<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธนาคารโลก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Apr 2025 13:38:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ธนาคารโลก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะ” – มองสถานการณ์ทุนมนุษย์ไทย จากสายตานักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ‘Koji Miyamoto’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/koji-miyamoto-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Apr 2025 13:37:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะพื้นฐานชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[Koji Miyamoto]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92757</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านทักษะ โดยมีสัดส่วนของเย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/koji-miyamoto-interview/">“ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะ” – มองสถานการณ์ทุนมนุษย์ไทย จากสายตานักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ‘Koji Miyamoto’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านทักษะ โดยมีสัดส่วนของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานจำนวนมากที่มีความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์ ในการรู้หนังสือ (ร้อยละ 64.7) และทักษะด้านดิจิทัล (ร้อยละ 74.1) ซึ่งหมายความว่ากลุ่มเยาวชนและประชากรวัยแรงงานไม่สามารถทำงานด้านการอ่านและการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานได้”</p>



<p>นี่คือข้อความที่ปรากฏในรายงาน&nbsp;<a href="https://www.eef.or.th/publication-asat/">‘ทิศทางพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิต เพื่ออนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืนของประเทศ’</a>&nbsp;โดยธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งได้สำรวจทักษะความพร้อมของเยาวชนและคนวัยแรงงานในประเทศไทยเมื่อปี 2565 ก่อนจะเผยแพร่ในปี 2567 ข้อความสั้นๆ นี้ทำให้เราได้เห็นภาพว่าทักษะความสามารถของประชากรไทยในภาพใหญ่กำลังย่ำแย่กว่าที่คิดมาก</p>



<p>ตัวชี้วัดด้านทักษะประชากรนี้วัดจาก ‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ (foundational skills) ซึ่งครอบคลุมทักษะที่จำเป็นต่อชีวิต เช่น ทักษะการรู้หนังสือ ทักษะด้านดิจิทัล และทักษะทางอารมณ์และสังคม ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับการเผชิญและเติบโตในตลาดแรงงานและสังคม เพราะทักษะพื้นฐานชีวิตนี้ก็เปรียบเหมือนฐานรากของชีวิตมนุษย์ ซึ่งหากไม่แข็งแรงเพียงพอ ก็ย่อมยากที่จะดำเนินชีวิตหรือทำหน้าที่การงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังยากที่จะเดินหน้าต่อยอดทักษะอื่นๆ ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น</p>



<p>จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ การใช้คำว่า ‘วิกฤต’ มาอธิบายนั้นย่อมไม่เกินจริง เพราะที่สุดแล้วคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่กำลังมีปัญหานี้ย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวมอย่างเลี่ยงไม่ได้</p>



<p>ประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตทักษะประชากรนี้ไปได้อย่างไร และมีอะไรที่เราต้องรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ทุนมนุษย์ของไทยในตอนนี้อีกบ้าง วันโอวันพาไปสนทนากับ <strong>โคจิ มิยาโมโตะ (Koji Miyamoto)</strong> นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสกลุ่มงานการศึกษา (Education Global Practice) จากธนาคารโลก หัวหน้าทีมผู้จัดทำรายงานดังกล่าวและผู้ที่ติดตามศึกษาประเด็นการพัฒนาทุนมนุษย์มายาวนาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ee5358"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914551_279060-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>จากที่คุณได้ศึกษาติดตามเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย คุณเห็นภาพรวมของทุนมนุษย์ประเทศนี้ในปัจจุบันอย่างไรบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>หากพูดถึงภาพรวมของภาวะทุนมนุษย์ของประเทศไทยในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาในด้านผลผลิตที่ออกมาจากระบบการศึกษาและระบบการฝึกอบรมแรงงาน ซึ่งหมายถึงทักษะและสมรรถนะของประชากร ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่ายังมีประชากรวัยเยาว์และวัยผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่สามารถแสดงทักษะพื้นฐานชีวิตในระดับขั้นต่ำได้ โดยสถานการณ์นี้สามารถเรียกได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตด้านทักษะ’ (skill crisis)</p>



<p>เมื่อพูดถึงคำว่าวิกฤตด้านทักษะนี้ ผมกำลังหมายถึง ‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ โดยยังไม่ได้หมายถึงทักษะด้านวิชาชีพ ทักษะด้านเทคนิค หรือทักษะในสายอาชีพเฉพาะทางแต่อย่างใด</p>



<p>ทักษะพื้นฐานชีวิตนี้ประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่ ทักษะด้านการรู้หนังสือ ทักษะด้านดิจิทัล และทักษะทางอารมณ์และสังคม ทักษะที่หนึ่งคือ<strong>ทักษะด้านการรู้หนังสือ</strong>&nbsp;ซึ่งหมายถึงความสามารถในการอ่านเขียนและทำความเข้าใจข้อความสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น การทำตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในใบสั่งยา ทักษะที่สองคือ<strong>ทักษะดิจิทัล</strong>&nbsp;ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อทำภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวัน เช่น การซื้อของออนไลน์ การส่งข้อความสื่อสารกับคนอื่น และทักษะที่สามคือ<strong>ทักษะทางอารมณ์และสังคม</strong>&nbsp;ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่น การแสดงความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น การมีความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>ทั้งสามทักษะนี้ถือเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับคนทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร อยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบใด หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม และทักษะเหล่านี้คือส่วนที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้าง เนื่องจากนายจ้างทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ต่างชี้ให้เห็นว่าทักษะเหล่านี้เป็นทักษะหลักที่ขับเคลื่อนผลิตภาพและนวัตกรรมขององค์กร ซึ่งนายจ้างยังประสบปัญหาในการหาคนทำงานที่มีทักษะเหล่านี้ให้เพียงพอ</p>



<p>ถ้าดูจากผลการสำรวจทักษะและความพร้อมของเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (Adult Skills Assessment in Thailand: ASAT) ที่ธนาคารโลกดำเนินการสำรวจร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะพบว่าประชากรมากกว่าสองในสามไม่สามารถแสดงทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐานได้ นอกเหนือไปกว่านั้น สามในสี่ของประชากรไม่สามารถแสดงทักษะดิจิทัลในระดับพื้นฐานได้ ขณะเดียวกันเมื่อเราดูเจาะไปที่กลุ่มเยาวชนในอายุ 15 ปี ซึ่งดูได้จากผลของโครงการการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ในปี 2022 ก็พบว่าผลสอดคล้องกัน คือประชากรวัย 15 ปีประมาณสองในสามมีทักษะต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งในทางด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตัวเลขที่คุณว่ามานี้ฟังดูน่าตกใจ แล้วคุณว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ประชากรวัยแรงงานของไทยขาดทักษะพื้นฐานชีวิตได้มากขนาดนี้</strong><strong></strong></h3>



<p>นี่เป็นคำถามที่ดีแต่ก็เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะมันมีหลายเหตุผลประกอบกัน ซึ่งผมกล่าวได้ว่ามันเป็นผลมาจากกระบวนการทางการศึกษาและการฝึกหัดคนตลอดทั้งกระบวนการที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุผลในการพัฒนาทุนมนุษย์ได้ คือมันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ในระดับการศึกษาระดับใดระดับหนึ่งเพียงลำพัง ไม่ว่าจะในระดับโรงเรียน ระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงระดับหลังเข้าสู่ตลาดแรงงานซึ่งต้องมีการพัฒนาทักษะเดิมและเพิ่มทักษะใหม่ (upskill and reskill) แต่มันเป็นปัญหาในทุกระดับขั้นการศึกษาและในตลอดทั้งกระบวนการของการพัฒนาคนที่ไม่สามารถส่งเสริมและหล่อหลอมให้เกิดทักษะพื้นฐานชีวิตที่แข็งแรงได้ จนในที่สุดก็นำประเทศไทยมาสู่วิกฤตด้านทักษะ เพราะฉะนั้นเราถึงไม่สามารถโทษไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงลำพังได้</p>



<p>นอกจากนี้ มันอาจต้องย้อนไปดูถึงกระบวนการพัฒนาคนตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพราะถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญมากในการจะพัฒนาทักษะเพื่อให้เติบโตเป็นแรงงานที่มีทักษะที่ดี ถ้าหากพวกเขาไม่ได้รับการพัฒนาทักษะที่ดีเพียงพอตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม มันก็จะยิ่งทำให้พวกเขาประสบความยากลำบากในการพัฒนาทักษะต่อไปในอนาคต และในที่สุดก็จะนำมาสู่วิกฤตด้านทักษะ</p>



<p>อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มักใช้อธิบายสาเหตุที่ผู้เรียนไม่สามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิตได้ในแต่ละช่วงของการศึกษาและฝึกอบรม คือความพร้อมของบุคลากรครูหรือผู้สอน ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาและการพัฒนาคน โดยทั่วไปครูหรือผู้สอนมักมีหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ในสาขาวิชาหรือสายวิชาชีพเฉพาะทาง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีความสามารถในการปลูกฝังทักษะพื้นฐานชีวิตให้ผู้เรียนได้ด้วย ซึ่งถ้าครูหรือผู้สอนไม่ได้มีความสามารถในการทำเรื่องนี้เพียงพอหรือขาดการเตรียมพร้อมที่มากเพียงพอ มันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะพัฒนาให้เด็กๆ มีทักษะพื้นฐานพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0aac81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914632_480487-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกได้ว่ากำลังวิกฤตอย่างที่คุณบอก แล้วถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป มันจะส่งผลอะไรต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>ถ้าอ้างอิงจากรายงานที่ธนาคารโลกทำร่วมกับ กสศ. เราพบว่าการที่ประเทศไทยมีแรงงานที่ขาดทักษะพื้นฐานในสัดส่วนที่สูงขนาดนี้ เราได้ทำการประมาณความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยคร่าว คิดเป็นมูลค่า 3.3 ล้านล้านบาทโดยประมาณ หรือประมาณร้อยละ 20 ของจีดีพีประเทศในปี 2022 และตัวเลขนี้ถือว่าเป็นเพียงประมาณการขั้นต่ำเท่านั้น เนื่องจากการประเมินนั้นคำนวนเฉพาะจากในส่วนโอกาสทางรายได้ที่แรงงานขาดไปจากการที่พวกเขายังไม่มีทักษะที่เพียงพอ โดยประโยชน์ในมิติที่กว้างขึ้นของทักษะพื้นฐานชีวิตจะสูงมากกว่านี้ หากเรารวมผลกระทบของการขาดทักษะที่ส่งผลให้พลาดโอกาสในการดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้น และการมีส่วนร่วมทางสังคมที่มากขึ้นในรูปแบบของการอาสาสมัครหรือการลงคะแนนเสียง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพื่อจะแก้ปัญหานี้ คุณมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างไรบ้างต่อผู้มีส่วนกำหนดนโยบายต่างๆ รวมถึงรัฐบาลไทย</strong><strong></strong></h3>



<p>ก่อนอื่น ผมขอเน้นย้ำว่าการพัฒนาทักษะเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน อันที่จริงไม่ใช่แค่ภาครัฐที่ต้องตอบสนองต่อปัญหานี้ แต่ยังรวมถึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือแม้แต่พ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้เรียนเองด้วยเช่นกัน</p>



<p>ในส่วนข้อเสนอแนะของผมนั้น ประการแรกคือต้องเริ่มต้นลงทุนกับการพัฒนาทักษะตั้งแต่ระดับปฐมวัย การพัฒนาทักษะก็เหมือนกับการเตรียมก้อนหิมะก้อนใหญ่ ถ้าเด็กคนหนึ่งเริ่มต้นการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยมีก้อนหิมะ (หรือทักษะพื้นฐานชีวิต) ที่มีขนาดเหมาะสมอยู่แล้ว ก้อนหิมะนี้ก็จะสามารถสะสมหิมะเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ผ่านการศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต หิมะก้อนที่ใหญ่ขึ้นจะดึงดูดหิมะมากขึ้น เช่นเดียวกับทักษะพื้นฐานชีวิตที่จะต่อยอดไปสู่ทักษะที่สูงขึ้น</p>



<p>ประการที่สอง ครูและผู้สอนในทุกระดับของระบบการศึกษาและการฝึกอบรมจะได้รับประโยชน์มากขึ้น หากพวกเขาได้รับโอกาสในการฝึกอบรมด้านวิธีการสอน (pedagogical training) เพื่อให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการปลูกฝังทักษะพื้นฐานชีวิตให้แก่ผู้เรียนได้</p>



<p>ประการที่สามคือต้องพัฒนาการศึกษาในแต่ละระดับให้สอดประสานกัน และทำให้แต่ละระดับชั้นสามารถเติมเต็มหรือชดเชยทักษะระหว่างกันและกันได้ เช่นกรณีที่ผู้เรียนคนหนึ่งอาจไม่ได้รับการพัฒนาทักษะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดีพอ เขาก็ควรได้รับการเติมเต็มทักษะชดเชยเมื่อเข้าสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้น</p>



<p>ประการที่สี่ ระบบการศึกษาเชิงพื้นที่สามารถมีบทบาทที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการพัฒนาทักษะ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลระดับจังหวัดหรือระดับตำบลสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้และความเข้าใจในท้องถิ่น รวมถึงความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานชีวิตให้แก่ประชากรได้ รัฐบาลท้องถิ่นยังสามารถเข้ามาเติมเต็มบริการด้านการศึกษาและทรัพยากรที่ภาครัฐส่วนกลางจัดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>และสุดท้ายคือภาคเอกชนก็สามารถเข้ามามีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะและการศึกษาโดยการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด อย่างที่ผ่านมาผมได้เห็นบริษัทเอกชนจำนวนมากเข้าไปให้การสนับสนุนระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิทยาลัยอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการพัฒนาครูผู้สอน การมอบอุปกรณ์ทางการศึกษา และโอกาสในการฝึกหัดงาน ผมว่าเราต้องส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งมันจะไม่ได้เป็นประโยชน์แค่ต่อสถาบันการศึกษาเท่านั้นแต่จะมีประโยชน์ต่อภาคเอกชนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ กลไกที่ใช้ส่งเสริมควรทำให้มั่นใจว่าภาคเอกชนเองก็ได้รับประโยชน์จากการลงทุนนี้ด้วยเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกวันนี้เราเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีใหญ่ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเอไอ คุณคิดว่าการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะถือได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ของการพัฒนาทุนมนุษย์ไหม หรือคุณมองว่ามันเป็นโอกาส</strong></h3>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าเอไอเข้ามาเกี่ยวข้องกับแทบทุกแง่มุมของชีวิตของเรา รวมถึงในเรื่องการเรียนรู้ เช่นเดียวกับเมกะเทรนด์อื่นๆ ที่กำลังกำหนดรูปแบบของสังคม ผมคิดว่าการเข้ามาของเอไอมีแนวโน้มที่จะนำมาซึ่งทั้งโอกาสและความเสี่ยง และเราจำเป็นต้องช่วยกันให้แน่ใจว่าโอกาสเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ในการเรียนรู้ที่ดีขึ้น และสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงลงได้</p>



<p>มีตัวอย่างที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับการใช้เอไอเพื่อสนับสนุนการสอนและการเรียนรู้  โดยสำหรับผู้สอน เอไอสามารถนำมาใช้ในการสร้างแผนการสอน สื่อการเรียนการสอน และแบบฝึกหัด และสำหรับผู้เรียน เอไอสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน และเป็นหนังสือเรียนดิจิทัลที่มีเนื้อหารายบุคคล อย่างรัฐบาลเกาหลีใต้ก็เพิ่งเปิดตัวหนังสือเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ โดยการใช้ระบบอัลกอริทึมของเอไอเชิงสร้างสรรค์ (generative AI) นั้น ทำให้หนังสือเรียนนี้สามารถปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับทักษะของผู้เรียนแต่ละคนได้แม้ว่าสิ่งนี้จะเปิดโอกาสให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล แต่ก็ทำให้เกิดความจำเป็นที่ครูจะต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างดี ทั้งในด้านทักษะดิจิทัลและทักษะการสอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df2f5c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914674_429938-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในขณะเดียวกันก็มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าเอไออาจก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล รวมไปถึงการทุจริตทางการศึกษา นอกเหนือไปจากนั้น ยังมีความเสี่ยงที่ผู้เรียนจะพึ่งพาเอไอมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้พวกเขาไม่ได้รับการส่งเสริมให้ใช้ความคิดอย่างแท้จริง เมื่อตอนที่ผมยังเป็นนักเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาในกรุงโตเกียว ผมเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยที่เราไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขเลย เพราะการคำนวณพื้นฐานถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในทำนองเดียวกัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ครูคณิตศาสตร์หลายคนในปัจจุบันดูเหมือนจะยังลังเลที่จะให้นักเรียนใช้เอไอในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ จึงอาจมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการพึ่งพาเครื่องมือเอไอที่มากเกินไประหว่างการเรียนรู้ จนขัดขวางพัฒนาการด้านการแก้ปัญหา การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>นอกจากนี้ ผู้เรียนยังจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีที่แอปพลิเคชันเอไอเชิงสร้างสรรค์มักสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่ชี้นำในทางที่ผิด หนึ่งในวิธีที่ชัดเจนที่สุดในการลดความเสี่ยงนี้คือการสอนให้นักเรียนรู้จักตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ที่ได้จากเอไออย่างมีวิจารณญาณ แม้ว่าครูและผู้สอนส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้แล้ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขามีอำนาจหรือทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากข้อเสนอแนะที่คุณว่ามาทั้งหมด เมื่อคุณมองไปที่รัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และภาคการศึกษาของไทย คุณคิดว่าแนวทางที่พวกเขากำลังดำเนินมาอยู่นี้มาถูกทางหรือสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของคุณหรือไม่</strong><strong></strong></h3>



<p>ผมเชื่อว่ารัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต และได้แสดงเจตนารมณ์ผ่านเอกสารเชิงยุทธศาสตร์ แผนงาน และกรอบนโยบายต่างๆ เพื่อส่งเสริมทักษะเหล่านี้ในแต่ละช่วงของการศึกษาและการฝึกอบรม ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการจัดทำแผนปฏิบัติการที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และดำเนินการให้เกิดผลในลักษณะที่มีความสอดประสานกัน โดยแผนปฏิบัติการเหล่านี้อาจมีความซับซ้อน เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งในแต่ละช่วงของระบบการศึกษาและการฝึกอบรม เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีบูรณาการเพื่อให้เกิดพัฒนาการด้านทักษะพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า ‘การเชื่อมโยงแนวนอน’</p>



<p>ในขณะเดียวกัน สถาบันหรือหน่วยงานที่ทำงานอยู่ในแต่ละท้องที่ เช่น รัฐบาลท้องถิ่น สำนักงานส่วนภูมิภาคของหน่วยงานจากส่วนกลาง ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องเพื่อให้เกิดพลังร่วมสูงสุด หรือที่เรียกว่า ‘การเชื่อมโยงแนวตั้ง’ นอกจากนี้ความท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการจัดหาเงินทุนเพื่อให้การดำเนินการสามารถทำได้จริง ซึ่งการลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อตอบโจทย์วิกฤตทักษะนี้ จะต้องเป็นการลงทุนเพิ่มเติมในระดับที่สูง และควรกำหนดการแบ่งปันภาระการลงทุนนี้ร่วมกัน ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พูดถึงตัวอย่างที่ดีจากประเทศอื่นๆ คุณว่ามีตัวอย่างไหนที่น่าสนใจและไทยสามารถเรียนรู้ได้บ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>มีตัวอย่างที่น่าสนใจมากมายจากทั่วโลกที่สามารถให้บทเรียนแก่ประเทศไทยได้ บางตัวอย่างอาจเหมาะสำหรับการพิจารณาในระยะกลางและระยะยาว ในขณะที่บางตัวอย่างสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที</p>



<p>ถ้าจะให้ยกตัวอย่างประเทศหนึ่งที่ผมว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการปฏิรูประบบการศึกษาโดยอาศัยการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล นั่นคือเอสโตเนีย ประเทศเล็กๆ ในทวีปยุโรป ที่เริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในภาคการศึกษาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยมีการนำคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้าไปในโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ และมีการฝึกอบรมครูให้สามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน รวมถึงในด้านทักษะพื้นฐาน ในประเด็นของเอไอกับการศึกษา เอสโตเนียเพิ่งเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า AI Leap 2025 ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนและครูสามารถเข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอและเรียนรู้วิธีการใช้งานเครื่องมือเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือเอสโตเนียได้ลงทุนในเงื่อนไขพื้นฐานที่เอื้อต่อความสำเร็จของการดำเนินงานที่ทะเยอทะยานนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้เอสโตเนียยังได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อร่วมกันออกแบบรูปแบบการดำเนินงานที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความสำเร็จ</p>



<p>อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเขตการศึกษาจำนวนมากที่ได้บูรณาการเรื่องการเรียนรู้ด้านทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning: SEL) เข้าไว้ในหลักสูตรและกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้เรียนทักษะด้านสังคมและอารมณ์ที่สมดุล ลองนึกถึงนักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาไม่ได้เรียนแค่เนื้อหาหรือทฤษฎีในวิชาเหล่านั้นเท่านั้น แต่ยังได้ฝึกการแสดงความคิดเห็นของตนเอง การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และการอภิปรายหรือโต้แย้งอย่างให้เกียรติและมีเหตุผล โปรแกรม SEL หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาไม่ได้เพียงช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการทางอ้อมอีกด้วย ขณะนี้ ธนาคารโลกกำลังร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดทำโครงการนำร่องขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการ SEL เข้ากับวิทยาลัยอาชีวศึกษาในประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c86577"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914745_852640-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าขยับออกมามองกว้างขึ้นกว่าประเทศไทย คุณมองเห็นเทรนด์การพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับโลกอย่างไรบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>อันที่จริงมันก็สอดคล้องกับหลายประเด็นที่ผมได้พูดไปแล้ว เทรนด์แรกคือระบบการศึกษาของหลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลมากขึ้น</p>



<p>เทรนด์ที่สองคือหลายประเทศเริ่มนำกระบวนการเรียนรู้ที่ปรับให้เหมาะกับระดับและความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา โดยหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้คือ Teaching at the Right Level (TaRL) ซึ่งพัฒนาโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรในอินเดียชื่อว่า Pratham</p>



<p>เทรนด์ที่สามคือมีการตระหนักเพิ่มมากขึ้นถึงความสำคัญของการที่ไม่เพียงคัดเลือกครูและผู้สอนที่มีความสามารถเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมความพร้อมและสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน</p>



<p>สุดท้าย ผมยังเห็นว่ามีจำนวนประเทศและเขตการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ได้บูรณาการ SEL เข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงการตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลสุขภาวะของผู้เรียน และการพัฒนาทักษะในลักษณะองค์รวมมากขึ้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่รายการที่ครอบคลุมแนวโน้มทั้งหมดของการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับโลก แต่โครงการริเริ่มเหล่านี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญบางประการในระดับสากล ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตในประเทศไทยเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตอนนี้คุณมีแผนที่จะทำการสำรวจสถานการณ์ทุนมนุษย์ในประเทศไทยขึ้นมาใหม่อีกหรือไม่ และคุณคาดหวังว่าเราจะได้รู้อะไรมากขึ้นจากรายงานฉบับก่อนหน้าบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>หลังจากที่ในรายงานฉบับก่อนหน้าซึ่งทำการสำรวจในปี 2022 เราได้วัดผลในระดับประเทศไปแล้ว รายงานฉบับถัดไปนั้นจะมีการวัดทักษะพื้นฐานชีวิตของประชากรวัยแรงงานลงไปในระดับจังหวัด ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลในสามจังหวัด ได้แก่ พะเยา ระยอง และปัตตานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีบริบทต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยผลการสำรวจที่จะออกมานี้จะช่วยให้เราเข้าใจภาพในระดับท้องถิ่นมากขึ้น และจะได้มีข้อเสนอแนะในการตอบสนองต่อการขาดแคลนทักษะที่เหมาะสมกับแต่ละบริบทพื้นที่ และผมคาดว่ารายงานฉบับนี้น่าจะพร้อมเผยแพร่ได้ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนปีนี้ โปรดติดตามการทำงานของเราด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สุดท้ายนี้ อยากให้คุณย้ำให้เห็นว่าการพัฒนาทุนมนุษย์และทักษะพื้นฐานชีวิตมีความสำคัญมากขนาดไหน</strong></h3>



<p>ทุนมนุษย์โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานชีวิตคือรากฐานของสังคมของเรา คุณสามารถเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานชีวิตกับวัสดุก่อสร้างพื้นฐานของไซต์งานก่อสร้าง มันก็เปรียบเหมือนการสร้างอาคาร ถ้าหากใช้วัสดุที่ไม่ดีในการก่อสร้างหรือไม่ได้วางโครงสร้างไว้อย่างแข็งแกร่ง อาคารก็อาจไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับภัยธรรมชาติหรือแรงสั่นสะเทือนต่างๆ และไม่สามารถรองรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในตัวอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในลักษณะเดียวกัน หากผู้เรียนไม่มีระดับทักษะพื้นฐานชีวิตที่เพียงพอ พวกเขาก็จะไม่สามารถรับมือกับวิกฤตที่อาจสั่นสะเทือนชีวิตประจำวันของเรา เช่น แผ่นดินไหวหรือโรคระบาด รวมทั้งไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาซึ่งบีบให้ต้องเรียนรู้งานใหม่ๆ และเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอยู่เสมอ เช่น การทำงานเป็นทีม การทำงานทางไกล และท้ายที่สุดคือจะไม่สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรม การเติบโต และความมั่งคั่งของประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ</p>



<p>ประเทศไทยและธนาคารโลกได้สร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลากว่า 75 ปีที่ผ่านมา ความพยายามล่าสุดของเราในภาคการศึกษาและการพัฒนาทักษะในประเทศไทย มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ลงทุนในทักษะพื้นฐานของเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ โดยอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ของเราในการสนับสนุนระบบการศึกษาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก</p>



<p>ในประเทศไทย ขณะนี้เราร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ของกระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาลระดับจังหวัดของระยอง ปัตตานี และพะเยา รวมถึงภาคเอกชน เราพร้อมที่จะสนับสนุนประเทศไทยในการยกระดับประสิทธิภาพและความเสมอภาคในการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a042aa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914803_113582-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/koji-miyamoto-interview/">“ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะ” – มองสถานการณ์ทุนมนุษย์ไทย จากสายตานักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ‘Koji Miyamoto’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. จับมือธนาคารโลก เปิดรายงาน ‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ คนไทยเข้าขั้นวิกฤต เร่งสร้างความร่วมมือ ผลักดันนโยบายเชิงบูรณาการ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-asat-230224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Feb 2024 08:07:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะทุนชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[Koji Miyamoto]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77788</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมเว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-asat-230224/">กสศ. จับมือธนาคารโลก เปิดรายงาน ‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ คนไทยเข้าขั้นวิกฤต เร่งสร้างความร่วมมือ ผลักดันนโยบายเชิงบูรณาการ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุม<strong>เวทีนโยบายระดับสูง ทิศทางการพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิต เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย (Fostering Foundational Skills for a Sustainable Future of Thailand)</strong> เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้องประชุม World Ballroom B โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อนำเสนอ <strong><em>‘รายงานการสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) ในประเทศไทย พ.ศ. 2565’</em></strong> เป็นการวิจัยว่าด้วยประเด็น <strong>‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’</strong> <strong>(Foundational skills)</strong> ของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานไทย ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยงานวิจัยดังกล่าวเป็นความร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) และภาคีเครือข่ายในประเทศไทย เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&nbsp;</p>



<p>ในการประชุมเวทีนโยบายระดับสูง กสศ. ยังได้รับเกียรติจากนักวิชาการด้านการศึกษาและแรงงานเข้าร่วมการเสวนา การระดมสมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต่อยอดจากรายงานข้างต้นเพื่อหาแนวทางการพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิต&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98f737"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/1-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b9c049"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/พัฒนะพงษ์-สุขมะดัน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</strong> ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ได้กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นการนำเสนอรายงานการวิจัยชิ้นนี้ของ กสศ. ร่วมกับธนาคารโลก พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายหลากหลายหน่วยงาน เพื่อนำข้อค้นพบ การทบทวนสถานการณ์ การสรุปงานในช่วง 2 ปี ของการทำงาน ก่อนการนำเสนอที่จะนำมาต่อยอดในเชิงนโยบาย ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติจริง เพื่อให้ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ เพิ่มขีดความสามารถของไทยในการแข่งขันระดับโลก</strong></h2>



<p>การประชุมเวทีนโยบายระดับสูงในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกรอบแนวคิดและแนวทางการส่งเสริมทักษะพื้นฐานชีวิตในประเทศไทย เพื่อให้ภาพกว้างของรายงานการสำรวจในครั้งนี้ โดยได้รับเกียรติจาก<strong> นายโคจิ มิยาโมโตะ (Koji Miyamoto)</strong> นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้าน Global Practice จากธนาคารโลก และ <strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. ให้ภาพกรอบแนวคิดและแนวทางเบื้องต้นของปัญหา การทบทวน และการสร้าง ‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ ในประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-853a9a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/ธันว์ธิดา-วงศ์ประสงค์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวธันว์ธิดา</strong>ระบุว่า การสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย พ.ศ. 2565 เป็นการประเมินขีดความสามารถของเยาวชนและประชากรแรงงานไทยมากกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศเป็นครั้งแรก เสมือนการประเมิน ‘PISA วัยแรงงาน’ โดยความร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อสร้างมาตรฐานการประเมินระดับสากล รวบรวมประเด็นปัญหาให้ตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหรือส่วนต่าง ๆ จะได้นำไปปรับใช้ในเชิงนโยบาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพิ่มรายได้และหลุดออกจากกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน&nbsp;</p>



<p>ด้าน<strong>นายมิยาโมโตะ</strong> เน้นยํ้าถึงความสำคัญของทักษะพื้นฐานชีวิตว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ เปรียบเสมือนการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เหมือนรากฐานตึกที่มั่นคงแข็งแรง ซึ่งทักษะทุนชีวิตไม่เพียงนำไปสู่การเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ แต่ยังรวมถึงการมีวุฒิภาวะของประชากรด้วย&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ทักษะพื้นฐานชีวิต (foundational skills) คือ ความสามารถด้านสมรรถนะที่เด็กและเยาวชน และประชากรวัยแรงงานจำเป็นต้องมี เพื่อเผชิญกับความท้าทายและใช้ประโยชน์จากโอกาสในศตวรรษที่ 21 อันประกอบไปด้วยลักษณะ 3 ประการคือ 1) พื้นฐาน (fundamental) 2) ก้าวหน้า (progressive) และ 3) ถ่ายทอดได้ (transformative)</p>



<p>การมีทักษะพื้นฐานชีวิตข้างต้นนั้น จะส่งผลต่อการทำงานในอนาคตด้วย โดยมี 3 องค์ประกอบดังนี้ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) และ 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1ff2c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0221_ASAT-ส่งนักข่าว-03-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-631a2b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/โคจิ-มิยาโมโตะ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายโคจิ มิยาโมโตะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้าน Global Practice จากธนาคารโลก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อนำกรอบแนวคิดทักษะพื้นฐานชีวิตมาใช้ในการสำรวจเด็กและเยาวชน และประชากรวัยแรงงานตั้งแต่อายุ 15-64 ปี ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะหลายอย่าง เหมือนที่พบในหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน คือ<strong>มีทักษะพื้นฐานชีวิตที่ ‘ตํ่ากว่าเกณฑ์’</strong> ไม่มีความสามารถในการอ่านหนังสือขั้นพื้นฐาน (ไม่ใช่เพียงแค่การอ่านออกเขียนได้ แต่ต้องทำความเข้าใจ ประเมิน วิเคราะห์ได้) การคำนวณอย่างง่าย รวมถึงการมีส่วนร่วมกับผู้อื่นหรือเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ทำให้ไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้</p>



<p>นอกจากนี้ บริบทเบื้องหลังของวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตของไทย วางอยู่บนปัญหา 3 ประการคือ 1) หลักสูตร/โปรแกรม/การเรียนรู้ ที่เน้นแนวทางที่ใช้แล้วได้ผล ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง 2) ครู/อาจารย์ ไม่ได้รับการฝึกฝน ขาดทักษะการสอน และ 3) โอกาสในการเรียนรู้ โดยยังมีกลุ่มเปราะบางเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับโอกาส และเข้าไม่ถึงมาตรฐานการศึกษาที่เท่าเทียม</p>



<p>ทั้งนี้ จุดเริ่มของวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิต เกิดขึ้นตั้งแต่การเรียนรู้ในระดับปฐมวัย ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ในช่วงวัยอื่น ๆ รวมถึงการเรียนรู้ในช่วงวัยแรงงาน ดังนั้นจำเป็นต้องเชื่อมโยงการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning) เน้นบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงท้องถิ่น เพื่อการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง</p>



<p>สุดท้าย <strong>นายมิยาโมโตะ</strong>เน้นยํ้าว่า “ทักษะพื้นฐานชีวิต ช่วยให้คนสามารถเอาชนะความท้าทาย และใช้ประโยชน์จากโอกาสในศตวรรษที่ 21 ได้” หากประชากรมีทักษะดังกล่าวแล้ว จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และจากตัวเลขที่พบในหลายประเทศ การเพิ่มขึ้นของการอ่านออกเขียนได้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ถึง 3 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82463b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0221_ASAT-ส่งนักข่าว-02-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ร่วมหาแนวทาง เร่งสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต สู่การพัฒนากำลังคน</strong></h2>



<p>ในช่วงถัดมามีการเสวนา หัวข้อ <strong><em>‘แนวทางการสร้างโอกาสทักษะพื้นฐานชีวิตสู่การพัฒนากำลังคน’</em></strong> กสศ. ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในหลายภาคส่วนของไทยคือ <strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย</strong> รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมลํ้า และอดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า <strong>ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ</strong> ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม <strong>นายวราวิชญ์ โปตระนันทน์</strong> นักวิจัยนโยบายด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ร่วมนำเสนอแนวทางการสร้างโอกาสทักษะพื้นฐานชีวิตสู่การพัฒนากำลังคน หลังทราบจากรายงานในข้างต้นแล้วว่าคนไทยขาดทักษะพื้นฐานชีวิต และจะสามารถพัฒนาสิ่งนี้ขึ้นได้อย่างไร </p>



<p><strong>นายวราวิชญ์</strong> จาก TDRI ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติในเชิงนโยบายว่า ทุกภาคส่วนต้องหันมาทำความเข้าใจปัญหาใจกลางที่เยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดทักษะพื้นฐานชีวิต เมื่อทำความเข้าใจแล้วจึงแปลงออกมาเป็นนโยบายที่มีประสิทธิภาพ มีความสอดคล้องเชื่อมโยงต่อพื้นที่และบูรณาการกับทุกฝ่าย จัดลำดับความสำคัญของนโยบายสำหรับการปฏิบัติให้ครอบคลุมทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สิ่งสำคัญมากที่สุดคือ การผลักดันให้ทักษะพื้นฐานชีวิตเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เพื่อให้เกิด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c4da12"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/2-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ดร.แบ๊งค์</strong> เห็นว่า รายงานฉบับนี้คือ รายงาน ‘3 ใช่’ คือออกมาใน เวลาที่ใช่ (right time) มีข้อถกเถียงที่ใช่ (right agrument) และข้อเสนอแนะที่ใช่ (right recommendation) แต่สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือ การตั้งโจทย์ถึงทิศทางการพัฒนา การมีมาตรการ และการผลักดันให้เกิดผล&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน การเสริมทักษะพื้นฐานชีวิตเพื่อพัฒนากำลังคน ต้องมีความรัดกุมในเชิงนโยบาย เพราะจะต้องครอบคลุมแรงงานที่มีระดับทางทักษะแตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีทักษะในระดับกลางจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี มิฉะนั้นคนเหล่านี้จะหลุดออกจากตลาดงาน ไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ ทำให้รายได้ของพวกเขาลดลง นำมาสู่ความเหลื่อมลํ้าในที่สุด&nbsp;</p>



<p>สุดท้าย <strong>ดร.แบ๊งค์</strong> กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกันคือ เสริมสร้างทักษะใหม่ ๆ ให้แก่แรงงานที่อยู่ในตลาดงานแล้ว และแรงงานที่กำลังเข้าสู่ตลาดงานในอนาคต ที่สำคัญที่สุดจะต้องมีการดำเนินการด้วยเงื่อนไข ‘การผูกมัดทางการเมือง’ (political commitment) เป็นวาระแห่งชาติที่มีความต่อเนื่อง มีกรอบเวลาชัดเจน ทุ่มเททรัพยากรที่ตรงกับสัดส่วนของปัญหา การกระจายอำนาจ การกระจายงาน จะต้องมาพร้อมกับการประเมินด้วย</p>



<p>ด้าน<strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร</strong> มองว่า ปัญหาทักษะของคนไทยไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นวิกฤตในการจัดการวิกฤต ซึ่งการสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตต้องมีทิศทางที่ชัดเจนก่อน และเชื่อมโยงไปกับทิศทางในการพัฒนาประเทศ และต้องทำให้เกิดผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รองนายกฯ ยํ้า ‘สัญญาประชาคม’ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตให้คนไทย ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง&nbsp;</strong></h2>



<p>ในเวทีการประชุมภาคบ่าย <strong>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</strong> ประธานกรรมการบริหาร กสศ. และ<strong> ดร.เอ็นเดียเม ดิออป</strong> <strong>(Dr.Ndiame Diop)</strong> ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประเทศบรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวรายงานต่อ <strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล</strong> รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานการประชุมเวทีนโยบายระดับสูงครั้งนี้ เพื่อเปิดงานการประชุมอย่างเป็นทางการ รวมถึงนำเสนอถึงความสำคัญของรายงานการสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) ในประเทศไทย พ.ศ. 2565</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3f6536"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/ดร.ประสาร-ไตรรัตน์วรกุล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ประสาร</strong> กล่าวรายงานต่อประธานในที่ประชุมว่า การพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางหรือติดกับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) ให้กลายมาเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเสริมสร้างศักยภาพทางการศึกษา พัฒนากำลังคน สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั้งคุณภาพและปริมาณ ดังนั้น 3 ภาคีคือ กสศ. ธนาคารโลก และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงร่วมกันเพื่อหาข้อค้นพบใจกลางปัญหาของการพัฒนากำลังคนของไทย ผ่านงานวิจัยคุณภาพและเป็นสากล เพื่อแปลงออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ปลดล็อกศักยภาพของคนไทยเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในศตวรรษที่ 21&nbsp;</p>



<p>โดยรายงานฉบับนี้ได้เจาะลึกใจกลางปัญหาว่า คนไทยยังคงขาดทักษะพื้นฐานชีวิต ส่งผลให้ไม่สามารถปรับตัวต่อความท้าทายและความเปลี่ยนแปลง จำต้องพึ่งพาผู้อื่นเพื่อชดเชยทักษะที่ตนเองขาดหายไป ทั้ง 3 ภาคี จึงขอนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อรัฐบาล เพื่อเร่งลงทุนพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิต สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ (learning culture) อีกทั้งลงทุนในภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่น และก้าวข้ามการเป็นประเทศกับดักรายได้ปานกลางให้ได้ ด้วยการดำเนินนโยบายบนพื้นฐานข้อมูล (evidence base) จากรายงานฉบับนี้ ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาต่อนานาชาติที่มีต่อรัฐบาลไทยและประเทศไทยได้</p>



<p>ด้าน <strong>ดร.เอ็นเดียเม</strong> กล่าวผ่านวีดิทัศน์เพื่อรายงานต่อประธานในที่ประชุม โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของปัญหาการขาดทักษะพื้นฐานชีวิต และพร้อมให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลไทย รวมไปถึงภาคส่วนต่าง ๆ ของไทย ในการผลักดันและเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต ด้วยการนำข้อมูลเหล่านี้ไปดำเนินการทางนโยบาย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3f93b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/อนุทิน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน<strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล </strong>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายจาก <strong>นายเศรษฐา ทวีสิน </strong>นายกกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ รัฐบาลพร้อมนำรายงานวิจัยฉบับนี้ไปเป็น roadmap เพื่อบรรลุจุดประสงค์ในการพัฒนาคน ยกระดับรากฐานทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในระดับโลกและเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ก้าวพ้นการเป็นประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคตอันใกล้นี้ ที่สำคัญที่สุดคือ การบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันเพื่อแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับคนไทยทุกคน และถือว่านี่คือ ‘สัญญาประชาคม’ เพื่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เจาะลึกวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิต อดีต รมว.ศึกษาธิการโคลอมเบีย ร่วมแชร์ประสบการณ์</strong></h2>



<p>ภายหลังการเปิดงานอย่างเป็นทางการ <strong>นายโคจิ มิยาโมโตะ</strong> นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้าน Global Practice จากธนาคารโลก และ <strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. ได้นำเสนอรายงานอย่างเจาะลึกเพื่อให้รายละเอียด ซึ่งเป็นภาคต่อจากการประชุมในภาคเช้า โดยชี้ให้เห็นถึงกรอบแนวคิดและความสำคัญของทักษะพื้นฐานชีวิตของประเทศไทย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ขาดทักษะพื้นฐานชีวิตมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะพื้นฐานในการประกอบวิชาชีพที่ไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จนไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เมื่อประชากรไม่สามารถติดทักษะพื้นฐานชีวิตได้ จะนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดช่องว่างด้านรายได้ระหว่างผู้ที่มีทักษะสูงกว่าเกณฑ์และผู้ที่มีทักษะตํ่ากว่าเกณฑ์ กว่า 6,300 บาทต่อเดือน พร้อมนำเสนอข้อเสนอแนะทางนโยบายว่า ประเทศไทยควรเร่งยกระดับทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะพื้นฐานชีวิต เพื่อรับมือกับความท้าทายในศตวรรษที่ 21</p>



<p>นอกจากนี้ กสศ. ยังได้รับเกียรติจาก <strong>นางสาวมาเรีย วิกตอเรีย แองกูโล (Ms.Maria Victoria Angulo)</strong> อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการการศึกษาเมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมทักษะพื้นฐานชีวิตจากต่างประเทศ&nbsp;</p>



<p><strong>มาเรีย</strong>มองว่า โคลอมเบียในอดีตที่ผ่านมาประสบปัญหาวิกฤตประชากรขาดทักษะพื้นฐานชีวิตไม่แตกต่างจากประเทศไทยนัก จนกระทั่งได้ร่วมมือกับทางธนาคารโลกเพื่อหาข้อค้นพบและนำข้อมูลทั้งหมดมาปฏิบัติผ่านนโยบายด้านการศึกษา ในการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตนี้ คือ การกระจายอำนาจทางการศึกษาสู่ท้องถิ่น และท้องถิ่นเป็นหมุดหมายแรกของการขับเคลื่อนในครั้งนี้ ก่อนกระจายตัวออกไปในระดับชาติ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ตระหนักและให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างแท้จริง มีการติดตามข้อมูล ออกแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ผู้เรียนและสร้างทักษะใหม่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้นคือ การให้ ‘ครอบครัว’ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตในประชากร ส่งผลให้โคลอมเบียสามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิตได้ภายในระยะเวลา 5 ปีเท่านั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4391db"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/3-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สุดท้ายนี้ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการ กสศ. ได้กล่าวปิดการประชุมเวทีนโยบายระดับสูงว่า การจัดงานในครั้งนี้ช่วยให้ภาคีที่เกี่ยวข้องมองเห็นกรอบแนวคิดและวิธีการมากกว่าทฤษฎี เกิดการรวบยอดทางความคิดเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในทางปฏิบัติได้ หากประเทศไทยต้องการให้เด็กทุกคนมีความเสมอภาคทางการศึกษา คนไทยทุกคนต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการพัฒนาประเทศ ส่งเสริม ‘ทุน’ ที่ทุกคนต้องมีเพื่อการพัฒนาที่ดีกว่าเดิม พร้อมขอบคุณความอนุเคราะห์จากภาคส่วนต่าง ๆ หากมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอ หรือแนวทางใด ๆ ในการปฎิบัติให้เกิดผลจริง ทาง กสศ. พร้อมรับและสนับสนุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป&nbsp;</p>



<p><strong>อ่านรายงานวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน หรือ ASAT</strong> ได้ที่ <a href="https://www.eef.or.th/publication-asat/" target="_blank" rel="noopener" title="">คลิก</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-asat-230224/">กสศ. จับมือธนาคารโลก เปิดรายงาน ‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ คนไทยเข้าขั้นวิกฤต เร่งสร้างความร่วมมือ ผลักดันนโยบายเชิงบูรณาการ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. จับมือธนาคารโลก เปิดโครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อผลักดันนโยบายลดความเหลื่อมล้ำโรงเรียนขนาดเล็ก และยกระดับทักษะแรงงานไทย ยุติปัญหาความยากจนข้ามรุ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-030423/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Apr 2023 06:31:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฟาบริซิโอ ซาร์โคเน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=66113</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ &#160;เมื่อเร็วๆนี้ – กองทุนเพื่อความเสมอภาคทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-030423/">กสศ. จับมือธนาคารโลก เปิดโครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อผลักดันนโยบายลดความเหลื่อมล้ำโรงเรียนขนาดเล็ก และยกระดับทักษะแรงงานไทย ยุติปัญหาความยากจนข้ามรุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรุงเทพฯ </strong>&nbsp;เมื่อเร็วๆนี้ – กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับธนาคารโลก ภายใต้โครงการวิจัยมาตรฐานคุณภาพโรงเรียน (Fundamental School Quality Levels: FSQL) และโครงการวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมของกลุ่มประชากรวัยแรงงานของประเทศไทย (Adult Skills Assessment in Thailand) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือทางนโยบายเพื่อผลักดันให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารเป็นไปตามหลักความเสมอภาค (equity-based allocation) และการสร้างทักษะ และความสามารถของเด็ก เยาวชน และกลุ่มประชากรวัยแรงงานของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21&nbsp; ผ่านการพัฒนาคุณภาพของระบบการศึกษาและการฝึกอบรมทั่วประเทศ ในกรอบการดําเนินงานระยะเวลา 3 ปี</p>



<p><em>“กสศ.มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับธนาคารโลกในโครงการวิจัยร่วมเพื่อลดช่องว่างด้านคุณภาพของโรงเรียนและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร และการส่งเสริมทักษะ ความสามารถของเด็ก เยาวชน และกลุ่มประชากรวัยแรงงานของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เราหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย วางกลยุทธ์ด้านการพัฒนาและยกระดับทักษะให้เหมาะกับความต้องการของตลาดแรงงานและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”</em> <strong>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. </strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9c9b6d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/ดร.ประสาร-ไตรรัตน์วรกุล2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ระหว่างปี 2562-2566 ธนาคารโลกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้ร่วมมือกันดำเนินโครงการวิจัยที่เอื้อต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพ ความเสมอภาค และกระจายโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาและการฝึกอบรมในประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวส่งผลให้เกิดแนวคิดที่เป็นนวัตกรรมและเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อการหารือเชิงนโยบาย และสนับสนุนประเทศไทยในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาและการฝึกอบรมต่อไป</p>



<p>ความร่วมมือดังกล่าวยังรวมไปถึงการพัฒนาเครื่องมือพัฒนามาตรฐานคุณภาพโรงเรียนขั้นพื้นฐาน ซึ่งครอบคลุมขอบเขตการดำเนินงาน 7 ด้าน อาทิ ความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการของโรงเรียน ความเป็นอิสระและภาระความรับผิดชอบของโรงเรียน คุณภาพและประสิทธิผลของครู และโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงเรียน มาตรฐานดังกล่าวได้รับการทดสอบกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารจำนวน 275 แห่ง และจะใช้เป็นกรอบสำหรับการส่งเสริมคุณภาพของโรงเรียนเพื่อช่วยชี้นำการลงทุนด้านการศึกษาของภาครัฐในอนาคต ส่วนโครงการสำรวจทักษะและความพร้อมของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานอายุ 15-64 ปี ด้านความสามารถต่าง ๆ อาทิ การรู้หนังสือ ทักษะดิจิทัล และทักษะด้านอารมณ์และสังคม เพื่อค้นหาทักษะด้านที่ขาดแคลนและรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปส่งเสริมนโยบายและโครงการต่าง ๆ ต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9570be"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/01-กสศ.-จับมือธนาคารโลก-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า<em>“ผลการวิจัยเผยให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีระบบการจัดการข้อมูลที่รัดกุมเพื่อตรวจสอบติดตามงานด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อลดช่องว่างการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดเล็กและปรับปรุงการเรียนรู้ของนักเรียน เมื่อได้รับรู้ถึงจุดแข็งและในส่วนที่ต้องปรับปรุง การสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติมจะสามารถจัดสรรงบประมาณการศึกษาในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารได้”</em></p>



<p>ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ธนาคารโลกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะต่อยอดจากโครงการวิจัยร่วมในปัจจุบันเพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรให้กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารเป็นไปตามหลักความเสมอภาค (equity-based allocation) พร้อมทั้งขยายผลการสํารวจและพัฒนาทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในระดับประเทศไทย ไปสู่การสำรวจที่มุ่งเน้นใน 3 จังหวัดเป้าหมายที่เป็นโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ของ กสศ. นอกจากนั้นยังมีโครงการการศึกษาและออกแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมให้กับเยาวชนในสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่จะพัฒนาต่อไปในกรอบการดําเนินงานระยะเวลา 3 ปี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-286e69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p><em>“สำหรับประชาชนชาวไทย การมีทักษะและความสามารถที่จำเป็นเพื่อให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานอย่างมีคุณภาพสามารถช่วยให้พวกเขามีอนาคตที่ดีขึ้นได้ และยังช่วยให้กลุ่มประชากรที่ยากจนหลุดพ้นจากวงจรความยากจนได้ด้วย”</em><strong>ดร. ฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย </strong>กล่าว</p>



<p><em>“จากนี้ไป การลงทุนเพื่อปฏิรูปขจัดความไม่เท่าเทียมและความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงการปรับปรุงประสบการณ์การเรียนรู้ในสถานศึกษาและการฝึกอบรมจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแสดงศักยภาพในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7c1a26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/ดร.ฟาบริซิโอ-ซาร์โคเน2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กรอบความร่วมมือนี้ดำเนินการภายใต้สัญญาโครงการ Reimbursable Advisory Services &#8211; RAS ของธนาคารโลก โดยธนาคารโลกจะทำงานร่วมกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงตามที่มีการร้องขอผ่านบริการที่ปรึกษา การวิเคราะห์ รวมถึงให้การสนับสนุนการดำเนินการโครงการในด้านต่าง ๆ</p>



<p>&nbsp; </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c0bedf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/01-กสศ.-จับมือธนาคารโลก-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-030423/">กสศ. จับมือธนาคารโลก เปิดโครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อผลักดันนโยบายลดความเหลื่อมล้ำโรงเรียนขนาดเล็ก และยกระดับทักษะแรงงานไทย ยุติปัญหาความยากจนข้ามรุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.-ธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-010422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Apr 2022 13:44:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Brigit Hansl]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.​ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19: ความท้าทายใหม่กับการพัฒนาทักษะและความพร้อมให้แก่ประชากรวัยแรงงานของไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสถิติแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีนุช เทียนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54084</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ ธนาคาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-010422/">กสศ.-ธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ ธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ภาคีหน่วยราชการ และภาคเอกชน จัดเวทีนโยบาย “โควิด-19: ความท้าทายใหม่กับการพัฒนาทักษะและความพร้อมให้แก่ประชากรวัยแรงงานของไทย” พัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ไทยให้พร้อมแข่งขันในศตวรรษที่ 21 พร้อมจัดทำ “การวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมกลุ่มประชากรวัยแรงงาน (Adult Skills Assessment)” เพื่อร่วมกันหาแนวทางการยกระดับทักษะแรงงาน และการกำหนดนโยบายด้านการศึกษา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในโลกยุคดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในด้านการแข่งขัน ให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a9766d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/ตรีนุช-เทียนทอง-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกในมิติต่าง ๆ ที่กระทบต่อการปรับตัวของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความต้องการกำลังคนรูปแบบใหม่ มีทักษะและความรู้ที่หลากหลาย ยืดหยุ่น สามารถปรับตัวรองรับความต้องการของตลาดงานที่ถูกกระทบด้วยภาวะวิกฤตต่าง ๆ ได้ ซึ่งการเรียนจากระบบการศึกษาเพียงครั้งเดียวเพื่อใช้งานตลอดชีวิต จึงไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนแปลงจากรูปแบบชีวิตสามช่วง (three-stage life) การศึกษา การทำงาน และการเกษียณ ไปสู่รูปแบบวิถีชีวิตแบบหลายช่วง (multistage life) ส่งผลให้คนต้องทำงานหลายอาชีพ รวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีระบบส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เอื้อให้คนได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และมีความเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต</p>



<p>“การวิจัยนี้เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างกำลังคนในอนาคต เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากการถูก Disrupt ด้วยเทคโนโลยีและการแพร่ระบาดของโควิด ดังนั้นข้อมูลต่างๆ จากการวิจัยจะมีประโยชน์อย่างมาก เพราะผลลัพธ์ของงานวิจัยจะทำให้เราได้ทราบว่า จะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประชากรไทยอย่างไรให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ที่จะทำให้เขาสามารถอยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 ได้ รวมถึงนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาหลักสูตรต่างๆ ให้เหมาะสมกับการพัฒนากำลังคนของประเทศต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2f286f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/ประสาร-ไตรรัตน์วรกุล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.​ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.​ประสาร </strong><strong>ไตรรัตน์วรกุล </strong><strong>ป</strong><strong>ระธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน หากต้องการที่จะก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยรายงานของเวิร์ลอิโคโนมิคฟอรั่ม (World Economic Forum) ในปี 2019 สะท้อนว่าไทยมีสัดส่วนของแรงงานทักษะสูงเพียงร้อยละ 14 ซึ่งอยู่ในอันดับ 86 จาก 141 ประเทศ นอกจากนี้การสำรวจสถิติแรงงานในประเทศ พบว่าร้อยละ 70 ของประชากรวัยแรงงานมีระดับการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษา ซึ่งผลกระทบของตลาดแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ภาพดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่แรงงานกลุ่มทักษะชั้นสูงหรือคนที่ปรับตัวได้เร็ว ยังได้รับประโยชน์จากการทำงาน การใช้เทคโนโลยี และการสร้างอาชีพใหม่ภายใต้วิกฤต ในทางกลับกัน แรงงานไร้ฝีมือ ผู้ที่ขาดทักษะด้านเทคโนโลยี ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ กลายเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง</p>



<p>“กสศ. ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มนักเรียนและเยาวชนที่ด้อยโอกาส ซึ่งนอกจากเด็กและเยาวชนแล้ว ยังมีกลุ่มประชากรอีกกลุ่มหนึ่งคือประชากรวัยแรงงานที่ขาดแคลนทั้งทุนทรัพย์และด้อยโอกาสต่างๆ ให้ได้รับการพัฒนาทักษะและศักยภาพ ประกอบกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ประชากรกลุ่มวัยแรงงานที่ด้อยโอกาสก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังห่างไปเรื่อยๆ ดังนั้นข้อมูลจากงานวิจัยและความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นเครื่องมือชี้เป้าและความต้องการ และนำผลจากการวิเคราะห์วิจัยและการพัฒนาต้นแบบไปสู่ระดับนโยบายเพื่อขยายผลในระดับประเทศ ซึ่งหากทำได้สำเร็จแรงงานในประเทศไทยก็จะได้รับการพัฒนากลายเป็นแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้นเรื่อยๆ วันข้างหน้าประชากรไทยก็จะมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ช่วยให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น และยังสามารถลดความเหลื่อมล้ำในมิติต่างได้อีกด้วย” ดร.​ประสาร กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a02ec2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.​ประสาร กล่าวว่า หนึ่งในแนวทางการทำงานของ กสศ. ที่มีต่อกลุ่มเป้าหมายของประชากรในวัยแรงงานผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส คือการสนับสนุนกระบวนการของการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) การยกระดับทักษะ (Upskill) และการส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) ให้แก่ผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษา รวมถึงแรงงานด้อยโอกาสและแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ถึง 20 ล้านคนในประเทศ ผ่านโครงการความร่วมมือต่าง ๆ เช่น การพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้กลุ่มแรงงานด้อยโอกาสและขาดทักษะของประเทศไทย สามารถพัฒนาทักษะของตนให้ก้าวไปสู่ความเป็นแรงงานมีฝีมือ ในปี 2564 กสศ. สามารถเข้าไปยกระดับการพัฒนาทักษะอาชีพให้กับแรงงานกว่า 8,500 คน ใน 48 จังหวัด โดยใช้การทำงานร่วมกับหน่วยพัฒนาอาชีพ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์การเรียนรู้ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายองค์กรพัฒนาอาชีพ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และนำไปสู่การสร้างต้นแบบ (Model) ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิตสู่การประกอบอาชีพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df0c7e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Brigit-Hansl.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>Ms.Brigit Hansl ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก</strong> กล่าวว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีก้าวหน้าและประสบความสำเร็จพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ ระบบสาธารณสุข ฯลฯ โดยมีข้อบ่งชี้จากการสร้างงาน การแก้ปัญหาความยากจน รวมไปถึงการลดของปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ</p>



<p>“แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของยุคดิจิทัลและสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทั้งหมดในเรื่องของตลาดแรงงานทั่วโลก ดังนั้นถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าคุณสมบัติและทักษะอะไรที่จะทำให้คนในวัยแรงงานสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งข้อมูลจากการวิจัยที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ กสศ. และธนาคารโลก จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายในการพัฒนาและเติมเต็มทักษะแรงงาน รวมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อบ่มเพาะทักษะฝีมือให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น”</p>



<p>ในขณะที่<strong> Mr.Toby Linden</strong> <strong>ผู้จัดการด้านการพัฒนาการศึกษา ธนาคารโลก </strong>ยังกล่าวย้ำด้วยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือ การพัฒนาเยาวชนให้มีความสามารถที่จะรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะการเกิดขึ้นของโควิด-19 ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดแรงงานแล้ว ยังส่งผลไปถึงโอกาสทางการศึกษา โดยพบว่าเด็กๆ สูญเสียโอกาสการเรียนรู้ไปถึง 1.2 ปีจากสถานการณ์โควิด-19</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3a609b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ระบบการศึกษาจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ทำอย่างไรให้เด็กๆ ได้รับการฟื้นตัวขึ้นมาจากโอกาสที่หายไป การเรียนรู้ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีเป้าหมาย ส่วนแรงงานก็จะต้องพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน”</p>



<p>สำหรับโครงการวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมกลุ่มประชากรวัยแรงงาน เกิดขึ้นมาจากโจทย์ที่ท้าทาย ว่าปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานเยาวชนนอกระบบมากถึง 20 ล้านคน เป็นกลุ่มเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาถึง 1.3 ล้านคน และร้อยละ 74 ของแรงงานทั้งระบบ หรือ 14.5 ล้านคนของแรงงานไทยนั้นมีวุฒิต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้น จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการยกระดับทักษะของแรงงาน และยกระดับการศึกษาให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งผลจากการวิจัยครั้งนี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำไปสู่ข้อบ่งชี้และข้อกำหนดเชิงนโยบายในการพัฒนากำลังคนของประเทศให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d1bf9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/ไกรยส-ภัทราวาท-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า งานวิจัยนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก ที่จะทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือเชิงนโยบายในการพัฒนากำลังคน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษาและตลาดแรงงาน หน่วยงานต่างๆ ยังสามารถนำข้อมูลที่ได้รับเอาไปใช้ในการเติมเต็มและสานต่อกับนโยบายของตนเองในการพัฒนากำลังคนของประเทศได้ ซึ่งการที่เรามีข้อมูลจะทำให้เราได้เห็นช่องว่างของทักษะที่เกิดขึ้นกับระหว่างแรงงาน กับผู้จ้างงาน และยังช่วยให้เด็กไทยและคนไทยได้รับโอกาสที่เสมอภาคและเท่าเทียมในการพัฒนาทักษะด้านแรงงานของตนเอง อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคมได้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-010422/">กสศ.-ธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชี้การศึกษาทั่วโลกเตรียมรับงานหนักหลังโควิดเหตุปิดโรงเรียนทำให้เด็กจำเป็นต้องเรียนเสริม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-closing-the-worlds-schools-caused-children-great-harm/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2021 06:37:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[UN]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[สหประชาชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42818</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เชี่ยวชาญระบุ เด็กต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษเพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-closing-the-worlds-schools-caused-children-great-harm/">ชี้การศึกษาทั่วโลกเตรียมรับงานหนักหลังโควิดเหตุปิดโรงเรียนทำให้เด็กจำเป็นต้องเรียนเสริม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading">ผู้เชี่ยวชาญระบุ เด็กต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษเพื่อชดเชยกับความรู้ที่หายไป</h2>



<p>เว็บไซต์ The Economist เผยแพร่บทความพิเศษรวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและนักการศึกษาทั่วสหรัฐฯ เกี่ยวกับปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนซึ่งกำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนทั่วโลก โดยความเห็นต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้ไวรัสโควิด-19 จะพบการติดเชื้อในกลุ่มเด็กได้น้อย (จากสถิติคือ 1 ต่อ 500,000 คน) แต่การที่โรงเรียนไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้เต็มเวลา หรือบางแห่งต้องปิดยาวกว่า 1 ปี กลับกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของเด็กคนหนึ่งที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ&nbsp;</p>



<p>แม้แนวทางการปิดโรงเรียนจะช่วยสกัดกั้นการแพร่ระบาดและลดอัตราการติดเชื้อในหมู่เด็กและเยาวชน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อในหมู่ผู้ใหญ่ได้ แต่กลับมีรัฐบาลเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น ที่คำนึงถึงผลกระทบ ต้นทุนความเสียหาย และความเสี่ยงจากการปิดโรงเรียน ขณะที่หลายประเทศเลือกที่จะปิดโรงเรียนต่อไป แต่กลับอนุญาตให้บาร์และร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการ&nbsp;</p>



<p>รายงานระบุว่า ผลลัพธ์ของการปิดโรงเรียนเป็นเวลานานทำให้สมองของเด็กไม่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการตามที่ควรจะเป็น โดยระบุถึงเด็กนักเรียนประถมในอังกฤษมีระดับความรู้ล้าหลังไปถึง 3 เดือนจากระดับปกติที่ควรจะเป็น ส่วนเด็กในเอธิโอเปียเรียนได้น้อยกว่าปกติถึง 60 &#8211; 70% ขณะที่มากกว่าครึ่งของเด็กอายุ 10 ปีในประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถอ่านบทความขนาดสั้นที่ไม่ซับซ้อนได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2b37ad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/05-แปล-ศึกษาทั่วโลก-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกมาเตือนว่า ปัญหาการอ่านของเด็ก อาจขยายเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ใน 3 ของนักเรียนในประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ขณะที่ในประเทศต่าง ๆ ที่เลือกใช้มาตรการปิดโรงเรียนจะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ระหว่างเด็กที่มีพร้อม (มีไอแพด, มีอินเทอร์เน็ต, มีห้องนอนส่วนตัวสำหรับเรียนทางไกล) กับเด็กที่ขาดแคลน (ไม่มีความพร้อมสำหรับการเรียนออนไลน์) มีช่องว่างเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กลับมองว่า ภาวะชะงักงันที่โรงเรียนต้องเผชิญ อาจเป็นโอกาสดีที่จะได้ยกระดับปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของแต่ละประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากบรรดานักการศึกษาต่างต้องคิดหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้เด็กสามารถเรียนหนังสือได้อย่างมีศักยภาพและพัฒนาได้เต็มขีดความสามารถภายใต้บริบทปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>สำหรับประเทศที่ร่ำรวย รัฐบาลหลายประเทศได้จัดสรรงบประมาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อจัดให้มีการสอนเสริม หรือการเรียนพิเศษแบบติวตัวต่อตัว หรือแบบกลุ่มเล็ก และมีครูดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่ในส่วนของประเทศยากจนเลือกการปรับหลักสูตรไม่ให้แน่นจนเกินไป รวมถึงเปิดทางให้ครูสามารถลดเนื้อหาในหนังสือแบบเรียนเพื่อใช้เวลาส่วนใหญ่สอนความรู้พื้นฐานอย่างการอ่านและการคิดคำนวณ&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน บรรดาครูต้องเพิ่มทักษะการสอนทางไกลและการสอนออนไลน์เพื่อปรับปรุงแนวทางการสอนของตน โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการนำซอฟต์แวร์เข้ามาใช้ในการสอน เพื่อช่วยให้ห้องเรียนมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เด็กนักเรียนได้รับมอบหมายบทเรียนที่เหมาะสมกับขีดความสามารถของตนเอง ส่วนครูได้รับการแบ่งเบาภาระจากงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน เช่น การให้คะแนน ทำให้ครูมีเวลาเพิ่มขึ้นในการดูแลเด็กที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการเรียนมากที่สุด&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ วิกฤตโควิด-19 ยังเน้นย้ำให้เห็นว่าครอบครัวเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนออนไลน์ ในครอบครัวที่เด็กๆ ได้กินอิ่มท้อง มีพ่อแม่คอยสนับสนุน มีหนังสือให้อ่านเต็มบ้าน ถือเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของเด็ก เมื่อเวลานี้บ้านได้กลายมาเป็นห้องเรียนไปแล้ว </p>



<p>ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา นักสังคมสงเคราะห์ได้เร่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส อาทิ จัดหาแว่นสายตาให้เด็กสามารถอ่านหนังสือได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครองเรื่องงานเอกสาร และในการส่งการบ้านของลูก ขณะที่บางโรงเรียนขยายขอบเขตให้บริการรับปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต และสร้างช่องทางให้เด็กๆ เข้าถึงหน่วยงานที่ช่วยป้อมปรามปัญหาความรุนแรงในบ้านได้&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเสียดายที่มีรัฐบาลทั่วโลกเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถดำเนินมาตรการเพื่อชดเชยความรู้ที่สูญหายของเด็กในช่วงเวลาที่โรงเรียนปิด แถมผลการสำรวจพบว่าปีที่ผ่านมามีเพียง 2% ของงบประมาณบรรเทาเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งถึงภาคการศึกษา ขณะที่สหประชาชาติ (UN) พบว่า ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา มีเพียง 1 ใน 4 ของเด็กนักเรียนเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงโครงการช่วยเหลือเยียวยาที่รัฐจัดสรรไว้ให้</p>



<p>ทั้งนี้ ปีหน้ารัฐบาลอังกฤษมีแผนด้านงบประมาณเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนได้ติวพิเศษ แต่ก็ยังเป็นงบที่น้อยกว่าเงินอุดหนุนของรัฐที่ให้กับครัวเรือนในการซื้ออาหารราคาพิเศษเป็นระยะเวลา 1 เดือน ขณะที่สถานการณ์ในสหรัฐฯ ดีกว่าเล็กน้อย เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจัดสรรงบพิเศษเพิ่มเติมช่วยเด็กนักเรียนได้ติวพิเศษกับติวเตอร์มืออาชีพ แต่สัดส่วนของงบประมาณที่สหรัฐฯ จัดสรรมาให้นี้กลับเป็นเงินพิเศษเพียง 20% เท่านั้น แถมเงินส่วนนี้ยังถูกใช้ไปกับการจัดหาวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับอนามัยและความสะอาด เพื่อสกัดกั้นการแพร่เชื้อ รวมถึงแผงกั้นพลาสติกระหว่างโต๊ะนักเรียน ที่ทำให้มองเห็นกระดานได้ยากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-944905"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/05-แปล-ศึกษาทั่วโลก-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น สหประชาชาติรายงานว่า หากหลายประเทศยังตกอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจ จำนวน 2 ใน 3 ของประเทศยากจนทั่วโลกเลือกหั่นงบประมาณทางการศึกษาก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งตามปกติแล้ว ประเทศยากจนเหล่านี้มีงบทางการศึกษาอยู่ในระดับที่ต่ำและไม่เพียงพออยู่แล้ว กล่าวคือ ประเทศยากจนใช้เงิน 48 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,527 บาท) ต่อปีสำหรับเด็กหนึ่งคน ส่วนประเทศร่ำรวยใช้ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 270,461 บาท) ต่อปีสำหรับเด็กหนึ่งคนโดยประมาณ</p>



<p>อีกทั้งสถานการณ์การศึกษาในประเทศยากจนมีแนวโน้มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อยูเอ็นคาดการณ์ว่าความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศหรือรัฐบาลต่างชาติเพื่อการศึกษาจะลดลง 12% ระหว่างปี 2018 &#8211; 2022 (สืบเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมาจากวิกฤตโควิด-19)</p>



<p>ทั้งนี้ เป็นเรื่องน่าเศร้าที่รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกมักเลือกที่จะละเลยประเด็นด้านการศึกษา หรือให้ความสำคัญเป็นลำดับท้ายๆ ทั้งๆ ที่การยกระดับการศึกษาหรือการพัฒนาโรงเรียนเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ดังนั้นจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับบรรดานักการเมืองและรัฐบาล</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การศึกษาคือสิ่งที่สำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตของทุกคน เพราะไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงอนาคตที่ดีในวันหน้าได้เท่ากับการได้รับการศึกษาที่ดี ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลนานาประเทศควรยกระดับและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากการปิดโรงเรียนเป็นเวลานานเพราะการระบาดของโควิด-19 และหากเป็นไปได้ รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ เร่งปฏิรูประบบการเรียนให้มีคุณภาพ และเหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.economist.com/leaders/2021/06/24/closing-the-worlds-schools-caused-children-great-harm?fbclid=IwAR1azUNpMJaNc9a0bGSV0iWstt2l26jzberO9y9ug69YTqtIIetIa9P0jSw" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.economist.com/leaders/2021/06/24/closing-the-worlds-schools-caused-children-great-harm?fbclid=IwAR1azUNpMJaNc9a0bGSV0iWstt2l26jzberO9y9ug69YTqtIIetIa9P0jSw">Closing the world’s schools caused children great harm</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-closing-the-worlds-schools-caused-children-great-harm/">ชี้การศึกษาทั่วโลกเตรียมรับงานหนักหลังโควิดเหตุปิดโรงเรียนทำให้เด็กจำเป็นต้องเรียนเสริม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ธนาคารโลก&#8221;ชี้ควรจัดสรรทรัพยากรด้านการศึกษา อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพลดเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-10-12-20-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2020 08:37:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เบอร์กิท ฮานสล์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=24810</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานธนาคารโลก (World Bank) ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นถึงสมร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-10-12-20-3/">“ธนาคารโลก”ชี้ควรจัดสรรทรัพยากรด้านการศึกษา อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพลดเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter wp-image-24812 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/thumbnail-6-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="color: #008000;">รายงานธนาคารโลก (World Bank) ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นถึงสมรรถนะด้านการอ่าน รวมถึงคะแนนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยกำลังตกอยู่ในภาวะถดถอยต่อเนื่อง ผลพวงจากความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรและการลงทุนด้านการศึกษาของไทย อีกทั้งเด็กไทยยังได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความถดถอยลง สัญญาณเตือนรัฐควรจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ก่อนที่เด็กอีกจำนวนมากจะหลุดออกนอกระบบ</span></p>
<p><b>เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563  นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย</b><span style="font-weight: 400;"> เปิดเผยว่า จากโครงการโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA ในปี 2561 ซึ่งทำการประเมินทักษะนักเรียนไทยอายุ 15 ปี จากทั้งหมด 79 ประเทศ พบว่า ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับรั้งท้ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คืออันดับที่ 68 ด้านการอ่าน อันดับที่ 59 ด้านคณิตศาสตร์ และอันดับที่ 55 ด้านวิทยาศาสตร์ประมาณร้อยละ 60 ของนักเรียนไทยได้คะแนนด้านการอ่านต่ำกว่าสมรรถนะขั้นต่ำ และร้อยละ53 มีคะแนนไม่ถึงระดับสมรรถนะขั้นต่ำด้านคณิตศาสตร์ ขณะที่ร้อยละ 44 ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์สมรรถนะขั้นพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์</span></p>
<p><figure id="attachment_24813" aria-describedby="caption-attachment-24813" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-24813 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-24813" class="wp-caption-text">ซ้าย-นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ทักษะการเรียนรู้ของเด็กไทยตกต่ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากนักเรียนมีอัตราการขาดเรียนสูง เพราะไม่รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน จึงไม่อยากไปโรงเรียน ซึ่งความรู้สึกนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาความยากจน ครูไม่มีคุณภาพ เด็กถูกกลั่นแกล้งรังแก รวมถึงการไม่ได้รับกำลังใจและการส่งเสริมจากครอบครัวครัวที่เพียงพอ</span></p>
<p><b>ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า จากการประเมินตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนไทยตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึง ม.3 มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหัว 27,271 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าประเทศไทยใช้เงินลงทุนด้านการศึกษาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียน แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลับสวนทางกับการลงทุน ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างหนึ่งคือ การกระจายทรัพยากรไม่ถูกจุด รวมถึงปัญหาขาดแคลนครู และการเข้าไม่ถึงอุปกรณ์การเรียน เราจึงเสนอว่า โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงกันควรมีการควบรวม หรือสามารถใช้ครู บุคลากร และอุปกรณ์การศึกษาร่วมกันได้ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนที่ด้อยโอกาสจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด</span></p>
<p><figure id="attachment_24814" aria-describedby="caption-attachment-24814" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-24814 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-7-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-24814" class="wp-caption-text">ซ้าย-ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย / ขวา-ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ.</figcaption></figure></p>
<p><b>ขณะที่ ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้ทั่วถึงเป็นธรรม อุปสรรคอันดับแรกที่ต้องแก้ไขจัดการคือ ระบบที่ล่าช้าซึ่ง กสศ.มีข้อมูลผลการวิจัยเชิงประจักษ์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งรัฐบาลควรนำข้อมูลเหล่านี้นำไปปรับใช้ ทั้งนี้การกระจายทรัพยากรครูและบุคลากรการศึกษาของไทย เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท ซึ่งปัญหานี้ของประเทศไทยจัดอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มละตินอเมริกา ได้แก่ บราซิล โคลัมเบีย ปานามา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #008000;">“สิ่งที่ยากสุดในการจัดการคือครู และบุคลากรทางการศึกษา ปัญหานี้ไม่ใช่มีแค่ไทย แต่ประเทศอื่นก็ประสบปัญหาคล้ายกัน เพราะรัฐบาลเป็นเหมือนนายจ้างหลัก โดยมีครูเป็นกลุ่มลูกจ้างที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นการจะพยายามปรับระบบ ลดตำแหน่งครู หรือโยกย้ายครูไปประจำโรงเรียนชนบทห่างไกลจึงเป็นเรื่องยาก แต่หากทำได้ก็เชื่อว่าผลลัพธ์ทางการศึกษาจะดีขึ้นอย่างแน่นอน”</span> ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ. มีความพยายามที่จะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษา โดยเชื่อว่าหากแก้ปัญหาทั้งสองนี้ได้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพมากขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หากติดตามสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันจะพบว่า มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียน เยาวชน ที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการการศึกษา เช่น การเลิกใช้อำนาจนิยมในโรงเรียน การแก้บทลงโทษ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันพวกเขามีความรู้สึกถึงความเป็นพลเมืองค่อนข้างสูง และมีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมแนวคิดเชิงบวกแก่เด็กมากขึ้น</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-10-12-20-3/">“ธนาคารโลก”ชี้ควรจัดสรรทรัพยากรด้านการศึกษา อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพลดเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>World Bank &#8211; UNICEF เผยก่อน COVID-19 มีเด็กยากจนขั้นสุดทั่วโลก 365 ล้านคน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-2-11-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Nov 2020 04:39:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[Global Estimate of Children in Monetary Poverty: An Update]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=23031</guid>

					<description><![CDATA[<p>แปลและเรียบเรียง : นงลักษณ์ อัจนปัญญา &#160; World Bank [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-2-11-20/">World Bank – UNICEF เผยก่อน COVID-19 มีเด็กยากจนขั้นสุดทั่วโลก 365 ล้านคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_23092" aria-describedby="caption-attachment-23092" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-23092 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/thumb-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-23092" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Katie Chen</figcaption></figure></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-weight: 400;"><strong>แปลและเรียบเรียง :</strong> นงลักษณ์ อัจนปัญญา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #008000;">World Bank และ UNICEF เผยรายงานผลการศึกษาพบ ก่อนการระบาดของ COVID-19 มีเด็กถึง 365 คนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะยากจนขั้นสุด และตัวเลขเด็กยากจนดังกล่าวเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นหลังการระบาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ธนาคารโลก (World Bank) และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ระบุว่า ก่อนเกิดวิกฤตระบาดของ COVID-19 มีจำนวนเด็กประมาณ 1 ใน 6 ของเด็กทั่วโลก หรือ 365 ล้านคนต้องอาศัยอยู่ในภาวะยากจนขั้นสุด อีกทั้งตัวเลขมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นหลังการระบาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในรายงาน Global Estimate of Children in Monetary Poverty: An Update ฉบับล่าสุด โดยเด็กยากจนขั้นสุดมีมากสุดและอยู่ในสภาวะยากลำบากที่สุดอยู่ในภูมิภาคซับซาฮารา แอฟริกา เนื่องจากเด็กในพื้นที่ดังกล่าวมีความปลอดภัยทางสังคมที่ค่อนข้างจำกัด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานพบว่า ในจำนวนเด็กยากจนขั้นสุดทั่วโลกทั้งหมด 2 ใน 3 คือเด็กในพื้นที่ซับซาฮาราแอฟริกาโดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้รายได้ที่ต่ำกว่า 1.90 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 59 บาท) หรือต่ำกว่านั้นต่อสมาชิกหนึ่งคนในครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน ราว 1 ใน 5 ของเด็กยากจนทั่วโลกอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ </span></p>
<p><figure id="attachment_23035" aria-describedby="caption-attachment-23035" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-23035 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-21.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-21.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-21-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-21-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-21-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-23035" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Dylan Winterflood</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ รายได้ต่ำกว่า 1.90 ดอลลาร์สหรัฐคือมาตรฐานสากลโดยเฉลี่ยในการวัดภาวะความยากจนขั้นสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ตัวเลขเด็กยากจนขั้นสุดจะอยู่ในระดับสูง แต่ผลการศึกษาวิเคราะห์ก็แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขเด็กยากจนขั้นสุดได้ปรับลดลงถึง 29 ล้านคน ในช่วงระหว่างปี 2013-2017 โดยเป็นผลมาจากความพยายามของภาครัฐและหน่วยงานจากหลายฝ่ายทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่สร้างผลกระทบเสียหายต่อเศรษฐกิจนานาประเทศทั่วโลก ทำให้ UNICEF และ World Bank Group เกรงว่า จำนวนเด็กยากจนขั้นสุดในปี 2020 และหลายปีหลังจากนี้จะเลวร้ายมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้องค์กรระดับประเทศทั้ง 2 แห่ง ยังเรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศให้การสนับสนุนช่วยเหลือบรรดาประชากรยากจน โดยเฉพาะเด็กๆ เพื่อฟื้นฟูศักยภาพในฐานะทรัพยากรมนุษย์ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูประเทศที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤตการระบาด</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-23036" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/กราฟ-widescreen.jpg" alt="" width="960" height="540" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/กราฟ-widescreen.jpg 960w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/กราฟ-widescreen-300x169.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/กราฟ-widescreen-768x432.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/กราฟ-widescreen-750x422.jpg 750w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://blogs.worldbank.org/opendata/356-million-children-live-extreme-poverty" target="_blank" rel="noopener noreferrer">356 million children live in extreme poverty</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-2-11-20/">World Bank – UNICEF เผยก่อน COVID-19 มีเด็กยากจนขั้นสุดทั่วโลก 365 ล้านคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผ่าทางตันโลกการศึกษาหลังยุค COVID-19 จากแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/2005-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2020 07:01:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[Harry Patrinos]]></category>
		<category><![CDATA[Eric Hanushek]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18524</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10-11 ก.ค. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/2005-2/">ผ่าทางตันโลกการศึกษาหลังยุค COVID-19 จากแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่</span><span style="font-weight: 400;"> 10-11 ก.ค. </span><span style="font-weight: 400;">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย องค์การการศึกษา ยูเนสโก, องค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก ได้จัดเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ </span><b>“เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปวงชนเพื่อการศึกษา”</b><span style="font-weight: 400;"> โดยมีการนำเสนอประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพทรัพยากรมนุษย์กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลจากการประเมินผลคุณภาพการศึกษาในระดับนานาชาติ รวมเป็นถึงบทเรียนและ</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาการศึกษาในยุคหลังวิกฤต </span><span style="font-weight: 400;">COVID-19</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมี</span><span style="font-weight: 400;">นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำระดับโลกมาเป็นวิทยากรร่วมพูดคุย นำโดย</span> <b>Harry Patrinos</b><span style="font-weight: 400;"> หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ผู้ดูแลนโยบายการศึกษาของธนาคารโลก </span><b>ศาสตราจารย์ Eric Hanushek </b><span style="font-weight: 400;">นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด และ</span><b> Andreas Schleicher</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้อำนวยสำนักการศึกษาและทักษะแห่งองค์การ OECD ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทดสอบ PISA นับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ซึ่งทั้ง</span><span style="font-weight: 400;">สามท่านนี้</span><span style="font-weight: 400;">มีการนำเสนอในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน คือ การนำเอาข้อมูลทางการศึกษาขนาดใหญ่ที่ได้จากการเก็บจากทั่วโลกมาใช้ทำการวิเคราะห์และให้ข้อเสนอเชิงนโยบายในแง่มุมต่างๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย </span><b>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค </b>ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ได้สรุปและเรียบเรียงบทวิเคราะห์ ผ่านแนวคิดของวิทยากรทั้งสามท่านในแง่มุมที่ว่า <b>“เราจะพลิกปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เสมอภาคได้อย่างไร?”</b></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18527" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07.png" alt="" width="4501" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07.png 4501w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-768x421.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-07-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4501px) 100vw, 4501px" /></p>
<p><b>โดยคุณ Harry Patrinos จากธนาคารโลก</b><span style="font-weight: 400;"> ได้นำเสนองานวิจัยของธนาคารโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคระบาดที่ทำให้มีการปิดโรงเรียนว่า จะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่หายไป (Learning Loss) ในระยะยาว โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดในประวัติศาสตร์ เช่น การปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีนในช่วงทศวรรษ 1970 </span><span style="font-weight: 400;">ที่</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้อัตราการจบมัธยมศึกษาในช่วงนั้นลดลงถึง 35% รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดกับ</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">ทางเศรษฐกิจในอดีต เช่น </span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจของเอเชีย </span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจในลาตินอเมริกา ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 รวมถึง</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">แฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกาในปี 2008 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง พบว่า</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span><span style="font-weight: 400;">ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">ด้วย</span><span style="font-weight: 400;"> เช่น ทำให้คนออกนอกโรงเรียนมากขึ้น อัตราการจบการศึกษาลดลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยผลจากวิกฤต COVID-19</span><span style="font-weight: 400;"> ในครั้งนี้ ธนาคารโลกคาดว่า การปิดโรงเรียนจะส่งผลทำให้ GDP ของประเทศ</span><span style="font-weight: 400;">ต่างๆ ลดลงอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">อังกฤษ ลด</span><span style="font-weight: 400;">ไป</span><span style="font-weight: 400;"> 0.1-0.4% GDP สหรัฐอเมริกาลดลง 0.3% หรือ</span><b>จากงานวิจัยของประเทศนอร์เวย์ การปิดโรงเรียนแต่ละวันจะทำให้เกิดความสูญเสียถึงวันละ 165 ล้านเหรียญสหรัฐ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น การที่โรงเรียนต้องปิด 4 เดือน ทำให้รายได้ในอนาคตของนักเรียนลดลง 1,337 เหรียญต่อปีต่อคน ซึ่งคิดเป็นรายได้ประมาณ 33,464 เหรียญตลอดช่วงชีวิต ซึ่งหากพิจารณาจำนวนของนักเรียนทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาที่มีทั้งหมด 76 ล้านคนแล้ว พบว่ารายได้ตลอดช่วงชีวิตของเด็กและเยาวชนอเมริกันในรุ่นอายุนี้จะหายไปถึง 2.5 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก</span><span style="font-weight: 400;">นี้ </span><span style="font-weight: 400;">ธนาคารโลกได้มีการประเมินว่าหากนัก</span><span style="font-weight: 400;">เรียนต้องหยุดเรียนในช่วงวิกฤตนี้ จะส่งผลกระทบ</span><span style="font-weight: 400;">ต่อทักษะความสามารถ</span><span style="font-weight: 400;">ทางการเรียน</span><span style="font-weight: 400;">ที่ลดลง จากแบบจำลองคะแนน PISA ในด้านการอ่าน ในกรณี</span><span style="font-weight: 400;">ที่เลวร้ายสุด</span><span style="font-weight: 400;">จะทำให้คะแนนเฉลี่ยลดลงจากค่าเฉลี่ยของโลกที่ 440 เหลือเพียง 413 คะแนน หรือคิดเป็นช่องว่าง 1 ปีการศึกษา และทั่วโลกจะมีเด็กนักเรียนที่ขาดทักษะความรู้ในระดับที่สามารถเอาไปใช้งานได้ (</span><span style="font-weight: 400;">F</span><span style="font-weight: 400;">unctionally </span><span style="font-weight: 400;">I</span><span style="font-weight: 400;">lliterate) เพิ่มจาก 40% เป็น 53%</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แผนภาพที่ 1 : ผลกระทบของ COVID-19 ต่อระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน และต่อจำนวนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในด้านการอ่าน</b></p>
<p><figure id="attachment_18528" aria-describedby="caption-attachment-18528" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18528 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-01-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18528" class="wp-caption-text">ที่มา : ธนาคารโลก</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม</span> <span style="font-weight: 400;">ประชากรจะได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ที่ต่างออกกันตามระดับการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;"> โดยแรงงานที่มีการศึกษาต่ำ (มัธยมศึกษา) จะได้รับผลกระทบ</span><span style="font-weight: 400;">ที่รุนแรงกว่า</span><span style="font-weight: 400;">แรงงานที่มีการศึกษาสูง (ตั้งแต่ระดับปริญญาขึ้นไป) </span><span style="font-weight: 400;">วิกฤตนี้ </span><span style="font-weight: 400;">จะทำให้แรงงานระดับล่างตกงานกันอีกมาก</span><span style="font-weight: 400;"> ส่งผลต่อค่าแรงที่ถูกกดให้ต่ำลง </span><span style="font-weight: 400;">ขณะที่</span><span style="font-weight: 400;">ผลตอบแทนจากการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมีอัตราที่สูงขึ้น ทำให้คนมีแนวโน้มที่จะหันกลับไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเราได้เคยเห็น</span><span style="font-weight: 400;">รูปแบบนี้</span><span style="font-weight: 400;">เกิดขึ้นมาก่อนแล้วใ</span><span style="font-weight: 400;">นประเทศเวเนซุเอลา อาร์เจนตินา และไทยในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 </span><span style="font-weight: 400;">โดย</span><span style="font-weight: 400;">คุณ</span><span style="font-weight: 400;"> Harry เชื่อว่ารูปแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกในช่วง</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต COVID-19</span><span style="font-weight: 400;"> รัฐบาลจึง</span><span style="font-weight: 400;">ควร</span><span style="font-weight: 400;">มีนโยบายช่วยเหลือสนับสนุน </span><span style="font-weight: 400;">การรักษางบ</span><span style="font-weight: 400;">ประมาณทางการศึกษาเอาไว้ โดยเฉพาะในการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย รวมไปถึงการศึกษาตลอดชีวิตที่จะได้รับความต้องการมากขึ้น </span><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้</span><span style="font-weight: 400;">การลงทุนพัฒนาแนวทางการประเมินผลนักเรียนและเร่งสอนเสริมเพื่อให้</span><span style="font-weight: 400;">ตามเพื่อน</span><span style="font-weight: 400;">ได้ทัน รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้เรียน</span><span style="font-weight: 400;">ก็</span><span style="font-weight: 400;">เป็นสิ่งที่ควรพัฒนา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แผนภาพที่ 2 : ความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทนจากการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาของประเทศไทย (1985-2015)</b><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><figure id="attachment_18530" aria-describedby="caption-attachment-18530" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18530 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02.png" alt="" width="4500" height="2471" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-1400x769.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-2048x1125.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-02-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18530" class="wp-caption-text">ที่มา : ธนาคารโลก</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน</span><b>ศาสตราจารย์ Eric Hanushek จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยในด้านการนำเอาคะแนนสอบมาตรฐานระดับชาติไปใช้วิเคราะห์ผลทางเศรษฐกิจ </span><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span><span style="font-weight: 400;"> จากสถิติข้อมูลในปี 1960-2000 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบคะแนนมาตรฐานนานาชาติของนักเรียนและค่า GDP ของประเทศ พบว่า คะแนนมาตรฐานซึ่งเป็นตัวแทนของคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18531" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08.png" alt="" width="4501" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08.png 4501w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-768x421.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-08-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4501px) 100vw, 4501px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย</span><span style="font-weight: 400;">ในอดีตนักเศรษฐศาสตร์มักจะใช้จำนวนปีการศึกษาในการบ่งบอกระดับการศึกษาของชาติ เพราะเป็นสิ่งที่วัดได้ง่าย แต่ความจริงคือ</span><span style="font-weight: 400;">คุณภาพการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">ของแต่ละประเทศมีไม่เท่ากันแม้จะมีจำนวนปีการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน </span><span style="font-weight: 400;">แต่</span><span style="font-weight: 400;">การมีคะแนนสอบมาตรฐาน</span><span style="font-weight: 400;">อย่าง</span><span style="font-weight: 400;"> PISA ทำให้สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษาของแต่ละชาติได้ดีกว่าจำนวนปีการศึกษา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะยาว</b></p>
<p><figure id="attachment_18532" aria-describedby="caption-attachment-18532" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18532 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-03-2048x1124.png 2048w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18532" class="wp-caption-text">ที่มา : ภาพจากการนำเสนอของ Eric Hanushek</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูล PISA พบว่า มีเด็กประมาณ 20% ในประเทศไทยที่เรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกว่า </span><span style="font-weight: 400;">43%</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้รับการพัฒนาทักษะขั้นพื้นฐาน</span><span style="font-weight: 400;">ที่สามารถ</span><span style="font-weight: 400;">นำไปใช้งานใน</span><span style="font-weight: 400;">โลกปัจจุบัน</span><span style="font-weight: 400;">ได้ </span><span style="font-weight: 400;">โดยงานวิจัยของศาสตราจารย์ Hanushek </span><span style="font-weight: 400;">พบว่าในกรณีของประเทศไทย หาก</span><span style="font-weight: 400;">นักเรียน</span><span style="font-weight: 400;">ทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ จะทำให้ GDP ขยายตัวไปจนตลอดทศวรรษนี้ 3% ต่อปีและถ้านักเรียนไทยที่อยู่ในระบบปัจจุบันมีทักษะพื้นฐานอยู่ในระดับเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ </span><span style="font-weight: 400;">จะทำให้</span><span style="font-weight: 400;">ไทยมี GDP ที่ขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละ 5.5% หรือถ้า</span><span style="font-weight: 400;">สามารถ</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้เด็กไทย</span><span style="font-weight: 400;">สามารถเข้าถึงการศึกษาในมาตรฐานขั้นต่ำได้ทุกคน</span><span style="font-weight: 400;"> จะทำให้ GDP ขยายตัวได้ถึง 8.9% ไปจนตลอดศตวรรษนี้เลยทีเดียว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ค่า GDP จะเพิ่มสูงขึ้น หากเด็กไทยได้รับการศึกษาที่ทั่วถึงหรือมีคุณภาพในระดับพื้นฐานอย่างทั่วถึง</h4>
<p><figure id="attachment_18534" aria-describedby="caption-attachment-18534" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18534 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-04-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18534" class="wp-caption-text">ที่มา : Universal Basic Skills: What Countries Stand to Gain โดย Hanushek และ Woessmann (OECD Report 2015)</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม </span><span style="font-weight: 400;">นี่</span><span style="font-weight: 400;">เป็น</span><span style="font-weight: 400;">เพียง</span><span style="font-weight: 400;">การประมาณตัวเลขในช่วงก่อนเกิด</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต</span> <span style="font-weight: 400;">COVID-19 ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจและ</span><span style="font-weight: 400;">การศึกษาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเด็กในกลุ่มด้อยโอกาสและขาดแคลนการเข้าถึงเทคโนโลยี</span><span style="font-weight: 400;">และครู</span><span style="font-weight: 400;">ที่ดีมีคุณภาพด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยศาสตราจารย์ Eric Hanushek</span> <span style="font-weight: 400;">คาดการณ์ว่าความรู้ที่หายไปจะทำให้รายได้ตลอดชีวิตของเด็กในรุ่นนี้ลดลง 3-6% พร้อมแนะให้</span><b>พัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้ ซึ่งภาคนโยบายต้องมีกระบวนการจัดสรรครูอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เด็กด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงครูที่เก่ง เพราะถ้าทำไม่ได้ นอกจากเราจะไม่สามารถกลับไปสู่ระดับของการเรียนรู้ก่อนหน้าวิกฤตได้แล้ว ยังจะไม่สามารถลดช่องว่างที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ได้ด้วย</b></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18535" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09.png" alt="" width="4501" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09.png 4501w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-768x421.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-09-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4501px) 100vw, 4501px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับ</span> <b>Andreas Schleicher</b><span style="font-weight: 400;"> แห่ง OECD ผู้ริเริ่ม</span><span style="font-weight: 400;">เเล</span><span style="font-weight: 400;">ะอยู่เบื้องหลัง</span><span style="font-weight: 400;">การประเมินทักษะนักเรียนนานาชาติหรือ PISA ได้ประมาณการว่า </span><span style="font-weight: 400;">หากเด็กไทยทุกคนสามารถพัฒนาทักษะความรู้ให้อยู่ในระดับมาตรฐานของ PISA ใน Level 2 ได้ จะทำให้เศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศขยายตัวอย่างมหาศาล คิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเลยทีเดียว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>เศรษฐกิจไทยจะโตขึ้นอย่างไร หากเด็กทุกคนสามารถบรรลุทักษะความรู้ใน PISA Level 2 ได้</h4>
<p><figure id="attachment_18537" aria-describedby="caption-attachment-18537" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18537 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-05-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18537" class="wp-caption-text">ที่มา : การนำเสนอของ OECD</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยคุณ Andreas Schleicher ยัง</span><span style="font-weight: 400;">แสดงให้เห็นว่า</span><b>ความยากจนหรือความด้อยโอกาสของเด็ก ไม่ใช่ตัวกำหนดความสำเร็จในการศึกษาหากประเทศมีการจัดระบบการกระจายตัวของทรัพยากรทางการศึกษา</b><b>ที่ดีพอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยยกตัวอย่างบางประเทศที่มีความพยายามในการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาให้อยู่ใกล้บ้านนักเรียนอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และการจัดสรรครูที่เก่งที่สุดไปช่วยเหลือในโรงเรียนที่เด็กมีความต้องการมากที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">เช่น </span><span style="font-weight: 400;">ใน </span><span style="font-weight: 400;">4</span><span style="font-weight: 400;"> จังหวัดของ</span><span style="font-weight: 400;">ประเทศ</span><span style="font-weight: 400;">จีน </span><span style="font-weight: 400;">ฟินแลนด์ และเอสโตเนีย </span><span style="font-weight: 400;">ที่ร่วมสอบ PISA </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งได้มีการ</span><span style="font-weight: 400;">พัฒนาทักษะความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ของนักเรียน แม้จะเป็นประเทศส่วนน้อยที่สามารถทำได้ แต่ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นไปได้ ถ้าภาคนโยบายมีการนำไปทำอย่างจริงจัง</span></p>
<p><figure id="attachment_18536" aria-describedby="caption-attachment-18536" style="width: 4500px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18536 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06.png" alt="" width="4500" height="2470" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06.png 4500w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-300x165.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-1400x768.png 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-768x422.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-1536x843.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-2048x1124.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Graph_Aj.Phoomsarun_EEC-06-750x412.png 750w" sizes="(max-width: 4500px) 100vw, 4500px" /><figcaption id="caption-attachment-18536" class="wp-caption-text">ที่มา : แผนภาพจาก OECD ที่พูดถึงความแตกต่างของคุณภาพโรงเรียนในแต่ละประเทศ ที่แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ และกลุ่มแสกนดิเนเวียมีโรงเรียนใกล้บ้านที่มีคุณภาพสูง</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสรุปแล้ว ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค มองว่า </span><span style="font-weight: 400;">การได้ฟังมุมมองของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ระดับชั้นนำของโลกจากงานระดับนานาชาติในครั้งนี้ ทำให้ทาง กสศ. ตระหนักถึงประโยชน์และความสำคัญของการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานในระดับนานาชาติเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์แแก้ปัญหาการศึกษาของประเทศไทย</span></p>
<p><figure id="attachment_18538" aria-describedby="caption-attachment-18538" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18538 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-27-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18538" class="wp-caption-text">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</figcaption></figure></p>
<p><b>โดยปัจจุบัน กสศ. กำลังริเริ่มโครงการ PISA for Schools ร่วมกับองค์การ OECD ในการนำเอาแนวทางการประเมินผลแบบ PISA เพื่อมาใช้ประเมินและพัฒนาโรงเรียนไทยที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ แ</b><b>ละโครงการวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมของกลุ่มประชากรวัยแรงงานที่กำลังจะทำงานร่วมกับธนาคารโลก </b><b>ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์จากความรู้ในด้านเทคนิค</b><b>ที่องค์กร</b><b>ระหว่างประเทศเหล่านี้นำมาถ่ายทอดให้กับบุคลากรใน</b><b>ไทยและยัง</b><b>สามารถ</b><b>นำ</b><b>ผลการวิเคราะห์มาใช้ในการ</b><b>พัฒนาระบบการศึกษาไปพร้อมกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศได้</b></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/2005-2/">ผ่าทางตันโลกการศึกษาหลังยุค COVID-19 จากแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนความเหลื่อมล้ำให้เสมอภาคได้อย่างไร ถอดความคิดนักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาชั้นนำของโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/3325-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jul 2020 04:46:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Harry A. Patrnios]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[Eric Hanushek]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[RIECE]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18293</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัยและผู้อำนวยก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/3325-2/">เปลี่ยนความเหลื่อมล้ำให้เสมอภาคได้อย่างไร ถอดความคิดนักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาชั้นนำของโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัยและผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการประเมินและการออกแบบนโยบายมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวว่า การลงทุนกับเด็กด้อยโอกาสจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมที่จะต้องช่วยกัน ยิ่งเราลงทุนเร็วขึ้นเท่าไหร่ผลตอบรับที่เกิดขึ้นก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น หากเราลงทุนใน</span><span style="font-weight: 400;">เด็กตอนยังเล็กๆ</span><span style="font-weight: 400;"> ผลตอบแทนก็จะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายจึงควรพิจารณาในการกำหนดงบประมาณด้านการศึกษาโดยใช้แนวคิดดังกล่าวนี้ไปพัฒนานโยบายด้านการศึกษา  </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18295" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/วีระชาติ-กิเลนทอง.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/วีระชาติ-กิเลนทอง.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/วีระชาติ-กิเลนทอง-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/วีระชาติ-กิเลนทอง-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเราได้จัดทำฐานข้อมูลความพร้อมของโรงเรียนในระดับจังหวัด เพื่อวัดความพร้อมของเด็กนักเรียนอนุบาลในรูปแบบของการสอบ PISA </span><span style="font-weight: 400;">โดย</span><span style="font-weight: 400;">เราต้องการจะรู้ว่าความต้องการของเด็กและปัญหาที่เขา</span><span style="font-weight: 400;">ต้อง</span><span style="font-weight: 400;">เจอในการเรียนคืออะไร ซึ่งเป็นที่น่าตกใจมากเพราะจากการทดสอบพบว่ามีเด็กมากกว่า 20% ในหลายจังหวัดไม่สามารถบอกได้ว่าสัญลักษณ์ตัวเลขที่เขากำลังทดสอบคือเลขอะไร  นอกจากนี้เด็กหลายคน</span><span style="font-weight: 400;">ยัง</span><span style="font-weight: 400;">มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์ และกว่า 30% ของเด็ก มีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ต่ำกว่าเกณฑ์อีกด้วย ที่สำคัญเด็กในทุกจังหวัดที่เราได้ทำการสำรวจมีช่วงความจำต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งการศึกษาชิ้นนี้บ่งบอกว่าเด็กไทยในชั้นอนุบาลมีทักษะต่ำทั้งในทางคณิตศาสตร์ การอ่านออกเขียนได้ และความจำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรายังพบอีกว่า เด็กที่มีโอกาสทางการศึกษาน้อย หรือ มีฐานะยากจนจะมีความพร้อมเข้าโรงเรียนน้อยกว่าเด็กกลุ่มอื่น  ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องหาวิธีที่จะพัฒนานโยบายการศึกษาที่คุ้มค่าเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ทั้งนี้ความยากจนไม่ได้เป็นต้นกำเนิดของ ปัญหาโดยตรง แต่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้มีผลกระทบต่อการศึกษาแทน เช่น ขาดสารอาหาร การลงทุนต่ำในด้านการศึกษาของครอบครัว ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ ทำให้การจะพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพ เราจะต้องค้นหาว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไรก่อน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ กสศ.ยังได้จัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมการศึกษาเด็กเล็กในชนบทของประเทศไทย ภายใต้โครงการ “RIECE” ซึ่งเราส่งเสริมให้ครูในศูนย์เด็กเล็ก 50 ศูนย์ทดลองใช้หลักสูตรที่พัฒนาจากหลักสูตร HighScope ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างมากทั่วโลกทำให้เราพบว่าเด็กที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรดังกล่าวทำคะแนนได้สูงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งผลการศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า การให้การศึกษาเด็กเล็กอย่างมีคุณภาพ ถึงจะเป็นในศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ชนบทก็ตาม ก็จะสามารถช่วยพวกเขาได้</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18296" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Eric-Hanushek.png" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Eric-Hanushek.png 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Eric-Hanushek-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Eric-Hanushek-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านคุณ Eric Hanushek นักเศรษฐศาสตร์ทางการศึกษาชั้นนำของอเมริกาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นไม่ได้หากทุกคนยังไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งจากสถิติข้อมูลในปี 1960-2000 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบคะแนนสอบ PISA ของเด็กและตัวเลข GDP ของประเทศ พบว่า คุณภาพของแรงงานจะเป็นตัวกำหนดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หากแรงงานมีคุณภาพมากเท่าไหร่เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากเราต้องการจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติทั้ง 17 ข้อ ต้องเริ่มต้นจากความคิดว่า เราจะพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งการพัฒนาการศึกษาในอดีตมุ่งไปที่การให้คนเข้าไปเรียนในโรงเรียนให้มากที่สุดและนานที่สุดเพราะวัดผลได้ง่ายกว่า โดยนับว่าคนเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนเป็นเวลากี่ปี โดยไม่ได้</span><span style="font-weight: 400;">พิจารณา</span><span style="font-weight: 400;">ว่าระหว่างที่เด็กเรียนหนังสือในโรงเรียนนั้นการเรียนการสอนมีคุณภาพดีพอหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก</span><span style="font-weight: 400;">นี้</span><span style="font-weight: 400;"> เราพบว่ามีเด็กประมาณ 20% ในประเทศไทยที่เรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ กว่า 43% ไม่ได้รับการพัฒนาทักษะขั้นพื้นฐาน  </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">วิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมา มีผลกระทบอย่างมากกับเด็กด้อยโอกาส เพราะเด็กกลุ่มนี้ครอบครัวสนับสนุนได้น้อยกว่าและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี  มีเด็กๆ อีกหลายคนที่ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ทางไกลได้ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงครูที่มีคุณภาพที่ดีก็ยังมีน้อยกว่าเด็กในกลุ่มอื่นๆ </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18297" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Eric-Hanushek.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Eric-Hanushek.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Eric-Hanushek-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Eric-Hanushek-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเราต้องทำให้มากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง ซึ่งวิกฤตครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลมีความสามารถในการระดมทุนได้น้อยลงและจะมีวิกฤตการเงินที่จะกระทบโรงเรียนด้วย เพื่อที่จะกลับไปในจุดที่เราอยู่ก่อนหน้าวิ</span><span style="font-weight: 400;">กฤต COVID-19</span><span style="font-weight: 400;"> เราจะต้องทำให้ดีกว่านี้ </span><span style="font-weight: 400;">ถ้าเรา</span><span style="font-weight: 400;">เพียงแค่จะกลับไปให้เหมือนเดิม เด็กยุคนี้ก็จะได้รับผลกระทบไปตลอดชีวิต </span><span style="font-weight: 400;">และการ</span><span style="font-weight: 400;">กลับไปให้เหมือน 4 เดือนที่แล้ว โดยไม่ทำอะไรเพิ่มเติมกับโรงเรียน</span><span style="font-weight: 400;">  </span><span style="font-weight: 400;">เด็กยุคนี้ก็จะมีช่องว่างในการเรียนรู้ และจะมีรายได้ลดลง 3-6</span><span style="font-weight: 400;">%</span><span style="font-weight: 400;"> ตลอดชีวิต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในตอนนี้เราเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมเมื่อ 4 เดือนที่แล้วได้หรือไม่ เมื่อดูจากสถานการณ์แล้ว สำหรับผมเราจะต้องทำให้ดีขึ้นโดยจะต้องช่วยให้เด็กที่มีความต้องการมากที่สุดเข้าถึงครูที่มีคุณภาพสูงขึ้น พร้อมกับการจัดสรรครูที่มีคุณภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้เด็กเข้าถึงครูที่เก่ง ถ้าเราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้นอกจากเราจะไม่สามารถกลับไปสู่สภาพก่อนหน้านี้ได้แล้ว เรายังจะไม่สามารถลดช่องว่างที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ได้ด้วย </span><span style="font-weight: 400;"><strong>การพัฒนาจะนำไปสู่การเติบโต และการเติบโตจะนำไปสู่ทักษะ ถ้าเราไม่พัฒนาคุณภาพของโรงเรียนก็จะไม่มีการเติบโต ดังนั้น คุณค่าของการพัฒนาโรงเรียนจึงสำคัญมาก ซึ่งเด็กที่ขาดโอกาสเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการศึกษาที่มีคุณภาพต่ำ และผลจากวิกฤต COVID-19 ดังนั้นเราจึงต้องทำให้ดีขึ้น</strong>” คุณ Eric Hanushek  ระบุ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18298" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Harry-A.-Patrinos.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Harry-A.-Patrinos.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Harry-A.-Patrinos-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Harry-A.-Patrinos-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่คุณ Harry A. Patrnios หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ผู้ดูแลนโยบายการศึกษาของธนาคารโลก มองว่าภายหลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้สร้างผลกระทบให้เกิด</span><span style="font-weight: 400;">ขึ้น</span><span style="font-weight: 400;">กับเด็กๆ ไม่ใช่ด้านการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่กระทบถึงความสามารถในการหารายได้ด้วย โดยเราได้สำรวจจากประเทศสหรัฐอเมริกาว่าในช่วงที่โรงเรียนปิด 4 เดือนนั้นทำให้เด็กๆ หารายได้น้อยลง 1,337 เหรียญต่อปีต่อคน ซึ่งตีเป็นมูลค่ากว่า 33,464 เหรียญตลอดชีวิตเด็ก 1 คน ซึ่งจำนวนของนักเรียนทั่วสหรัฐอเมริกาที่มีมากถึง 76 ล้านคน เท่ากับรายได้ของเด็กๆ จะหายไป 2.5 ล้านล้านเหรียญ ดังนั้นหากเราไม่มีมีมาตรการอะไรออกมาช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนหนังสือได้ก็จะมีผลกระทบมากขึ้นไปอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ผลกระทบกับเด็กๆ ทั่วโลกในช่วงของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ต้องหยุดเรียน ซึ่งเรามีการประเมินว่าหาก</span><span style="font-weight: 400;">พวกเขาต้องหยุดเรียนประมาณ 1 ปี จะส่งผลกระทบกับคะแนน </span><span style="font-weight: 400;">PISA</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นการประเมินความสามารถเรียนรู้ของเด็กๆ ทั่วโลก </span><span style="font-weight: 400;">ที่ลดลงอย่างมากจาก 440 เหลือ 413 และในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะมีเด็กถึง 53 % ที่จะอ่านหนังสือไม่ออก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีผลกระทบอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากวิกฤตครั้งนี้ คือ กลุ่ม</span><span style="font-weight: 400;">คนที่มี</span><span style="font-weight: 400;">การศึกษาตั้งแต่ระดับ ม.ปลายลงมาจะว่างงานเพิ่มขึ้นมากซึ่งจะทำให้ค่าจ้างของคนกลุ่มนี้ลดลงมากตามไปด้วย และทำให้พวกเขาต้องกลับไปเรียนหนังสือเพิ่มขึ้น ขณะที่คนได้รับการศึกษาสูงกว่าจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวิกฤต ซึ่งเราเห็นรูปแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในประเทศ</span><span style="font-weight: 400;">เวเนซุเอลา</span> <span style="font-weight: 400;">อาร์เจนตินา </span><span style="font-weight: 400;">และไทยในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อว่ารูปแบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นอีกในช่วงวิกฤต COVID-19 </span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/3325-2/">เปลี่ยนความเหลื่อมล้ำให้เสมอภาคได้อย่างไร ถอดความคิดนักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาชั้นนำของโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/9988-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Jul 2020 11:34:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Chua-Lim Yen Ching]]></category>
		<category><![CDATA[Sadat B. Minandang]]></category>
		<category><![CDATA[Sanna Vahtivuori-Hanninen]]></category>
		<category><![CDATA[Marjo Vesalainen]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิเซฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[ยูเนสโก้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18087</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2563 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ปทุมว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/9988-2/">นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_18089" aria-describedby="caption-attachment-18089" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18089 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18089" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-National Cancer Institute</figcaption></figure></p>
<p><strong>เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2563 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ปทุมวัน กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย องค์การการศึกษา ยูเนสโก, องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ และ ธนาคารโลก จัดเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ “เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปวงชนเพื่อการศึกษา” เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ของเด็กด้อยโอกาสในระดับนานาชาติ</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมวันนี้ <strong>Andreas Schleicher </strong></span><span style="font-weight: 400;">ผู้ริเริ่มเเละผู้อยู่เบื้องหลังการประเมินทักษะนักเรียนนานาชาติหรือ PISA กล่าวในหัวข้อ </span><b>“การทำให้การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้”</b><span style="font-weight: 400;"> ว่า เมื่อพูดถึงเรื่องความเท่าเทียม ต้องนึกถึงคำว่าความเสมอภาค (equality) และความชอบธรรม (equity) จากนั้นมาประเมินทรัพยากรมนุษย์และเงิน ดังนั้นจะทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษาได้ จะต้องช่วยให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาโดยปราศจากเรื่องของฐานะ พื้นฐานทางสังคม ข้อจำกัดของโรงเรียนหรือแม้แต่เรื่องครู นักเรียนทุกคนต้องเข้าถึงครูที่เก่งได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องเข้าไปเรียนในโรงเรียนใหญ่ๆ เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาข้อมูลพบว่า คุณภาพการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ หากทุกโรงเรียนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนไกลๆ เพราะทุกโรงเรียนมีคุณภาพใกล้เคียงกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น การพัฒนาให้โรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดก็จะช่วยลดหลายปัญหาในระบบการศึกษาได้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังระบุด้วยว่า เด็กที่มีฐานะยากจนที่สุดหรือขาดโอกาสมากที่สุด กลับมีผลการเรียนที่ดีมาก ดังนั้นฐานะที่ยากจนไม่ได้เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต เพราะเด็กเรียนดีได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพิจารณาและวิเคราะห์เจาะระบบการศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จ จะพบว่า ครูเป็นปัจจัยสำคัญ บางประเทศกำหนดความก้าวหน้าของวิชาชีพครูจากวิธีการแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ยกตัวอย่าง ในประเทศจีน ถ้าครูคนหนึ่งอยากเป็นผอ.โรงเรียน ระบบการศึกษาของจีนจะบอกว่าครูคนนี้ดีมีความทะเยอทะยาน แต่จะเป็นผอ.ได้ก็ต่อเมื่อ ครูคนนี้ไปแก้ปัญหาโรงเรียนที่มีผลการเรียนต่ำก่อน ซึ่งระบบการศึกษาแบบนี้ ใช้ความพยายามที่จะจัดสรรทรัพยากร ให้ครูที่เก่งไปแก้ปัญหาที่ท้าทาย เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบการศึกษา สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากคุณเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี แม้คุณไม่ได้เรียนดี แต่ก็ยังมีโอกาสที่ดีอีกหลายครั้งในชีวิต ขณะที่เด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจน มีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น คือการได้เจอครูเก่งๆและโรงเรียนที่มีคุณภาพ แต่ความเป็นจริงเด็กกลุ่มนี้จะถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมและคุณภาพมากนัก</span></p>
<p><figure id="attachment_18090" aria-describedby="caption-attachment-18090" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18090 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18090" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Jerry Wang</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น การจัดสรรทรัพยากรได้ดีจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างทางสังคมได้อีกด้วย ทุกประเทศจะทำได้ โดยต้องตั้งใจลงทุนในด้านทรัพยากรและจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่จำเป็นว่าประเทศนั้นจะร่ำรวยหรือยากจนแต่ลงทุนอย่างคุณภาพหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่องว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราสามารถช่วยให้นักเรียนทุกคน มีความสามารถในระดับ 2 ของการประเมิน </span><span style="font-weight: 400;">PISA </span><span style="font-weight: 400;">ก็จะยิ่งจะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างมหาศาล ซึ่งในกรณีของประเทศไทย จะคิดเป็นประมาณกว่า 4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ มีข้อเท็จจริงที่หลายคนพูดว่า ห้องเรียนหรือโรงเรียนเล็กๆ จะดีสำหรับครูและนักเรียน แต่ความจริงแล้ว การจัดโรงเรียนขนาดเล็กที่มูลค่าสูงในเชิงที่ว่า ครูจะต้องทุ่มเวลาทั้งหมดผลัดกันเข้าไปสอนในห้องเรียน จนไม่มีเวลาไปใช้ในการพัฒนาเด็กนอกห้องเรียนหรือไปช่วยแหลือเด็กที่ขาดโอกาสได้เลย หากให้ตนเลือกระหว่างครูที่มีคุณภาพกับห้องเรียนขนาดเล็ก ผมเลือกครูที่มีคุณภาพ ซึ่งการทำงานของครูที่ดีนั้น คือต้องมีเวลาพัฒนาความเชี่ยวชาญของตนควบคู่กับการรู้ว่าเด็กแต่ละคนถนัดและเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งนี่ถือเป็น 1ในมิติสำคัญของความเท่าเทียม สำหรับประเทศไทยถือว่าจัดการความสมดุลของขนาดห้องเรียนและเวลาของครูได้ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะการศึกษาไม่ใช่การซื้อขายที่นักเรียนเป็นผู้บริโภคแล้วครูเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ การศึกษาเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์และสิ่งนี้ก็จะทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษาได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ความเท่าเทียมทางการศึกษาไม่ใช่แค่ว่าชั่วโมงของการเรียนหนังสือเท่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าได้ใช้เวลาที่มีอยู่เรียนรู้และได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุดได้อย่างไร มีการจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการของเด็กทุกคนโดยเฉพาะที่เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน เงิน ฐานะหรือระยะเวลาของการเรียนหนังสือไม่ได้เป็นสิ่งบ่งบอกคุณภาพหรือสมรรถนะของระบบการศึกษา สิ่งที่บ่งบอกคือทัศนคติที่นักเรียนมองว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นโอกาสที่ได้ลองสิ่งใหม่ (</span><span style="font-weight: 400;">growth mindset) </span><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง เช่นนักเรียนในประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงเป็นอันดับต้นๆในการสอบ</span><span style="font-weight: 400;">PISA</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถามนักเรียนว่าทำไมเราถึงประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 9 ใน 10 คน จะตอบว่าเพราะเราทุ่มเท พยายามแล้วก็ครูก็ช่วยทำให้พวกเราประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าถามคำถามเดียวกันกับนักเรียนในประเทศอินโดนีเซีย เด็กส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า อ๋อผมไม่เก่งเลข ผมน่าจะไปเรียนอย่างอื่นดีกว่า เป็นต้น ดังนั้นหากเราต้องการปรับปรุงเรื่อง</span><span style="font-weight: 400;">ความเท่าเทียมทางการศึกษาแล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อให้นักเรียนเปลี่ยนวิธีคิดว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความพยายามของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นความท้าทายอย่างมากในการจัดระบบการศึกษาที่มีคุณภาพควบคู่กับการจัดสรรโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม แต่จากเท่าที่ผมดูในข้อมูลวันนี้ หลายประเทศสามารถทำได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ฟินแลนด์เผยสังคมเชื่อมั่นครู</h4>
<p><figure id="attachment_18091" aria-describedby="caption-attachment-18091" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18091 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-12-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18091" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-CDC</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันเดียวกัน นักการศึกษาจากทั่วโลก ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นผ่านหัวข้อ</span><b>“ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เราจะเปลี่ยนการศึกษาเพื่อความเสมอภาคให้เด็กทุกคนได้อย่างไร ”</b> <span style="font-weight: 400;">เริ่มจากสองนักการศึกษาจากฟินแลนด์ เมืองต้นแบบแห่งการเรียนรู้  </span><b>Marjo Vesalainen</b><span style="font-weight: 400;">  และ  </span><b>Sanna Vahtivuori-Hanninen</b></p>
<p><b>Marjo Vesalainen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า อาชีพครูในประเทศฟินแลนด์เป็นอาชีพในสาขางานวิชาการ และปริญญาครูจึงเป็นเป็นปริญญาที่ดึงดูดนักเรียนที่มีความสามารถเก่งให้มาเรียนในสาขานี้ เราจึงสามารถเลือกนักเรียนที่ดีที่สุดมาเป็นครูได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้มหาวิทยาลัยที่ทำการสอนคุณครูในประเทศฟินแลนด์มีประสิทธิภาพในการสอนอย่างมากจึงทำให้เราได้บุคลากรด้านการศึกษาที่มีประสิทธิภาพในการสอนเด็กมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่มีการสอบในการศึกษาภาคบังคับ เราไม่มีการเข้าไปตรวจสอบโรงเรียนไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม นี่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อครูและความสามารถของครูในการตัดสินใจพัฒนางานของตนเองและวัดผลนักเรียนของตน”</span></p>
<p><b>Marjo Vesalainen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวต่อไปว่า  ครูในประเทศฟินแลนด์ จึงมีอิสรภาพมากและเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพและเชื่อถือในสังคม  การเปลี่ยนอาชีพจากครูไปทำอาชีพอื่นเราจึงค่อนข้างเห็นได้น้อย พูดได้ว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่ popular ในประเทศของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอ เล่าว่า ครูในประเทศเราใช้เวลาทั้งหมดไปที่การเรียนการสอน คุณครูของเราจะได้ทำงานเอกสารที่น้อยและต่ำที่สุดในประเทศ oecd ดังนั้นคุณครูจึงมีเวลาที่จะออกแบบกระบวนการการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยในประเทศฟินแลนด์ก็มีอิสรภาพในการออกแบบหลักสูตรของตน อย่างมาก ดังนั้นแม้ว่าหลักสูตรครูในแต่ละมหาวิทยาลัยจะต่างกันแต่ก็มีแนวคิดที่อยู่ในกรอบเดียวกันที่มุ่งหวังเรื่องความสำเร็จและความสุขในการเรียนของเด็กเป็นหลัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณครูของประเทศเรามีความเป็นมือโปรและพัฒนาความสามารถตลอดชีวิตการทำงาน การพัฒนา อาชีพของครูจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรม และเนื่องจากการปฏิรูปการศึกษาเป็นการเป็นความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ท้องถิ่นและโรงเรียนจึงมีอิสรภาพอย่างมากในการจัดการศึกษารวมทั้งตัดสินใจในเรื่องการจัดการคุณภาพของการเรียนการสอนในท้องถิ่นของตนเองได้”  นักการศึกษาจากฟินแลนด์ กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_18092" aria-describedby="caption-attachment-18092" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18092 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18092" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : unsplash-Science in HD</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>Sanna Vahtivuori-Hanninen </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า ประเทศฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับการศึกษา จึงเริ่มต้นสนับสนุนให้เกิดการศึกษาที่มีคุณภาพของครู ผู้ซึ่งต้องมาถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะให้กับนักเรียน อาชีพครูในฟินแลนด์เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่การเป็นครูในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยอมรับว่ามีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ครูจึงไม่สามารถหยุดเรียนรู้หรือพัฒนาตัวเองได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันฟินแลนด์ได้ปฏิรูปการศึกษาโดยได้รับความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเน้นให้ความสำคัญกับการศึกษาของครูและการเป็นครูที่มีคุณภาพ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดความตระหนักว่า นอกจากจะพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพแล้ว ครูจำเป็นต้องพร้อมรับมือกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่มีพื้นฐานและความสามารถแตกต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันรัฐบาลฟินแลนด์ได้เดินหน้าจัดทำโครงการ The Right to Learn เพื่อเสริมสร้างคุณภาพและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคนหลังได้รับผลกระทบจากโควิด19 โดยมุ่งเน้นพัฒนาเด็กให้สามารถเรียนรู้ได้ตรงกับความถนัดที่แต่ละคนมี จัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นนำไปสนับสนุนโรงเรียนในช่วงที่ยังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด19 รวมถึงจัดการศึกษาพิเศษให้กับเด็กที่มีความต้องการเฉพาะอีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ฟิลิปปินส์นำความรู้เข้าสู่ชุมชน</h4>
<p><figure id="attachment_18094" aria-describedby="caption-attachment-18094" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18094 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18094" class="wp-caption-text">ที่มาภาพ : facebook-TulaKaalaman</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ </span><b>Sadat B. Minandang</b><span style="font-weight: 400;"> ครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรีปี 2019 จากประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า TulaKaalaman เป็นโครงการที่ผมเริ่มขึ้นเองในปี 2017 เพื่อส่งเสริมการศึกษาที่เท่าเทียม โดยนำความรู้จากโรงเรียน เข้าสู่ชุมชน เพื่อช่วยให้เด็กที่ไร้โอกาสโดยเฉพาะเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาและเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะต้องออกจากโรงเรียนเข้าถึงการศึกษา ในช่วงแรกของโครงการเราทำแบบเล็กๆ เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่มีโครงการแบบนี้เกิดขึ้น  ผมต้องจ่ายเงินเองทุกอย่าง แต่หลังจากที่โครงการเริ่มต้นไปได้ระยะหนึ่งแล้วก็ได้รับเสียงตอบรับจากชุมชนดีมากทำให้เราขยายโครงการได้ใหญ่ขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือจากทางโรงเรียนหน่วยงานราชการ และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความท้าทายอย่างหนึ่ง ในการดำเนินโครงการเช่นนี้คือเรามีเวลาและทรัพยากรที่จำกัด แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโอกาสที่ทำให้เด็กและครอบครัวได้เห็นความงดงามและความสำคัญของการศึกษา เพราะ การศึกษาเป็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน หนึ่งในความสำเร็จของโครงการนี้คือ เมื่อตอนที่ผมเริ่มโครงการเด็กที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดอยู่นอกระบบโรงเรียน แต่ปัจจุบันเด็กเหล่านี้ได้เข้ามาเรียนเป็นประจำและเป็นนักเรียน ในระบบซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความสนับสนุนจากทุกภาคส่วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน </span><b>Chua-Lim Yen Ching</b><span style="font-weight: 400;">  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้เชี่ยวชาญและอำนวยการบริหารของสถาบันครูแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวด้วยการยกตัวอย่างโรงเรียน NorthLight School ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กที่มีปัญหาการเรียนในระบบปกติ การเรียนการสอนจึงมีความแตกต่างและยากกว่าโรงเรียนทั่วไป ช่วงที่จัดตั้งโรงเรียน เราแจ้งกระทรวงศึกษาธิการว่าไม่ต้องส่งครูมาประจำที่โรงเรียน แต่จะให้ครูเป็นคนเดินเข้ามาสมัครเอง การเลือกครูเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่ครูที่มีความรักต่ออาชีพและมีคุณภาพเท่านั้น แต่ต้องเป็นครูที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย เรามองว่าหากมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาจะทำให้นักเรียนสนุก มีความสุขและมาสนใจกับการเรียน นั่นคือเป้าหมายของการมีโรงเรียนแห่งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานของเราจึงตั้งอยู่บนหลักคิดที่ว่า เวลาที่ต้องการจะพัฒนาสิ่งใด จะหันกลับมาดูทรัพยากรที่มีอยู่และจะจัดสรรทรัพยากรตรงกับความต้องการจริง เด็กแต่ละคนจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค โดยเด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนสูงสุด ขณะเดียวกันเป้าหมายของโรงเรียน ไม่ได้มีไว้เพื่อเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ที่ให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้และมีความสุขกับการเข้ามาทำงาน นำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/9988-2/">นักการศึกษาทั่วโลกเห็นพ้อง ครูมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
