<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.เจมส์ เฮคแมน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 13 Jan 2023 04:22:38 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ดร.เจมส์ เฮคแมน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทุนชีวิตเด็กปฐมวัย การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/invest-in-early-childhood-development/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=invest-in-early-childhood-development</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Jan 2023 14:04:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เจมส์ เฮคแมน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63551</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ทุนมนุษย์’ เป็นทรัพยากรสำคัญที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันในระบบทุนนิยมโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/invest-in-early-childhood-development/">ทุนชีวิตเด็กปฐมวัย การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ทุนมนุษย์’ เป็นทรัพยากรสำคัญที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันในระบบทุนนิยมโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน</p>



<p>พ.ศ. 2563 ธนาคารโลกเสนอรายงานความก้าวหน้าในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยใช้ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index: HCI) เป็นตัวชี้วัดระดับทุนมนุษย์ (ผลิตภาพ ทักษะ ความสามารถ ฯลฯ) ที่คาดว่าเด็กแรกเกิดแต่ละคนพึงมี เมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์&nbsp;</p>



<p>ดัชนีทุนมนุษย์มีค่าระหว่าง 0 และ 1 และดัชนีนี้จะมีค่าเท่ากับ 1 ได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ที่เกิดในประเทศนั้นมีสุขภาพสมบูรณ์ เช่น ไม่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น (stunting) และคาดว่าจะมีอายุขัยอย่างน้อย 60 ปี และสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพ โดยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นเวลา 14 ปี&nbsp;</p>



<p>รายงานธนาคารโลกฉบับดังกล่าวระบุว่า ประเทศไทยมีค่าดัชนีทุนมนุษย์ 0.61 นั่นหมายความว่า เด็กที่เกิดและเติบโตในไทยในวันนี้จะสร้างผลิตภาพเพียงร้อยละ 61 ของศักยภาพที่มี หากได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและการดูแลด้านสุขภาพอย่างเต็มที่ ตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าดัชนีทุนมนุษย์ของประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์ (ร้อยละ 88) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 80) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 80) หรือเวียดนาม (ร้อยละ 69)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1025" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-1025x1024.png" alt="" class="wp-image-63552" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-1025x1024.png 1025w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-150x150.png 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-768x767.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162-750x750.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/IMG_3162.png 1081w" sizes="(max-width: 1025px) 100vw, 1025px" /></figure>



<p>ศักยภาพที่สูญหายของเด็กไทยยิ่งถ่างช่องว่างของความเหลื่อมล้ำภายในประเทศให้กว้างขึ้น เด็กที่เติบโตไม่เต็มศักยภาพจะสร้างปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ อาทิ ออกจากการเรียนกลางคัน ท้องก่อนวัยอันควร เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่มีวุฒิการศึกษา กระทบต่อการหางานที่มีค่าตอบแทนสูง ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อตัวเด็กและครอบครัว แต่ยังลดทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกในระยะยาว</p>



<p>แล้วไทยจะเพิ่มทุนมนุษย์ได้อย่างไรบ้าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="300" height="234" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/Heckman_standingtable.jpg" alt="" class="wp-image-63555"/><figcaption>ที่มา: <a href="https://heckmanequation.org/about-professor-heckman/">https://heckmanequation.org/about-professor-heckman/</a></figcaption></figure></div>



<p><strong>เจมส์ เจ. เฮกแมน (James J. Heckman)</strong> นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เสนอว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ที่ได้ผลลัพธ์และผลตอบแทนคุ้มค่ามากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาสจากครอบครัวยากจน</p>



<p>ช่วงปฐมวัย (อายุ 0-5 ปี) เป็นช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต และมีความสำคัญที่สุดในการวางรากฐานสำหรับชีวิตของมนุษย์ พัฒนาการของเด็กปฐมวัยจะรวดเร็วกว่าช่วงวัยอื่น ตั้งแต่พัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อุปนิสัย สติปัญญา ภาษา และความคิดสร้างสรรค์&nbsp;</p>



<p>ทักษะที่ก่อร่างขึ้นในเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะทักษะทางความคิด อาทิ ความเอาใจใส่ แรงบันดาลใจ การควบคุมตนเอง และการเข้าสังคม จะต่อยอดและหนุนเสริมกันอย่างมีพลวัต อุปนิสัยเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการ (knowledge) ให้กลายเป็นความรู้เชิงปฏิบัติการ (know-how) เด็กที่ได้รับการส่งเสริมให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพตั้งแต่ช่วงปฐมวัย จะประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น&nbsp;</p>



<p>เฮกแมนเสนอว่า พัฒนาการช่วงปฐมวัยเป็นอิฐก้อนแรกที่สำคัญ ต้องลงทุนอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้&nbsp;</p>



<p>ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การลงทุนมนุษย์ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยยังช่วยเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นพลเมืองที่มีผลิตภาพและสามารถจ่ายภาษีได้ เฮกแมนชี้ว่า การลงทุน 1 ดอลลาร์ในเด็กปฐมวัย ให้ผลตอบแทนสูงถึง 6.3 ดอลลาร์ พูดง่ายๆ คือ การลงทุนในเด็กปฐมวัยสร้างผลตอบแทนคืนสู่สังคมและระบบเศรษฐกิจ มากถึง 6 เท่า</p>



<p>สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน แม้การพัฒนาเด็กปฐมวัยจะกลายเป็นวาระสำคัญระดับชาติ มีกฎหมายหลายฉบับคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของเด็กปฐมวัย อาทิ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 แต่ก็ยังมีเด็กปฐมวัยจำนวนมากขาดการดูแลและการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเด็กในกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำ</p>



<p>ทั้งนี้ เด็กทุกคนต้องการการสนับสนุนในช่วงปฐมวัยอย่างเต็มที่ แต่ข้อเท็จจริงคือ เด็กในครอบครัวรายได้ต่ำกลับได้รับความช่วยเหลือเช่นนั้นน้อยที่สุด เพราะพ่อแม่ต้องสละเวลาที่ควรใช้ดูแลลูก ไปทำงานเพื่อหาเงิน ซึ่งรายได้นั้นก็อยู่ในระดับต่ำ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เด็กได้&nbsp;</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า เด็กที่ขาดโอกาสได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด จะมีพัฒนาการและสุขภาพน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ&nbsp;</p>



<p>ความยากจนจึงส่งผลต่อเด็กปฐมวัยในหลายมิติ สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้จะเหนี่ยวรั้งพัฒนาการ ขัดขวางศักยภาพของเด็ก จนไม่อาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีผลิตภาพสูงได้ และอาจก่อภาระที่ทั้งสังคมต้องร่วมแบกรับ</p>



<p>ดังนั้น เด็กปฐมวัยทุกคนจึงควรได้รับการดูแลในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่ในครรภ์ของมารดา การได้รับสารอาหารและวัคซีนป้องกันโรคครบถ้วนหลังคลอด การทำกิจกรรมยามว่างร่วมกับครอบครัว การเล่นตามวัย การเล่านิทาน อ่านหนังสือกับเด็ก การแสดงความรัก เอาใจใส่ และไม่ใช้ความรุนแรงในการลงโทษ</p>



<p>การลงทุนในระยะสั้นจะถูกชดเชยด้วยผลกำไรในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ในปีการศึกษา 2565 มีนักเรียนได้รับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข หรือ ‘ทุนเสมอภาค’ จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยืนยันสิทธิ์ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 20,018 คน</p>



<p>จากการใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) ประเมินว่า ถ้าเด็กทั้ง 20,018 คน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ละคนจะมีรายได้เฉลี่ยตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ คนละ 3.3 ล้านบาท (อ้างอิงจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ที่พบว่า เงินเดือนเฉลี่ยของวุฒิปริญญาตรีเท่ากับ 27,132 บาท/เดือน)</p>



<p>กล่าวอีกนัย รายได้ของพวกเขาจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มถึง 66,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อให้เด็กแต่ละคนเรียนจบมีมูลค่าประมาณ 8,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 410,000 บาท/คน เท่านั้น</p>



<p>การลงทุนกับเด็กปฐมวัยเพื่อให้เขาเติบโตสู่วัยทำงานอย่างเต็มศักยภาพ จึงเป็นการเพิ่มจำนวนประชากรในระบบฐานภาษี ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด การลงทุนในมนุษย์จึงเป็นการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน</p>



<p><strong>ที่มา</strong></p>



<ul><li><a href="https://heckmanequation.org/resource/invest-in-early-childhood-development-reduce-deficits-strengthen-the-economy/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Invest in Early Childhood Development: Reduce Deficits, Strengthen the Economy</a></li><li><a href="https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ920516.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Economics of Inequality: The Value of Early Childhood Education</a></li><li><a href="https://www.eef.or.th/news-131122/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กสศ. เผยการบ่มเพาะทักษะเด็กปฐมวัย กุญแจไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างกฎพาเรโต ทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก</a></li></ul><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/invest-in-early-childhood-development/">ทุนชีวิตเด็กปฐมวัย การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เมื่อ COVID-19 กำลังกระทบต่อความสถานะทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/153-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=153-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 May 2020 01:00:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เจมส์ เฮคแมน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย ชิคาโก]]></category>
		<category><![CDATA[Archbridge Institute]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=13678</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดบทสัมภาษณ์ ดร.เจมส์ เฮคแมน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสต [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/153-2/">คุยกับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เมื่อ COVID-19 กำลังกระทบต่อความสถานะทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-13681" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_thumbnail_noblejames_interview-thumbnail-copy.png" alt="" width="3601" height="1892" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_thumbnail_noblejames_interview-thumbnail-copy.png 3601w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_thumbnail_noblejames_interview-thumbnail-copy-300x158.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_thumbnail_noblejames_interview-thumbnail-copy-1024x538.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_thumbnail_noblejames_interview-thumbnail-copy-768x404.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_thumbnail_noblejames_interview-thumbnail-copy-1536x807.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/EEF_thumbnail_noblejames_interview-thumbnail-copy-2048x1076.png 2048w" sizes="(max-width: 3601px) 100vw, 3601px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เปิดบทสัมภาษณ์ </span><b>ดร.เจมส์ เฮคแมน</b><span style="font-weight: 400;"> ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนามนุษย์ แห่งมหาวิทยาลัย ชิคาโก อีกทั้งยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2000 ผู้ศึกษาวิจัยและพบว่า </span><span style="font-weight: 400;">&#8216;</span><span style="font-weight: 400;">การลงทุนพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัย คุ้มค่ามากที่สุด</span><span style="font-weight: 400;">&#8216; </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งนำมาสู่ </span><span style="font-weight: 400;">&#8216;</span><span style="font-weight: 400;">สมการพัฒนาคน</span><span style="font-weight: 400;">&#8216; </span><span style="font-weight: 400;">แนวทางสร้างกำไรคืนสังคม เพื่อการพัฒนาประเทศ เกี่ยวกับทัศนคติมุมมอง เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมและสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมอเมริกัน ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรน่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ดร.เจมส์ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น กับ กอนซาโล ชวาร์ซ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบันอาร์ชบริดจ์ (</span><span style="font-weight: 400;">Archbridge Institute)</span><span style="font-weight: 400;">โดยดร.เจมส์ ได้แสดงทัศนะไว้อย่างน่าสนใจ ด้วยการยอมรับว่า วิกฤต COVID-19 ส่งผลกระทบต่อคนยากจนและคนด้อยโอกาสในสหรัฐฯ อย่างมาก และการต้องตกงาน จะทำยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้และการเข้าถึงสาธารณสุขที่ดีมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและรายได้จะทวีความเลวร้ายมากขึ้นเพราะ COVID-19 และความยากจนกับความด้อยโอกาสจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคร้ายนี้คงอยู่เติบโตในสังคมอเมริกัน ความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ทำให้สุขภาพของคนไม่เสมอภาคกัน และสุขอนามัยที่แย่ก็ทำให้ บุคคลคนหนึ่งมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมบางอย่างที่เป็นประโยชน์กลับคืนสู่สังคม ด้วยจำนวนคนที่ตกงานมากขึ้น และได้รับผลประโยชน์ด้านประกันสุขภาพลดลง เรียกได้ว่า การตกงานยิ่งทำให้ความไม่เท่าเทียมกันด้านสุขภาพบานปลายมากขึ้น และเราก็ตระหนักดีว่า สิ่งนี้คือความจริง เพราะคนที่ตกเป็นเหยื่อจากไวรัสโคโรน่าระบาดในครั้งนี้มากที่สุดก็คือกลุ่มคนที่ไม่อาจเข้าถึงประกันสุขภาพที่ดีได้อยู่ก่อนแล้ว&#8221; ดร.เจมส์ กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ของ COVID-19 ที่ต้องปิดโรงเรียน ตามมาตรการล็อคดาวน์และเว้นระยะห่างทางสังคม มีแนวโน้มยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาขยายวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากเมื่อเด็กต้องอยู่กับบ้านเรียนหนังสือ ขณะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครอง เด็กที่ครอบครัวมีพร้อมทุกอย่าง ทั้งอุปกรณ์การเรียน เทคโนโลยี และความเอาใจใส่จากพ่อแม่ ย่อมสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของตนได้ดี ผิดกับเด็กจากครอบครัวยากจนหรือด้อยโอกาสที่ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมกดดัน เช่น พ่อแม่ต้องทำงาน การพัฒนาด้านการเรียนของเด็กย่อมย่ำแย่ตามไปด้วยเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของ  สมการพัฒนาคน ที่ประกอบด้วย การลงทุนทางการศึกษา เพื่อลดช่องว่างครอบครัวด้อยโอกาส + การพัฒนาเด็กปฐมวัย + การสร้างและรักษาคุณภาพการศึกษาที่ต่อเนื่องยั่งยืน = กำไรคืนสู่สังคม นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนนี้ ยังคงเชื่อมั่นต่อ แนวคิด </span><span style="font-weight: 400;">American Dream </span><span style="font-weight: 400;">ของสหรัฐฯ ว่า ยังสามารถทำได้และดำเนินไปได้อย่างดี ยืนยันได้จาก เรื่องราวความสำเร็จมากมายของบรรดาผู้อพยพลี้ภัยทั่วโลกทีเข้ามาแสวงหาชีวิตใหม่ในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับทั้งโอกาสทางการศึกษาและหน้าที่การงาน ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับตอนอยู่ในบ้านเกิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่า ปัญหาสำคัญที่ให้ </span><span style="font-weight: 400;">American Dream </span><span style="font-weight: 400;">โดนมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันและไม่อาจเป็นจริงได้ เป็นเพราะ การศึกษาวิจัยในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นไปที่การเติบโตของคนเพียง 1% บนชั้นบนสุดของสถานะทางสังคม ซึ่งในข้อมูลชุดเดียวกัน หากวิเคราะห์อย่างละเอียดจะพบว่า เมื่อเทียบให้ดีแล้ว ความแตกต่างทางสถานะทางสังคมเริ่มหดแคบลงมาเช่นกัน เพียงแต่สื่อหรือสถาบันใหญ่ๆ เลือกที่จะหยิบยกผลทางลบขึ้นมาโหมกระพือ เพื่อเป้าหมายบางอย่างทางการเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของอุปสรรคหลังที่ส่งผลต่อการยกระดับพัฒนานโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงรายได้และสถานะทางสังคม ก็คือ ความวิตกต่อความซื่อสัตย์จริงใจของผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลงในหมู่สังคมชาวอเมริกัน รวมถึงความกลัวถึงผลที่จะตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยดร.เจมส์ กล่าวว่า ความรู้สึกกลัวและกังขาข้างต้น เป็นผลจากบริบทแวดล้อมทางการเมืองของสหรัฐฯ อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ คนทำงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจพูดถึงความจริงและต้นตอของปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมาทางการเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;อย่าง วาทกรรมสาธาณะ ทำให้ไม่สามารถพูดได้อย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับประเด็นด้าน วัฒนธรรม เชื้อชาติ หรือ เพศสภาพ อีกทั้ง ระบบการเซ็นเซอร์ ก็ยังมีบทบาทสำคัญต่อทุกกลุ่มในสังคมโดยรวมทั้งหมด&#8221; ศาสตราจารย์เจ้าของรางวัลโนเบลปี 2000 กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน ดร.เจมส์ ยังใช้โอกาสนี้ เน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัวที่จะมีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคม เพราะ ครอบครัวคือพื้นฐานของชีวิตและการเติบโต เป็นที่บ่มเพาะปลูกฝังค่านิยมทางสังคมมากมาย และมีผลในการสนับสนุนหรือบั่นทอน เด็ก ที่จะเรียนหรือเลิกเรียนได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ครอบครัว ทำได้มากกว่าโรงเรียน ในการสร้างและบ่มเพาะโอกาสของชีวิต มีผลการศึกษาวิจัยมากมายแสดงหลักฐานบ่งชี้ว่า ครอบครัวมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดทิศทางชีวิตของเด็กๆ ครอบครัวที่บิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์ก็จะให้กำเนิดเด็กที่บิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์เช่นกัน โรงเรียนเป็นเพียงสถาานที่ที่สามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดกับเด็กได้เพียงบางส่วนเท่านั้น&#8221; ดร.เจมส์ ระบุ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ แม้โครงการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือ หน่วยงานอิสระทั้งหลาย เพื่อช่วยให้เด็กเล็กได้เข้าถึงการศึกษา หรือ ระดับก่อนวัยเรียน จะเป็นผลกีต่อเด็กด้อยโอกาส แต่โดยส่วนตัว ดร.เจมส์ ยังคงเชื่อมั่นว่า การลงทุนไปยังสถาบันครอบครัวจะเป็นการแก้ปัญหาด้านการศึกษาอย่างตรงจุดมากกว่า เพราะการที่ครอบครัวมีส่วนในการให้ความรัก ให้การเอาใจใส่ ต่อเด็กอย่างใกล้ชิดจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กมากกว่า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ไม่มีใครเข้ามาศึกษาประเมินผลต่อประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;</span><b><i>โครงการสนับสนุนเด็กก่อนวัยเรียนของรัฐ สามารถชดเชยสภาพแวดล้อมทางบ้านของเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสได้ แต่ไม่มีโครงการไหนที่สามารถทดแทนสิ่งแวดล้อม และความรักความเอาใจใส่ของพ่อแม่หรือครอบครัว และประโยชน์ตลอดชีวิตที่จะตามมาได้</i></b><span style="font-weight: 400;">&#8221; ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ย้ำอย่างมั่นใจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา : </strong><span style="font-weight: 400;">Archbridge Institute<br />
</span><a href="https://medium.com/@ArchbridgeInst/nobel-prize-winning-economist-dr-5550da1df5c3">Nobel-Prize Winning Economist Dr. James Heckman on Social Mobility, the American Dream, and how COVID-19 Could Affect Inequality</a></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>แปลและเรียบเรียง :</strong> นงลักษณ์ อัจนปัญญา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/153-2/">คุยกับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เมื่อ COVID-19 กำลังกระทบต่อความสถานะทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
