<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ทุนมนุษย์ไทย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 04 Apr 2026 03:02:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ทุนมนุษย์ไทย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” ทางลัดยกระดับทุนมนุษย์ไทย สู่การพ้นกับดักรายได้ปานกลาง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-040426/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2026 02:56:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์ไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101108</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทางลัดที่ไม่ใช่การข้ามขั้น แต่คือการลงทุนถูกจุด ‘ทุนนวั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040426/">“ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” ทางลัดยกระดับทุนมนุษย์ไทย สู่การพ้นกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p> </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทางลัดที่ไม่ใช่การข้ามขั้น แต่คือการลงทุนถูกจุด</strong></h3>



<p><strong>‘ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’ จะเป็น “ทางลัด” ในการยกระดับทุนมนุษย์ไทย และพาประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างไร?</strong></p>



<p>คำถามนี้ถูกตั้งขึ้นโดย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บนเวที <em>“สร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างกำลังคนทักษะสูงก้าวสู่อนาคต”</em> ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ณ อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี</p>



<p>คำถามนี้ไม่ได้ชวนมองเพียง “ปลายทางของประเทศ” แต่กำลังชี้ให้เห็น “เครื่องมือสำคัญ” ที่จะพาไปถึงจุดนั้น นั่นคือ <strong>ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง</strong> ซึ่ง กสศ. ดำเนินงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562</p>



<p>ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สนับสนุนนักศึกษาทุนสะสมแล้วกว่า <strong>15,278 ทุน</strong> ครอบคลุมสถานศึกษาสายอาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน <strong>150 แห่ง ใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ</strong> และกำลังเดินหน้าสู่การคัดเลือกนักศึกษาทุนรุ่นที่ 8</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1400" height="933" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-17-1400x933.jpeg" alt="" class="wp-image-101109" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-17-1400x933.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-17-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-17-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-17-1536x1023.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-17-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-17-272x182.jpeg 272w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-17.jpeg 1600w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โลกเปลี่ยนเร็ว แต่ความพร้อมของคนไทยยังตามไม่ทัน</strong></h3>



<p>ก่อนจะไปถึงคำตอบปลายทาง ดร.ไกรยส ชวนมองภาพใหญ่ของโลกปัจจุบันว่า เด็กและเยาวชนในวันนี้เติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และต้องเผชิญกับการ “ดิสรัป” (Disruption) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า</p>



<p>โจทย์สำคัญของระบบการศึกษาจึงไม่ใช่เพียง “จะสอนอะไร” แต่คือ <strong>จะพัฒนาผู้เรียนอย่างไรให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน</strong></p>



<p>รายงาน <em>The Future of Jobs 2025</em> โดย World Economic Forum (WEF) ชี้ชัดว่า ตลาดแรงงานในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วย 3 กลุ่มอาชีพหลัก ได้แก่</p>



<ul>
<li>งานด้านเทคโนโลยีและข้อมูล (รวมถึง AI)</li>



<li>งานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและเกษตรสมัยใหม่</li>



<li>งานด้านสังคมสูงวัย โดยเฉพาะภาคสุขภาพ</li>
</ul>



<p>ในขณะที่ “งานซ้ำ” กำลังลดความสำคัญลง ทักษะด้าน<strong>ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยี</strong> กลับกลายเป็นหัวใจของการอยู่รอด&nbsp; “งานที่เน้นทำซ้ำ ทำเร็ว หรือผลิตให้เหมือนต้นแบบ จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ แต่ทักษะการสร้างสิ่งใหม่ จะเป็นทักษะที่มีคุณค่าในโลกอนาคต”&nbsp;</p>



<p>นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน แต่คือการเปลี่ยนกติกาของเศรษฐกิจทั้งระบบ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-25.jpeg" alt="" class="wp-image-101110" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-25.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-25-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-25-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-25-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-25-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะแห่งอนาคต: ความเสี่ยงใหม่ของประเทศ </strong></h3>



<p>ดร.ไกรยส อธิบายว่าการพัฒนาคนในโลกยุคใหม่ ต้องอาศัย 3 ทักษะสำคัญ</p>



<ul>
<li>ทักษะเทคโนโลยี</li>



<li>ทักษะอารมณ์และสังคม</li>



<li>ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต</li>
</ul>



<p>โดยมีการประเมินว่า <strong>39% ของทักษะแรงงานในปัจจุบัน จะเปลี่ยนแปลงภายใน 5 ปี </strong>นั่นหมายความว่าคนที่ “เรียนรู้และปรับตัวได้” เท่านั้นที่จะอยู่รอด</p>



<p>แต่ปัญหาคือ แรงงานไทยจำนวนมากยังขาดทักษะพื้นฐานสำคัญ ทั้งการอ่านเขียน ทักษะดิจิทัล และทักษะอารมณ์สังคม โดยมีสัดส่วนต่ำกว่ามาตรฐานถึงประมาณ <strong>60% </strong>ดังนั้นในกระบวนการพัฒนาคน ต้องมุ่งทักษะชุดนี้ เพื่อโอกาสในอาชีพ และระดับรายได้</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-26.jpeg" alt="" class="wp-image-101111" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-26.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-26-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-26-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-26-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-26-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กับดักที่มองไม่เห็น: ความยากจนข้ามรุ่น</strong></h3>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังเผชิญกับ “กับดักซ้ำซ้อน” คือความยากจนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เด็กจากครอบครัวที่ผู้ปกครองจบการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา กว่าครึ่งหนึ่งมีแนวโน้มจะจบการศึกษาไม่เกินระดับเดียวกัน วงจรนี้ทำให้ “เพดานชีวิต” ถูกกำหนดตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>และนี่คือจุดที่นโยบายด้านการศึกษา ต้องทำหน้าที่ “ตัดวงจร” ไม่ใช่เพียง “ประคอง”</strong></h3>



<p>“ข้อมูลนี้เชื่อมโยงมาที่การทำงานของทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ที่ทุกฝ่ายมีเป้าหมายในการส่งเสริมนักเรียนนักศึกษาผู้ขาดแคลนโอกาส ให้ได้รับการศึกษาในสายอาชีพ โดยเฉพาะสาขาวิชาซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-27.jpeg" alt="" class="wp-image-101112" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-27.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-27-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-27-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-27-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-27-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จาก “ทุนการศึกษา” สู่ “เครื่องมือพัฒนาประเทศ”</strong></h3>



<p>นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” ถูกออกแบบขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ทุน แต่เพื่อสร้างระบบพัฒนาผู้เรียนที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงานจริง นี่คือ “ทางลัด” ที่ไม่ได้ข้ามขั้น แต่คือการลงทุนที่ “ถูกจุด” ในทุนมนุษย์ โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอด 7 ปีที่ผ่านมา คือเยาวชนจำนวนมากสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของชีวิต มีงานทำ มีรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวได้จริง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลักฐานที่มีชีวิต: เมื่อโอกาสทางการศึกษาเปลี่ยนเส้นทางชีวิต</strong></h3>



<p>ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง เช่น</p>



<ul>
<li><strong>“นัจมี”</strong> นักศึกษาทุนฯ รุ่น 5 จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล ก่อนเข้าทำงานที่โรงพยาบาลวชิระ ภูเก็ต และสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี</li>



<li><strong>“วรวัฒน์”</strong> นักศึกษาทุนฯ รุ่น 1 จากวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ หลังสำเร็จการศึกษาระดับ ปวส. ได้รับ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” รุ่น 3 เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ก่อนกลับมาทำงานเป็นครูอัตราจ้าง ณ วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ</li>



<li><strong>“อาชัญ”</strong> นักศึกษาทุนฯ รุ่น 2 สาขาแมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ จากวิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี ได้รับโอกาสฝึกงานในต่างประเทศ และปัจจุบันทำงานในตำแหน่ง Technician Automation พร้อมเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพที่เปิดกว้างในอนาคต&nbsp;</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มากกว่าทุน คือการเปลี่ยนประเทศ</strong></h3>



<p>นักศึกษาทุนเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อความมุ่งมั่นได้รับการสนับสนุนอย่างถูกทาง ผลลัพธ์คือการก้าวพ้นข้อจำกัด และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ได้จริง และไม่ใช่เพียงตัวอย่างไม่กี่คน แต่นักศึกษาทุนมากกว่า <strong>15,000 คน</strong> คือหลักฐานของความสำเร็จในการพัฒนาทุนมนุษย์</p>



<p>“เมื่อทุนการศึกษาถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวนักศึกษา แต่ขยายไปสู่สถานศึกษา ผู้เรียนทั้งวิทยาลัย ชุมชน และท้ายที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ”</p>



<p>และนี่คือที่มาของ “ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อสำคัญว่า <strong>ความเสมอภาคทางการศึกษา คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และเป็นกุญแจสำคัญในการพาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040426/">“ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” ทางลัดยกระดับทุนมนุษย์ไทย สู่การพ้นกับดักรายได้ปานกลาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ม.หอการค้าไทย ม.ชิคาโก นำโดย ศ.เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-090624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Jun 2024 05:44:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[Prof. James J. Heckman]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Reach Up]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82435</guid>

					<description><![CDATA[<p>Professor James J. Heckman Director of The Center for t [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090624/">กสศ. ม.หอการค้าไทย ม.ชิคาโก นำโดย ศ.เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Professor James J. Heckman  Director of The Center for the Economics of Human Development, University of Chicago</strong> เสนอแนะประเทศไทยว่า  การลงทุนส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้แก่ผู้ปกครอง มีความคุ้มค่า สามารถช่วยให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อย มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตและลดปัญหาความยากจนของเด็กลงได้  มีหลักฐานยืนยันความสำเร็จจากหลายประเทศ ขณะที่ กสศ. และม.หอการค้าเปิดผลวิจัย การพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้านและให้คำแนะนำ ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า ส่งผลให้เด็กมีทักษะหรือพัฒนาการดีอย่างมีนัยยสำคัญ</p>



<p>เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ Center for Economics of Human Development, University of Chicago นำโดย Professor James J. Heckman</strong> ริเริ่มความร่วมมือ ในข้อตกลงทางวิชาการเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์  เพื่อช่วยให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางนโยบายและข้อเสนอนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด และเริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิด จนถึงวัยแรงงาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59de86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า  ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ความท้าทายสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ  เราก้าวเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) และอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำกว่าปีละ 500,000 คนเท่านั้น  รวมทั้งจากข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาใน 77 จังหวัดทั่วประเทศปี 2566  พบว่าช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี มีจำนวนถึง 317,024 คน  ที่ยังไม่ได้เข้าสู่การพัฒนาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงว่า ถ้าเราต้องการพัฒนาประเทศโดยใช้รากฐานของการพัฒนาคนเป็นตัวตั้ง ไม่ควรปล่อยให้เด็กปฐมวัยจำนวนมากขาดการพัฒนาที่เหมาะสมอีกต่อไป</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ระบุว่า ความร่วมมือระหว่าง 3 องค์กรในครั้งนี้ เป็นระยะเวลา 5 ปี   มุ่งเน้นนำองค์ความรู้ประสบการณ์ผลงานวิจัยที่ดีที่สุด พัฒนาเด็กไทยที่เกิดน้อยลงทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกสำคัญของการเลี้ยงดู  การช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องการการสนับสนุนอย่างเต็มที่  จะช่วยให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางนโยบายและมีข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่าวรวดเร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และเริ่มตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนอกจากการพัฒนาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมแล้ว  จะมีกลไกการประเมินการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า บทเรียนที่เรานำมาจากต่างประเทศหากจะมาใช้ในประเทศไทยควรจะต้องทำอย่างไร บนเงื่อนไขอะไร การสนับสนุนแบบไหน ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eb343b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เป็นมีการพูดถึงมานานในประเทศไทยและระดับนานาชาติคือการเลี้ยงดู บทบาทของครอบครัว บทบาทของการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการอย่างถูกหลักวิชาอย่างเหมาะสมและทันเวลา ทำอย่างไรที่จะสามารถที่จะกำหนดนโยบายหรือว่ามีมาตรการในการพัฒนาการเลี้ยงดูของเด็กปฐมวัยให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่เป็นครอบครัวยากจน ครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีปัญหาต่างๆ  จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ระบุว่า งานวิจัย องค์ความรู้และนวัตกรรมซึ่งมาจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน ในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือและแนวทางให้ทุกฝ่าย&nbsp; สร้างกลไกการเลี้ยงดูเด็กก่อนปฐมวัยที่ดีให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน นำเด็ก เข้าสู่ระบบการศึกษา &nbsp; &nbsp; บทพิสูจน์งานวิจัยนี้ ไม่ได้ยืนยันความสำเร็จแค่เพียงกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ไอซ์แลนด์ จาไมกา</p>



<p><strong>Prof. James J. Heckman </strong>กล่าวว่า ช่วงปฐมวัยของชีวิต โดยการเลี้ยงดูเด็กโดยผู้ปกครองในครอบครัว มีผลกระทบอย่างมากต่อความสำเร็จในชีวิตของเด็ก  งานวิจัยชิ้นใหม่ๆชี้ให้เห็นว่าความยากจนของเด็กไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงจำนวนรายได้อย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยด้านการเลี้ยงดูอีกด้วย เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อยแต่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีมักมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้สูงแต่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00445f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัญหาทางสังคมของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 มีรากฐานมาจากช่วงวัยเด็กก่อนอายุ 5 ปี ดังนั้นการระบุเด็กที่มีความเสี่ยงตั้งแต่วัยเด็ก (ช่วงก่อนอายุ 5 ปี) และส่งเสริมการเลี้ยงดูให้แก่ครอบครัวเพื่อพัฒนาทักษะ และพฤติกรรมเชิงบวกในช่วงปฐมวัย จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้</p>



<p>กรณีตัวอย่างจาก Perry Preschool Projects ศึกษาผลกระทบของการให้ส่งเสริมพัฒนาการ ในช่วงปฐมวัยที่มีคุณภาพแก่เด็กด้อยโอกาสในชุมชน  โดยเริ่มต้นที่กลุ่มเด็กอายุ 3 ปี  มีการเยี่ยมบ้าน (Home Visit) 2 ชั่วโมง/ครั้ง ในระยะเวลา 2 ปี และติดตามเด็กกลุ่มเป้าหมายเป็นเวลาหลายปี หรือกรณีตัวอย่างจากประเทศจีน  โครงการ China REACH in Huachi  โปรแกรมนี้ส่งบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วที่มีทักษะคล้ายคลึงกับคุณแม่ไปเยี่ยมครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ เริ่มต้นไม่นานหลังจากเด็กได้เกิดขึ้นมาและดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี แนวทางนี้มีพื้นฐานมาจากโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จชื่อ “Jamaica Reach Up and Learn”    ทั้งหมดนี้พบว่า เด็กที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เช่น มีโอกาสเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4c602"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“การลงทุนส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้แก่ผู้ปกครอง มีความคุ้มค่า เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาทักษะ และแก้ไขปัญหาสังคมที่สามารถส่งผลต่อเด็กทั้งในรุ่นปัจจุบันและรุ่นถัดไป    อีกทั้งสามารถช่วยให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีรายได้น้อย มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตและลดปัญหาความยากจนของเด็กลงได้”</p>



<p>ด้าน<strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย | RIPED มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</strong>  กล่าวถึงผลการวิจัยร่วมกับกสศ. ในโปรแกรมการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้านด้วยหลักสูตร Reach Up (home visiting parenting program) ที่วิจัยกับ 494 ครอบครัว  ใน 6 พื้นที่ทั่วประเทศ  มีการเยี่ยมบ้านได้ทั้งหมด 15,785 ครั้ง คิดเป็น 32 ครั้งต่อคนมีผู้เยี่ยมบ้านทั้งหมด 119 คน โดยส่วนใหญ่เป็นครูปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ร้อยละ 64) อีกส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. (ร้อยละ 28) ส่วนที่เหลือเป็นอาสาสมัครในชุมชน (ร้อยละ 8) ผลการประเมินหลัก พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้าน (parenting home visiting) มีทักษะหรือพัฒนาการดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ การเยี่ยมบ้านหนึ่งครั้งสามารถช่วยให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0784aa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0608_กสศ.-ร่วมมือ-ม.ชิคาโก_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ดีเมื่อนำผลการประเมินหลักของไทยไปเปรียบเทียบกับผลของโครงการที่ใช้หลักสูตร Reach Up ภายใต้โครงการ China REACH ซึ่งเริ่มต้นวิจัยกับเด็กยังมีอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ (11 เดือน)และยังไม่เข้าเรียน รวมทั้งเป็นกลุ่มทดลองที่มีฐานะยากจนมากกว่าการวิจัยในประเทศไทย พบว่า กิจกรรมการเยี่ยมบ้านเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านทุนมนุษย์ (human capital) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากนำไปใช้กับเด็กปฐมวัยที่ด้อยโอกาสมากและเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อย</p>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ</strong>  กล่าวว่า พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในช่วงก่อนวัยเรียน แต่จะสามารถอบรมเลี้ยงดูเด็กได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพ ก็ต่อเมื่อมีความรู้ ทัศนคติและมีความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับเด็ก ดังนั้น นอกเหนือจากการเข้าถึงบริการระบบสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานแล้ว พ่อแม่และผู้เลี้ยง ดูจึงควรได้รับคำแนะนำ การช่วยเหลือ และการสนับสนุน ทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและแนวทางการเลี้ยงดูเด็กผ่านการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดู (parenting program)</p>



<p>สำหรับ <strong>หลักสูตร Reach Up เป็นแนวทางการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองผ่านการเยี่ยมบ้าน (home  visiting parenting program)</strong> โดยใช้หลักการทั่วไปของการเลี้ยงลูกเชิงบวก (positive parenting) ที่เน้นการกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัย (psychosocial stimulation) และการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างแม่และเด็ก (positive mother-child interaction) ผ่านการสนทนากับเด็ก (conversing) การบอกชื่อสิ่งของหรือการกระทำ (labeling) การเล่นกับเด็ก (playing) สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน การทดลองในภาคสนามก็ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาการอบรมเลี้ยงดู (parenting) ที่ได้ผลมักจะอยู่ในรูปของกิจกรรมที่เน้นการให้กำลังใจ (positive reinforcement) ทั้งเด็กและผู้ปกครอง และเน้นการสาธิต (demonstration) การทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก โดยผู้เยี่ยมบ้าน (home visitor) จะสาธิตการทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ส่งเสริม และให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครอง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090624/">กสศ. ม.หอการค้าไทย ม.ชิคาโก นำโดย ศ.เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ร่วมวิจัยพัฒนานโยบายยกระดับทุนมนุษย์ไทยเพื่อยุติความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
