<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นักเรียนยากจน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 06 Jul 2023 13:03:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>นักเรียนยากจน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘สุราษฎร์ธานี’ ประกาศเคลื่อนการศึกษาเสมอภาค หนุนเด็กนอกระบบพัฒนาศักยภาพสู่อาชีพที่มีทางเลือก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-060723/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jul 2023 13:03:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[หัสนะ ตาเยะ]]></category>
		<category><![CDATA[สุรางค์ อาจณรงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภชัย ทองเสน]]></category>
		<category><![CDATA[นันธวัช เจริญวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมพลังความร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[สมพงษ์ หลีเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ธานี]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70043</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060723/">‘สุราษฎร์ธานี’ ประกาศเคลื่อนการศึกษาเสมอภาค หนุนเด็กนอกระบบพัฒนาศักยภาพสู่อาชีพที่มีทางเลือก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ <strong>“ระดมพลังความร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน”</strong> 4 ภูมิภาค เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สู่การผลักดันนโยบายและวางทิศทางการดำเนินงานของ กสศ. ในปีงบประมาณ 2568 &#8211; 2570 ล่าสุดจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ที่เวทีภาคใต้ ณ โรงแรมแก้วสมุยรีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</p>



<p>เวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายนักขับเคลื่อนด้านการเรียนรู้จากภาครัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ วิชาชีพ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน และภาคสื่อมวลชน จาก 14 จังหวัดเข้าร่วมกว่า 130 คน นับเป็นการระดมพลังครั้งสำคัญของการประกาศวาระความร่วมมือเพื่อนำเสนอโจทย์ปัญหาจากพื้นที่ สู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานและโมเดลต้นแบบเพื่อผลักดันให้เกิดแผนกลยุทธ์ในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค ไปสู่ระดับประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-22731f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02.jpg" alt="" data-id="70053" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70053" class="wp-image-70053" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06.jpg" alt="" data-id="70054" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70054" class="wp-image-70054" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p><strong>นันธวัช เจริญวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> นำเสนอบริบทภาพรวมของจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ทั้งยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของพื้นที่ภาคใต้ ที่ผ่านมาจังหวัดมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามข้อมูลจากฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE กสศ. ระบุว่าปีการศึกษา 2565 สุราษฎร์ธานีมีนักเรียนยากจนจำนวน 8,457 คน และมีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนมากถึง 10,713 คน ซึ่งทั้งนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษมีแนวโน้มอย่างมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-56c307"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นันธวัช เจริญวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี </strong>กล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำงานกับเด็กกลุ่มนี้ ได้อาศัยอาศัยความร่วมมือจากภาคีหลายฝ่าย เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการฝึกอาชีพ รวมถึงออกแบบวิธีการดูแลช่วยเหลือให้เด็กกลุ่มนี้คงอยู่ในระบบการศึกษาได้จนจบการศึกษาภาคบังคับและการมีงานทำในอนาคต เป็นที่มาของการจัดตั้ง <strong>‘สมัชชาการศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี’</strong> ที่ทำงานร่วมกับ กสศ. บนฐานการทำงาน 4 ประการ คือ 1.การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โดยค้นหาเด็กเยาวชนกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ และวางแผนการดูแลเป็นรายบุคคล 2.พัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนทุกระดับและทุกสังกัด ให้สามารถจัดการศึกษาที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ 3.จัดการศึกษาที่มีทางเลือก บนฐานความแตกต่างหลากหลายสำหรับเด็กเยาวชนและประชากรทุกช่วงวัย และ 4.มุ่งไปสู่การทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและยั่งยืน ด้วยการส่งต่อข้อมูลและบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-626c25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นโยบายเร่งด่วนคือพาเด็กที่หลุดจากระบบกลับเข้าสู่เส้นทางพัฒนาตนเอง ซึ่งเรามีหลายหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน ทั้งการค้นหา แนะแนวทาง และออกแบบการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของผู้เรียนแต่ละคน โดย กศน. เป็นกำลังหลักที่สามารถพบตัวเด็กได้เกือบ 100% แล้ว แนวทางหลักที่นำมาส่งเสริมน้อง ๆ กลุ่มนี้คือเรื่องการฝึกอาชีพ ด้วยความร่วมมือของสถาบันฝีมือแรงงาน วิทยาลัยเทคนิค และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่มีหลักสูตรระยะสั้น และเป็นการศึกษาที่มุ่งให้ความสำคัญกับการประกอบอาชีพได้จริง&nbsp;</p>



<p>“นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียม เพื่อลดปัญหาเด็กกระจุกตัวในเมืองใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความแออัด และเป็นการลดทอนคุณภาพของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยสิ่งที่เดินหน้าไปแล้วคือการเชื่อมโยงเครือข่ายโรงเรียนในทุกอำเภอ เพื่อหารือกันถึงการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมมาตรฐานเดียวกันได้ทั้งจังหวัด”</p>



<p><strong>รองผู้ว่า ฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> กล่าวต่อไปว่า เป็นโอกาสดีและเป็นประโยชน์ยิ่ง ที่เครือข่ายด้านการศึกษาภาคใต้ได้มาร่วมกันเสนอความคิดเห็นในเวทีนี้ เพราะแม้ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคใต้เหมือนกัน หากแต่ละจังหวัดเองก็มีรูปแบบปัญหา ข้อจำกัด และลักษณะเฉพาะของพื้นที่ที่หลากหลาย การได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดนวัตกรรมระหว่างกัน จึงหมายถึงว่าแต่ละจังหวัดจะมี ‘ทางเลือก’ และ ‘ต้นแบบ’ การทำงานเพิ่มขึ้น ในการเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จในการจัดการศึกษาที่เสมอภาคสำหรับเด็กทุกคนในภูมิภาค และสะท้อนให้ กสศ. ได้เข้ามาสนับสนุนอย่างตรงจุด</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03.jpg" alt="" data-id="70057" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70057" class="wp-image-70057" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08.jpg" alt="" data-id="70058" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70058" class="wp-image-70058" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-08-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p><strong>สมพงษ์ หลีเคราะห์ คณะหนุนเสริมทางวิชาการ ติดตามและถอดบทเรียนระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ.</strong> กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามีผลต่อการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กโดยตรง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือค่าเครื่องแบบ กระเป๋า รองเท้า โดยทุกปีการศึกษาผู้ปกครองต้องใช้เงินหลักพันต่อเด็กนักเรียนหนึ่งคน คำถามคือครอบครัวที่ดำรงชีพด้วยค่าแรงขั้นต่ำจะหาจากที่ไหนมาจ่าย นี่เป็นโจทย์ที่ต้องคุยกับโรงเรียนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกัน</p>



<p>ในส่วนของรูปแบบการทำงานที่ดำเนินไปแล้ว และพร้อมขยายผลความสำเร็จต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มีการนำนวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ทันสมัยมาทดลองกับโรงเรียนในระบบ โดยร่วมกับโรงเรียนนำร่อง 20 แห่ง ทั้งรัฐและเอกชน ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) จังหวัดสตูล ด้วย ‘นวัตกรรมโครงงานฐานวิจัย’ ที่เปลี่ยนบทบาทครูให้เป็นโค้ช ผ่านหลักสูตร Problem-based Learning: PBL วิธีการนี้เด็กจะได้เรียนผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งผู้เรียนจะไม่ได้แค่องค์ความรู้ แต่เป็นการสร้างกระบวนการคิด ที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนที่ลึกซึ้ง ทั้งนี้การนำการจัดการศึกษาในรูปแบบ Active Learning เข้ามาใช้ เชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเมืองกับพื้นที่ห่างไกล และเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนจำนวนมาก </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5592fc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/สมพงษ์-หลีเคราะห์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สมพงษ์ หลีเคราะห์ คณะหนุนเสริมทางวิชาการ ติดตามและถอดบทเรียนระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับเป้าหมายระยะสั้นใน 3-5 ปีข้างหน้า มีสองประการที่เราต้องไปให้ถึง คือหนึ่งเราต้องหาคำตอบของการออกแบบการศึกษาเชิงพื้นที่ว่า คนในบริบทที่แตกต่างเขาต้องการให้ลูกหลานเดินไปในเส้นทางแบบไหน เพราะหากยึดหลักสูตรแกนกลาง เราจะมีถนนเพียงเส้นเดียว แล้วการศึกษาจะไม่สามารถพาเด็กทุกคนไปสู่ความฝันของตัวเองได้ สองคือ ‘ครู’ หรือ ‘ผู้จัดการเรียนรู้’ จะต้องไม่ยึดโยงอยู่กับโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงพ่อแม่ผู้ปกครองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพื่อทำให้เป็นการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยมีบ้าน ชุมชน และโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ทั้งหมด หมายถึง 8,760 ชั่วโมงที่ผ่านไปในแต่ละปี ต้องเป็นชั่วโมงแห่งการเรียนรู้ ทั้งการเล่น การกิน หรือการนอน ที่เด็กสามารถเพิ่มพูนองค์ความรู้ได้ผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่ง ณ วันนี้เรายังให้ค่าเวลาการเรียนของเด็กแค่ปีละราว 1,000 ชั่วโมง ฉะนั้นการศึกษาต้องขยายขอบเขตออกไป และมีระบบการวัดประเมินคุณค่าการเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมงของเด็กได้”&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ส่วนการทำงานกับเด็กนอกระบบการศึกษา <strong>สมพงษ์</strong>กล่าวว่าต้องตั้งอยู่บนแนวทางที่ว่าเมื่อค้นหาเด็กจนพบแล้ว เด็กต้องมีพื้นที่ปลอดภัยและได้รับโอกาสเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อนำชีวิตไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งการสร้างเครือข่ายคณะทำงานจากหลายพื้นที่ที่เกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นอาจเป็นคำตอบ เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำเชิงนโยบายไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือสถานศึกษาก็ตาม กลายเป็นว่างานที่เดินไปแล้วต้องชะงัก หรือหลายโครงการก็ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ดังนั้นถ้ามีเครือข่ายที่เข้มแข็งซึ่งเปิดโอกาสให้คนที่อยู่กับปัญหาและทำงานมาเป็นเวลานานสามารถต่อกันติดและทำงานได้เต็มที่ โอกาสที่งานจะเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน และแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปได้มากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c47ea0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/ศุภชัย-ทองเสน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศุภชัย ทองเสน สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศุภชัย ทองเสน สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> สะท้อนว่า แม้สุราษฎร์ธานีจะมีต้นทุนด้านทรัพยากร มีรายได้สูงเป็นอันดับ 1 จากภาคการท่องเที่ยว แต่ในด้านการศึกษายังพบปัญหาการเข้าถึงโอกาสที่เสมอภาค เนื่องจากโรงเรียนคุณภาพกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ขณะที่โรงเรียนในชุมชนยังคงขาดแคลนงบประมาณเพื่อการพัฒนาคุณภาพ สืบเนื่องมาจากปัญหาของสูตรจัดสรรงบประมาณที่ยังเหลื่อมล้ำในโรงเรียนขนาดเล็ก&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ คนที่มีรายได้สูงก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดแล้วแต่บางพื้นที่ อย่างที่บ้านผมอยู่ที่ ต.คลองศก อ.พนม ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก ยังขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษาที่สำคัญคือคุณครู ผมเห็นครูบางคนเป็นครูภาษาไทย แต่ต้องสอนวิชาคณิตศาสตร์ สอนสังคมศึกษาด้วย เพราะครูไม่พอ อีกเรื่องคือปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เราต้องดูด้วยว่าเด็กเขายากจนแค่ไหน ถึงโรงเรียนจะมีเด็ก 10-20 คน แต่เป็นเด็กยากจนทั้งหมดจะให้ไปเรียนในตัวอำเภอก็ต้องเดินทางเป็น 50-60 กม. ไปเรียนในตัวจังหวัดเดินทางมากกว่า 100 กม. จะให้เขาไปเรียนที่โรงเรียนที่อื่นได้อย่างไร”</p>



<p><strong>ศุภชัย</strong> เสนอภาพฝันความเสมอภาคทางการศึกษาว่า การมีระบบหลักประกันเรียนฟรีที่ฟรีจริงถึงระดับปริญญาตรีจะช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงห้องเรียนที่มีคุณภาพสูง ซึ่งขณะนี้สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี พยายามปิดช่องว่างเรื่องนี้ด้วยการเข้าไปทำกิจกรรมสอนเสริมให้รุ่นน้องและกิจกรรมพัฒนาสภาพแวดล้อมโรงเรียน โดยพร้อมจะเป็นอีกหนึ่งแกนหลักในการทำให้สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59d499"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/สุรางค์-อาจณรงค์-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สุรางค์ อาจณรงค์ ศึกษานิเทศก์ สพป. ปัตตานี เขต 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>สุรางค์ อาจณรงค์ ศึกษานิเทศก์ สพป. ปัตตานี เขต 1 </strong>กล่าวว่า ประเด็นเร่งด่วนคือเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน โดยข้อมูลระบุว่าเด็กเยาวชนจากครัวเรือนยากจนส่วนใหญ่ มาจากครอบครัวที่มีพี่น้อง 4-5 คนโดยเฉลี่ย หมายถึงเราต้องทำงานกับเด็กเป็นรายคนและต้องทำงานเป็นรายครอบครัวด้วย ซึ่งจากปัญหาต้นทางที่ว่าผู้ปกครองจากครอบครัวเหล่านี้เกือบทั้งหมดยังไม่มีความพร้อมในการประกอบอาชีพ ทำให้หลายครอบครัวมีลักษณะแหว่งกลาง เด็กต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายเป็นหลัก ส่งผลต่อการเรียนหนังสือและมีคุณภาพชีวิตที่ดี&nbsp;</p>



<p>“ภาพที่เราเห็นจนชินตาคือพ่อแม่วัยรุ่นจำนวนมากเลือกไปหางานทำในประเทศมาเลเซีย โดยทิ้งเด็กไว้กับผู้สูงอายุซึ่งมีรายได้ทางเดียวคือเบี้ยคนชรา จึงไม่มีศักยภาพพอจะดูแลให้ได้รับอาหารครบมื้อและมีสารอาหารที่เพียงพอ การลงพื้นที่สำรวจพบว่าในหลายโรงเรียนมีเด็กมากกว่าครึ่งไม่ได้กินอาหารเช้า จะได้กินคือมื้อกลางวันที่โรงเรียนจัดไว้ บางโรงเรียนจึงต้องยอมทำผิดระเบียบว่าด้วยการบริหารจัดการงบอาหารกลางวัน โดยเจียดไปทำอาหารเช้าสำหรับเด็กกลุ่มนี้ หรือในครอบครัวเด็กที่ขาดแคลนระดับวิกฤต ครูก็ต้องแบ่งอาหารกลางวันจากโรงเรียนให้เด็กเอากลับไปแบ่งปันกับผู้สูงอายุที่บ้านด้วย&nbsp;</p>



<p>“ข้อมูลนี้สะท้อนให้เราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างจากการจัดสรรนโยบายรายหัว และแสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่เด็กจำนวนมากยังต้องมาโรงเรียนภายใต้ความไม่พร้อม เนื่องจากนโยบายที่มีอยู่ไม่อาจตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้จริง ดังนั้นก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณ และร่วมกันคิดว่าทำอย่างไรถึงจะเชื่อมั่นได้ว่าเด็ก ๆ ของเราจะได้กินข้าวครบมื้อ ได้รับสารอาหารเพียงพอ นี่คือสิ่งที่เราต้องเริ่มต้น แล้วถึงจะมองไปที่ภาพความสำเร็จที่เด็กทุกคนจะเรียนดี เรียนจบ และมีอาชีพได้&nbsp;</p>



<p>“อีกประการหนึ่งคือโรงเรียนนั้นไม่ใช่สถานที่ แต่หมายถึงผู้คนและกระบวนการ ฉะนั้นถ้าถามว่าเรื่องไหนควรรีบทำเร็วที่สุด คิดว่าต้องนับหนึ่งที่การสร้างคนคือครูที่มีจิตวิญญาน มีศักยภาพ มีหัวใจของความเป็นครู หมายถึงก่อนจะว่ากันเรื่องระบบเราต้องมีคนทำงานที่พร้อมก่อน เพราะนอกจากให้ความรู้ ครูต้องให้ความรักความเมตาเอื้ออาทร มีการดูแลเอาใจใส่ลงไปถึงเด็กทุกคนได้จริง ๆ จากนั้นเราถึงจะไปที่ข้อสองคือการสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกได้ แล้วครูเหล่านี้จะเป็นคนพบว่าเด็กแต่ละคนขาดตรงไหน แล้วเขาจะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นฐานการทำงานแกนกลางที่ส่งต่อระหว่างหน่วยงานได้โดยไม่สะดุด ดังนั้นในกระบวนการทำงานจากนี้ จึงต้องสร้างครูที่มีหัวใจของการเป็นครูให้ได้โดยเร็วและเพิ่มจำนวนได้มากที่สุด แล้วเราจะเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงว่าในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่มาก แต่ถ้าเป็นครูที่พร้อมทุ่มแรงกายแรงใจลงไปที่ตัวเด็ก ด้วยความรัก ไม่ใช่การจับผิด ทำให้เด็กมาโรงเรียนด้วยความสุข อยากมาโรงเรียน อย่างน้อยที่สุดโอกาสหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กก็ลดลงได้มาก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4a7cac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/หัสนะ-ตาเยะ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">หัสนะ ตาเยะ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะบารัง<br>อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ในสังกัด สพป.ปัตตานีเขต 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>หัสนะ ตาเยะ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะบารัง</strong> <strong>อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ในสังกัด สพป.ปัตตานีเขต 1</strong> เล่าถึงสถานการณ์ของครูจากโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ผ่านประสบการณ์การเป็นครูและผู้บริหารโรงเรียนว่า ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายโรงเรียนมีบริบทของความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา มีเด็กส่วนหนึ่งที่ติดตามผู้ปกครองจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน หรือมีเด็กจากสถานสงเคราะห์เข้ามาเรียนด้วย ดังนั้นปัญหาที่พบของเด็กกลุ่มที่ขาดแคลนที่สุดคือไม่มีพ่อแม่ ทำให้เด็กต้องถูกเอาไปฝากเลี้ยงไว้กับญาติในครอบครัวขนาดใหญ่ จึงไม่ได้รับการดูแลทั่วถึง&nbsp;</p>



<p>“เด็กเหล่านี้มีความเปราะบางด้วยปัญหาต่าง ๆ การจะดูแลเด็กบนความแตกต่างหลากหลายเช่นนี้ ครูต้องมีเวลาเอาใจใส่เพียงพอ ขณะที่งานครูส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ในทุกวันนี้กลับต้องแบ่งไปรับใช้นโยบายต่าง ๆ จนครูไม่มีเวลาอยู่ในห้องเรียน เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้อย่างเร่งด่วนที่สุด&nbsp;</p>



<p>“เราได้ยินกันมานานแล้วเรื่องการคืนครูให้กับนักเรียน แต่ถามว่าในการปฏิบัติจริงทำได้แค่ไหน ในเมื่อยังมีนโยบายการประกวดแข่งขันมากมายไหลบ่าเข้ามาเติมอยู่ในภารกิจของครูไม่หยุดหย่อน สุดท้ายครูก็ต้องทิ้งเด็กไว้ก่อน เพื่อไปทำงานตอบสนองนโยบายจากส่วนกลาง ฉะนั้นเมื่อมองย้อนกลับไป เราจะมีเด็กราว 30 คนถูกทิ้งเอาไว้ในห้องเรียนห้องหนึ่ง หากรวมหลายห้องหลายโรงเรียน ก็กลายเป็นว่ามีเด็กจำนวนมากที่เหมือนถูกทอดทิ้งเอาไว้ ปัญหาจึงไม่ได้รับการจัดการแก้ไข แล้วเวลาผ่านไปก็ยิ่งบานปลาย ขณะที่ในท้ายที่สุดทุกความคาดหวังในการแก้ปัญหาจะถูกโยนมาที่ครูหรือโรงเรียน ว่าเป็นต้นเหตุของการที่เด็กมีปัญหา หรือหลุดไปจากระบบ”</p>



<p><strong>รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะบารัง</strong> กล่าวว่า อยากฝากข้อเสนอถึงผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย เพื่อหาทางคืนครูให้กับเด็กได้จริง โดยเฉพาะในวาระสำคัญของการร่วมระดมความร่วมมือครั้งนี้ รวมถึงในวาระการเปลี่ยนแปลงของการเมืองระดับประเทศด้วย เพื่อให้ในวันหนึ่งครูทุกคนจะได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ได้ออกแบบการจัดการเรียนการสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มที่จริง ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-beffc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/23-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคใต้-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ <strong>“ระดมพลังความร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน”</strong> 4 ภูมิภาค เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สู่การผลักดันนโยบายและวางทิศทางการดำเนินงานของ กสศ. ในปีงบประมาณ 2568-2570 จะจัดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายที่เวทีภาคกลาง ณ กรุงเทพมหานคร วันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก <a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กสศ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060723/">‘สุราษฎร์ธานี’ ประกาศเคลื่อนการศึกษาเสมอภาค หนุนเด็กนอกระบบพัฒนาศักยภาพสู่อาชีพที่มีทางเลือก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทปอ. เตรียมลดค่าสมัครสอบ TCAS ให้นักเรียนยากจน &#8211; ยากจนพิเศษ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-tcas-040723/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jul 2023 10:21:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[TCAS]]></category>
		<category><![CDATA[ทปอ.]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจนพิเศษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=69892</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักเรียนยากจน ยากจนพิเศษ เข้าสู่ระบบ TCAS หรือยืนยันสิท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-tcas-040723/">ทปอ. เตรียมลดค่าสมัครสอบ TCAS ให้นักเรียนยากจน – ยากจนพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นักเรียนยากจน ยากจนพิเศษ เข้าสู่ระบบ TCAS หรือยืนยันสิทธิ์ปีการศึกษา 2566 มีแค่ร้อยละ 12.46 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเรายังทำงานหนักกันไม่พอที่จะทำให้คนเข้าสู่ระบบการศึกษามากกว่านี้ ถึงแม้ตัวเลขนักเรียนยากจน-ยากจนพิเศษที่เข้าสู่ระบบ TCAS จะเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้น เพราะฐานจำนวนนักเรียนกลุ่มนี้มีมากขึ้นเท่านั้นเอง แล้วเราจะเพิ่มสัดส่วนเหล่านี้ได้อย่างไร น่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญ&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-65890e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/0704_รศ.ดร.ชาลี-ประกอบ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ประเด็นสำคัญของเยาวชนกลุ่มนี้ คือ ความกังวลในเรื่องค่าใช้จ่าย เขายังไม่ทราบว่าจะมีหลักประกันอย่างไรที่จะทำให้จบการศึกษาได้ และค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบก็ยังเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ทปอ. พัฒนาระบบ TCAS เข้าปีที่ 5&nbsp; ระบบ Admission&nbsp; เดิมก่อนหน้านี้เปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถสมัครได้หลายที่ และสามารถวิ่งรอกสอบได้ไม่จำกัด ขณะเดียวกันสามารถยืนยันสิทธิ์ในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยพร้อมกันในเวลาเดียวกัน แปลว่าคนที่มีฐานะดีกว่าสามารถที่จะยืนยันสิทธิ์ได้หลากหลายที่ หลากหลายสิทธิมากกว่า ทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำขึ้นมาทันที ระบบ TCAS จึงจัดการปัญหานั้นไม่ให้นักเรียนทุกคนต้องวิ่งรอกสอบ ไม่มีการเปิดสมัครสอบตรงก่อนหน้าที่นักเรียนจะสำเร็จการศึกษา การที่กำหนดลักษณะนี้แปลว่าการวิ่งรอกสอบจะไม่เกิดขึ้น นักเรียนที่มีทุนทรัพย์มากกว่าไม่สามารถที่จะสมัครสอบได้มากกว่าคนอื่น ขณะเดียวกันสิทธิที่ยืนยันจะมีแค่สิทธิเดียวต่อรอบ หมายความถึงนักเรียนจะไม่มีการกันที่กันไปมา คนที่มีทุนทรัพย์มากกว่าจะกันที่คนอื่น จะไม่เกิดกรณีนี้ขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20e618"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/0704_รศ.ดร.ชาลี-ประกอบ-02-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การที่ทุกคนเรียนจบภายในห้องเรียนก่อนจึงจะสามารถสอบได้ หมายความว่าลดเรื่องการเรียนพิเศษเพื่อจะไปสอบ เพราะการสอบเกิดขึ้นหลังจากการจบหลักสูตรแล้ว&nbsp; สิ่งเหล่านี้เองเป็นประเด็นที่ TCAS พยายามทำมาโดยตลอด&nbsp; แต่แม้ว่าเราจะพยายามทำอย่างไรก็ตาม <strong>เราไม่เคยมี indicator ในเรื่องของคนที่ยากจนด้อยโอกาสเข้าสู่มหาวิทยาลัย จนกระทั่งเรามีกองทุน กสศ. เรามี KPI ที่สำคัญ คือ ตัวเลขร้อยละ 12.46 ที่เราเห็น และหวังว่า KPI ตัวนี้ จะเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ และระบบ TCAS เอง ใช้ในการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</strong>&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f48384"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/0704_รศ.ดร.ชาลี-ประกอบ-03-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในปีแรก เราอาจจะสามารถช่วยเบื้องต้น เพราะยังมีมาตราการอีกหลายมาตราการ ที่เราเตรียมการเอาไว้&nbsp;</p>



<ul><li><strong>เรื่องแรก คือการลดค่าใช้จ่าย </strong><br>น่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนมองเห็นชัดเจนที่สุด ที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายในระบบ TCAS นักเรียนที่สมัคร 1 สาขาต้องเสียเงิน 150 บาท สมัคร 2 สาขา 200 บาท สมัคร 3 สาขา 250 บาท&nbsp; ไล่เรียงขึ้นไปซึ่งใน<strong>การสมัคร TCAS แต่ละรอบ/สาขา หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นถ้าเรามีหลักประกันให้กับนักเรียนโดยเฉพาะกลุ่มยากจน ยากจนพิเศษว่าเขาสมัครได้แน่นอน โดยมีการ waive หรือยกเลิกค่าใช้จ่าย ตอนนี้อยู่ในระหว่างหารือกัน คาดว่าเดือนสิงหาคมนี้น่าจะมีข่าวดี&nbsp; จากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย&nbsp; ในการจะช่วยยกเลิกค่าสมัครน้องกลุ่มนี้อย่างน้อยหนึ่งลำดับสองลำดับก็จะฟรีได้</strong> ลำดับต่อไป ก็จ่ายเงินเพิ่มเฉพาะส่วนต่าง เป็นต้น&nbsp;<br><br>จริงๆ สูงสุดสมัครได้ 10 อันดับ ค่าใช้จ่ายสูงสุด 900 บาท หลายคนอาจมองว่า 900 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่ถ้าเราเปรียบเทียบกับการดำเนินการ คิดง่าย ๆ เหมือนเราสมัคร 10 มหาวิทยาลัย การสมัคร 1 มหาวิทยาลัย ปกติค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 300 บาท 500 บาท 700 บาท&nbsp; ดังนั้นการสมัครเหล่านี้ จะเป็นการลดค่าใช้จ่าย และลดเพิ่มขึ้นไปอีกถ้าเป็นน้อง ๆ ที่อยู่ในกองทุน กสศ.<br><br>การสมัครเป็นค่าใช้จ่ายเพียงส่วนเดียว ถ้าจะเข้ารอบสาม ก็จะมีเรื่องสอบรายวิชาต่าง ๆ แม้ว่าตอนนี้หลายวิชามีต้นทุนสูงขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ทปอ. ก็ไม่มีการปรับค่าสอบมาเป็นเวลานานแล้ว นั่นก็คือ ค่าสอบ TGAT/TPAT ค่าสอบรายวิชา A level ต่าง ๆ แปรผันตามจำนวนที่นักเรียนต้องเลือก ในอนาคต เราอาจะมีกระบวนการในการช่วยลดค่าสมัครสอบได้ด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทุกหลายมหาวิทยาลัยที่อยู่ในระบบ TCAS เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้นักเรียนกลุ่มนี้</li></ul>



<ul><li><strong>แพลตฟอร์มส่งเสริมการมีงานทำระหว่างเรียน</strong><br>ส่วนมากนักเรียนที่มาจากมัธยมปลาย คาดหวังถ้าไม่ได้เงินกู้ กยศ. ก็อย่างน้อยได้ทุนการศึกษาของที่มหาวิทยาลัย หรือจะดีกว่านั้นคือได้งานทำระหว่างที่เรียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการการสนับสนุนจากทุกมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเครือข่าย&nbsp;<br><br>ในส่วนหนึ่งที่ ทปอ. พยายามจะดำเนินการช่วยเหลือในทุกมหาวิทยาลัย คือการสร้างแพลตฟอร์มการทำงานเพราะการทำงานระหว่างเรียนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องรายได้ แต่เป็นเรื่องเพิ่มประสบการณ์เพื่อความรับผิดชอบ เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างมีคุณค่า สิ่งเหล่านี้อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งคือ การบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย&nbsp; เพราะมหาวิทยาลัยมีภาระงานเยอะ ถ้า ทปอ. จะเป็นตัวกลางในการพัฒนา แพลตฟอร์มชื่อ <strong>U WORK</strong> คนที่ต้องการนักศึกษาไปทำงาน สามารถประกาศบนแพลตฟอร์มตรงนี้ เป็นงานประจำ งานพาร์ตไทม์ นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจสามารถสมัครผ่านแพลตฟอร์มนี้ ช่วยพัฒนากำลังคน และฝึกให้มีงานทำระหว่างการเรียน&nbsp;</li><li><strong>ระบบ Guiding system</strong> <br>ทปอ. เห็นปัญหานี้มานานแล้วว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถิติของนักเรียน นักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วแต่ลาออกไปสอบเข้าคณะใหม่หรือมหาวิทยาลัยใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมร้อยละ 12-14&nbsp; ปัจจุบันเพิ่มเป็นร้อยละ 20 ซึ่งแปลว่า 1 ใน 5&nbsp; ของผู้ที่สอบในระบบ TCAS&nbsp; คือคนที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย แปลว่าเรากำลังสูญเสียทรัพยากร และเวลาที่นักเรียนนักศึกษาต้องเสียไปอย่างมากมาย&nbsp;ระบบ Guiding system เป็นระบบสำคัญจะผนวกการพัฒนากำลังคนของประเทศ สาขาที่เป็นที่ต้องการเข้ามาอยู่ในระบบนี้ การมีระบบ Interactive รายบุคคลสามารถประเมินตนเองได้ ก่อนจะแนะนำสาขาที่ตนเองจะเรียน ทั้งหมดนี้อยู่ใน Pipeline ของการทำงานของ ทปอ. ทั้งสิ้น&nbsp; หวังว่าทุกมหาวิทยาลัยจะร่วมกันพัฒนา ไปพร้อม ๆ กัน</li></ul>



<p><strong>กสศ. ชวนอ่าน</strong> <a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/EEF-2023-educational-opportunity-report.pdf?fbclid=IwAR2aIH8qqUhFCY47IUIHFvRRyA34u6NUdD_TNlVc-g2Pt6UfCSEBSzjOiRE" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘ภารกิจส่งช้างเผือกให้ถึงดวงดาว’ รายฉบับพิเศษ : หลักประกันโอกาสทางการศึกษาภาคบังคับถึงอุดมศึกษา</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-tcas-040723/">ทปอ. เตรียมลดค่าสมัครสอบ TCAS ให้นักเรียนยากจน – ยากจนพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระทรวง อว. &#8211; ทปอ. จับมือ กสศ. เดินหน้านโยบายพัฒนาระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เชื่อมมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ส่งต่อการศึกษาพื้นฐานถึงอุดมศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-300922/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2022 13:31:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[TCAS]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์]]></category>
		<category><![CDATA[ทปอ.]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจนพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[TCAS65]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=60708</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ดร.เอนก’ มอบนโยบายผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษารับช่วงต่อ ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-300922/">กระทรวง อว. – ทปอ. จับมือ กสศ. เดินหน้านโยบายพัฒนาระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เชื่อมมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ส่งต่อการศึกษาพื้นฐานถึงอุดมศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>‘ดร.เอนก’ มอบนโยบายผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษารับช่วงต่อ กสศ. จัดมาตรการดูแลนิสิตนักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ หนุนหลักประกันโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนจบปริญญา ‘ผู้จัดการ กสศ.’ เผย TCAS 65 มีเด็กยากจน ยากจนพิเศษ เข้าเรียนมหาวิทยาลัยร้อยละ 14 เพิ่มขึ้นจากปี 64 ราว 1 &#8211; 2 %&nbsp;</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6.jpg" alt="" class="wp-image-60718" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) <strong>ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในงานประชุมหารือสถาบันอุดมศึกษาในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายหรือทุนการศึกษาให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ด้อยโอกาสทางสังคมเพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมี <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์</strong> รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม <strong>ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล</strong> รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) <strong>ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่ประชุมอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาเอกชน อธิการบดีและตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ</strong> เข้าร่วม ณ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผ่านระบบออนไลน์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-10.jpg" alt="" class="wp-image-60722" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-10.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-10-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-10-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-10-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-10-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p><strong>ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า อว. ได้มีการปฏิรูปการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ สำหรับกลุ่มนักเรียนยากจน ยากจนพิเศษ ที่เข้าเรียนเป็นนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาในปีนี้ที่มีจำนวน 20,018 คน กระจายอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 75 แห่งของ อว. จะได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ ซึ่งตนได้ให้นโยบายแก่สถาบันอุดมศึกษาที่รับนิสิตนักศึกษากลุ่มนี้เข้าเรียนว่าจะต้องมีมาตรการต่าง ๆ ในการดูแล อาทิ การสนับสนุนทุนการศึกษา สนับสนุนการทำงาน Part &#8211; time ในสถาบันอุดมศึกษา ดูแลการเรียนด้วยการจัดติวพิเศษให้สามารถเรียนเท่าทันนิสิตนักศึกษาอื่น ๆ&nbsp; การดูแลในการปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อช่วยให้นิสิตนักศึกษาจบการศึกษาและประสบความสำเร็จในอนาคต ตลอดจนการติดตาม Survey ข้อมูลหลังนิสิตนักศึกษาเรียนจบ ติดตามสถานะการมีงานทำ รายได้ เพื่อจะนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายและแนวทางสนับสนุนต่อไปในอนาคต</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6.jpg" alt="" class="wp-image-60718" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“การจัดการความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา ต้องทำคู่ไปกับการเลื่อนชั้นทางสังคม (Social mobility) คือ ทำให้คนลำบากยากไร้ไม่เพียงแต่เขยิบมาเท่ากับคนปกติแต่ต้องทำให้ดีกว่าคนปกติ ไม่มองว่าพวกเขาเป็นคนป่วยหรือมีปัญหา แต่ต้องมองว่าเป็นช้างเผือกในป่า เป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าของประเทศ เสมือนเพชรพลอยที่ยังไม่ได้รับการเจียรนัย ถ้าเราดูแลให้ดี เอามาฝึกปรือ ปลุกเร้าให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ก็จะกลายเป็นคนเก่ง คนดี ที่จะมาเติมพลังให้บ้านเมือง อย่าให้กลัวความจน เพราะความจนจะเป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ คนเก่งมาจากความยากไร้มีมากมาย ที่สำคัญต้องให้พวกเขาตระหนักว่าสังคมให้โอกาสและดูแลเอาใจใส่ เมื่อประสบความสำเร็จจะต้องกลับมาตอบแทนสังคมเพื่อคนรุ่นต่อไป” </p><cite><strong>ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว</strong></cite></blockquote>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-9.jpg" alt="" class="wp-image-60721" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-9.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-9-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-9-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-9-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-9-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า หลังจาก กสศ. ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนาหลักประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ระดับอุดมศึกษากับกระทรวง อว. ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ทปอ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และ ทปอ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564 นั้น ล่าสุดได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนที่เคยได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. และทุนอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อปี 2561 ซึ่งปัจจุบันได้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว พบว่ามีนักเรียนสอบติดและได้ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ปีการศึกษา 2565 จำนวน 20,018 คน กระจายอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 75 แห่ง ซึ่งถือว่านักเรียนกลุ่มนี้เป็นเด็กช้างเผือก (Resilient Students) ที่แม้จะมาจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนของประเทศ แต่ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรรคจนสามารถสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอบติดมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ปี 2561 เป็นปีแรกที่ กสศ. เริ่มดำเนินงาน และได้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ในการสำรวจและคัดกรองสถานะความยากจนของนักเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ อนุบาลถึงระดับ ม.ต้น โดยมีคุณครูมากกว่า 400,000 คนทั่วประเทศช่วยลงพื้นที่สำรวจและบันทึกข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษให้กับ กสศ. สพฐ. ซึ่งในปีการศึกษา 2561 มีนักเรียนชั้น ม.3 ได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. และทุนอุดหนุนปัจจัยพื้นฐาน ฯ จาก สพฐ. รวม 148,021 คน โดยปีการศึกษา 2564 พบว่านักเรียนกลุ่มนี้เรียนอยู่ชั้น ม.6 ในโรงเรียน สพฐ. 62,042 คน โดย กสศ. ได้เชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนที่เข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS ปีการศึกษา 2565 ร่วมกับ ทปอ. พบว่ามีนักเรียนยืนยันสิทธิ์ศึกษาต่อ 20,018 คน ประกอบด้วยนักเรียนยากจนราวร้อยละ 14 และยากจนพิเศษร้อยละ 12 ของจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่อยู่ในระบบการศึกษาชั้น ม.3 เมื่อปีการศึกษา 2561 ตามลำดับ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจาก TCAS ปี 64 อยู่ราวร้อยละ 1 &#8211; 2”</p><cite><strong>ดร.ไกรยส กล่าว</strong></cite></blockquote>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-7.jpg" alt="" class="wp-image-60719" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-7-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า เมื่อจำแนกตามประเภทของสถาบันอุดมศึกษา พบว่า จากนักเรียน 20,018 คน เข้าศึกษาต่อกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมากที่สุด 7,599 คน คิดเป็นร้อยละ 38 รองลงมาคือกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ 5,891 คน คิดเป็นร้อยละ 29 กลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐ 5,132 คน คิดเป็นร้อยละ 26 กลุ่มมหาวิทยาลัยราชมงคล 1,235 คน คิดเป็นร้อยละ 6 กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ 161 คน คิดเป็นร้อยละ 1 ในจำนวนทั้งหมดนี้พบว่ามีนักเรียน 6 คน สามารถสอบเข้ากลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และเข้าร่วมโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นของ กสศ. 25 คน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-2.jpg" alt="" class="wp-image-60709" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-3.jpg" alt="" class="wp-image-60715" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-1.jpg" alt="" class="wp-image-60714" width="780" height="519" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-4.jpg" alt="" class="wp-image-60716" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>“จากข้อมูลเชิงลึกจะเห็นว่าประเทศไทยมีเด็กช้างเผือกหรือเด็กจากครัวเรือนยากจนที่สุดได้เรียนมหาวิทยาลัยเพียงร้อยละ 14 จาก 100 คน อาจเป็นจำนวนไม่มาก แต่ถ้าเทียบกับ TCAS ปีการศึกษา 2564 ที่พบว่านักเรียนกลุ่มนี้ได้เรียนมหาวิทยาลัยร้อยละ 12 จาก 100 คน จะเห็นความก้าวหน้าของระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาที่ กสศ. ร่วมกับกระทรวง อว. ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ทปอ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทปอ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการสนับสนุนช่วยเหลือพวกเขาให้มีโอกาสได้รับการศึกษาต่อเนื่องในระดับอุดมศึกษา วันนี้ กสศ. ร่วมกับกระทรวง อว. ส่งต่อข้อมูลของนักศึกษากลุ่มดังกล่าวไปยังสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่นักศึกษาสังกัดอยู่ เพื่อให้สถาบันการศึกษาได้พิจารณาทุนการศึกษาหรือให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ เพื่อร่วมกันสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาทั้งระบบ ทั้งหมดเป็นมากกว่าการให้ทุนการศึกษาแต่ยังเป็นการส่งต่อข้อมูลทุกมิติอย่างเต็มที่ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ด้อยโอกาส และเป็นภารกิจสำคัญของ กสศ. ที่จะดูแลเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย ผ่านการเพิ่มสัดส่วนของกำลังแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง และฐานภาษีของประเทศที่จะขยายตัวมากขึ้นในระยะยาวอย่างยั่งยืน” <strong>ดร.ไกรยส กล่าว</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-8.jpg" alt="" class="wp-image-60720" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-8.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-8-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-8-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-8-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/09-กระทรวง-อว.-ทปอ.-จับมือ-กสศ-8-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>ทั้งนี้ มีผลวิจัยชี้ว่า เด็กช้างเผือก (Resilient Students) จากครัวเรือนยากจนที่สุดของประเทศ แม้มีพรสวรรค์มากเพียงใดแต่หากขาดโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคและระบบนิเวศส่งเสริมการพัฒนาพรสวรรค์ในระยะยาวก็จะไม่สามารถพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ ประเทศจะสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพหรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ The Lost Einsteins สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากยูเนสโกปี 2558 ระบุว่าเยาวชนจากครอบครัวที่ฐานะยากจนที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศมีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้ ต่ำกว่าเด็กที่มาจากครัวเรือนร่ำรวยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศกว่า 6 เท่า ดังนั้นการสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะส่งผลถึงรายได้จากการประกอบอาชีพหลังสำเร็จการศึกษาและส่งผลถึงโอกาสหลุดออกจากกับดักความยากจนข้ามชั่วรุ่นของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยซึ่งมีระดับการศึกษาสูงสุดเฉลี่ยเพียงชั้นประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2566 &#8211; 2570)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-300922/">กระทรวง อว. – ทปอ. จับมือ กสศ. เดินหน้านโยบายพัฒนาระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เชื่อมมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ส่งต่อการศึกษาพื้นฐานถึงอุดมศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2021 12:00:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ]]></category>
		<category><![CDATA[ด้อยโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุภัทร จำปาทอง]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48054</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขยายการช่วยเหลือนักเรียนยากจน-พิการ-ด้อยโอกาสสังกัดเอกช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/">เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขยายการช่วยเหลือนักเรียนยากจน-พิการ-ด้อยโอกาสสังกัดเอกชนโรงเรียนประเภทสายสามัญทั่วประเทศ 3,900 แห่ง หวังเป็นฐานข้อมูลช่วยเหลือติดตามนักเรียนอย่างทันท่วงที รวมถึงพัฒนาครูและสถานศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนเพิ่มสมรรถนะในศตวรรษที่ 21</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ดร.กนกวรรณ  วิลาวัลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การวิจัยพัฒนาคุณภาพครู และสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8364e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-06.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ &nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</span> </strong>&nbsp;กล่าวว่า &nbsp;วันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายดีที่ทำความร่วมมือกันระหว่าง ศธ.และ กสศ.ขับเคลื่อนระบบการศึกษาโดย&nbsp;</p>



<p>1. สนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การจัดสรรงบประมาณแบบมีเงื่อนไข เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และให้การช่วยเหลือนักเรียนยากจน&nbsp;</p>



<p>2. ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน นักเรียนพิการ และด้อยโอกาสให้ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามศักยภาพ&nbsp;</p>



<p>3. สนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือ ส่งเสริมนักเรียนยากจน นักเรียนพิการและด้อยโอกาส เพื่อลดความเลื่อมล้ำ ในการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพครูของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ &nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b314c6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โรงเรียนเอกชนมักจะถูกมองว่าเด็กมักจะมีฐานะดีแต่ในข้อเท็จจริงโรงเรียนเอกชนยังมีเด็กที่ด้อยโอกาสและผู้พิการ และครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้ใช้แอปพลิเคชันของ กสศ. ที่มีมาตรฐาน และได้ใช้มาในทุกระบบของการศึกษา ครั้งนี้จำนวนอาจจะยังไม่ได้เข้าเป้ามากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่กระทรวงศึกษาธิการจะรับไปปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงสถานศึกษาจำนวนมากขึ้น โอกาสต่อไปก็คือ นักเรียน ครู และสถานการศึกษา จะได้รับความร่วมมือจาก กสศ.เพื่อพัฒนาระบบการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาคือ พัฒนาระบบการศึกษาให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะพื้นที่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้ยากไร้” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว</p>



<p>ดร.กนกวรรณกล่าวด้วยว่า ด้วยข้อจำกัดของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครูและนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ต้องเรียนอย่างยากลำบาก ครูจึงต้องหาวิธีการให้นักเรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ในส่วนของการเรียนแบบ On-Site และ On-Hand ต้องทำด้วยความยากลำบาก เพราะต้องทำควบคู่กับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ยังหาช่องทางให้เด็กที่ด้อยโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมด้วย ซึ่งนับเป็นความเสียสละและความท้าทายของผู้บริหารและครูของโรงเรียนเอกชน จึงอยากขอบคุณจากใจ&nbsp;</p>



<p>สำหรับผู้ปกครองบางรายมีจำนวนมากที่เกิดภาระจากการว่างงาน เป็นข้อจำกัดของสภาพครอบครัว ส่งผลไปยังบุตรและลูกหลานในปกครอง &nbsp;วันนี้จึงเป็นวันสำคัญที่เราจะมาร่วมพัฒนาอนาคตที่สดใดของเด็กด้อยโอกาสให้มีความสุขมากขึ้น จึงอยากให้การทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง ศธ.และ กสศ. บรรลุวัตถุประสงค์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-497e23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นพ.สุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">นพ.สุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</span> </strong> กล่าวว่า เด็กยากจนจำนวนมากมีชีวิตที่ยากลำบากจนทนไม่ไหว ต้องหลุดจากระบบการศึกษา  กสศ.ทำงานครอบคลุมทั่วประเทศ  และขยายสังกัดเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ   </p>



<p>ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้มากกว่า 1.2 ล้านคน &nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรากังวล แม้ยังไม่หลุดจากระบบการศึกษา แต่ถ้ามาโรงเรียน ท้องยังหิว &nbsp;เดินทางด้วยความยากลำบาก หรือได้รับการเรียนการสอนไม่ตรงกับการใช้ประโยชน์ในชีวิต &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กสศ.จึงจัดงบประมาณลักษณะเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือด้านอาหารเช้า การเดินทาง การจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติม ให้ตรงกับประโยชน์ที่นักเรียนจะใช้ได้จริง &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>



<p>นพ.สุภกรกล่าวว่า การช่วยเหลือนักเรียนยากจนกลุ่มนี้ กสศ.เริ่มจากเด็กๆ ในสังกัด สพฐ. ซึ่งมีนักเรียนยากจนมากที่สุด และมีความพร้อมของข้อมูล  และได้ขยายไปสู่สังกัด อปท. ตชด.  ยังเหลือสังกัดที่ยังไม่ครอบคลุมอีก หนึ่งในนั้นคือสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช.   กสศ.จึงพยายามต่อสู้เรื่องงบประมาณมาอย่างน้อย 3 ปี  ในปีนี้มีโอกาสเริ่มต้นดำเนินการร่วมกับ สช. เป็นปีแรก     </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb5e56"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การดำเนินงานจะมีเงื่อนไขคือ การใช้เครื่องมือการคัดกรองความยากจนด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test : PMT) &nbsp; ของ กสศ. เพื่อให้รัฐบาล รัฐสภา สำนักงบประมาณ มั่นใจว่าสนับสนุนงบประมาณถูกคน ยากจนจริง &nbsp;ทั้งนี้ความร่วมมือยังนำมาสู่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว ครอบคลุมเด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ครอบคลุมสถานศึกษาสังกัด สช.กว่า 3,902 แห่ง&nbsp;</p>



<p>นพ.สุภกรกล่าวว่า &nbsp;ในปีแรก กสศ.จะเริ่มต้นทำงานกับโรงเรียนเอกชนประเภทการกุศล 566 แห่งจากการคัดกรอง สามารถช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค สังกัด สช.ได้จำนวน 2,500 คน &nbsp; &nbsp;ที่จะได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขคนละ 3,000 บาท/ปี เพื่อบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน ค่าครองชีพ ค่าอาหารเช้า พร้อมทั้งมีระบบติดตามการมาเรียน ผลการเรียน และการเจริญเติบโตของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง &nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ada7b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตามการสนับสนุนอาจยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เราเชื่อว่าอาจมีจำนวนนักเรียนที่ยากลำบากมากกว่านี้หลายเท่า &nbsp; ซึ่งรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าจะต้องมีการสำรวจคัดกรองเร็วขึ้น เพื่อสามารถจัดทำงบประมาณ ช่วยเหลือนักเรียนกว้างขวางขึ้นในปีถัดไป &nbsp;ความร่วมมือครั้งนี้ กสศ.ยังสนับสนุนโรงเรียนสังกัด สช. เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเองรุ่นที่ 2 ประมาณ 27 แห่ง &nbsp;ครอบคลุมนักเรียนที่จะได้รับประโยชน์และยกระดับคุณภาพการศึกษา จำนวน 10,000 คน &nbsp;ในการหาวิธีการจัดการเรียนการสอน &nbsp;สอดคล้องกับความจำเป็นในชีวิตของเด็ก และสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ ของ กระทรวงศึกษาธิการ&nbsp;</p>



<p>“ข้อจำกัดของการช่วยเหลือเป็นรายคน คือ ถ้างบประมาณหมด หรืองบประมาณน้อย จะเป็นปัญหาอุปสรรคมาก กสศ.จึงพยายามทำงานกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก  เน้นงานวิจัยพัฒนาระบบงานไปด้วย  เพื่อช่วยเหลือลดอุปสรรคเฉพาะหน้า และสนับสนุนงานวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่าต้องมีการแก้ไข   โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่นักเรียนส่วนใหญ่ยากจน”  นพ.สุภกรกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa1396"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-09.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ดร.สุภัทร จำปาทอง  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</span>  </strong>กล่าวว่า ตลอดสามปี ที่ กสศ.กำเนิดขึ้นมา เป็นการเติมเต็มช่องว่างในสังคมไทย  เปลี่ยนชีวิตเด็กให้เป็นบุคคลสำคัญ ขับเคลื่อนประเทศในอนาคต   อย่างไรก็ตามนักเรียนที่อยู่ในสถานศึกษามีความด้อยโอกาสที่แตกต่างกันส่วนหนึ่งจากสภาวะทางเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะในวิกฤตโควิด-19  ทำให้มีการย้ายถิ่นฐาน  ผู้ปกครองว่างงาน  ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กไทย   ทำให้มีเด็กจำนวนมากที่ยังไม่พบว่าศึกษาต่อในระบบ  เป็นเด็กตกหล่นประมาณ 43,000 คน    โดยขณะนี้เหลืออีกราว 20,000 กว่าคน ที่กระทรวงศึกษากำลังเร่งรัด ติดตาม ซึ่งเรามีชื่อเด็กทุกคน เพื่อให้เข้าสู่การศึกษาในระบบ หรือการศึกษานอกระบบหรือเรียนอาชีวะ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c77361"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15-MOU-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการ<br>ส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) &nbsp;กล่าวว่า การสนับสนุนนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ สช.มีฐานข้อมูลความยากจนของนักเรียนที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้ สช.นำข้อมูลไปใช้ในการขอรับงบประมาณประจำปี สำหรับช่วยเหลือนักเรียนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากปัญหาความยากจน ด้อยโอกาสได้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ สช.และ กสศ.ยังมุ่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ผ่านโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teacher and School Quality Program: TSQP ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของระบบบริหารจัดการโรงเรียน และการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสูงในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-innovation-to-screen-poor-and-disadvantaged-children-181121/">เดินหน้าป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ศธ. สช. ผนึก กสศ. นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเรียนซ้ำไม่ใช่คำตอบของการศึกษาที่สูญหายในยุค COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/repeating-school-not-the-answer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2021 10:30:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนซ้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48584</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์โรคระบาดสร้างความสามารถในการปรับตัวให้กับนักเร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/repeating-school-not-the-answer/">การเรียนซ้ำไม่ใช่คำตอบของการศึกษาที่สูญหายในยุค COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์โรคระบาดสร้างความสามารถในการปรับตัวให้กับนักเรียนอย่างชัดเจน ภาพของเด็กหลายคนหันมาเรียนผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นภาพที่เห็นได้จนชินตา สำหรับเด็กเล็ก แม้จะมีบางโรงเรียนในหลายประเทศออกแบบหลักสูตรลูกผสม ยืดหยุ่นให้เด็กเข้ามาเรียนกับคุณครูในโรงเรียนเพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาแบบตัวต่อตัวและพัฒนาการเด็กปฐมวัย แต่ก็ยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยมีครูและครอบครัวพยายามสนับสนุน ติดตามผลลัพธ์ทางการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด</p>



<p>จริงอยู่ที่การศึกษาในช่วงที่ผ่านมาพยายามดำเนินไปด้วยความรัดกุมรอบคอบ แต่ต่อให้จัดการรัดกุมอย่างไร เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการที่โควิด-19 ปิดประตูโรงเรียนยาวนานหลายเดือนส่งผลกระทบต่อชีวิต พัฒนาการ ทักษะการเข้าสังคมของเด็กๆ พร้อมทั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่มองไม่เห็น</p>



<p>ที่สำคัญที่สุด คือการปิดโรงเรียนเท่ากับปิดโอกาสทางการศึกษาของเด็กหลายคน โดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มเปราะบางที่ขาดทุนทรัพย์เข้าถึงการศึกษารูปแบบออนไลน์ ทรัพยากรทางการศึกษาไม่เพียงพอ รวมถึงขาดแรงบันดาลใจที่จะเรียนต่อเอง</p>



<p>เดิมทีเด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ประสบปัญหาเรื้อรังเรื่องโอกาสทางการศึกษาอยู่แล้ว เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตโควิด-19 ช่องว่างทางการศึกษาจึงยิ่งถ่างออกไปอีก ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กลดน้อยถอยลงมากขึ้นไปอีก</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในทางออกยอดนิยมที่หลายประเทศพยายามผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการขาดเรียนและเติมเต็มความสามารถด้านการเรียนรู้ คือการเรียนชดเชยปีการศึกษาที่ขาดหายไปในช่วงวิกฤตโรคระบาด</p>



<p>ฟังเผินๆ อาจเป็นวิธีแก้ไขที่ตรงจุด แต่<a href="https://oecdedutoday.com/repeating-school-year-not-the-answer-to-covid-learning-losses/?fbclid=IwAR1Eq2q9XqO_hIvpiar1fXNILZk02hjWCtvd7H2BAhZSCqaWj_6PtyioyVY" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การศึกษาจาก OECD&nbsp;</a>กลับระบุว่าการเรียนซ้ำปีการศึกษาเพื่อทดแทนคาบเรียนที่หายไป ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาหรือทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นได้อย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น เพราะนักเรียนในครอบครัวฐานะดี มีทางเลือกและได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพในช่วงวิกฤตโควิด-19 ไปก่อนแล้ว</p>



<p>นอกจากนี้ ทางเลือกดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ราว 25,000-35,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อนักเรียนหนึ่งคนหากพิจารณารวมถึงภาษีที่หายไป เพราะเข้าตลาดแรงงานช้าลง ดังนั้นการเลือกลงทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยากลุ่มนักเรียนที่ประสบปัญหาเข้าถึงการศึกษาในภาวะวิกฤต เพราะขาดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเรียนซ้ำทุกคน และ ท่ามกลางนักเรียนจำนวนมาก เราควรจัดลำดับความสำคัญให้แก่กลุ่มเด็กเล็กและนักเรียนกลุ่มเปราะบางก่อน โดยพยายามออกแบบการศึกษาแบบตัวต่อตัวให้แก่พวกเขา เพราะการจัดบริบททางสังคม บรรยากาศในการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำคัญต่อเด็กเหล่านี้ยิ่งกว่าการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือดิจิทัลเสียอีก</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การศึกษาจาก OECD พบว่าหลายประเทศพยายามปรับนโยบายเพื่อเข้าไปเยียวยานักเรียนกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษแล้ว ข้อมูลจาก Special Survey รายงานว่า 86% ของประเทศทั่วโลกบังคับใช้นโยบายบรรเทาความเหลื่อมล้ำในระดับประถมศึกษา 75% ใช้ในระดับมัธยมต้น และอีก 73% ใช้ในระดับมัธยมปลาย ขณะเดียวกัน ประเทศอีกกว่า 60% สร้างมาตรการเจาะจงเด็กที่ขาดโอกาสทางศึกษา และมี 40% ที่มีมาตรการช่วยเหลือ ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย ชาติพันธุ์ หรือชนพื้นเมืองโดยเฉพาะ</p>



<p>ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดที่บังคับให้ปิดโรงเรียนและใช้การเรียนการสอนแบบลูกผสม การเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวในปีการศึกษาหนึ่งย่อมลดลงตามธรรรมชาติ หลายโรงเรียนจึงพยายามจัดสรรช่วงเวลาเรียนเสริมให้กับนักเรียนนอกเหนือไปชั่วโมงเรียนปกติ เช่น ประเทศเยอรมนี ญี่ปุ่น และเนเธอแลนด์เพิ่มตารางเรียนในช่วงวันหยุด แต่ในบางประเทศ เช่น สโลวีเนีย สวิตเซอร์แลนด์ ยังคงเพิ่มคาบเรียนในวันที่มีการเรียนการสอนปกติ</p>



<p>ความท้าทายของการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องอาศัยการตรวจสอบทบทวน เพราะเมื่อคาบเรียนลดลงในช่วงโควิด-19 โรงเรียนจึงควรโฟกัสไปที่เนื้อหาใหม่มากกว่าการทบทวนบทเรียน และค้นหากลยุทธ์ทางการสอนใหม่ๆ สำหรับการศึกษาทางไกล เพื่อให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจในการเรียนและมีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมควบคู่กันไปด้วย</p>



<p>ในกรณีนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียน จึงไม่ใช่แค่นักเรียนที่เสี่ยงต่อการเรียนซ้ำปีการศึกษาและนักเรียนกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่ยังมีโรงเรียน ครู นักการศึกษา และครอบครัวซึ่งต้องต่อสู้กับภาระการจัดการ เปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้าถึงการศึกษาที่ดีด้วยเช่นกัน หลายประเทศจึงพยายามเชื่อมร้อยรอยต่อระหว่างโรงเรียน ครอบครัว นักเรียน ไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง&nbsp;</p>



<p>ตัวแปรสำคัญในสมการเชื่อมร้อยและประคับประคองระบบการศึกษาให้เคลื่อนต่อไปได้อย่างติดขัดน้อยที่สุด คือหน่วยงานในพื้นที่ ในฐานะที่เป็นหน้าด่าน มีบทบาทด้านการปรับกฎเกณฑ์ความปลอดภัยและความมั่นคงทางสุขภาวะให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ มีอำนาจในการตัดสินใจว่าการเปิด-ปิด โรงเรียนสำคัญอย่างไร ควรปรับใช้มาตรการเว้นระยะห่างยาวนานแค่ไหน โดยต้องทำงานอย่างโปร่งใสและสื่อสารชัดเจนกับคนในพื้นที่</p>



<p>กล่าวได้ว่าภายใต้สถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ แม้เราจะเห็นความมืดมนทอดยาวทาบทับสภาพเศรษฐกิจทั้งระดับบุคคลและระดับชาติ ผลกระทบจากภาวะโรคระบาดส่งผลให้เกิดมาตรการรัดเข็มขัดทางการเงิน (financial austerity) เพิ่มขึ้นเพราะต้องจัดการต้นทุนด้านสาธารณสุขและต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เราก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อการลงทุนเพื่ออนาคตทางการศึกษาของนักเรียน เพราะในระยะยาว ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพอาจกลายเป็นแรงงานที่มีศักยภาพการทำงานต่ำ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจได้น้อยลง ซึ่งจะเป็นปัญหารุนแรงถาวรต่อสภาพเศรษฐกิจในอนาคต หากไม่ยับยั้งและช่วยเหลืออนาคตของชาติเสียตั้งแต่วันนี้</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/repeating-school-not-the-answer/">การเรียนซ้ำไม่ใช่คำตอบของการศึกษาที่สูญหายในยุค COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทคโนโลยีแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้แค่ไหน : บทเรียนจาก 4 พื้นที่จริงของประเทศไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/technology-improve-reading-equity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Aug 2021 07:17:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44434</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงที่ผ่านมา มีงานศึกษาจำนวนมากชี้ว่าการนำเทคโนโลยีด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/technology-improve-reading-equity/">เทคโนโลยีแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้แค่ไหน : บทเรียนจาก 4 พื้นที่จริงของประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงที่ผ่านมา มีงานศึกษาจำนวนมากชี้ว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีทักษะและความรู้ในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน ขณะที่การศึกษาอีกจำนวนไม่น้อยก็ชี้ว่าเทคโนโลยีทำให้เด็กยากจนขาดโอกาสและยิ่งถ่างช่องว่างที่มีอยู่แล้วให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ หากไม่เกิดการกระจายเทคโนโลยีข้ามชาติพันธุ์และเส้นแบ่งทางสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงถ้าใช้แพลตฟอร์มโดยไม่ได้เตรียมการหรือสำรวจความพร้อมของนักเรียนก่อนการใช้เทคโนโลยี หรือไม่สนับสนุนและฝึกอบรมครู จะยิ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างไม่เท่าเทียม</p>



<p>คำถามคือ เมื่อนำมาใช้จริงในประเทศไทย ผลเป็นอย่างไร?</p>



<p>โครงการศึกษาพฤติกรรมและแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการอ่านหนังสือ เป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกันกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และยูเนสโก (UNESCO) กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ผ่านการอ่านหนังสือ โดยมอบอุปกรณ์แท็บเล็ตและอินเทอร์เน็ตให้กับเด็กๆ เพื่อหวังจะแก้ปัญหาข้อจำกัดของการไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีใช้สำหรับการอ่าน การไม่มีอินเทอร์เน็ต และไม่เพิ่มภาระให้กับผู้ปกครองที่ต้องจ่ายเงินค่าอินเทอร์เน็ต การใช้เทคโนโลยีจะทำให้เด็กสามารถเข้าสู่คลังหนังสือมากมายที่ได้บรรจุไว้ในแอปพลิเคชัน (application) สามารถเลือกอ่านหนังสือได้อย่างไม่จำกัดตามความสนใจและวัยของตนเอง มีทั้งหนังสือภาษาไทยและภาษาต่างประเทศหลากหลายประเภท โดยตอนท้ายของการอ่านหนังสือแต่ละเล่มจะมีการวัดความรู้ความเข้าใจที่ได้จากการอ่าน แล้วในทุกครั้งที่อ่านจะมีการบันทึกความสม่ำเสมอของการอ่าน และเวลาที่ได้ใช้ไปกับการอ่านหนังสือแต่ละวันผ่านแอปพลิเคชันอีกด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>ยิ่งยากจน ยิ่งได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล</strong></h2>



<p><br>กสศ. และ UNESCO กรุงเทพฯ ร่วมกับ SIAM Lab คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินโครงการที่เกี่ยวกับการทดลองทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Experiment) ในขั้นตอนนี้ โครงการได้เริ่มรวบรวบผลการอ่านในพื้นที่ 4 จังหวัดตามภาคต่างๆ ของประเทศ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน นครนายก ยะลา และกรุงเทพฯ จากเวลาที่เด็กใช้ในการอ่าน (reading time) ซึ่งวัดจากเวลาที่เด็กใช้แท็บเล็ตเพื่ออ่านหนังสือในแต่ละวัน และความต่อเนื่องในการอ่าน (consistency) ซึ่งวัดจากความต่อเนื่องที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเดือน โดยมีเป้าหมายให้เด็กอ่านหนังสือเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน รวมกันอย่างน้อย 30 ชั่วโมงต่อเดือน เพื่อให้เกิดผลต่อพัฒนาการด้านการอ่านหนังสือและเรียนรู้ของเด็ก</p>



<p>สำหรับผลการอ่านในช่วง 9 เดือนแรก ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 พบความน่าสนใจหลายประการ ได้แก่</p>



<p>1. เด็กที่เข้าร่วมโครงการซึ่งอยู่ในจังหวัดที่ห่างไกลและถูกจัดอันดับว่ามีอัตราความยากจนสูง มีคะแนนเวลาการอ่าน (reading time score) และคะแนนความต่อเนื่องในการอ่าน (consistency score) สูงกว่าเด็กในจังหวัดที่มีความเป็นเมืองอย่างชัดเจนตลอดทั้ง 9 เดือน ชี้ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีความเป็นไปได้ในประเทศไทย (ดูตารางที่ 1)</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td>&nbsp;</td><td>reading time score จังหวัดแม่ฮ่องสอน</td><td>consistency score จังหวัดแม่ฮ่องสอน</td><td>reading time score จังหวัดนครนายก</td><td>consistency score จังหวัดนครนายก</td><td>reading time score จังหวัดยะลา</td><td>consistency score จังหวัดยะลา</td><td>reading time score กรุงเทพฯ</td><td>consistency score กรุงเทพฯ</td></tr><tr><td>ก.ค. 63&nbsp;</td><td>8</td><td>2</td><td>2</td><td>0</td><td>0</td><td>0</td><td>&nbsp;</td><td>&nbsp;</td></tr><tr><td>ส.ค. 63</td><td>8</td><td>2</td><td>4</td><td>1</td><td>3</td><td>1</td><td>&nbsp;</td><td>&nbsp;</td></tr><tr><td>ก.ย. 63</td><td>7</td><td>2</td><td>3</td><td>0</td><td>4</td><td>2</td><td>&nbsp;</td><td>&nbsp;</td></tr><tr><td>ต.ค. 63</td><td>5</td><td>1</td><td>4</td><td>0</td><td>2</td><td>1</td><td>6</td><td>1</td></tr><tr><td>พ.ย. 63</td><td>5</td><td>2</td><td>2</td><td>0</td><td>10</td><td>5</td><td>2</td><td>0</td></tr><tr><td>ธ.ค. 63</td><td>8</td><td>2</td><td>4</td><td>0</td><td>15</td><td>12</td><td>8</td><td>4</td></tr><tr><td>ม.ค. 64</td><td>8</td><td>2</td><td>1</td><td>0</td><td>15</td><td>10</td><td>6</td><td>1</td></tr><tr><td>ก.พ. 64</td><td>15</td><td>8</td><td>3</td><td>1</td><td>16</td><td>13</td><td>7</td><td>4</td></tr><tr><td>มี.ค. 64</td><td>14</td><td>5</td><td>3</td><td>0</td><td>14</td><td>9</td><td>4</td><td>1</td></tr><tr><td>รวม</td><td>78</td><td>26</td><td>26</td><td>2</td><td>79</td><td>53</td><td>33</td><td>11</td></tr></tbody></table></figure>



<p>ตารางที่ 1 แสดงผลคะแนนเวลาการอ่าน (reading time score) และคะแนนความต่อเนื่องในการอ่าน (consistency score) ของ 4 จังหวัด คือ จังหวัด 1 อยู่ทางภาคเหนือมีอัตราความยากจนสูง จังหวัด 2 อยู่ในภาคกลาง ค่อนข้างเป็นสังคมเมือง จังหวัด 3 อยู่ทางภาคใต้ มีอัตราความยากจนค่อนข้างสูง จังหวัด 4 อยู่ในภาคกลาง มีความเป็นสังคมเมืองสูง</p>



<p>2. ในช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ระลอกใหม่ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา คะแนนเวลาการอ่านของเด็กที่เข้าร่วมโครงการมีทิศทางที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 แสดงว่า เด็กใช้แท็บเล็ตเข้ามาเพิ่มพูนความรู้ด้วยการอ่านมากขึ้น เทคโนโลยีมีบทบาทช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาได้ในสถานการณ์ Covid-19 และจังหวัดที่ห่างไกลและยากจนมีคะแนนเวลาการอ่านที่สูงขึ้นมากกว่า (ดูตารางที่ 2)</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td>&nbsp;</td><td>reading time score จังหวัด 1</td><td>reading time score จังหวัด 2</td><td>reading time score จังหวัด 3</td><td>reading time score จังหวัด 4</td></tr><tr><td>พ.ย. 63</td><td>5</td><td>2</td><td>10</td><td>2</td></tr><tr><td>ธ.ค. 63</td><td>8</td><td>4</td><td>15</td><td>8</td></tr><tr><td>ม.ค. 64</td><td>8</td><td>1</td><td>15</td><td>6</td></tr><tr><td>ก.พ. 64</td><td>15</td><td>3</td><td>16</td><td>7</td></tr><tr><td>มี.ค. 64</td><td>14</td><td>3</td><td>14</td><td>4</td></tr></tbody></table></figure>



<p>ตารางที่ 2 แสดงผลคะแนนเวลาการอ่าน (reading time score) ในช่วง Covid-19 แพร่ระบาด</p>



<p>3. เมื่อดูตามระดับชั้นของเด็ก พบว่า ในภาพรวมเด็กระดับชั้นประถมศึกษาอ่านหนังสือมากกว่าเด็กระดับชั้นมัธยมศึกษา และเด็ก กศน. สำหรับคะแนนเวลาการอ่านที่สูงที่สุดของชั้นประถมศึกษาอยู่ที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้คะแนนอยู่ที่ 277 คะแนน มากกว่าคะแนนรวมเฉลี่ยถึงเกือบ 4 เท่า แสดงว่า เด็กชั้น ป.6 ที่มีความพยายามอ่านหนังสือและขวนขวายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังจะเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษา ฉะนั้นแนวทางการส่งเสริมการอ่านหนังสือและสร้างนิสัยการอ่านด้วยการใช้เทคโนโลยีอาจจะเริ่มที่เด็กชั้นประถมศึกษา (ดูตารางที่ 3)</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td>ระดับชั้นการศึกษา</td><td>reading time score</td></tr><tr><td>กศน. ประถม/NFE Primary</td><td>51</td></tr><tr><td>กศน. ม. ต้น/NFE Lower Secondary</td><td>59</td></tr><tr><td>กศน. ม. ปลาย/NFE Upper Secondary</td><td>52</td></tr><tr><td>ป. 1 /P. 1</td><td>50</td></tr><tr><td>ป. 2 /P. 2</td><td>75</td></tr><tr><td>ป. 3 /P. 3</td><td>91</td></tr><tr><td>ป. 4 /P. 4</td><td>80</td></tr><tr><td>ป. 5 /P. 5</td><td>74</td></tr><tr><td>ป. 6 /P. 6</td><td>&nbsp;277</td></tr><tr><td>ม. 1 /S. 1</td><td>50</td></tr><tr><td>ม. 2 /S. 2</td><td>52</td></tr><tr><td>ม. 3 /S. 3</td><td>52</td></tr><tr><td>ม. 5 /S. 5</td><td>50</td></tr><tr><td>รวม</td><td>1,013</td></tr></tbody></table></figure>



<p>ตารางที่ 3 แสดงผลคะแนนเวลาการอ่าน (reading time score) แยกตามระดับชั้นของเด็ก</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หัวใจคือการทำให้เด็กยากจนเข้าถึงเทคโนโลยี</strong></h2>



<p><br>แม้ว่าจะดูมีความหวังในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเด็กในพื้นที่ยากจนและห่างไกลจะมีความตั้งใจสูงมากกว่าเด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเป็นเมือง แต่ระหว่างการลงพื้นที่ทำงาน เรากลับพบว่าเด็กหลายคนเผชิญกับอุปสรรคในการอ่าน จากการเก็บข้อมูลภูมิหลังทางด้านเศรษฐกิจสังคม (socio-economic background) ของเด็กและครอบครัว เบื้องต้นจำนวนทั้งสิ้น 402 คน ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะครอบครัวยากจนและค่อนข้างยากจน ซึ่งมีรายได้ครัวเรือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9,031 บาทต่อเดือน พบว่ายังมีปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้โดยเฉพาะเรื่องการอ่านอยู่บางประการ ดังนี้</p>



<p>ประการแรก เด็กกว่าร้อยละ 88 ไม่มีอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก อินเตอร์เน็ต ภายในบ้าน หลายคนแม้ที่บ้านจะใช้โทรศัพท์สมาร์ตโฟนแต่ต้องเติมเงินเป็นครั้งๆ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจึงทำได้จำกัด นี่ยังไม่รวมถึงการไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ในละแวกบ้านหรือการมีสัญญาณที่เสถียรตลอดเวลา</p>



<p>เมื่อได้พูดคุยกับเด็กบางคนที่เข้าร่วมโครงการ ได้พบปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ แม้จะมีแท็บเล็ตที่ได้รับจากโครงการ แต่แถวบ้านสัญญาณอินเตอร์เน็ตเข้ามาไม่ถึง ทำให้แต่ละครั้งที่เด็กจะอ่านหนังสือต้องเดินทางจากบ้านไปยังจุดที่มีอินเตอร์เน็ตรัฐบาลจัดไว้ให้ในชุมชน หรือบางคนต้องไปบ้านคุณครูเพื่อดาวน์โหลดหนังสือแล้วจึงนำกลับมานั่งอ่านที่บ้าน ปัจจัยข้อแรกแสดงให้เห็นว่า การมีเทคโนโลยีก็จะยังเป็นข้อจำกัด หากระบบการเชื่อมต่อพื้นฐานอย่างอินเตอร์เน็ตหรือสัญญาณโทรศัพท์ยังไม่โยงใยเข้าถึงทุกที่ของประเทศ</p>



<p>ประการที่สอง หนังสือภายในบ้านซึ่งเด็กๆ สามารถเข้าถึงอย่างง่ายด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ได้ฝึกฝนทักษะการอ่าน สร้างนิสัยรักการอ่าน กลับไม่มีหรือมีจำนวนน้อยมาก จากคำถาม “บ้านของน้องมีหนังสือกี่เล่ม (ไม่นับรวมพวกหนังสือพิมพ์และตำราเรียนของโรงเรียน)” เด็กร้อยละ 34.9 ตอบว่ามี 0 เล่ม นั่นคือภายในบ้านไม่มีหนังสืออื่นเลยนอกจากหนังสือเรียน รองลงมาร้อยละ 14.2 บอกมีอยู่จำนวน 5 เล่ม</p>



<p>ในการศึกษาของ ผศ.ดร. ธันยพร จันทร์กระจ่าง และคณะ ได้อ้างอิงงานของ Brunello et. al (2006) ที่ชี้ให้เห็นว่า การเข้าถึงหนังสือจำนวนมากภายในบ้านจะทำให้เด็กได้รับการศึกษากลับมาสูงขึ้น และยังมีผลเชิงบวกต่อการก่อร่างทุนมนุษย์ โดยผลการศึกษาของงานนี้เองพบว่า การอ่านหนังสือช่วยให้เด็กจดจ่อและมีสมาธิมากขึ้น มีวินัยในตนเอง ปัจจัยที่สองแสดงให้เห็นว่านอกจากการเรียนในห้อง เด็กไม่มีแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวอื่นๆ เลย</p>



<p>ประการที่สาม เด็กบางคนมีภาระที่ต้องทำงานหารายได้ช่วยเหลือผู้ปกครอง ซึ่งสัมพันธ์กับฐานะของครอบครัว เด็กต้องทำงานหารายได้ควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือ เท่ากับเวลาว่างจำนวนหนึ่งของเด็กถูกดึงไปใช้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สูญเสียช่วงเวลาที่เด็กจะได้ทำกิจกรรมที่ชอบและเสริมสร้างทักษะด้านต่างๆ เด็กเกือบร้อยละ 70 ต้องช่วยผู้ปกครองหารายได้ ในจำนวนนี้มากที่สุดร้อยละ 45 ทำงานหารายได้ทุกวัน อีกร้อยละ 18.2 ทำบ้างบางวัน ส่วนกลุ่มที่ทำเฉพาะวันหยุด มีจำนวนร้อยละ 6.7 ผลการเก็บข้อมูลเราพบอีกว่าเมื่อถามเด็กถึงระยะเวลาที่สามารถอ่านหนังสือได้มากที่สุดกี่นาทีใน 1 วัน ส่วนใหญ่ตอบว่าได้วันละประมาณ 30 นาที ฉะนั้นตอนนี้เวลาของเด็กจำนวนหนึ่งได้ให้น้ำหนักไปที่การทำงานเพื่อช่วยครอบครัวและเลี้ยงดูตัวเองมากกว่าการอ่านหนังสือ</p>



<p>ประการสุดท้าย เราพบว่าบุคคลที่เป็นผู้ดูแลเด็กในเรื่องการเรียนไม่ได้เรียนสูงมากนัก ผู้ดูแลในที่นี้คือผู้ที่คอยกวดขันผลการเรียน ช่วยสอนการบ้าน ยังคงเป็นพ่อและแม่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 31.8 และ 33.6 นอกจากนี้คือบุคคลอื่นในครอบครัวอย่าง ปู่ย่าตายายหรือพี่ ร้อยละ 15.4 ส่วนเด็กที่ต้องดูแลตัวเองมีเพียงร้อยละ 2.5</p>



<p>เมื่อพิจารณาถึงระดับการศึกษาของผู้ที่คอยดูแลเด็กเรื่องการเรียน พบว่าผู้ที่คอยดูแลเหล่านี้จบการศึกษาสูงสุดในชั้นมัธยมศึกษา ประมาณร้อยละ 47 ขณะที่อีกร้อยละ 35 จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และมีถึงร้อยละ 12 ไม่ได้เรียนหนังสือหรือเรียนไม่จบ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า บุคคลในครอบครัวมีบทบาทในการดูแลเรื่องการเรียนของเด็ก ช่วยส่งเสริมความรู้ได้ระดับหนึ่ง และถือเป็นความท้าทายต่อการผลิตซ้ำเรื่องระดับการศึกษาภายในครอบครัวในยุคของการใช้เทคโนโลยีอีกด้วย</p>



<p>กล่าวโดยสรุป บทเรียนจากการดำเนินโครงการทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีความหวังที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ในอนาคต แต่ภาครัฐต้องคำนึงถึงอุปสรรคที่ยังคงดำรงอยู่ในพื้นที่ควบคู่ไปกับการขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เรื่องแรกที่ภาครัฐควรจะเริ่มทำคือการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมในพื้นที่ทุกจุดจริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะเพียงจุดใดจุดของชุมชนเท่านั้น สนับสนุนหนังสือที่เหมาะสมกับเด็ก และให้เงินอุดหนุนครอบครัวที่ยากจน</p>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง :</strong></p>



<p>Roth, K. (2020). Technology in Education: The Ongoing Debate of Access, Adequacy and Equity. New York : Bank Street College of Education. Retrieved from&nbsp;<a href="https://educate.bankstreet.edu/independent-studies/248" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://educate.bankstreet.edu/independent-studies/248</a></p>



<p>Thanyaporn Chankrajang. (2020). Are books children’s best friends? Impacts of access to book    corners and reading diaries on literacy scores and self-control: Evidence from field experiment in Nan, Thailand. Retrieved from <a href="https://www.youtube.com/watch?v=QV8CHymByyM" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.youtube.com/watch?v=QV8CHymByyM</a></p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/technology-improve-reading-equity/">เทคโนโลยีแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้แค่ไหน : บทเรียนจาก 4 พื้นที่จริงของประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไขรหัสความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย เหตุใดความช่วยเหลือไปไม่ถึงเด็กยากจน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/thai-report-education/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2021 09:09:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการศีกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เงินอุดหนุนนักเรียนยากจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41794</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากความเหลื่อมล้ำ สู่ผลกระทบรุนแรง ประเทศไทยเป็นประเทศท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/thai-report-education/">ไขรหัสความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย เหตุใดความช่วยเหลือไปไม่ถึงเด็กยากจน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87-">จากความเหลื่อมล้ำ สู่ผลกระทบรุนแรง</h3>



<p>ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้อยู่ในอันดับ 3 ของโลก ช่วง 5 ปีที่ผ่านมารายงานว่า คนรวยที่สุดร้อยละ 1 ของประเทศ&nbsp; ถือครองทรัพย์สินมากกว่าร้อยละ 58 ของประเทศ ในขณะที่กลุ่มคนที่ยากจนที่สุดร้อยละ 40 มีทรัพย์สินรวมกันเพียงร้อยละ 1.9 จากทั้งหมด</p>



<p>ช่องว่างของรายได้และทรัพย์สินดังกล่าวส่งผลกระทบทอดยาวไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ในสังคม หนึ่งในนั้นคือความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา รายงานเรื่องความไม่เสมอภาคทางการศึกษาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เผยสถานการณ์ปัจจุบันว่า</p>



<p>1.ประเทศไทยมีเด็กเยาวชนวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อายุ 3-17 ปี) นอกระบบการศึกษามากกว่า 670,000 คนทั่วประเทศ เพราะปัญหาความยากจน ความด้อยโอกาสทางสังคม ความพิการและปัญหาครอบครัว</p>



<p>2.ระบบการศึกษาไทยจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อนักเรียนยากจนเพียงร้อยละ 0.5 ของงบประมาณด้านการศึกษา นักเรียนยากจนได้รับเงินอุดหนุนเฉลี่ยคนละ 5 บาทต่อคนต่อวัน และจากการที่ระบบการศึกษาไทยยังขาดเครื่องมือในการคัดกรองความยากจนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เด็กเยาวชนยากจนในระบบการศึกษาซึ่งสมัครรับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานอีกกว่า 4 ล้านคนไม่ได้รับเงินอุดหนุน</p>



<p>3.กลุ่มเด็กยากจนยังมีความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสการสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาสูงถึง 7 เท่า โดยเด็กจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศมีโอกาสศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาโดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ 5 ของประชากรในกลุ่มรายได้เดียวกัน</p>



<p>4.จากการประเมินของอดีตผู้บริหารระดับสูงขององค์การยูเนสโก ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษานี้สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจไทยมากถึง 330,000 ล้านบาทต่อปี หรือเท่ากับร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของไทยในแต่ละปี</p>



<p>5.ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง (High-skilled Labor) ต่ำกว่าร้อยละ 20 ขณะที่การพัฒนาประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล จำเป็นต้องมีกำลังแรงงานที่มีทักษะหรือมีทักษะขั้นสูง ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือการศึกษาระดับอุดมศึกษามากกว่าร้อยละ 50 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ</p>



<p>ภาพรวมข้างต้นเป็นเหตุให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของไทยที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และอะไรคือหล่มกับดักที่ทำให้เรายังคงไปไม่ถึงความเสมอภาคที่ควรจะเป็น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-">เมื่อความเสมอภาค เป็นเรื่องยากสำหรับการศึกษา</h3>



<p>หนึ่งในบทบัญญัติสำคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คือ มาตราที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษาในฐานะสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ โดยต้องจัดสรรเงินอุดหนุนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมแก่ผู้เรียนการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าการศึกษานั้นจะจัดโดยรัฐหรือเอกชน ที่ผ่านมา สถานศึกษาแต่ละแห่งจึงได้รับงบประมาณการศึกษาตามอัตราเงินอุดหนุนนักเรียนรายบุคคลและจำนวนนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งอัตราการอุดหนุนรายหัวจะเพิ่มขึ้นตามระดับชั้นการศึกษาและนักเรียนระดับชั้นเดียวกันย่อมได้รับการอุดหนุนเหมือนกันเพื่อความเป็นธรรมในแนวนอน</p>



<p>แต่การสร้างความเท่าเทียมเช่นนี้อาจไม่สามารถยกระดับโอกาสของนักเรียนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กยากจน ให้เข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาคกับเด็กกลุ่มอื่น รัฐจึงต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับเด็กเหล่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเยาวชนของชาติจะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือการศึกษาภาคบังคับจำนวน 8 ปีเป็นอย่างน้อย</p>



<p>เนื่องจากนักเรียนไทยกว่าร้อยละ 80 อยู่ภายใต้ระบบการศึกษาของภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโรงเรียนรัฐราวสามหมื่นแห่งทั่วประเทศจึงกลายเป็นหัวเรือหลักของการจัดทำสถิติจำนวนนักเรียนยากจนทุกปี พร้อมติดตาม ดูแล และแบ่งสันปันส่วนงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานแก่เด็กยากจนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น</p>



<p>สำหรับการจัดทำสถิติ สพฐ.ใช้วิธีมอบหมายแก่ทางโรงเรียนให้สำรวจจำนวนนักเรียนยากจนในสังกัดของตน โดยคำว่า ‘ยากจน’ นี้ ระบุถึงนักเรียนที่ผู้ปกครองมีรายได้ต่อครัวเรือนไม่เกิน 40,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 3,300 บาทต่อเดือน หลังคัดกรองนักเรียนที่เข้าเกณฑ์ โรงเรียนจะแจ้งจำนวนแก่สพฐ.เพื่อลงข้อมูลในระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Data Management Center : DMC) และจัดสรรงบประมาณอุดหนุนแก่สถานศึกษา ให้สถานศึกษานำเงินไปใช้ในลักษณะถัวจ่าย กล่าวคือ เงินก้อนหนึ่งสามารถเป็นได้ทั้งค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแต่งกาย ค่าอาหารกลางวัน และค่าเดินทาง โดยโรงเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะมอบเป็นเงินสดแก่นักเรียนรายบุคคล หรือเป็นผู้ซื้อหาข้าวของต่างๆ ให้ตามความเหมาะสม</p>



<p>ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 มีรายงานว่า สพฐ.จัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับนักเรียนยากจนทั่วประเทศจำนวน 2,313 ล้านบาท แต่วงเงินกลับช่วยเหลือเด็กชั้นประถมศึกษาได้เพียงร้อยละ 40 จากทั้งหมด และมัธยมศึกษาตอนต้นอีกร้อยละ 30 จากทั้งหมดเท่านั้น</p>



<p>การให้เงินช่วยเหลือเด็กยากจนที่ไม่เพียงพอของ สพฐ. ในด้านหนึ่งเป็นผลมาจากวิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาที่ให้เงินอุดหนุนกับเด็กยากจนค่อนข้างน้อย แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นเพราะ ตัวเลขนักเรียนยากจนที่ปรากฏบนฐานข้อมูลของสพฐ.อาจไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง โดยการคัดกรองที่ ‘ไม่แม่นยำ’ มีส่วนทำให้ตัวเลขนักเรียนยากจนสูงเกินจริง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B0-%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2-">ความยากจนที่ (อาจจะ) แพร่กระจายทุกหย่อมหญ้า</h3>



<p>งานวิจัยของชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ และคณะเรื่อง “โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้”&nbsp; ได้แสดงให้เห็นถึงตัวเลขนักเรียนยากจนที่ สพฐ. ใช้ว่า ในปี พ.ศ. 2559 นักเรียนยากจนชั้นประถมมีจำนวนกว่า 2 ล้านคนจากนักเรียนทั้งหมด 3.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 62.99 ส่วนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีมากกว่า 8 แสนคนจาก 1.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 50.74</p>



<p>เมื่อเจาะลึกลงไปในรายจังหวัดจะพบว่า แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนมากที่สุด คือ ร้อยละ 83.81 จากจำนวนนักเรียนชั้นประถมและมัธยมศึกษาตอนต้นทั้งหมดในจังหวัด รองลงมาคือกาฬสินธุ์ ซึ่งมีร้อยละ 82.22 เป็นจำนวนที่อาจกล่าวได้ว่านักเรียนในสองจังหวัดนี้ ‘แทบทุกคน’ มีฐานะขัดสน</p>



<p>ขณะเดียวกัน แม้จังหวัดกรุงเทพมหานครและนนทบุรีจะครองอันดับจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนน้อยที่สุด แต่ก็ยังมีนักเรียนยากจนสูงถึงร้อยละ 18.42 และ 22.50 ตามลำดับ ตัวเลขนี้สะท้อนว่า กระทั่งในเมืองใหญ่ที่พัฒนาที่สุดของประเทศยังคงมีเด็กนักเรียนยากจนกว่า 1 ใน 4 ของนักเรียนประถมและมัธยมต้นทั้งหมด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2020/02/graph-02edit2.png" alt="จังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนมากที่สุดและน้อยที่สุด 5 จังหวัด" class="wp-image-211698"/></figure></div>



<p>จำนวนเด็กนักเรียนยากจนจำนวนมากทำให้เงินอุดหนุนนักเรียนยากไร้ที่สพฐ.จัดสรรให้แต่ละโรงเรียนเองก็อาจไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนยากจนในโรงเรียนนั้นๆ ทำให้สถานศึกษาต้องเกลี่ยเงินให้ครบทุกคน เดิมที่สพฐ.ตั้งเป้าช่วยเหลือนักเรียนชั้นประถมศึกษาเป็นเงิน 1,000 บาทต่อคนต่อปี และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นอีกคนละ 3,000 ต่อคนต่อปี จึงกลายเป็นว่านักเรียนแต่ละคนได้รับเงินน้อยลง จนไม่สามารถบรรเทาความลำบากหรือเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแต่อย่างใด</p>



<p>นอกจากนี้ สถิติข้างต้นยังอาจประเมินความรุนแรงของความเหลื่อมล้ำต่างจากความเป็นจริง ข้อมูลจากงานวิจัยของชัยยุทธชี้ว่า สถานการณ์ความยากจนของประเทศไทยในปัจจุบันร้ายแรงกกว่าที่ สพฐ. คาดไว้&nbsp; โดยมีครัวเรือนบางกลุ่ม ‘จน’ เสียยิ่งกว่าเกณฑ์ความยากจนที่ สพฐ. กำหนดไว้เสียอีก โดยครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5,800 บาท แต่มีรายจ่ายกว่า 9,000 บาท ส่วนหนึ่งคือค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาจำนวนกว่า 2,200 บาทต่อบุตรหลานหนึ่งคน เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาภาคบังคับทั้งหมดในหนึ่งปีการศึกษา พบว่า ครัวเรือนเหล่านี้มีสัดส่วนภาระต้องใช้จ่ายร้อยละ 3.2 ของรายได้ มากกว่าภาระของครัวเรือนกลุ่มร่ำรวยที่สุดถึง 9 เท่า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2020/02/graph-01edit2.png" alt="ภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาภาคบังคับของครัวเรือนต่อปีการศึกษา" class="wp-image-211697"/></figure></div>



<p>ในทำนองเดียวกัน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดทำข้อมูลบัญชีรายจ่ายการศึกษาแห่งชาติ และเปิดเผยในงานสัมมนา&nbsp;<a href="https://www.the101.world/next-step-of-subsidizing-poor-children/">‘ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ’</a>&nbsp;เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ว่า หากใช้เกณฑ์เด็กยากจนที่มาจากครอบครัวซึ่งมีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน หรือ 36,000 บาทต่อปี ครอบครัวเหล่านี้จะต้องแบกรับรายจ่ายทางการศึกษาคิดเป็นร้อยละ 22 ของรายได้ทั้งหมด</p>



<p>ขณะเดียวกัน เรายังสามารถประมาณการค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนยากจนต้องแบกรับในแต่ละปีการศึกษาจากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (Socio-Economic Status : SES) โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจครัวเรือนที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาในโรงเรียนรัฐจำนวน 8.2 ล้านครัวเรือนเมื่อปี พ.ศ. 2558 ทำให้ระบุได้ว่านักเรียนชั้นประถมศึกษามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,267 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีจำนวนสูงกว่าเกือบสองเท่า คือ 6,378 บาทต่อคนต่อปี</p>



<p>ในบรรดาค่าใช้จ่ายหลากหลายด้าน ค่าเดินทางถือเป็นภาระหนักหน่วงที่สุดของนักเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมต้น เพราะมีสัดส่วนเกิน 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ครัวเรือนรายได้ต่ำต้องแบกรับค่าเครื่องแบบรวมกับค่าเดินทาง รวมกันเป็นสัดส่วนเกินร้อยละ 60 ของรายจ่ายสำหรับการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย</p>



<p>ผลสรุปจากการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา โดยในปี พ.ศ. 2558 ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยทุกระดับการศึกษาเท่ากับ 6,881 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 ถึงร้อยละ 44 และเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครถือเป็นพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค</p>



<p>การช่วยเหลือนักเรียนยากจนให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาคกับนักเรียนกลุ่มอื่นในสถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ รังแต่จะเพิ่มขึ้น แต่เงินอุดหนุนมีปริมาณเท่าเดิมหรือน้อยลง จึงแลดูคล้ายกับภาพฝันอันห่างไกล</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90-">หล่มปัญหาระบบคัดกรองของรัฐ</h3>



<p>ถ้าเราด่วนสรุปว่าการแก้ปัญหาเรื่องความเสมอภาคด้านการศึกษา คือการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้มากขึ้นจนกว่าจะครอบคลุมจำนวนนักเรียนยากจนทั้งหมดในประเทศไทย ก็อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงเป้า</p>



<p>แต่ถ้าเราลองย้อนกลับมาพิจารณาถึงกระบวนการการคัดกรองนักเรียนยากจนตั้งแต่ต้นทาง ก็จะพบว่าระบบการเก็บข้อมูลของสพฐ.มีปัญหาและข้อจำกัด ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการระบุตัวนักเรียนยาก ‘ที่แท้จริง’</p>



<p>งานวิจัยของ ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ และคณะ ในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับนโยบายเรียนฟรี 15 ปี เผยว่า สถานศึกษามีแนวโน้มรายงานจำนวนนักเรียนยากจนแก่สพฐ. มากกว่าความเป็นจริง เหตุเพราะเกณฑ์การคัดกรองที่มีอยู่ยังขาดความชัดเจน ทำให้ครูหรือผู้บริหารจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจว่าเด็กคนหนึ่งมีสถานะยากจนหรือไม่ สร้างความลำบากในการประเมินสถานะทางการเงินหรือรายได้ของครัวเรือน&nbsp; และอาจสร้างภาระเพิ่มเติมให้แก่สถานศึกษาในการสำรวจหาเด็กยากจน</p>



<p>นอกจากนี้ ระบบการแจ้งข้อมูลแก่สพฐ.ยังเปิดโอกาสให้โรงเรียนกรอกประเภทความด้อยโอกาสของนักเรียนเพียงประเภทเดียวจากทางเลือกทั้งหมด 11 ประเภท เป็นเหตุให้โรงเรียนอาจเลือกแจ้งว่ามีนักเรียนประเภทยากจนมากที่สุด เพราะเป็นความด้อยโอกาสเดียวที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติม สถิตินักเรียนยากจนจึงสูงกว่าประเภทอื่น ขาดความถูกต้อง และบดบังสภาพปัญหาที่แท้จริงในสังคมสถานศึกษานั้น เมื่อประกอบกับระบบสารสนเทศของสพฐ.ยังมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำ และไม่รัดกุมมากพอจะตรวจสอบความซ้ำซ้อนของจำนวนนักเรียน ส่งผลให้นานวันเข้า เด็กที่ขึ้นชื่อว่า ‘ยากจน’ ในระบบมีอยู่อย่างล้นหลาม แต่เงินซึ่งถูกแจกจ่ายออกไปกลับอยู่ในมือของคนอื่น เกิดเหตุการณ์ ‘คนจนจริงไม่ได้เงิน ส่วนคนได้เงินไม่ได้จนจริง’</p>



<p>การแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กยากจนด้านหนึ่งจึงต้องเริ่มจากปรับโครงสร้างฐานข้อมูลให้ตรงตามความเป็นจริง โดยกำหนดระบบการคัดกรองแบบใหม่ให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="5--%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-">ค้นหานักเรียนยากจนที่แท้จริง</h3>



<p>ความผิดพลาดในฐานข้อมูลของสพฐ.บ่งชี้ว่า เกณฑ์นักเรียนยากจนแต่เดิมที่กำหนดไว้เพียงครัวเรือนมีรายได้ไม่เกิน 40,000 บาท ต่อคนต่อปี หรือราว 3,300 บาทต่อคนต่อเดือนยังไม่แม่นยำมากพอสำหรับการคัดกรองนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ ด้วยเหตุนี้ ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ และคณะจึงทำวิจัยแนวทางการคัดกรองเด็กและเยาวชนยากจนรูปแบบใหม่ในปี พ.ศ. 2559 เพื่อเสนอแก่สพฐ. และนำไปใช้ต่อไป</p>



<p>แนวทางใหม่นี้จะพิจารณาสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนยากจน 2 ด้าน ได้แก่ รายได้ของครัวเรือน ซึ่งอ้างอิงนิยามและหลักเกณฑ์การวัดครัวเรือนยากจนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าต้องมีรายได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน จับคู่กับเงื่อนไขสถานะครัวเรือนที่กำหนดขึ้นใหม่ 4 ประการ คือ&nbsp;<em>หนึ่ง</em>&nbsp;เงื่อนไขด้านภาระพึ่งพิงของครอบครัว มีคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี คนว่างงาน หรือเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือไม่&nbsp;<em>สอง&nbsp;</em>สภาพที่อยู่อาศัยชำรุดทรุดโทรมหรือไม่ บ้านทำจากวัสดุพื้นบ้านอย่างไม้ไผ่ ใบจาก ของเหลือใช้ หรือเป็นบ้านเช่าหรือไม่&nbsp;<em>สาม</em>&nbsp;ต้องไม่มีรถยนต์ส่วนตัว และ&nbsp;<em>สี่</em>&nbsp;หากเป็นเกษตรกร ต้องไม่มีที่ดินทำกินหรือมีไม่เกิน 1 ไร่</p>



<p>หลังจากทดลองจับคู่รายได้กับเงื่อนไขประเภทต่างๆ หลายรูปแบบและใช้คำนวณนักเรียนยากจนทั่วประเทศ ผลปรากฏว่านักเรียนยากจนที่ผ่านเกณฑ์มีน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ในฐานข้อมูลของสพฐ.ทุกแบบ ยิ่งไปกว่านั้น หากปรับขนาดครัวเรือนโดยใช้จำนวนผู้ใหญ่เทียบเท่า (Adult Equivalence) หรือถ่วงน้ำหนักรายได้ต่อคนตามสัดส่วนการบริโภคตามช่วงอายุของสมาชิกครัวเรือน ร่วมกับการพิจารณาตามเงื่อนไข ยิ่งสามารถคัดกรองกลุ่มนักเรียนยากจนให้น้อยลงและแม่นยำมากขึ้น</p>



<p>คณะผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางว่า ให้ใช้เกณฑ์พิจารณารายได้ของครัวเรือนไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยปรับให้ขนาดครัวเรือนเป็นจำนวนผู้ใหญ่เทียบเท่า คู่กับการพิจารณาสภาพที่อยู่อาศัยเพียงเงื่อนไขเดียว เพราะมีลักษณะสังเกตได้ชัดเจนที่สุด อีกทั้งเงื่อนไขอื่น เช่น ภาระพึ่งพิงในครัวเรือน ยังมีสวัสดิการอย่างเบี้ยยังชีพคนชรา เบี้ยยังชีพคนพิการ หรือสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมช่วยเหลือได้</p>



<p>เมื่อคัดกรองนักเรียนยากจนด้วยเกณฑ์ข้างต้น ก่อนแจ้งจำนวนแก่สพฐ.ต้องมีกระบวนรับรองความถูกต้องของข้อมูลจากครูในสถานศึกษาและอาสาสมัครสาธารณสุขตำบล ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน เพื่อความรอบคอบรัดกุม รวมถึงสร้างระบบการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานท้องถิ่น</p>



<p>นอกจากการพิจารณานักเรียนยากจนผ่านรายได้และเงื่อนไขดังกล่าว ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ และคณะ ยังเสนอให้ใช้วิธีการทางสถิติ คือ แนวคิดการประมาณการรายได้โดยอ้อม หรือ Proxy Means Test (PMT) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการคัดกรองเด็กยากจน เพราะการสอบถามรายได้โดยตรงจากนักเรียนหรือผู้ปกครองอาจไม่แม่นยำ ตรวจสอบความถูกต้องยาก บางครัวเรือนมีรายได้ไม่เป็นทางการ ไม่แน่นอนสม่ำเสมอตลอดทั้งเดือนหรือทั้งปี ผู้ตอบจดจำไม่ได้ หรือเลี่ยงการให้ข้อมูลตามจริง ดังนั้น วิธี PMT จึงมีบทบาทสำคัญสำหรับการเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน เนื่องจากเป็นวิธีประเมินรายได้ครัวเรือนจากการวัดระดับการใช้จ่าย โดยสังเกตจากตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ ยากต่อการตบตา เช่น สภาพบ้าน น้ำกินน้ำใช้ ไฟฟ้า &nbsp;ฯลฯ ควบคู่กับการเก็บข้อมูลที่สำรวจได้ง่ายอย่างอายุหัวหน้าครอบครัว จำนวนเด็กเรียน จำนวนตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า และอื่นๆ มาใช้ประมวลผลทางสถิติ รวมถึงสร้างระดับคะแนนความยากจนต่อไป</p>



<p>ข้อดีของวิธี PMT คือสามารถถ่วงน้ำหนักเงื่อนไขสถานะครัวเรือนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ที่เก็บข้อมูล และสามารถเรียงลำดับนักเรียนยากจนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากการคำนวณเป็นระดับคะแนน&nbsp; อย่างไรก็ตาม จากการทดลองประมาณการจำนวนนักเรียนยากจนด้วยวิธีดังกล่าวในจังหวัดนำร่อง พบว่ายังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง ซึ่งความคลาดเคลื่อนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ Exclusion Error หรือความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ได้สัดส่วนครัวเรือนยากจนต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะผลของการประมาณรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ถือว่ายากจน และ Inclusion Error หรือความคลาดเคลื่อนที่ทำให้มีสัดส่วนครัวเรือนยากจนสูงกว่าความเป็นจริง เพราะผลของการประมาณรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ยากจนมาก</p>



<p>ปัจจุบัน PMT จึงถือเป็นทางเลือกที่ใช้ประมาณการจำนวนนักเรียนยากจน ร่วมกับการเก็บข้อมูลตัวเลขจริงจากแบบคัดกรอง และอยู่ในขั้นพัฒนาเพื่อความสมบูรณ์แม่นยำมากขึ้นในอนาคต</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-">สำรวจข้อจำกัดและสัมผัสการทำงานในพื้นที่จริง</h3>



<p>ภายหลังการเสนอเงื่อนไขคัดกรองนักเรียนยากจน คณะผู้วิจัยของชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ได้ลงพื้นที่ติดตามการทดลองเก็บข้อมูลเบื้องต้นใน 10 จังหวัดทุกภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย น่าน ในภาคเหนือ นครพนม นครราชสีมา อุดรธานี ตัวแทนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp; กาญจนบุรี จันทบุรี ที่ภาคกลาง และภาคใต้ คือ ภูเก็ตกับตรัง</p>



<p>ผลลัพธ์คือเงื่อนไขด้านสภาพที่อยู่อาศัยสามารถคัดกรองนักเรียนยากจนได้มากที่สุดดังคาด แต่การเก็บข้อมูลดังกล่าว จำเป็นต้องถ่ายภาพประกอบ จึงเกิดปัญหาเรื่องการเดินทางไปเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือบนเขาบนดอยนั้นมีความยากลำบาก และน่ากังวลเรื่องความปลอดภัยของครู อีกทั้งบางกรณี สภาพบ้านอาจไม่สามารถสะท้อนความยากจนของตัวนักเรียนได้ เพราะมีนักเรียนบางกลุ่มอาศัยกับญาติที่มีบ้านหลังใหญ่โต หรือมีปัจจัยด้านวัฒนธรรมอย่างชนเผ่าม้งที่นิยมสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่และวัสดุธรรมชาติ ทำให้แม้สอดคล้องกับเงื่อนไข แต่ไม่ได้มีสถานะยากจนจริง</p>



<p>นอกจากปัญหาข้างต้น ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สภาพที่อยู่อาศัยเป็นเงื่อนไขคัดกรอง เป็นต้นว่า ภาพถ่ายบ้านของนักเรียนใหญ่โตทันสมัย แต่เลือกกรอกข้อมูลว่ามีสภาพทรุดโทรม สภาพความทรุดโทรมของบ้านไม่สะท้อนรายได้ของครอบครัว บางภาพถ่ายไม่เห็นลักษณะบ้านชัดเจน ทำให้ผู้วิจัยเลือกปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาใหม่ โดยหันมาใช้เงื่อนไขอีก 3 ด้าน ซึ่งได้แก่ ภาระพึ่งพิงของครอบครัว การถือครองยานพาหนะ และเป็นเกษตรกรมีที่ดินน้อย พร้อมข้อมูลการวัดรายได้มาคัดกรองร่วมด้วย จนพบว่ามีประสิทธิภาพในการคัดกรองไม่แพ้กัน</p>



<p>การลงพื้นที่ยังทำให้เราพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาด้านการทำงานของสถานศึกษาแต่ละแห่ง&nbsp;<em>ประการแรก</em>คือ สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรหรือเข้าไม่ถึงโรงเรียนที่อยู่บนดอยอย่างในจังหวัดเชียงราย น่าน แม่ฮ่องสอน ทำให้ระบบการแจ้งข่าวและส่งข้อมูลเป็นไปอย่างยากลำบาก</p>



<p><em>ประการที่สอง&nbsp;</em>ไม่มีระบบการตรวจสอบข้อมูลจากทางโรงเรียนก่อนกรอกในระบบ เกิดความคลาดเคลื่อน ไม่สมบูรณ์ของข้อมูล รวมถึงความเข้าใจผิดระหว่างทางการและโรงเรียน</p>



<p><em>ประการที่สาม&nbsp;</em>บุคลากรในโรงเรียนบางแห่งไม่สามารถจัดสรรเวลาไปเยี่ยมบ้านนักเรียนยากจน หรือเลือกใช้วิธีสอบถามจากนักเรียนแทน เพื่อให้กรอกรายละเอียดเสร็จทันตามกำหนด ข้อมูลที่ได้จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง</p>



<p><em>ประการที่สี่&nbsp;</em>ครูผู้ทำหน้าที่คัดกรองนักเรียนส่วนหนึ่งไม่มีความชำนาญด้านการใช้เทคโนโลยี ทำให้ต้องไหว้วานครูหรือบุคลากรคนอื่นกรอกข้อมูลแทน เมื่อต้องทำการตรวจสอบหรือยืนยันข้อมูลจากผู้คัดกรองโดยตรงจึงอาจทำได้ยาก</p>



<p>และ<em>ประการสุดท้าย&nbsp;</em>นักเรียนส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในหอพักหรือมูลนิธิ ซึ่งบางแห่งไม่ประสงค์ขอรับเงินช่วยเหลือเด็กยากจน จึงไม่ให้ความร่วมมือในการสอบถามข้อมูลจากนักเรียน เป็นเหตุให้มีเด็กบางกลุ่ม ‘ตกสำรวจ’ จนข้อมูลคลาดเคลื่อนไป</p>



<p>ปัญหาข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการช่วยเหลือนักเรียนยากจนที่มีประสิทธิภาพอาจไม่ได้จบลงแค่การออกแบบเกณฑ์คัดกรอง หรือยกระดับระบบสารสนเทศของรัฐ แต่ยังมีอีกหลายมิติให้พัฒนาไปด้วยกัน ทั้งโครงสร้างขั้นพื้นฐาน การสร้างองค์ความรู้แก่คนทำงาน รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือองค์กรอิสระในท้องถิ่น</p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมหลังผู้วิจัยได้สัมผัสวิถีชุมชนแต่ละแห่ง คือมิติด้านภูมิประเทศและวัฒนธรรมมีส่วนสำคัญต่อโอกาสทางการศึกษาของเด็กยากจนเช่นกัน จากการสังเกตพฤติกรรมนักเรียน ณ โรงเรียนชายขอบหรือโรงเรียนที่มีบริเวณติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านพบว่า เด็กต่างชาติอย่างพม่าและลาวประสบปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางข้ามฝั่งมาเรียนที่ไทย บางครั้งต้องหยุดเรียนเพื่อกลับบ้านไปช่วยผู้ปกครองทำงานหาเงิน เช่นเดียวกับนักเรียนบนดอย ที่จำเป็นต้องขาดเรียนไปช่วยงานครอบครัวเมื่อถึงฤดูเพาะปลูกหรือฤดูเก็บเกี่ยว</p>



<p>ขณะเดียวกัน ประเพณีของชนเผ่า เช่น ม้ง ซึ่งมีประเพณีฉุดหญิงสาวไปเป็นภรรยา ทำให้นักเรียนบางคนต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน หรือเทศกาลกินวอของหลายชนเผ่า ก็ส่งผลให้เด็กขาดเรียนติดต่อกันหลายวันจนกระทบต่อสิทธิ์เข้าสอบของตัวเด็กและกลายเป็นปัญหาของโรงเรียน</p>



<p>หากเราตั้งเป้าหมายว่าต้องการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากไร้ในทุกๆ กลุ่มให้เสมอภาคกัน เรื่องเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐต้องหันมาทบทวนและค้นหาแนวทางการช่วยเหลือในอนาคต</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2-%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84-">บทสรุปการค้นหา มอบอนาคตทางการศึกษาอย่างเสมอภาค</h3>



<p>บทสรุปของชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ และคณะ หลังผ่านการศึกษาวิจัย ลงพื้นที่ และประมวลผลหลากหลายขั้นตอน คือการกลับมาประเมินจำนวนนักเรียนยากจน ‘ที่แท้จริง’ ทั่วทั้งประเทศในระบบฐานข้อมูลของสพฐ. ผ่านเกณฑ์คัดกรอง 9 แบบ ซึ่งเป็นทั้งการคัดกรองโดยใช้รายได้เพียงอย่างเดียว และใช้รายได้จับคู่กับเงื่อนไขแบบต่างๆ ผสมผสานกัน</p>



<p>ผลปรากฏว่า เกณฑ์รายได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน และสถานะครัวทั้ง 4 เงื่อนไขสามารถคัดกรองนักเรียนยากจนได้มากที่สุด จากจำนวนกว่า 1.4 ล้านคนในระบบ เหลือเพียง 115,203 คน คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของนักเรียนทั้งหมดในระดับประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น แน่นอนว่าถ้าลดเงื่อนไขลง เหลือเพียง 3 หรือ 2 หรือผ่านเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งโดยไม่กำหนด จะยิ่งทำให้มีสัดส่วนนักเรียนยากจนมากขึ้น ตามลำดับ</p>



<p>ขณะเดียวกัน ถ้าเลือกใช้รายได้พิจารณาร่วมกับเงื่อนไข 1 ด้านอย่างเจาะจง ผลคือเกณฑ์รายได้และสภาพที่อยู่อาศัยสามารถคัดกรองนักเรียนยากจนให้เหลือเพียง 465,433 คน คิดเป็นร้อยละ 9.5 ของนักเรียนทั้งหมด ตรงกันข้าม การใช้เงื่อนไขถือครองยานพาหนะจะคัดกรองได้น้อยที่สุด เหลือนักเรียนยากจนถึงร้อยละ 20.6 จากทั้งหมด ใกล้เคียงกับผลของการใช้เกณฑ์รายได้พิจารณาอย่างเดียว คือร้อยละ 33.1</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2020/02/graph-03edit2.png" alt="ประมาณการจำนวนนักเรียนยากจนทั่วประเทศ สังกัดสพฐ. ตามเกณฑ์ทั้ง 9 แบบ" class="wp-image-211699"/></figure></div>



<p><a href="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2020/02/graph-03edit2.png" target="_blank" rel="noreferrer noopener"></a></p>



<p>อย่างไรก็ดี เกณฑ์การคัดกรองแต่ละแบบล้วนมีความสามารถในการจำแนกความยากจนแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด ดังนั้น ทางสพฐ.และโรงเรียนแต่ละแห่งอาจจะต้องทำความเข้าใจ กำหนดเกณฑ์ร่วมกัน เพื่อให้เหมาะสมกับสังคมนักเรียนยากจนในสังกัดของตน รวมถึงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มที่ด้อยโอกาสมากที่สุดก่อน</p>



<p>การช่วยเหลือเหล่านั้นอาจหนีไม่พ้นวิธีการมอบเงินอุดหนุนอย่างที่เคยทำมา แต่หลังจากที่เราเห็นว่าเงินมูลค่ากว่า 2.3 พันล้านสามารถดูแลเด็กยากจนได้ไม่ถึงครึ่ง อีกทั้งยังเป็นการมอบเงินให้ผิดคน ผิดวัตถุประสงค์&nbsp; คณะผู้วิจัยของชัยยุทธจึงเสนออัตราเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนแบบใหม่ ซึ่งแบ่งออกเป็น อัตราเงินอุดหนุนขั้นสูงและขั้นต่ำ</p>



<p>สำหรับขั้นสูง รัฐจะมอบเงินเป็นค่าใช้จ่ายทางการศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ ค่าเล่าเรียนหรือค่าบำรุงการศึกษา ค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือ อุปกรณ์การเรียนต่างๆ และค่าเดินทางไปเรียน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนค่าอาหารเช้าสำหรับนักเรียนชั้นประถม มื้อละ 10 บาท และค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นอีกมื้อละ 20 บาท จำนวน 200 วัน ด้านอัตราเงินอุดหนุนขั้นต่ำ จะมอบเงินแค่ค่าเดินทางและค่าอาหารเช้าหรือกลางวันเท่านั้น</p>



<p>เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายออกมา พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาจะได้รับเงินราว 2,700 ต่อปีตามอัตราอุดหนุนขั้นต่ำ และอีก 4,092 บาทต่อปีหากใช้อัตราอุดหนุนขั้นสูง ในทำนองเดียวกัน นักเรียนชั้นมัธยมต้นจะได้รับเงินตามอัตราขั้นต่ำประมาณ 5,620 บาทต่อปี ขั้นสูงเป็นเงิน 7,974 บาทต่อปี</p>



<p>และถ้าอ้างอิงข้อมูลจำนวนนักเรียนที่ได้จากการคัดกรองด้วยเกณฑ์ใหม่ จะทำให้งบประมาณช่วยเหลือเด็กยากจนทั้งหมดเริ่มต้นที่ 563 ล้านบาท เมื่อใช้อัตราอุดหนุนขั้นสูง และ 380 ล้านบาท หากใช้อัตราอุดหนุนขั้นต่ำ น้อยกว่าจำนวนงบประมาณเดิมเกือบ 4 เท่าตัว</p>



<p>ทั้งนี้ ผู้วิจัยยังเสนอว่าสพฐ.ควรหาวิธีมอบเงินแก่ผู้เรียนโดยตรง ผ่านระบบ e-payment เพื่อการลดความเหลื่อมล้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และควรพิจารณาแนวทางการให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfers : CCT) ที่กำหนดว่าผู้รับเงินต้องปฏิบัติตามข้อตกลงใดบ้างจึงจะได้รับเงินกรณีของเงินช่วยเหลือทางการศึกษาอาจเป็นการกำหนดจำนวนเวลาเข้าเรียนของนักเรียน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเด็กเหล่านี้จะเข้าถึงการศึกษาที่ควรได้รับ และเพื่อลดปัญหาการขาดเรียนของเด็กที่ต้องออกไปทำงานหารายได้กลางคัน โดยจากตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น เม็กซิโก ฮอนดูรัส บังคลาเทศ กัมพูชา หรือปากีสถาน แสดงให้เห็นว่า CCT สามารถทำให้เด็กเข้าเรียนเพิ่มขึ้นจริง และการที่เด็กเล็กอย่างชั้นประถมเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ จะมีการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ พฤติกรรม และอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>การมอบเงินช่วยเหลือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ตรงไปตรงมาและเป็นรูปธรรม ทว่า ในท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญของการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ ย่อมเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างการคมนาคม เครือข่ายการสื่อสาร การเติบโตทางเศรษฐกิจและอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการมอบโอกาสทางการศึกษาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง :</strong></p>



<p>ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ และคณะ.&nbsp; โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้.&nbsp; ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.</p>



<p>คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.).&nbsp; รายงานเฉพาะเรื่องที่ 2 ความไม่เสมอภาคทางการศึกษา. เข้าถึงได้&nbsp;<a href="https://www.thaiedreform.org/wp-content/uploads/2020/01/CommissionReport04.pdf?fbclid=IwAR2o2MTaDulY4ENszofcgV5f6bcBa6g3vO7_BjuWr6eAY7rcWvIZSM02CNA" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ที่นี่&nbsp;</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/thai-report-education/">ไขรหัสความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย เหตุใดความช่วยเหลือไปไม่ถึงเด็กยากจน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2021 07:32:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ธานี ชัยวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[กานต์ธีรา ภูริวิกรัย]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ขวัญพลอย ชีช้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ชญานี ชวะโนทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[พงศ์นคร โภชากรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41703</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การศึกษาเป็นประตูไปสู่โอกาสที่ดีกว่า” ประโยคนี้เป็นควา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children-2/">ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“การศึกษาเป็นประตูไปสู่โอกาสที่ดีกว่า” ประโยคนี้เป็นความจริงที่ยากปฏิเสธ แต่ก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่เด็กอีกหลายคนไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้สัมผัสประตูบานนี้ เพราะฐานะที่ยากจนและต้นทุนชีวิตที่น้อยกว่าคนอื่น มีการประมาณว่า ในแต่ละปี มีนักเรียนเฉลี่ย 670,000 คนจากครัวเรือนที่ยากจน ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>เมื่อเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา ก็ย่อมส่งผลต่อการเข้าถึงโอกาสอื่นในชีวิต กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เด็กและเยาวชนเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเช่นกัน</p>



<p>สืบเนื่องจากปัญหาดังกล่าว กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ร่วมทำการวิจัยจนได้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามอุปสงค์ (Demand-size financing) ตรงตามความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล และยังเปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการสถานศึกษา เข้ามามีบทบาทในกระบวนการนี้ด้วย</p>



<p>นี่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่มีหน่วยงานนำข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อปฏิรูปการจัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับนักเรียนยากจน โดยระบบนี้จะช่วยสถานศึกษาและบุคลากรในการคัดกรองและสนับสนุนงบประมาณให้นักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นเหมือนการรับประกันว่า การจ่ายเงินอุดหนุนไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นมาตรการเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม</p>



<p>เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กสศ. ได้จัดงานสัมมนา ‘ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ’ ที่นอกจากจะพูดคุยถึง<a href="https://www.the101.world/next-step-of-subsidizing-poor-children/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การใช้วิธีการวัดรายได้ทางอ้อมเพื่อคัดกรองเด็ก และผลการคัดกรองที่กสศ. ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายแล้ว</a> ยังเป็นการเสวนาเพื่อร่วมหาทางออกให้กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอีกด้วย โดยผู้เข้าร่วมการเสวนาประกอบด้วย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท </strong>รองผู้จัดการกสศ. <strong>ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์</strong> ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>คุณขวัญพลอย ชีช้าง </strong>จากกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย <strong>คุณพงศ์นคร โภชากรณ์</strong> เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง <strong>ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ </strong>จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี <strong>ผศ.ดร.ธร ปีติดล</strong> เป็นผู้ดำเนินการเสวนา</p>



<p>ต่อจากนี้คือการเก็บความจากงานเสวนาดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และความพยายามจากหลายภาคส่วนที่จะเข้ามาร่วมลดความเหลื่อมล้ำนี้ และยังเป็นเหมือนการทิ้งโจทย์สำคัญไว้ให้เราตอบว่า เราจะช่วยนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างไร</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-7d968b5b gb-headline-text">UNICEF กับโครงการเพื่อการเลี้ยงดูเด็กยากจน (Child Support Grant) – ขวัญพลอย ชีช้าง</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b82ec8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/kwanploy-1-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณขวัญพลอย ชีช้าง จาก UNICEF ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>คุณขวัญพลอย ชีช้าง</strong>&nbsp;จาก UNICEF ประเทศไทย เริ่มต้นการเสวนาด้วยการแบ่งปันประสบการณ์การทำงานในโครงการเพื่อการเลี้ยงดูเด็กยากจน (Child Support Grant) ที่ทำร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ โดยขวัญพลอยอธิบายว่า โครงการดังกล่าวเป็นรูปแบบหนึ่งของโครงการจัดสรรเงินอุดหนุน (Cash Transfer) แบบให้เปล่า โดยมีจุดประสงค์จะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวที่มีบุตร</p>



<p>“โครงการปัจจุบันเป็นโครงการที่ให้ความคุ้มครองกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี และอยู่ในครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อคนต่อปี จะเห็นว่าโครงการนี้ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกับโครงการสวัสดิการรัฐเหมือนกัน”</p>



<p>สำหรับผู้ที่ลงพื้นที่เพื่อคัดเลือกครอบครัวที่จะได้รับเงินอุดหนุน จะเป็นกลุ่มคนในชุมชนที่รู้จักแต่ละครอบครัวดีอยู่แล้ว เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรืออาสาสมัครที่ปฏิบัติงานด้านต่างๆ ในชุมชน (อพม.) และมีเจ้าหน้าที่กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสาสมัครอีกกลุ่มเป็นคนทำหน้าที่รับรองอีกทีหนึ่ง</p>



<p>ในตอนแรก โครงการนี้ใช้วิธีการคัดกรองด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (PMT) เช่นกัน แต่เกิดปัญหาในช่วงสองสามปีแรกว่า กลุ่มคนที่ลงพื้นที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ และด้วยความที่โครงการเพื่อการเลี้ยงดูเด็กยากจน พิจารณาคัดเลือกครอบครัวจากทั่วประเทศ ทำให้การคัดเลือกครอบครัวที่จะเข้าเงื่อนไขได้รับเงินอุดหนุนเป็นเรื่องค่อนข้างยาก โครงการจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการ โดยอาจจะไม่ได้ใช้วิธี PMT ทั้งหมด แต่เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน</p>



<p>“ขั้นตอนการดำเนินงานของโครงการ จะเริ่มจากการที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หรือว่ามีบุตร ต้องไปลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ ก็จะลงทะเบียนกับ กทม. โดยจะต้องกรอกข้อมูลและมีผู้รับรองอย่างน้อย 2 คน ซึ่งอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่เขตหรืออาสาสมัคร และถ้าไม่มีใครคัดค้านอะไรภายใน 15 วัน ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์”</p>



<p>“จากนั้น ข้อมูลจะถูกส่งมาให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนประมวลผล และส่งเรื่องเบิกไปที่กรมบัญชีกลางต่อไป โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลกับทางกระทรวงมหาดไทยอีกรอบด้วย จะเห็นว่า นี่ไม่ใช่การทำงานของกระทรวงหรือหน่วยงานเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมของหลายหน่วยงาน”</p>



<p>ขวัญพลอยเล่าต่อว่า ในช่วงปี 2558 โครงการเริ่มพิจารณาให้เงินอุดหนุนกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปีเป็นการนำร่อง และมีเกณฑ์รายได้คือ 36,000 บาทต่อคนต่อปี โดยโครงการให้เงิน 400 บาทต่อครอบครัว ซึ่งจากการประเมินออกมาได้ผลค่อนข้างดี จึงขยายโครงการเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการให้เงินอุดหนุนเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ในปี 2559 และในช่วงต้นปีที่ผ่านมาทางโครงการได้ขยายความคุ้มครองไปถึงเด็กอายุ 6 ปี รวมถึงปรับเกณฑ์รายได้จาก 36,000 บาท เป็น 100,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ</p>



<p>ขวัญพลอยชี้ให้เห็นว่า โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นโครงการที่ดำเนินงานและขยายตัวออกไปได้อย่างรวดเร็ว คือช่วยเหลือเด็กได้เกือบล้านคนในระยะเวลา 3-4 ปี อีกทั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังมีหลายประเทศมาดูงาน เช่น ประเทศพม่า และถ้ามองในแง่ของครอบครัวที่ได้รับเงินอุดหนุนนั้น ขวัญพลอยเล่าว่า เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนจะมีภาวะทางโภชนาการที่ดีกว่า เข้าถึงบริการสาธารณสุขหรือบริการทางสังคมได้มากกว่า ขณะที่แม่ของเด็กที่ได้รับเงิน ก็จะมีอำนาจในการตัดสินใจที่มากกว่าด้วย</p>



<p>แม้จะเห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม แต่โครงการก็ยังต้องเจอกับความท้าทายอยู่หลายประการ ประการแรก การที่โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือกันของหลายหน่วยงาน ทำให้อาจเกิดปัญหาขัดกันในแง่ของกฎระเบียบ หรือเงื่อนไขบางอย่างบ้าง ประการที่สอง ในช่วงดำเนินโครงการ ตัวโครงการมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนไปค่อนข้างเร็ว ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องรับผิดงานหลายส่วนอยู่แล้ว อาจเกิดความสับสนได้ ซึ่งทางกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็พยายามหาทางจัดการกับความท้าทายดังกล่าวอยู่</p>



<p>“เรื่องการสื่อสารก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ คือเราจะทำอย่างไรให้คนเข้าถึงหรือรับรู้ข้อมูล ซึ่งตัวโครงการจะมีเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงด้วย” ขวัญพลอยกล่าว พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า กำลังมีการออกแบบระบบเพื่อให้สนับสนุนคนได้มากขึ้น และมีการติดตามตรวจสอบโครงการด้วย</p>



<p>นอกจากนี้ ทางคณะทำงานยังมีแผนที่จะขยับขยายโครงการออกไปให้เด็กในช่วงอายุอื่น และอาจจะพัฒนาไปเชื่อมกับบริการอื่นๆ เช่น กลุ่มคุณแม่วัยรุ่น ที่ต้องออกจากระบบการศึกษาก่อนเวลา และไม่มีองค์ความรู้เพียงพอในการเลี้ยงลูก ทางโครงการจึงอยากสนับสนุนให้กลุ่มนี้หาลู่ทางประกอบอาชีพ และมีองค์ความรู้พอที่จะเลี้ยงลูก ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของประชากรที่มีคุณภาพต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-623b93da gb-headline-text">นโยบายแบบ tailor-made เพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุด – พงศ์นคร โภชากรณ์</h3>



<p>ภาครัฐถือเป็นภาคส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษและอยู่ในสนามมาอย่างยาวนาน ประสบการณ์ของหน่วยงานภาครัฐในการช่วยเหลือเด็กยากจน จึงมีคุณูปการสำคัญต่อการออกแบบนโยบายในอนาคต โดย <strong>พงศ์นคร โภชากรณ์ </strong>เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่า การที่เด็กยากจน หมายความว่าพ่อแม่ของพวกเขาจน ดังนั้น การจะช่วยเด็กที่ยากจน ต้องเริ่มจากการช่วยเหลือพ่อแม่ที่ยากจน แล้วจึงช่วยเด็กไปด้วยพร้อมๆ กัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9e12de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Pongnakorn-1-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พงศ์นคร โภชากรณ์ เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p>พงศ์นครกล่าวว่า สาเหตุของความยากจนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การใช้นโยบายแบบเดียวกับคนทุกกลุ่มจึงอาจไม่ใช่ทางออก ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงมีความพยายามในการออกนโยบายแบบ tailor-made มากขึ้น</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน พงศ์นครยกตัวอย่างว่า สมมติคนๆ หนึ่งอยู่กรุงเทพฯ มีรายได้ไม่พอใช้จ่าย เพราะค่าครองชีพที่กรุงเทพฯ สูง แต่พอย้ายไปอยู่ที่ต่างจังหวัด รายได้ยังเท่าเดิม แต่รายจ่ายลดลง เขาก็อาจจะไม่ใช่คนที่ถูกเรียกว่าเป็นคนจนอีกต่อไป ดังนั้น เวลาเราจะพิจารณาเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนยากจน จึงควรพิจารณาเป็นรายจังหวัด ไม่ใช่ทั้งประเทศ มิเช่นนั้นคนที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีค่าครองชีพสูงจะเสียเปรียบมากกว่า</p>



<p>“ผมจึงมีไอเดียว่า เราอาจต้องมองเรื่องการนำ Big Data เข้ามาใช้ เพราะการทำข้อมูลโดยใช้ฐานข้อมูล (Database) ธรรมดา อาจไม่ได้ช่วยให้เราเห็นภาพทั้งหมดครบถ้วน”</p>



<p>“ข้อมูลบอกว่า คนรายได้น้อยทั้งหมดมีจำนวน 14.6 ล้านคน คัดกรองเฉพาะคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty line) เหลือ 10.8 ล้านคน ในจำนวนสิบล้านกว่าคนนี้แจ้งกับเราว่า มี 1.2 ล้านคนที่มีลูก แล้วเราต้องมาแยกรายได้ของคน 1.2 ล้านคนนี้อีกทีหนึ่ง เพื่อจะหากลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด”</p>



<p>“เมื่อเราได้กลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุดแล้ว จึงจะมาจำแนกคนในกลุ่มนี้อีกที โดยใช้ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยว่าครอบครัวไหนมีลูกอายุต่ำกว่า 18 ปี และในบรรดาเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ต้องหาต่อว่า มีเด็กคนไหนที่ยังอยู่ในระบบโรงเรียน โดยใช้ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ออกมา 800,000 กว่าคน”</p>



<p>“เมื่อได้ตัวเลขดังกล่าวมาแล้ว เราอาจจะเอามาคัดกรองอีกทีว่า เด็กแปดแสนกว่าคนนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน อาจอยู่ในหมู่บ้านที่ยังไม่มีถนน หรือยังไม่มีไฟฟ้าใช้ บ้านไม่ถูกสุขลักษณะ หรือกินอาหารไม่ครบ 3 มื้อ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เราควรช่วยเหลือเป็นพิเศษก่อน”</p>



<p>นอกจากข้อมูลตัวเลขแล้ว ทางคณะทำงานยังมีชื่อ ที่อยู่ และเลขบัตรประชาชน ทำให้เอื้อต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต และยังมีการแบ่งข้อมูลความยากจนเป็นรายจังหวัดอีกด้วย ทั้งนี้ พงศ์นครได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า การให้เงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขเรื่องความยากจนที่ตรงจุด เพราะบางครอบครัวอาจไม่ได้ลำบากเรื่องเงิน แต่ลำบากเรื่องอื่น เช่น หมู่บ้านยังไม่มีถนนตัดผ่าน ดังนั้นการช่วยเหลือคนที่มีฐานะยากจนจึงควรช่วยตามความเหมาะสมของกลุ่มคนและพื้นที่ ให้ในสิ่งที่เขาต้องการและมีความจำเป็นต่อชีวิตของเขา</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-45452ae8 gb-headline-text">การมองเห็น ‘ความแตกต่าง’ ระหว่างเด็กแต่ละคน คือหัวใจของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนในอนาคต – ชญานี ชวะโนทย์</h3>



<p>วงเสวนาขยับมาที่ <strong>ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ </strong>จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เกริ่นนำว่า ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจน อาจเป็นการพิจารณาถึงเรื่องของการประเมินผล (Assessment) และเมื่อมีการประเมินผลแล้ว ก็น่าจะมี Feedback กลับมาว่า ตัวโครงการมีผลต่อพฤติกรรมหรือผลลัพธ์ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จต่อเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่ อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f01dff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/chayanee2-768x576-1-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“มีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องการประเมินผล อย่างเรื่องของการมาโรงเรียน กสศ. จะกำหนดเงื่อนไขว่าต้องมาเรียนไม่ต่ำกว่า 80% การให้ข้อมูลของทางฝั่งคุณครูจึงสำคัญมาก เพราะจะมีผลต่อการประเมินความสำเร็จของโครงการเราด้วย แต่มันจะมีบริบทที่มากกว่านั้น เช่น ความแตกต่างของนักเรียนชายกับนักเรียนหญิง หรือการมาโรงเรียนของนักเรียนในแต่ละระดับชั้น”</p>



<p>“สมมติว่าเราให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขไปแล้ว เด็กชั้นประถมอาจจะมาเรียนมากขึ้น แต่อาจไม่ได้ผลกับกลุ่มเด็กมัธยมขนาดนั้น เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง คือเด็กมัธยมอาจจะเริ่มมีทางเลือกในการออกไปทำงานมากกว่า หรือบางครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม เวลาเขาขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยว ก็อาจเรียกลูกๆ ไปช่วยทำงาน ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องขาดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่”</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ชญานีจึงสรุปว่า การประเมินจะต้องพิจารณาเรื่องความแตกต่างในแต่ละกลุ่ม และอาจต้องมีการประเมินผลส่วนอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากการมาเรียน เช่น ประสิทธิภาพในห้องเรียน หรือการศึกษาต่อ และถ้าในอนาคตมีงบประมาณเพียงพอ อาจสามารถตามเก็บข้อมูลเด็กได้จนถึงช่วงที่เด็กคนนั้นเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อดูว่านโยบายเช่นนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพทุนมนุษย์ได้จริงหรือไม่</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-7f0bf82b gb-headline-text">โจทย์ต่อไป: ทำอย่างไรให้คนเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น? – ธานี ชัยวัฒน์</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b34dff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Thanee-1-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“เวลาที่เราคิดถึงเรื่องพฤติกรรมและการทดลอง มักจะมีโจทย์ท้าทาย 2 ข้อ ข้อแรกคือ เวลาเราจะทำอะไรสักอย่าง เราทำไปทำไม และข้อที่สองคือ เรามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไหม”&nbsp;<strong>ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นด้วยคำถามเชิงพฤติกรรมทั่วไปของทุกคน และโยงกลับมายังโจทย์ของ กสศ.ว่า เวลาครัวเรือนยากจนพิเศษส่งลูกเข้าโรงเรียน จะต้องถามตัวเองก่อนว่า ต้นทุนที่แท้จริงที่เขาต้องจ่ายเพื่อส่งลูกเข้าโรงเรียนคืออะไร คุ้มทุนกับเขาไหม และถ้าไม่เอาลูกเข้าโรงเรียน ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) คืออะไร</p>



<p>“ผมเคยทำโครงการเรื่อง Nutrition and Stress on Poverty กับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพบว่า การได้รับสารอาหารในวัยเด็กจะส่งผลต่อการเติบโตทางสมอง ถือเป็นการลงทุนในระยะยาว และจะส่งผลต่อกระบวนการคิด ซึ่งการคิดจัดเป็นตรรกะ เติบโตขึ้นจากประสบการณ์ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”</p>



<p>“เพราะฉะนั้น เมื่อย้อนกลับไปดูครัวเรือนที่ยากจน เราจะเห็นว่าเขาเสียเปรียบตั้งแต่เรื่องสภาพแวดล้อม ความเครียด และสารที่ส่งผลต่อสมองตั้งแต่ตอนยังเด็กแล้ว คำถามคือ เมื่อเขาเข้าสู่ระบบการศึกษา ปลายทางของเขาคือตรงไหน ถ้าเรียนแล้วไม่จบปริญญาตรี คนที่มีฐานะยากจนก็จะกลับมาคิดว่า แล้วเขาจะเรียนไปทำไม มันจำเป็นไหม ในเมื่อปู่ย่าตายายก็จบออกมาทำนา รับจ้างเหมือนเดิม ไม่เรียนก็หาเลี้ยงชีพเหมือนกัน”</p>



<p>ดังนั้น เพื่อจะจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบการศึกษา ธานีจึงเสนอว่า ต้องทำให้เขาเข้าใจผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาในระยะยาว ซี่งมีอยู่หลักๆ 2 วิธี ได้แก่ ทำให้เขาคาดหวังถึงอนาคต และมีตัวอย่างคนในชุมชนรุ่นก่อนหน้าเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้</p>



<p>“มีหนึ่งคำถามสำคัญคือ ทำไมบางครอบครัวไม่ส่งลูกเข้าโรงเรียน คำตอบแรกคือ ในบางครัวเรือนไทย ลูกถือเป็นแรงงานระยะสั้นที่ช่วยเขาทำงาน หรือถ้าเขาจะมองลูกเป็นการลงทุน ก็มองด้วย sensing of retirement คือคาดหวังให้คอยมาดูแลเขาตอนเกษียณ ลูกเลยถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามาก ถ้าลูกเป็นอะไรไปหรือต้องเข้าโรงพยาบาล เขาจ่ายค่ารักษาหรือรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไม่ไหวแน่ๆ เขาเลยต้องเก็บลูกไว้กับตัว”</p>



<p>“เพราะฉะนั้น เวลาถามพ่อแม่ว่า ทำไมคุณไม่ให้ลูกไปโรงเรียน มีพ่อแม่จำนวนหนึ่งตอบว่าอยากให้ลูกอยู่ด้วย เพราะลูกจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่รับประกันพวกเขาในอนาคต ดังนั้นเราอาจต้องมองถึงการมีโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน หรือมีการรับประกันความเสี่ยงของครัวเรือนด้วย”</p>



<p>“คำตอบข้อที่สอง รายจ่ายด้านการศึกษาจนลูกเรียนจบไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับระดับรายได้ แต่มีเรื่องเสถียรภาพของรายได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การรับประกันจึงต้องรับประกันทั้งเรื่องระดับรายได้และเสถียรภาพรายได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเขาคิดว่าส่งลูกเรียนได้แค่ชั่วคราว ก็ไม่อยากส่ง อีกอย่างคือบางครอบครัวถือว่าลูกเป็นความสุขของปู่ย่าตายาย มองว่าปู่ย่าตายายจะเลี้ยงหลานได้ดีกว่า เพราะพ่อแม่ก็ถูกกลุ่มนี้เลี้ยงมาเหมือนกัน ดังนั้น บางครอบครัวเลยให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงไปเรื่อยๆ หรือให้เข้าโรงเรียนให้น้อยที่สุด”</p>



<p>“สุดท้ายเป็นเรื่องของทัศนคติ หลายครัวเรือนมองว่า ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ยกเว้นแต่จะมีเงินอุดหนุนให้เรียน แปลว่าเรื่องของทัศนคติ ค่านิยม และการมีโอกาสในชีวิตยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่”</p>



<p>ธานีปิดท้ายว่า โจทย์ต่อไปที่นอกเหนือจากเรื่องทำให้พ่อแม่ตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนแล้ว ยังต้องมองเรื่องการอุดหนุนหรือการที่มีคนในชุมชนเป็นคนช่วยสร้างแรงบันดาลใจด้วย</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-4dfa1b94 gb-headline-text">ก้าวต่อไปของ กสศ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา – ไกรยส ภัทราวาท</h3>



<p>หลังจากที่รับฟังการอภิปรายและข้อเสนอแนะจากหลายภาคส่วน&nbsp;<strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท&nbsp;</strong>รองผู้จัดการ กสศ. ได้ปิดท้ายว่า ภารกิจของ กสศ. ถือ เป็นการป้องกันความไม่เสมอภาคที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กก่อนวัยเรียนจนไปถึงการศึกษาภาคบังคับ คือตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดเป็นเวลาราว 12 ปี แต่ปัญหาสำคัญคือ งบประมาณที่มีจำกัด ทำให้ต้องมีการหาสมดุลทางการเงินการคลัง และผลกระทบในเรื่องสวัสดิการด้วย</p>



<p>“ตอนนี้ กสศ. เหมือนกำลังวิ่งผลัดอยู่ เรารับไม้ต่อมาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ให้เงินสนับสนุนเด็กมา 3 ปี 6 ปีแล้ว เราก็ต้องพยุงเขาต่อไปจนจบการศึกษาภาคบังคับ แต่ประเด็นคือเรามีทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งเราก็พยายามจะทำให้ดีที่สุดอยู่ แต่เราเองไม่ได้อยากจะทำทั้งหมด แต่อยากสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อส่งไม้ต่อให้หน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องได้เข้ามาทำงานร่วมกันด้วย”</p>



<p>ไกรยศยังได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย บราซิล หรือเม็กซิโก มีการรวบรวมฐานข้อมูลและนโยบายเข้าด้วยกัน จึงสามารถที่จะทำงานร่วมกันได้เลย</p>



<p>จากข้อเสนอว่านโยบายช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษควรจะเป็นแบบ tailor-made ไกรยสพูดถึงเรื่องนี้ว่า นโยบายแบบนี้จะสามารถเชื่อมกับการตัดสินใจร่วมกันกับครอบครัวของเด็กได้ด้วย เพราะแต่ละครอบครัวมีโจทย์เส้นทางอาชีพและมุมมองต่อการส่งลูกเข้าระบบการศึกษาไม่เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c952f5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/kraiyos-1-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“ผมเคยไปที่จังหวัดหนี่ง เจอครอบครัวที่เป็นพวกทำเครื่องเงินหรือแกะสลัก เขาก็บอกว่า พอเอาลูกเข้าโรงเรียนลูกก็แกะสลักไม่เป็นแล้ว อีกอย่างคืองานฝีมือที่เขาทำได้ มูลค่าสูงกว่าทำงานรับเงินเดือน 15,000 บาทอีก”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม นโยบายแบบ tailor-made ยังต้องเจอกับความท้าทายอยู่ อย่างแรกคือต้องมีการทำวิจัยเยอะ และยังมีเรื่องการนำบุคลากรการศึกษาให้มาทำงานร่วมกัน คำถามจึงเป็นเรื่องที่ว่า จะทำอย่างไรให้คนที่เกี่ยวข้องมาร่วมออกแบบการศึกษาของเด็กด้วยกัน</p>



<p>“ถ้าเด็กแต่ละคนมีแผนที่การศึกษาของตัวเอง คุณครูก็จะสามารถเชื่อมโยงแผนการเรียนตามหลักสูตรมาตรฐานของประเทศเข้ากับแต่ละครอบครัวได้ นี่จะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) และเป็นภาพอนาคตที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนด้วย”</p>



<p>ทั้งนี้ ไกรยสกล่าวว่า ตอนนี้ทาง กสศ. เริ่มจับประเด็นเรื่อง growth mindset ดูเรื่องความตั้งใจของเด็กว่า เมื่อเด็กได้ทุนเสมอภาคแล้วจะอยากศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไหม และถ้าเด็กปรับทัศนคติของตนเองแล้ว ครอบครัวจะเห็นด้วยหรือไม่</p>



<p>“เราจะทำยังไงให้ทั้งครอบครัวและเด็กยอมรับเรื่องนี้ด้วยกัน และถ้าเกิดรัฐรู้วิธีปรับเปลี่ยนกระบวนการ ก็อาจลงทุนน้อยลงอีกเยอะ เงินอุดหนุนอาจจะถูกนำไปจัดการกับกระบวนภายในมากกว่าภายนอก เช่น นำไปเพิ่มเป็นค่าเดินทางหรือค่าอาหาร”</p>



<p>“ถ้าอยากจะให้สิ่งเหล่านี้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น เราต้องเข้าใจกระบวนการภายในของการคิดเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ทั้งกับเด็ก ครอบครัว และคุณครู ซึ่งเราต้องอาศัยงานวิจัยในการช่วยเรื่องพวกนี้ นี่จึงเป็นโจทย์ที่ กสศ. อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมกัน” ไกรยสปิดท้าย</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children-2/">ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
