<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นวัตกรรมเพื่อชุมชน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 18 Dec 2023 07:20:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>นวัตกรรมเพื่อชุมชน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เรียนรู้สู่สร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น : นวัตกรรมเพื่อชุมชน โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย จ.เชียงใหม่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-241123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Nov 2023 08:19:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านสันทรายคอง]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สุกัญญา เพชรศรี]]></category>
		<category><![CDATA[สายสุณี อินจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมเพื่อชุมชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=74629</guid>

					<description><![CDATA[<p>“แนวคิดคือ เราเจอปัญหาอะไร แล้วในชุมชนแล้วมีอะไร และมีอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-241123/">เรียนรู้สู่สร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น : นวัตกรรมเพื่อชุมชน โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย จ.เชียงใหม่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p><em><em>“แนวคิดคือ เราเจอปัญหาอะไร แล้วในชุมชนแล้วมีอะไร และมีอะไรในชุมชนที่ สามารถนำมาเป็นความรู้ได้”</em></em></p>
</blockquote>



<p><strong>โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย</strong> เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ในตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่กว่า 120 กิโลเมตร เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 จนถึง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยเข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ตั้งแต่ปี 2561 และเต็มรูปแบบเมื่อปี 2563</p>



<p>นวัตกรรมหลักที่โรงเรียนนำมาใช้คือ ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ จัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนลงพื้นที่ไปเรียนรู้กับปราชญ์ชุมชน หรือวิทยากรที่มีความรู้ในศาสตร์เฉพาะด้าน แล้วนำความรู้ที่ได้มาตกผลึกความคิด คิดต่อยอด และสร้างสรรค์ผลงานออกมาในรูปแบบของตนเอง ซึ่งพบว่าการนำนวัตกรรมนี้มาประยุกต์กับการเรียนการสอนใช้ได้ผลกับนักเรียนค่อนข้างมาก เพราะคุณครูทุกท่านเห็นตรงกันว่านวัตกรรมสามารถสร้างคุณลักษณะของศตวรรษที่ 21 แก่นักเรียนได้ดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-655939"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f8a7b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/ครูรัชนี-แสงคำ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูสายสุณี อินจันทร์</strong> ครูชำนาญการพิเศษ ของโรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย  ยกตัวอย่างการใช้นวัตกรรมเพื่อชุมชน คือการให้เด็กประถมศึกษาตอนปลายเรียนรู้เรื่องการจักสาน ‘ตาแหลว’ หรือ ‘เฉลว’ เครื่องจักสานจากความเชื่อท้องถิ่นชาวล้านนา ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กๆ เลือกตามความสนใจของตนเอง และนำมาประยุกต์ต่อยอดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใน<strong>โครงงานส่งเสริมอาชีพ </strong>ในการจัดการเรียนรู้แบบ Project-based learning หรือการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน โดยมีแนวคิดหลักจาก ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ซึ่งตัวครูเองก็ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไปพร้อมๆ กันกับนักเรียนด้วย</p>



<p>“บางทีคุณครูก็มีข้อมูลจำกัด แต่ปราชญ์ชาวบ้านที่ชุมชนเขามีความรู้มากกว่านั้น ซึ่งพอเขามีความรู้ ก็จะขยายความให้เด็กเข้าใจมากขึ้น ครูเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน และทำให้เด็กรักชุมชนที่ตนเองอยู่อีกด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c0d93f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูสายสุณี บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงหลังนำนวัตกรรมมาใช้ในการออกแบบการเรียนรู้ว่า เด็กๆ มีความสุขและมีแรงจูงใจในการเรียนเพราะได้ลงมือปฎิบัติ เนื่องจากเด็กได้เรียนรู้จากการนำปัญหามาเชื่อมโยงกับความรู้ในห้องเรียน ทำให้เด็กคิดเป็นทำเป็น ได้ทักษะการคิดและการสื่อสาร นำไปต่อยอดเพื่อให้มีผลงานเชิงประจักษ์ สามารถสร้างรายได้และยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หลักสูตรท้องถิ่น สู่</strong> <strong>‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0025d3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="596" data-id="74640" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-07.jpg" alt="" class="wp-image-74640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-07.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-07-300x209.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-07-768x535.jpg 768w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="596" data-id="74641" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-06.jpg" alt="" class="wp-image-74641" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-06-300x209.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-06-768x535.jpg 768w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>จุดเริ่มต้นของการศึกษาภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาจากนโยบายของ<strong>นายเรืองยศ  ปันศิริ</strong> ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ที่ก่อตั้งโครงการ ‘รักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด’โดยมุ่งเน้นที่ ‘หลักสูตรท้องถิ่น’ เป็นหลัก ใช้ทรัพยากรที่มีในชุมชนมาเป็นฐานการเรียนรู้ ให้นักเรียนและคุณครูลงพื้นที่สำรวจชุมชนในแต่ละพื้นที่ว่ามีแหล่งเรียนรู้อะไรในชุมชน และนำมาทำ ‘โครงงานส่งเสริมอาชีพ’  ในแต่ละระดับชั้น โดยหยิบเอาแนวคิดและเครื่องมือจาก<strong> ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ </strong>ในบางขั้นตอน มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในห้องเรียน</p>



<p>โดยทางโรงเรียนจะเป็นคนประสานกับปราชญ์ชุมชนในเทอมแรก และเชิญวิทยากรแต่ละศาสตร์มาเผยแพร่ความรู้ที่โรงเรียนในเทอมที่สอง ที่ลานความรู้ท้องถิ่นของโรงเรียน ซึ่งปราชญ์ชุมชนหรือวิทยากรก็เต็มใจมาเผยแพร่ความรู้ให้ด้วยความยินดี เพราะอยากให้มีคนสืบสานมรดกวัฒนธรรมของชุมชนเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p><strong>ครูสุกัญญา เพชรศรี </strong>ครูวิทยาศาสตร์ และครูวิชาการช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3  เล่าว่า ในฝั่งเด็กประถมศึกษาตอนต้น จะมีปราชญ์ชุมชนคือท่านเจ้าอาวาส วัดคลองศิลา ซึ่งเป็นปราชญ์เรื่องของยาสมุนไพร ซึ่งหลังจากให้เด็กไปศึกษาเรื่องสมุนไพรกลับมาแล้ว ก็ชวนเขาวิเคราะห์ว่าตอนนี้เรามีปัญหาอะไรที่สามารถนำมาประยุกต์และทำขึ้นได้บ้างซึ่งได้หัวข้อมาเป็น ‘ครีมกำจัดเหา’</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c96781"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราจะใช้ใบหมี่ ใบบอระเพ็ด และใบน้อยหน่า เอาคุณสมบัติทั้ง 3 ชนิดมารวมกัน ทำเป็นครีมหมักกำจัดเหาให้กับน้องๆ นักเรียนชั้นประถม ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีทั้งในแง่กระบวนการทำและผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์ เพราะจำนวนเหาของเด็กก็ลดลงค่ะ ซึ่งจริงๆ ตัวครูเองก็อาจจะไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับใบสมุนไพรมาก แต่เป็นตัวเด็กเองที่ไปเรียน ไปถามกับท่านพระครู แล้วมาแนะนำครูด้วยซ้ำ”</p>



<p>ในฝั่งมัธยมเองก็มีการนำหลักสูตรการเรียนรู้จากท้องถิ่นมาใช้เช่นเดียวกัน โดยจะศึกษาเกี่ยวกับเส้นใยธรรมชาติที่นำมาทำเป็นแผ่นกรองอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กสนใจ โดยทดสอบจากวัสดุ 3 ชนิด คือใบมะพร้าว ใบไผ่ และผักตบชวา ซึ่งตอนนี้ก็กำลังขึ้นโครงร่างและกำลังจะทดสอบ ว่าแผ่นใยชนิดไหนมีประสิทธิภาพการกรองอากาศเป็นอย่างไรบ้าง&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ตาแหลว’ เชื่อมโยงความรู้จากเครื่องรางท้องถิ่นกลายเป็นสินค้าชุมชน</strong></h2>



<p>อีกหนึ่งโครงงานที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือ ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ คือการต่อยอดงานเครื่องจักสานที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่าง ‘ตาแหลว’ หรือที่รู้จักกันในภาษากลางว่า ‘เฉลว’ ซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่าสามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-497aed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูสายสุณี เล่าว่า โดยปกติแล้วตาแหลวจะไม่ใช่สิ่งที่นำมาซื้อขายกัน จะเป็นการสานแล้วแจก โดยเฉพาะในช่วงโควิดที่มีความเชื่อว่าตาแหลวจะสามารถกันโรคได้ เพราะจะช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป แต่หลังจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นำมาต่อยอดกลายเป็นโครงงาน ทำให้มีการประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและสามารถนำไปจำหน่ายได้</p>



<p>“ตอนนั้นตั้งใจว่าจะหาข้อมูลเพื่อสานไม้กวาด หรือก๋วยสลาก ทีนี้พอเขาไปเห็นตาแหลวก็เกิดความสนใจ ซึ่งจริงๆ ก็มีเทรนด์จากเกาหลีที่เรียกว่า ‘ตาข่ายดักฝัน’ เขาก็คิดว่าไอเดียเหมือนกัน และสามารถทำได้จริง โดยเด็กๆ เขาไปเจอสิ่งนี้ที่บ้าน ‘ครูหมื่น’ ปราชญ์ชุมชนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจักสาน&nbsp;</p>



<p>พอเด็กได้ไปเห็นกับตาว่าตาแหลวแขวนอยู่ทุกประตูบ้านของครูหมื่น เขาก็เริ่มสนใจว่ามันคืออะไร พอรู้ว่าช่วยกันผีได้ ก็ทัชใจเด็กเลยทันที เพราะธรรมชาติของเด็กเขากลัวผีอยู่แล้ว ก็อยากทำ แต่พอมาคิดต่อยอดว่า ทำอย่างไรให้ตาแหลวที่แขวนอยู่ตามผนังสามารถนำมาสืบสานต่อได้ และถ้ากรณีคนไม่เชื่อเรื่องผี เรื่องวิญญาณ จะทำยังไงให้เขาสนใจ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7e4230"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เด็กๆ เลยคิดประยุกต์เอามาทำเป็นต่างหูบ้าง พวงกุญแจห้อยกระเป๋าบ้าง หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือทำเป็นดอกไม้ เป็นต้น ซึ่งนี่คือการคิดต่อยอดจากหลักสูตรท้องถิ่นที่เขาไปเรียนรู้มา&nbsp;</p>



<p>แนวคิดคือ เราเจอปัญหาอะไร แล้วในชุมชนมีอะไร และมีอะไรในชุมชนที่ สามารถนำมาเป็นความรู้ได้ ซึ่งบางทีคุณครูก็มีข้อมูลจำกัด แต่ปราชญ์ชาวบ้านที่ชุมชนเขามีความรู้มากกว่านั้น ซึ่งพอเขามีความรู้ ก็จะขยายความให้เด็กเข้าใจมากขึ้น ครูเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน และทำให้เด็กรักชุมชนที่ตนเองอยู่อีกด้วย</p>



<p>ครูกลายเป็นแค่ผู้ประสานงานระหว่างเด็กกับปราชญ์ชุมชนที่เป็นคนสอนให้เด็ก ส่วนที่เหลือเด็กออกแบบออกไอเดียต่อ ซึ่งโครงงานนี้เราก็จะทดลองให้เด็กลองเอาไปขายจริงที่ถนนคนเดิน เพื่อพิสูจน์ความคิดของเขาว่า หากนำมาทำเป็นของที่ระลึกแล้ว สามารถขายได้ไหม&nbsp;</p>



<p>และนอกจากจะสามารถสร้างรายได้ให้กับเด็กแล้ว และถ้าหากขายได้ดี ขายได้เยอะขึ้นก็อาจจะไม่ใช่แค่รายได้ของเด็กอย่างเดียว แต่จะเป็นรายได้ของปราชญ์ชุมชน หรือคนในชุมชนได้” ครูสายสุณีเล่า</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้างคุณลักษณะที่ดี ชี้ชวนให้คิดจากการ ‘ถามนำ’</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-100ffe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/ครูรัชนี-แสงคำ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>บทบาทของครูขณะทำโครงงานนี้คือคอยเป็นโค้ชให้นักเรียน และโยนคำถามให้นักเรียนคิดก่อนว่า “หนูไปแล้วอยากรู้อะไร” “หนูจะถามอะไรกับวิทยากร” เพื่อที่ครูจะสำรวจและเตรียมความพร้อมกับวิทยากรในการตอบคำถาม หรือตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิด&nbsp;</p>



<p>“เราก็ลองโยนคำถามให้เด็กว่า ถ้าคนที่ซื้อไปเขามีบ้านทรงโมเดิร์น ทรงนอร์ดิก เขาคงไม่อยากแขวนตาแหลว เราจะปรับเปลี่ยนรูปแบบยังไงให้เขารู้สึกอยากซื้อ&nbsp;</p>



<p>ก็เกิดคำตอบจากไอเดียของเด็กว่า ถ้าทำเป็นพวงกุญแจ หรือถ้าคนที่รักสวยรักงามก็ทำเป็นต่างหู เป็นความคิดที่ปรับประยุกต์ให้เข้ากับความนิยมของคนสมัยนี้ ซึ่งการที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องราวและที่มาของผลิตภัณฑ์ก็จะทำให้เขาบอกเล่าต่อกับคนอื่นๆ หรือนักท่องเที่ยวได้</p>



<p>จุดมุ่งหมายของการนำนวัตกรรมมาใช้คือ ต้องการให้เด็กเกิดความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีไม่ให้มันสูญหายไป แต่ผลที่ได้รับเพิ่มขึ้นมานอกจากการสืบทอดคือ การได้นวัตกรรมใหม่ๆ และการสืบสานต่อในรูปแบบของเขา</p>



<p>ซึ่งนักเรียนก็ได้ทักษะการสื่อสารจากการทำงานร่วมกัน การรู้จักเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี และที่สำคัญคือทักษะการคิดที่จะต่อยอดนวัตกรรมของเขา นอกจากนี้เด็กยังได้ทักษะการนำเสนอ เพราะทุกครั้งที่ไปเราจะให้เขียนแผนผังความคิดของตัวเองมานำเสนอกับเพื่อนๆ ในห้องเพื่อแลกเปลี่ยนกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-231387"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/50-TSQP-ครูรัชนี-แสงคำ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูสายสุณีมองว่า หลังจากที่เด็กๆ ทำโครงงาน ก็ทำให้เขามีความเปลี่ยนแปลงในด้านคุณลักษณะค่อนข้างมาก เพราะการที่เด็กเข้าไปนั่งเรียนกับวิทยากร ก็ต้องรู้จักทักทาย การตั้งคำถาม มารยาทการวางตัว การเคารพผู้ใหญ่&nbsp;</p>



<p>“เด็กเขาเกิดทักษะการคิด เพราะเวลาเราโยนคำถามให้เด็กว่าเขาอยากรู้อะไร เด็กก็จะรู้จักการตั้งคำถามและการสืบค้นคำตอบ พอได้ความรู้มาก็จะนำมาตกตะกอนและสรุป เล่าให้เพื่อนๆ ฟังค่ะ” ครูสายสุณี บอกผลลัพธ์ที่เกิดกับนักเรียน&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-241123/">เรียนรู้สู่สร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น : นวัตกรรมเพื่อชุมชน โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย จ.เชียงใหม่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
