<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%8a%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Feb 2026 07:44:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การศึกษาต้องยืดหยุ่นแค่ไหน ในยุคที่ AI เปลี่ยนโลกและชีวิตเด็กไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-230126/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 09:09:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99146</guid>

					<description><![CDATA[<p>พูดกันตามตรง เราเคยชินกับการเล่าเรื่องอนาคตของเด็กไทยผ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-230126/">การศึกษาต้องยืดหยุ่นแค่ไหน ในยุคที่ AI เปลี่ยนโลกและชีวิตเด็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พูดกันตามตรง เราเคยชินกับการเล่าเรื่องอนาคตของเด็กไทยผ่านสมมติฐานชุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นต้นว่า เด็กในเมืองย่อมได้เปรียบ เด็กนอกเมืองย่อมตามหลัง เทคโนโลยีใหม่จะยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำ และผู้ใหญ่จำเป็นต้องเป็นคนเลือกทางให้เด็กเสมอ</p>



<p>ภาพเหล่านี้ฟังดูเผินๆ อาจดูสมเหตุสมผล จนแทบไม่มีใครหยุดถามว่า ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างทุกวันนี้ สมมติฐานเหล่านี้ยังอธิบายชีวิตจริงของเด็กไทยได้ดีเพียงใด</p>



<p>บทความถัดจากนี้ จึงอยากชวนผู้อ่านถอยออกมามองภาพให้กว้างขึ้น ผ่าน <strong>4 ประเด็นสำคัญที่กำลังส่งผลต่อเด็กและครอบครัวไทย</strong>ในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่</p>



<p>&#8211;<strong>สภาพเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน</strong>ที่เด็กยุคปัจจุบันต้องเผชิญ<br><strong>-บทบาทของ AI</strong> ในฐานะปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขการเรียนรู้และการใช้ชีวิต<br>&#8211;<strong>ทักษะแบบไหนที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี</strong><br>-ไปจนถึงคำถามที่ว่า <strong>ระบบการศึกษาควรถูกออกแบบใหม่อย่างไร</strong> เพื่อไม่ให้เด็กและครอบครัวจำนวนหนึ่งถูกทิ้งไว้ไกลเกินกว่าที่ระบบจะเอื้อมถึง</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงชวน <strong>ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ</strong> ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังทำงานวิจัยด้าน AI readiness ในบริบทการศึกษาไทยและประเทศอาเซียน มาร่วมสนทนา</p>



<p>เพื่อสำรวจว่าระบบการศึกษาไทยพร้อมหรือไม่พร้อมแค่ไหนต่อโลกที่กำลังเกิดขึ้นจริง</p>



<p>กรอบคิดแบบใดกันแน่ที่สังคมไทยกำลังใช้มองชีวิตของเด็กในยุคนี้</p>



<p>และหากเรากล้าขยับกรอบคิดนั้นออกไปอีกสักก้าว ฉากทัศน์ของเศรษฐกิจ งาน และโอกาสในชีวิตของเด็กไทย จะถูกเขียนขึ้นใหม่ได้มากเพียงใดต่อจากนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เด็กยุค 2000s ต้องโตมาเจอกับเศรษฐกิจแบบไหน?</strong></h3>



<p>โลกที่เด็กไทยกำลังเติบโตขึ้นมา ไม่ใช่โลกที่โอกาสค่อยๆ เปิดกว้างขึ้นตามกาลเวลา หากแต่เป็นโลกที่เพดานหลายอย่างกำลังลดระดับลงอย่างเงียบๆ โดยที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนเลือก และแทบไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ</p>



<p>เมื่อเรามองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ ‘ความเร็วของการเติบโต’ ที่ช้าลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการสะดุดเป็นช่วงๆ แต่เป็นการชะลอตัวที่ฝังตัวอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจเอง&nbsp; และกำลังนิยามอนาคตของประเทศในระยะยาว</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัด <strong>ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ </strong>อธิบายภาพ<strong>อนาคตของเศรษฐกิจไทยผ่านสามฉากทัศน์</strong>อย่างตรงไปตรงมา ดังนี้</p>



<p><strong>ฉากแรก คือภาพที่ไทยกำลังอยู่จริงในปัจจุบัน เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ</strong> เทคโนโลยีอยู่ในระดับปานกลาง ปรับตัวได้แต่ไม่เร็วพอ ขณะที่แรงงานจำนวนมากติดอยู่ในกับดักทักษะต่ำถึงปานกลาง ส่งผลให้คุณภาพงานและคุณภาพชีวิตขยับขึ้นได้ยาก</p>



<p><strong>ฉากที่สอง คือเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ แต่เป็นการเติบโตแบบ jobless growth</strong> มีการลงทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น ทว่าพึ่งพาต่างชาติเป็นหลัก งานใหม่เกิดน้อย และไม่ช่วยยกระดับชีวิตแรงงานในระยะยาว</p>



<p><strong>ส่วนฉากที่สาม คือภาพที่ดีที่สุดแต่ไปถึงยากที่สุด นั่นคือเศรษฐกิจที่เติบโตพร้อมงานที่ดี</strong> มีความหมาย และมีความสามารถถือครองเทคโนโลยีสำคัญบางส่วนไว้กับประเทศ</p>



<p><strong>ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ประเทศไทยกำลังติดอยู่ในฉากทัศน์แรก …เศรษฐกิจที่โตต่ำ</strong> เทคโนโลยีระดับกลาง และแรงงานที่พัฒนาทักษะไม่ทันโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น</p>



<p>ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน โดยหากมองย้อนไปก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยราว 7-8% ต่อปี หลังจากนั้นอัตราการเติบโตลดลงเหลือ 3-4% และก่อนโควิด-19 อยู่เพียงราว 2-3% ขณะที่ในช่วงหลังโควิด เศรษฐกิจไทยขยับอยู่แถว 1-2% เท่านั้น</p>



<p>“การเติบโตของประเทศเราหายไปทีละครึ่งทุกๆ สิบปี และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันสะท้อนว่ามีเพดานบางอย่างกดทับเศรษฐกิจไทยอยู่จริง” ดร.แบ๊งค์กล่าว</p>



<p>ด้านเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักๆ แทบทุกตัวก็เริ่มติดเพดาน ไม่ว่าจะการบริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งเคยมีสัดส่วนราว 65% ของ GDP ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 52-58% ในช่วงห้าปีหลัง และไม่ใช่เพราะคนไทยไม่อยากใช้จ่าย แต่เพราะรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ติดต่อกันมานาน ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เงินออมที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นหนี้ครัวเรือนที่พอกพูน</p>



<p>ส่วนในด้านการลงทุน ภาพก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะสัดส่วนการลงทุนรวมของไทยที่เคยสูงถึงราว 40% ของ GDP ก่อนวิกฤตปี 2540 กลับลดลงมาเหลือเพียงราว 20% และไม่เคยฟื้นกลับไปสู่ระดับเดิมอีกเลย ยิ่งไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคก็ยิ่งเห็นชัดว่า&nbsp; ไทยมีสัดส่วนการลงทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนความเร็วในการปรับตัวที่ช้ากว่าคู่แข่ง แม้ในช่วงหลังจะเริ่มมีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่บางประเภท แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว</p>



<p><strong>เศรษฐกิจที่โตต่ำนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตารางตัวเลข</strong> เพราะ<strong>หากแปลออกมาเป็นชีวิตจริงของเด็กและเยาวชนไทย ตั้งแต่ครอบครัวที่มีรายได้ตึงตัว โอกาสการลงทุนกับการเรียนรู้ที่จำกัด งานที่มั่นคงหายาก และรายได้ที่เติบโตช้าลง</strong></p>



<p>เด็กไทยจำนวนมากจึงไม่ได้เริ่มต้นชีวิตในสนามที่เปิดกว้าง แต่เติบโตขึ้นมาพร้อมเพดานที่กดต่ำลงตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน</p>



<p>และนี่คือภาพบริบททางเศรษฐกิจที่กำลังหล่อหลอมชีวิต ความหวัง และทางเลือกของเด็กไทยทั้งรุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3.jpg" alt="" class="wp-image-99147" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตลาดแรงงานที่ ‘ขยันให้ตาย ก็ใช่ว่าจะรอด’</strong></h3>



<p>ถ้าภาพเศรษฐกิจมหภาคคือฉากหลัง สิ่งที่กำหนดชีวิตของเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือ <strong>‘ตลาดแรงงาน’ ที่พวกเขากำลังก้าวเข้าไปเผชิญ</strong></p>



<p>และภาพที่ ดร.แบ๊งค์ ฉายให้เห็นนั้น <strong>ชวนให้ตั้งคำถาม</strong>กับความเชื่อเดิมๆ อย่างหนักหน่วง ว่าการ <strong>‘ขยันแล้วจะรอด’ ยังใช้ได้จริงแค่ไหนในโลกวันนี้</strong></p>



<p>ดร.แบ๊งค์ ชี้ชัดว่า ปัญหาผลิตภาพแรงงานของไทยไม่ใช่เพราะคนไทยไม่เก่งหรือไม่ขยัน แต่เป็นเพราะคนจำนวนมากถูกดันเข้าไปอยู่ในโครงสร้างงานและโครงสร้างทักษะที่ไม่เอื้อให้ศักยภาพงอกงามได้จริง โดยรายงานของธนาคารโลกปี 2024 ที่สำรวจทักษะพื้นฐานของเด็ก เยาวชน และวัยแรงงานไทย สะท้อนช่องว่างนี้อย่างชัดเจน ดังนี้</p>



<p>เริ่มจากทักษะพื้นฐานที่สุดอย่าง การอ่านเพื่อใช้งานจริง (functional literacy) ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่ต้องอ่านแล้วนำไปตัดสินใจหรือแก้ปัญหาในชีวิตได้ ปรากฏว่า วัยรุ่นและผู้ใหญ่ไทยราว 2 ใน 3 ไม่ผ่านเกณฑ์นี้ และนี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือฐานรากของแรงงานทุกอาชีพ</p>



<p>ทักษะดิจิทัล (digital literacy) ก็ไม่ต่างกัน ทั้งที่โลกการทำงานกำลังเคลื่อนไปสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น แต่รายงานกลับพบว่า วัยแรงงานไทยราว 3 ใน 4 มีปัญหาในการใช้เครื่องมือดิจิทัลพื้นฐาน ตั้งแต่การกรอกข้อมูล ค้นหาข้อมูล ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการทำงาน ซึ่งช่องว่างนี้ทำให้คนจำนวนมากตามไม่ทันจังหวะของตลาดแรงงานยุคใหม่</p>



<p>ยังไม่นับทักษะทางอารมณ์และสังคม&nbsp; (socio-emotional skills) ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยวัยแรงงานไทยราว 30% ยังขาดทักษะนี้ และกลายเป็นเพดานที่มองไม่เห็นต่อการเติบโตในงาน</p>



<p>ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของใครบางคน แต่เป็นต้นทุนของประเทศที่ธนาคารโลกประเมินไว้ว่า วิกฤตทักษะในเด็ก เยาวชน และวัยแรงงานไทย ทำให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจสูญหายไปสูงถึงราว 20% ของ GDP เพราะคนจำนวนมากไม่สามารถพัฒนาทักษะให้ทันกับเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป</p>



<p>แต่แม้จะมีทักษะมากน้อยเพียงใด โครงสร้างตลาดแรงงานก็ยังกดทับเด็กไทยอยู่อีกชั้น นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘แรงงานนอกระบบ’</p>



<p>จากข้อมูลพบว่า แรงงานไทยกว่า 50% ทำงานโดยไม่มีสัญญาจ้างที่มั่นคง ไม่มีสวัสดิการ และไม่มีหลักประกันทางสังคม ซึ่งงานลักษณะนี้มีความเปราะบางสูง และแทบไม่เปิดพื้นที่ให้พัฒนาทักษะในระยะยาว</p>



<p>…ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ความขยัน เพราะ<strong>แรงงานนอกระบบจำนวนมากทำงานหนักเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่รายได้กลับไม่ขยับตาม </strong>ความพยายามจึงไม่สามารถแปรเป็นชีวิตที่มั่นคงได้จริง</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่<strong>แรงงานที่จบปริญญา ก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่หลุดไปอยู่ในภาคงานนอกระบบ </strong>โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และ<strong>โรงแรม ซึ่งมีงานจำนวนมากแต่ไม่มั่นคง</strong> รายได้เฉลี่ยต่ำ และต่ำกว่าระดับค่าจ้างเพื่อชีวิต (living wage) นั่นหมายความว่า <strong>ต่อให้เรียนสูงขึ้น หากโครงสร้างงานไม่เอื้อ ศักยภาพก็ยังถูกกดทับอยู่ดี</strong></p>



<p>ภาพทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า <strong>ปัญหาตลาดแรงงานไทย</strong>ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาไม่สูงพอ แต่คือ<strong>โครงสร้างงานที่ไม่เปิดทางให้ทักษะงอกงามและแปรเป็นคุณภาพชีวิตได้จริง</strong></p>



<p><strong>เด็กไทยจำนวนมากจึงเติบโตขึ้นมาในตลาดแรงงานที่ทำงานหนัก แต่ไปได้ไม่ไกล ต่อให้พยายามมากขึ้นเพียงใด หากโครงสร้างไม่เปลี่ยน ความฝันก็ยังอยู่ไกลเกินเอื้อม</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาไทยพร้อมแค่ไหนกับ AI วันนี้</strong></h3>



<p>&nbsp;หากจะประเมินความพร้อมของสังคมต่อ AI โดยเฉพาะในบริบทการศึกษา ดร.แบ๊งค์ เสนอว่า เราจำเป็นต้องพิจารณาอย่างน้อยสามมิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ความพร้อมในระดับปัจเจก ความพร้อมของสถาบัน และความพร้อมด้านธรรมาภิบาล จริยธรรม และความเป็นธรรมทางสังคม</p>



<p>มิติแรกคือ <strong>ความพร้อมในระดับปัจเจก (personal readiness) </strong>ซึ่งไม่ได้หมายถึงทักษะเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ทัศนคติ ความเข้าใจ ไปจนถึงความสามารถในการใช้งานจริง หรือ AI competency กล่าวให้สั้นที่สุดคือ ต้อง ‘อยากรู้ รู้จริง และทำเป็น’ ครบทั้งสามระดับจึงจะเรียกว่าพร้อม</p>



<p>แต่เมื่อพูดถึง ‘ระบบการศึกษา’ ด้วย ความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้นทันที เพราะระบบนี้ยังมีครูและผู้ปกครองเป็นผู้เล่นสำคัญ กล่าวคือ <strong>หากครูไม่พร้อม เด็กอาจต้องไปเรียนรู้ AI นอกห้องเรียน หรือหากผู้ปกครองไม่พร้อม การเรียนรู้ก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่บ้าน </strong>ส่งผลให้เส้นทางการเรียนรู้ของเด็กถูกจำกัดไปโดยปริยาย</p>



<p>มิติที่สองคือ <strong>ความพร้อมของสถาบัน (institutional readiness) </strong>กล่าวคือ ต่อให้ปัจเจกมีความสามารถ แต่หากโรงเรียนหรือองค์กรไม่มีโครงสร้างรองรับ เช่น อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ไม่มีเครื่องมือ AI ให้ใช้ หรือมีนโยบายที่ปิดกั้นการใช้ AI ศักยภาพก็จะไม่สามารถทำงานได้จริง</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมองค์กรที่มองการใช้ AI เป็น ‘ทางลัด’ หรือสัญญาณของความไม่เก่ง ยังยิ่งกดทับการเรียนรู้และการทดลอง ความพร้อมเชิงสถาบันจึงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่รวมถึงนโยบายและบรรยากาศที่เอื้อให้คนกล้าเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์</p>



<p>มิติที่สามคือ <strong>ธรรมาภิบาล จริยธรรม และความเป็นธรรมทางสังคม (governance, ethics, and social justice) </strong>ซึ่งมักถูกมองข้ามในช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ แต่กลับเป็นตัวชี้ขาดในระยะยาว ตั้งแต่ปัญหาการพึ่งพา AI มากเกินไป ไปจนถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ขณะเดียวกัน AI ยังมีแนวโน้มขยายความเหลื่อมล้ำเดิม หากการเข้าถึงเทคโนโลยีแตกต่างกันอย่างมากตามฐานทรัพยากรและสภาพแวดล้อม</p>



<p>ดร.แบ๊งค์ เล่าว่า เขาได้นำกรอบคิดนี้ไปทำการสำรวจความพร้อมด้าน AI ใน 10 ประเทศอาเซียน และโฟกัสมาที่ประเทศไทย ผลลัพธ์กลับท้าทายความเชื่อเดิมหลายประการ โดย<strong>ข้อค้นพบที่</strong>โดดเด่นที่สุดคือ …<strong>เด็กไทยมีความพร้อมด้าน AI สูงกว่าทั้งครูและผู้ปกครองในหลายมิติ </strong>ยกเว้นเพียงเรื่องการพึ่งพา AI มากเกินไปและข้อจำกัดด้านทรัพยากร</p>



<p>ข้อค้นพบนี้ นำไปสู่คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญว่า การส่งเสริมการเรียนรู้ AI จำเป็นต้องผ่านโรงเรียนเพียงช่องทางเดียวหรือไม่ ในเมื่อข้อมูลชี้ว่า เด็กอาจพร้อมกว่าผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนพวกเขา</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ.jpg" alt="" class="wp-image-85210" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>จากจุดนี้ ดร.แบ๊งค์ เสนอว่า <strong>นโยบายแบบ demand-side financing หรือการสนับสนุนตรงไปที่ผู้เรียน เช่น คูปองการเรียนรู้ AI ที่เปิดโอกาสให้เด็กเลือกเอง</strong> อาจมีประสิทธิผลมากกว่าการอัดงบผ่านโรงเรียนหรือครัวเรือน ซึ่งเสี่ยงต่อการตัดสินใจแทนเด็กโดยผู้ใหญ่ที่อาจมีความพร้อมต่ำกว่า</p>



<p>นอกจากนี้ งานวิจัยของ ดร. แบ๊งค์&nbsp; ยังให้ผู้เข้าร่วมทำข้อสอบด้าน AI literacy เพื่อวัดความเข้าใจเชิงเนื้อหาและการใช้งานจริง ผลลัพธ์ยิ่งตอกย้ำภาพเดิม คือครูไทยทำคะแนนเฉลี่ยได้ราว 3.5 จาก 7 คะแนน ขณะที่เด็กทำได้สูงกว่า และเด็กไทยยังมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน ในขณะที่ครูไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเล็กน้อย</p>



<p>นอกจากการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มแล้ว งานศึกษาของ ดร. แบ๊งค์ ยังพบข้อค้นพบที่ชวนให้ต้องตีความใหม่ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘AI as a tool for the disadvantaged’ หรือ AI ในฐานะเครื่องมือของผู้ที่มีข้อจำกัดด้านโอกาส&nbsp; โดยทั่วไปแล้วเรามักมีสมมติฐานว่า คนในเมืองหรือเมืองหลวงย่อมพร้อมด้าน AI มากกว่า ทั้งในแง่ทรัพยากร การศึกษา และโอกาส</p>



<p>แต่จากข้อมูลการสำรวจชี้ว่า&nbsp; ‘เด็กนอกเมือง’ กลับทำคะแนน AI literacy ได้สูงกว่าเด็กในเมือง และเมื่อดูความพร้อมด้าน AI โดยรวม คะแนนของเด็กในเมืองและเด็กนอกเมืองกลับใกล้เคียงกันมาก บางมิติเด็กนอกเมืองยังสูงกว่าด้วยซ้ำ ต่างจากในมิติของครู ที่พบว่า ครูในเมืองมีความพร้อมและการสนับสนุนจากสถาบันสูงกว่าครูนอกเมือง</p>



<p>“ข้อมูลนี้อาจตีความใหม่ได้ว่า <strong>การที่เด็กนอกเมืองทำคะแนน AI literacy ได้ดีกว่าเด็กในเมือง อย่างน้อยในกรอบการศึกษานี้</strong> เป็นสัญญาณที่ควรถูกตั้งคำถามและศึกษาเพิ่ม เพราะมันชี้ให้เห็นว่า AI อาจไม่ได้ทำหน้าที่ขยายความเหลื่อมล้ำเพียงด้านเดียว <strong>หากอยู่ในบริบทและเงื่อนไขที่เหมาะสม AI อาจกลายเป็นเครื่องมือในการลดช่องว่างทางโอกาสได้เช่นกัน</strong>”</p>



<p>นอกจากนี้ เมื่อ ดร.แบ๊งค์ นำข้อมูลไปจัดเรียงตามระดับรายได้ ก็พบว่า กลุ่มที่มีคะแนน AI readiness และ AI literacy สูงที่สุด กลับเป็นกลุ่มรายได้ปานกลาง ไม่ใช่กลุ่มรายได้สูงหรือต่ำที่สุด เด็กกลุ่มนี้มีทรัพยากรพอสมควร แต่ยังต้องดิ้นรน จึงใช้ AI เป็นเครื่องมือในการยกระดับตัวเองอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ</p>



<p>แม้ข้อค้นพบทั้งหมดนี้ยังต้องการการวิจัยเชิงลึกเพิ่มเติม แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ AI ไม่ได้มีบทบาทตายตัวว่าจะขยายหรือแก้ความเหลื่อมล้ำ หากแต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข โครงสร้าง และนโยบายที่สังคมเลือกใช้ และในกรณีของไทย</p>



<p>ข้อมูลจำนวนไม่น้อยกำลังบอกเราว่า <strong>คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเด็กไทยพร้อมหรือยัง แต่คือระบบรอบตัวเด็กพร้อมจะเปิดพื้นที่ให้ศักยภาพนั้นทำงานหรือไม่</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะที่จำเป็นของเด็กไทย ในโลกที่มี AI อยู่ทุกที่</strong></h3>



<p>จากผลการศึกษาที่ ดร.แบ๊งค์ นำเสนอ ภาพหนึ่งที่ค่อนข้างชัดคือ เด็กไทยมีความพร้อมด้าน AI อยู่ในระดับหนึ่ง ทั้งในแง่ทัศนคติ ความเข้าใจ และการใช้งาน อย่างน้อยก็สูงกว่าครูและผู้ปกครอง ยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน เด็กไทยก็ไม่ได้อยู่กลุ่มท้ายของตาราง หากยังอยู่ในครึ่งบนของภูมิภาคอีกด้วย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ดร.แบ๊งค์ ย้ำว่า ความพร้อมด้าน AI เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่า เด็กจะพร้อมรับมือกับโลกการทำงานและการใช้ชีวิตในระยะยาว เพราะ<strong>งานวิจัย</strong>และบทสนทนาในช่วงหลังเริ่ม<strong>ชี้ไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้นว่า ‘เก่ง AI อย่างเดียวไม่พอ’ และเด็กไทยจำเป็นต้องมีทักษะอื่นมาประกอบ</strong> เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีคุณค่า</p>



<p><strong>ทักษะแรกคือ การสัมพันธ์กับผู้คนและความรู้สึก</strong> (human-touch skills และ socio-emotional skills)</p>



<p>ข้อมูลของ World Bank ชี้ว่า เด็กไทยประมาณ 30% ยังมีปัญหาในด้านทักษะทางสังคมและอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญ เพราะแม้ AI จะเก่งเรื่องเหตุผล การคำนวณ หรือการจัดระเบียบข้อมูล แต่ AI ไม่ได้เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และบริบทของมนุษย์ได้ทั้งหมด การทำงานที่ได้ผลจริงในโลกจริง ยังต้องอาศัยคนที่อ่านใจผู้อื่นออก สื่อสารเป็น และทำงานร่วมกับคนหลากหลายได้</p>



<p><strong>ทักษะที่สองคือ การประเมินคุณค่าและจริยธรรม</strong> หรือ (ethical skills และ normative values)</p>



<p>AI อาจช่วยเสนอทางเลือก A หรือ B ได้อย่างรวดเร็ว แต่การตัดสินใจว่าอะไร ‘ควร’ หรือ ‘ไม่ควร’ ในบริบทของสังคมหนึ่งๆ ยังเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เด็กจึงจำเป็นต้องมีทักษะการคิดเชิงคุณค่า การมองผลกระทบในวงกว้าง และการสังเคราะห์ความหมายจากข้อมูล ไม่ใช่แค่เลือกคำตอบที่มีประสิทธิภาพที่สุดในเชิงเทคนิค</p>



<p><strong>ทักษะที่สามคือ</strong> <strong>ความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์</strong> (creative &amp; critical thinking)</p>



<p>นี่คือทักษะของการตั้งคำถาม การ ‘เอ๊ะ’ กับสิ่งที่เห็น และการไม่รับทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา เพราะในยุคที่ AI สามารถสร้างคำตอบได้อย่างคล่องแคล่ว ความสามารถในการตั้งคำถามที่ดีและมองเห็นกรอบที่ซ่อนอยู่ กลายเป็นทักษะที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p><strong>ทักษะที่สี่คือ</strong> <strong>การขับเคลื่อนและทำงานจนสำเร็จ</strong> (execution and strategic deployment)</p>



<p>แม้ AI อาจช่วยวางแผน ช่วยจำลองสถานการณ์ หรือช่วยจัดลำดับความสำคัญได้ แต่การลงมือทำจริง การประสานคน การตัดสินใจในสถานการณ์ไปจนถึงการพาแผนไปให้ถึงเส้นชัย ยังเป็นบทบาทของมนุษย์อย่างชัดเจน</p>



<p><strong>และทักษะสุดท้ายคือ ความเพียรพยายามและความอดทนต่ออุปสรรค</strong> (grit &amp; patience)<br><br>ทักษะนี้อาจไม่หวือหวา แต่เป็นฐานสำคัญของการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อ AI ทำให้จังหวะของโลกหมุนเร็วขึ้นกว่าที่เคย เด็กจึงต้องพร้อมลองผิดลองถูก ล้มแล้วลุก และเรียนรู้ต่อเนื่อง</p>



<p>ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนโลกอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ยังมีทักษะอีกจำนวนมากที่ AI ทดแทนมนุษย์ไม่ได้ ซึ่งเด็กที่มีทักษะเหล่านี้และสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ดี จะมีมูลค่าสูงขึ้นในตลาดแรงงาน และมีพื้นที่ไปทำสิ่งที่มีความหมายมากกว่าในอนาคต</p>



<p>คำถามสำคัญของการศึกษาไทยในวันนี้ จึงอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะสอนเด็กใช้ AI อย่างไร’<br>แต่คือ จะออกแบบการเรียนรู้ให้เด็กใช้ AI ควบคู่กับการลับคมทักษะมนุษย์เหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้การเติบโตในโลกอนาคต ไม่ได้เร็วขึ้นอย่างเดียว แต่ดีขึ้นด้วย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘โอกาส’ ต้องมาพร้อม ‘ขีดความสามารถในการเลือก’</strong></h3>



<p>เมื่อพูดถึง<strong>อนาคตการศึกษาไทย</strong> หรือแม้กระทั่งในระดับโลก เรามักได้ยินคำว่า <strong>‘การศึกษาที่ยืดหยุ่น’</strong> ซึ่งถูกมองว่า เป็นหนึ่งในรูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต</p>



<p>แต่เมื่อเอาแนวคิดนี้มาวางทับลงบนชีวิตจริงของเด็กไทยจำนวนมาก ดร.แบ๊งค์ ชวนคิดว่า <strong>คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า ระบบยืดหยุ่นหรือไม่ หากคือ เด็กและครอบครัวไทยมีขีดความสามารถพอจะใช้ความยืดหยุ่นนั้นหรือเปล่า</strong></p>



<p>ในเชิงโครงสร้าง ดร.แบ๊งค์ ยอมรับว่า หน่วยงานด้านการศึกษาอย่าง กสศ. ได้ทำงานเรื่องการศึกษาที่ยืดหยุ่นมาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจดีว่าระบบควรถูกออกแบบอย่างไรให้รองรับความหลากหลายของชีวิตเด็ก และปรับเปลี่ยนได้ตามจังหวะชีวิตของแต่ละคน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ดร.แบ๊งค์ มองว่า <strong>สิ่งที่มักถูกพูดถึงน้อยกว่า คือเรื่อง ขีดความสามารถ (capability) เพราะต่อให้โครงสร้างการศึกษาถูกออกแบบมาอย่างยืดหยุ่นเพียงใด หากคนที่อยู่ในระบบไม่มีขีดความสามารถพอจะเข้าไปใช้โครงสร้างนั้นได้จริง ความยืดหยุ่นก็อาจไม่ทำงาน</strong></p>



<p>โดยขีดความสามารถในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความเก่งหรือความพยายามส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการ ‘เลือกได้จริง’ โดยไม่ถูกแรงบีบจากชีวิตผลักออกจากทางเลือกนั้น ทั้งที่ในเชิงระบบ ทางเลือกดังกล่าวเปิดอยู่แล้ว</p>



<p>ทว่าในความเป็นจริง เด็กจำนวนไม่น้อยกลับเลือกไม่ได้ แม้ระบบจะเปิดอ้าอยู่ก็ตาม</p>



<p>“ในหลายกรณี เด็กบางคนไม่ได้ออกจากระบบการศึกษาเพราะไม่เห็นคุณค่าของมัน แต่เพราะภาระหนี้และรายจ่ายในครอบครัวสูงเกินกว่าจะรอให้การศึกษาค่อยๆ สร้างผลตอบแทนในอนาคตได้ สำหรับเด็กกลุ่มนี้ การออกไปทำงานไม่ใช่ ‘การเลือก’ หากคือสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว” ดร.แบ๊งค์ ยกตัวอย่าง</p>



<p>กล่าวคือ แม้ภาคการศึกษาจะพยายามออกแบบกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเคลื่อนที่ การเรียนทางเลือก หรือมาตรการป้องกันไม่ให้หลุดจากระบบง่ายๆ ก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีบางกรณีที่มัน ‘สุดปลายมือจริง ๆ’&nbsp; ไม่ใช่เพราะระบบไม่พยายาม แต่เพราะทรัพยากรชีวิตของเด็กและครัวเรือนไม่เพียงพอ</p>



<p>จุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า <strong>หากจะพูดถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่นอย่างจริงจัง จำเป็นต้องคิดควบคู่กันอย่างน้อยสองเรื่อง คือ&nbsp;</strong></p>



<p><strong>หนึ่ง-โครงสร้างที่ยืดหยุ่น</strong><br><strong>และสอง-การทำให้คนมีขีดความสามารถพอจะใช้โครงสร้างนั้นได้</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3.jpg" alt="" class="wp-image-99148" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ดร.แบ๊งค์ ชี้ว่า สองเรื่องนี้เป็นคนละระดับของปัญหา และต้องใช้เครื่องมือแก้ไขที่ต่างกัน หากนำมาปะปนกัน เราอาจจะสับสนได้ว่า <strong>สิ่งที่ติดขัดอยู่</strong> คือ <strong>ระบบการศึกษา&nbsp; หรือ เป็นเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียน</strong> ทั้งที่ในความเป็นจริง <strong>ทั้งสองด้านจำเป็นต้องถูกขยับไปพร้อมกัน</strong></p>



<p>แนวคิดเรื่องขีดความสามารถอาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่เมื่อมองลงไปในระดับครัวเรือน ภาพของความไม่เท่ากันจะปรากฏชัดขึ้นทันที ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2023 พบว่า เด็กไทยเกือบ 40% เติบโตอยู่ในครัวเรือนภาคเกษตร ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าครัวเรือนไทยโดยรวมราว 23% และยังต้องเผชิญความผันผวนสูงจากราคาพืชผล</p>



<p>นั่นหมายความว่า เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้เพียงเริ่มต้นด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า แต่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในครัวเรือนที่รายได้ผันผวน การวางแผนการศึกษาในระยะยาวจึงกลายเป็นเรื่องยาก รายได้ในช่วงที่ดีไม่อาจนำไปลงทุนด้านการศึกษาได้อย่างเต็มที่ หากแต่ต้องกันสำรองไว้เพื่อรับมือกับช่วงเวลาที่เลวร้ายซึ่งรู้ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน เงื่อนไขเช่นนี้ค่อยๆ บีบขีดความสามารถของเด็กให้แคบลง แม้ในเชิงโครงสร้าง ระบบการศึกษาจะเปิดทางเลือกไว้แล้วก็ตาม</p>



<p>หรือหากมองในมิติความเหลื่อมล้ำด้านฐานะ ข้อมูลจากรายงาน สถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2024 ของ 101.Pub ชี้ว่า ครัวเรือนที่มีรายได้สูงที่สุด 10% ของประเทศ ใช้จ่ายด้านค่าเล่าเรียนสูงกว่าครัวเรือนที่ยากจนที่สุดมากกว่า 40 เท่า อีกทั้งยังเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพกว่า และสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางหรือการเรียนไกลบ้านได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ครัวเรือนที่มีฐานะดีกว่า สามารถ ‘ขยับโลจิสติกส์ของชีวิต’ เพื่อไล่ตามโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่าได้ ขณะที่ครัวเรือนยากจนจำเป็นต้องอยู่กับตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่บริบทพื้นที่ของตนเอื้ออำนวย</p>



<p>ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพของ ขีดความสามารถที่ไม่เท่ากัน และอธิบายได้ว่าทำไมการพูดถึงความยืดหยุ่นของระบบการศึกษาเพียงในเชิงโครงสร้าง อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ‘ความยืดหยุ่นปลอม’ หากไม่แตะต้องเงื่อนไขชีวิตจริงของเด็กและครัวเรือน</p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว บทสนทนาทั้งหมดนี้ชี้ไปยังข้อสรุปเดียวกันว่า เด็กไทยไม่ได้กำลังเติบโตขึ้นมาในโลกที่โอกาสค่อยๆ เพิ่มพูนตามกาลเวลา หากแต่ต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและซึมยาว การมาถึงของ AI ในฐานะปัจจัยสำคัญ และโครงสร้างตลาดแรงงานที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยซ้ำ</p>



<p>ภาพนี้อาจฟังดูโหดร้าย แต่คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น</p>



<p>หากการศึกษาไทยยังมองไม่ถึงทักษะมนุษย์ที่จำเป็นต่อการอยู่และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีคุณค่า</p>



<p>และหากระบบยังหยุดอยู่แค่การ “เปิดทางเลือก” ในเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ได้เพิ่มขีดความสามารถให้เด็กได้เลือกได้จริงๆ – เพราะเด็กยังต้องเผชิญ และถูกบีบจากความยากจน ความไม่แน่นอน และความเหลื่อมล้ำอยู่ตลอดเวลา</p>



<p><strong>ความยืดหยุ่นที่ไม่แตะเงื่อนไขชีวิตจริงนี้</strong> ก็อาจไม่ต่างจากการเปิดประตูไว้กว้าง แต่ปล่อยให้หลายคนไม่มีแรงพอจะก้าวเข้าไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-230126/">การศึกษาต้องยืดหยุ่นแค่ไหน ในยุคที่ AI เปลี่ยนโลกและชีวิตเด็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดรหัสอินโดนิเซีย ปรับทักษะแรงงาน 17.5 ล้านคน ภายใน 3 ปีได้อย่างไร ?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120324/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Mar 2024 05:23:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ASAT]]></category>
		<category><![CDATA[Kartu Prakerja]]></category>
		<category><![CDATA[อินโดนิเซีย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78466</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120324/">ถอดรหัสอินโดนิเซีย ปรับทักษะแรงงาน 17.5 ล้านคน ภายใน 3 ปีได้อย่างไร ?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย (Adult Skills Assessment in Thailand: ASAT)” ที่เป็นการประเมินขีดความสามารถประชากรวัยแรงงานกว่า 50 ล้านคน ในกลุ่มประชากรอายุ 15-64 ปีที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนเป็นครั้งแรก อาจจะเรียกได้ว่านี่คือ PISA วัยแรงงานที่เป็นมาตรฐานสากลของบ้านเรา เทียบเคียง PISA นักเรียนอายุ 15 ปี ที่ไทยเข้าร่วมกับกลุ่มประเทศ OECD</p>



<p>ภายใต้บริบทของไทย เราเผชิญวิกฤตเยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดแคลนสมรรถนะที่เป็นทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) ได้แก่ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill) ต่ำกว่าเกณฑ์ (Threshold Level) ในสัดส่วนที่สูงถึงกว่า 70% โดยปัญหาดังกล่าวคาดว่าได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20.1% ของ GDP เทียบเท่า 1 ใน 5 ของงบประมาณแผ่นดินปี 2565 ภายใต้บริบทเดียวกับประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่ปรับตัวได้อย่างน่าสนใจคืออินโดนีเซีย ในปี 2020 นายกรัฐมนตรีโจโก วีโดโด (Joko Widodo) ได้ประกาศปรับทักษะประชาชนด้วยโครงการชื่อ&nbsp;<em>Kartu Prakerja</em>&nbsp;(Pre-employment card) หรือโครงการ Prakerja</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f0cd5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_C.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แนวคิดหลักของโครงการนี้ค่อนข้างเรียบง่าย รัฐบาลอินโดนีเซียต้องการทำโครงการปรับทักษะแรงงานครั้งใหญ่ โดยรัฐจะอุดหนุนจากฝั่งอุปสงค์ (demand-side financing) เพื่อให้ประชาชนนำเงินอุดหนุนดังกล่าวไปซื้อบริการปรับทักษะตามความสนใจของตนเอง ในขณะที่อีกด้าน รัฐก็ร่วมมือกับแพลตฟอร์มด้านการศึกษา ทำมาตรฐานและคัดสรรหลักสูตรที่มีคุณภาพสูงมาให้ผู้เรียนได้เลือก โดยผู้ผลิตเนื้อหาหลักสูตรเป็นภาคเอกชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8491d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_D.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลการดำเนินงานน่าประทับใจอย่างยิ่ง Prakerja สามารถบรรลุ 3S ที่โครงการระดับชาติพึงมีได้แก่</p>



<p><strong>Scale&nbsp;</strong>– จนถึงปี 2022 โครงการ Prakerja ปรับทักษะของคนไปแล้วมากถึง 17.5 ล้านคนโดยประมาณ ถือเป็นขนาดโครงการที่ใหญ่มาก</p>



<p><strong>Speed&nbsp;</strong>– การจะพัฒนาคนหลักสิบล้านนั้นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่สิ่งที่พิเศษคือโครงการ Prakerja ทำสำเร็จในเวลาเพียงสามปีเท่านั้น ทั้งยังเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติโควิดที่ทุกอย่างติดขัดดำเนินการได้ยาก</p>



<p><strong>Scope</strong>&nbsp;– โครงการ Prakerja สร้างทักษะที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคเอกชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-510cc8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_E.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลกระทบของโครงการนี้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและเศรษฐกิจ ได้แก่</p>



<p>1. ผู้เรียนมีมีทักษะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน</p>



<p>2. ผู้เรียนได้รับประโยชน์ด้านการจ้างงาน ประมาณการว่า 27% ของผู้เรียนซึ่งมีสถานะตกงานจะสามารถหางานทำได้สำเร็จหลังเรียนจบ ในกลุ่มนี้ราวครึ่งหนึ่งได้งานทำแบบลูกจ้าง และอีกราวครึ่งหนึ่งเป็นผู้จ้างงานตนเอง (self-employed) ในภาพรวม ไม่ว่าผู้เรียนจะมีสถานะจ้างงานก่อนเรียนเป็นอย่างไร ผู้เรียนมีโอกาสเพิ่มขึ้น 18% ที่จะปรับเปลี่ยนงานใหม่ไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้น</p>



<p>3. ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 10% และหากนับเฉพาะผู้ที่มีสถานะตกงานจะพบว่าหลังเรียนจบมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 32% เลยทีเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b42a21"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_F.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>โครงการยังส่งผลที่ไม่คาดคิดและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นั่นคือการที่ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะโครงการนี้ใช้ระบบโอนเงินด้วยกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (</strong><strong>e-Wallet) ปี 2021 พบว่ามีผู้ร่วมโครงการราว 1.6 ล้านคนที่ไม่เคยมีบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ แต่ระบบถูกออกแบบมาให้คนกลุ่มนี้ใช้งานได้ง่าย ดังนั้นจึงมีการเปิดบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม 1.5 ล้านบัญชี มากไปกว่านั้น ผู้เรียนกว่า 70% ยังใช้บริการโอนเงินและ 40% ใช้บริการชำระเงินดิจิทัล แม้จะจบโครงการไปแล้วก็ตาม</strong></p>



<p><strong>ในแง่ความสอดคล้องกับประเทศไทย โครงการ </strong><strong>Prakerja </strong><strong>มีความน่าสนใจเพราะ ข้อแรก อินโดนีเซียมีการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ในกลุ่มระดับรายได้ปานกลางค่อนบน (</strong><strong>upper-middle income) </strong><strong>เช่นเดียวกับประเทศไทย และข้อสอง ขนาดของโครงการประมาณปีละห้าล้านคนมีความสอดคล้องกับความต้องการทักษะใหม่ของแรงงานไทย</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>ดังนั้นจึงทำให้ตัวแบบของอินโดนีเซียสามารถประยุกต์ใช้ได้ง่ายว่าตัวแบบประเทศพัฒนาแล้ว หรือตัวแบบของประเทศที่มีขนาดเล็กมากอื่นๆ</strong><strong></strong></p>



<p>ด้วยความสำคัญ ความสำเร็จ และความสอดคล้องที่กล่าวมาทั้งหมด จึงน่าสนใจศึกษาว่าโครงการ Prakerja ดำเนินงานอย่างไร ผู้เขียนได้สำรวจรายงานประจำปีของ Prakerja และได้ไปเยี่ยมศึกษาดูงานในระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2566 ที่อินโดนีเซีย จึงถือโอกาสสรุปสาระสำคัญมาถ่ายทอดว่า อะไรคือสูตรลับความสำเร็จที่เราสามารถนำมาเรียนรู้และออกแบบระบบปรับเพิ่มทักษะของไทย และอะไรคือ ‘สูตรเสริม’ ที่ไทยสามารถคิดและเพิ่มเข้าไปได้จากตัวแบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-487cdf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_G.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>1 – </strong><strong>รัฐเป็นผู้ประสานและจัดระบบ เอกชนและประชาสังคมทำเนื้อหา</strong><strong></strong></h3>



<p>รัฐซึ่งพยายามอบรมทักษะด้วยตนเองมักจะดำเนินการได้ช้า ในช่วงก่อนที่จะมีโครงการ Prakerja อินโดนีเซียมีโครงการปรับทักษะอยู่แล้วในเก้ากระทรวง ทว่าสามารถปรับทักษะแรงงานได้เพียง 890,000 คนต่อปี แต่เมื่อปรับวิธีการทำงาน โดยรัฐเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ประสานและจัดระบบ (system integrator) แล้วเปิดโอกาสให้เอกชนมาร่วมจัดการอบรมทุกอย่างก็เปลี่ยนไป โครงการ Prakerja สามารถปรับทักษะแรงงานได้มากถึง 5.9 ล้านคนต่อปี โดยมีองค์ประกอบสำคัญห้าส่วนได้แก่</p>



<p><strong>ส่วนแรก</strong>&nbsp;<strong>ระบบตลาดความรู้หรือแพลตฟอร์ม (</strong><strong>Platform and Marketplace)&nbsp;</strong>ในปี 2023 มีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทั้งสิ้นหกรายคือ SIAPkerja, Tokopedia, Bukalapak, Karier.mu, PINTAR, และ Pijar แพลตฟอร์มเหล่านี้จะทำหน้าที่รับแนวปฏิบัติและเกณฑ์คุณภาพจาก Prakerja ไปคัดกรองผู้ให้บริการอบรมที่ดีเข้ามาสู่โครงการ แพลตฟอร์มที่แข็งแรงมักจะมีระบบจัดการเรียนรู้ (Learning Management System: LMS) ซึ่งช่วยทำให้การเรียนการสอนดำเนินได้อย่างราบรื่นและมีประสบการณ์ของผู้เรียนที่คงเส้นคงวาอีกด้วย</p>



<p><strong>ส่วนที่สอง</strong>&nbsp;<strong>ระบบคัดสรรผู้ให้บริการอบรมทักษะ</strong>&nbsp;<strong>(Training and Content Providers)</strong>&nbsp;ภาคประชาสังคมซึ่งรวมถึงสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นผู้ให้ให้บริการอบรมทักษะได้ โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะทำการประเมินเบื้องต้น หลังจากนั้นผู้ประเมินภายนอกจะคัดกรองละเอียดโดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดโดย Prakerja หลังดำเนินการได้เพียงปีเดียวโครงการ Prakerja มีผู้ผลิตเนื้อหามากถึง 181 หน่วยงาน สร้างสรรค์วิชาทั้งสิ้น 1,957 รายการสำหรับผู้เรียนราว 5.9 ล้านคนต่อปี<sup>[5]</sup>)</p>



<p><strong>ส่วนที่สาม</strong>&nbsp;<strong>ระบบคัดสรรและจัดการผู้เรียน</strong>&nbsp;ในส่วนนี้มีความละเอียดอ่อนและมีความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2020-2022 โครงการ Prakerja ให้ความสำคัญกับผู้ที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคมและตกงานเพราะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ แต่เมื่อสถานการณ์ดีมากขึ้นปี 2023 จึงปรับให้มุ่งเน้นการเพิ่มทักษะที่สัมพันธ์กับอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น เป็นต้น รัฐยังจัดให้มีระบบประเมินทักษะทั้งก่อนและหลังเรียนเพื่อให้ทราบถึงความสำเร็จ ระบบยังใช้การเรียนรู้ฐานข้อมูล (machine learning) ในการประเมินทักษะก่อนเรียนและแนะนำวิชาเรียนที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน แต่ผู้เรียนจะเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าจะเลือกเรียนเพื่อปรับทักษะใด</p>



<p><strong>ส่วนที่สี่</strong>&nbsp;<strong>ระบบจ่ายเงินอุดหนุนและบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้เรียน</strong>&nbsp;ซึ่งมีหน่วยงานเอกชนด้านฟินเทค (financial tech companies) เป็นภาคีเครือข่าย เช่น BNI, BCA, OVO, Link Aja!, Gopay, DANA เป็นต้น และ</p>



<p><strong>ส่วนที่ห้า</strong>&nbsp;<strong>ระบบการจับคู่หางาน</strong>&nbsp;เช่น Karir, Topkarir, และ JobStreet เป็นต้น</p>



<p>ระบบทั้งห้าส่วนที่กล่าวมานี้ถูกประสานให้ทำงานร่วมกันโดยสำนักงานบริหารจัดการของ Prakerja</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e84d16"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_H.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>2 – </strong><strong>ออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสม… ให้ผู้เรียนตั้งใจเรียน ผู้สอนตั้งใจสอน และทุกคนอยากให้ข้อมูล</strong><strong></strong></h3>



<p>แนวคิดเรื่องการอบรมปรับทักษะโดยไม่มีค่าใช้จ่ายนั้นเป็นประโยชน์ และคงสร้างแรงจูงใจให้มีผู้ไปเรียนรู้มากขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวนั้นยังไม่เพียงพอจะจูงใจให้คนที่ยากจนที่สุดตัดสินใจไปเรียนได้เข้าเรียน… ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะสำหรับกลุ่มคนยากจน คนตกงาน และแรงงานนอกระบบ เขาเหล่านี้มีค่าเสียโอกาสที่แพงมากในการหยุดทำงานเพื่อไปเข้าร่วมการอบรม</p>



<p>ยกตัวอย่างในกรณีประเทศไทย กว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานนอกระบบเป็นผู้มีรายได้น้อย พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจเพราะสถิติชี้ว่า 80% ของแรงงานกลุ่มนี้ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (เท่ากับว่าทำงานหกวันต่อสัปดาห์แล้วและทำงานล่วงเวลาในบางวัน)<sup>[6]</sup>&nbsp;แรงงานในกลุ่มนี้จะเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะด้วยรายได้ที่น้อยทำให้เขาต้องทำงานหนัก และแม้จะทำงานหนักรายได้ก็ยังมีรายได้น้อยอยู่ การหยุดงานเพื่อไปอบรมจะทำให้รายได้น้อยลงไปอีกจนถึงระดับที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ดังนั้นแรงงานที่มีเศรษฐานะเช่นนี้จึงยากที่จะเข้าร่วมอบรมปรับทักษะ “แม้จะเป็นการอบรมฟรีก็ตาม”</p>



<p>โครงการ Prakerja ของอินโดนีเซียซึ่งต้องดูแลแรงงานรายได้น้อยจำนวนมากเผชิญความท้าทายลักษณะเดียวกัน<sup>[7]</sup>&nbsp;เขาแก้ปัญหานี้ด้วยการแบ่งเงิน<strong>แรงจูงใจเพื่อการเรียนรู้</strong>ออกเป็นสองส่วนได้แก่ ส่วนแรก เครดิตทุนการศึกษาเพื่อปรับทักษะ (training scholarship) คิดเป็นมูลค่า 2,300 บาทต่อคน เงินส่วนนี้มีสถานะคล้ายคูปองการศึกษาเพราะผู้เรียนไม่ได้เก็บไว้เองและแปลงเป็นเงินสดไม่ได้ จะต้องนำไปจ่ายต่อให้แก่การอบรม<sup>[8]</sup>&nbsp;และส่วนที่สองคือเงินอุดหนุนหลังเรียนจบ (post-training cash incentives) “ซึ่งรัฐจ่ายให้แก่ผู้เรียน” มีมูลค่าราว 5,500 บาทต่อคน เงินนี้เองที่ช่วยชดเชยค่าเสียโอกาสและจูงใจแรงงานให้สละเวลาที่มีค่าของพวกเขามาอบรมปรับทักษะ</p>



<p>แต่การมีแรงจูงใจเพื่อเข้าร่วมโครงการยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ลำดับถัดมาที่ต้องพิจารณาคือ&nbsp;<strong>แรงจูงใจเพื่อกระตุ้นความตั้งใจ</strong>&nbsp;เรื่องนี้ทำได้โดยการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินอย่างเหมาะสมตัวอย่างเป็นรูปธรรมคือ เมื่อมีการลงทะเบียนเรียน ทาง Prakerja จะจ่ายเงินเครดิตทุนการศึกษาให้แก่ผู้สอนเพียง 30% เท่านั้น การที่ผู้สอนจะได้รับเงินอีก 70% จะต้องผลักดันให้ผู้เรียนสามารถเรียนจนจบหลักสูตรและสอบผ่านได้สำเร็จ ส่วนผู้เรียนจะได้รับเงินอุดหนุนก็ต่อเมื่อเรียนจบเช่นกัน การกำหนดเงื่อนไขเหล่านี้จะทำให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนใส่ใจต่อผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างเต็มที่ และมีเป้าหมายที่จะต้องเรียนให้จบหลักสูตร</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจที่สามคือ&nbsp;<strong>แรงจูงใจเพื่อรายงานข้อมูล</strong>&nbsp;โครงการ Prakerja จะให้เงินเพิ่มเติมคิดเป็นมูลค่าราว 345 บาทต่อฉบับ แก่ผู้เรียนในการตอบแบบสอบถามเพื่อประเมินความพึงพอใจคุณภาพรายวิชาและระบบการทำงานของแพลตฟอร์ม ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราทราบคุณภาพของหลักสูตรและผลสัมฤทธิ์ของการอบรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3a3c72"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model-I.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>3 – </strong><strong>ปรับแรงจูงใจ ตามบริบทและเป้าหมายที่เปลี่ยนไป</strong><strong></strong></h3>



<p>เมื่อโครงการ Prakerja ดำเนินงานมาถึงปี 2023 และวิกฤตการณ์โควิด-19 บรรเทาปัญหาลงไปมากแล้ว โครงการ Prakerja จึงปรับเป้าหมายของโครงการ ให้เน้นน้ำหนักมาสู่การปรับทักษะอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และลดเป้าหมายเชิงสวัสดิการสังคมลง โดยมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสำคัญดังนี้</p>



<p>ประการแรก ช่องทางอบรมขยายไปสู่การอบรมแบบพบปะลงพื้นที่มากขึ้น</p>



<p>ประการที่สอง มีการเพิ่มเงินเครดิตทุนการศึกษาเพื่อปรับทักษะเป็น 8,000 บาท และลดเงินอุดหนุนหลังเรียนจบเป็น 1,375 บาท ทิศทางอุดหนุนที่เปลี่ยนไปนี้สะท้อนนัยว่า เป้าหมายการปรับทักษะเข้มข้นมากขึ้นและเป้าหมายสวัสดิการสังคมของโครงการลดลง สุดท้ายคือการขยายเงื่อนไขของผู้รับประโยชน์จากโครงการให้ครอบคลุมกว้างขวางขึ้น จากแต่เดิมจะคัดเพียงคนที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการภาครัฐใดๆ เลย แต่ในปี 2023 นี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าถึงสวัสดิการภาครัฐสามารถสมัครเข้าโครงการได้ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-49b174"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_J.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>4 – </strong><strong>ต้องมีกลไกควบคุมและส่งเสริมคุณภาพหลักสูตร</strong><strong></strong></h3>



<p>เนื่องจากรัฐไม่ได้ทำเนื้อหาและอบรมด้วยตนเอง แต่เป็นคนวางหลักเกณฑ์ในการคัดสรรผู้ให้การอบรมและรายวิชาที่จะเข้ามาในแพลตฟอร์ม โครงการ Prakerja จัดให้มีทีมประเมินคุณภาพสองชุดซึ่งเป็นอิสระต่อกันและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันเพื่อทำการประเมินและส่งเสริมคุณภาพ</p>



<p>ชุดหนึ่งประเมินเพื่อรับหน่วยงานเข้ามาเป็นผู้สอนและผู้ผลิตรายวิชา (assessment team) ตัวอย่างเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินเช่น 1. การตอบสนองต่อความต้องการตลาดแรงงาน 2. ระบบธรรมาภิบาลที่ดี 3. คุณภาพของรายวิชา 4. ประวัติและความน่าเชื่อถือของหน่วยงานและผู้สอน 5. โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ที่เอื้อการเรียนรู้ และ 6. การมีสัดส่วนเวลาและรูปแบบการอบรมตามที่ Prakerja กำหนด เป็นต้น โดยหัวข้อที่ยกมานี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ในรายละเอียดแล้วมีตัวแปรที่พึงพิจารณาทั้งสิ้นมากถึง 52 รายการด้วยกัน</p>



<p>ทั้งนี้ ในกรณีที่หน่วยงานอบรมสอบตกเกณฑ์ โครงการ Prakerja ยังจัดให้มีกลไกให้คำปรึกษาเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพให้ถึงเกณฑ์ในอนาคตด้วย</p>



<p>ชุดที่สองประเมินเพื่อติดตามให้มั่นใจว่าการดำเนินงานจริงมีคุณภาพตามที่ได้ตกลงกันไว้กับแพลตฟอร์ม (monitoring team) โดยมีเกณฑ์ทั้งสิ้น 85 ข้อ ตัวอย่างได้แก่ 1. การสอดคล้องกันระหว่างชื่อวิชากและเนื้อหาจริงเวลาสอน 2. รายละเอียดที่เพียงพอของเอกสารประกอบการสอน 3. ทักษะผู้สอนจริง 4. ราคาที่เหมาะสม 5. การออกใบรับรองทักษะ นอกจากนี้ยังรวมถึงการติดตามเพื่อป้องกันการฉ้อโกงหรือการโฆษณาเกินจริงจากผู้ให้บริการอบรม เป็นต้น</p>



<p>ทีมงานทั้งสองชุดนี้จะช่วยให้มั่นใจว่า หลักสูตรคัดผู้สอนที่ดีเข้ามาในระบบแพลตฟอร์ม (ลดโอกาส adverse selection) และมั่นใจว่าภายหลังได้รับเลือกผู้สอนจะไม่ลดมาตรฐานลงเวลาดำเนินงานจริง (ลดโอกาส moral hazard)</p>



<p>นอกจากผู้ประเมินสองชุดข้างต้น โครงการ Prakerja ยังมีอีกสองกลไกที่ทำให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มจะมีคุณภาพสูง ได้แก่ 1. การส่งเสริมการแข่งขันเพื่อผลิตหลักสูตรที่ดีที่สุดให้แก่ผู้เรียน (competing in providing the best services) กล่าวคือ โครงการต้องมั่นใจว่าจัดให้มีผู้สอนที่หลากหลายมากเพียงพอในแต่ละทักษะสำคัญ ผู้สอนเหล่านี้ต้องแข่งเพื่อพัฒนาเนื้อหาของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และ 2. การสำรวจความพึงพอใจของผู้เรียนโดยตรง และแสดงผลการสำรวจบนแพลตฟอร์มเพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้เรียนรุ่นถัดไป เช่นเดียวกับการรีวิวในแพลตฟอร์มส่งอาหารที่แพร่หลายในปัจจุบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7cdd9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_K.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>5 – </strong><strong>ยิ่งโปร่งใส ยิ่งปรับตัวไว ยิ่งพัฒนา</strong><strong></strong></h3>



<p>การประเมินคุณภาพไม่ได้ทำเพียงแค่ระดับ ‘รายวิชา’ หรือ ‘หน่วยอบรม’ เท่านั้น แต่ยังมีกลไกประเมินคุณภาพและผลกระทบของโครงการ Prakerja ในภาพรวมด้วย รัฐบาลเชิญให้หน่วยงานชื่อ Abdul Latif Jameel Poverty Action Lab (J-PAL) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งร่วมก่อตั้งโดยอภิจิต บาเนอร์จี (Abhijit Banerjee) และเอสเธอร์ ดูฟโล (Esther Duflo) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2019 เข้ามาเป็นผู้ประเมินภายนอก</p>



<p>การเชิญหน่วยงานประเมินภายนอกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ส่งผลให้โครงการนี้เป็นที่รู้จักและถูกจับตามองจากแวดวงวิชาการและนโยบายทั่วโลก เป็นการทำให้โครงการมีภาพลักษณ์ที่ดีและโปร่งใสไปด้วยในตัว</p>



<p>ถึงแม้ว่าโครงการ Prakerja จะพยายามควบคุมคุณภาพอย่างดีเพียงใด แต่การขึ้นระบบในระยะเวลาที่รวดเร็วมาก (ภายในหกเดือน) ทำให้อาจมีจุดบกพร่องไม่สมบูรณ์แบบได้อยู่ดี ดังนั้น โครงการจึงจัดให้มีกลไกรับเรื่องราวร้องเรียนได้ทุกวันระหว่าง 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ในสามช่องทางคือ โทรศัพท์, ไลฟ์แชท และเว็บไซต์ โดยจะมีการรายงานผลกลับให้แก่ผู้ร้องเรียนในทุกกรณี</p>



<p>สถิติที่รวบรวมโดยโครงการชี้ว่า ในปี 2021 มีเรื่องร้องเรียนมากถึง 1.95 ล้านสายและมีการส่งข้อความเพื่อสื่อสารจากผู้ใช้งานมากถึง 9.9 ล้านครั้ง ถึงแม้เรื่องร้องเรียนจะมีจำนวนมากแต่การตอบสนองที่ว่องไวและความโปร่งใส (การแสดงสถานะว่าเรื่องร้องเรียนดำเนินการไปถึงไหนแล้วแบบ real-time) ทำให้ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการมากกว่า 80% ของผู้ใช้งานที่ติดต่อเข้ามาทั้งหมด จุดนี้สะท้อนว่า แม้การออกแบบระบบแพลตฟอร์มจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่การตอบสนองที่ไวและแม่นยำการปรับปรุงอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง ทำให้ความพึงพอใจยังอยู่ในระดับสูงและคนไม่ถอนตัวจากระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b06111"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_M.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรเสริม การส่งเสริมทักษะแบบมุ่งเป้า</strong><strong></strong></h3>



<p>โครงการ Prakerja มีกลุ่มทักษะที่ได้รับความนิยมในการเรียนและการสอนบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ การตลาด, เทคโนโลยีสารสนเทศ, การออกแบบกราฟิก, การบริหารทั่วไป, การขาย, การเงิน, ภาษา, ทักษะด้านเทคนิค, ความปลอดภัยทางไซเบอร์, เกษตร, ทักษะทางสังคม เป็นต้น</p>



<p>ทักษะเหล่านี้เราอาจะนิยามได้ว่าเป็น ‘ทักษะฐานกว้าง’ (broad-based skills) ซึ่งจะค่อยๆ ปรับฐานทักษะของแรงงานในระบบเศรษฐกิจไปเป็นลำดับ กลไกเช่นนี้มีความจำเป็นและส่งผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว แต่รัฐอาจจะเพิ่มโปรแกรมอบรมทักษะอย่างมุ่งเป้า เพื่อเร่งรัดให้เกิดผลกระทบในด้านใดด้านหนึ่งอย่างเจาะจงในระยะสั้นได้ด้วย ในบทความนี้ขอเสนอสองด้าน ได้แก่ การมุ่งทักษะที่จำเป็นต่อภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย และ ทักษะที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยจะได้ขยายความเป็นลำดับ</p>



<p><strong>ด้านแรก การกำหนดโปรแกรมส่งเสริมทักษะเฉพาะสำหรับภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย (</strong><strong>sector-specific skills)&nbsp;</strong>จะช่วยให้มีแรงงานทักษะเฉพาะด้านที่มากเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่เกิดใหม่ซึ่งขาดแคลนแรงงาน ในกรณีนี้การฝึกอบรมทักษะฐานกว้างจะไม่ตอบโจทย์ รัฐควรมีมาตรการวิเคราะห์ความต้องการแรงงานของภาคเศรษฐกิจเป้าหมายเหล่านั้นโดยเฉพาะ และให้เงินอุดหนุนพิเศษ หรือการการันตีจ้างงานให้แก่ผู้จบหลักสูตรด้วยเกณฑ์ที่กำหนด</p>



<p>ในกรณีที่เป็นบรรษัทขนาดใหญ่มาก ยกตัวอย่าง สมมติบริษัท G อยากเข้ามาลงทุนด้านดิจิทัลในประเทศไทยเป็นหลายหมื่นล้านบาทและต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ อาจมีโปรแกรมการอบรมที่สร้างทักษะเฉพาะบริษัท (firm-specific skills) ได้เช่นกัน โดยในกรณีเหล่านี้ภาคเอกชนอาจเข้าร่วมสมทบให้กับโครงการเพิ่มเติมโดยรัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนฝ่ายเดียว</p>



<p><strong>ด้านที่สอง การกำหนดโปรแกรมส่งเสริมทักษะที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม หรือบริการสาธารณะ (</strong><strong>welfare-related skills)&nbsp;</strong>การพัฒนาทักษะแรงงานเหล่านี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริมรายได้แต่อาจจะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคม จึงไม่ควรละเลยหรือมุ่งเป้าเฉพาะงานที่ตอบโจทย์การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว การกำหนดเช่นนี้จะช่วยลดปัญหาความล้มเหลวของกลไกตลาด (market failure) ที่มักจะผลิตแรงงานทักษะเพื่อสังคมน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเนื่องจากไม่มีแรงจูงใจทางการเงินนั้นเอง</p>



<p><strong>ด้านที่สาม การปรับทักษะต้องทำควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยเสมอ</strong> ถึงแม้ว่าการปรับทักษะแรงงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งแต่จะทำเพียงลำพังไม่ได้ ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างการผลิตให้ก้าวหน้าขึ้นจึงจะเกิดผลดีสูงสุดต่อประเทศ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?</p>



<p>ประการแรก หากภาคการผลิตมุ่งเน้นแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำ ก็อาจจะทำให้ผู้ผลิตต้องการแค่แรงงานทักษะต่ำหรือปานกลาง และไม่มีความต้องการแรงงานทักษะสูง</p>



<p>ประการที่สอง แรงงานที่มีการปรับทักษะไปแล้วอาจได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเพราะนายจ้างไม่เห็นความสำคัญของทักษะเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น หากแรงงานไทยเรียนการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพิ่มขึ้น แต่บริษัทยังไม่ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการผลิตสินค้าหรือบริการ ก็จะทำให้ทักษะเหล่านี้ไม่มีมูลค่าเพิ่มต่อบริษัท ดังนั้นบริษัทจึงไม่ปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับทักษะดังกล่าว เป็นต้น ผลลบที่เกิดต่อเนื่องคือ แรงงานจะอยากปรับทักษะน้อยลงเพราะรู้สึกว่าอบรมไปก็ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากทักษะใหม่ๆ</p>



<p>เราสามารถรับรู้ถึงความท้าทายเหล่านี้เช่นกันเมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย การสำรวจความต้องการแรงงานจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระหว่างปี 2561-2565 พบว่า ความต้องการแรงงานวุฒิ ป.6 ถึง ม.6 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการแรงงานวุฒิ ปวช.-ปวส. และปริญญาตรีขึ้นไป มีแนวโน้มลดลงทั้งคู่</p>



<p>เมื่อเจาะจงพิจารณาเฉพาะโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2565 พบว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มีความต้องการแรงงานในวุฒิ ป.6 ถึง ม.6 อยู่มากถึง 64% ของความต้องการแรงงานทั้งหมด โดยมีความต้องการวุฒิ ปวช.-ปวส. เพียงราว 22.5% และปริญญาตรีขึ้นไปเพียง 13.5% เท่านั้น และเมื่อสำรวจอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ก็ได้ผลใกล้เคียงกัน</p>



<p>ถึงแม้วุฒิการศึกษาจะไม่ได้สะท้อนถึงทักษะโดยตรง แต่ก็ชี้ได้ว่า แม้แต่เขตส่งเสริมการลงทุนก็ยังคงมีโครงสร้างการผลิตเน้นใช้แรงงานวุฒิการศึกษาสายสามัญและมีระดับต่ำกว่า ม.6 เป็นส่วนใหญ่ (นอกจากนี้ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2561) จึงอนุมานได้ว่าโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังปรับตัวได้ช้า และต้องการมาตรการส่งเสริมให้เปลี่ยนผ่านไปใช้แรงงานทักษะให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว<sup>[10]</sup>&nbsp;ข้อสังเกตคืออุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในยุคบุกเบิกทั้งสิ้น</p>



<p>สถานการณ์ค่อนข้างแตกต่างออกไป ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘ใหม่’ เช่น อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ เน้นใช้แรงงานวุฒิ ปวช.-ปวส. ในสัดส่วน 69% และ 77% ตามลำดับ ส่วนอุตสาหกรรมดิจิทัลเน้นใช้แรงงานปริญญาตรีขึ้นไปถึง 95% ของความต้องการแรงงานทั้งหมด เป็นต้น อุตสาหกรรมเหล่านี้มีศักยภาพที่จะสร้างงานทักษะสูงในอนาคต และเหมาะสมจะทำมาตรการส่งเสริมทักษะอย่างมุ่งเป้า</p>



<p>ประเด็นนี้เหมือนปัญหาไก่-ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน! เพราะภาคการผลิตก็สะท้อนว่า หากไม่มีแรงงานทักษะสูงในจำนวนที่มากพอ นักลงทุนก็ไม่สามารถเสี่ยงลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตไปใช้เทคโนโลยีและทักษะขั้นสูงเช่นกัน นัยนี้ การทำนโยบายปรับทักษะและนโยบายปรับโครงสร้างการผลิตให้ก้าวหน้า จึงเป็นสองชุดนโยบายที่ต้องขับเคลื่อนไปคู่กันเสมอ</p>



<p>การปรับโครงสร้างทักษะแรงงานและโครงสร้างการผลิต จึงเหมือนการปีนภูเขาสูง… เราคงไม่สามารถไปถึงยอดผาได้ หากปีนด้วยมือข้างเดียวครับ&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120324/">ถอดรหัสอินโดนิเซีย ปรับทักษะแรงงาน 17.5 ล้านคน ภายใน 3 ปีได้อย่างไร ?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
