบัติคือเราอยากให้นักศึกษาที่เราผลิตออกไปเป็นครูต้นแบบ ไม่ใช่ไม่ใช่สักแต่เป็นครูอย่างเดียว แต่เป็นต้นแบบเรื่องที่ดี คุณสมบัติตัวที่สองก็คือความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ครูมีทั้งบวกและลบ เพราะฉะนั้นเราจะทําอย่างไรให้ครูมีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตัวเอง และสุดท้ายคือในเรื่องของจรรยาบรรณ อย่างไรเสียคนเป็นครู คือเรามีหัวโขนที่ค้ำคออยู่แล้ว</p>



<p>“อยากให้นักศึกษาที่เราผลิตออกไปเป็นครูต้นแบบ ไม่ใช่สักแต่เป็นครูอย่างเดียว แต่เป็นต้นแบบในเรื่องที่ดี คุณสมบัติที่สองคือความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ และสุดท้ายคือจรรยาบรรณ อย่างไรเสียคนเป็นครู เรามีหัวโขนที่ค้ำคออยู่แล้ว”</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“อยากให้นักศึกษาที่เราผลิตออกไปเป็นครูต้นแบบ ไม่ใช่สักแต่เป็นครูอย่างเดียว แต่เป็นต้นแบบในเรื่องที่ดี คุณสมบัติที่สองคือความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ และสุดท้ายคือจรรยาบรรณ อย่างไรเสียคนเป็นครู เรามีหัวโขนที่ค้ำคออยู่แล้ว”</p>



<p></p>
</blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d03568"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/03_นิตยา-เรืองมาก.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นิตยา เรืองมาก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เกศฤทัย คำษร</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจันเดย์ จังหวัดกาญจนบุรี</h4>



<p>คาดหวังว่าเขาจะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับชุมชน หรือแม้แต่การเป็นตัวแทนของโรงเรียนที่เข้าไปประสานและพัฒนาชุมชนในเรื่องต่างๆ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนต้องอยู่ในบริบทช่วยเกื้อหนุนกัน แล้วถ้าครูๆ เชื่อมสังคมสู่โรงเรียนได้แล้ว เขาก็จะสามารถเอาสิ่งดีๆ ในชุมชนเข้ามาสู่โรงเรียนได้ เช่นบ้านนักเรียน ถ้าเราเข้าไปสัมพันธ์กับเขาได้ บางบ้านก็จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี เช่นด้านภูมิปัญญาต่างๆ หรือผู้ปกครองเองก็เป็นวิทยากรที่ดีได้ การที่ผู้ปกครองมีความร่วมมือมีความเข้าใจโรงเรียนไปทางเดียวกัน สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างสังคมที่ดีได้ </p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“คาดหวังว่าเขาจะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับชุมชน หรือแม้แต่การเป็นตัวแทนของโรงเรียนที่เข้าไปประสานและพัฒนาชุมชนในเรื่องต่างๆ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนต้องอยู่ในบริบทช่วยเกื้อหนุนกัน แล้วถ้าครูๆ เชื่อมสังคมสู่โรงเรียนได้แล้ว เขาก็จะสามารถเอาสิ่งดีๆ ในชุมชนเข้ามาสู่โรงเรียนได้ ”</p>
</blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-11ad67"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/04_เกศฤทัย-คำษร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เกศฤทัย คำษร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อุดม กูลดี</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนอ่าวกะพ้อ เกาะยาว จังหวัดพังงา</h4>



<p>อยากฝากบอกก็คืออยากให้มีครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ 5 รุ่นแล้วจบไป เพราะการผลิตครูแบบนี้มันตอบโจทย์โรงเรียน และมั่นใจว่าวันที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นได้เข้ามาสอนในโรงเรียนเต็มตัว เขาจะเป็นครูที่ดีที่โรงเรียนแล้วก็สามารถที่จะถ่ายทอดให้กับเด็ก แล้วก็อยู่ร่วมกับชุมชนได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“มั่นใจว่าวันที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นได้เข้ามาสอนในโรงเรียนเต็มตัว เขาจะเป็นครูที่ดีที่โรงเรียนสามารถถ่ายทอดให้กับเด็ก แล้วก็อยู่ร่วมกับชุมชนได้” </p>
</blockquote>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-03cc5a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/05_อุดม-กูลดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อุดม กูลดี</figcaption></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-170624-2/">ปัจฉิมครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1… สิ่งที่ครูรุ่นพี่อยากฝากบอกครูรุ่นน้อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ฝึกพวกเขาจากข้างใน เพื่อให้เขาไปพัฒนาข้างนอก”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-290324/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Mar 2024 10:12:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิตยา เรืองมาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=79300</guid>

					<description><![CDATA[<p>กว่าจะเป็นครู ย่อมต้องผ่านครู… กำลังสำคัญของโครงการครูร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-290324/">“ฝึกพวกเขาจากข้างใน เพื่อให้เขาไปพัฒนาข้างนอก”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กว่าจะเป็นครู ย่อมต้องผ่านครู…</p>



<p>กำลังสำคัญของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่นับเป็นงานวิจัยทุนมนุษย์ที่ส่งผลต่อยอดในระบบการศึกษาไทย ไม่พ้นกลุ่มครูและอาจารย์ในสถาบันการผลิตครู ที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำในการค้นหาเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาสเพื่อสมัครเข้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กลางน้ำในส่วนของการสร้างและพัฒนาหลักสูตรการผลิตครูเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนปลายทาง และปลายน้ำคือการติดตามผลการดำเนินงานหลังจากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นได้ทำงานเป็นครูอย่างเต็มตัวที่จะมีการประเมินผลนานถึง 6 ปี&nbsp;</p>



<p>ความยากไม่ใช่แค่การผลิตบัณฑิตคณะครุศาสตร์ แต่คือการสร้างครูของนักเรียน และครูนักพัฒนาที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน สถาบันการผลิตหรือมหาวิทยาลัยจึงต้องสร้างหลักสูตรการศึกษาเพื่อตอบรับบริบทโรงเรียนปลายทางที่เรียกว่า <strong>Enrichment Program</strong> รวมถึงให้วางบทบาท ‘<strong>ครูพี่เลี้ยง</strong>’ เพื่อเป็นคนประสานงานให้ นักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น กลายเป็นครูที่มีคุณภาพและอยู่ได้จริงในอนาคต&nbsp;</p>



<p>“ครู ใครๆ ก็เป็นได้ แต่การที่เราจะเป็นครูต้นแบบมันยาก เพราะฉะนั้นเราต้องบ่มเพาะกัน”</p>



<p>หากครูเปรียบเสมือนผู้แจวเรือจ้าง แต่สำหรับ<strong> อาจารย์น้อย นิตยา เรืองมาก รองคณบดีคณะครุศาสตร์ ครูพี่เลี้ยง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (มรภ.หมู่บ้านจอมบึง)</strong> นอกจากจะเป็นผู้แจวเรือจ้างแล้ว ยังต้องเป็นผู้สร้างเรือแจวที่ทำงานแบบไม่หยุดพัก จากเดิมที่ อ.น้อยเป็นเพียงแค่อาจารย์ที่ต้องรอนักศึกษาเดินเข้ามาสมัครเรียน พอมาเป็นกำลังสำคัญของครูรัก(ษ์)ถิ่นก็ต้องปรับบทบาทเป็นหนึ่งในทีมค้นหาเด็ก ดูแลชีวิตความเป็นอยู่&nbsp; ไปจนถึงกระบวนการหลังเรียนจบ ที่นับเป็นการทำงานระยะยาวกว่า 10 ปีต่อครูรัก(ษ์)ถิ่น 1 รุ่น&nbsp;</p>



<p>“เพราะการสร้างครูหนึ่งคนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการสร้างครูที่เป็นมากกว่าครู” อ.น้อย กล่าวไว้อย่างนั้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-01e39d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/PIC-น้อย-นิตยา-เรืองมาก_1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อาจารย์น้อย นิตยา เรืองมาก รองคณบดีคณะครุศาสตร์<br>ครูพี่เลี้ยง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ มรภ.หมู่บ้านจอมบึง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หน้าที่ของครูพี่เลี้ยงครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องทำอะไรบ้าง</strong></h2>



<p>หลักๆ จะดู 3 ส่วน คือการดูแลในเรื่องกิจกรรมพัฒนานักศึกษาหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่เรียกว่า Enrichment Program ส่วนสองดูแลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาในแต่ละปีที่ต้องลงไปฝึกสอนที่โรงเรียนปลายทาง เช่นต้องลงไปในลักษณะไหน แล้วหลังจากนั้นเราก็มีหน้าที่ไปคุยกับผู้อำนวยการและคุณครูพี่เลี้ยงของโรงเรียนปลายทางเพื่อทําความเข้าใจด้วยกัน ลําดับที่สามมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย อย่างเรื่องหอพัก พฤติกรรม และกฎระเบียบของการอยู่หอพัก</p>



<p>หรือแม้แต่ช่วงการฝึกสอนเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ทางคณะอาจารย์ก็ต้องลงพื้นที่ไปเยี่ยมนักศึกษาระหว่างฝึกสอนด้วย ไม่ใช่แค่เยี่ยมโรงเรียนนะต้องเยี่ยมไปถึงบ้าน ดูความเป็นอยู่พ่อแม่ปู่ย่าตายายอยู่อย่างไร และไม่ลืมฝากฝังผู้นำชุมชน เพราะนักศึกษาบางคนไปฝึกสอนโรงเรียนคนละตำบล คนละอำเภอจากบ้านเขา ชุมชนอาจจะไม่รู้จักนักศึกษา แล้วนักศึกษาอาจจะไม่ได้มีการร่วมพัฒนาหรือร่วมกิจกรรมกับชุมชนมากเท่าที่ควร&nbsp;</p>



<p>ทางคณะอาจารย์นี่แหละเป็นตัวเปิดทางไปคุยกับชุมชน สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนักศึกษากับชุมชนเพราะเราเชื่อมั่นว่าถ้านักศึกษาลงไปพัฒนาชุมชนตามลำพัง น้อยมากที่จะเกิดความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือเพราะชุมชนไม่รู้จักนักศึกษา เราต้องทำให้ชุมชน โรงเรียนและตัวนักศึกษาทํางานร่วมกันได้ทั้งสามส่วน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตามไปหาถึงบ้าน ทำไมครูรัก(ษ์)ถิ่นถึงต้องมีระบบค้นหาเด็กแล้วให้อาจารย์มหาวิทยาลัยลงพื้นที่ไปด้วย</strong></h2>



<p>การค้นหาคัดกรองเด็กเป็นกระบวนการแรกของครูรัก(ษ์)ถิ่น โดยจะเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน เช่น แต่ละรุ่นเราได้นักเรียนกี่จังหวัด แล้วในแต่ละจังหวัดมีตําบลอะไรบ้าง พอมีชุดข้อมูลคร่าวๆ ก็เอามาตั้งขอบเขต แล้วก็ส่งประชาสัมพันธ์ออนไลน์ไปให้โรงเรียนก่อน&nbsp;</p>



<p>หลังจากนั้นเราจะใช้คณาจารย์ในคณะทั้งหมดลงไปค้นหาคัดเลือกคัดกรองเด็กในพื้นที่ แบ่งอาจารย์ออกไปเป็นสายๆ ตัวเราเองก็จะต้องลงพื้นที่ด้วยทุกครั้ง ลงทุกสาย วันที่คณะอาจารย์ลงพื้นที่โรงเรียนครั้งแรก ก็จะให้นักเรียนม.6 ที่สนใจมาส่งใบสมัครกับพวกเราที่โรงเรียนปลายทาง เพื่อให้คุณครูโรงเรียนปลายทางได้เห็นตัวผู้สมัคร มีการพูดคุยกันคร่าวๆ ที่ไม่ใช่เป็นการสอบสัมภาษณ์ในรอบแรก แต่เป็นการพูดคุยเพื่อดูว่าแต่ละคนที่สมัครมีบริบทยังไง ส่วนนี้ฝั่งเราก็จะเก็บข้อมูลตรงนี้เพื่อออกแบบหลักสูตรด้วย</p>



<p>หลังจากนั้นเราก็จะต้องลงไปสํารวจบ้านของนักเรียน เพื่อดูว่าเป็นไปตามคุณสมบัติที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นกำหนดไหม ส่วนตรงนี้เราก็จะลงไปดูซ้ำทั้ง 2 รอบโดยคณะอาจารย์ชุดเดียวกัน เพราะเราดูแค่เอกสารอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อดูบ้านเสร็จแล้ว เราก็ต้องคุยกับชุมชน คุยกับละแวกใกล้ๆ ว่าใช่บ้านนักเรียนคนนี้จริงเปล่า สถานะเป็นยังไง ตลอดจนพฤติกรรม ครอบครัวเขา&nbsp;</p>



<p>เราต้องมองรอบด้าน เพราะว่าเราต้องได้ข้อมูลตัวนี้มาเป็นตัวพิจารณา และที่สําคัญคือข้อมูลต่างๆ ที่เราลงพื้นที่เราต้องเอามาออกแบบหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อให้ตอบโจทย์กับบริบทโรงเรียนปลายทางที่นักศึกษาต้องไปเป็นครู </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0b5b0b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/PIC-น้อย-นิตยา-เรืองมาก_2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อดีของกระบวนการค้นหาคัดกรองเด็กแบบนี้คืออะไร</strong></h2>



<p>สิ่งสําคัญคือเป็นการให้โอกาสคนที่ไม่มีโอกาสเรียนต่อ ซึ่งในบางครอบครัว ตอนที่เราลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของนักเรียนสมัครทุน ยังเคยถามผู้ปกครองเลยว่าถ้าสมมตินักศึกษาไม่ได้ทุนนี้ ผู้ปกครองจะทํายังไง เขาก็ตอบว่าไม่ให้เรียนหรอกเพราะว่าไม่มีตังค์ ส่งแค่จบม.6 ก็ไม่มีเงินแล้ว ซึ่งบางครั้งเวลาเขาพูดออกมา ผู้ปกครองก็น้ําตาไหล ยิ่งนักศึกษายืนฟังอยู่ก็ร้องไห้ตามเพราะเขามองว่าจะหมดโอกาสเรียนแล้ว&nbsp;</p>



<p>นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นผลดีที่ทําให้เราเห็นว่า ณ ปัจจุบันนี้ยังมีเด็กกลุ่มนี้ที่ควรเข้าถึงโอกาส ถ้าเราหาเด็กปกติเราจะไม่ได้ลงพื้นที่แบบนี้และเราจะไม่เจอเด็กกลุ่มนี้เลย&nbsp;</p>



<p>โดยเฉพาะปัญหาหลักๆ ที่เจอกับเด็กในพื้นที่กาญจนบุรี และพื้นที่หมู่บ้านจอมบึงคือความไม่พร้อมของครอบครัว เด็กกว่า 80% อยู่กับปู่ย่าตายาย บางครอบครัวเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ปัญหารองลงมาคือเด็กบางคนไม่ได้มีบ้านและที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องอยู่กับนายจ้าง ถ้าพ่อแม่ทำงานไม่ไหวก็ลำบาก ต้องหาที่อยู่ ย้ายถิ่นฐาน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมครูรัก(ษ์)ถิ่น ต้องมีครูพี่เลี้ยง</strong></h2>



<p>หลักสูตรของครูรักษ์ถิ่น จะมีครูพี่เลี้ยงแบ่งเป็น&nbsp; 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของมหาวิทยาลัย ที่คอยดูแลบ่มเพาะพัฒนาในช่วงระยะเวลา 4 ปี&nbsp;</p>



<p>แต่ในช่วงระหว่างแต่ละปีที่ต้องไปอยู่โรงเรียนปลายทางก็จะมีครูพี่เลี้ยงเหมือนกัน เราเรียกครูพี่เลี้ยงที่โรงเรียนปลายทางว่าเป็นครูพี่เลี้ยงเฉพาะศาสตร์ เช่น นักศึกษาปฐมวัยก็จะมีครูพี่เลี้ยงปฐมวัยในการช่วยพัฒนาเขา คอยให้คําแนะนําว่าในส่วนของหลักสูตรปฐมวัย เวลานักศึกษาเขียนแผนก่อนที่จะไปสอน นักศึกษาก็จะต้องออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการฝึกประสบการณ์ให้คุณครูดูก่อนว่าสามารถไปใช้สอนและพัฒนาได้ไหมถึงจะลงไปพัฒนาต่อ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0afcc1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/PIC-น้อย-นิตยา-เรืองมาก_3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความเข้มข้นที่นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องเจอมีอะไรบ้าง</strong></h2>



<p>หลักสูตรที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นเรียนอยู่ เราเรียกว่าเป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่สาขาได้มีการปรับปรุง ซึ่งหลักสูตรตัวแรกเป็นหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตที่นักศึกษาคณะนี้จะเรียนเหมือนกันทั้งหมด&nbsp;</p>



<p>แต่ส่วนที่สองที่เพิ่มเติมมาสําหรับนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นหลักสูตรเสริมการเรียนรู้ ที่เรียกว่า Enrichment Program ซึ่งหลักสูตรนี้เราได้มาจากการลงพื้นที่ต่างๆ และศึกษาบริบทโรงเรียน ชุมชน เช่น จังหวัดนี้ ตําบลนี้ อําเภอนี้ มีพืชเศรษฐกิจอะไร ทําอาชีพอะไร มีอะไรเป็น​ OTOP&nbsp; มีจุดเด่นอย่างไร เมื่อได้สิ่งนี้แล้วก็เอามากรองข้อมูลเป็นชุดความรู้ แล้วส่งต่อในการทำหลักสูตรเสริมการเรียนรู้</p>



<p>ส่วนที่สามก็คือเวลานักศึกษาลงไปฝึกสอนในโรงเรียน ก็ต้องใช้หลักสูตรตามสถานศึกษานั้นๆ ซึ่งก็มีอยู่หลายแบบเหมือนกัน บางทีถ้าโรงเรียนไม่มีหลักสูตรเป็นของสถานศึกษาเองก็ยึดหลักสูตรแกนกลาง แต่ถ้าโรงเรียนมีหลักสูตรสถานศึกษาเองก็ใช้ของตัวเอง </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Enrichment Program ฉบับมรภ.หมู่บ้านจอมบึงเป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>หลักสูตรที่มรภ.หมู่บ้านจอมบึง เน้นเรื่องทักษะอาชีพ เรามีบ้านไร่รัก(ษ์)ถิ่น แนวคิดเดิมมาจากอาจารย์ที่เกษียณไปแล้วเนื่องจากอาจารย์มีประสบการณ์ในการพัฒนาครูชายแดน ที่เป็นการเรียนรู้จากครูตชด.ที่ไม่มีวุฒิครู เราก็ใช้ข้อมูลตรงนี้มาปรับใช้และออกแบบหลักสูตร Enrichment Program ของเรา&nbsp;</p>



<p>ที่นี่สอนเพิ่มด้านการเกษตรและพวกอาชีพต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างไฟ ช่างเหล็ก แนวคิดมาจากการลงพื้นที่ไปดูโรงเรียนปลายทางแต่ละที่พบว่า หลายๆ โรงเรียนไม่มีความพร้อมด้านบุคลากร เพราะฉะนั้นในฐานะที่ครูจะลงไปบรรจุหรืออยู่ที่โรงเรียนนั้นๆ ถ้าสมมติโรงเรียนเกิดพัดลมเสีย สวิตช์ไฟเสีย หลอดไฟเสีย นักศึกษาต้องทําเหล่านี้ได้ หรือแม้แต่เกิดเก้าอี้พัง ขาหัก นักศึกษาต้องซ่อมเป็น&nbsp;</p>



<p>แถวจังหวัดกาญจนบุรีส่วนใหญ่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่มี เขาจะต้องใช้เครื่องสํารองไฟ ใช้โซล่าเซลล์ เพราะฉะนั้นนักศึกษาก็ต้องทําสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ และอีกอย่างหนึ่งก็คือเขาจะต้องช่วยเหลือชุมชนและให้ข้อมูลให้องค์ความรู้กับชุมชนในการพัฒนาและอยู่ให้ได้กับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb6dc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/PIC-น้อย-นิตยา-เรืองมาก_4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แต่ละวันครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องทำอะไรบ้างในมหาวิทยาลัย</strong></h2>



<p>ก่อนหน้านี้เราจะได้ยินกันว่าช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยจะสบายที่สุด ฉันจะนอนตอนไหน ตื่นตอนไหน หรือทําอะไรก็ได้ แต่เด็กครูรัก(ษ์)ถิ่นจะต้องจําลองสถานการณ์เหมือนตัวเองอยู่ในโรงเรียนให้ได้ เริ่มตั้งแต่ตื่นตี 5 ครึ่ง แล้ว ช่วง 6 โมงเช้าจะมีนัดกันในสถานที่ต่างกันออกไปแต่ละวัน เช่น ใต้ถุนตึก สนามกีฬาเพื่อออกกำลังกายถึง 7 โมง หลังจากนั้นนักศึกษาก็จะกลับไปที่หอพัก เพื่อไปเตรียมตัวทําภารกิจประจําวัน และเข้าเรียนปกติตั้งแต่เวลา 8.30 &#8211; 16.30 น.</p>



<p>เรียนจบแต่ละวัน เด็กครูรัก(ษ์)ถิ่น ได้พักแป๊บหนึ่งแล้วหลังจากนั้นจะต้องไปทำกิจกรรมที่บ้านไร่รัก(ษ์)ถิ่น การทำงานที่นี่ก็จะแย่งตามชั้นปีและภาระงานต่างกันไป เช่น ปี 1 ทำหน้าที่ยกร่องปลูกผัก ปี 2 ก็จะรับผิดชอบโรงเรือนปลูกผักออร์แกนิค หรือปี 4 จะรับผิดชอบทำอาหารเย็น พอถึงเวลา 1 ทุ่มจะกินข้าวร่วมกันแล้วทยอยกลับเข้าหอพัก 2 ทุ่มก็จะมีการสวดมนต์ไหว้พระ พอสวดมนต์ไหว้พระเสร็จก็มีการประชุม หลัง 4 ทุ่มเป็นช่วงเวรประจําวันจะต้องเดินตรวจตามห้อง คือเคาะประตูห้องแล้วก็ตรวจพร้อมถ่ายภาพส่งมาให้อาจารย์ประจําหอพักดูว่าห้องหมายเลขนี้อยู่ครบไหมหลังจากนั้นก็เข้านอน&nbsp;</p>



<p>กิจกรรมอื่นๆ ก็แทรกไประหว่างชั้นปีแตกต่างกันเช่นนักศึกษาปี 4 อาจจะต้องอยู่เวรรับเด็กหน้าโรงเรียน ซึ่งเราเรียกว่าโรงเรียนอนุบาลสาธิตทานตะวันที่จะสอนเด็กอายุสองขวบจนถึงอนุบาลสาม วิธีการคือแต่งชุดนักศึกษามายืนที่หน้าโรงเรียนเพื่อรับน้องๆ อนุบาลที่ผู้ปกครองมาส่ง&nbsp;</p>



<p>การดูแลเด็กทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นครอบคลุมไปจนถึงช่วงปิดเทอม เราจะมีปฏิทินให้กลับบ้านว่าเทอมหนึ่งให้กลับบ้านกี่ครั้ง ผู้ปกครองมารับจะต้องมีการเซ็น นักศึกษาอาจจะต้องมีการถ่ายภาพหรือเขียนรายงานว่ากลับถึงบ้านแล้ว อยู่กับผู้ปกครอง หรือกลับไปถึงบ้านช่วยเหลือผู้ปกครองอย่างไรบ้าง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ดูเข้มข้นและเข้มงวด การทำแบบนี้ส่งผลอะไรกับการเป็นครูในอนาคต</strong></h2>



<p>หน้าที่ของเราคือดูแลตั้งแต่นักศึกษาเข้ามาในมหาวิทยาลัย ดูแลการเรียน ดูแลฐานะทางการเงิน พฤติกรรม ชู้สาว การมีปัญหาครอบครัว เจ็บป่วยไม่สบายคือต้องดูครอบคลุมทั้งหมดเลย ซึ่งเด็กๆ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นก็จะมีการดูแลพิเศษเพิ่มเข้าไปอีก ยกตัวอย่าง การอยู่หอพักเขาจะต้องเข้าหอตรงเวลาและต้องทำกิจกรรมต่างๆ ตามกำหนด จะมีอาจารย์หอพักเรียกประชุม พูดคุย สวดมนต์ ไหว้พระ มีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ปลูกฝังเขาให้เป็นครูที่ดี&nbsp;</p>



<p>สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราแฝงเพื่อต้องการให้นักศึกษาได้รู้สึกในเรื่องของให้เห็นแก่นแท้ของความเป็นครูว่าไม่ใช่แค่เป็นข้าราชการหรือมีเงินเดือนประจํา แต่คําว่าครูเราต้องรับผิดชอบมากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-08f5c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/PIC-น้อย-นิตยา-เรืองมาก_5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในปัจจุบันมีครูรัก(ษ์)ถิ่นถึง 4 รุ่น ในหลักสูตรการสอนมีความเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน</strong></h2>



<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 ดูหนักทั้งการเรียนและกิจกรรม ซึ่งมันเหมือนเป็นการลองผิดลองถูก แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ทำอยู่ผิดนะแต่มันหนักหน่วงกว่ารุ่นหลังๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง นักศึกษาบางคนบอกว่า ‘ทำไมเรียนหนักจัง’ ในมุมของครูผู้ดูแลคือทุกคนใหม่กันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวคณะอาจารย์ในสถาบันผลิต นักศึกษา และ กสศ. เองก็ตาม</p>



<p>รุ่นหลังมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปเข้ารอยขึ้น เรื่องแรกคือการปรับกิจกรรมในหลักสูตร ด้วยความที่เรามีเวทีเครือข่ายพูดคุยกับอาจารย์ต่างมหาวิทยาลัย ต่างสถาบันมาแลกเปลี่ยนกัน บางกิจกรรมต้องบอกเลยว่าเห็นที่อื่นทําแล้วมันดี เราเอามาประยุกต์ใช้กับมหาวิทยาลัยเราบ้าง เราจะไม่ได้คิดว่าสถาบันฉัน สถาบันเธอ แต่เราคิดว่าการผลิตนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คือมันหัวใจเดียวกันหมด เราแลกเปลี่ยนกันได้เพื่อต้องการผลิตครูหนึ่งคนให้เป็นครูต้นแบบในชุมชน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปรับที่มหาวิทยาลัยแล้ว ทางโรงเรียนปลายทางมีการจัดการดูแลอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>กระบวนการปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้เข้ากับบริบทพื้นที่โรงเรียนเกิดขึ้นตลอดเวลา อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยจะคุยกับผู้บริการ คุยกับชุมชน คุยกับครูพี่เลี้ยงโรงเรียนปลายทางถึงการฝึกสอนของนักศึกษา โดยเราจะคุยไม่ต่ำกว่าเทอมละ 2 ครั้ง จริงๆ อาจจะถี่กว่านั้นแบบไม่เป็นทางการ เช่น ช่วงสองสัปดาห์แรกที่นักศึกษาไปฝึกสอน มหาวิทยาลัยก็มีการเรียกประชุมออนไลน์กับครูในโรงเรียน ทั้ง ผอ. ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นไหม ปรับตัวได้ไหม แล้วก็พอคุยเสร็จเราก็ลงปฏิทินให้กับ ผอ. เลยว่าครั้งต่อไปเราจะเจอกันวันไหน หลังจากนักศึกษาฝึกสอนจบเราก็จะมีการถอดบทเรียนเป็นการสะท้อนคิดกันที่นักศึกษาไปฝึกสอนที่โรงเรียน โรงเรียนได้ประโยชน์อะไรบ้าง นักศึกษาต้องมีส่วนไหนกลับมาปรับปรุงบ้าง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่น ก่อนจบต้องมีนวัตกรรมหนึ่งชิ้น นวัตกรรมนั้นคืออะไร</strong></h2>



<p>พอเราพูดถึงคําว่านวัตกรรมหลายๆ คน หลายส่วนมีความเป็นกังวลว่าฉันต้องไปสร้างอะไรที่มันใหญ่โตมันใช้เทคโนโลยีมันต้องใช้เครื่องจักร แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันคือนวัตกรรมทางด้านการศึกษา เช่น นักศึกษา ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนแล้วรับรู้ว่าเด็กคนนี้ทําไมเรียนรู้ช้า ไม่เกิดการพัฒนาหรือบางคนไม่อยากมาโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>เราอาจจะสร้างสื่อนวัตกรรมที่มันดึงดูดให้เด็กอยากมาไหม สมมติปฐมวัยเรามีสื่อเป็นกระดาษครูตัดแปะหรือฉีกปะ เด็กบางคนเขาจะไม่ชอบตรงนี้ เขาจะดูในไอแพด เขาจะดูการ์ตูนแอนิเมชั่นอะไรต่างๆ แต่ถ้าเราวาดตัวการ์ตูนแล้วเราใส่เสียงเราไปเป็นเสียงเด็ก เสียงสัตว์ เสียงนู่นเสียงนี่ แล้วเปิดให้เด็กดู นั่นคือเกิดนวัตกรรมแล้วซึ่งจริงๆ แนวคิดตัวนี้มันเป็นสิ่งที่พัฒนาได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cf7341"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/PIC-น้อย-นิตยา-เรืองมาก_6-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรียนจบแล้ว ครูพี่เลี้ยงยังจำเป็นอยู่อีกหรือ</strong></h2>



<p>เมื่อนักศึกษาเรียนจบ แต่การทำงานโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นยังไม่จบ ด้วยเงื่อนไขว่านักศึกษาทุกคนต้องไปเป็นครูอย่างน้อย&nbsp; 6 ปีห้ามย้ายไปไหน ทางอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการทําแผนพัฒนานักศึกษาว่าเมื่อออกไปเป็นครูเต็มตัวแล้วต้องปรับปรุงตรงไหนยังไงบ้าง</p>



<p>ณ ปัจจุบันนี้ขอบเขตการทำงานแบ่งเป็นหน่วยแรกคือทีม กสศ. หน่วยที่สองคือทีมสถาบันการผลิต</p>



<p>หน่วยที่ 3 ก็จะเป็นหน่วยของการหนุนเสริมและพัฒนา หน่วยที่ 4 ก็คือ ผอ.เขตการศึกษา และหน่วยที่ 5 คือ ผอ.โรงเรียน&nbsp;</p>



<p>เราทําแผนคร่าวๆ โดยแบ่งช่วงออกเป็น 2 ปีและ 4 ปี ในช่วงสองปีแรกเราจะพัฒนานักศึกษาเรื่องการพัฒนาตัวเองที่กำลังอยู่ในฐานะของครูผู้ช่วย เพื่อไม่ให้นักศึกษาหลุดจากครูผู้ช่วยได้ หลังจากนักศึกษาผ่านครูผู้ช่วยไปได้แล้วเราก็จะต้องมาคิดต่อว่าจะมีการพัฒนาอะไรเพิ่มเติมอีก แต่จะไม่ใช่แค่การพัฒนาตัวคนอย่างเดียวแล้ว เราจะต้องพัฒนาร่วมกันทุกๆ ส่วนคือพัฒนาตัวนักศึกษา พัฒนาตัวโรงเรียน พัฒนาตัวครูประจําการ และสิ่งที่ลืมไม่ได้คือนักเรียนกับชุมชนที่เราจะต้องพัฒนาและควบคู่ไปด้วยกันอันนั้นคือในส่วนของแผนหกปีหลัง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่น ในมุมคนทำงาน เจอผลตอบรับยังไงมาบ้าง</strong></h2>



<p>จากประสบการณ์การทำงานมาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมาทุกรุ่น เวลาเราลงไปที่ชุมชนลงไปที่โรงเรียนปลายทาง เราจะได้รับการตอบรับจากโรงเรียนเป็นอย่างดี จากทั้งผู้อำนวยการที่เขาจะบอกตลอดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ตอบโจทย์ชุมชน ตอบโจทย์โรงเรียน เนื่องจากว่าบางครั้งโรงเรียนขนาดเล็กไปขอตําแหน่งครูกับเขตพื้นที่บางทีไม่เคยได้เลย เพราะยอดนักเรียนไม่ถึงบ้าง หรือด้วยอะไรต่างๆ ที่มันไม่เหมาะที่จะให้ครูลงมา</p>



<p>ด้านชุมชน ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับชุมชนกรรมการสถานศึกษา บางชุมชนพูดเลยว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เป็นครั้งแรกเลยที่เราได้เด็กในชุมชนของตัวเองมาบรรจุเป็นครูที่นี่ เพราะโรงเรียนแถวนี้เป็นโรงเรียนที่พักครู ซึ่งคําว่าพักครูตอนแรกก็ไม่เข้าใจ ก็ถามกลับไปว่าพักครูคืออะไร เขาก็บอกว่าไม่เคยมีครูในตําบลในอําเภอนี้มาบรรจุที่โรงเรียนนี้เลย มีแต่คุณครูที่มาจากต่างจังหวัดมาบรรจุ พอถึงเวลาที่เขาสามารถที่จะย้ายได้ เขาก็ขอย้ายไป แล้วทําให้การเรียนของเด็กไม่ต่อเนื่อง แต่พอได้โครงการนี้มาก็เหมือนเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กในชุมชนนี้อยากเรียนหนังสือ เหมือนกับว่าเห็นรุ่นพี่หรือเห็นคนที่รู้จักอยู่ใกล้ๆ บ้าน เขาเรียนหนังสือ เขาได้ทุน เขาได้เป็นครู เขากลับมาสอนหนังสือที่บ้าน</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1c77fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/PIC-น้อย-นิตยา-เรืองมาก_7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-290324/">“ฝึกพวกเขาจากข้างใน เพื่อให้เขาไปพัฒนาข้างนอก”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
