<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ตวง อันทะไชย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 31 Jan 2023 06:30:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ตวง อันทะไชย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วุฒิสภารับทราบรายงานประจำปี 2564 ‘กสศ.’ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา หนุนดึงความร่วมมือทุกภาคส่วนเป็นเครือข่าย All For Education ลุยภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-all-for-education-310123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2023 06:26:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นิสดารก์ เวชยานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[วุฒิสภา]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลา พวงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64159</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ได้พิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-310123/">วุฒิสภารับทราบรายงานประจำปี 2564 ‘กสศ.’ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา หนุนดึงความร่วมมือทุกภาคส่วนเป็นเครือข่าย All For Education ลุยภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ได้พิจารณารับทราบรายงานประจำปี 2564 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นผู้ชี้แจงพร้อมคณะผู้บริหาร กสศ.</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb9b19"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา วุฒิสภา</strong> กล่าวว่า การทำงานของ กสศ. ที่ทดลองเหนี่ยวนำความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบถือว่าทำได้ดี ค้นหาวิธีการส่งเสริมการศึกษาในโครงการที่มีขนาดใหญ่ หากยึดเป็นหลักทำงานในปีถัดไปจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างฐานดำเนินงานร่วมกับภาคีปฏิรูปการศึกษาทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพราะความสำเร็จของ กสศ. ไม่ได้เป็นเพราะว่าได้เงินทุนจำนวนมากจากรัฐบาล แต่หมายถึงการดึงความร่วมมือจากผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม ปีที่ผ่านมาเป็น ‘ปีแห่งความร่วมมือ’ ที่มี 16 องค์กรและมูลนิธิรวมกันเป็นเครือข่ายการทำงานที่ก้าวหน้าจากปีก่อน ๆ อย่างไรก็ตาม ภาคีต้องขยายขนาดขึ้น เพราะโลกใบใหม่ของเด็กเยาวชนไม่เหมือนเดิม จึงจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนเข้ามาสนับสนุนช่วยสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ</p>



<p><em>“ข้อเสนอแนะคือ เราจำเป็นต้องพูดถึงงบประมาณการทำวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต โดยปี 2564 มีตัวเลข 287 ล้านบาท คำถามคือเป็นงบประมาณในการวิจัยพัฒนาระบบเพื่อยกระดับข้อมูลสำหรับการศึกษา ที่พอสำหรับเด็กเยาวชนยากจนและคนยากไร้ในการพัฒนาตนเองได้หรือไม่ เพราะการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนต้องผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายทำมาหากินได้ กสศ. จะต้องเป็นแกนหลักในการชักชวนภาคีเข้ามาช่วยให้เด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไปได้พึ่งพาตนเอง อีกประการคือในโลกใบใหม่ เด็กเยาวชนไม่ได้มุ่งเป้าที่ใบปริญญาอีกต่อไป การศึกษาทางเลือกจึงควรเป็นแก่นใหญ่ของการศึกษาเพื่ออนาคต ประการสำคัญคือ กสศ. ต้องนำคนเหล่านี้ออกมาพัฒนาศักยภาพและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” นายตวง กล่าว  </em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-666ca9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-08-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><em>  </em></p>



<p><strong>นายฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร สมาชิกวุฒิสภา</strong> กล่าวว่า การดำเนินงานย่างเข้าปีที่ 5 ของ กสศ. ได้มุ่งสู่เป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการศึกษาให้ขยายวงกว้างออกไป ขอแสดงความชื่นชมว่าทุกโครงการที่ กสศ. สนับสนุนมีความสำคัญและแก้ไขปัญหาได้ดี อาทิ การสร้างสถาบันต้นแบบผลิตและพัฒนาครูผ่านโครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ซึ่งขยายวงกว้างไปยังสถาบัน 553 แห่ง กระจายทั่วประเทศใน 53 จังหวัด รายงานชี้ให้เห็นชัดเจนว่าด้วยงบประมาณจำกัดในปี 2564 ผลงานของ กสศ. ถือว่าเกินคุ้มจากทุนตั้งต้น ด้วยการออกแบบเครื่องมือที่สนับสนุนการบูรณาการข้อมูลเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส โดยแสดงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน และสามารถนำไปต่อยอดทำงานบูรณาการร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้นำไปทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาในปี 2565 มาแล้ว ขอเป็นกำลังใจและอยากให้ กสศ. ทำผลงานให้ดีต่อเนื่องไป </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da9cac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นิสดารก์ เวชยานนท์ สมาชิกวุฒิสภา</strong> กล่าวว่า บทบาทของ กสศ. คือการเป็น ‘ตัวเร่ง’ (Catalyst) ในการกระตุ้นการทำงานของภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อลดการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม มีคำถามถึง กสศ. เกี่ยวกับการทำงานฟื้นฟูการศึกษาจากสถานการณ์โควิด-19 ว่า เมื่อนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้ว จะดำเนินการต่ออย่างไรให้ได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งจะถือว่าเป็นการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่า ดังนั้น กสศ. ต้องผลักดันด้านนโยบายให้สำเร็จ เพื่อให้งบลงทุนของประเทศถูกนำไปใช้ในบริบทที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังมีคำถามเกี่ยวกับบทบาทของ กสศ. ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ว่าจะทำงานกับเด็กและเยาวชนอย่างไร และประเด็น All for Education กสศ. จะผลักดันอย่างไรให้หน่วยงานทุกภาคส่วนตระหนักว่าเป็นหน้าที่ในการทำงานด้านการศึกษา หรือเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมกับการศึกษามากขึ้น เพราะการศึกษาไม่สามารถทำเพียงคนเดียวได้   </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6cb9c2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา</strong> กล่าวว่า จากเนื้อหารายงานประจำปีของ กสศ. ถือว่าน่าพอใจ ด้วยการทำงานภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด แต่ถ้ามองที่โจทย์ของการปฏิรูปวงการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ ถือว่ายังมี ‘GAP’ หรือช่องว่างอยู่พอควร ดังนั้นแม้ กสศ. จะทำงานได้ดี ก็ยังต้องบอกว่าขอให้อดทนทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อประเทศจะได้มีเด็กเยาวชนอย่างน้อยที่สุดในกลุ่มยากจนพิเศษ ได้มีโอกาส มีความหวังในชีวิต และได้พัฒนาตนเองเพื่อไม่เป็นภาระต่อสังคม ไม่ต้องพึ่งพารัฐ โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ดังนั้นถ้า กสศ. ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคีเครือข่าย ผลระยะยาวที่คาดการณ์ตามงานวิชาการ คือเงินหนึ่งบาทที่ลงทุนจะได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 7-8 บาท ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของกลุ่มเป้าหมาย ผลดังกล่าวนี้จะทำให้รัฐบาลลดงบประมาณการประชาสงเคราะห์ลงได้ เพราะคนยากจนจะลดจำนวนลงด้วยโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาตนเอง</p>



<p><em>“สมาชิกวุฒิสภาได้มีข้อเรียกร้องสองส่วนถึงรัฐบาลและสำนักงบประมาณ และเรียกร้องต่อ กสศ. จากการที่มีตัวเลขผู้บริจาคในปี 64 เพิ่มขึ้น 100% คือ 40 ล้านบาทเป็นเรื่องสมควรชื่นชม กสศ. และให้กำลังใจต่อไป อย่างไรก็ตามเงินจำนวนนี้ยังน้อยเกินไปเมื่อมองในขอบเขตการทำงานกับเด็ก 4 ล้านคน ในส่วนแรกจึงขอเรียกร้องให้จัดสรรงบกองทุนรายปีจำนวน 5% ของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด หรืองบ 100 บาทที่ใช้อยู่ทุกปี คือจาก 5 แสนล้านบาท เราต้องการเพียง 5 บาท หรือ 25,000 ล้านบาท เพื่อทำให้เด็ก 4 ล้านคนมีโอกาสในชีวิต เป็นคนไทยที่มีคุณภาพ ส่วนข้อเรียกร้องที่สอง กสศ. จำเป็นต้องหานวัตกรรมเพิ่มเติมไม่หยุดยั้ง ในการทำให้ทรัพยากรเพียงพอช่วยเด็กยากจนพิเศษและเด็กยากจนธรรมดามากขึ้น” ผศ.นพ.เฉลิมชัยกล่าว  </em>  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f27d50"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายเฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา</strong> เสนอให้รัฐบาลสนับสนุน กสศ. ด้วยการจัดสรรงบประมาณสอดรับยุทธศาสตร์ชาติเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยกล่าวว่า กสศ. เป็นหน่วยงานที่ทำงานด้วยบุคลากรจำนวนน้อยแต่มีประสิทธิภาพ มีการลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนทั่วประเทศ <a href="https://www.m-society.go.th/home.php">นอกจากนี้ กสศ. ยังจัดกิจกรรมช่วยเหลือด้านการศึกษาและช่วยให้นักเรียนนักศึกษามีรายได้ ถือว่าทำงานได้ดีเยี่ยม </a>แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางในการแก้ปัญหาในส่วนนี้ และกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มเป้าหมายกว่า 4 ล้านคนให้ได้ เพราะการศึกษาลงทุนกับการศึกษาไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า แต่จะทำให้นักเรียนมีงานทำ มีรายได้ สุดท้ายขอขอบคุณคณะทำงาน กสศ. ที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจังเพื่อช่วยเหลือชาติบ้านเมืองในด้านการศึกษาอย่างแท้จริง</p>



<p>ทั้งนี้ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> ได้ตอบข้อซักถามต่อวุฒิสภาว่า สำหรับปีงบประมาณ 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหาร กสศ. เสนอที่กรอบงบประมาณ 7.9 พันล้านบาท แต่ขั้นตอนต่อไปจะมีการปรับลดหรือไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณ อย่างไรก็ตาม กสศ. ยังคงเหนี่ยวนำความร่วมมือทุกภาคส่วน เช่น ระดมทุนบริจาค ประสานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มาตรา 6 ว่า สามารถรับงบประมาณสนับสนุนตรงนี้ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ddff42"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/22-สภารับทราบรายงานประจำปี-2564-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยประเด็นที่มีคำแนะนำจากสมาชิกวุฒิสภา กสศ. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาทางเลือก และการวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เช่น &nbsp;การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันเป็นการจัดสรรเฉลี่ยรายหัว แต่ กสศ. พบว่า โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ไม่มีโรงเรียนอื่นในรัศมี 6-10 กิโลเมตร โรงเรียนขนาดเล็ก จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง ด้วยสูตรการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมตามบริบท โดยขณะนี้ กสศ. มีงานวิจัยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารโลก และองค์กรที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วยงาน โดยจะรายงานความคืบหน้าต่อไป</p>



<p>ส่วนประเด็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาจากผลกระทบโควิด-19 กสศ.ทำงานเชิงรุกเพื่อป้องการการกลุดออกจากระบบ มีเครื่องมือการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ทุกมิติตามแนวคิด All for Education อันเป็นภารกิจสำคัญของ กสศ. ในการทำงานร่วมกับภาคีต่าง ๆ เช่น การฟื้นฟูกล้ามเนื้อมือในเด็กประถมศึกษา เป็นต้น และในส่วน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถสนับสนุนการทำงานของ กสศ. ต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-310123/">วุฒิสภารับทราบรายงานประจำปี 2564 ‘กสศ.’ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา หนุนดึงความร่วมมือทุกภาคส่วนเป็นเครือข่าย All For Education ลุยภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับตวง อันทะไชย วุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Oct 2021 18:04:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักประกันโอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46920</guid>

					<description><![CDATA[<p>-หากตีความคำว่า ‘หลักประกัน’ ตามตัวบท อาจหมายถึง ‘ต้นทุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับตวง อันทะไชย วุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>-หากตีความคำว่า ‘หลักประกัน’ ตามตัวบท อาจหมายถึง ‘ต้นทุน’ เช่น การสนับสนุนทุนการศึกษา เสื้อผ้าเครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน ทุนดำรงชีพ หรือพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือ อาคารสถานที่ในสถาบันการศึกษาให้ได้มาตรฐาน แต่ต้องไม่ลืมว่าการนำเด็กคนหนึ่งให้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันได้ว่าเขาจะอยู่ในระบบการศึกษาไปได้ตลอดรอดฝั่ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8bf0df"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/2-คุณตวง-อันทะไชย-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ฐานทุนที่เชื่อมโยงกันคือครอบครัวของเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีความพร้อมในการดำรงชีวิตด้วย เด็กถึงจะเรียนได้อย่างมั่นคง หลังวิกฤตโควิด-19 มีเด็กจำนวนมากที่ต้องออกจากโรงเรียน อพยพตามผู้ปกครองกลับภูมิลำเนา หรือย้ายไปทำงานในภูมิภาคอื่นๆ ปัญหาคือเด็กๆ เหล่านี้เลือกไม่ได้ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน แล้วพวกเขาจะได้เรียนต่อหรือไม่ ซึ่งถ้าจะย้อนไปที่ต้นเหตุ ก็ต้องคลี่อีกปมปัญหาหนึ่ง คือรัฐจำเป็นต้องมีหลักประกันในชีวิตให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านี้ในฐานะพลเมืองของประเทศ ให้เขามีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ นี่คือความมั่นคงที่เป็นคำตอบของปัญหาเชิงซ้อนนี้ว่า ‘หลักประกัน’ คืออะไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ac726e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/2-คุณตวง-อันทะไชย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-เรื่องวิกฤตโรคระบาด เรายังไม่สามารถพูดได้ว่า ‘หลัง’ สถานการณ์ผ่านไปแล้วต้องมีหลักประกันอะไร เพราะครั้งนี้มันต่างจากวิกฤตก่อนๆ ที่เผชิญกันมา วันนี้เราทำได้เพียงร่วมกันคาดเดาด้วยมุมมองต่างๆ แต่ท้ายที่สุดเมื่อยังไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร เมื่อไหร่ และในรูปแบบไหน สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญจึงเป็นเรื่องว่าจะทำอย่างไรให้เด็กได้อยู่ในกระบวนการศึกษาเรียนรู้ได้ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ใดก็ตาม จะในป่าเขา บนเกาะห่างไกล หรือซ่อนแอบตามซอกหลืบใดในเมืองใหญ่ เขาต้องมีโอกาสได้พัฒนาตนเองต่อ ด้วยระบบที่คล้ายกับเครดิตซึ่งติดตามตัวไปได้ มีการรองรับและส่งต่อที่มีมาตรฐานเท่าเทียมโดยที่ระบบนั้นอาจไม่ได้หมายถึงสถานที่ก็ได้</p>



<p>-การเรียนรู้ไม่ควรถูกตีกรอบให้แคบว่าคือการไปโรงเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะโลกในศตวรรษที่ 21 ความหมายของการเรียนรู้ได้ก้าวไปสู่เรื่องการกำหนดเป้าหมายของผู้เรียน เป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อการประกอบอาชีพ โดยมีทักษะวิชาการเข้ามาช่วยประกอบสร้างให้ผู้เรียนตระหนักถึง ‘ตัวตน’ และพร้อมที่จะ ‘เรียนรู้ตลอดชีวิต’ พัฒนาตนเองในสิ่งที่ถนัด สนใจ นำไปใช้ในการประกอบอาชีพและไปถึงเป้าหมายของตนได้</p>



<p>-ดังนั้นก่อนจะพูดถึงการสร้างหลักประกันทางการศึกษา เราต้องเข้าใจก่อนว่า“สิทธิในการเรียนรู้” ของมนุษย์คนหนึ่งต้องหมายถึง “ทุกพื้นที่” และ “ทุกเวลา”ว่าการเรียนในโลกสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนอีกแล้ว ไม่ใช่การเรียนเพื่อจบการศึกษามีวุฒิประถม มัธยม หรือมหาวิทยาลัย เราต้องก้าวข้ามไปตีความ ‘การเรียนรู้’ ที่พ้นจาก ‘การเรียนหนังสือ’ ในรูปแบบเดิมๆ ที่รับรู้กันมา มองให้ออกว่าสิ่งที่ต้องสร้างคือการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจและรองรับวิถีชีวิต เพื่อการดำรงชีวิต แล้วไม่ว่าโควิด-19 จะยังอยู่หรือจากไป จะมีวิกฤตใดถาโถมเข้ามาใส่อีกสักกี่ครั้ง ‘สิทธิในการเรียนรู้’ ของทุกคนต้องไม่มีสิ่งใดมาพรากได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c52ff8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/2_ตวง-อันทะไชย-เดินหน้าออกแบบนโยบาย-01-1-1-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ภาพของการศึกษาในห้องเรียนหรือในโรงเรียนนั้นคือส่วนย่อย เป็นเพียงขาหนึ่งหรือเสี้ยวหนึ่งของวิธีการเรียนรู้ ซึ่งผู้เรียนต้องสามารถเลือกวิธีการของเขาเองได้ จะออนไลน์ ออฟไลน์ ออนแอร์ ออนไซต์ ออนแฮนด์ ทั้งหมดเป็นเพียงตัวเชื่อมให้ผู้เรียนเข้าถึงการเรียนรู้ในวิถีที่เอื้อต่อชีวิตของเขา ผ่านการจัดระบบโครงสร้างของรูปแบบการการศึกษาที่หลากหลายมารองรับ</p>



<p>-ทฤษฎีพหุปัญญา (The Theory of Multiple Intelligences) ของศาสตราจารย์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ว่า <em>สติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้านที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหนบ้าง แล้วแต่ละด้านผสมผสานกัน แสดงความสามารถออกมาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป </em>&nbsp;สามารถใช้อธิบายว่าการศึกษาในโลกศตวรรษที่ 21 ไม่ควรมีใครก็ตามถูกกำหนดให้เรียนรู้ภายใต้รูปแบบใดหนึ่ง หรือหลักสูตรใดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ผู้เรียนต้องได้รับการสนับสนุนให้ค้นหาตนเองว่าอยากเรียนรู้อะไร เพื่อเป้าหมายใด แล้วการศึกษาจะมีหน้าที่สนับสนุนให้เขาได้เดินไปในทิศทางที่ต้องการนั้น หมายถึงผลสัมฤทธิ์ปลายทางต้องไปสู่การที่ผู้เรียนได้ “เป็น” ในสิ่งที่ตนต้องการได้</p>



<p>-ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นรูปแบบในการสร้างคนให้เขาค้นพบศักยภาพภายใน พัฒนาตัวเองจนสุดทาง แล้วดึงออกมาสร้างเป็นตัวตน เป็นอาชีพที่สนใจและถนัด มีตัวอย่างมากมายให้เห็นว่าบางคนไม่ได้เรียนบางศาสตร์มาโดยตรง แต่สามารถพบหนทางที่จะพัฒนาทักษะจนถึงขั้นประกอบอาชีพ และผลักดันตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะเขารู้เป้าหมาย ค้นพบความสามารถและนำมาขัดเกลาต่อจนเชี่ยวชาญและเกิดเป็นตัวตนของเขา ในอีกทางหนึ่งมนุษย์ทุกคนก็เช่นกัน ถ้าได้รับโอกาส สนับสนุนให้พัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นอะไรก็ได้ ประกอบอาชีพที่ตนอยากทำได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c13b3f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/2-คุณตวง-อันทะไชย-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ในที่นี้ไม่ใช่แค่นักกีฬา นักดนตรี หรือศิลปิน แต่หมายรวมทั้งหมด ช่างฝีมือ ข้าราชการ นักภาษาศาสตร์ นักธุรกิจ และอาชีพอื่นๆ อีกมากมาย ตรงนี้คือเรื่องที่เรากำลังพูดกันถึงว่า “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” มันยิ่งใหญ่กว่าแค่เงินทุน เสื้อผ้า อาหาร ซึ่งเป็นแค่องค์ประกอบย่อย เพราะการศึกษาต้องเป็นสิ่งที่ติดตามตัวเขาไปได้ นำมาใช้ที่ไหนก็ได้ รวมทั้งต้องสร้างต่อและสะสมเพิ่มได้ไม่มีวันหยุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับตวง อันทะไชย วุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คำถามชวนคิด ‘จำเป็นแค่ไหน’ ที่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศควรเข้าถึง ‘เน็ตฟรีมีคุณภาพ’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-free-internet-for-all-school/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2021 07:28:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[DLTV]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาขั้นพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[StartDee]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42397</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้เปิดเทอมครั้งนี้โร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-free-internet-for-all-school/">คำถามชวนคิด ‘จำเป็นแค่ไหน’ ที่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศควรเข้าถึง ‘เน็ตฟรีมีคุณภาพ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้เปิดเทอมครั้งนี้โรงเรียนในหลายพื้นที่ยังไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดที่มีการระบาดรุนแรง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งยังถูกจำกัดให้เป็น ‘พื้นที่สีแดงเข้ม’ โรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการจัดการศึกษาออนไลน์เข้ามาช่วย ทั้งมีแนวโน้มต้องเรียนด้วยวิธีดังกล่าวต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น</p>



<p>หากกล่าวถึงการจัดการศึกษาที่นำมาใช้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทุกครั้ง การเรียนออนไลน์จะได้รับการพูดถึงเป็นลำดับแรก ๆ ทั้งในด้านที่ช่วยทำให้การศึกษาสามารถดำเนินต่อไปได้ &nbsp;แต่ในขณะเดียวกัน<strong>การเรียนออนไลน์ได้เผยให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เด่นชัด</strong>เพราะเด็กและเยาวชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ที่มีคุณภาพได้ ทั้งในเรื่องความขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือ เพราะความยากจนด้อยโอกาส หรือเรื่องของสัญญาณอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ครอบคลุมทั่วถึงในหลายพื้นที่</p>



<p>กลายเป็นคำถามชวนคิดว่า มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ที่รัฐจะต้องดำเนินนโยบายจัดสรร ‘สัญญาณอินเทอร์เน็ต’ ที่ดีมีคุณภาพให้กระจายไปสู่โรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับบริษัทเอกชน อาทิ ค่ายโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมือง หรือเรียนรู้อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ได้เข้าถึงการศึกษาออนไลน์ที่ดียิ่งขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-7828f17a gb-headline-text">‘อินเทอร์เน็ตคือถนนที่เชื่อมโยงความรู้จากทั่วโลก ซึ่งจะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่’</h3>



<p><strong>อาจารย์วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการอิสระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> กล่าวว่า ‘เทคโนโลยี’ จะช่วยพัฒนาการศึกษาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการทำให้โรงเรียนในทุกพื้นที่เข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพได้ ย่อมหมายถึงการ ‘สร้างถนน’ ที่จะนำความรู้และการเข้าถึงสิทธิทุกด้านมาสู่เด็ก ๆ</p>



<p>โดยอาจารย์วิริยะกล่าวว่า รัฐมีการจัดสรรงบประมาณในส่วนหนังสือเรียนหรือชุดนักเรียนให้เด็กทุกปี ตนมองว่าการสนับสนุนด้วยวิธีดังกล่าวแสดงถึงการจัดสรรงบฯ ที่ไม่ทันยุคสมัย เพราะหากนำเงินทุนส่วนนี้ไปพัฒนาเรื่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แล้วเชิญชวนองค์กรและบริษัทที่จัดทำหนังสือประเภทต่าง ๆ ให้นำหนังสือเข้าไปช่วยแบ่งปันให้เด็กทั่วประเทศได้เข้าถึง วิธีการนี้เท่ากับเราสร้างเครื่องมือเชื่อมโยงให้เขาเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุดได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6b2085"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01-ชวนคิด-เน็ตฟรี-01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“ไม่เพียงหนังสือ แต่สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยให้เด็กเข้าถึงแอปพลิเคชันทางการศึกษาที่หลากหลายและทันสมัย ขณะที่ครูเองก็จะมีแหล่งความรู้ที่กว้างขวางเพื่อสร้างคอนเทนต์การสอนที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ว่าบทเรียนเดียวจะต้องเรียนเหมือนกันทั้งประเทศ นี่คือความสำคัญของการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแค่การศึกษาทางเลือกอีกแล้ว”</p>



<p>อาจารย์วิริยะกล่าวถึงหนทางที่เป็นไปได้ในการกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตคุณภาพให้ไปถึงพื้นที่ต่าง ๆ ว่า ด้วยงบประมาณที่มี รัฐสามารถร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจเอกชนที่มีทรัพยากรในมือ ที่สำคัญคือต้องตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้เพื่อการศึกษาของเด็กโดยเฉพาะ&nbsp;</p>



<p>หากแผนการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง สิ่งที่นักเรียนได้รับจะไม่ใช่แค่การเข้าถึงแหล่งข้อมูลจากทั่วโลก แต่ยังเป็นการพัฒนาด้านอื่นไปด้วยพร้อมกัน &nbsp;เช่น การตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส หรือช่วยลดอัตราการถูกละเมิด หรือลดความรุนแรงภายในโรงเรียนได้อีกด้วย</p>



<p>อินเทอร์เน็ตที่ดีจะทำให้เด็กสามารถสื่อสารสิ่งที่เขาประสบไปสู่สังคมภายนอกได้ อาทิ ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารกลางวันหรือสาธารณูปโภคภายในโรงเรียนว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน หรือการติดตั้งเครื่องมือที่จะทำให้ช่วยสอดส่องกรณีเช่น ครูทำร้ายเด็ก หรือเด็กกลั่นแกล้งกันเอง ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ ถ้ามีการมอบอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารไปให้ถึงมือเด็ก</p>



<p>“บางโรงเรียนมีกล้องวงจรปิดที่ผู้ปกครองสามารถเห็นเด็กได้แทบจะเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้เขาสอดส่องความปลอดภัยของบุตรหลานได้ ขณะที่เด็กด้อยโอกาสในโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมมากนัก ต้องเสี่ยงกับการถูกล่วงละเมิดในรูปแบบต่าง ๆ นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการศึกษา แต่หมายถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพชีวิต และการเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานที่เขาควรได้รับ “ลองนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าโรงเรียนตั้งอยู่ลำพังโดยไม่มีถนนตัดเข้าไปถึง เด็ก ๆ และบุคลากรทางการศึกษาจะต้องลำบากสักแค่ไหน ตรงนี้คือการเปรียบเทียบว่าอินเทอร์เน็ตก็เหมือนกับถนนของความรู้ &nbsp;เราได้เห็นตัวอย่างการจัดการศึกษาต่าง ๆ จากทั่วโลก ที่ส่งต่อความเปลี่ยนแปลงไปถึงเรื่องอื่น ๆ อีกมาก <strong>หากเราทำสำเร็จ จะช่วยยกระดับประเทศของเรา ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพการศึกษา แต่ยังเป็นการกระจายความเสมอภาคของการมีชีวิตไปให้กับเด็กทุกคน”</strong> อาจารย์วิริยะกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-5e7928ba gb-headline-text">เด็กทุกคนควรเข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้ เพื่อไม่ให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งถ่างกว้างออกไป</h3>



<p><strong>คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร </strong>กล่าวว่า การกระจายโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องเร่งทำ เพราะแม้ว่าการศึกษาจะมีความเหลื่อมล้ำในตัวเองอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีอันเป็นสิ่งที่มีราคาเข้ามา แน่นอนว่าช่องว่างของความเหลื่อมล้ำจะยิ่งถ่างกว้างขึ้น ดังนั้นหากรัฐไม่มีการจัดสรรนโยบายหรืองบประมาณเข้ามาช่วยลดช่องว่างตรงนี้ คุณภาพการศึกษาของเด็กที่แตกต่างด้วยฐานะ สภาพสังคม หรือความห่างไกลของพื้นที่ก็จะยิ่งถ่างกว้างยิ่งขึ้น</p>



<p>“ผมมองว่าไม่ใช่แค่อินเทอร์เน็ต แต่เราต้องมองไปถึงเรื่องฮาร์ดแวร์ เช่น แท็บเล็ต และการส่งเสริมให้มีครูอาสาสมัครเข้าไปให้ความรู้กับเด็กในแต่ละพื้นที่ ถ้าเราจำเป็นต้องสู้ศึกในระยะยาว สิ่งที่รัฐต้องเตรียมในช่วง 120 วันที่ตั้งใจว่าเราจะเปิดประเทศได้ คืองบประมาณด้านการศึกษาและเวลาให้เด็กได้เรียนเสริมในรายวิชาสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของพื้นฐานที่เขาอาจจะสูญเสียโอกาสการเรียนรู้ไปในช่วงวิกฤตโควิด-19</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df99f1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01-ชวนคิด-เน็ตฟรี-02-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“สำหรับเด็กจากครอบครัวที่มีโอกาส เขาสามารถซื้อคอร์สออนไลน์ดี ๆ มาเรียนเสริม เพื่อให้ได้องค์ความรู้ตามวัยที่ควรได้รับ แต่เด็กจากครอบครัวที่ไม่พร้อม เขาไม่มีแม้กระทั่งอุปกรณ์สำหรับการเรียน บางบ้านสามคนพี่น้องมีโทรทัศน์เครื่องเดียว แค่ต้องเรียน DLTV พร้อมกันเขายังไม่สามารถทำได้”</p>



<p>คุณวิโรจน์กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องตระหนักว่าเป็นช่วงแห่ง ‘ความสูญเปล่าทางการเรียนรู้’ ของเด็กจำนวนหนึ่ง ที่เขาจะถูกทิ้งห่างทางการเรียนรู้จากเด็กวัยเดียวกันออกไป และในท้ายที่สุดเมื่อเปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กสองกลุ่มนี้ อาจพบว่าระดับความรู้ห่างกันมากถึง 2 หรือ 3 ปีการศึกษา นั่นคือเรื่องที่เราต้องช่วยกันในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อไม่ให้ระดับความรู้ของเด็กห่างไกลจากกันไปมากกว่าเดิม</p>



<p>“เริ่มที่ระยะสั้นคือ การส่งเสริมความรู้ ถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปต้องมีการเตรียมเรื่องระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทีวี หรือเตรียมงบสำหรับแท็บเล็ตให้โรงเรียนทั่วประเทศที่ยังไม่มีความพร้อม การจัดวางระบบไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถจัดสรรงบประมาณให้ กสทช. ดำเนินการ แล้วเชิญเครือข่ายมือถือต่าง ๆ เข้าร่วมหารือ</p>



<p>“สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ลืมว่าเมื่อมีอุปกรณ์สื่อสารและอินเทอร์เน็ตพร้อมแล้ว เราต้องคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณให้มีครูอาสาสมัคร เพื่อเข้าไปช่วยพัฒนาทักษะการเรียนออนไลน์ เก็บตกในสิ่งที่เด็กยังเรียนไม่เข้าใจด้วย ครูคนหนึ่งต่อเด็ก 30 &#8211; 50 คนอาจจะน้อยเกินไป เราต้องเพิ่มครูผู้ช่วยให้มากขึ้นแล้วแบ่งเด็กเป็นกลุ่มย่อย หรือมีการอบรมอภิปรายเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์ให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน นี่คือแผนที่ควรเตรียมไว้สำหรับการต่อสู้กับปัญหาโควิด-19 ในระยะยาว” คุณวิโรจน์กล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-a53f6014 gb-headline-text">จำเป็นต้องยกระดับคุณภาพเรียนออนไลน์ทั่วประเทศ แต่ไม่ควรยึดว่าทางออกของการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษามีเพียงแบบเดียว</h3>



<p><strong>คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สร้าง ‘StartDee’ แอปพลิเคชันด้านการศึกษา แพลตฟอร์มทางเลือกให้นักเรียนทั่วประเทศเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมกับตนเอง</strong> กล่าวว่าวิกฤตโควิด-19 ทำให้บาดแผลของการศึกษาไทยเปิดกว้างขึ้นใน 2 มิติ</p>



<p>หนึ่ง เรื่องคุณภาพ เพราะการสอนออนไลน์ไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียนได้ทั้งหมด สอง ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่โดยปกติแต่ละโรงเรียนก็มีความแตกต่างกันมากอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อต้องเข้ามาสู่ระบบออนไลน์ ก็ยิ่งเห็นชัดว่ามีเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึง ประกอบกับการถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้นอกจากขาดโอกาสในการเรียนรู้แล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาอีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-18a774"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01-ชวนคิด-เน็ตฟรี-03-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>คุณพริษฐ์เสนอว่า ทางออกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาแบ่งออกได้เป็น 3 ทางหลัก ๆ</p>



<ul><li>ประเด็นแรก : ต้องไม่ใช้นโยบายแบบ ‘One Size Fit All’ หรือวิธีการเดียวใช้กับทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพราะแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัด รวมถึงความเสี่ยงที่ต่างกันไป เราเห็นแล้วจากการแก้ปัญหาโควิด-19 ระลอกแรก ที่ทุกโรงเรียนต้องจัดการสอนออนไลน์ทั้งหมดทันที ทั้งที่บางแห่งไม่ได้มีความเสี่ยงสูงมากกับการจัดการศึกษาปกติ ซึ่งทำให้หลายโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อม ต้องประสบปัญหาทั้งในเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตและการขาดแคลนอุปกรณ์ </li><li>ประเด็นที่สอง : สำหรับโรงเรียนที่จำเป็นต้องสอนออนไลน์จริง ๆ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่เรื่องอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าเราต้องสนับสนุนเรื่องสัญญาณให้มีคุณภาพครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ที่ต้องมองไปให้ไกลกว่านั้นคือ โรงเรียนหรือบ้านจะต้องมีพื้นที่ที่เด็กสามารถมีสมาธิเรียนได้ มีเวลาเรียนที่เหมาะสม เนื่องจากนักเรียนบางคนอาจจำเป็นต้องช่วยครอบครัวทำงานหารายได้ในช่วงที่โรงเรียนปิด ดังนั้นจึงต้องมองไปที่ความช่วยเหลือครอบครัว ให้เขาได้รับการเยียวยาปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิกับการเรียนมากขึ้น</li><li>ประเด็นที่สาม : เมื่อทุกคนเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้หมดแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการจัดการศึกษาออนไลน์ ที่ไม่ใช่การนำเอากรอบความคิดเดียวกันกับการสอนที่โรงเรียนมาใช้ เช่น การยึดกับตารางสอนหรือการแบ่งคาบเรียนที่ตายตัว ทั้งที่ลักษณะของการเรียนออนไลน์ควรมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเวลาเรียนที่สะดวก หรือมีคลิปหรือสื่อการสอนที่น่าสนใจที่ครูเลือกมาให้ “เราต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับพฤติกรรมของเด็ก อาจมีการจัดทำวิดีโอสั้นให้นักเรียนเลือกเรียนย้อนหลังได้ในหัวข้อที่ตนยังไม่เข้าใจ นี่คือเรื่องที่เราต้องรณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนลองปรับวิธีการ เพื่อให้การเรียนออนไลน์ทำได้เต็มประสิทธิภาพ</li></ul>



<p>“เราต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับพฤติกรรมของเด็ก อาจมีการจัดทำวิดีโอสั้นให้นักเรียนเลือกเรียนย้อนหลังได้ในหัวข้อที่ตนยังไม่เข้าใจ นี่คือเรื่องที่เราต้องรณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนลองปรับวิธีการ เพื่อให้การเรียนออนไลน์ทำได้เต็มประสิทธิภาพ”</p>



<p>ทั้งสามประเด็นที่กล่าวมาเป็นแค่มาตรการชั่วคราวเพื่อซื้อเวลาในช่วงวิกฤต เพราะท้ายที่สุดแล้วการเรียนออนไลน์ก็ยังไม่สามารถทดแทนการเรียนที่โรงเรียนได้ทั้งหมด</p>



<p><strong>ทางออกประการสุดท้ายจึงหมายถึงการเร่งทำให้ประเทศปลดล็อกได้เร็วที่สุด โดยจัดสรรวัคซีนและกระจายไปให้ประชากรทั่วประเทศ เพื่อให้โรงเรียนกลับมาเปิดได้เต็มรูปแบบอีกครั้ง</strong></p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-152c04bb gb-headline-text">ขยายสัญญาณเน็ตทั่วประเทศสามารถทำได้ แต่การศึกษาควรมุ่งไปที่วิธีการซึ่งเหมาะสมกับพื้นที่และผู้เรียน</h3>



<p><strong>คุณตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา</strong> กล่าวว่า สถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศที่มีจำนวนนักเรียน 10 &#8211; 120 คน ในพื้นที่ห่างไกลราว 29, 000 โรงเรียน สามารถเปิดสอนที่โรงเรียนได้หมดแล้ว เนื่องจากโรงเรียนกลุ่มนี้มีพื้นที่ไม่หนาแน่น นักเรียนน้อย รวมถึงได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการควบคุมโรคระบาด</p>



<p>ส่วนโรงเรียนในเมืองที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ยังต้องอาศัยการจัดการศึกษาที่ผสมผสานทั้งออนไลน์และออนไซต์ แต่สำหรับโรงเรียนใน 4 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ตอนนี้ต้องนำวิธีการที่หลากหลายเข้ามาใช้ ทั้งออนไลน์ ออนแอร์ หรือออนไซต์ ที่มีการจัดการสอนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8fcd2c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01-ชวนคิด-เน็ตฟรี-04-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“การเรียนออนไลน์เพียงอย่างเดียวจะได้เฉพาะความรู้ความจำ แต่พัฒนาการด้านอื่นจะไม่ได้รับการเรียนรู้ไปด้วย เรามีวิธีที่การจัดกลุ่มนักเรียน 5 &#8211; 10 คนต่อครู 1 คน ในพื้นที่ที่สามารถทำได้ ซึ่งอยากให้เป็นโมเดลที่ขยายออกไปในพื้นที่ต่าง ๆ เนื่องจากการเรียนแบบพบปะทั้งครูและเพื่อนนักเรียน จะช่วยเรื่องการพัฒนาผู้เรียนได้ครบ 4 มิติ คือ สติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และสังคม”</p>



<p>วิธีการนี้เราต้องมีครูเพิ่มขึ้น แต่เด็กจะเรียนได้อย่างปกติ มีการพัฒนาทางอารมณ์จากการได้พบปะเพื่อนฝูง ชุมชน</p>



<p>คุณตวงกล่าวว่า การเรียนออนไลน์อย่างเดียวยังมีข้อจำกัดเรื่องผลการเรียรู้ ที่เด็กอาจไม่ได้เรียนรู้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในส่วนของความร่วมมือเพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ทั่วถึงและมีคุณภาพ ตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ “ถ้าเราจะลงทุนด้านการศึกษา ก็ไม่ต้องมีคำถามว่าคุ้มค่าแค่ไหน แต่สิ่งที่ควรทำจริง ๆ คือ มองความสำคัญเป็นลำดับ ถ้าเรามองไปที่การจัดการศึกษาขนาดเล็กหรือสร้างสรรค์กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับพื้นที่ ผมคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ยั่งยืน แม้ว่าเราจะต้องเจอวิกฤตอีกกี่ครั้งก็ตาม</p>



<p>“เรื่องอินเทอร์เน็ตเป็นเพียงแค่ส่วนย่อย มาเสริมให้เด็กได้หาความรู้ที่ไม่มีในห้องเรียน อย่างไรก็ดี การพัฒนาครูให้เป็นผู้จัดการเรียนรู้ หรือช่วยเสริมเติมผู้เรียนในด้านอื่น ๆ ที่เขาขาดไป ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำให้ได้ก่อน”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-free-internet-for-all-school/">คำถามชวนคิด ‘จำเป็นแค่ไหน’ ที่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศควรเข้าถึง ‘เน็ตฟรีมีคุณภาพ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ฐาน” สำหรับการกำหนดนโยบายใหม่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดครั้งต่อไป</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-the-basis-for-making-new-policies-to-deal-with-the-next-epidemic-situation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 07:43:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41630</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานศึกษาประกอบด้วยผู้อำนวยการศึกษา เขตพื้นที่สำนักงานศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-basis-for-making-new-policies-to-deal-with-the-next-epidemic-situation/">“ฐาน” สำหรับการกำหนดนโยบายใหม่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดครั้งต่อไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานศึกษาประกอบด้วยผู้อำนวยการศึกษา เขตพื้นที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ต้องมีส่วนร่วมคิดในเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่ไม่กระทบกระเทือนต่อนักเรียน ขณะเดียวกันให้เด็กนักเรียนมีพัฒนาการทางกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักสำคัญที่กรรมาธิการศึกษายึดปฏิบัติในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา</p>



<p>การระบาดรอบที่ 3 ที่รุนแรงยิ่งกว่า จึงควรมีการปรับเปลี่ยน ถอดบทเรียนการจัดการศึกษาจากครั้งแรก เช่น บทเรียนว่าด้วยการจัดการศึกษาในพื้นที่ภูเขา ชนบท เกาะแก่ง ที่มีวิธีการจัดการแตกต่างจากกรุงเทพมหานคร รวมถึงรูปแบบการบริหารจัดการศึกษา ที่สั่งการจากกระทรวงลงไปถึงกระทรวงนั้นไม่ประสบความสำเร็จอีกต่อไป</p>



<p>ดังนั้นในสถานการณ์ปัจจุบันจึงต้องกำหนดนโยบายจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน โดยสถานศึกษาเป็นผู้กำหนดรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้เขต ให้จังหวัด ผ่านสู่กระทรวงสาธารณสุข แล้วส่งมาที่กระทรวงพิจารณาเห็นชอบ</p>



<p>นั่นหมายถึง<strong>แต่ละสถานศึกษาจะมีวิธีจัดการเรียนการสอนของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องออนไลน์ ออนไซต์ หรือออนแอร์ ขณะที่กระทรวงมีหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริม สร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรทางการศึกษาและครู รวมถึงสนับสนุนงบประมาณและจัดสรรบุคลากร เป็นต้น </strong></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" fetchpriority="high" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/1623657711576-2-1400x934.jpg" alt="" class="wp-image-41693" width="700" height="467" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/1623657711576-2-1400x934.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/1623657711576-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/1623657711576-2-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/1623657711576-2-1536x1025.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/1623657711576-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/1623657711576-2-272x182.jpg 272w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/1623657711576-2.jpg 1800w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></figure></div>



<p>เรื่องที่ควรถอดบทเรียนจากครั้งก่อนคือ ชุดความรู้สำหรับประเทศไทย เช่น</p>



<p><strong>1. กระบวนการมีส่วนร่วม</strong> เป็นครั้งแรกที่การเปิดเทอมต้องผ่านความเห็นจาก 3 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ&nbsp;</p>



<p><strong>2. การสอนออนไลน์ในรอบที่ 1 และรอบที่ 2 มีปัญหา</strong> และเป็นปัญหาแบบเดิม คือ ครูไม่สามารถสื่อสารกับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากบางพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือคลื่นโทรศัพท์ และทักษะบางอย่างไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ เช่น ดนตรี กีฬา และศิลปะ ที่ต้องมีการฝึก การปฏิบัติ ยกตัวอย่างนักเรียนในกรุงเทพฯ อาศัยในคอนโดมิเนียม จะเตะตะกร้อแล้วส่งมาให้ครูวัดผลประเมินผลอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาว่าแต่ละโรงเรียนมีวิธีการจัดการกันอย่างไร</p>



<p><strong>3. ครูตามสถานศึกษาที่ห่างไกล ไปเยี่ยมผู้เรียน ผ่านป่าเขา พื้นที่ทุรกันดารต่าง ๆ ครูเหล่านั้นได้บทเรียนอะไร</strong> ประสบปัญหาอะไร พวกเขาแก้ปัญหาอย่างไร มีการวัดผลประเมินผลอย่างไร เพราะครูแต่ละพื้นที่ย่อมมีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน</p>



<p><strong>4. การปิดเรียนนานๆ ในช่วงวิกฤตโควิดครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาผู้เรียน</strong>ตามทฤษฎีว่าด้วยการจัดการศึกษา คือ พัฒนาการทางอารมณ์ สังคม และสติปัญญาของผู้เรียน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังต้องมีพัฒนาการทางกาย ได้เล่น ออกกำลังกาย ได้รู้จักควบคุมอารมณ์เมื่ออยู่กับเพื่อน รู้จักสังคมที่กว้างกว่าครอบครัวที่มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย</p>



<p><strong>5. โรงเรียนขนาดพอดี ไม่ใช่โรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก หรือขนาดกลาง แต่หมายถึงโรงเรียนขนาดพอดีที่สามารถควบคุมโรคระบาด</strong> นักเรียนสามารถรักษาระยะห่าง ล้างมือ วัดไข้ ใส่หน้ากากอนามัย นักเรียนได้รับการดูแลทั่วถึง ซึ่งหมายถึงโรงเรียนในชนบทที่มีนักเรียน 20 – 30 คน มีถึง 50 คนยังสามารถทำได้ เช่น&nbsp; โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดที่ไม่ระบาดหนัก สามารถแบ่งนักเรียนบางชั้นไปเรียนที่โรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกยุบ ทำให้ลดจำนวนนักเรียนไปได้ 600 &#8211; 700 คน เป็นต้น การจัดการลักษณะนี้ทำให้โรงเรียนไม่ต้องสลับนักเรียนมาโรงเรียนเป็นกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องหยุดเรียน ไม่ส่งผลกระทบกับการเรียน หรือไม่ทำให้นักเรียนหลุดไปจากนอกระบบ</p>



<p>ข้อเสนอเหล่านี้เป็นประโยชน์สำหรับกำหนดกระบวนการเปิดเรียนตามความพร้อมของแต่ละสถานศึกษาอย่างเป็นเอกภาพ โดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับกรุงเทพมหานคร การออกแบบการเรียนการสอนต้องรับฟังครูอาจารย์ในพื้นที่ ซึ่งสามารถออกแบบให้สอดคล้องกับภูมิสังคม โดยยึดหลักการควบคุมโรคระบาดตามรัฐบาลกำหนด ขณะเดียวกันต้องเรียนเต็มที่ เต็มหลักสูตร เต็มเวลา เต็มสมรรถนะ</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>หากทำได้แบบนี้ โรงเรียนไหนพร้อม…เริ่มได้เลย</strong></p>



<p></p>



<p>เรียบเรียงจาก จากงานเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “เปิดเทอมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม: สอนอย่างไร เรียนแค่ไหน เมื่อออนไลน์ไปไม่ถึง” ซึ่งจัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ​วุฒิสภา TDRI The Reporters และ The Active Thai PBS ​เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-the-basis-for-making-new-policies-to-deal-with-the-next-epidemic-situation/">“ฐาน” สำหรับการกำหนดนโยบายใหม่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดครั้งต่อไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-18-05-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 10:03:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สยาม เรืองสุขใสย์]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัด อุสาห์รัมย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านตะโกล่าง]]></category>
		<category><![CDATA[พงศ์ทัศ วนิชานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทอมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม : สอนอย่างไร เรียนแค่ไหน เมื่อออนไลน์ไปไม่ถึง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพื้นที่เกาะ]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[New Normal]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41067</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-18-05-21/">เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่</strong> <strong>เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</strong> <strong>แนะลดความเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีนครูก่อนเปิดเทอม</strong> <strong>พร้อมใช้ “ฐานข้อมูล” ออกแบบมาตรการลดความเหลื่อมล้ำตรงจุด</strong> <strong>ชู อสม.การศึกษาตัวช่วยครูนำการศึกษาไปให้ถึงเด็ก</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-468241"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/สรุปข้อเสนอจากเวทีระดมสมองรับเปิดเทอมให-1-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>17 พฤษภาคม 2564 &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จับมือภาคีพันธมิตร วุฒิสภา TDRI The Reporters และ The Active Thai PBS จัดเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ <strong>“เปิดเทอมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม : สอนอย่างไร เรียนแค่ไหน เมื่อออนไลน์ไปไม่ถึง” </strong>ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในแวดวงการศึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมพูดคุยกันถึงประเด็นการศึกษาแบบ New Normal ในภาวะวิกฤตโควิด-19 เพื่อร่วมกันแบ่งปันการทำงานในการศึกษาปัญหาและหาทางออกให้กับเด็กยากจน เด็กยากจนพิเศษ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ พร้อมตัวแทนคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งได้มาร่วมแบ่งปันนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนในยุคโควิด-19 ที่ใช้ได้ผลสำเร็จจากประสบการณ์จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-123623"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา</strong> กล่าวว่า ทาง กมธ.ได้ลงไปทำวิจัยผลกระทบจากโควิด-19 ต่อการศึกษา พบว่าในรอบที่ 3 สาหัสมาก หนึ่งในข้อเสนอคือ ควรให้เกิดการจัดการศึกษาได้ตามสภาพจริง บางพื้นที่วิกฤต แต่บางพื้นที่ไม่มีผู้ติดเชื้อ จึงควรให้พื้นที่ที่ไม่มีโควิด-19 ระบาด จัดการเรียนได้เต็มหลักสูตรเต็มเวลา โดยยึดหลักควบคุมโรคระบาด ตามมาตรการวัดไข้ รักษาระยะห่าง ใช้เจลล้างมือ และต้องทำงานร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ 1. กระทรวงมหาดไทย 2. กระทรวงสาธารณสุข และ 3. กระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ การจัดการศึกษาในพื้นที่บนเขา เกาะ ชนบท มีเทคนิคจัดการศึกษาที่แตกต่างกัน ควรนำวิธีเหล่านั้นมาถอดบทเรียนเพื่อจัดการเรียนการสอน อีกทั้งที่ผ่านมาพบว่าการบริหารจัดการการศึกษาที่สั่งการจากฝั่งกระทรวงศึกษาธิการไม่ประสบความสำเร็จ วันนี้สถานศึกษาควรจะเป็นคนกำหนดรูปแบบการเรียนการสอนและส่งขึ้นมาให้กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจะได้เห็นความแตกต่างหลากหลาย ไม่ต้องเหมือนกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะมีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและมาตรการช่วยเหลือ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-662dbb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>นายตวงกล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญควรมีนวัตกรรมการเรียนการสอนที่นำมาถอดเป็นบทเรียนชุดความรู้ ที่เกิดการมีส่วนร่วมจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อในอนาคตไม่ว่าจะเกิดวิกฤตรอบที่ 4 รอบที่ 5 ก็สามารถรับมือได้ โดยเชื่อมโยงทั้งพื้นที่ สถานศึกษา อสม. ว่าจะต้องจัดการศึกษาอย่างไร อีกทั้งบทเรียนที่ผ่านมาการเรียนการสอนออนไลน์ หรือ DLTV มีปัญหาอะไรบ้างนั้น ยังมีอุปสรรค ทักษะบางอย่างเรียนออนไลน์ไม่ได้ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ต้องเป็นแอคทีฟเลิร์นนิ่ง ไปจนถึงมีกระบวนการพัฒนาผู้เรียน พัฒนาอารมณ์ สติปัญญา อีกทั้งหลังโควิด-19 อาจจะเป็นการสิ้นสุดของโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ กลายเป็นโรงเรียขนาดพอดี เพื่อสามารถควบคุมดูแล รักษาระยะห่างในชั้นเรียนได้ ทำให้ผู้เรียนไม่ต้องหยุดเรียน ไม่ลืมบทเรียน ไม่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<p>“ที่สำคัญคือ บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการต้องปรับใหม่ ต้องไม่ใช้การสั่งการ แต่ใช้การสร้างแรงจูงใจบุคลากรทางการศึกษา และอำนวยความสะดวกทั้งเรื่องหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ที่มีข้อเสนอไปถึงรัฐบาลว่า ควรมีการจัดสรรงบพิเศษ ไม่ใช่ให้โรงเรียนไปหักจากงบเดิมที่ใช้ไม่พออยู่แล้ว อีกทั้งควรมีกระบวนการให้โรงเรียนที่พร้อมเปิดเรียนได้ โดยมีความเป็นเอกภาพทางนโยบาย แต่หลากหลายทางปฏิบัติ โรงเรียนไหนพร้อมก็เปิดก่อนได้เลย ไม่ต้องรอพื้นที่อื่น และควรจะได้นำแนวคิดที่ผ่านมาไปต่อยอดนวัตกรรมจัดการศึกษาต่อไป” นายตวงกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-9e8a0012 gb-headline-text">แนะใช้ “ฐานข้อมูล” ออกแบบมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e68535"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า ในช่วงที่กำลังจะเปิดเทอม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น การทำงานบนฐานข้อมูลรายบุคคล รายโรงเรียน และรายพื้นที่ ด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้มองเห็นสถานการณ์หน้างานจริง สามารถออกแบบมาตราการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ตรงจุด สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p>



<p><strong>ข้อมูลในระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> หรือ <strong>iSEE</strong> ช่วยทำให้เห็นภาพจริงในปัจจุบันของเด็กยากจนด้อยโอกาสที่ครัวเรือนมีรายได้น้อยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ล่างของประเทศ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลของ กสศ. พบว่า ประชากรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีบริบทความยากลำบากที่หลากหลาย ซึ่งจำเป็นที่รัฐต้องมีมาตรการที่หลากหลายและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาวะวิกฤตโควิด-19 ในช่วงเปิดเทอมนี้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมีสถานศึกษามากถึง 510 แห่ง ที่มีนักเรียนยากจนพิเศษทั้งโรงเรียน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และตาก นอกจากนั้นข้อมูลระบบ iSEE ยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันยังมีสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Stand Alone) มากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ ที่ยังต้องการการพัฒนาและการลงทุนในโครงสร้างพื้นที่หลายด้าน เพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2564 นี้ ตัวอย่างเช่น จังหวัดที่มีสถานศึกษาขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีไฟฟ้าใช้มากที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และแพร่ ส่วนจังหวัดที่ยังมีสถานศึกษาที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้จำนวน 255 แห่ง กระจายตัวอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอนแก่น และร้อยเอ็ด มากที่สุด เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0a4731"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ดร.ไกรยสกล่าวว่า ปีการศึกษา 2563 ยังมีพื้นที่กว่า 78 ตำบล ที่ไม่มีโรงเรียนอยู่ในตำบลแล้ว ทั้งที่ในท้องถิ่นเหล่านี้ยังมีเด็กวัยเรียน 4,580 คน ที่ต้องข้ามตำบลไปเรียน และบางคนที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันยังมีเด็กวัยการศึกษาภาคบังคับ (6 &#8211; 14 ปี) มากกว่า 400,000 คน ที่ยังไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบการศึกษา นอกจากนั้น จากการสำรวจสภาพความพร้อมเรียนรู้ที่บ้านในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 พบความแตกต่างระหว่างนักเรียนในครอบครัวฐานะดี ร้อยละ 20 อันดับแรก สามารถเข้าถึงโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ในพื้นที่เรียนรู้แบบส่วนตัวมากถึงร้อยละ 90 ในขณะที่นักเรียนในครอบครัวยากลำบากที่สุดร้อยละ 20 ลำดับล่าง โอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมีเพียงร้อยละ 10&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>บทเรียนจากการทำงานของ กสศ. ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ข้อมูลถือเป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่มีศักยภาพสูง การมีข้อมูลช่วยให้เรามองเห็นสถานการณ์จริงในพื้นที่ ได้ยินเสียงจากในพื้นที่ และทำให้ช่วยเหลือได้ตรงจุด อีกทั้งการมีข้อมูลยังสามารถแชร์ข้อมูลเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียน และสุดท้ายการมีข้อมูลจะเชื่อมโยงไปสู่นโยบายที่มาจากปัญหาหน้างานจริง จากคนทำงานจริง ซึ่งไม่ใช่แค่การทำงานในช่วงเปิดเทอมปีนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงปีต่อๆ ไป โดยการทำงานบนฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูงจากหน้างานจริงจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามีการศึกษาที่เสมอภาคได้ในอนาคต” ดร.ไกรยสกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-242bf349 gb-headline-text">สแกนพื้นที่ทำความเข้าใจปัญหาออนไลน์และการศึกษาที่เข้าไม่ถึงเด็ก</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8e4506"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_webbanner_thumbnailNEWWW-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</strong> กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจัดการศึกษามีความเหลื่อมล้ำ เข้าไม่ถึงเด็กบางกลุ่ม ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ส่วนหนึ่งคือ “เวลา” เนื่องจากโรงเรียนเปิดเรียนไม่ได้ตามกำหนด การจัดการเรียนการสอนทำตามปกติไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำให้บางโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาต้องลดเวลาเรียนลง เด็กจึงเข้าถึงหลักสูตรได้ไม่ครบถ้วน ค่าเฉลี่ยของปีการศึกษาที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่ต้องลดเวลาเรียนจาก 200 วัน เหลือราว 180 วัน หายไปประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และจากบทเรียนในการจัดการศึกษาแบบ 4อ. คือ ออนไลน์ ออนแอร์ สอนผ่าน DLTV ออนแฮนด์ ให้ครูเดินทางไปแจกใบงานในพื้นที่ และออนไซต์ คือให้เด็กสลับวันเข้ามาเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ พบว่ายังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีความพร้อมจะรับผลกระทบมากที่สุด นั่นทำให้เห็นว่า หากแก้ปัญหาเพียงเฉพาะหน้าโดยไม่เปลี่ยนวิธีการสอน เวลาที่มีอยู่จะไม่พอกับการเรียนรู้เนื้อหาทั้งหมด ดังนั้นการจัดการศึกษานอกจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามสถานการณ์แล้ว ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เพื่อผลการศึกษาในระยะยาว หมายถึงการเรียนในภาวะวิกฤตที่เด็กจะยังได้ทักษะต่างๆ ที่จำเป็นรอบด้าน คือ ต้องมีการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ใช้เวลาเรียนน้อยลง และสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่อยู่นอกโรงเรียนได้เต็มที่</p>



<p>อย่างไรก็ตาม<strong> นายพงศ์ทัศ</strong>กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังจะเปิดเทอมใหม่ มาตรการระยะสั้นคือ ต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เร็วที่สุด ก่อนเปิดเรียน เริ่มจากพื้นที่สีแดงเข้มก่อน ทั้งนี้ประเด็นหนึ่งคือ ต้องสร้างความมั่นใจในเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน เช่น คำแนะนำทางการแพทย์ในการประเมินความเสี่ยงของแต่ละคนก่อนการรับวัคซีน และต้องมีมาตรการชดเชยกรณีที่เกิดการแพ้วัคซีนร่วมด้วย เชื่อว่าถ้ามาตรการเหล่านี้สื่อสารไปถึงทุกโรงเรียนได้ชัดเจน ก็จะทำให้ครูมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-632952"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ในมุมของผู้ที่ทำงานในพื้นที่ <strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการบ้านโรงเรียนห้วยไร่สามัคคี จังหวัดเชียงราย ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ</strong> กล่าวว่า สภาพปัญหาของโรงเรียนพื้นที่สูงมักพบปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางและความแตกต่างทางวัฒนธรรมชนเผ่า โดยพบโรงเรียนที่มีปัญหาทั้งสิ้น 1,190 โรงเรียน แบ่งเป็นปัญหายุ่งยากมาก 259 โรงเรียน ยุ่งยากปานกลาง 565 โรงเรียน และยุ่งยากน้อย 366 โรงเรียน กระจายตัวอยู่ตามเขตชายแดน ไล่ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก และกาญจนบุรี ซึ่งพบว่านักเรียนหลายคนไม่สามารถเรียนออนไลน์ หรือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์ได้ สำหรับคุณครูที่เข้าไปในพื้นที่ก็พบกับความลำบาก มีพื้นที่เป็นภูเขาชัน ไม่สะดวกต่อการเดินทาง บางครั้งชุมชนก็ไม่ไว้ใจครู เพราะเป็นคนแปลกหน้า กลัวว่าจะนำโควิด-19 เข้าไปติดเด็กๆ</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-a5e8a6d2 gb-headline-text">โรงเรียนและการเรียนที่ต้องเปลี่ยนไป</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7499ea"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและวิทยบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี กล่าวว่า</strong> การจัดการศึกษาในช่วงหลังการเกิดวิกฤตโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงไป อย่างแรกคือ วิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนไป ทำให้คนเดินทางน้อยลง สื่อสารกันลดลง การวัดผลการศึกษาที่จากเดิมเน้นเรื่องศักยภาพในการแข่งขันเพื่อเข้าสู่สถานประกอบการขนาดใหญ่ข้ามชาติ จะเปลี่ยนเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่ทำแบรนด์ท้องถิ่น เน้นการสร้างอาชีพใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ผลที่ตามมาคือ ความคาดหวังเรื่องผลลัพธ์ทางการศึกษาจะมุ่งเน้นที่เรื่องความคิด ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต ทักษะสังคม และการเป็นนักเรียนรู้เชิงรุกตลอดชีวิต</p>



<p>“เราจะไม่ยึดโยงกับโรงเรียนอีกแล้ว กระบวนการเรียนรู้จะไม่เป็นรายวิชาอีกต่อไป แต่จะเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่บูรณาการสาระวิชาต่างๆ ลงไป โรงเรียนจะลดความสำคัญลง การเรียนตามอัธยาศัยหรือการศึกษาทางไกลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ การเรียนจะพึ่งพิงกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ปัญหา สำหรับบทบาทของครูก็จะเปลี่ยนเป็นผู้แนะนำและประสานงานแทน” รศ.ดร.ธันยวิชกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-14a9cc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-509248b1 gb-headline-text">ครูเคลื่อนที่ &#8211; อสม.การศึกษา &#8211; ครูหลังม้า นวัตกรรมการเรียนการสอนจากโควิด-19</h3>



<p>ในการเสวนาออนไลน์ยังได้ถอดบทเรียนการบริหารจัดการการศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่พิเศษ ที่ประสบความสำเร็จจากการปรับตัวในการจัดการเรียนการสอนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่ <strong>มีการ</strong>ผสมผสานการสอนทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ บางพื้นที่มีอาสาสมัครการศึกษาที่อยู่ในชุมชนเข้าไปช่วยเสริมการเรียนการสอน เช่น ศิษย์เก่า รุ่นพี่ และปราชญ์ รวมไปถึงการระดมความร่วมมือจากผู้ปกครองและชุมชน ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยนกกก ตั้งอยู่ในเขตชายแดนจังหวัดตาก มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง มีหมู่บ้านกระจายเป็นหย่อม ที่ผ่านมาในสถานการณ์โควิด-19 แต่ละระลอก ได้ลองจัดการศึกษาตามนโยบาย แต่ไม่ได้ผลดีนัก จึงคิดค้นวิธีแก้ปัญหาหลายรูปแบบ ทั้งให้เด็กพื้นที่ห่างไกลมาพักนอนและเรียนที่โรงเรียน จัดครูเคลื่อนที่เข้าไปสอนตามหมู่บ้าน รวมถึงคัดเลือกและมอบหมายให้ “พี่ครู” ทำหน้าที่สอนน้องๆ ในหมู่บ้าน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c71d2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>โรงเรียนบ้านตะโกล่าง จังหวัดราชบุรี </strong>ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาแบบหย่อมบ้าน แบ่งออกเป็น 7 หย่อม ใช้พื้นที่ศาลาวัด โบสถ์คริสต์ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหมู่บ้าน เพื่อแยกนักเรียนไม่ให้มารวมตัวกันมากเกินไป ลดการแพร่ระบาด มีการประสานความร่วมมือกับทั้งผู้นำชุมชน อบต. นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ผู้นำศาสนา พร้อมทั้งมีครูอาสาที่เป็นทั้งศิษย์เก่า ปราชญ์ชาวบ้าน คนในท้องถิ่น มาช่วยสอนเด็กๆ บางส่วนมีค่าตอบแทน บางส่วนไม่มีค่าตอบแทน เกิดการเชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เกิดการต่อยอด เรียนรู้จากแหล่งเรียนในชุมชน</p>



<p><strong><strong>โรงเรียนบ้านตะโกล่าง</strong> จังหวัดแม่ฮ่องสอน</strong> กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงเรียนกระจายอยู่ตามเขาสูงทุรกันดาร ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต คนในพื้นที่รายได้น้อย ทำให้ร้อยเปอร์เซ็นต์เข้าไม่ถึงการเรียนรู้แบบออนไลน์ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จึงเกิดโครงการครูหลังม้าที่เป็นนวัตกรรมในอดีตของแม่ฮ่องสอน ซึ่งเปลี่ยนจากม้าเป็นมอเตอร์ไซค์บรรทุกสื่อการสอนไปตามพื้นที่แบบคละชั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-85dda3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นายประหยัด อุสาห์รัมย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยนกกก จังหวัดตาก</strong> กล่าวว่า สำหรับวันเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง ทางโรงเรียนได้มีมาตรการเตรียมพร้อมโดยให้ครูทุกคนกักตัว 14 วัน ส่วนนักเรียนให้กักตัวอยู่ที่บ้าน และผู้นำชุมชนทุกแห่งต้องรู้และสามารถประเมินภาวะความเสี่ยงในพื้นที่ โดยแจ้งข้อมูลบุคคลเข้าออกหมู่บ้านให้ทางโรงเรียนทราบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถเปิดเรียนได้ในรูปแบบใด หากยังเปิดเรียนเต็มรูปแบบไม่ได้ การจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีครูเคลื่อนที่ การสอนแบบเว้นระยะห่างที่โรงเรียน และระบบพี่ครู ก็จะนำมาใช้ต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f602e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ด้านนายสยาม เรืองสุขใสย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา จังหวัดแม่ฮ่องสอน </strong>กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาปลดล็อกทั้งระเบียบการจัดซื้อหนังสือ เพื่อให้สามารถใช้นำมาจัดทำแบบฝึกให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษา รวมถึงการออกแบบการเรียนรู้ที่มีการวัดผลต่างออกไป เน้นการวัดผลตามสภาพจริง ไม่ได้ยึดตามตัวชี้วัด แต่ยึดสาระที่คิดว่าสำคัญ ดูจากสภาพจริง ชิ้นงาน พัฒนาการผู้เรียน และให้พิจารณาการเปิด-ปิดสถานศึกษาตามความพร้อม หากพื้นที่ไหนพร้อมก็ให้เปิดออนไซต์ ซึ่งจะดีกว่าเรียนอยู่ที่บ้าน เรียนได้เต็มที่ และใช้มาตรการควบคุมการระบาด รวมทั้งอยากให้มีการสนับสนุนเรื่องเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย และค่าใช้จ่าย เช่น เบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ให้กับบุคลากรที่ต้องลงพื้นที่</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-18-05-21/">เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่ เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-eef-tdri-and-associate/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 May 2021 10:24:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Thai pbs]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทอมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม: สอนอย่างไร เรียนแค่ไหน เมื่อออนไลน์ไปไม่ถึง]]></category>
		<category><![CDATA[สยาม เรืองสุขใสย์]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัด อุสาห์รัมย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านตะโกล่าง]]></category>
		<category><![CDATA[พงศ์ทัศ วนิชานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนล่องแพวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41843</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-eef-tdri-and-associate/">กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่ เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่ เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่&nbsp;แนะลดความเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีนครูก่อนเปิดเทอม</strong> <strong>พร้อมใช้ “ฐานข้อมูล”ออกแบบมาตรการลดความเหลื่อมล้ำตรงจุด ชูอสม.การศึกษาตัวช่วยครูนำการศึกษาไปให้ถึงเด็ก</strong></p>



<p>17 พฤษภาคม 2564 &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จับมือภาคีพันธมิตร วุฒิสภา TDRI The Reporters และ The Active Thai PBS จัดเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ <strong>“เปิดเทอมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม: สอนอย่างไร เรียนแค่ไหน เมื่อออนไลน์ไปไม่ถึง” </strong>ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในแวดวงการศึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมพูดคุยกันถึงประเด็นการศึกษาแบบ New Normal ในภาวะวิกฤตโควิด-19 เพื่อร่วมกันแบ่งปันการทำงานในการศึกษาปัญหาและหาทางออกให้กับเด็กยากจน เด็กยากจนพิเศษ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงสัญญานอินเตอร์เน็ตได้ พร้อมตัวแทนคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งได้มาร่วมแบ่งปันนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนในยุคโควิด ที่ใช้ได้ผลสำเร็จจากประสบการณ์จริง</p>



<p><strong>นายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา</strong> กล่าวว่า ทาง กมธ.ได้ลงไปทำวิจัยผลกระทบจากโควิด-19 ต่อการศึกษา พบว่าในรอบที่ 3 สาหัสมาก หนึ่งในข้อเสนอคือควรให้เกิดการจัดการศึกษาได้ตามสภาพจริงบางพื้นที่วิกฤตแต่บางพื้นที่ไม่มีผู้ติดเชื้อ จึงควรให้พื้นที่ที่ไม่มีโควิด-19 ระบาด จัดการเรียนได้เต็มหลักสูตรเต็มเวลา โดยยึดหลักควบคุมโรคระบาด ตามมาตรการวัดไข้ รักษาระยะห่าง ใช้เจลล้างมือ และต้องทำงานร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่ายคือ 1.กระทรวงมหาดไทย 2.กระทรวงสาธารณสุข และ3.กระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ การจัดการศึกษาในพื้นที่บนเขา เกาะ ชนบท มีเทคนิคจัดการศึกษาที่แตกต่างกันควรนำวิธีเหล่านั้นมาถอดบทเรียนเพื่อจัดการเรียนการสอน อีกทั้งที่ผ่านมาพบว่าการบริหารจัดการการศึกษาที่สั่งการจากฝั่งกระทรวงศึกษาธิการไม่ประสบความสำเร็จ วันนี้สถานศึกษาควรจะเป็นคนกำหนดรูปแบบการเรียนการสอนและส่งขึ้นมาให้กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจะได้เห็นความแตกต่างหลากหลายไม่ต้องเหมือนกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะมีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและมาตรการช่วยเหลือ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e3c26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/คุณตวง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>นายตวง กล่าวด้วยว่า</strong> สิ่งสำคัญควรมีนวัตกรรมการเรียนการสอน​ที่นำมาถอดเป็นบทเรียนชุดความรู้ ที่เกิดการมีส่วนร่วมจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อในอนาคตไม่ว่าจะเกิดวิกฤตรอบที่สี่รอบที่ห้าก็สามารถรับมือได้ โดยเชื่อมโยงทั้งพื้นที่ สถานศึกษา อสม.ว่าจะต้องจัดการศึกษาอย่างไร&nbsp; อีกทั้ง บทเรียนที่ผ่านมาการเรียนการสอนออนไลน์ หรือ DLTV มีปัญหาอะไรบ้างนั้นยังมีอุปสรรค ทักษะบางอย่างเรียนออนไลน์ไม่ได้ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ต้องเป็นแอคทีฟ เลิร์นนิ่ง ไปจนถึงมีกระบวนการพัฒนาผู้เรียน พัฒนาอารมณ์ สติปัญญา อีกทั้งหลังโควิด-19 อาจจะเป็นการสิ้นสุดของโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ กลายเป็นโรงเรียขนาดพอดี เพื่อสามารถควบคุมดูแล รักษาระยะห่างในชั้นเรียนได้ ทำให้ผู้เรียนไม่ต้องหยุดเรียน ไม่ลืมบทเรียน ไม่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<p>​“ที่สำคัญคือบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการต้องปรับใหม่ ต้องไม่ใช้การสั่งการแต่ใช้การสร้างแรงจูงใจบุคลากรทางการศึกษา และอำนวยความสะดวกทั้งเรื่องหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ที่มีข้อเสนอไปถึงรัฐบาลว่าควรมีการจัดสรรงบพิเศษ ไม่ใช่ให้โรงเรียนไปหักจากงบเดิมที่ใช้ไม่พออยู่แล้ว อีกทั้งควรมีกระบวนการให้โรงเรียนที่พร้อมเปิดเปิดเรียนได้ โดยมีความเป็นเอกภาพทางนโยบายแต่ หลากหลายทางปฏิบัติโรงเรียนไหนพร้อมก็เปิดก่อนได้เลยไม่ต้องรอพื้นที่อื่น และควรจะได้นำแนวคิดที่ผ่านมาไปต่อยอดนวัตกรรมจัดการศึกษาต่อไป” <strong>นายตวง กล่าว </strong></p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-a4bde4d0 gb-headline-text">แนะใช้ “ฐานข้อมูล”ออกแบบมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ</h3>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</strong>​ กล่าวว่า ในช่วงที่กำลังจะเปิดเทอมในวันที่ 1 มิ.ย.นี้&nbsp; ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น การทำงานบนฐานข้อมูลรายบุคคล รายโรงเรียน และรายพื้นที่ ด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้มองเห็นสถานการณ์หน้างานจริง สามารถออกแบบมาตราการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ตรงจุด สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3cb64c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/ดร.ไกรยส.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ข้อมูลในระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ iSEE ช่วยทำให้เห็นภาพจริงในปัจจุบันของเด็กยากจนด้อยโอกาสที่ครัวเรือนมีรายได้น้อยที่สุด 20 % ล่างของประเทศ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลของ กสศ. พบว่าประชากรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีบริบทความยากลำบากที่หลากหลาย ซึ่งจำเป็นที่รัฐต้องมีมาตรการที่หลากหลายและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาวะวิกฤตโควิท-19 ในช่วงเปิดเทอมนี้มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลสูงได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมีสถานศึกษามากถึง 510 แห่งที่มีนักเรียนยากจนพิเศษ​ 100% ทั้งโรงเรียน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน&nbsp;&nbsp; นราธิวาส ปัตตานี&nbsp; ยะลา ตาก นอกจากนั้นข้อมูลระบบ iSEE ยังชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันยังมีสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Stand Alone) มากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ ที่ยังต้องการการพัฒนาและการลงทุนในโครงสร้างพื้นที่หลายด้านเพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2564 นี้ ตัวอย่างเช่น จังหวัดที่มีสถานศึกษาขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีไฟฟ้าใช้มากที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และแพร่&nbsp; ส่วนจังหวัดที่ยังมีสถานศึกษาที่ยังไม่มีอินเทอเน็ตใช้จำนวน&nbsp; 255 แห่ง กระจายตัวอยู่ในจังหวัด แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มากที่สุด เป็นต้น</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า ปีการศึกษา 2563 ยังมีพื้นที่กว่า 78 ตำบล ที่ไม่มีโรงเรียนอยู่ในตำบลแล้ว ทั้งที่ในท้องถิ่นเหล่านี้ยังมีเด็กวัยเรียน 4,580 คนที่ต้องข้ามตำบลไปเรียน และบางคนที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันยังมีเด็กวัยการศึกษาภาคบังคับ (6-14 ปี) มากกว่า 4 แสนคนที่ยังไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบการศึกษา นอกจากนั้น จากการสำรวจสภาพความพร้อมเรียนรู้ที่บ้านในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 พบความแตกต่างระหว่าง นักเรียนในครอบครัวฐานะดีร้อยละ 20 อันดับแรก สามารถเข้าถึงโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ในพื้นที่เรียนรู้แบบส่วนตัว มากถึงร้อยละ 90 &nbsp;ในขณะที่นักเรียนในครอบครัวยากลำบากที่สุดร้อยละ 20 ลำดับ ล่าง&nbsp; โอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมีเพียงร้อยละ 10&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“บทเรียนจากการทำงานของ กสศ. ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ข้อมูลถือเป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่มีศักยภาพสูง การมีข้อมูล ช่วยให้เรามองเห็น สถานการณ์จริงพื้นที่ ได้ยินเสียงจากในพื้นที่ และทำให้ช่วยเหลือตรงจุด ​อีกทั้งการมีข้อมูลยังสามารถแชร์ ข้อมูลเหล่านี้ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ เพื่อนำการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนและสุดท้ายการมีข้อมูลจะเชื่อมโยงไปสู่นโยบายที่มาจากปัญหาหน้างานจริง จากคนทำงานจริง ซึ่งไม่ใช่แค่การทำงานในวันที่ 1 มิ.ย.ปีนี้เท่านั้นแต่ยังรวมถึงปีต่อๆ ไป&nbsp; การทำงานบนฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูง จากหน้างานจริงจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามีการศึกษาที่เสมอภาคได้ในอนาคต”​ ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-3b5c658b gb-headline-text">สแกนพื้นที่ทำความเข้าใจปัญหาออนไลน์และการศึกษาที่เข้าไม่ถึงเด็ก</h3>



<p><strong>นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</strong> กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจัดการศึกษามีความเหลื่อมล้ำเข้าไม่ถึงเด็กบางกลุ่ม ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ส่วนหนึ่งคือ ‘เวลา’ เนื่องจากโรงเรียนเปิดเรียนไม่ได้ตามกำหนด การจัดการเรียนการสอนทำตามปกติไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำให้บางโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาต้องลดเวลาเรียนลง เด็กจึงเข้าถึงหลักสูตรได้ไม่ครบถ้วน ค่าเฉลี่ยของปีการศึกษาที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่ต้องลดเวลาเรียนจาก 200 วันเหลือราว 180 วัน หายไปประมาณ 10% และจากบทเรียนในการจัดการศึกษาแบบ 4 อ. คือ ออนไลน์ ออนแอร์ สอนผ่าน DLTV ออนแฮนด์ ให้ครูเดินทางไปแจกใบงานในพื้นที่ และออนไซต์ คือให้เด็กสลับวันเข้ามาเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ พบว่ายังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีความพร้อมจะรับผลกระทบมากที่สุด นั่นทำให้เห็นว่าหากแก้ปัญหาเพียงเฉพาะหน้าโดยไม่เปลี่ยนวิธีการสอน เวลาที่มีอยู่จะไม่พอกับการเรียนรู้เนื้อหาทั้งหมด&nbsp;&nbsp; ดังนั้นการจัดการศึกษา นอกจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามสถานการณ์แล้ว ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เพื่อผลการศึกษาในระยะยาว หมายถึงการเรียนในภาวะวิกฤตที่เด็กจะยังได้ทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นรอบด้าน คือต้องมีการเรียนการสอนแบบใหม่ ที่ใช้เวลาเรียนน้อยลง และสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่อยู่นอกโรงเรียนได้เต็มที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7cebfd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/คุณพงษ์ทัตน์-วนิชานันท์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>อย่างไรก็ตาม<strong> นายพงศ์ทัศ</strong> กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังจะเปิดเทอมใหม่ มาตรการระยะสั้นคือต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เร็วที่สุด ก่อนเปิดเรียนในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เริ่มในพื้นที่สีแดงเข้มก่อน ทั้งนี้ประเด็นหนึ่งคือต้องสร้างความมั่นใจในเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน เช่นคำแนะนำทางการแพทย์ในการประเมินความเสี่ยงของแต่ละคนก่อนการรับวัคซีน และต้องมีมาตรการชดเชยกรณีที่เกิดการแพ้วัคซีนร่วมด้วย เชื่อว่าถ้ามาตรการเหล่านี้สื่อสารไปถึงทุกโรงเรียนได้ชัดเจน ก็จะทำให้ครูมีคความมั่นใจเพิ่มขึ้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ในมุมของผู้ที่ทำงานในพื้นที่ <strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ</strong> กล่าวว่า สภาพปัญหาของโรงเรียนพื้นที่สูง&nbsp; มักพบปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางและความแตกต่างทางวัฒนธรรมชนเผ่า โดยพบโรงเรียนที่มีปัญหาทั้งสิ้น 1,190 โรงเรียน แบ่งเป็น ปัญหายุ่งยากมาก 259 โรง ยุ่งยากปานกลาง 565 โรง และยุ่งยากน้อย 366 โรง กระจายตัวอยู่ตามเขตชายแดน ไล่ตั้งแต่จ.เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก และกาญจนบุรี ซึ่งพบว่านักเรียนหลายคนไม่สามารถเรียนออนไลน์ หรือเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและโทรทัศน์ได้ สำหรับคุณครูที่เข้าไปในพื้นที่ก็พบกับความลำบาก มีพื้นที่เป็นภูเขาชัน ไม่สะดวกต่อการเดินทาง บางครั้งชุมชนก็ไม่ไว้ใจครู เพราะเป็นคนแปลกหน้ากลัวว่าจะนำโควิด-19 เข้าไปติดเด็กๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-03f636"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/06.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-d54712ec gb-headline-text">โรงเรียนและการเรียนที่ต้องเปลี่ยนไป</h3>



<p><strong>รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและวิทยบริการ ม.ศรีปทุม ชลบุรี กล่าวว่า</strong> การจัดการศึกษาในช่วงหลังการเกิดวิกฤต COVID-19 จะเปลี่ยนแปลงไป อย่างแรกคือวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนไปทำให้คนเดินทางน้อยลง สื่อสารกันลดลง การวัดผลการศึกษาที่จากเดิมที่เน้นเรื่องศักยภาพในการแข่งขันเพื่อเข้าสู่สถานประกอบการขนาดใหญ่ข้ามชาติ จะเปลี่ยนเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่ทำแบรนด์ท้องถิ่น เน้นการสร้างอาชีพใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง ผลที่ตามมาคือความคาดหวังเรื่องผลลัพธ์ทางการศึกษาจะมุ่งเน้นที่เรื่องความคิด ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต ทักษะสังคม และการเป็นนักเรียนรู้เชิงรุกตลอดชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-036042"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“เราจะไม่ยึดโยงกับโรงเรียนอีกแล้ว กระบวนการเรียนรู้จะไม่เป็นรายวิชาอีกต่อไป แต่จะเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่บูรณาการสาระวิชาต่างๆ ลงไป โรงเรียนจะลดความสำคัญลง การเรียนตามอัธยาศัยหรือการศึกษาทางไกลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ การเรียนจะพึ่งพิงกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ปัญหา สำหรับบทบาทของครูก็จะเปลี่ยนเป็นผู้แนะนำและประสานงานแทน” รศ.ดร.ธันยวิชกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-b187fb42 gb-headline-text">ครูเคลื่อนที่ &#8211; อสม.การศึกษา- ครูหลังม้า นวัตกรรมการเรียนการสอนจากโควิด- 19</h3>



<p>ในการเสวนาออนไลน์ยังได้ถอดบทเรียนการบริหารจัดการการศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่พิเศษ ที่ประสบความสำเร็จจากการปรับตัวในการจัดการเรียนการสอนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่ <strong>&nbsp;มีการ</strong>ผสมผสานการสอนทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ บางพื้นที่มีอาสาสมัครการศึกษา ที่อยู่ในชุมชนเข้าไปช่วยเสริมการเรียนการสอน เช่น ศิษย์เก่า รุ่นพี่และปราชญ์ รวมไปถึงการระดมความร่วมมือจากผู้ปกครองและชุมชน &nbsp;ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยนกกก ตั้งอยู่ในเขตชายแดนจังหวัดตาก มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง มีหมู่บ้านกระจายเป็นหย่อม ที่ผ่านมาในสถานการณ์ COVID-19 แต่ละระลอก ได้ลองจัดการศึกษาตามนโยบายแต่ไม่ได้ผลดีนัก จึงคิดค้นวิธีแก้ปัญหาหลายรูปแบบ ทั้งให้เด็กพื้นที่ห่างไกลมาพักนอนและเรียนที่โรงเรียน จัดครูเคลื่อนที่เข้าไปสอนตามหมู่บ้าน รวมถึงคัดเลือกและมอบหมายให้ ‘พี่ครู’ ทำหน้าที่สอนน้องๆ ในหมู่บ้าน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9610ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>โรงเรียนบ้านตะโกล่าง จ.ราชบุรี ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาแบบหย่อมบ้าน แบ่งออกเป็น 7 หย่อม ใช้พื้นที่ศาลาวัด โบสถ์คริสต์&nbsp; ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหมู่บ้าน เพื่อแยกนักเรียนไม่ให้มารวมตัวกันมากเกินไป ลดการแพร่ระบาด มีการประสานความร่วมมือกับทั้งผู้นำชุมชน อบต. นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ผู้นำศาสนา พร้อมทั้งมีครูอาสา ที่เป็นทั้ง ศิษย์เก่า ปราชญ์ชาวบ้าน คนในท้องถิ่น มาช่วยสอนเด็กๆ บางส่วนมีค่าตอบแทน บางส่วนไม่มีค่าตอบแทน เกิดการเชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เกิดการต่อยอด เรียนรู้จากแหล่งเรียนในชุมชน</p>



<p>โรงเรียนล่องแพวิทยา จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน โรงเรียนกระจายอยู่ตามเขาสูงทุรกันดาร ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต คนในพื้นที่รายได้น้อย ทำให้ 100% เข้าไม่ถึงการเรียนรู้แบบออนไลน์&nbsp; ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จึงเกิดโครงการครูหลังม้าที่เป็นนวัตกรรมในอดีตของแม่ฮ่องสอนซึ่งเปลี่ยนจากม้าเป็นมอเตอร์ไซค์บรรทุกสื่อการสอนไปตามพื้นที่แบบคละชั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-11d949"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/08.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสยาม เรืองสุขใสย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา จ.แม่ฮ่องสอน</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>นายประหยัด อุสาห์รัมย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยนกกก จ</strong><strong>.ตาก</strong> กล่าวว่า สำหรับวันเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง ทางโรงเรียนได้มีมาตรการเตรียมพร้อมโดยให้ครูทุกคนกักตัว 14 วัน ส่วนนักเรียนให้กักตัวอยู่ที่บ้าน และผู้นำชุมชนทุกแห่งต้องรู้และสามารถประเมินภาวะความเสี่ยงในพื้นที่ โดยแจ้งข้อมูลบุคลลเข้าออกหมู่บ้านให้ทางโรงเรียนทราบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถเปิดเรียนได้ในรูปแบบใด หากยังเปิดเรียนเต็มรูปแบบไม่ได้ การจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีครูเคลื่อนที่ การสอนแบบเว้นระยะห่างที่โรงเรียน และระบบพี่ครู ก็จะนำมาใช้ต่อไป</p>



<p><strong>ด้านนายสยาม เรืองสุขใสย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา จ.แม่ฮ่องสอน </strong>กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาปลดล็อค ทั้งระเบียบการจัดซื้อหนังสือ เพื่อให้สามารถใช้นำมาจัดทำแบบฝึกให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษา รวมถึง​การออกแบบการเรียนรู้ที่มีการวัดผลต่างออกไป เน้นการวัดผลตามสภาพจริงไม่ได้ยึดตามตัวชี้วัดแต่ยึดสาระที่คิดว่าสำคัญ ดูจากสภาพจริง ชิ้นงาน พัฒนาการผู้เรียน และให้พิจารณาการเปิด-ปิดสถานศึกษาตามความพร้อม หากพื้นที่ไหนพร้อมก็ให้เปิดออนไซต์&nbsp; ซึ่งจะดีกว่าเรียนอยู่ที่บ้าน เรียนได้เต็มที่และใช้มาตรการควบคุมมารระบาด&nbsp; รวมทั้งอยากให้มีการสนับสนุนเรื่องเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย และค่าใช้จ่ายเช่น เบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ให้กับบุคลากรที่ต้องลงพื้นที่</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-eef-tdri-and-associate/">กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่ เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เผยเงื่อนไขโรงเรียนเปิดเรียนตามปกติต้องมีมาตรการคุมเข้มไวรัสโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/03082020-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2020 10:16:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน]]></category>
		<category><![CDATA[กวินทร์เกียรติ นนท์พละ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรน่า]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=19091</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 63  ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/03082020-3/">เผยเงื่อนไขโรงเรียนเปิดเรียนตามปกติต้องมีมาตรการคุมเข้มไวรัสโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-19106" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 63  ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) โดย <strong>นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน</strong> โฆษก ศบค. ได้ออกมาชี้แจงสื่อมวลชนเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อสถานศึกษา ซึ่งปัจจุบัน มีโรงเรียนที่ทำการเรียนการสอนด้วยรูปแบบสลับวันเรียน และเรียนออนไลน์ จนมีคำถามว่า เมื่อไหร่ สถานศึกษาจะเปิดเรียนในรูปแบบปกติ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นพ.ทวีศิลป์ </strong> เปิดเผยว่า  ศบค.ได้หารือร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงปัญหาความแออัดในชั้นเรียน ในโรงเรียนกว่า 4,500 แห่ง ที่ยังต้องสลับวันเวียน เบื้องต้นพบว่าโรงเรียนทั้ง 4,500 แห่ง ไม่ได้อยู่ในสังกัด ศธ. มีโรงเรียนวัด ในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และโรงเรียนเอกชน รวมอยู่ด้วย  จึงต้องเร่งทำความเข้าใจให้ชัดเจน เมื่อสั่งการไปแล้วต้องไม่ผิดระเบียบ และสร้างความมั่นใจให้กับการควบคุมโรค โดยคณะกรรมการเฉพาะกิจสามารถอนุมัติได้โดยเร็ว ไม่ต้องรอเสนอเข้า ศบค.ชุดใหญ่ คาดว่าสัปดาห์หน้าคงเริ่มเปิดเรียนตามปกติได้ แต่ต้องดูมาตรการของแต่ละโรงเรียนด้วย ยืนยันว่า ศบค.รับทราบความเดือดร้อนของผู้ปกครอง แต่การเปิดเรียนตามปกติต้องทำให้มั่นใจว่าลูกหลานของท่านไปเรียนแล้วจะไม่ติดเชื้อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันเดียวกัน <strong> นายตวง อันทะไชย</strong> ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาได้โพสต์ข้อความลงเพจส่วนตน  โดยระบุว่า  เรียนมิตรสหายทุกท่าน &#8230;วันนี้ได้ตั้งกระทู้ถาม รมว.ศึกษาธิการ เรื่องการเปิดเรียนในพื้นที่ไม่มีโรคระบาดให้เป็นปกติได้เมื่อใด วันเดือน ปีใด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8230;ยิ่งปล่อยให้เนิ่นนาน ยิ่งเสียโอกาสของผู้เรียน ในการพัฒนาการตามหลักสูตร ส่วนภาคธุรกิจปลดปล่อยหมดแล้ว&#8230;ทั้งห้างสรรพสินค้า การบิน ประกอบกับการเปิดเทอมมาจะครบ 1 เดือนแล้วไม่ปรากฎว่ามีการแพร่ระบาดของโควิดในสถานศึกษาแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1)ผู้เรียน&#8230;เสียโอกาสในการพัฒนาการเรียนรู้ทางกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะ วิชาการ วิชาชีพและวิชาชีวิต กระทบต่อการวัดผลประเมินผลทั้งในระดับชาติและนานาชาติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2)ครูผู้สอน&#8230;.ต้องเพิ่มภาระในการเตรียมการสอนและการจัดการเรียนการสอนสองเท่า รวมไปถึงการเรียนการสอนทางออนไลน์ที่ยังไม่พร้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3)ผู้ปกครอง&#8230;.ต้องหยุดงานมาเฝ้าลูกหลานตนเอง ขาดรายได้เพื่อการยังชีพ ต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อมา นายตวง ได้โพสต์ข้อความอีกครั้งว่า  “ผมตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าจะเปิดเทอมปกติวัน เวลาใด ได้คำตอบยืนยันในสภาแล้วครับว่า ภายในสัปดาห์นี้7 สิงหาคม ครับ ให้เรียนปกติทั่วประเทศครับ  จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและเตรียมการต่อไป “ </span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-19109" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/110956970_3090433304372503_3805434061463606967_o-1-728x1024.jpg" alt="" width="640" height="900" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/110956970_3090433304372503_3805434061463606967_o-1-728x1024.jpg 728w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/110956970_3090433304372503_3805434061463606967_o-1-213x300.jpg 213w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/110956970_3090433304372503_3805434061463606967_o-1-768x1081.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/110956970_3090433304372503_3805434061463606967_o-1-750x1056.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/110956970_3090433304372503_3805434061463606967_o-1.jpg 876w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้  เมื่อวันที่ 31 ก.ค.63 <strong>นายกวินทร์เกียรติ  นนท์พละ</strong> รองเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (กพฐ.) ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  มีเนื้อหาว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19 ) ทำให้สถานศึกษาต้องเปิดเรียนในวันที่ 1 ก.ค.2563 ในหลายรูปแบบตามที่ได้รับการอนุมัติจาก ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคจังหวัด(ศปก.จ.) โดยสถานศึกษาได้ดำเนินการตามมาตรการเฝ่าระวังของกระทรวงสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ไปแล้วนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดยังคงไม่คลี่คลาย รัฐบาลยังคงมาตรการตามที่กระทรวงสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กำหนด การเปิดเรียนของสถานศึกษาจึงต้องดำเนินการภายใต้มาตรการดังกล่าว ขณะนี้ปรากฎว่ามีสถานศึกษาบางแห่งได้ทำการเปิดเรียนแบบ On-site 100 % ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และไม่เปนไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( COVID -19 ) ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง แจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดได้ดำเนินการตามมาตรการจนกว่าศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) จะพิจารณาอนุมัติให้สถานศึกษาได้เปิดเรียน On-site เต็มรูปแบบ ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ดำเนินการขอผ่อนปรนการเปิดเรียน On-site จากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และหากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีมติเป็นประการใด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/03082020-3/">เผยเงื่อนไขโรงเรียนเปิดเรียนตามปกติต้องมีมาตรการคุมเข้มไวรัสโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มุมมอง “ตวง อันทะไชย” คนต้นทางปฏิรูปการศึกษามองก้าวต่อไปของ “กสศ.”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/23424-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jun 2020 12:03:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[อสม.การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=16471</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดตั้งขึ้นตาม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/23424-2/">มุมมอง “ตวง อันทะไชย” คนต้นทางปฏิรูปการศึกษามองก้าวต่อไปของ “กสศ.”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดตั้งขึ้นตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้รัฐเป็นผู้จัดสรรงบประมาณ</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ผ่านมาถึงวันนี้ กสศ. ดำเนินงานมาได้สองปีและกำลังก้าวสู่ปีที่สาม</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมุมมองของ ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา และ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬาของวุฒิสภา เสนอแนะการทำงาน กสศ. ไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ </span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่เราเริ่มคิดรัฐธรรมนูญมาตรา 54 ผมเป็นคนเขียนเองเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องกำหนดให้มีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นั่นคือ </span><b>เติมเต็มในส่วนที่ขาด ให้โอกาสในส่วนที่ไม่มี</b><span style="font-weight: 400;">”</span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาท่านนี้ เป็นบุคคลแรกๆ ในการผลักดัน กสศ. เริ่มต้นสนทนา ด้วยการให้คอนเซ็ปต์การจัดตั้ง กสศ. </span></p>
<h4>เติมในส่วนที่ขาดให้โอกาสในส่วนไม่มี</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ตวง บอกว่า คนไทยมักเข้าใจ ความเสมอภาคคือเท่ากันหมดทุกคนทั้งคนรวยคนจนซึ่งไม่ใช่ ความเสมอภาคคือการที่จะทำให้คนยากจนมีโอกาสเท่ากับคนรวย คนที่ไม่มีที่อยู่ที่ยืนทั้งโอกาส เศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้มีโอกาสเท่ากับคนรวย  มีภาพหนึ่งที่มักส่งกันใน Facebook อธิบายได้ดีมาก เป็น ภาพคนเกาะรั้วดูกีฬา คนที่เห็นก็เห็นอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณทำให้เท่ากันหมดนะ ก็จะไม่เท่ากัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“concept กองทุนนี้ คือ คนที่เขามีโอกาสอยู่แล้วอย่าไปยุ่งกับเขาเลย อย่าไปแสดงว่าต้องเท่ากัน มันคนละเรื่องกัน  แต่ต้องไปเติมในส่วนที่ขาดและให้โอกาสในส่วนที่ไม่มีสำหรับผู้คนที่อยู่ในซอกหลืบ ในป่าในเขาลำเนาไพร ทั้งครูบาอาจารย์ที่เราพูดถึงมีแค่นี้ และไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์นะ”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ประหนึ่งเหมือนปรัชญารัชกาลที่เก้า ท่านบอกว่า ต้องให้เบ็ดคนพวกนี้เพื่อไปสร้างความเท่าเทียมกับเขา ไม่ใช่ให้เงินให้อะไรไป ชาติหน้าก็ไม่เท่าเทียมกัน และคุณเชื่อผมสิไม่มีทาง จะเห็นภาพตัวอย่างคือคนที่อยู่ในชนบทที่เขาไม่มีอาหาร ไม่มีค่ารถค่ารา อันนี้คือส่วนที่ขาดให้ได้ แต่อย่าไปให้ซ้ำกับคนอื่นที่เขาให้อยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เราต้องค้นหาเหมือนอย่างเช่น รายการทีวีที่มีการค้นหาเด็กเก่ง เด็กที่มีความสามารถ เราจึงนำออกมาให้โอกาสเขา”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยึดหลักพหุปัญญา</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้คว่ำหวอดแวดวงทางการศึกษาเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมข้าราชการพลเรือนและบุคลากรทางการศึกษา สนับสนุนให้ กสศ. มีหน้าที่ ไปให้โอกาสกับคนเหล่านี้เพื่อให้ลุกขึ้นมาต่อยอดสิ่งที่เป็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ภาษาวิชาการ เรียกว่า ระบบการศึกษาคือการค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้เรียน และดึงศักยภาพนั้นมาพัฒนาผู้เรียนเป็นตัวตนของเขาก็คือทฤษฎีพหุปัญญา ว่าด้วยการจัดการศึกษาที่ค้นพบสมรรถนะความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนซึ่งมีไม่เท่ากัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตวง เล่าว่า เมื่อปี 2556 การ์ดเนอร์ บอกว่า นักการศึกษาหลังจากนี้ ห้ามนำศักยภาพของผู้เรียนมาเทียบกันเหมือนในอดีต คือ ใครเก่งวิทย์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะเป็นชั้นหนึ่งไปเลย เป็นหมอเป็นแพทย์อะไรพวกนี้ แต่พอปี 2556 ซึ่งกาดเนอร์ค้นพบทฤษฎีนี้มันทลายหลักการจัดการศึกษาแบบเดิมหมด  การ์ดเนอร์ บอกว่า เด็กแต่ละคนจะเก่งไม่เท่ากันห้ามมาเทียบกัน บางคนเก่งฟุตบอล ตะกร้อ วอลเลย์บอล บางคนเก่งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ”</span></p>
<p><figure id="attachment_16475" aria-describedby="caption-attachment-16475" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-16475 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง01.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง01.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง01-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง01-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง01-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-16475" class="wp-caption-text">ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา และ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬาของวุฒิสภา</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักปฏิรูปการศึกษาท่านนี้ ฉายภาพ กสศ.ว่า เมื่อครั้งที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษายกร่าง ไม่ได้คิดออกแบบให้เป็นประชาสงเคราะห์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาพูดในสภา ผมจะย้ำเสมอว่าเด็กคนนึงมีคนให้เยอะนะ คุณจะให้อีกก็ไม่เป็นไร แต่คุณอย่าลืมว่ามีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่มันอยู่ตามซอกหลืบที่มันเก่ง มีศักยภาพแต่ยังไม่มีคนไปต่อยอดให้สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นตัวตน เป็นชีวิต เป็นอาชีพ เป็นงาน พึ่งพาตัวเองได้ เป็นหน้าเป็นตาของประเทศอย่างกอล์ฟ  ฟุตบอล หรือตะกร้อ ฉนั้นกองทุนฯ ต้องมาช่วยกันดูในเรื่องของพหุปัญญา  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หรือแม้แต่การจะทำวิจัย อย่าไปทำวิจัยแบบที่ว่าอันไหนที่มีคำตอบอยู่แล้ว ต้องทำที่ยังไม่มีคำตอบ เช่น เราเห็นว่าระบบการศึกษาไม่เอื้อต่อหลักการพหุปัญญา ทั้งที่หลักการพหุปัญญานี้ รัฐบาลประกาศเลยนะว่ามีในยุทธศาสตร์ชาติ มีในแผนการศึกษามีหมด แต่ถ้า กสศ. จับจุดนี้ไปทำไม่ได้ก็จะตกร่องกันทันที” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าคุณอยากจะลดความเหลื่อมล้ำ  กสศ.ต้องทำเป็นแพลตฟอร์มให้คนเหล่านี้ มีที่อยู่ที่ยืนแล้วก็เรียนจบ ทำแพลตฟอร์มว่าด้วยคนนี้เก่งกีฬาจะต้องเรียนวิชาการเท่าไหร่ เรียนสามัญเท่าไหร่” ตวง เสนอไว้อย่างน่าสนใจ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>โมเดล อสม.การศึกษา</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดีการทำงานเหล่านี้ กองทุนฯทำโดยลำพังไม่ได้หรอก ต้องมีเครือข่ายและไม่ใช่ไปสร้างเครือข่าย แต่ต้องค้นหาเครือข่ายที่ทำกับพวกนี้ซึ่งมีอยู่แล้วทุกที่แล้วชวนมาเป็นภาคี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เครือข่ายที่ผมพูดถึงคือเครือข่ายที่อยู่ในพื้นที่เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน อสม.เพราะจะเป็นคนบอกคุณจะไปวิจัยทำอะไร ถ้ามีอสม.เป็นเครือข่ายที่คุณทำทุกหมู่บ้านเขาจะบอกคุณเลยว่าเด็กคนนี้ยากจนแค่ไหนจริงหรือเปล่า ลูกใคร อยู่ที่ไหน ขณะที่ กองทุนฯ มีหน้าที่สนับสนุนเขาเดินทางไปหาร่วมทำกิจกรรม ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ไม่ไปติดกับระบบราชการและลดความเหลื่อมล้ำ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาขยายความ อสม.การศึกษาต่อไปว่า  อาจจะไม่ใช่ อสม. เพราะชื่อจะไปซ้ำกับอสม.สาธารณสุข  ควรจะเป็นอาสาสมัครลดความเหลื่อมล้ำในหมู่บ้าน ให้ค่าตอบแทนคิดเป็นรายจ็อบยังได้เลย กสศ.ไม่ต้องมาสร้างแพลตฟอร์มใหญ่ร้อยสองร้อยล้านต่อปี  ถ้าทำแบบนี้ กสศ.จะมีข้อมูลลักษณะเรียลไทม์เรียลไลฟ์ ด้วยตัวของกสศ.เพื่อบาลานซ์กับข้อมูลที่ได้มาอีกแหล่ง  จะได้เช็คกับส่วนราชการด้วยว่าอันไหนใช่หรือไม่ใช่ กสศ.จะต้องสนับสนุนให้อาสาสมัครลดความเหลื่อมล้ำในหมู่บ้านมีความเข้มแข็งและดูแลเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขา มองว่า เมื่อกสศ.ออกแบบ อาสาสมัครลดความเหลื่อมล้ำในหมู่บ้าน จะมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก อย่างเช่น ดึง บัณฑิตตกงานก็ยังได้ </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-16542" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง03.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง03.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง03-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง03-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/EEF_thumbnail_สสตวง03-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้อาสาสมัครเยอะนะ คุณรับสมัครปั๊บเข้ามาเป็นพืดเลย ลองดูสิ ลองดูที่ร้อยเอ็ดบ้านผมสักหมู่บ้านหนึ่งก็ยังได้ มีค่าตอบแทนเป็นรายจ็อบ เป็นรายเดือน แล้วแต่คุณจะให้เขา หน้าที่คือไปค้นหาผู้ที่ขาด ไปหาโอกาสที่เค้าจะต้องต่อยอดเพราะมันไม่ได้มีแต่เฉพาะเด็กนะกองทุนก้อนนี้มันมีทั้งผู้ใหญ่ ผู้ด้อยโอกาส ถ้าได้มาสักคนหนึ่งเขาจะสร้างเครือข่ายในหมู่บ้านขึ้นมาได้ คุณจะตะลึงว่าประเทศไทยเรามีความยากจนขนาดนี้เหรอ ประเทศไทยมีเด็กที่เก่งขนาดนี้เลยเหรอแต่ไม่มีโอกาส ประเทศไทยมีทรัพยากรมีป่าไม้ มีภูเขา มีดินน้ำที่เด็กบางคนอยู่กับเกษตรพอเพียง แต่ไม่มีงบประมาณที่จะพัฒนาต่อยอด พอเข้าไปสักหมู่บ้านหนึ่ง จะเหมือนกับการเอ็กซเรย์ซึ่งคุ้มมาก คุณจะเป็นตัวบาลานซ์เช็คสำหรับหน่วยงานอื่น จะเป็นตัวดัชนี คำของบประมาณของสำนักงบประมาณในปีต่อไปที่เค้าจะเถียงคุณไม่ได้เลย” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สว.ท่านนี้ ชี้เป้าหมายกสศ.ว่า “ความสำเร็จของกองทุนกสศ.นี้ คำตอบอยู่ที่หมู่บ้านไม่ใช่อยู่ที่กรุงเทพ ไม่ใช่อยู่ที่ประธานกองทุน ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล  คุณจะตอบได้เลยมันลดความเหลื่อมล้ำได้ไหม”  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ปฏิรูปประชาสงเคราะห์</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม เรื่องของการสงเคราะห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่ของ กสศ.  “ตวง” เสนอวิธีคิดใหม่  ไม่ได้หมายความว่ากสศ.จะต้องลดบทบาทหน้าที่ เพียงแต่วิธีให้ของกสศ.จะต้องไม่เหมือนมูลนิธิหรือหน่วยงานประชาสงเคราะห์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กองทุนนี้ไม่ใช่เอาเงินไปให้คนให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในประเทศ ไม่ใช่นะครับ คุณจะต้องให้บนความเข้าใจว่า เขานั่นแหละที่ได้สตางค์เพราะตัวเค้าเอง เช่นถ้าให้ทุนการศึกษา อย่างผมก็ทำเรื่องทุนการศึกษาไม่มีเงินผมก็หามาเอง ถ้าสมมุติผมให้ 10,000 ถ้าคุณให้ไปทั้งก้อน 10,000 เค้าก็จะไปซื้อโทรศัพท์ ไปซื้ออย่างอื่น ไปใช้ทั้งหมดเลย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขา ยกตัวอย่าง การตั้งมูลนิธิจ่าแซมซึ่งตนเองเป็นประธานเป็นแนวทางการประชาสังเคราะห์รูปแบบใหม่ ว่า  ผมจะให้เขาเป็นกิจกรรมต่อครั้งซึ่งเค้าออกแบบเองนะ เช่นเค้าจะไปช่วยผู้ยากจนคนยากไร้ คนได้ทุนเค้าก็คุยกัน วันนี้พวกผมจะไปที่นี่ จะไปช่วยคนนี้ ก็มาเบิกเบี้ยเลี้ยง เขาได้เพราะตัวเค้าเอง มีวิกฤตจะไปช่วยโควิดที่นี่ช่วยคนยากจนที่นี่ก็ไปเลย นั่นคือผลงานเขา ผมให้เค้าเบิกครั้งนี้ไป 500 บาทเหลือ 9,500 ก็ต้องคิดที่จะไปทำอีก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าเห็นเค้าทำดี คุณก็เติมกองทุนไปให้ 1.ได้สำหรับตัวเขาสร้างให้เขามีความรู้สึกว่าเขามีคุณค่าสำหรับชุมชนและสังคม 2.สร้างให้เขามีความรู้สึกว่าเขาได้ทุนนั้น ทุนการศึกษาที่ได้มานั้นไม่ใช่ได้มาแบบสงสาร แต่ได้มาเพราะเขาเป็นคนเสียสละอาสาสมัคร 3.ได้เห็นความเอื้ออาทรที่มีต่อคน 4.ได้สร้างบุคลิกลักษณะนิสัยให้กับผู้ได้ทุนนั้นให้เป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้คน”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โลกสมัยใหม่ต้องทำแบบนี้ ให้แบบมีเงื่อนไขว่าเขาต้องเสียสละเพื่อชุมชนหรือสังคม มีเงื่อนไขให้เขาได้เรียนรู้ที่จะเป็นอาสาสมัคร ที่จะเรียนรู้การทำประโยชน์ให้สาธารณะ ไม่ใช่ให้โดยที่ได้ก้อนหนึ่งไป ถ้าทำแบบตู้ปันสุขง่ายมากคือ concept มันสั้น คือเอาไปให้อยากได้มาเอา แต่ให้แบบที่ว่าคือการสร้างให้ผู้คนได้ลุกขึ้นมาเรียนรู้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่าลืมว่ากองทุนนี้ต้องให้คนได้เรียนรู้ตนเอง  เรียนรู้ชุมชน เรียนรู้สังคม เรียนรู้อะไร เรียนรู้ทั้งอาชีพ วินัย ความเสียสละ ความรักชาติรักแผ่นดิน เรียนรู้ที่จะหาโอกาสประกอบอาชีพของตัวเอง นี่คือตัวตนของกองทุนนี้”  คนต้นทางกสศ.  สรุปทิ้งท้าย</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/23424-2/">มุมมอง “ตวง อันทะไชย” คนต้นทางปฏิรูปการศึกษามองก้าวต่อไปของ “กสศ.”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส.ว.ตวง เสนอแผนจัดการศึกษาหลัง COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/829-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2020 13:44:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[รพสต.]]></category>
		<category><![CDATA[อสม.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=15490</guid>

					<description><![CDATA[<p>ส.ว.ตวง เสนอแผนจัดการศึกษาหลังCOVID-19 ดัน “เอกภาพทางนโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/829-2/">ส.ว.ตวง เสนอแผนจัดการศึกษาหลัง COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-15494" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumb4-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumb4-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumb4-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumb4-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumb4-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>ส.ว.ตวง เสนอแผนจัดการศึกษาหลังCOVID-19 ดัน “เอกภาพทางนโยบายหลากหลายทางปฏิบัติ” ผนึกกำลัง 3 กระทรวง กระจายอำนาจเปิดกว้างให้รร.ในพื้นที่สามารถเลือกจัดการเรียนการสอนได้หลากหลายตามความพร้อม พื้นที่ไหนพร้อมเปิดสอนก่อนได้เลยไม่ต้องรอ 1 ก.ค. ​</p>
<p>นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอ “เอกภาพทางนโยบายหลากหลายในการปฏิบัติ” ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาในช่วงการระบาดของเชื้อ COVID-19 ผ่านรายการ “บ่ายนี้มีคำตอบ” ออกอากาศทางสถานี MCOT โดยระบุว่า ที่ผ่านมาข้อเสนอเรื่องนี้ทางวุฒิสภาได้ทำงานรับฟังความคิดเห็นจากนักการศึกษาทั่วประเทศ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เดินไปข้างหน้าได้ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าเมื่อ COVID-19 เข้ามา ทำให้วิธีการจัดการศึกษาเปลี่ยนเจตนาจากเดิมก็คือการต้องยึดคุณภาพเป็นหลัก แต่โลกสมัยใหม่ต้องยึดมั่นสุขภาพผู้เรียนด้วย และจัดโดยเพียงลำพังหน่วยใดหน่วยหนึ่งไม่ได้ เดิมกระทรวงศึกษาธิการจะจัดการศึกษา แต่ตอนนี้ต้องมีอย่างน้อย 3 กระทรวงร่วมกัน​ทั้ง 1.กระทรวงมหาดไทย คือท้องที่และท้องถิ่น 2.กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีอสม. รพ.สต.  และ 3.กระทรวงศึกษาธิการ มีเขตพื้นที่การศึกษาที่ต้องออกแบบร่วมกัน โดยต้องคำนึงถึงหลักการควบคุมโรคระบาดด้วย รักษาระยะห่าง ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย  วัดไข้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 9  มีการพูดถึงเรื่องเอกภาพทางนโยบายหลากหลายทางปฏิบัติ แต่ไม่เคยใช้ แต่ต้องนำมาใช้ขณะนี้คือ เอกภาพแรกเรื่องการจัดการศึกษา ต้องเรียนเต็มหลักสูตรเต็มคาบ เต็มเวลา เสมอภาคเท่าเทียมกัน  เอกภาพที่สอง ยึดหลักการควบคุมโรคระบาด  และเอกภาพที่สาม การจัดการศึกษาห้ามจัดเดี่ยวต้องจัดร่วมกันสามกระทรวง ทุกโรงเรียนต้องทำหมด ส่วนเรื่องหลากหลายทางปฏิบัติ ไม่ต้องทำเหมือนกันคือเพราะวิธีการจัดการเรียนการสอน มี 800 วิธี ไม่ต้องทำเหมือนกัน ซึ่งแยกเป็นสองส่วนคือเรียนในห้องเรียน สองเรียนออนไลน์ ออนแอร์ แต่ในภาวะไม่วิกฤต อาจเรียนผสมกันทั้งออนไลน์ ออนไซด์ ออนแอร์ ออฟไลน์ ให้เป็นไปสภาพที่แตกต่างกัน ซี่งคนที่จะตัดสินใจว่าจะเรียนอะไรอยู่ที่กระทรวงเวลานี้ แต่ในข้อเสนอที่เสนอไปนั้น ได้เสนอให้พื้นที่คือให้สามส่วนในพื้นที่ได้ตัดสินใจร่วมกัน</p>
<p>ประธานกมธ.ศึกษา กล่าวว่า รวมไปถึงเรื่องการเปิดเรียนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเรียนในวันที่ 1 ก.ค. พร้อมกันหมด หากโรงเรียนไหนพร้อมก็อาจเริ่มต้นเดินหน้าไปก่อนได้เลยเพราะบางโรงเรียนขนาดเล็ก 2 หมื่นกว่าโรง มีนักเรียนประมาณ 40 คน ห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียนแค่ไม่กี่คนก็สามารถทำโซเชียลดิสแทนซิ่งได้  สามารถมีความยืดหยุ่นโดยขอแค่สอนเต็มหลักสูตรและคุมโรคระบาดให้ได้ เพื่อให้เกิดความสะดวกเราสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นสีแดง คือพื้นที่เสี่ยง สีเหลืองคือพื้นที่เคยมีผู้ติดเชื้อตอนนี้เฝ้าระวัง สีเขียวคือเคยมีผู้ติดเชื้อแต่ 1 เดือนที่ผ่านมาไม่มีผู้ติดเชื้อ และพื้นที่สีขาวคือพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีผู้ติดเชื้อเลยเมื่อแบ่งพื้นที่เช่นนี้ก็จะง่ายต่อแผนการควบคุมโรคระบาดว่าจะต้องทำอย่างไร คู่ไปกับการจัดการศึกษาว่าจะจัดแบบไหน ทั้ง ออฟไลน์ ออนไลน์ ออนไซด์ ไม่จำเป็นต้องเป็นต้องทำเหมือนกันทั่วประเทศ</p>
<p><figure id="attachment_15496" aria-describedby="caption-attachment-15496" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-15496 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-1-1.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-1-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-1-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-1-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-1-1-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-1-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-15496" class="wp-caption-text">นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา</figcaption></figure></p>
<p>ในแง่การควบคุมคุณภาพทางการศึกษาเรามีสองกลไกที่ไม่ได้ใช้คือ ศึกษาจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่ ซึ่งมีสรรพกำลังในการไปติดตามกำกับควบคุมดูแลคุณภาพ เพียงแต่ธรรมชาติเมื่อไม่มีใครไปส่งก็จะไม่สามารถทำงานได้ ตรงนี้จึงต้องมีการกระจายอำนาจไป 4 ด้านคือ วิชาการ บริหารงานบุคล บริหารทั่วไป และ งบประมาณ โดยกระทรวงจะมีหน้าที่กำหนดนโยบาย สพฐ. เขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตจะทำหน้าที่เรกูเลเตอร์ ส่วนงานด้านโอเปอเรเตอร์นั้นให้เป็นหน้าที่ของแต่ละโรงเรียนที่เขาจะออกแบบเองว่าจะทำแบบไหนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน</p>
<p>รวมไปถึงกรณีที่หากในอนาคตเมื่อเปิดเรียนแล้วเกิดการระบาดรอบสอง ก็ไม่จำเป็นต้องปิดการศึกษาทั้งหมดทั่วประเทศ ให้ปิดเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาการระบาดอีกครั้งได้ ไม่จำเป็นต้องไปเหมารวมเหมือนกันทั้งหมด เช่นที่ผ่านมาบางพื้นที่เป็นเกาะห่างไกลไม่เคยมีการติดเชื้อเป็นพื้นที่สีขาว ทำไมถึงต้องมาใช้มาตรการเดียวกับที่กรุงเทพฯ ที่มีการติดเชื้อการแบ่งระดับก็จะเป็นทางออก โดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งการได้เลย</p>
<p>นายตวง กล่าวว่า การทำงานแบบนี้จะยิ่งทำให้ในพื้นที่แข่งกันทำงานด้วย เหมือนกันการควบคุมโรคระบาดที่ต้องแข่งกันทำงาน หากจังหวัดไหนทำไม่ได้ก็จะถูกย้าย ตรงนี้ต้องยึดมั่นเป้าหมายคือตัวผู้เรียน ซึ่งหากทำได้ก็จะเห็นการแข่งขันที่เกิดนวัตกรรมเพื่อผู้เรียนขึ้นมากมาย การที่ต้องรีบเปิดเรียนนั้นเพราะงานวิจัยต่างประเทศหลายชิ้นเห็นตรงกันว่าหากผู้เรียนไม่ได้เรียนหนังสือนานเกินไปก็จะลืม 30 – 70 เปอร์เซ็นต์  เหมือนของกินไม่ได้กินก็จะเน่า ของเก่าไม่เล่าก็จะลืม เช่นกันถ้าคุณปล่อยไว้อย่างนี้เด็กก็จะลืม เหมือนนักกีฬาไม่ได้ซ้อมก็จะไม่ฟิต</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการทำงานครูในช่วงนี้ที่ต้องเอาชีตไปแจกที่บ้านนักเรียน ต้องเสียเงินค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสาร ค่าอินเตอร์เน็ตเองไม่มีงบประมาณมาให้ หรือนโยบายที่จะสอนออนไลน์ก่อนหน้านี้ครูก็ต้องไปสอบถามผู้ปกครอง นักเรียน ต้องลงพื้นที่ไปสำรวจ เสี่ยงติด COVID-19 แล้วยังต้องมาควักเงินเดือนจ่ายเองอีก กระทรวงเองก็ควรหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องเบียดบังจากเงินค่ารายหัวเด็ก อาจไปเจียดมาจากกองทุนส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ให้คนปฏิบัติหน้าที่ และสามารถนำผลงานที่จัดการศึกษาในช่วงนิวนอร์มอลนี้มาเป็นผลงานทำวิทยฐานะ เพิ่มเงินเดือนเพื่อจูงใจให้ครูลุกขึ้นมาทำ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จากที่ได้นำเสนอข้อเสนอไปก็ต้องขอบคุณทั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีที่รับฟังข้อเสนอเหล่านี้ เพราะอย่างเรื่องเรียนออนไลน์ ความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องการรับส่ง แต่ยังมีเรื่องครู ผู้เรียน หรือหลักสูตรที่ไม่ใช่การยึดฐานห้องเรียนผู้เรียนเป็นหลักจนเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ซึ่งส่วนตัวไม่มีพรรคการเมือง ไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่ได้เอาชีวิตประสบการณ์ความเป็นครูที่มีและการรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาในอนาคต</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/829-2/">ส.ว.ตวง เสนอแผนจัดการศึกษาหลัง COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
